‘สหกรณ์ศรีสะเกษ’รวมพลัง สร้างฝายเพื่อพ่อของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293019

‘สหกรณ์ศรีสะเกษ’รวมพลัง  สร้างฝายเพื่อพ่อของแผ่นดิน

‘สหกรณ์ศรีสะเกษ’รวมพลัง สร้างฝายเพื่อพ่อของแผ่นดิน

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายมาโนช  ชลอวงษ์ นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา ตำบลดงรัก อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลจุดสกัดพิทักษ์ป่ามังจา เพื่อสำรวจลำธาร ที่จะใช้ดำเนินกิจกรรมการสร้างฝายชะลอน้ำ ภายใต้โครงการสหกรณ์ไทยรวมใจรักษ์น้ำเพื่อพ่อของแผ่นดิน ตามวิธีการสหกรณ์ ซึ่งคณะสำรวจฯ ได้เห็นชอบร่วมกัน ในการก่อสร้างฝายคอนกรีตเพื่อชะลอน้ำ ณ บริเวณพื้นที่ใกล้จุดสกัดพิทักษ์ป่ามังจา ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา ตั้งงบประมาณไว้ จำนวน 20,000 บาท โดยได้รับเงินบริจาคร่วมสนับสนุนจากสหกรณ์ต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ รวม 16 สหกรณ์ นอกจากนั้น ยังได้รับความร่วมมือจากจิตอาสา คนในขบวนการสหกรณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ประชาชนในชุมชน รวมทั้ง เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามังจา ร่วมกันเป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ จะเริ่มก่อสร้างฝายดังกล่าว ในวันที่ 27 กันยายน 2560 นี้

นายบุญถึง ธรรมมะ เจ้าหน้าที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างฝายชะลอน้ำดังกล่าว ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากต่อผู้ที่อาศัยในบริเวณพื้นที่ป่าแห่งนี้  ซึ่งมีทั้งทหาร ตำรวจ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนตามชายแดนติดพรมแดนประเทศกัมพูชา และมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่จำนวนมาก นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์  โดยเฉพาะบริเวณจุดสกัดพิทักษ์ป่ามังจา ที่ก่อนหน้านี้มีกลุ่มจิตอาสา เข้ามาทำกิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำชั่วคราวอย่างต่อเนื่อง เป็นฝายที่ทำจากไม้และหิน จัดเรียงไว้กั้นทางไหลของน้ำในลำธาร ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์ ที่อาศัยอยู่ในเนื้อที่ป่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 275,000 ไร่

รายงานพิเศษ : การพัฒนาศักยภาพผลิตลองกองคุณภาพ ของสหกรณ์ในจังหวัดยะลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293021

รายงานพิเศษ : การพัฒนาศักยภาพผลิตลองกองคุณภาพ ของสหกรณ์ในจังหวัดยะลา

รายงานพิเศษ : การพัฒนาศักยภาพผลิตลองกองคุณภาพ ของสหกรณ์ในจังหวัดยะลา

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากปัญหาเกษตรกรทำสวนลองกองในพื้นที่จังหวัดยะลา ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากราคาผลผลิตตกต่ำ ที่ผ่านมาหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ และเอกชนของจังหวัดยะลา ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือในการแก้ปัญหา ซึ่งจำเป็นต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรในการจัดการพื้นที่การผลิตอย่างเป็นรูปธรรม และเข้าถึงตัวเกษตรกร โดยได้วางแนวคิดการพัฒนาและสร้างเกษตรกรต้นแบบให้เป็นฐานการผลิตลองกองอย่างมีคุณภาพ (Premium) พัฒนาศักยภาพการผลิตให้สามารถเข้าสู่ระบบตลาด Modern Trade ซึ่งจะเป็นการสร้างมูลค่าสินค้าเกษตร อีกทั้งส่งเสริมสถาบันเกษตรกรในพื้นที่ ให้สามารถทำหน้าที่สนับสนุนและเชื่อมโยงผลผลิตของเกษตรกรที่เป็นผู้ผลิต หรือกลุ่มเกษตรกรไปสู่ตลาดผู้บริโภคปลายทางโดยเฉพาะตลาดผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง อย่างเช่นตลาด Modern Trade เป็นต้น

นายชาตรี เกตุเรน สหกรณ์จังหวัดยะลา เปิดเผยว่า จากปัญหาดังกล่าว สำนักงานสหกรณ์จังหวัดยะลา จึงได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรยะลา โดยมีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการเกษตร จัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตลองกองคุณภาพ (PREMIUM) ในกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ สกต.ยะลา จำกัด โดยในปี พ.ศ.2558 ได้มีการนำร่องจัดทำแปลงต้นแบบ ลองกองพรีเมียม ในพื้นที่บ้านป่าหวัง ตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา และบ้านลือมุ อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 49 ราย พื้นที่ดำเนินงาน 120 ไร่เศษ ในการดำเนินการได้มีการบูรณาการทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องนับตั้งแต่การรวมกลุ่มสมาชิก การประชุมกลุ่ม การเตรียมการ การฝึกอบรมเกษตรกรเป้าหมายด้านการเกษตรควบคู่กับการใช้ภูมิปัญญา และมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ในการดำเนินงานส่วนใหญ่ได้รับเงินงบประมาณจาก ธ.ก.ส.ยะลา และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดยะลา เป้าหมายผลผลิตลองกองคุณภาพ ประมาณ 500 ตัน

