สกู๊ปพิเศษ : ผ่าผลงาน‘บิ๊กฉัตร’พัฒนาแหล่งน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292638

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าผลงาน‘บิ๊กฉัตร’พัฒนาแหล่งน้ำ

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าผลงาน‘บิ๊กฉัตร’พัฒนาแหล่งน้ำ

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศในปี 2557 ได้ให้ความสำคัญในเรื่องน้ำมากเป็นพิเศษ สิ่งแรกที่ดําเนินการ คือ การจัดทําแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนที่จะย้ายมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน

อย่างไรก็ตามในช่วง 3 ปีแรกของรัฐบาล คือ ปี 2557 ต่อเนื่องจนถึงปี 2559 ต้องเผชิญปัญหาภัยแล้งเกือบทั่วประเทศ รัฐบาลเน้น “ทําก่อนได้ ทําทันที” จึงเกิดนโยบายเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิมให้เก็บน้ำได้มากขึ้น และเร่งเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ด้วยการทำแก้มลิงเก็บน้ำก่อนไหลออกนอกประเทศ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของ กระทรวงเกษตรฯได้มีการวางแผนแก้ไขปัญหาสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ได้มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยตลอดจนระยะเวลา 3 ปีของรัฐบาล สามารถดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 1,030 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) กระจายในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ มีเกษตรกรได้รับประโยชน์ถึง 717,510 ครัวเรือนและที่สำคัญทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 2,570 บาทต่อไร่

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการศึกษาออกแบบเพื่อวางรากฐานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำสำคัญๆ ที่จะเร่งก่อสร้างให้เสร็จภายใน 2-4 ปี ทำให้มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ผ่านการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่พร้อมจะดำเนินการภายในปี 2564 หลายโครงการ จะสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 4,245 ล้าน ลบ.ม. โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะสามารถเพิ่มการเก็บกักได้อีก 630 ล้าน ลบ.ม. และเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.9 ล้านไร่

สำหรับการแก้ปัญหาน้ำในอนาคต ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เน้นการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Base) นั้น กระทรวงเกษตรฯ ได้นําสภาพปัญหาตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ และปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาวิเคราะห์ จัดทําเป็นกลุ่มแผนงานเชิงพื้นที่รวม 47 พื้นที่ แบ่งเป็นภูมิภาคต่างๆ ดังนี้ ภาคเหนือ 18 พื้นที่ ภาคกลาง ซึ่งรวมภาคตะวันออก ภาคตะวันตกด้วย 7 พื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 พื้นที่ และภาคใต้ 13 พื้นที่

ในส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสานนั้น กระทรวงเกษตรฯได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาแหล่งน้ำมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่การเกษตรมากที่สุดคือ 63 ล้านไร่ แต่กลับมีพื้นที่ชลประทานน้อยที่สุดเพียง 7 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 11 ของพื้นที่การเกษตรเท่านั้น พื้นที่ส่วนใหญ่อีกกว่า 56 ล้านไร่ ยังต้องอาศัยน้ำฝนทำให้ขาดความมั่นคงในเรื่องน้ำ

“ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล สามารถพัฒนาแหล่งน้ำในภาคอีสานเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำได้ 480 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 770,000 ไร่ เท่าๆ กับรัฐบาลชุดก่อนๆ ทำรวมกันถึง 12 ปี โดยได้ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การก่อสร้างประตูระบายน้ำเพื่อเก็บกักน้ำก่อนไหลลงแม่น้ำโขง การสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งใหม่และการเพิ่มปริมาณความจุของอ่างเก็บน้ำเดิมในพื้นที่ต้นน้ำ การสร้างอาคารบังคับน้ำ การเพิ่มระบบกระจายน้ำ และที่สำคัญได้นำ “ศาสตร์พระราชา” มาขยายดำเนินโครงการแก้มลิงริมน้ำโขงถึง 30 แห่ง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

ปีงบประมาณ2561 นี้ กระทรวงเกษตรฯโดยกรมชลประทาน จะดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเร่งด่วนในภาคอีสานอีกไม่น้อยกว่า 165 โครงการ ใช้เงินลงทุนประมาณ 6,883 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำเชิงเขา เช่น อ่างฯน้ำอูน จ.สกลนคร เป็นต้น การพัฒนาอ่างเก็บน้ำต้นลําน้ำชี จ.ชัยภูมิ อีก 2 โครงการ พร้อมทั้งนำพระราชดำรัสเรื่องอ่างพวงมาดำเนินการเชื่อมโยงอ่างในจ.นครราชสีมา และอีกหลากหลายโครงการโดยเฉพาะใน จ.นครราชสีมา เช่น โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทับรั้ง ก่อสร้างอาคารควบคุมน้ำลําเชียงไกรตอนล่าง ก่อสร้างประตูระบายน้ำลําสะแทด ก่อสร้างแก้มลิงหน่วงน้ำ ก่อสร้างคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองโคราช เป็นต้น ซึ่งในปี 2561 คาดว่าจะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่แล้วเสร็จและสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 58 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 88,000 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์เกือบ 54,000 ครัวเรือน

ส่วนในปีงบประมาณ 2562 จะเร่งสร้างประตูเก็บกักน้ำบริเวณปากแม่น้ำเลย และสร้างคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองชัยภูมิเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้ ในระยะยาวยังมีแผนการเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำ เช่น โครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล และโครงการผันน้ำป่าสัก-ลําตะคอง เป็นต้น

สำหรับในการพัฒนาแหล่งน้ำภาคอีสานทั้งระบบ ตั้งแต่ปี 2561-2569 คาดว่าจะใช้งบประมาณ 95,532 ล้านบาท สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 1.15 ล้านไร่ ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 1,254 ล้าน ลบ.ม.

