สกู๊ปพิเศษ : คลองบางบาล-บางไทร อีกหนึ่งศาสตร์พระราชา แก้วิกฤติน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292163

สกู๊ปพิเศษ : คลองบางบาล-บางไทร อีกหนึ่งศาสตร์พระราชา แก้วิกฤติน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

สกู๊ปพิเศษ : คลองบางบาล-บางไทร อีกหนึ่งศาสตร์พระราชา แก้วิกฤติน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ดำเนินการปรับยุทธศาสตร์บริหารจัดทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560-2579)

กรมชลประทาน ในฐานะหน่วยงานหลักรับผิดชอบยุทธศาสตร์บริหารจัดทรัพยากรน้ำ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) และยุทธศาสตร์ที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำของประเทศ พร้อมน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการแก้ปัญหาน้ำให้มากที่สุด

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีแรก (2560-2564) กรมชลประทาน ได้วางรากฐานของการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยได้มีการเสนอแผนงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและได้ผลเร็ว เช่น แก้มลิง ฝาย ประตูระบายน้ำ ระบบส่งน้ำ และการเพิ่มปริมาณความจุของแหล่งเก็บน้ำเดิม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังวางแผนดำเนินโครงการต่างๆ ตามยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มีหลายโครงการได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมตามระเบียบที่กำหนด โดยเฉพาะโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงานสำคัญ ซึ่ง 1 ใน 9 แผนงาน
ดังกล่าว คือ โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
ที่ได้รับความเห็นชอบจาก กนช. แล้ว ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้

“โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เป็นการขยายผลศาสตร์พระราชาจากโครงการคลองภักดีรำไพ จ.จันทบุรี และเป็นแนวทางที่จะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายซ้ำซากที่เคยเกิดขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสามารถช่วยระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะไหลผ่านตัวเมือง จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ถึงประมาณ 1,200 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในคลองบางหลวง คลองบางบาล และพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 54 กิโลเมตร ก็จะทำให้มีเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำให้สามารถรองรับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาได้ถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที” นายสมเกียรติกล่าวยืนยัน

สำหรับคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จะเริ่มต้นที่ต.บ้านใหม่ อ.บางบาล ตัดตรงผ่านทุ่งบางบาล ถึง ต.สนามชัย อ.บางไทร เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ไม่กระทบชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่ศูนย์รวมของชุมชน เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงโบราณสถานที่สำคัญ แต่จะกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างบ้างประมาณ 500 หลัง ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
เกษตรฯได้มอบหมายให้พิจารณาจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสมและเป็นธรรม กับประชาชนที่อยู่ในแนวคลองที่จะขุดซึ่งมีแนวกันเขตก่อสร้างรวมกว้างประมาณ 110-230 เมตร ยาว 23 กิโลเมตร จะช่วยย่นระยะทางการระบายน้ำจากเดิม 35 กิโลเมตร ลงอีก 13 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำให้เชื่อมโยงกันเป็นระบบ กรมชลประทานได้ปรับแผนก่อสร้างประตูระบายบางบาลในปีงบประมาณ 2561 และวางแผนสร้างประตูระบายน้ำคลองบางหลวง ในปี 2562 พร้อมทั้งปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพของคันกันน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

สำหรับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น นอกจากจะช่วยบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้ประมาณ 1.9-2.5
ล้านไร่ และลดการท่วมซ้ำซากของพื้นที่เกษตรกรรมในอ.บางบาล และอ.ผักไห่ แล้วคลองบางบาล-บางไทร ยังสามารถเก็บน้ำไว้ได้ประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรในฤดูแล้ง พร้อมทั้งยังจะมีการก่อสร้างถนนสัญจรสองฝั่งคลองเเพื่อเพิ่มความสะดวกในการสัญจรและปรับภูมิทัศน์ให้มีความสวยงาม เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ด้วย

รายงานพิเศษ : ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์บ้านปาเต๊ะเหนือ ร่วมโครงการ‘9101’ส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291947

รายงานพิเศษ : ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์บ้านปาเต๊ะเหนือ ร่วมโครงการ‘9101’ส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์

รายงานพิเศษ : ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์บ้านปาเต๊ะเหนือ ร่วมโครงการ‘9101’ส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ดำเนินการในส่วนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และการปรับปรุงดิน เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและชุมชน ด้วยการนำหลักการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้มาเป็นต้นแบบดำเนินการ โดยให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนได้มีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน

มงคล ทองจิบ

นายมงคล ทองจิบ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสตูล กล่าวว่า ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จังหวัดสตูล สาขาย่อยบ้านปาเต๊ะเหนือ บ.ปาเต๊ะเหนือ ม.6 ต.เจ๊ะบิลัง อ.เมือง จ.สตูล ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 จนกระทั่งปี 2560 เป็นโครงการที่ต่อเนื่อง ซึ่งทางหน่วยงานราชการให้ความเชื่อถือกับธนาคารปุ๋ยอินทรีย์แห่งนี้ ในเรื่องของกระบวนการผลิต และกลุ่มเกษตรกรในชุมชนของ บ.ปาเต๊ะเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 45 ชุมชนของโครงการ 9101 ที่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งเป็นสูตรมาตรฐานของกรมพัฒนาที่ดิน โดยได้งบประมาณ จำนวน 5 ล้านบาท ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 600 ตัน ซึ่งจะเป็นค่าแรงครึ่งหนึ่ง ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ โดยจะจ้างเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร หรือที่เรียกว่าเกษตรกรป้ายเขียว เงินจึงถูกแบ่งครึ่งหนึ่งตามนโยบายของรัฐบาล ในส่วนของปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตทั้งหมด 600 ตัน ทางประธานกลุ่ม และคณะกรรมการก็จะดำเนินการต่อยอดโดยการขายให้แก่สมาชิก และหน่วยงานราชการต่างๆ โดยตัวปุ๋ยจะผ่านการวิเคราะห์จากกลุ่มวิเคราะห์ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปุ๋ยที่ผลิตออกมามีคุณภาพดี และจะมีการใส่เชื้อ พด.3 (เชื้อไตรโคเดอร์มา) ให้แก่เกษตรกร ส่วนเงินรายได้ทั้งหมดจากการขายปุ๋ย จำนวน 600 ตัน ก็จะเข้าสู่ระบบบัญชีของธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ และจะมีการปันผลให้แก่สมาชิกนอกเหนือจากค่าแรงด้วย

“ณ วันนี้เกษตรกร บ.ปาเต๊ะ และพื้นที่ ต.เจ๊ะบิลัง ที่ทางธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ให้ความรู้อยู่ จะมีรูปแบบของการจัดทำแปลงสาธิต เกษตรกรจะมาขอรับปุ๋ยที่นี่ แล้วค่อยจ่ายเงิน หรืออาจได้รับปันผลเป็นปุ๋ยอินทรีย์แทน ซึ่งหากย้อนไปดูก่อนที่จะมีการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยฯขึ้นมา ทำไมงานของธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จึงไม่คืบหน้า เนื่องจากว่าบางครั้งผู้ผลิต ซึ่งเป็นตัวกลุ่มผู้ผลิตธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ให้สมาชิกนำปุ๋ยไปใช้ ตัวสมาชิกเองจึงไม่ใช้และไม่ยอมรับ แต่หลังจากที่เราดำเนินกิจกรรมตรงนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง 45 ชุมชน ของจังหวัดสตูลที่ได้รับงบประมาณมา มีอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพ โดยทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ขบวนการต่อยอดต่อไป” นายมงคล กล่าว

กอหนี เหตุฉูนุ้ย

ด้าน นายกอหนี เหตุฉูนุ้ย ประธานกลุ่มธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จังหวัดสตูล สาขาย่อยบ้านปาเต๊ะเหนือ และเป็นหมอดินอาสาประจำจังหวัด ของสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดสตูล กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อโครงการ 9101 เข้ามา ก็สามารถเชื่อมต่อให้พี่น้องเกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์กันมากขึ้น เนื่องจากโครงการนี้ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี โดยการมอบปุ๋ยอินทรีย์ให้หมู่บ้านละ 100 ตัน แจกจ่ายให้พี่น้องเกษตรกรทุกครัวเรือนที่ทำการเกษตรได้ทดลองใช้ เพื่อให้รู้ว่าเมื่อใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาปรับปรุงบำรุงดินแล้ว คุณภาพดินจะดีขึ้นและมีความยั่งยืนมากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งคาดว่าในอนาคตหากพี่น้องเกษตรกรเห็นผลดีจากการทดลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์แล้ว โรงงานผลิตปุ๋ยของเราน่าจะผลิตขายแทบไม่ทันอย่างแน่นอน

สศก.มั่นใจรายได้ครัวเรือนเกษตรพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291944

สศก.มั่นใจรายได้ครัวเรือนเกษตรพุ่ง

สศก.มั่นใจรายได้ครัวเรือนเกษตรพุ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตร ซึ่งหากเปรียบเทียบจำนวนประชากรภาคเกษตร กับประชากรทั้งประเทศในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ไทยมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรจาก 59.46 ล้านคน ในปี 2538/39 เป็น 65.13 ล้านคนในปี 2558/59 หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.40 ต่อปี ในขณะที่ประชากรภาคการเกษตร มีแนวโน้มลดลงร้อยละ 0.91 ต่อปี โดยปัจจุบัน ภาคเกษตรไทย มีครัวเรือนเกษตรประมาณ 5.9 ล้านครัวเรือน พื้นที่ถือครองทางการเกษตร 149.23 ล้านไร่ จากเดิมเมื่อปี 2538/29 มีครวเรือนเกษตร 5.5 ล้านครัวเรือน

ทั้งนี้ ในปี 2559/60–ปี2560/61 คาดว่า รายได้ครัวเรือนเกษตรจะเพิ่มขึ้นจากผลผลิตเกษตรที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวย และภาวะเศรษฐกิจโลกรวมทั้งปัจจัยสนับสนุนภายในจากนโยบายภาครัฐที่มีแผนงาน/โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติ และ ระบบการส่งเสริมเกษตรสมัยใหม่โดยใช้รูปแบบประชารัฐ เช่น แผนบริหารการผลิตการตลาดข้าวครบวงจร เกษตรคุณภาพ/อินทรีย์ แปลงใหญ่ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ตาม Agri-Map เพิ่มระบบส่ง/กระจายน้ำ และโครงการ 9101 เป็นต้น ทั้งนี้คาดว่าแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอยู่ระหว่าง 3-5% สอดคล้องกับจีดีพีภาคเกษตร ที่คาดว่าจะเติบโตระหว่าง 3-4%