ปี พ.ศ. 2559 ได้ขยายผลการดำเนินงานภายใต้โครงการลองกองพรีเมียม โดยขยายเครือข่ายผู้ผลิตลองกองคุณภาพ (PREMIUM) อีก 200 ครอบครัว พื้นที่ดำเนินงาน 650 ไร่ ขยายแปลงต้นแบบในพื้นที่อำเภอรามัน และอำเภอธารโต โดยได้รับเงินสนับสนุนจาก ธ.ก.ส.ยะลา เพื่อจัดอบรมเกษตรกรเป้าหมายอย่างต่อเนื่องและมีการพัฒนาศักยภาพของผู้นำสหกรณ์ในด้านการผลิตและการตลาด ไปศึกษาดูงานด้านการผลิตและด้านการตลาดในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี, จังหวัดตราด, นครศรีธรรมราช และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น เป้าหมายผลผลิต ประมาณ 700 ตัน และในปี 2560 ได้กำหนดแผนการขยายเครือข่ายการผลิตลองกองพรีเมียม เพื่อพัฒนาเกษตรกรผู้ผลิตลองกองและได้จัดทำโครงการพัฒนาทายาทเกษตรกร ภายใต้แนวคิด จากรุ่นสู่รุ่น ภายใต้ความร่วมมือด้านวิชาการ จากศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ที่ 18 สำหรับการขยายพื้นที่แปลงต้นแบบลองกองพรีเมียมในปี 2560 อีกจำนวน 600 พื้นที่ดำเนินการประมาณ 1,950 อำเภอบันนังสะตา ให้ศูนย์คัดแยกบ้านป่าหวัง ของ สกต. ยะลา เป็นเจ้าภาพ มีเป้าหมาย 200 ครอบครัว อำเภอรามัน กำหนดให้ สหกรณ์อิสลามซอฮาบะห์ จำกัด เป็นเจ้าภาพ เป้าหมาย 100 ครอบครัว อำเภอยะหา ให้สหกรณ์การเกษตรยะหา จำกัด เป็นเจ้าภาพ เป้าหมาย 100 ครอบครัว อำเภอกรงปินัง ให้สหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์กรงปินัง จำกัด เป็นเจ้าภาพ เป้าหมาย 100 ครอบครัว และอำเภอกาบัง ให้วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกไม้ผลกาบัง เป็นเจ้าภาพ มีเป้าหมาย 100 ครอบครัว

สำหรับการตลาดและช่องทางจำหน่าย สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ยะลา จำกัด ได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ การปล่อยคาราวานลองกองเพื่อมาจำหน่ายในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยรวบรวมลองกองจากเกษตรกรส่งให้ห้างสรรพสินค้า
ประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส จำกัด ห้างสรรพสินค้าท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ส่งให้กับไปรษณีย์ไทย จำกัด ผ่านช่องทางอร่อยทั่วไทย คอลล์เซ็นเตอร์ 1545 ปล่อยขบวนคาราวานลองกอง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าสู่ กทม. เพื่อจำหน่ายที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 และกระจายลองกองผ่าน สกต.ทั่วประเทศ เปิดจุดจำหน่ายในหัวเมืองหลักเช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี ตามโครงการเพื่อนช่วยเพื่อน คาดว่าจะช่วยทำให้เกษตรกร และชุมชนมีความเข้มแข็งจากการได้เรียนรู้การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการระบบตลาดของลองกอง อย่างครบวงจร ซึ่งผลของการดำเนินการจะทำให้เกิดการส่งเสริมความเข้มแข็งของกลไกการเชื่อมโยงการผลิต และการตลาดลองกอง ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และสามารถสร้างรายได้ในส่วนมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกรลูกค้า กลุ่มวิสาหกิจ ชุมชนผู้ปลูกลองกองอย่างมั่นคง และยั่งยืนต่อไป

นอกจากนี้ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรยะลา จำกัด ยังได้จัดจำหน่ายโดยมุ่งเน้นกระจายลองกองจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง ผ่านเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ และเครือข่ายสหกรณ์ทุกภูมิภาค มีการซื้อขายทั้งรูปแบบปกติทั่วไป และการแลกเปลี่ยนสินค้า เช่น ในภาคอีสาน มีการแลกเปลี่ยนกับข้าวสารหอมมะลิ มาจำหน่ายในพื้นที่เป็นต้น สำหรับปี 2560 สหกรณ์ไม่ได้รวบรวมผลผลิตลองกอง เนื่องจากผลกระทบจากปริมาณน้ำฝนมากเกินความจำเป็น ส่งผลให้ผลไม้ทุกชนิดในจังหวัดยะลา เช่น ทุเรียน ลองกอง มีผลผลิตเพียงเล็กน้อย

นนทบุรีเคลื่อน‘หมอดินEMS.4.0’ สร้างมิติใหม่งานบริการประชาชน-เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293020