สิ้นสุดการรอคอยของคนอีสาน…จะได้มีความมั่นคงในเรื่องน้ำเหมือนภูมิภาคอื่นๆ เสียที

ปัดยื้อแบน‘พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส’ เกษตรแจงต้องถกผู้เชี่ยวชาญ ผ่าผลงาน‘บิ๊กฉัตร’พัฒนาแหล่งน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292637

x

ปัดยื้อแบน‘พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส’ เกษตรแจงต้องถกผู้เชี่ยวชาญ ผ่าผลงาน‘บิ๊กฉัตร’พัฒนาแหล่งน้ำ

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ยันขาดความเชี่ยวชาญด้านอันตรายต่อมนุษย์ ต้องส่งเรื่องพาราควอต และ คลอร์ไพริฟอส ให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายชี้ชะตา ดีเดย์พร้อมส่งข้อมูลภายในสัปดาห์นี้

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยกรณีข่าวกรมวิชาการเกษตรยื้อเวลายกเลิกการใช้วัตถุอันตราย 2 ชนิด ได้แก่ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส โดยส่งเรื่องให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาก่อนว่า ไม่เป็นความจริง เพราะคณะกรรมการวัตถุอันตราย มิใช่คณะกรรมการที่กรมวิชาการเกษตรตั้งขึ้น แต่เป็นคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการดำเนินการตามหน้าที่ของคณะอนุกรรมการพิจารณาเพื่อขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ระบุว่า หากจะดำเนินการเพิกถอนทะเบียนด้วยเหตุผลที่วัตถุอันตรายนั้นอาจจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ สิ่งมีชีวิตโดยไม่มีวิธีการปกติในการที่จะป้องกันได้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยคำแนะนำของคณะกรรมการวัตถุอันตรายก่อน

ประกอบกับในกรณีนี้ข้อมูลด้านสุขอนามัยโดยเฉพาะอันตรายต่อมนุษย์นั้น คณะอนุกรรมการฯเห็นว่า ยังขาดผู้เชี่ยวชาญที่จะพิจารณา จึงเห็นสมควรส่งเรื่องดังกล่าวไปขอคำปรึกษาจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ (มาตรา 7) ที่จะให้คำปรึกษาเรื่องใดๆ เกี่ยวกับวัตถุอันตราย นอกจากนี้ในการที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะพิจารณาตัดสินใจประกาศเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือ ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก ขาย และมีไว้ในครอบครอง ก็จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลทั้งหมดก่อน หรือถ้าข้อมูลยังไม่เพียงพอและสมควรที่จะให้มีใช้ต่อไป ก็จะยังคงจัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 คือสามารถผลิต นำเข้า ส่งออกและมีไว้ในครอบครองได้ต่อไป โดยมีคำแนะนำจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้กรมวิชาการเกษตรมีมาตรการเพื่อลดความเสี่ยง และจำกัดการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 2 ชนิด

“กรมวิชาการเกษตรขอยืนยันว่าการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับวัตถุอันตรายทุกชนิด ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญในการลดใช้สารเคมี และการที่จะผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยจากสารตกค้างทั้งในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม และพร้อมที่จะสนับสนุนการลด ละ เลิก การใช้ เมื่อมีความจำเป็น โดยคำนึงถึงความเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จะศึกษาและเร่งรัดหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อเป็นทางเลือกทดแทนการใช้สารดังกล่าวต่อไป” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

สหกรณ์ยะลาเสริมแกร่งธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292635

x

สหกรณ์ยะลาเสริมแกร่งธุรกิจ

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายชาตรี เกตุเรน สหกรณ์จังหวัดยะลา เปิดเผยว่า สหกรณ์จังหวัดยะลาได้ดำเนินโครงการพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจให้กับสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ตามกรอบยุทธศาสตร์ 20 ปี ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายการพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านบทบาทหน้าที่ในการช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยให้สหกรณ์ทุกประเภทมีการพัฒนาตัวเองไปสู่ระดับมาตรฐาน โดยเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา วิเคราะห์กำหนดเกณฑ์การจัดระดับสหกรณ์และประเมินสถานภาพสหกรณ์ เพื่อจัดทำแผนพัฒนาสหกรณ์ตามสถานภาพ และมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดทำแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ระหว่างปี 2559-2560 ขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนขบวนการสหกรณ์ไทยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ การเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจแบบสหกรณ์จึงเป็นกลไกสำคัญหนึ่ง ในการผลักดันให้สหกรณ์เป็นที่พึ่งของสมาชิกอย่างแท้จริง

“การเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจแบบสหกรณ์/กลุ่มเกษตร จำเป็นต้องมีเครื่องมือในการทำธุรกิจสมัยใหม่ที่นำไปสู่เป้าหมาย ซึ่งแผนธุรกิจ (Business Plan) เป็นเครื่องมือหนึ่งที่วิเคราะห์รายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ ลูกค้า จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส รวมถึงอุปสรรคต่อธุรกิจ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพ คาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้แผนธุรกิจสหกรณ์/กลุ่มเกษตร เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดำเนินงานประจำปีที่สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร จัดทำเพื่อขออนุมัติต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีในทุกปี เพื่อติดตามประเมินผลการดำเนินงานของสหกรณ์/กลุ่มเกษตร และใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง” นายชาตรี กล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยระบบสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292639

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยระบบสหกรณ์

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยระบบสหกรณ์

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ถึงแม้ว่าในสภาวะปัจจุบัน ราคายางพาราจะไม่ได้สดใสเหมือนในอดีตแต่ด้วยการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถทำให้สมาชิกมีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้นอกเหนือจากการทำสวนยางพาราเพียงอย่างเดียว

สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ช่วยนำพาสมาชิกให้สามารถข้ามพ้นวิกฤติราคายางพาราตกต่ำไปได้ อีกทั้งยังเป็น 1 ใน 7 สหกรณ์ที่รับคัดเลือกให้เป็นสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ในปี 2560 โดยสหกรณ์มีการมุ่งเน้นในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางพาราของสมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้มีความยั่งยืน มีผลผลิตที่ดี และการมีส่วนร่วมของสมาชิก ทำให้การดำเนินการของสหกรณ์ดำเนินการไปได้ด้วยดี

สำหรับการก่อตั้งสหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด นั้น เกิดจาการรวมตัวกันของเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ใน อ.คลองลาน อ.ขาณุวรลักษบุรี อ.ปางศิลาทอง และ อ.คลองขลุง จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 356 ราย สหกรณ์ฯ มุ่งดำเนินธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของสมาชิกเป็นสำคัญ มีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งธุรกิจสินเชื่อสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้แก่สมาชิก ธุรกิจรวบรวมผลผลิต ทั้งน้ำยางสด ยางก้อนถ้วย ยางแผ่น และธุรกิจรับฝากเงิน เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ ได้มีเงินออมไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสมาชิกอย่างดี

การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสมาชิก เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้สหกรณ์แห่งนี้ประสบความสำเร็จ รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก กรมส่งเสริมสหกรณ์ และการยางแห่งประเทศไทย ที่เข้ามาดูแลเป็นพี่เลี้ยงให้แก่สมาชิกสหกรณ์ ให้คำปรึกษา สมาชิกมีส่วนร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ปัญหา โดยมีคณะกรรมการเข้ามาร่วมให้ข้อมูลและคำแนะนำในการตัดสินใจ

นางพรทิพย์ สาลิกา สมาชิกสหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด เล่าว่า ก่อนที่จะมาเป็นสมาชิกสหกรณ์นั้น หาตลาดขายยางพารายากมาก และขายไม่ได้ราคา แต่หลังจากเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์ นอกจากขายได้ราคาดีขึ้นแล้วยังได้เงินปันผลทุกปี ได้เงินเฉลี่ยคืนตามปริมาณที่ขาย ยิ่งขายมากยิ่งได้มาก ทำให้ปัจจุบันสามารถลืมตาอ้าปากได้ มีกิน มีใช้

การขายยางพาราของสมาชิกสหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด นั้นใช้วิธีรวมซื้อรวมขาย โดยทุกวันพุธ สหกรณ์จะเปิดตลาดนัดเพื่อให้พ่อค้ายางพาราเข้ามาประมูลราคายางพารา ซึ่งทำให้สมาชิกขายยางพาราได้ในราคาที่สูงและเป็นธรรม

ปัจจุบันสมาชิกสหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก สามารถที่จะใช้ชีวิตได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง คุณภาพชีวิตที่ดีของสมาชิกสหกรณ์ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร ได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ปี 2560 และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตของพี่น้องสมาชิกอย่างต่อเนื่อง สหกรณ์จึงมีเป้าหมายที่จะแปรรูป เพิ่มมูลค่ายางพารา พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานและเป็นการขยายตลาดให้กับสมาชิกสหกรณ์อีกทางหนึ่งด้วย เพื่อสมาชิกจะสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จมีอยู่มีกินได้ในอนาคต

เกษตรบูรณาการ : เลือกม้างานชุดใหม่ วัดใจเฮือกสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292634

251598

เกษตรบูรณาการ : เลือกม้างานชุดใหม่ วัดใจเฮือกสุดท้าย

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ลุ้นกันมานานหลายสัปดาห์ ในส่วนตำแหน่งข้าราชการระดับ 10 ลอตสุดท้าย หลังจากที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ  รมว.เกษตรฯ เลือก“เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ” รองปลัดขึ้นนั่งแท่นปลัดกระทรวงเกษตรฯ แทน  “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” ที่มาจากกรมป่าไม้ เมื่อ 2 ปีก่อน และต้องส่งกลับไปนั่งตบยุงที่ทำเนียบรัฐบาลอันเนื่องมาจากข้อหาทำงานแบบคิดบวกเกินไป อะไรก็ได้ จนก่อให้เกิดปัญหาบานปลายต่อการพัฒนาด้านการเกษตรตามแนว “ฉัตรชัย” เจ้าของโปรเจกท์ กระดาษ A4 ที่ดีแต่ร่ายบนกระดาษแต่ทำจริงไม่ได้เพราะข้าราชการไม่เข้าใจ