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กรงปินัง สร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยวิถีสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291949

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กรงปินัง สร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยวิถีสหกรณ์

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กรงปินัง สร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยวิถีสหกรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์อำเภอกรงปินัง สร้างความเข้มแข้งในอาชีพด้วยกระบวนการสหกรณ์ ช่วยกันพัฒนาอาชีพแบบเอื้ออาทร ทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิตและยกระดับสินค้าที่หลากหลายและมีคุณภาพ เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้ามากขึ้นและได้ราคาดีกว่าต่างคนต่างทำ

ประโลมใจ เนียมแกล้ว

นางสาวประโลมใจ เนียมแกล้ว รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 เปิดเผยว่า สหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์กรงปินัง จำกัด เกิดขึ้นจากการที่ นายอาหะมะ อาลีมะสะ ประธานสหกรณ์ ได้เข้ารับการถ่ายทอดความรู้เรื่อง “ชุมชนเข้มแข็งด้วยวิถีสหกรณ์” ภายใต้โครงการอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2558/59 จึงมีแนวคิดที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบอาชีพด้านการปศุสัตว์ จึงได้เริ่มพูดคุยชักชวนผู้ที่เข้ารับการถ่ายทอดความรู้มารวมกลุ่มกัน จากนั้นได้เชิญนักวิชาการสหกรณ์ไปให้ความรู้ความเข้าใจด้านสหกรณ์โดยละเอียดอีกครั้ง แล้วจึงมีการลงมติขอจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ประเภทการเกษตร โดยมีสมาชิกแรกตั้ง 87 คน ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2560 ปัจจุบันสมาชิก 104 คน เป็นเกษตรกรที่ประกอบอาชีพด้านปศุสัตว์เป็นอาชีพหลักและอาชีพรอง ได้แก่ การเลี้ยงโค แพะเนื้อ แพะนม มีคณะกรรมการสหกรณ์ 15 คน กลุ่มสมาชิก 4 กลุ่ม ปีบัญชีของสหกรณ์ 30 มิถุนายน ของทุกปี แดนดำเนินการ ครอบคลุมทั้ง 4 ตำบลในอำเภอกรงปินัง มูลค่าหุ้นละ 50 บาท จำนวน 2,650 หุ้น เป็นเงิน 132,500 บาท

ราตรี กาเจ

ด้าน นางราตรี กาเจ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 8 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดยะลา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับธุรกิจของสหกรณ์เลี้ยงสัตว์กรงปินัง จำกัด ประกอบด้วย ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายตามความต้องการของสมาชิก ประเภทสินค้า ได้แก่ อาหารโค อาหารแพะเนื้อ อาหารแพะนม แร่ธาตุ ยารักษาโรค มีหน้าร้านอยู่ติดกับหน่วยผสมเทียมอำเภอกรงปินัง โดยสมาชิกจะได้ซื้อสินค้าในราคาต่ำกว่าท้องตลาดและที่สำคัญสมาชิกประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปซื้อสินค้าในตัวเมืองยะลาได้มาก เพราะด้วยพฤติกรรมการของสมาชิกจะซื้อสินค้าเพียงครั้งละ 1-2 กระสอบ เฉลี่ยซื้อสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตน้ำนมแพะเพื่อแปรรูปและจำหน่าย ซึ่งการแปรรูปน้ำนมเริ่มมาจากการที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสมาชิกที่บริโภคน้ำนมดิบที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ จึงนำสมาชิกที่เลี้ยงแพะนมไปอบรมเรื่องการตรวจสอบคุณภาพน้ำนมแพะ และการแปรรูปน้ำนมแพะพาสเจอร์ไรซ์แบบครัวเรือน ณ สถาบันฮาลาล มอ.ปัตตานี หลังจากอบรมแล้วก็มีความสนใจที่จะแปรรูปน้ำนมแพะพาสเจอร์ไรซ์ออกจำหน่าย เพราะเห็นว่าจะขายได้ราคาดีกว่าการขายน้ำนมดิบที่ขายอยู่ในราคา 60 บาทต่อกก. แต่เมื่อแปรรูปแล้วจะสามารถจำหน่ายได้ 150 บาทต่อ กก. เมื่อหักต้นทุนแล้วจะมีกำไรขั้นต้นโดยประมาณ 56 บาท ซึ่งจะจัดสรรให้แก่ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย และกองกลาง จึงได้จัดตั้งกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “กลุ่มแปรรูปน้ำนมแพะกรงปินัง ซึ่งเริ่มจำหน่ายครั้งแรกในงานผลไม้และของดีเมืองยะลา ในระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม 2560 โดยผลิตเป็นนมแพะพาสเจอร์ไรซ์รสธรรมชาติ ซึ่งได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ในเรื่องของกลิ่นที่ดื่มง่าย รสชาติมันเพราะความเข้มข้นของน้ำนมดิบ ทำให้กลุ่มมีกำลังใจที่จะผลิตต่อไปอีกและเพิ่มรสชาติให้หลากหลาย เช่น รสน้ำผึ้ง รสช็อกโกแลต เพื่อเจาะตลาดลูกค้าที่เป็นเด็กให้มีโอกาสได้ดื่มนมแพะ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่านมโค โดยสหกรณ์จะเป็นผู้ทำการตลาดและจัดจำหน่ายให้ โดยเป้าหมายในอนาคต ทางสหกรณ์ฯ จะจัดอบรมให้ความรู้กับสมาชิกกลุ่ม เรื่องการเลี้ยงแพะให้ได้น้ำนมคุณภาพ การรีดนมแพะการเพิ่มชนิดผลิตภัณฑ์ เช่น โยเกิร์ตนมแพะ ไอศกรีมนมแพะ นมแพะอัดเม็ด เป็นต้น