นนทบุรีเคลื่อน‘หมอดินEMS.4.0’ สร้างมิติใหม่งานบริการประชาชน-เกษตรกร

นนทบุรีเคลื่อน‘หมอดินEMS.4.0’ สร้างมิติใหม่งานบริการประชาชน-เกษตรกร

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายพินิจ งาเนียม ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินนนทบุรี เปิดเผยว่า สถานีพัฒนาที่ดินนนทบุรี ได้พัฒนากระบวนการบริการงานพัฒนาที่ดิน เพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรและประชาชน ในงานบริการภาครัฐด้วยกระบวนการ “หมอดิน EMS.” ตอบสนองนโยบายรัฐบาลเรื่องการให้บริการต่อประชาชน ก่อนพัฒนาเป็น “หมอดินEMS.4.0” เพื่อประชาสัมพันธ์งานพัฒนาที่ดินเชิงรุก เพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาที่ดิน “หมอดิน EMS. THAILAND 4.0 ด่วน ฉับไว วิชาการก้าวไกล ประทับใจเกษตรกร” (Express way, Modern knowledge, Service smile)

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่เกษตรกรและประชาชนจะได้รับ คือ ประชาชน เกษตรกรและผู้มารับบริการมีความรู้ความเข้าใจในการให้บริการงานพัฒนาที่ดินและบรรลุเป้าหมายในการมาขอรับบริการ สามารถนำข้อมูลที่ได้รับนำไปปฏิบัติในการประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรมได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ มีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น ยอมรับและพึงพอใจในการบริการงานพัฒนาที่ดินของ
เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินนนทบุรี

นายพินิจกล่าวอีกว่า การบริการภาครัฐยุคใหม่มุ่งเน้นไปที่เกษตรกรและประชาชนให้เกิดความสะดวกในการทำอาชีพในการให้บริการของภาครัฐ ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในการให้ความรู้ด้านวิชาการตอบสนองการตัดสินใจ และลงพื้นที่เร่งด่วนหากเกษตรกรเดือดร้อนเรื่องการเกษตรจะเกิดการเสียหายฉับพลัน หมอดิน EMS. ต้องลงพื้นที่ภายใน 12 ชั่วโมง หลังรับแจ้งเหตุจากเกษตรกร เพื่อแก้ไขปัญหามิให้ผลผลิตพืชของเกษตรกรเสียหายไปมากกว่านี้ และบูรณาการการทำงานในทุกหน่วยงานราชการในจังหวัดนนทบุรี เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้อง หวังอย่างยิ่งว่าเกษตรกรจะมีความภาคภูมิใจในการบริการงานของภาครัฐ หมอดิน EMS. น่าจะเป็นแนวทางในการบริการภาครัฐยุค THAILAND 4.0 ในการตอบสนองความต้องการของเกษตรกรและประชาชนในยุคปัจจุบันทันด่วน เพื่อความผาสุกของเกษตรกรและประชาชนสืบต่อไป

ส่องเกษตร : โครงการน้ำกับอนาคตเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293017

449007

ส่องเกษตร : โครงการน้ำกับอนาคตเกษตรไทย

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จันทร์-อังคาร 18-19 ก.ย.นี้ ครม.ของนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ไปประชุมสัญจรอีกครั้ง หนนี้ภาคกลางที่จ.สุพรรณบุรีและจ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากเดือนก่อนไปที่จ.นครราชสีมา ภาคอีสาน

การประชุมครม.สัญจรครั้งนี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประกาศว่า จะเสนอขออนุมัติ“เมกะโปรเจกท์น้ำ” สำคัญคือ โครงการขุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร 22.4 กม. มูลค่า 17,600 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมทุกปีจากน้ำเหนือหลาก ซึ่งผลประโยชน์โครงการ นอกจากช่วยบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ 4 แสน ถึง 8 แสนไร่ ป้องกันพื้นที่สำคัญทั้งตัวเมืองและนิคมอุตสาหกรรมแล้ว ยังเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำชลประทานสำหรับพื้นที่เกษตรได้เกือบ 2.3 แสนไร่ ในอยุธยา 6 อำเภอตั้งแต่ อ.เมือง,บางบาล,บางไทร,บางปะอิน,ผักไห่,เสนา รวมไปถึงอ.ป่าโมก ของจ.อ่างทองด้วย

ไม่เพียงโครงการขุดคลองบางบาล-บางไทร ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยานี้เท่านั้น ยังมีข่าวจากรมว.คมนาคม-อาคม เติมพิทยาไพสิฐว่า กระทรวงคมนาคมกับกระทรวงเกษตรฯได้ร่วมกันบูรณาการที่จะก่อสร้างถนนวงแหวนรอบที่ 3 ควบคู่ไปกับโครงการคลองผันน้ำ ด้านฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันและบรรเทาน้ำท่วมจากน้ำหลากที่ระบายจากท้ายเขื่อนเจ้าพระยาผ่านอยุธยาลงอ่าวไทยระยะทาง 100 กม. โดยใช้งบฯลงทุนทั้งสิ้นสูงถึง 2 แสนล้านบาท เป็นงบฯขุดคลองผันน้ำกว่า 1 แสนล้าน กับงบฯอีกราว 8.5 หมื่นล้านบาท ที่ใช้สร้างในส่วนถนนวงแหวนรอบที่ 3