จนที่สุดท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” จำเป็นต้องตัดสินใจปรับเปลี่ยนม้างาน หลังจากปรับปรุงอาคาร ตามใครคนใดคนหนึ่งบอกเล่าว่า ปรับเปลี่ยน ปรับปรุงอาคาร จะทำให้ข้าราชการทำงานแบบเข้าขาเหมือนกับ  รมว.เกษตรฯ และ รมช. ที่เข้าขา จนวันนี้ชาวบ้านแทบไม่รู้ว่ามี รมช.เกษตรฯเป็นใคร สุดท้ายเลือกปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บริหารในหลายกรม รวมทั้งแต่งตั้งคนที่มาทดแทนที่เกษียณอายุราชการไป  ซึ่งลอตท้ายสุด คือ 3 กรมหลัก นั่นคือ อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

โดยคนมานั่งเก้าอี้ใหม่ในส่วนกรมชลประทานแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่เกษียณอายุราการไปคนที่ถูกเลือก ก็ตามคาดหมาย จะเป็นใครไปไม่ได้ เพราะคนนี้เงียบ พูดน้อย ค่อยเจรจา ทหารชอบ “สมเกียรติ ประจำวงษ์” รองอธิบดีกรมชลประทาน ไปนั่งตำแหน่งอธิบดี  ว่ากันว่า ผู้ใหญ่ไว้ใจ ให้ทำโครงการน้ำขนาดใหญ่ แก้ท่วมแล้งถาวร รองรับตั้งกระทรวงน้ำในอนาคต…ว่างั้น ส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่อธิบดีคนเก่า ถูกเด้งออกไป  แต่งตัวเลขที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานฯก็ ได้ “พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ขึ้นนั่งแท่นอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แทนตำแหน่งที่โดนเด้งออกไป ส่วนอีกคน คือ  “น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์” รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติแทนตำแหน่งคนเดิมที่โดนเด้ง ไปนั่งเป็นรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เพราะ รมช. เกษตรฯ ไม่ปลื้ม ส่วนจะดีเด่นแค่ไหนฝีมือแค่ไหนต้องติดตาม กันยาวๆ

นอกจากนี้ ยังมีการวางตัวในส่วนผู้ตรวจราชการ ไว้สางงานต่อ ยาวๆ ในปีหน้าเพราะจะเกษียณอีกหลายตำแหน่ง โดยลอตนี้มีการแต่งตั้งทั้งหมดในส่วนตำแหน่งผู้ตรวจการ 8 ตำแหน่ง จากที่สมัครกันทั้งหมด 25 คน ซึ่งบุญหล่นทับเท้า 8 คน ที่จะเข้ามานั่งหน้าขาวในกระทรวง ในส่วนเก้าอี้ผู้ตรวจกระทรวงเกษตรฯ ระดับ 10 นั้นคือ นายสรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายมีศักดิ์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมประมง นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร น.ส.วราภรณ์ พรหมพจน์ รองอธิบดีกรมวิชการเกษตร น.ส.เบญจพร ชาครนนท์ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน น.ส.จิรทรัพย์ ปลอดกระโทก รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นายอานัติ วิเศษรจนา รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรฯ และนายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ดูๆกันแล้วเป็นอย่างไรเจ้าคะมองแล้วชื่อชั้น พอไปวัดไปวา หรือพอจะเห็นแววว่างานกระทรวงเกษตรฯจะเดินหน้าได้หรือไม่ต้องดูกันไปยาวๆ อย่าลืมว่า ลอตนี้ ว่ากันว่า ท่าน “ฉัตรชัย” วางคนทำงาน ส่วนจะทำงานได้ใจ หรือไม่ ดูกันไป แต่บอกได้เลยลอตนี้ วัดใจเฮือกสุดท้าย ของรมว.เกษตรฯเช่นกัน หากไม่มีอะไรดี สุดท้ายคนที่ถูกปรับอาจเป็นท่านรมว. เกษตรฯเอง สวัสดี….

ราชดำเนิน

เชื่อราคายางขยับขึ้นแน่! 3ประเทศถกเข้มแก้ปัญหายางช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292294

เชื่อราคายางขยับขึ้นแน่! 3ประเทศถกเข้มแก้ปัญหายางช่วยเกษตรกร

เชื่อราคายางขยับขึ้นแน่! 3ประเทศถกเข้มแก้ปัญหายางช่วยเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560, 14.53 น.