แตกใบอ่อน : ลูกอีช่าง‘ยื้อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291943

807934531

แตกใบอ่อน : ลูกอีช่าง‘ยื้อ’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ไม่ผิดคาดสักเท่าไรกับการออกมาแสดงท่าทีของ “กรมวิชาการเกษตร” เกี่ยวกับการพิจารณายกเลิกวัตถุอันตราย 3 ชนิด ที่ประกอบไปด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ภายหลังจากที่ประชุม “คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง” ที่มี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน มีมติตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ให้ออกประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2 ชนิด ได้แก่ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 และภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 ต้องยุติการนำเข้าสารเคมีทั้ง 2 ตัว เนื่องจากพาราควอต จัดเป็นยาพิษที่มีความรุนแรง ไม่สามารถหายาถอนพิษได้ 47 ประเทศทั่วโลกยกเลิกการใช้แล้ว ส่วนคลอร์ไพริฟอส ทำให้เกิดความผิดปกติด้านพัฒนาสมอง ไอคิวเด็กลดลง สมาธิสั้น กระทบต่อระบบต่อมไร้ท่อ การเจริญเติบโต และเสี่ยงเป็นพาร์กินสัน

ส่วนเจ้า “ไกลโฟเซต” ซึ่งเป็นยาฆ่าหญ้า ที่ประชุมมีความเห็นให้กำหนดโซนการใช้อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพื้นที่โรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และในพื้นที่อุทยาน เนื่องจากเจ้าสารเคมีชนิดนี้ถูก “องค์การอนามัยโลก” กำหนดให้เป็นสารที่อาจก่อมะเร็ง และมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค 22 โรค เช่น เบาหวาน ความดันสูง อัลไซเมอร์ เป็นต้น

โดยภายหลังจาก รมว.สาธารณสุข ออกมาประกาศมติของคณะกรรมการฯออกมาอย่างเป็นทางการ ความกดดันก็ย้ายมาอยู่ที่ “กรมวิชาการเกษตร” ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลสารเคมีทางการเกษตร ซึ่งกว่าจะมีท่าทีออกมาได้ก็ล่วงเข้ามาถึงเดือนกันยายน โดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร “สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ” แกออกมายืนยันชัดว่า สำหรับกรณี “ไกลโฟเซต” นั้น เห็นควรให้จำกัดการเฉพาะใช้และไม่มีแนวทางยกเลิกตามข้อเสนอ แต่ให้ผู้ประกอบการรายงานการนำเข้า การผลิต การส่งออก การจำหน่าย พื้นที่การใช้ และปริมาณคงเหลือ และต้องระบุพื้นที่ห้ามใช้ในฉลากวัตถุอันตรายควบคุมการโฆษณา

ส่วนอีก 2 ชนิด คือ “พาราควอต” และ “ควอร์ไพริฟอส” ต้องส่งเรื่องหารือไปยัง “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ซึ่งมีปลัดกระทรวอุตสาหกรรมเป็นประธาน เนื่องจากกรมวิชาการเกษตรไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะพิจารณานำข้อมูลด้านสุขภาพอนามัยมาวินิจฉัยได้อย่างชัดแจ้งว่า สารดังกล่าวมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ตามที่มีการกล่าวอ้าง

พร้อมกับย้ำในตอนท้ายว่า กรมวิชาการเกษตร มีอำนาจหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวัตถุอันตรายตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535เท่านั้น

ฟังคำชี้แจงของอธิบดีกรมวิชาการเกษตรแล้ว บอกได้คำเดียวว่า จี๊ดใจมาก

เพราะมันทำให้ผมรู้สึกเกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า สรุปแล้วข้อมูลที่คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง เป็นข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้ใช่หรือไม่ กรมวิชาการเกษตร ถึงใช้วิธี “เตะออก” ด้วยการซื้อเวลาโยนไปให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาอีก

สิ่งที่ต้องไม่ลืมเลย ก็คือ องค์ประกอบของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากจะมี “กระทรวงสาธารณสุข” ซึ่งถือเป็นหน่วยงานรัฐที่มีความ “เชี่ยวชาญ” ข้อมูลด้านสุขภาพอนามัยมาที่สุดในประเทศ เป็นหน่วยงานหลักนั่งอยู่ในคณะกรรมการแล้ว ยังมีผู้แทนที่มีความรู้ด้านต่างๆ ของกระทรวงอื่นๆ รวมทั้งหมดถึง 5 กระทรวง รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯเองด้วย

ดังนั้นการที่อธิบดีกรมวิชาการเกษตรมาเขี่ยลูกไปให้ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ของกระทรวงอุตสาหกรรมอีก ผมก็ว่ามันทะแม่ง