ระหว่างที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ยังไม่ทราบผลประชุมครม.ออกมาอย่างไร แต่นับว่า ได้เห็นภาพการเริ่มขับเคลื่อนส่วนหนึ่งของเมกะโปรเจกท์น้ำ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ในการเร่งรัดแผนบริหารจัดการน้ำที่พูดกันมาหลายปี ฉะนั้นก็ต้องคอยติดตามดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะเรื่องนี้ถือเป็นการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ ขณะที่เม็ดเงินที่ใช้ในโครงการใหญ่ๆแบบนี้ ก็มักมีความระแวงในเรื่อง“การหาผลประโยชน์มิชอบ”ให้ต้องคอยจับตาตรวจสอบกันอย่างถี่ถ้วนด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ขอเก็บตกมาเขียนถึงสักหน่อยคือ งานสัมมนา “ภาพอนาคตในปี 2035 : ที่ดินพลังงานและน้ำในประเทศไทย” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและ TDRI-สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 8 ก.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านได้นำผลงานวิจัยวิชาการมาประเมินภาพอนาคตไว้น่าสนใจ ขอยกมาสรุปที่เกี่ยวกับเรื่องน้ำและที่ดินเพื่อการเกษตรดู

ดร.อุชุก ด้วงบุตรศรี อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฉายภาพช่วง 10 ปีที่ผ่านมาว่า ภาคเกษตรใช้ที่ดินเพิ่มขึ้น 6.10 ล้านไร่ แต่นาข้าวลดลง 5.28 ล้านไร่ ส่วนที่เพิ่มมากคือไม้ยืนต้นเพิ่ม 10.40 ล้านไร่และพืชไร่เพิ่มขึ้น 2.54 ล้านไร่ ขณะที่ป่าไม้ลดลงมากถึง 7.32 ล้านไร่ ที่ดินรกร้างก็ลดลง 1.96 ล้านไร่…ทั้งประเมินภาพอนาคตเกษตรไทยและการใช้ที่ดินว่า การใช้ที่ดินและน้ำด้านท่องเที่ยวกับอุตสาหกรรมจะยิ่งเพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่การเกษตรจะลดลงจาก 138 ล้านไร่ ในปี 2557 เหลือ 122-132 ล้านไร่ ใน 18 ปีข้างหน้า(ค.ศ.2035)หรือลดลงตั้งแต่ 4.35% ถึง 11.59% นับได้ว่าที่ดินเกษตรลดลงอย่างรวดเร็วหลังยกเลิกโครงการจำนำสินค้าเกษตรและประกันรายได้เกษตรกร แต่ปัจจัยหักเหยังจะเกิดจากนโยบายการเกษตรในอนาคต,เทคโนโลยีสมัยใหม่,ภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (climate change) รวมถึงพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและพ.ร.บ.การเช่าที่ดินเกษตร

“ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นตัวกระตุ้นการใช้ประโยชน์ที่ดินมากขึ้น โดยในไทยคนรวยถือครองที่ดินร้อยละ 80 เกษตรกรไร้ที่ดินทำกินเพิ่มขึ้น ภาครัฐจะหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรยากขึ้น ปัญหาจะวนมาถึงพื้นที่ป่าที่ลดลง”

ส่วน ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI ชี้ว่า ความต้องการน้ำทุกภาคส่วนในอนาคตจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าเพื่ออุปโภคบริโภคหรือภาคธุรกิจต่างๆ การจัดการในอนาคตขึ้นกับโครงการใหญ่ของภาครัฐจะเกิดขึ้นตามแผนหรือไม่ ทั้งระบุทีมวิจัยเสนอว่า เพื่อให้เกิดการจัดการน้ำที่เหมาะสม ควรเดินหน้าจัดเก็บค่าบำรุงรักษาคลองชลประทาน,ศึกษาการจัดเก็บค่าน้ำ,แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการคิดค่าน้ำดิบจากการประปาฯ และควรจัดเก็บภาษีมลพิษในน้ำและภาษีนำเข้าสารเคมีการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ ทั้งยืนยันว่า ควรเก็บค่าน้ำภาคการเกษตร เพื่อให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถกำหนดอัตราต่ำได้ แต่เรื่องนี้นักการเมืองต่อต้านมาตลอด…

ฟังนักวิชาการว่าแล้ว ผมก็หวังว่า รัฐบาลจะเร่งจัดการโครงการต่างๆให้สำเร็จลุล่วงตามแผนให้ได้ด้วยดี เพื่อรับมือกับภาพอนาคต มิเช่นนั้นลูกหลานเกษตรกรไทยลำบากยากเข็ญอีกนานแน่

สาโรช บุญแสง

ศพก.ทั่วประเทศเคลื่อนงานเข้าเป้า เกษตรกรนำความรู้ไปใช้ได้จริง-ช่วยลดต้นทุนผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292801

ศพก.ทั่วประเทศเคลื่อนงานเข้าเป้า เกษตรกรนำความรู้ไปใช้ได้จริง-ช่วยลดต้นทุนผลิต

ศพก.ทั่วประเทศเคลื่อนงานเข้าเป้า เกษตรกรนำความรู้ไปใช้ได้จริง-ช่วยลดต้นทุนผลิต

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการขับเคลื่อนการทำงานให้สอดรับเป้าหมายปี 2561 เป็นปีแห่งการยกระดับคนการบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่เกษตร 4.0 โดยการปฏิรูปภาคการเกษตรภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ ของเกษตรกรต้นแบบทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญในภาคการเกษตร และเป็นอนาคตภาคการเกษตรของประเทศไทย