15 ก.ย. 60 ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีสภาไตรภาคียางพารา ประจำปี 2560 ภายใต้สภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) นำโดย พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย ร่วมกับ MR. MAH SIEW KEONG (ดาตุ๊ก เสอรี มะ ซีอีว เขี่ยว) รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์ ประเทศมาเลเซีย และ Drs. Enggartiasto Lukita (ดอกเตอร์ รัน ดุช แองการ์ตีอาสโต้ ลูกีตา) รัฐมนตรีกระทรวงการค้า ประเทศอินโดนีเซีย เผยความร่วมมือในฐานะประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติของโลก มุ่งพัฒนายางพาราสู่ความยั่งยืน เน้นแปรรูปโดยแต่ละประเทศสมาชิกส่งเสริมแปรรูปใช้ยางในประเทศ ชูถนนยางพารา ณ โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ

ทั้งนี้พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงปีพ.ศ. 2559 ถึง 2560 อุตสาหกรรมยางธรรมชาติยังคงได้รับอิทธิพลจากตลาดต่างประเทศและสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อตลาดและราคายางของโลก ทำให้ราคายางยังคงมีความผันผวน ซึ่งที่ผ่านมาปริมาณผลผลิตลดลงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ประกอบกับเกษตรกรรายย่อยหันไปประกอบอาชีพเกษตรอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ ITRC และ IRCo ได้มีความพยายามในการแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยวิธีการสำคัญ จากการร่วมประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศครั้งนี้ มีข้อสรุปแนวทางการพัฒนายางพาราทั้งระบบ

โดยมีทั้งการส่งเสริมด้านอุปสงค์ เพิ่มปริมาณการใช้ยาง ในฐานะประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ทั้งสามประเทศมีความพยายามที่จะส่งเสริมใช้ยางในประเทศของตนเองให้เพิ่มมากขึ้นปีละ 10% กับการพัฒนาและดำเนินงานต่างๆ ทั้งการขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ด้านกีฬาสุขภาพ ตลอดจนการแปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค โดยทั้งสามประเทศสมาชิก จะให้ความสำคัญในการพัฒนางานวิจัยและส่งเสริมนวัตกรรมทั้งในส่วนภาครัฐและเอกชน และมีข้อตกลงร่วมกันในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการใช้ยางธรรมชาติของแต่ละประเทศสำหรับก่อสร้างถนนและการปูผิวถนนใหม่

ขณะเดียวกันยังมีการจัดตั้งตลาดยางพาราระดับภูมิภาค (ITRC Regional Rubber Market: RRM) ปัจจุบันอยู่ในลักษณะตลาดรูปแบบ spot trading เป็นตลาดซื้อขายจริงและส่งมอบจริง ซึ่งมีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขายผลผลิต ในรูปแบบต่างๆ ไปยังผู้ใช้ยางได้โดยตรง และในอนาคตทั้งสามประเทศมีความเห็นร่วมกันว่าจะหาแนวทางในการพัฒนาตลาดยางพาราระดับภูมิภาคเป็นลักษณะการซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้สนใจได้เข้ามาซื้อขายผลผลิตจากสถาบันเกษตรกรโดยตรงมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้นยังมีเรื่องการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบผ่านโครงการการจัดการอุปทาน (Supply Management Scheme: SMS) เป็นการลดปริมาณผลผลิตและพื้นที่ปลูก จะเป็นมาตรการระยะยาวในช่วงปี พ.ศ. 2560-2568 เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการใช้และปริมาณผลผลิต เป็นมาตรการเข้มข้นที่ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติจะต้องร่วมมือกัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคายางพาราในระยะจะทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นอย่างยั่งยืน และจะสร้างความมั่นใจในการจัดหายางธรรมชาติให้กับผู้บริโภคอย่างยั่งยืนเช่นกัน

ขณะเดียวกันยังมี มาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยาง (Agreed Export Tonnage Scheme :AETS) ขณะนี้ ทั้งสามประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก มีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ราคายางอย่างใกล้ชิด หากราคายางปรับตัวลดลงจนน่าเป็นห่วง อาจจำเป็นจะต้องนำมาตรการนี้มาใช้ เพื่อช่วยกระตุ้นราคายางให้ปรับตัวสูงขึ้นรวมทั้งการต้อนรับเวียดนามเข้าสู่สมาชิกสมทบ ITRC ทั้งสามประเทศต่างมีความเห็นร่วมกันในการรับประเทศเวียดนามเป็นสมาชิกสมทบภายใต้กรอบการทำงานของ ITRC โดยประเทศเวียดนาม ถือว่าเป็นประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ของโลกที่มีผลผลิตค่อนข้างสูง ฉะนั้น การมีส่วนร่วมของเวียดนามจะช่วยเพิ่มบทบาทของ ITRC ในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยาง

การหาแนวทางใหม่เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งสามประเทศต่างมองร่วมกันว่า ในอนาคตจะปรับกลยุทธ์ในการหารือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อหาแนวทางสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน  หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลังจากการประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ ในครั้งนี้ ต่างฝ่ายต่างผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพราคายางและพัฒนาอุตสาหกรรมยางได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงต่อไป

รมว.เกษตร กล่าวอีกว่า หลังจากการหารือร่วมกันครั้งนี้คาดว่าสถานการณ์การราคายางน่าจะขยับตัวสูงขึ้นเนื่องจากทั้ง3ประเทศมีทิศทางในการแก้ปัญหายางร่วมกันที่ชัดเจนมากขึ้น

รายงานพิเศษ : พลิกฟื้นชีวิตเกษตรกรบ้านนอแลด้วยการพัฒนาที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292165