เพราะอย่างน้อยถามว่า กระทรวงอุตสาหกรรม จะเชี่ยวชาญข้อมูลด้านสุขภาพอนามัยประชาชน เท่ากระทรวงสาธารณสุขไหม ผมก็ว่า “ไม่”

แล้วแบบนี้เจตนามันคืออะไร

ส่วนไอ้เรื่องข้ออ้างว่า มีอำนาจเป็นเพียงหน่วยงานที่ให้คำแนะนำเท่านั้น ลองไปเปิดอ่าน “พ.ร.บ.วัตถุอัตราย” ดูดีๆ ครับว่า เขาเขียนไว้ว่าอย่างไรบ้าง

อย่ามาพูดให้ต้องรู้สึกสมเพชประเทศไทยมากไปกว่านี้เลย

มะลิลา

พด.ร่วมจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291946

พด.ร่วมจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

พด.ร่วมจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สำนักงาน กปร. จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ณ บริเวณลานพระราชวังดุสิต เพื่อเผยแพร่พระเกียรติและพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแก่ประชาชน โดยจัดแสดงนิทรรศการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ซึ่งในเดือนกันยายน 2560 ได้กำหนดจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่ 3 ในชื่อชุด“ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน”

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้ร่วมจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาที่ดินร่วมกับสำนักงาน กปร. จนถึงสิ้นเดือนกันยายน โดยนิทรรศการที่จัดขึ้น ได้แก่ พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาที่ดิน, นิทรรศการปราชญ์แห่งดิน การจำลองลักษณะดินในพื้นที่ต่างๆ หญ้าแฝกกับการพัฒนาทรัพยากรดินและน้ำ, แบบจำลองชั้นกำเนิดดิน, ชุดวิเคราะห์ดินภาคสนามกรมพัฒนาที่ดิน และกิจกรรมการทำหน้าตัดดินจำลอง

“กรมพัฒนาที่ดินเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ได้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านโครงการพระราชดำริต่างๆ ทรงเป็นผู้นำการพัฒนาและการอนุรักษ์ทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน โดยเรียนรู้และน้อมนำแนวพระราชดำริที่ทรงพระราชทานในด้านการจัดการทรัพยากรดิน และการปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งวิถีปฏิบัติในการทรงงาน มาเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรดิน ซึ่งที่ผ่านมา แนวพระราชดำริที่ทรงพระราชทานในด้านการจัดการทรัพยากรด้านดินและน้ำ การฟื้นฟูปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ได้ก่อให้เกิดคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อเกษตรกรและประชาชนทั่วไปอย่างมากมาย”

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวอีกว่า ขอเชิญประชาชนและจิตอาสา ร่วมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ “ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน” ณ บริเวณลานพระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยเปิดเข้าชมระหว่างเวลา 10.00-20.00 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

ดันรพ.อาหารปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291707

ดันรพ.อาหารปลอดภัย

ดันรพ.อาหารปลอดภัย

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย ของกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะดำเนินการประสานและสนับสนุนการขับเคลื่อนด้านการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ การประชาสัมพันธ์และประสานเชื่อมโยงกับเกษตรกร/ กลุ่มผู้ผลิต ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร ตามระบบการจัดการคุณภาพ GAP และเกษตรอินทรีย์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลพื้นที่ปลูกผักผลไม้
เนื้อสัตว์ และการให้การรับรองสินค้าเกษตรตามมาตรฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีวิสาหกิจเพื่อสังคม
(ประเทศไทย) จำกัด จะประสานและสนับสนุนการขับเคลื่อนทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ สื่อสารประชาสัมพันธ์นโยบาย ประสานแหล่งผู้ผลิตวัตถุดิบที่ปลอดภัยหรือเกษตรอินทรีย์ รวบรวมวัตถุดิบ และสนับสนุนการขนส่ง

สำหรับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จะสนับสนุนการขับเคลื่อนทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในระดับพื้นที่ สนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของขบวนองค์กรชุมชน กระทรวงพาณิชย์ จะประสานและสนับสนุนการขับเคลื่อนทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ สนับสนุนการดำเนินงานและข้อมูล แหล่งผู้จำหน่าย สืบราคาสินค้าที่ปลอดภัย หรือเกษตรอินทรีย์ กระทรวงมหาดไทย ประสานการขับเคลื่อนนโยบายการดำเนินการแบบบูรณาการในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ เพื่อให้การดำเนินการสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ และ กระทรวงสาธารณสุข จะประสานและขับเคลื่อนนโยบาย กำหนดนโยบาย แนวทางและมาตรฐานในการดำเนินงานโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยลงไปยังโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานอาหารปลอดภัยให้เป็นไปตามนโยบายและบรรลุเป้าหมาย โดยเชื่อมโยง/หรือบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง พัฒนาและให้ความรู้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีความตระหนักถึงความสำคัญของการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย

ส่องเกษตร : บทเรียนจากโครงการ 9101

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291703

449007

ส่องเกษตร : บทเรียนจากโครงการ 9101

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลายสัปดาห์ก่อน เคยนำจดหมายคุณอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย อดีตข้าราชการระดับสูง ลูกหม้อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เขียนแสดงความเป็นห่วง“โครงการ 9101 กับความหวังพลิกฟื้นฐานะเกษตรกรไทย”มาลงเผยแพร่ในคอลัมน์นี้ มาวันนี้ต้องขอเขียนถึงโครงการ 9101 อีกครั้ง เพราะปรากฏข่าวไม่สู่ดี ที่น่าจะสอดรับกับสิ่งที่คุณอนันต์เขียนไว้ จึงต้องมาขยายกันต่อ

ขอย้ำว่า “9101”เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรรัชกาลที่ 10 ใช้งบประมาณกว่า 22,000 ล้านบาท ครอบคลุมทุกตำบล รวมทั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอีก 882 ศูนย์ เป้าหมายเพื่อพลิกฟื้นฐานะเกษตรกรทั้งชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ผู้เลี้ยงสัตว์หรือชาวประมงให้พ้นความยากจน โดยเน้นกิจกรรม 8 สาขาด้วยกัน

จดหมายคุณอนันต์ก่อนหน้านี้ แสดงความเป็นห่วงว่า โครงการที่เร่งรัด มีเวลาดำเนินการสั้นมากสำหรับโครงการใหญ่ การรวบรวมสมาชิกจึงไม่ผ่านกระบวนการที่ให้เกษตรกรเข้าใจหลักการและเป้าหมาย ขณะที่โครงการจัดสรรงบฯให้ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท มีเงื่อนไขต้องจ่ายเป็นค่าแรงให้ผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณ แต่ด้วยเวลาสั้น กิจกรรมส่วนใหญ่จึงเป็นข้อเสนอผู้นำชุมชนร่วมกับข้าราชการ ไม่ผ่านขั้นตอนการทำประชาคม จึงขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนที่แท้จริง ดังนั้นส่วนใหญ่จะเน้นทำปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งทำได้ง่าย แต่กิจกรรมอื่นๆ ตามนโยบายกระทรวง เช่น การจัดการฟาร์ม จัดการศัตรูพืช การแปรรูป ปศุสัตว์ขนาดเล็กและประมงมีน้อยมาก เพราะทำยากและต้องใช้เวลา โครงการ 9101 จึงน่าจะสำเร็จประการเดียวคือ อัดฉีดเงินลงไปในชนบทจ่ายเป็นค่าจ้างแรงงานเกษตรกรที่เข้าร่วม แต่ด้านความยั่งยืนของกิจกรรมคงไม่เกิดขึ้น

และเพราะการเร่งรัดโครงการดังที่คุณอนันต์ว่า ตอนนี้ก็เกิดปัญหาขึ้น จนเป็นข่าวจาก“สำนักข่าวอิศรา”ว่า มีหลายจังหวัดโดยเฉพาะสุรินทร์ ทั้งยังที่อยุธยาและอุบลฯ เป็นต้น มีประชาชนร้องเรียนว่า เจ้าหน้าที่จัดการโครงการเองหมด โดยให้ผู้รับเหมามาประมูลงาน แล้วจัดหาอุปกรณ์มาให้ชาวบ้าน ทั้งที่ยังไม่มีการประชุมวางแผน หรือรับสมัครคนทำงาน

“โครงการนี้เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรฯกำหนดให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันเพื่อผลิตปุ๋ยไว้ใช้เอง วัตถุประสงค์คือ ลดรายจ่ายในครัวเรือนและจ้างแรงงาน ในหมู่บ้านเป็นคนทำปุ๋ย งบฯ กว่า 2 ล้านบาท(เป็นค่าแรงครึ่งหนึ่งและวัสดุอุปกรณ์ครึ่งหนึ่ง) แต่ปรากฏว่า ในการดำเนินการจริง คณะกรรมการและกลุ่มชาวบ้านไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการเอง กลับเป็นเกษตรอำเภอที่ไปให้ผู้รับเหมามาประมูลงานแล้วจัดหาอุปกรณ์มาให้ชาวบ้าน” หนังสือร้องเรียนระบุ

ทั้งให้รายละเอียดที่ส่อความไม่ชอบมาพากลว่า“กรรมการชุมชนไม่ได้เป็นคนสั่งซื้อขี้วัวขี้ไก่จากผู้รับเหมาที่เกษตรอำเภอหาให้ แต่เอกสารต่างๆของโครงการ ผู้รับเหมาจัดทำขึ้นเองทั้งหมด และให้กรรมการเซ็น อ้างว่าเป็นงานเร่งด่วน อีกทั้งราคาปุ๋ยผู้รับเหมาขาย กก.ละ 4 บาท ซึ่งแพงกว่าปุ๋ยที่ชาวบ้านทำขายเองคือ กก.ละ 2 บาท แต่เกษตรอำเภอ อ้างว่าปุ๋ยของชาวบ้านไม่พอ ไม่แห้ง ทำให้ต้องซื้อจากพ่อค้า ทั้งที่ การดำเนินการกันเองภายในกลุ่มยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ผู้รับเหมานำของมาลงให้เลย ซึ่งเป็นการเร่งรัดชาวบ้าน และปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ได้เร่งให้กรรมการชุมชนเซ็นเอกสารสั่งซื้อ โดยอ้างว่าจังหวัดเร่งให้เบิกเงินให้ผู้รับเหมา ทั้งที่ กรรมการยังไม่ตกลงว่าจะรับซื้อขี้วัวขี้ไก่ดังกล่าวหรือไม่”