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ศพก. เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกร ที่ต้องการให้เกษตรกรมีแหล่งเรียนรู้จากของจริง เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง จากเกษตรกรด้วยกันเอง กว่า 3 ปีที่ผ่านมา ศพก. 882 ศูนย์ เป็นรูปธรรมและสามารถแบ่งพืชได้ตามลักษณะพื้นที่ ดังนี้ 1) ข้าว 450 ศูนย์ 2) พืชไร่ 78 ศูนย์ 3) พืชผัก 31 ศูนย์ 4) ไร่นาสวนผสม/เกษตรผสมผสาน 78 ศูนย์ 5) ไม้ผล 139 ศูนย์ 6) ยางพารา 52 ศูนย์ 7) ปาล์มน้ำมัน 44 ศูนย์ และ 8)อื่นๆ 10 ศูนย์ และได้ขยายผลเป็นแปลงใหญ่ ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมี ศพก. 882 ศูนย์ และเครือข่าย 10,523 ศูนย์ อาทิ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน ศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการดิน ศูนย์เรียนรู้ด้านประมง เป็นต้น ได้อบรมให้กับเกษตรกรผู้นำทั่วประเทศ จำนวน 44,100 ราย ในการสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลว่า เกษตรกรมีความพร้อมที่จะเป็นแกนนำภาคการเกษตรในชุมชนได้ โดยพัฒนาในรูปแบบเครือข่าย มีการเลือกประธาน ศพก. ระดับ จังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ ซึ่งระดับประเทศ จะมีการประชุมกัน ทุกเดือน สลับหมุนเวียนกันไปตามพื้นที่

จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรร้อยละ 71 นำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ ร้อยละ 84 เรื่องการลดต้นทุน ร้อยละ 4 ทำกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียง ร้อยละ 4 การปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน ร้อยละ 3 การเพิ่มรายได้ด้วยกิจกรรมอื่นๆ เช่น การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรต่างๆ ร้อยละ 2 การทำบัญชี ร้อยละ 1 การใช้เทคนิคต่างๆ ในการปลูกพืช เช่น การใช้ระบบน้ำหยด เป็นต้น นอกจากนี้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา ศพก. ทำให้ ศพก. อ.เมือง จ.ราชบุรี ได้รับรางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประจำปี 2560 ประเภทรางวัลพัฒนาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดีโดยได้เข้ารับรางวัลเมื่อ 11 กันยายนที่ผ่านมาด้วย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรคอนสาร ส่งเสริมสมาชิกทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292806

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรคอนสาร ส่งเสริมสมาชิกทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรคอนสาร ส่งเสริมสมาชิกทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามที่ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา ได้จัดโครงการสร้างผู้นำสหกรณ์ต้นแบบสู่ Young Smart Cooperative Directors เพื่อให้ความรู้กับให้แก่บุคลากรสหกรณ์ในเขตภาคอีสานตอนใต้ที่เป็นผู้ที่ทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ และมีความพร้อมสามารถเป็นผู้ถ่ายทอดขยายผลความสำเร็จสู่สมาชิกสหกรณ์รายอื่นได้นั้น หลายสหกรณ์ได้นำองค์ความรู้ไปส่งเสริมให้สมาชิกนำไปปฏิบัติ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต ลดค่าใช้จ่ายประจำวัน และมีรายได้จากการทำเกษตรหมุนเวียนในทุกวัน

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ภายหลังจากการอบรม คณะของศูนย์ ได้ลงพื้นที่ออกติดตามการขยายผลการอบรม ในเขตจังหวัดชัยภูมิ ระหว่างวันที่ 12-14 กันยายน 2560 ซึ่งมีตัวแทนที่เข้าร่วมโครงการ จากสหกรณ์การเกษตรคอนสาร จำกัด อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 5 ราย ได้แก่ นางอัมพร เดชพรม ผู้จัดการสหกรณ์ นางดารัตน์ หาญปี ผู้ช่วยผู้จัดการ นายเทียน เดชวิจารย์ สมาชิก นายปกรณ์ เหล่าภักดี สมาชิก และนางสาววรรณิษา เหลาแพง สมาชิก ซึ่งจากการติดตามผลการดำเนินการ พบว่าสหกรณ์การเกษตรคอนสาร จำกัด ให้เห็นถึงความสำคัญ ของการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยสนับสนุนให้มีการขยายผลการทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ โดยให้สมาชิกที่ผ่านการอบรมเป็นแปลงสาธิตเข้ารับอบรมนำความรู้จากอบรมบวกกับองค์ความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ไปถ่ายทอดผ่านกิจกรรมสู่สมาชิกรายอื่นๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ได้แก่ การทำปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยหมักใช้เอง ด้านการลดการใช้แรงงานในการทำเกษตรและเพิ่มผลผลิต ได้แก่ การใช้รถดำนาแทนแรงงานคน การเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวในกระบะเพาะกล้า ด้านการเพิ่มรายได้ ได้แก่ การปลูกพืชหมุนเวียนในนาข้าว การปลูกพืชหลากหลายชนิด การแบ่งพื้นที่เพาะปลูกและขุดสระเลี้ยงปลา การขยายกิ่งพันธุ์ไม้ผล และการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า และจากการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต ลดค่าใช้จ่ายประจำวัน และมีรายได้จากการทำเกษตรหมุนเวียนในทุกวัน ซึ่งจากการดำเนินการดังกล่าวทำให้จำนวนสมาชิกสหกรณ์การเกษตรคอนสาร จำกัด ที่เข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ จากจำนวน 25 ราย ได้ขยายผลไปเป็นจำนวน 50 ราย และจะดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง

“นอกจากนี้ สหกรณ์การเกษตรคอนสาร จำกัด ยังมีบทบาทในการการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ หันมาปรับพื้นที่มาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งแต่เดิม เกษตรกรนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยว ได้แก่ การทำนา สวนยาง และปลูกอ้อย เปลี่ยนมาแบ่งพื้นที่ขุดสระเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ปลูกพืชให้หลากหลายมากขึ้น โดยสหกรณ์ได้จัดให้มีแปลงสาธิตไว้ที่สหกรณ์ เพื่อถ่ายทอดแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่และการทำเกษตรแบบอินทรีย์ สู่สมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกรในชุมชนที่สนใจ และสหกรณ์ยังให้การสนับสนุนจัดหาปัจจัยการผลิตและหาตลาดรับซื้อผลผลิตให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่อีกด้วย”นายกัณวีย์ กล่าวทิ้งท้าย

รักษ์เกษตร : ปัจจัยในการกลายเป็นทะเลทราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292802

รักษ์เกษตร : ปัจจัยในการกลายเป็นทะเลทราย

รักษ์เกษตร : ปัจจัยในการกลายเป็นทะเลทราย

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม การกลายเป็นทะเลทรายของประเทศไทย มีระดับความเสี่ยงเป็นอย่างไร และอะไรคือปัจจัยสำคัญ ครับ

นันทวัตร สารภูมิพงษ์

อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น

คำตอบ ประเทศไทย อยู่ในขอบข่ายที่จะเกิดสภาพการเป็นทะเลทราย เนื่องจากอัตราส่วนน้ำฝนในรอบปีต่อการระเหยและคายน้ำนั้น มีค่าต่ำกว่า 0.5 ในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือและอีสาน นั่นคือ ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าการสูญเสียของน้ำ เมื่อเป็นดังนี้ไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง คงหลีกไม่พ้นสภาพทะเลทรายในอนาคต จึงจำเป็นต้องตระหนักในเรื่องนี้ก่อนที่จะสายเกินไป และควรหามาตรการแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาวมาช่วยกันเฝ้าระวังและป้องกัน

ระดับความเสี่ยงของประเทศไทย ถึงแม้ว่าประเทศไทย จะไม่ได้อยู่ในขั้นที่แห้งแล้งเป็นทะเลทราย แต่ก็ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนโดยตรง ประกอบกับการเป็นประเทศที่มีการพัฒนาอย่างเร่งรัด มีการขยายตัวไปทุกๆ ด้าน การเร่งรัดการพัฒนาและขยายเมืองอย่างรวดเร็วแบบที่เป็นอยู่นี้ ย่อมเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดสภาพความแห้งแล้งคืบคลานเข้ามา จึงนับได้ว่า ประเทศไทยเราได้อยู่ในระดับความเสี่ยง

ปัจจัยเร่งให้เกิดสภาพทะเลทรายอย่างรวดเร็ว คือ

1.ความแห้งแล้งซ้ำซาก อาจทำให้ประเทศไทยสู่สภาวะการเป็นทะเลทราย โดยมีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศ พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มพื้นที่ดินเค็ม จะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่เสี่ยงต่อสภาวะการเป็นทะเลทราย ซึ่งจะทำให้มีผลผลิตพืชลดลง การปัญหาที่ตรงจุดคือ การปลูกพืชที่หลีกเลี่ยงสภาวะการทิ้งช่วงของฝนในเขตเพาะปลูกเกษตรน้ำฝน

2.การทำเกษตรกรรมอย่างเร่งรัด ทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดิน และยังมีการชะล้างพังทลายของดินโดยธรรมชาติ การสูญเสียการอุ้มน้ำของดิน การหักร้างถางพงทำลายพืชคลุมดิน ทำให้ดินแห้งแข็งสูญเสียการดูดซับน้ำ ความแห้งแล้งซ้ำซาก และสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากภาวะโลกร้อน น้ำระเหยไปได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการการลักลอบตัดไม้ การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อขยายการเพาะปลูก ไฟป่า การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ การทำรีสอร์ทและสวนสัตว์ ทำให้พื้นที่ป่าไม้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

3.การพัฒนาเมืองและขยายตัวของเมือง ก็เป็นสาเหตุอีกอันหนึ่งที่ทำให้เกิดความแห้งแล้งขึ้นได้ ในตัวเมืองซึ่งพื้นผิวดินตามธรรมชาติ ถูกคลุมทับด้วยคอนกรีต น้ำฝนไม่สามารถซึมลงสู่ใต้ดินได้ แต่ไหลบ่าไปตามถนนลงสู่ท่อระบายน้ำ ออกสู่แม่น้ำลำคลอง ดินส่วนที่เหลือขาดสารอินทรีย์ที่จะช่วยในการอุ้มน้ำ เมื่อดินไม่สามารถดูดซับหรือถ่ายเทความชื้นสู่อากาศได้ จึงเกิดความเสื่อมโทรมของดิน

ในขณะที่ปริมาณน้ำฝนรายปีอยู่ในช่วงที่ต่ำ และมีการระเหยหรือคายน้ำสูงกว่าการได้รับน้ำฝน จัดว่าเป็นความแห้งแล้ง และจะกระจายอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคเหนือและอีสาน เป็นไปในวงกว้าง หากไม่มีมาตรการป้องกันอย่างจริงจัง ก็จะเกิดผลเป็นความแห้งแล้งซ้ำซากถาวร พืชคลุมดินเปลี่ยนไปเพราะดินเสื่อมโทรม เมื่อประกอบกับภาวะโลกร้อน และการพัฒนาที่เร่งรัด ก็จะขยายเป็นวงของพื้นที่แห้งแล้ง ทะเลทราย กว้างออกไปเรื่อยๆ

นาย รัตวิ

เกษตรฯร่วมขับเคลื่อนแก้ปัญหาใต้ เปิด3หลักสูตรพัฒนาสหกรณ์ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292800

เกษตรฯร่วมขับเคลื่อนแก้ปัญหาใต้  เปิด3หลักสูตรพัฒนาสหกรณ์ชุมชน

เกษตรฯร่วมขับเคลื่อนแก้ปัญหาใต้ เปิด3หลักสูตรพัฒนาสหกรณ์ชุมชน

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวประโลมใจ เนียมแกล้ว รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 เปิดเผยว่า ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 จังหวัดสงขลา ได้ร่วมบูรณาการแผนงานการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้โครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในกิจกรรมการพัฒนาผู้นำชุมชนและบุคลากรต่างๆในชุมชน จำนวน 3 หลักสูตร โดยมีผู้นำชุมชน บุคลากรของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรต่างๆ ได้รับการอบรม 480 คน ประกอบด้วย

1.หลักสูตรเผยแพร่ความรู้เรื่องการสหกรณ์สู่ชุมชน เพื่อให้ผู้นำชุมชนได้เรียนรู้เรื่องการสหกรณ์ การใช้ชีวิตตามวิถีสหกรณ์และเศรษฐกิจพอเพียง นำไปใช้ในชีวิตประจำ และถ่ายทอดสู่ชุมชน 2.หลักสูตรส่งเสริมพัฒนาผู้นำสหกรณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้ผู้นำสหกรณ์ ซึ่งประกอบด้วย กรรมการ เจ้าหน้าที่ และสมาชิกชั้นนำของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ได้รับการพัฒนาความรู้การบริหารจัดการสหกรณ์ และ 3.หลักสูตรเยาวชนจังหวัดชายแดนใต้กับวิถีชีวิตพอเพียงแบบสหกรณ์ มุ่งหวังให้เยาวชนสหกรณ์ในชุมชนและเยาวชนสหกรณ์ในโรงเรียนและสถานศึกษา ร่วมกันเรียนรู้การสหกรณ์จากสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือสมาชิกทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม และร่วมกันจัดทำแผนกิจกรรมสู่การใช้ชีวิตพอเพียงแบบสหกรณ์ที่จะนำไปปฏิบัติในชุมชน โรงเรียน และสถานศึกษา

“ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 ได้ดำเนินการบูรณาการโครงการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยึดหลัก ยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางในพัฒนาความรู้ผู้นำชุมชนและบุคคลกรต่างๆ ในชุมชน” นางสาวประโลมใจ กล่าว

‘บิ๊กตู่’ถกผู้ว่าฯ17จังหวัด ดันภาคกลางสู่มหานครทันสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292859

'บิ๊กตู่'ถกผู้ว่าฯ17จังหวัด  ดันภาคกลางสู่มหานครทันสมัย

‘บิ๊กตู่’ถกผู้ว่าฯ17จังหวัด ดันภาคกลางสู่มหานครทันสมัย

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560, 18.35 น.

18 ก.ค. 60 เวลา 17.00 น. ที่โรงแรมคลาสสิค คามิโอ จ.พระนครศรีอยุธยา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. พร้อมคณะรัฐมนตรี อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เข้าร่วมประชุมและพบปะหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางทั้งหมด 17 จังหวัดรวมกรุงเทพมหานคร และภาคเอกชนในพื้นที่ ก่อนที่นายกฯ จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.กลุ่มจังหวัด)

ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลและส่งเสริมให้ภาคกลางเป็นมหานครที่ทันสมัยและเป็นฐานการเชื่อมโยงประเทศไทยสู่เส้นทางขนส่ง 2 ฝั่งทะเล

แม่โจ้โพลล์เผยเกษตรกรไทย โอดต้นทุนผลิตสูงแต่ขายได้ราคาต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292823

แม่โจ้โพลล์เผยเกษตรกรไทย โอดต้นทุนผลิตสูงแต่ขายได้ราคาต่ำ

แม่โจ้โพลล์เผยเกษตรกรไทย โอดต้นทุนผลิตสูงแต่ขายได้ราคาต่ำ

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560, 17.15 น.

แม่โจ้โพลล์เผยเกษตรกรไทย โอดต้นทุนผลิตสูงแต่ขายได้ราคาต่ำ พบกว่าครึ่งยังรอนโยบาย‘จำนำ-ประกัน’จากรัฐ

18 ก.ย. 2560 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (แม่โจ้โพลล์) เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “เกษตรกรไทยกับการตัดสินใจในการทำการเกษตร” ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรกลุ่มตัวอย่างจำนวน 543 คนจากทั่วประเทศ แบ่งเป็นภาคเหนือ ร้อยละ 26.76 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 20.70 ภาคใต้ ร้อยละ 12.70 ภาคกลางและภาคตะวันออก ร้อยละ 39.84 ระหว่างวันที่ 1 – 15 ก.ย. 2560 ในหลายประเด็น ได้แก่

1.อะไรคือเหตุผลที่เลือกทำการเกษตร (ปลูกพืช – เลี้ยงสัตว์) ในประเภทที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน พบว่าคำตอบ 5 อันดับแรกคือ อันดับ 1 ทำแล้วขายง่าย มีตลาดรองรับ ร้อยละ 84.53 อันดับ 2 สืบทอดมาจากพ่อแม่ ร้อยละ 83.61 อันดับ 3 ทำแล้วได้ปริมาณผลผลิตสูง ร้อยละ 83.24 อันดับ 4 พื้นที่มีความเหมาะสม ร้อยละ 83.06 และอันดับ 5 ผลผลิตที่ทำนั้นขายได้ราคาดี ร้อยละ 83.03

2.ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลกระทบ (ทั้งทางบวกและลบ) ในการทำการเกษตร พบว่าคำตอบ 5 อันดับแรกคือ อันดับ 1 ราคาปัจจัยการผลิต ร้อยละ 86.00 อันดับ 2 ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ร้อยละ 85.82 อันดับ 3 ราคาน้ำมันและค่าขนส่ง ร้อยละ 83.73 อันดับ 4 นโยบายรัฐบาล ร้อยละ 82.14 และอันดับ 5 ปริมาณน้ำฝน ร้อยละ 81.03

3.เกษตรกรกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 75.95 ประสบปัญหาในการประกอบอาชีพ โดย 5 อันดับปัญหาสำคัญคือ อันดับ 1 ราคาผลผลิตตกต่ำ ร้อยละ 68.33 อันดับ 2 ต้นทุนการผลิตสูง ร้อยละ 62.34 อันดับ 3 ทำแล้วได้ปริมาณผลผลิตต่ำ ร้อยละ 57.61 อันดับ 4 ไม่มีตลาดรับซื้อ ร้อยละ 27.43 และอันดับ 5 ทำแล้วได้ผลผลิตที่ไม่มีคุณภาพ ร้อยละ 25.19 โดยมีกลุ่มตัวอย่างเพียงร้อยละ 24.05 เท่านั้นที่ตอบว่าไม่มีปัญหาในการทำการเกษตร

4.เมื่อเกิดปัญหาแล้วเกษตรกรมีแนวทางจัดการอย่างไร พบว่าคำตอบ 5 อันดับแรกคือ อันดับ 1 พบว่า รอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาล เช่น การรับจำนำหรือการประกันราคาผลผลิต รวมถึงการพักชำระหนี้ ร้อยละ 55.06 อันดับ 2 ปรับเปลี่ยนการทำเกษตร (เช่น เปลี่ยนพันธุ์พืชที่ปลูกหรือพันธุ์สัตว์ที่เลี้ยง) ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง อาทิ พืชใช้น้ำน้อย ร้อยละ 36.46 อันดับ 3 ปรับเปลี่ยนการทำเกษตร (เช่น เปลี่ยนพันธุ์พืชที่ปลูกหรือพันธุ์สัตว์ที่เลี้ยง) โดยเลือกชนิดที่ให้ผลตอบแทนสูง ร้อยละ 33.70

อันดับ 4 รวมกลุ่มเพื่อระดมทุนหรือหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ ร้อยละ 32.60 และอันดับ 5 เข้ารับการฝึกอบรมด้านเทคนิคหรือองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้านการเกษตร เช่น เทคนิคการผลิต การปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ชนิดใหม่ๆ กับหน่วยงานของรัฐหรือสถาบันการศึกษา

บทสรุปของผลการสำรวจนี้ พบว่า แม้เกษตรกรกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะเลือกทำการเกษตรประเภทต่างๆ ด้วยเหตุผลว่ามีตลาดรองรับ แต่ยังต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญคือ มีต้นทุนการผลิตที่สูงแต่ผลผลิตที่ได้กลับมีราคาต่ำ โดยเกษตรกรมีข้อกังวลสำคัญคือผลกระทบจากราคาปัจจัยการผลิตและภาวะเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งเมื่อเกิดปัญหาขึ้น เกษตรกรยังต้องรอคอยมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐบาล เช่น โครงการรับจำนำหรือประกันราคาผลผลิต

ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งหาทางปรับเปลี่ยนและพัฒนาทั้งประสิทธิภาพในการผลิตและวิธีคิดของเกษตรกร ให้สามารถจัดการและแก้ไขปัญหาบางส่วนได้ด้วยตนเอง มากกว่ารอความช่วยเหลือจากทางรัฐบาลทั้งหมดเพียงอย่างเดียว ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ควรหาวิธีแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเป็นหลัก มากกว่าตามแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