รายงานพิเศษ : พลิกฟื้นชีวิตเกษตรกรบ้านนอแลด้วยการพัฒนาที่ดิน

รายงานพิเศษ : พลิกฟื้นชีวิตเกษตรกรบ้านนอแลด้วยการพัฒนาที่ดิน

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี พร้อมจัดพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ.2560 ให้แก่ส่วนราชการที่ได้รับรางวัล จำนวน 3 ประเภทสาขา ได้แก่ สาขาบริการภาครัฐ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ และสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินได้รับรางวัลบริหารภาครัฐแห่งชาติ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ รางวัลการพัฒนาการบริหาร ระดับดี “ผลงาน : การพัฒนาที่ดินบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน หมู่บ้านนอแล ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6”

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากสภาพพื้นที่ทำการเกษตรของบ้านนอแล ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ที่มีความลาดชันค่อนข้างสูง ทำให้เกิดปัญหาต่างๆมากมาย เนื่องจากการทำเกษตรกรรมขาดระบบการจัดการที่ดี มีการบุกรุกทำลายป่าไม้เพื่อใช้เป็นพื้นที่การเกษตร โดยการหมุนเวียนเปลี่ยนพื้นที่เพื่อทำการเพาะปลูกไปเรื่อยๆ ก่อให้เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน เกิดการสูญเสียของชั้นดินที่มีธาตุอาหารพืช ทำให้ทรัพยากรดินเสื่อมโทรม ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง

สำหรับการแก้ปัญหาในเบื้องต้น ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินฯ ได้เข้าไปดำเนินการสำรวจสภาพการใช้ดินเดิม มีการเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ธาตุอาหาร การจัดฝึกอบรมเกษตรกรให้เข้าใจในมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทั้งในด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การป้องกันการพังทลายของดิน การดูแลรักษาระบบอนุรักษ์ดินและน้ำและการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ เช่น การปลูกแฝกเสริมขอบของขั้นบันได เพื่อป้องกันดินทรุดตัว การใช้ใบหญ้าแฝกคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น สนับสนุนการปรับปรุงดินด้วยพืชตระกูลถั่ว (ถั่วพุ่มดำ) เพื่อเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุอาหาร ปรับสภาพดินกรดด้วยปูนโดโลไมท์ ส่งเสริมการผลิตและการใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และสารอินทรีย์ชีวภาพอื่น ๆ โดยใช้จุลินทรีย์สารเร่งพด. ในกระบวนการผลิต โดยปัจจุบันมีศูนย์เรียนรู้ของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นอาคารเพื่อผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ การสนับสนุนถังหมักและกากน้ำตาลเพื่อใช้ในการผลิต รวมถึงการแบ่งกลุ่มเกษตรกรมีจำนวน 24 กลุ่ม เพื่อผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ พด. 2 สารไล่แมลง พด. 7 โดยใช้เศษวัสดุจากในแปลงมาผลิต จากการเข้าดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบันพื้นที่ที่ปรับสภาพดินมีค่า pH สูงขึ้น ปริมาณอินทรียวัตถุสูงขึ้น เกษตรกรทำกินในพื้นที่เดิมมีรายรับจากการจำหน่ายผลผลิตมากขึ้น สภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายรับเฉลี่ย 68,000 บาทต่อปี ปัญหายาเสพติดลดลง และเป็นจุดเรียนรู้ที่ให้บุคลากรภายนอกทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาศึกษาดูงานทุกปี

นับเป็นความสำเร็จของการพัฒนาพื้นที่บ้านนอแล จากอดีตมาสู่ปัจจุบัน ทำให้มีการผลิตพืชได้ตลอดปี โดยใช้พื้นที่ไม่มาก มีการแก้ไขปัญหาแบบครบวงจรและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เลาะรั้วเกษตร : ตามโผ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292156

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ตามโผ

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อังคารที่ผ่านมา….โผโยกย้ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ซึ่งก่อนหน้าที่โผจะเข้า ครม. ก็มีรายชื่อกระเส็นกระสายมาให้รู้กันเลาๆ ว่าใครจะไปอยู่ที่ไหน….แต่คราวนี้ แค่รายชื่อยังไม่สะใจ เท่ากับหนังสือฉบับที่เสนอนายกรัฐมนตรี มีลายมือของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเซ็นอนุมัติโผดังกล่าว เขียนต่อท้ายคำว่า “อนุมัติ” ด้วยอักษรตัวโตๆ สั่งการมาอีกเต็มหน้ากระดาษ ซึ่งแม้จะมีน้อยคนที่อ่านลายมือท่านออก แต่ที่แน่ๆก็มีประโยคสั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 กันยายนนี้ หนังสือฉบับนี้แชร์กันกระจายในโซเชียลมีเดีย ขณะที่หัวหนังสือประทับคำว่า “ลับ”