เรื่องนี้มีการร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ผ่านศูนย์ดำรงธรรม และตอนนี้อยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการสอบ โดยเจ้าหน้าที่ส่วนกลางจากกระทรวงเกษตรฯเข้ามาตรวจสอบแล้ว

รายงานของสำนักข่าวอิศรายังให้รายละเอียดเจ้าหน้าที่เกษตรที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนถ่ายภาพเอกสารหลักฐานต่างๆที่ชัดเจนมาก ฉะนั้นถ้าสอบจริงๆ ไม่ยากและไม่น่านานที่จะได้ข้อสรุปออกมา

ถึงตรงนี้ นอกจากกระทรวงเกษตรฯควรรีบจัดการแก้ไขความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นกับโครงการนี้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่“ไม่บังควร”อย่างยิ่งแล้ว ยังนับเป็นบทเรียนที่ควรใส่ใจอีกครั้งว่า การทำโครงการใหญ่ๆที่มีความสำคัญต้องรอบคอบให้มากที่สุด ให้เวลาคนในชุมชนอย่างเพียงพอ ไม่ควรเร่งรีบเกินไป จะเกิดปัญหาได้ อย่ารีบร้อนเพียงเพราะต้องการเร่งสร้าง“ผลงาน”มากกว่าที่จะยึดประโยชน์เกษตรกรอย่างแท้จริง แล้วความเร่งรีบยังเปิดช่องให้เกิดการหาผลประโยชน์โดยมิชอบเอาง่ายๆด้วย

ซึ่งจะทำให้โครงการที่มีเจตนาและความตั้งใจดีๆ นอกจากจะไม่บรรลุผลสำเร็จตามที่ตั้งวัตถุประสงค์ไว้แล้ว ยังจะสร้างความเสื่อมเสียได้

สาโรช  บุญแสง

สกู๊ปพิเศษ : พด.แนะเกษตรกรปรับปรุงบำรุงดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน เพิ่มผลผลิตพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291710

สกู๊ปพิเศษ : พด.แนะเกษตรกรปรับปรุงบำรุงดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน เพิ่มผลผลิตพืช

สกู๊ปพิเศษ : พด.แนะเกษตรกรปรับปรุงบำรุงดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน เพิ่มผลผลิตพืช

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การนำที่ดินไปใช้ประโยชน์เพื่อทำการเกษตรอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โดยขาดการจัดการดูแลรักษาที่ถูกวิธี จะทำให้สภาพดินเกิดความเสื่อมโทรม ขาดอินทรียวัตถุ เนื้อดินแน่นทึบ ดินมีสภาพเป็นกรดจัดและความอุดมสมบูรณ์ต่ำ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหลักทางด้านวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในการสำรวจดินและการพัฒนาที่ดิน ซึ่งมีสถานีพัฒนาที่ดินกระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ และมีหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านต่างๆ กว่า 80,000 คน เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน ในการทำหน้าที่วิทยากรเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ บริการให้ความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรในพื้นที่เกี่ยวกับการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ การอนุรักษ์ดินและน้ำวิธีการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ วิธีการดูแลรักษาแหล่งน้ำในไร่นา การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อให้เกษตรกรในยุค 4.0 สามารถนำความรู้ต่างๆ ไปใช้ปฏิบัติได้เอง และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดินและน้ำเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ ซึ่งเกษตรกรจะต้องมีวิธีการป้องกันและแก้ไขการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีการปรับปรุงบำรุงดินที่เหมาะสม และต้องทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จึงจะทำให้มีการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น อีกทั้งสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนตลอดไป

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทำการปรับปรุงบำรุงดินให้มีสภาพที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช มีปริมาณน้ำและแร่ธาตุอาหารเพียงพอ
เนื้อดินมีอินทรียวัตถุอยู่มากและไม่มีสารที่เป็นพิษต่อพืช มีค่า pH ประมาณ 5.5 ถึง 7.0 จึงจะช่วยเพิ่มผลผลิตพืชให้สูงขึ้น เกษตรกรต้องทำการปรับปรุงดินทั้งด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ ต้องมีการใส่เพิ่มอินทรียวัตถุต่างๆ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก หรือการปลูกพืชปุ๋ยสด เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในดินให้สูงขึ้น ซึ่งแนวทางหรือการปรับปรุงบำรุงดินมีวิธีการต่างๆ ที่หลากหลาย เกษตรกรสามารถปฏิบัติได้เอง เช่น การใช้วัสดุปูนในการปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง เช่น นาข้าวใช้ปูนมาร์ล ไม้ผลใช้ปูนโดโลไมท์ หรือปูนขาว วิธีการไถกลบตอซังฟางข้าวร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพ พด.2 อัตราการใช้ 5 ลิตร/ไร่ ฉีดพ่นหมักทิ้งไว้ช่วยให้ฟางย่อยสลายตัวได้เร็วขึ้น ทำให้เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน หากใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก อัตรา 2-4 ตัน/ไร่ คลุกเคล้าอยู่ในดิน เกษตรกรสามารถใช้วิธีการเพิ่มฮอร์โมนในต้นพืชที่ปลูก โดยใช้ปุ๋ยอินทรียน้ำฉีดพ่นให้ต้นพืช หรือรดลงดิน ช่วยให้รากพืชแข็งแรงพืชเจริญเติบโตได้ดีให้ผลผลิตที่สูงขึ้น รวมทั้งการดูแลรักษาควบคุมความชื้นในดิน ให้ใช้วัสดุต่างๆ คลุมดิน เช่น ฟางข้าว ใบหญ้าแฝก แกลบสด พลาสติก หรือปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดิน ช่วยลดการสูญเสียธาตุอาหารพืช และช่วยรักษาความชื้นในดิน