มาว่าเรื่องของผู้ที่มีชื่ออยู่ในโผ….สมเกียรติ ประจำวงษ์ จากรองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายวิชาการ เบียดแซง ทองเปลว กองเงิน รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายบำรุงรักษา ขึ้นมาตอนไหนไม่ทราบ ทราบแต่ว่า รองฯ สมเกียรติ มีดีกรี ดร.จากต่างประเทศ มีคอนเนคชั่นกับองค์กรนานาชาติหลายองค์กร เป็นผู้แทนของไทยไปประชุมระหว่างประเทศบ่อยๆ เคยสัมผัสกับชาวบ้านที่คัดค้านโครงการสร้างเขื่อนต่างๆขนาดถูกเผาหุ่นก็เคยมาแล้ว เรียกว่าประสบการณ์รอบด้าน….ชลประทาน 4.0 ก็คงต้องใช้คนอินเตอร์หน่อยๆ แบบนี้

เสริมสุข สลักเพ็ชร์ เป็นรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรมาหลายปี ร่วมงานกับอธิบดีมาหลายคน ได้พาสชั้นขึ้นเป็นเลขาธิการ มกอช. ก็ดูเหมาะสม เพราะก่อนเป็นรองอธิบดี เคยเป็น “ผู้อำนวยการ” ควบ 2 สำนัก คือ สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร และ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร ที่มีหน้าที่รับรอง GAP เกษตรอินทรีย์ GMP/HACCP ภารกิจ ใกล้เคียงที่ มกอช.รับผิดชอบอยู่

…..ผู้พลาดหวังจากเลขาธิการ มกอช. ที่มีชื่อติดโผ คือ สรวิช ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์….กลับได้ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯแทน เช่นเดียวกับอีก 2 คน ที่อาจจะพลาดหวังจากตำแหน่ง เลขาธิการ มกอช. เช่นกัน คือ คมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการ สศก. ซึ่งเคยเป็น รองเลขาธิการ มกอช. มาก่อน และอาณัติ วิเศษรจนา รองเลขาธิการ มกอช. ปัจจุบัน ก็ได้เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง

พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่มีชื่อในโผแรกว่า ได้เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง แต่โผจริงกลับกลายเป็น อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ แทน เชิดชัย พรหมแก้ว ที่มีชื่อในโผแรก แต่ในโผจริงได้เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง

พร้อมกับตำแหน่งอธิบดี 2 กรม และ 1 เลขาธิการ ยังมีตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ที่ได้รับอนุมัติในคราวเดียวกันนี้อีก 8 ตำแหน่ง เอ่ยถึงไปแล้ว 4 ตำแหน่ง ที่เหลืออีก 4 ตำแหน่ง ได้แก่ วราภรณ์ พรหมพจน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร มีศักดิ์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมประมง จันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการ สศก. เบญจพร ชาครานนท์ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และ จิรทรัพย์ ปลอดกระโทก รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

การแต่งตั้งคราวนี้ มีกรมที่รองอธิบดีหายไป 1 คนบ้าง 2 คนบ้าง หวังว่าลูกหม้อของกรมนั้นๆ จะได้ขยับ แต่อย่ากะพริบตา
เพราะอาจมีคนของกระทรวง ที่พลาดหวังจากผู้ตรวจราชการครั้งนี้ไปลงแทน……..พลางๆ ก่อน…

แว่นขยาย

พิเชษฐ์  วิริยะพาหะ

พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ
เสริมสุข  สลักเพ็ชร์

เสริมสุข สลักเพ็ชร์
สมเกียรติ  ประจำวงษ์

สมเกียรติ ประจำวงษ์

เปิดตัว‘ทุเรียนช้างเผือก’เมืองนราฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292159

เปิดตัว‘ทุเรียนช้างเผือก’เมืองนราฯ

เปิดตัว‘ทุเรียนช้างเผือก’เมืองนราฯ

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสิทธิชัย ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า จ.นราธิวาส ได้จัดกิจกรรมวันเปิดฤดูตลาดทุเรียน และเปิดแบรนด์ผลผลิตเกษตรแปลงใหญ่ จ.นราธิวาส ณ ตลาดกลางเพื่อการส่งออกชายแดนภาคใต้ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของสหกรณ์ นักธุรกิจในประเทศ และนักธุรกิจจากประเทศมาเลเซีย ร่วมจัดการตลาดเชิงรุกโดยเฉพาะทุเรียนให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ผ่านความร่วมมือของเกษตรกร สหกรณ์ ธุรกิจเอกชน โดยภาครัฐให้การสนับสนุน วางระบบการรับซื้อผลทุเรียนไปจำหน่ายหรือการแปรรูปเพิ่มมูลค่า และมีภาคเอกชนเชื่อมต่อตลาดทุเรียนต่างประเทศให้

ด้าน นายนอรดีน เจะแล สหกรณ์จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ที่ผ่านมาสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส ได้ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสวงหาตลาดทุกช่องทางและทุกรูปแบบ เพื่อให้ทุเรียนขายได้ในราคาที่เหมาะสม โดยการสร้างแบรนด์สินค้าให้กับทุเรียน ภายใต้แบรนด์ “ทุเรียนช้างเผือกนรา” ซึ่งมีลักษณะเด่นคือผลโต รสชาติหวานมัน อร่อย น่ารับประทาน โดยในขณะนี้ผลผลิตทุเรียนช้างเผือกนราเริ่มออกสู่ตลาด สามารถหาซื้อรับประทานกันแล้ว

ด้าน นายเจตน์ มาหามะ ประธารกรรมการบริษัท San Fronzen Fruit  (SFF) กล่าวว่า โดยภาพรวมสินค้าหลักในพื้นที่ จ.นราธิวาส ในขณะนี้ คือ ลองกอง ทุเรียน และมังคุด โดยในปีนี้ทางบริษัทซันฟร้อนเซ็น ฟรุ๊ต ได้รับออเดอร์ทุเรียนจากตลาดนอก จำนวน 1,500-2,000 ตัน มังคุดปลอดสารพิษ400 ตัน มังคุดธรรมดาอีก 400 ตัน ลองกองที่เป็นเนื้อลองกอง กับผลลองกองสดอีกจำนวนหนึ่งด้วย และทิศทางของผลไม้ จ.นราธิวาส ในปีนี้ไม่มีสินค้าล้นตลาดอย่างแน่นอน อีกทั้งยังได้ราคาที่จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดีในระดับหนึ่ง หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรตัวอื่นๆไม่มีราคา นอกเหนือจากทุเรียน มังคุดและลองกองมีราคาที่สูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว

ส่วนภาพรวมโดยเฉพาะทุเรียนในปีนี้ ถือเป็นปีทองของทุเรียนและยังมีปริมาณไม่พอที่จะระบายลงตลาดด้วยซ้ำ เนื่องจากมียอดสั่งจากผู้บริโภคจำนวนมาก  ขณะที่เกษตรกรในพื้นที่มีการรวมตัวกันน้อยและไม่มีการรวมตัวกันเพื่อขาย จึงทำให้กลไกของตลาดกลางเพื่อการเกษตรเพื่อการส่งออกภาคใต้ชายแดนที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมที่เอาคนซื้อบวกกับชาวสวนมาเจอกัน

แจงสี่เบี้ย : กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก ใช้วิธีสหกรณ์สร้างความเข้มแข็งให้อาชีพอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292158

227832

แจงสี่เบี้ย : กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก ใช้วิธีสหกรณ์สร้างความเข้มแข็งให้อาชีพอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากภาวะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การรวมกลุ่มกันจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาในด้านการบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะการนำหลักการและวิธีการสหกรณ์มาบริหารจัดการ

กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก รวมตัวกันก่อตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้กับชาวสวนยางพารา ในพื้นที่ ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เริ่มจากการรวมกลุ่มกันและบริหารจัดการกลุ่มโดยนำวิธีการสหกรณ์เข้ามาใช้ในการรวมซื้อ รวมขาย เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง ซึ่งการขายยางในรูปกลุ่มทำให้ได้ราคาตามที่กลุ่มกำหนด ทำให้สมาชิกไม่ถูกเอาเปรียบในด้านราคา ทั้งนี้การรวมกลุ่มกันแล้วบริหารจัดการกลุ่มในระบบสหกรณ์ นับเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยไม่หวังผลกำไร เพื่อประโยชน์ของสมาชิกเป็นสำคัญ ให้สมาชิกมีความมั่นคงและอยู่ได้อย่างมีความสุข ยึดหลักความซื่อสัตย์ เสียสละ มีคุณธรรม โปร่งใส กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอกสนับสนุนให้สมาชิกทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว ที่ให้ผลผลิตระยะสั้นเพื่อดำรงชีพระหว่างการรอผลผลิตจากพืชหลักอย่างยางพารา และแม้ว่าในช่วงราคายางพาราตกต่ำ สมาชิกก็ยังคงมีรายจากการขายผักสมุนไพรเข้ามาทดแทนทำให้ไม่กระทบเรื่องค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอกยังมีการจัดตั้งกลุ่มย่อยตามความต้องการของสมาชิก เป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร โดยกลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอกได้สนับสนุนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ องค์ความรู้ เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เสริม ส่งเสริมให้ปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษไว้บริโภคและจำหน่าย อีกทั้งยังให้สมาชิกที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ได้ใช้ที่ดินโดยรอบที่ทำการกลุ่มในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้อีกด้วย

ดังตัวอย่างสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก นายชะลอ การะเกด จากเดิมประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ต้องการมีอาชีพเสริม จึงได้ขอใช้พื้นที่กลุ่มเกษตรกรเพื่อ ปลูกผัก ทำให้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ มีรายได้มากขึ้น จากคนทีไม่มีพื้นที่ใช้ประกอบการปลูกผักทำการเกษตร สามารถใช้ความพยายามศึกษาเรียนรู้และลงมือทำจนฐานะครอบครัวมั่นคงขึ้น สามารถสร้างบ้าน มีพื้นที่เป็นของตัวเอง ยกระดับของครอบครัวได้ หลักสำคัญที่เกษตรกรในกลุ่มดังกล่าวยึดถือและปฏิบัติเช่นเดียวกันทุกคนก็คือ การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง พร้อมกับถ่ายทอดสู่รุ่นลูก รุ่นหลานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันของคนในชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

นอกเหนือจากการสร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องการใช้ชีวิตแล้ว ยังสร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องของรายได้ ด้วยการเน้นทำเกษตรผสมผสาน เพื่อลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว ทำให้ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวนี้ มีการคัดเกรดยางให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง มีตลาดรับซื้อยางพาราที่แน่นอน จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยเหลือสมาชิกให้มีความมั่นคงและกลุ่มก็เข้มแข็งตามไปด้วย