นอกจากนี้ เกษตรกรควรมีการจัดการดินภายหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยต้องไม่ทำการเผาตอซังพืชทุกชนิด ให้ทำการปลูกพืชตระกูลถั่วต่างๆ เช่น ปอเทือง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ฯลฯ หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้ไถกลบหรือสับกลบตอซังลงในดิน เป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้สมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืชในฤดูกาลถัดไป

สำหรับวิธีการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น เป็นวิธีการที่จะช่วยปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่เสื่อมสภาพ และสามารถปลูกพืชให้ผลผลิตสูงได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ต้องตรวจวิเคราะห์ ตรวจสอบดินทุกๆ 1-2 ปี เพื่อทำให้ทราบการเปลี่ยนแปลงสมบัติของดิน และนำผลวิเคราะห์ไปพิจารณาหาแนวทาง หรือวิธีการปรับปรุงบำรุงดินที่เหมาะสมต่อๆ ไป

ทั้งนี้ เกษตรกร ประชาชนทั่วไป สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลความรู้ต่างๆ ได้ที่สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด หรือหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านในพื้นที่ใกล้บ้านได้ตลอดเวลา

สุรเดช เตียวตระกูล

สุรเดช เตียวตระกูล

เปิดรับออเดอร์‘ยางล้อประชารัฐ’ n มาตรฐาน‘มอก.’ติดตั้งฟรีศูนย์‘FIT’ทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291705

x

เปิดรับออเดอร์‘ยางล้อประชารัฐ’ n มาตรฐาน‘มอก.’ติดตั้งฟรีศูนย์‘FIT’ทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ได้ขยายตลาดยางทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้กับยาง โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ ในปีงบประมาณ 2560 มีความต้องการใช้ยางจาก 9 หน่วยงานภาครัฐรวมกัน 25,274 ตัน มูลค่า 16,925 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการส่งมอบให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 ส่วนปี 2561 ขณะนี้ได้เปิดให้หน่วยงานต่างๆ แจ้งความต้องการใช้เข้ามาแล้ว คาดว่าจะมีไม่น้อยกว่าปี 2560

นอกจากนี้ กยท. ยังได้ดำเนินโครงการยางล้อประชารัฐ ในการผลิตยางล้อรถ อาทิ จักรยานยนต์ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก ขนาดกลาง รถกระบะ รถตู้ ที่ใช้ส่วนผสมของยางพาราเพิ่มขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “TH-TYRE” หรือที่นิยมเรียกเป็นภาษาไทยว่า “ไทไทร์” เป็นยางที่มีคุณภาพผ่านมาตรฐาน มอก. ในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งขณะนี้วางจำหน่ายแล้ว แต่เพื่อไม่ให้เกิดภาระเรื่องการเก็บสต๊อกสินค้า จึงได้เปิดช่องทางการขายแบบรับคำสั่งซื้อ (Order) ก่อนการผลิต โดยสามารถยื่นคำสั่งซื้อและจำนวนได้ที่ สำนักงาน กยท. ทุกแห่ง และสามารถซื้อในนามนิติบุคคลหรือบุคคลทั่วไปได้ โดยจะได้รับสินค้าภายใน 15 วัน และสามารถนำยางไปใส่ล้อได้ที่ศูนย์บริการของยางดีสโตน หรือที่ศูนย์ FIT AUTO ของ ปตท. ทั่วประเทศได้ฟรี

“การดำเนินโครงการยางล้อประชารัฐที่ผ่านมาเป็นไปตามเป้าหมาย มีส่วนทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการขยายตลาดมากขึ้น กยท.ได้เปิดให้บริษัทเอกชนผู้ผลิตล้อยางยี่ห้ออื่นๆที่สนใจ เข้าร่วมดำเนินโครงการยางล้อประชารัฐได้เช่นเดียวกับบริษัท ดีสโตน แต่จะต้องใช้ยางจากเกษตรกรผ่านสถาบันเกษตรกร โดยตรงเท่านั้น เพื่อที่จะให้ได้รับประโยชน์ทั้ง 3 ฝาย คือ กยท. ผู้ประกอบการ และเกษตรกรชาวสวนยาง” ดร.ธีธัชกล่าว

“ขณะนี้ความต้องการใช้ยางยังมีความต้องการสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐนั้น หากมีการนำยางไปใช้เป็นส่วนผสมเป็นซับเบตในการสร้างถนน จะทำให้ความต้องการใช้ยางในการทำถนนเพิ่มขึ้นมหาศาล ส่วนโครงการยางล้อประชารัฐ หากหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานหันมาใช้ยางในประเทศเพิ่มมากขึ้นภายใต้กิจกรรมต่างๆ ความต้องการใช้ยางก็จะเพิ่มขึ้นอีกเช่นกัน” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว