แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์กองทุนสวนยาง‘ชากังราว’ โชว์วิสัยทัศน์‘อยู่รอดอย่างยั่งยืน ด้วยระบบสหกรณ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293438

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์กองทุนสวนยาง‘ชากังราว’ โชว์วิสัยทัศน์‘อยู่รอดอย่างยั่งยืน ด้วยระบบสหกรณ์’

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์กองทุนสวนยาง‘ชากังราว’ โชว์วิสัยทัศน์‘อยู่รอดอย่างยั่งยืน ด้วยระบบสหกรณ์’

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร 1 ใน 7 สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ปี 2560 เน้นการพึ่งพาตนเอง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางพาราของสมาชิกสหกรณ์ เพื่อความยั่งยืนในอาชีพภายใต้ระบบสหกรณ์ โดยจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 ปัจจุบันมีสมาชิก 356 ราย มีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งธุรกิจสินเชื่อสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้แก่สมาชิก ธุรกิจรวบรวมผลผลิต ทั้งน้ำยางสด ยางก้อนถ้วย ยางแผ่น และธุรกิจรับฝากเงิน เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ ได้มีเงินออมไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากสมาชิกอย่างดีตลอดมา

แม้ปัจจุบันราคายางพาราจะตกและแนวโน้มไม่ค่อยดีนัก แต่ด้วยระบบสหกรณ์ซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิกได้ จึงทำให้สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด สามารถอยู่รอดได้ พร้อมกับสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตยางพาราของสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การดำเนินงานที่มีจุดแข็ง คือ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสมาชิก ทำให้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการยางแห่งประเทศไทย เข้ามาดูแลเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาการแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันการทำตลาดของสมาชิกสหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด ใช้วิธีรวมซื้อรวมกันขาย โดยทุกวันพุธสหกรณ์จะเปิดตลาดนัดเพื่อให้พ่อค้ายางพาราเข้ามาประมูลราคายางพารา ซึ่งทำให้สมาชิกขายยางพาราได้ในราคาที่สูงและเป็นธรรม พร้อมกันนั้นสมาชิกก็ยังได้รับเงินปันผล และเงินเฉลี่ยคืนทุกปีอีกด้วย ส่งผลสมาชิกทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถประกอบอาชีพโดยการพึ่งพาตนเองได้อย่างน่าชื่นชม โดยภาพรวมคุณภาพชีวิตที่ดีของสมาชิกสหกรณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้ในปี 2560 นี้ สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร ได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ปี 2560

และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตของพี่น้องสมาชิกอย่างต่อเนื่อง สหกรณ์ไม่ได้หยุดนิ่งที่จะพัฒนาผลผลิตยางพาราของสมาชิก จึงได้มีการกำหนดเป้าหมายต่อไปคือ การแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางพารา พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ดีขึ้น รวมถึงมองหาโอกาสขยายช่องทางการตลาดให้กับสมาชิกสหกรณ์ด้วยอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การดำเนินงานภายใต้ระบบสหกรณ์ในอนาคตเติบโตและมีความก้าวหน้ามั่นคงในอาชีพมากยิ่งขึ้นต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : กฎหมาย กับไม้พะยูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293439

281225166

เลาะรั้วเกษตร : กฎหมาย กับไม้พะยูง

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อไม่กี่วันมานี้ได้ดูข่าวโทรทัศน์ ชาวบ้าน

เมื่อไม่กี่วันมานี้ได้ดูข่าวโทรทัศน์ ชาวบ้านที่หนองปรือ ชลบุรี ถูกตำรวจจับเพราะตัดไม้พะยูงในบ้านของตนเอง โดยเข้าใจว่าเป็นไม้ประดู่ลาย ไม้ต้นนี้สูงใหญ่มาก ต้นเอนเหมือนกับจะโค่น เกรงว่าถ้ามีลมพัดแรงจะทำให้ต้นไม้นี้โค่นไปทับบ้านเพื่อนบ้าน และคนที่ผ่านไปมา จะทำให้ได้รับความเสียหาย ตนเองก็จะเดือดร้อน จึงได้จ้างคนมาตัดต้นไม้ที่เข้าใจว่าเป็นประดู่ลายนี้ ในราคา 30,000 บาท พอตัดเสร็จ ตำรวจก็เข้ามาแจ้งข้อหาว่าตัดไม้พะยูง ซึ่งเป็นไม้หวงห้าม มีความผิดตามกฎหมาย

ทำให้นึกย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนเมษายนที่ผ่านมา ต้นพะยูงล้มทับบ้านของชาวบ้านที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มีคนบอกว่าอย่าตัด หรือไปแตะต้องต้นไม้นี้ เพราะเป็นไม้หวงห้าม ห้ามตัด ผิดกฎหมายจะถูกจับดำเนินคดี เจ้าของบ้านไปแจ้งสำนักงานป่าไม้จังหวัด และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ก็ไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือ จึงต้องปล่อยให้ต้นไม้ทับบ้านอยู่อย่างนั้น ส่วนตนเองย้ายออกไปอยู่บ้านลูกชายที่อยู่ไม่ไกลกันนัก จนเวลาล่วงเลยมา 3 เดือน รอง ผบ.ตร.พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ทราบข่าวจากสื่อ จึงสั่งการให้ตำรวจในพื้นที่ดำเนินการช่วยเหลือตัดไม้พะยูงที่ล้มทับบ้านออก ซึ่งตำรวจดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในวันเดียว

ย้อนกลับไปอีกนานกว่านั้น คือ ลุง 2 คนที่จังหวัดมหาสารคาม ตัดต้นพะยูงที่ล้มขวางทางเดินในที่นาของตนเอง ถูกตำรวจจับดำเนินคดี คราวนั้นเป็นข่าวที่หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเห็นใจลุงทั้งสอง

อันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับไม้พะยูง ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้มงวดกวดขันอย่างมาก คือ ประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ในประกาศฉบับนี้ ระบุให้ไม้พะยูง เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ซึ่งไม้หวงห้ามประเภท ก. นี้มีรวม 17 ชนิด ได้แก่ ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยูงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า และ ไม้เก็ดเขาควาย มีข้อกำหนดว่าห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครอง หรือนำไปแปรรูปมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่จะขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่

ผู้กระทำผิดมีโทษทั้งจำคุก และปรับ อัตราโทษขึ้นอยู่กับปริมาณไม้และลักษณะไม้ที่ครอบครองว่าเป็นไม้ท่อน หรือไม้แปรรูป จำคุกมีตั้งแต่ 1-20 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000- 2,000,000 บาท

ไม้พะยูง ยังเกี่ยวข้องกับอนุสัญญาไซเตส หรือ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ด้วย เมื่อปี 2556 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประเทศภาคีอนุสัญญาไซเตสครั้งที่ 16 การประชุมครั้งนั้น ที่ประชุมมีมติรับให้ไม้พะยูง เป็นพันธุ์พืชในบัญชีที่ 2 ของอนุสัญญาไซเตส ตามที่ประเทศไทยเสนอ คือ เป็นพันธุ์พืชที่อนุญาตให้ทำการค้าได้ แต่ต้องควบคุมไม่ให้ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วจนใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากขณะนั้นกรมป่าไม้ โดยรองอธิบดีที่ชื่อ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ยืนยันว่า สถานการณ์ของไม้พะยูงในประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤติมาก

ทั้งนี้มีตัวเลขระบุว่า ในปี 2548 มีประชากรไม้พะยูงในป่าประมาณ 3 แสนต้น พอถึงปี 2556 ประมาณการว่าประชากรไม้พะยูงในป่าลดลงเหลือเพียง 1 แสนต้น หายไป 2 ใน 3 โดยมีการลักลอบตัดจากป่าอนุรักษ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากความต้องการไม้พะยูงในตลาดโลกมีสูง โดยเฉพาะในประเทศจีน ที่นิยมไม้พะยูงไปทำเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง

การที่ไซเตส รับไม้พะยูงเข้าไปอยู่ในบัญชี 2 ดังกล่าว จึงเป็นภาระผูกพันที่ไทยต้องมีมาตรการ ต่างๆ ออกมา เพื่อควบคุมการค้า และการลักลอบตัดไม้พะยูง

เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับไม้พะยูง เข้าใจได้ว่าเพื่อต้องการปราบปรามผู้ลักลอบตัดไม้ และลักลอบค้าไม้ ซึ่งกฎหมายลงโทษเท่าเทียมกันหมดไม่ว่าเป็นใคร แต่ต้นไม้ที่ชาวบ้านปลูกเอง อยู่ในบ้านของตนเอง ต้นไม้โค่นล้มลงมาเอง หรือชาวบ้านตัดเองเพราะกลัวอันตรายจากการโค่นล้มของไม้ใหญ่ ต้องได้รับโทษตามกฎหมายนี้ด้วย เป็นเรื่องที่กรมป่าไม้ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะได้ทบทวน แก้ไขปรับปรุงกฎหมาย มีข้อยกเว้นในบางกรณีอย่างที่ว่ามานี้ หรือไม่กรมป่าไม้ก็ต้องประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางให้ประชาชนได้รับทราบถึงขั้นตอนวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องกรณีของไม้พะยูง มิเช่นนั้นเหตุการณ์ทำนองนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก มันเป็นความทุกข์ และเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับชาวบ้านที่ไม่มีเจตนา…..

ที่หนองปรือ ชลบุรี ถูกตำรวจจับเพราะตัดไม้พะยูงในบ้านของตนเอง โดยเข้าใจว่าเป็นไม้ประดู่ลาย ไม้ต้นนี้สูงใหญ่มาก ต้นเอนเหมือนกับจะโค่น เกรงว่าถ้ามีลมพัดแรงจะทำให้ต้นไม้นี้โค่นไปทับบ้านเพื่อนบ้าน และคนที่ผ่านไปมา จะทำให้ได้รับความเสียหาย ตนเองก็จะเดือดร้อน จึงได้จ้างคนมาตัดต้นไม้ที่เข้าใจว่าเป็นประดู่ลายนี้ ในราคา 30,000 บาท พอตัดเสร็จ ตำรวจก็เข้ามาแจ้งข้อหาว่าตัดไม้พะยูง ซึ่งเป็นไม้หวงห้าม มีความผิดตามกฎหมาย

ทำให้นึกย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนเมษายนที่ผ่านมา ต้นพะยูงล้มทับบ้านของชาวบ้านที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มีคนบอกว่าอย่าตัด หรือไปแตะต้องต้นไม้นี้ เพราะเป็นไม้หวงห้าม ห้ามตัด ผิดกฎหมายจะถูกจับดำเนินคดี เจ้าของบ้านไปแจ้งสำนักงานป่าไม้จังหวัด และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ก็ไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือ จึงต้องปล่อยให้ต้นไม้ทับบ้านอยู่อย่างนั้น ส่วนตนเองย้ายออกไปอยู่บ้านลูกชายที่อยู่ไม่ไกลกันนัก จนเวลาล่วงเลยมา 3 เดือน รอง ผบ.ตร.พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ทราบข่าวจากสื่อ จึงสั่งการให้ตำรวจในพื้นที่ดำเนินการช่วยเหลือตัดไม้พะยูงที่ล้มทับบ้านออก ซึ่งตำรวจดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในวันเดียว

ย้อนกลับไปอีกนานกว่านั้น คือ ลุง 2 คนที่จังหวัดมหาสารคาม ตัดต้นพะยูงที่ล้มขวางทางเดินในที่นาของตนเอง ถูกตำรวจจับดำเนินคดี คราวนั้นเป็นข่าวที่หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเห็นใจลุงทั้งสอง

อันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับไม้พะยูง ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้มงวดกวดขันอย่างมาก คือ ประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ในประกาศฉบับนี้ ระบุให้ไม้พะยูง เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ซึ่งไม้หวงห้ามประเภท ก. นี้มีรวม 17 ชนิด ได้แก่ ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยูงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า และ ไม้เก็ดเขาควาย มีข้อกำหนดว่าห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครอง หรือนำไปแปรรูปมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่จะขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่

ผู้กระทำผิดมีโทษทั้งจำคุก และปรับ อัตราโทษขึ้นอยู่กับปริมาณไม้และลักษณะไม้ที่ครอบครองว่าเป็นไม้ท่อน หรือไม้แปรรูป จำคุกมีตั้งแต่ 1-20 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000- 2,000,000 บาท

ไม้พะยูง ยังเกี่ยวข้องกับอนุสัญญาไซเตส หรือ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ด้วย เมื่อปี 2556 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประเทศภาคีอนุสัญญาไซเตสครั้งที่ 16 การประชุมครั้งนั้น ที่ประชุมมีมติรับให้ไม้พะยูง เป็นพันธุ์พืชในบัญชีที่ 2 ของอนุสัญญาไซเตส ตามที่ประเทศไทยเสนอ คือ เป็นพันธุ์พืชที่อนุญาตให้ทำการค้าได้ แต่ต้องควบคุมไม่ให้ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วจนใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากขณะนั้นกรมป่าไม้ โดยรองอธิบดีที่ชื่อ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ยืนยันว่า สถานการณ์ของไม้พะยูงในประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤติมาก

ทั้งนี้มีตัวเลขระบุว่า ในปี 2548 มีประชากรไม้พะยูงในป่าประมาณ 3 แสนต้น พอถึงปี 2556 ประมาณการว่าประชากรไม้พะยูงในป่าลดลงเหลือเพียง 1 แสนต้น หายไป 2 ใน 3 โดยมีการลักลอบตัดจากป่าอนุรักษ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากความต้องการไม้พะยูงในตลาดโลกมีสูง โดยเฉพาะในประเทศจีน ที่นิยมไม้พะยูงไปทำเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง

การที่ไซเตส รับไม้พะยูงเข้าไปอยู่ในบัญชี 2 ดังกล่าว จึงเป็นภาระผูกพันที่ไทยต้องมีมาตรการ ต่างๆ ออกมา เพื่อควบคุมการค้า และการลักลอบตัดไม้พะยูง

เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับไม้พะยูง เข้าใจได้ว่าเพื่อต้องการปราบปรามผู้ลักลอบตัดไม้ และลักลอบค้าไม้ ซึ่งกฎหมายลงโทษเท่าเทียมกันหมดไม่ว่าเป็นใคร แต่ต้นไม้ที่ชาวบ้านปลูกเอง อยู่ในบ้านของตนเอง ต้นไม้โค่นล้มลงมาเอง หรือชาวบ้านตัดเองเพราะกลัวอันตรายจากการโค่นล้มของไม้ใหญ่ ต้องได้รับโทษตามกฎหมายนี้ด้วย เป็นเรื่องที่กรมป่าไม้ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะได้ทบทวน แก้ไขปรับปรุงกฎหมาย มีข้อยกเว้นในบางกรณีอย่างที่ว่ามานี้ หรือไม่กรมป่าไม้ก็ต้องประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางให้ประชาชนได้รับทราบถึงขั้นตอนวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องกรณีของไม้พะยูง มิเช่นนั้นเหตุการณ์ทำนองนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก มันเป็นความทุกข์ และเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับชาวบ้านที่ไม่มีเจตนา…..

แว่นขยาย

ไฟเขียว2.2พันล้านปั้น11โครงการ มุ่งพัฒนาระบบชลประทาน-เสริมแกร่งการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293443

ไฟเขียว2.2พันล้านปั้น11โครงการ  มุ่งพัฒนาระบบชลประทาน-เสริมแกร่งการเกษตร

ไฟเขียว2.2พันล้านปั้น11โครงการ มุ่งพัฒนาระบบชลประทาน-เสริมแกร่งการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการสำคัญ 11 โครงการ วงเงิน 2,225.4193 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560 จากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แยกเป็น 2 โครงการหลัก ประกอบด้วย 1.โครงการด้านการบริหารจัดการน้ำ 3 โครงการ วงเงิน 1,737.3007 ล้านบาท และ 2.โครงการพัฒนาด้านการเกษตร 8 โครงการ 488.1186 ล้านบาท โดยมีแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้

1.โครงการด้านบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานวงเงิน 1,737.3007 ล้านบาท โดยจะดำเนินการก่อสร้างแหล่งน้ำ และระบบชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก แหล่งน้ำชุมชน แหล่งน้ำในพื้นที่ ส.ป.ก. ก่อสร้างแก้มลิง ก่อสร้างระบบผันน้ำ และค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่ดิน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ในเขตพื้นที่รับประโยชน์จากโครงการ โดยมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 59 โครงการ พื้นที่ 20 จังหวัด 63,207 ครัวเรือน ให้มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 1,000 ไร่ เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 246,864 ไร่ เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บ 7.51 ล้าน ลบ.ม.

2.โครงการพัฒนาการเกษตร 8 โครงการ วงเงิน 488.1186 ล้านบาท ได้แก่ 1) โครงการสนับสนุนการสร้างปัจจัยพื้นฐานรวบรวมและจัดเก็บข้าวเปลือกคุณภาพวงเงิน 232.0120 ล้านบาท
2) โครงการเพิ่มศักยภาพศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร วงเงิน 123.7746 ล้านบาท 3) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไข่ไหม วงเงิน 53.9350 ล้านบาท 4) โครงการพัฒนาตลาดน้ำ อ.ต.ก. วงเงิน 25.5434 ล้านบาท 5) โครงการโรงแช่แข็งผลไม้และห้องเย็น วงเงิน 20.2545 ล้านบาท 6) โครงการสร้างเครือข่ายการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วพันธุ์ดี สนับสนุนการปลูกพืชหลังนาในพื้นที่แปลงใหญ่ วงเงิน 16.8962 ล้านบาท 7) โครงการตลาดเกษตรอินทรีย์ อ.ต.ก. วงเงิน 9.1715 ล้านบาท 8) โครงการส่งเสริมใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพในสถาบันเกษตรกรในพื้นที่นิคมสหกรณ์ วงเงิน 6.5314 ล้านบาท

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนงานตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บูรณาการงานสู่ Agenda และ Area รวมทั้งใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม/องค์ความรู้ต่างๆ ร่วมกันของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เกษตรหนุนใช้สารเคมีร่วมกำจัด ลดระบาดหนอนหัวดำมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293437

เกษตรหนุนใช้สารเคมีร่วมกำจัด  ลดระบาดหนอนหัวดำมะพร้าว

เกษตรหนุนใช้สารเคมีร่วมกำจัด ลดระบาดหนอนหัวดำมะพร้าว

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าว 54 จังหวัด หรือประมาณ 1.2 ล้านไร่ พบหนอนหัวดำระบาด 29 จังหวัด โดย จ.สุราษฎร์ธานี เป็น 1 ใน 5 จังหวัดที่มีการระบาดมากที่สุด กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขโดยอีกวิธีการหนึ่งที่ใช้ได้ผลมากที่สุดคือการใช้สารเคมี พร้อมทั้งใช้หลายมาตรการควบคู่ด้วย เช่น การให้เกษตรกรได้เรียนรู้ว่ามีการระบาดของหนอนหัวดำและรณรงค์ให้ข้อมูลแก่เกษตรกร อาทิ การตัดทางใบ การใช้แตนเบียน การส่งเสริมศูนย์ส่งเสริมอารักขาพืชผลผลิตพ่อแม่พันธุ์แตนเบียน เป็นต้น

ทั้งนี้ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน จะมีการผลิตแตนเบียนเพื่อช่วยชะลอการระบาดของหนอนหัวดำ ในระหว่างที่รอการจัดซื้อสารเคมี โดยเฉพาะในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. ที่มักมีการระบาดอย่างหนัก สำหรับการจัดซื้อสารเคมีกำจัดหนอนหัวดำนั้น ต้องมีการประกวดราคา แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถจัดซื้อได้ เนื่องจากมีปัญหาบางประการ แต่ไม่ได้ล้มโครงการ สำหรับการจัดซื้อรอบใหม่กรมส่งเสริมการเกษตรได้เรียก 20 บริษัทที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร มารับฟังขั้นตอนรายละเอียดเกี่ยวกับการประมูลจัดซื้อประกวดราคา เพื่อให้เข้าใจรายละเอียดขั้นตอนอย่างถูกต้องและต้องการสินค้าคุณภาพ ไม่มีปัญหาเช่นในการประกวดรอบแรกที่่ผ่านมา เชื่อว่าเร็วๆนี้การประกวดราคาน่าจะเรียบร้อย โดยในระหว่างนี้ได้เตรียมความพร้อมเกษตรกรที่จะมารับจ้างฉีดสารเคมีในสวนมะพร้าว ด้วยการฝึกอบรม เพื่อวางแผนดำเนินการฉีดสารเคมีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

3ชาติยางรายใหญ่เข็น6มาตรการ เร่งถ่วงดุลตลาดรับซื้อ-ดึงเวียดนามเสริมทัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293445

3ชาติยางรายใหญ่เข็น6มาตรการ   เร่งถ่วงดุลตลาดรับซื้อ-ดึงเวียดนามเสริมทัพ

3ชาติยางรายใหญ่เข็น6มาตรการ เร่งถ่วงดุลตลาดรับซื้อ-ดึงเวียดนามเสริมทัพ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560, 15.45 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า 3 ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก คือ ประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้มีการประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) ในระดับรัฐมนตรี ประจำปี 2560 ที่กรุงเทพฯ โดยที่ประชุมมีข้อตกลงร่วมกันจำนวน 6 ข้อในการร่วมกันพัฒนายางทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาราคายางผันผวน และรับมืออิทธิพลของตลาดผู้รับซื้อในประเทศต่างๆ ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ ที่ส่งผลกระทบต่อราคายางในขณะนี้ ประกอบด้วย

1.ส่งเสริมด้านอุปสงค์ เพิ่มปริมาณการใช้ยาง ซึ่งทั้ง 3 ประเทศมีข้อตกลงร่วมกันที่จะพยายามส่งเสริมการใช้ยางในประเทศของตนเองให้เพิ่มมากขึ้นปีละ 10% โดยจะนำไปใช้ในการพัฒนาและดำเนินงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการขนส่ง ด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ด้านกีฬาและสุขภาพ ตลอดจนด้านการแปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค โดยให้ความสำคัญในการพัฒนางานวิจัยและส่งเสริมนวัตกรรมทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงร่วมกันที่จะการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการใช้ยางธรรมชาติของแต่ละประเทศสำหรับก่อสร้างถนนและการปูพื้นผิวถนนใหม่

2.การจัดตั้งตลาดยางพาราระดับภูมิภาค (ITRC Regional Rubber Market : RRM) จากในปัจจุบันที่ตลาดอยู่ในลักษณะตลาดรูปแบบ spot trading เป็นตลาดซื้อขายจริงและส่งมอบจริง เพื่อให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขายผลผลิต ในรูปแบบต่างๆ ไปยังผู้ใช้ยางได้โดยตรง และในอนาคตทั้ง 3 ประเทศมีความเห็นร่วมกันว่า จะหาแนวทางในการพัฒนาให้เป็นตลาดการซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุน และผู้สนใจได้เข้ามาซื้อขายผลผลิตจากสถาบันเกษตรกรโดยตรงมากยิ่งขึ้น

3.การบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบผ่านโครงการการจัดการอุปทาน (Supply Management Scheme : SMS) เป็นมาตรการระยะที่จะลดปริมาณผลผลิตและพื้นที่ปลูกช่วงปี พ.ศ. 2560-2568 เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการใช้และปริมาณผลผลิต เป็นมาตรการเข้มข้นที่ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติจะต้องร่วมมือกัน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น จะสร้างความมั่นใจในการจัดหายางธรรมชาติให้กับผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

4.มาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยาง (Agreed Export Tonnage Scheme : AETS) เป็นมาตรการที่ 3 ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติจะนำมาใช้ทันที หากการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ราคายางพบว่า ปรับตัวลดลงจนน่าเป็นห่วง ทั้งนี้เพื่อช่วยกระตุ้นราคายางให้ปรับตัวสูงขึ้น

5.การรับประเทศเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกสมทบ ITRC ซึ่งเวียดนาม ถือว่าเป็นประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ของโลกที่มีผลผลิตค่อนข้างสูง ฉะนั้น การเข้ามามีส่วนร่วมของเวียดนามจะช่วยเพิ่มบทบาทของ ITRC ในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยาง

6.การหาแนวทางใหม่เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้ง 3 ประเทศต่างมองร่วมกันว่า ในอนาคตจะปรับกลยุทธ์ในการหารือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อหาแนวทางสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) กล่าวในตอนท้ายว่า ในการประชุมรัฐมนตรีสภาไตรภาคียางพารา ประจำปี 2560 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ ซึ่งประเทศสมาชิกทั้ง 3 ประเทศ ต่างฝ่ายต่างผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพราคายางให้มีความมั่นคง และจะร่วมมือกันพัฒนาอุตสาหกรรมยางให้มีอย่างยั่งยืน

กยท.นำร่องพัฒนา‘ตราดโมเดล’ พัฒนาศักยภาพสวนยางพาราภายใต้มาตรฐาน‘FSC’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293254

กยท.นำร่องพัฒนา‘ตราดโมเดล’ พัฒนาศักยภาพสวนยางพาราภายใต้มาตรฐาน‘FSC’

กยท.นำร่องพัฒนา‘ตราดโมเดล’ พัฒนาศักยภาพสวนยางพาราภายใต้มาตรฐาน‘FSC’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. ร่วมกับ สหกรณ์ตราดยางพารา จำกัด จ.ตราด ดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรชาวสวนยางสู่ความยั่งยืนด้วยมาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) หรือ “ตราดโมเดล” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านธุรกิจยางพาราให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และสร้างรายได้จากการจัดทำระบบการขอรับรองมาตรฐาน FSC ให้กับ กยท. ถือเป็นโครงการนำร่องการจัดการสวนยางพาราของเกษตรกรในเขตภาคตะวันออกประมาณ 50,000 ไร่ และในจังหวัดเชียงรายอีกประมาณ 14,000 ไร่ รวม 64,000 ไร่ ให้ได้รับมาตรฐาน FSC ตามนโยบายของ กยท. ที่จะผลักดันให้สวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. ประมาณ 18 ล้านไร่ ให้ผ่านการรับรองมาตรฐาน FSC ทั้งหมดภายในปี 2563

สำหรับ FSC เป็นองค์กรเอกชนผู้ให้การรับรองมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ที่ได้รับความเชื่อถือในระดับโลก เป็นการรับประกันว่าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC ไม่ได้มาจากป่าธรรมชาติ แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากป่าปลูกที่มีการจัดการป่าไม้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มว่า มาตรฐาน FSC จะถูกนำมาใช้กับยางพาราด้วย ขณะที่สหภาพยุโรปก็ได้ประกาศว่าอีก 3 ปีข้างหน้าจะไม่รับซื้อไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพาราและอาจจะรวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มาจากสวนยางพาราไม่ได้รับมาตรฐาน FSC ดังนั้นประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกยางรายใหญ่ของโลกจะต้องเร่งปรับตัวรองรับการบังคับใช้มาตรฐานดังกล่าว ซึ่ง “ตราดโมเดล” เป็นโครงการนำร่องที่จะรวบรวมสวนยางของเกษตรกรรายย่อยมาพัฒนา

นายประเสริฐ จรัญฤทธิกุล ประธานสหกรณ์ตราดยางพารา จำกัด กล่าวว่า โครงการตราดโมเดล นอกจากจะเป็นการพัฒนาสวนยางสู่มาตรฐานสากล อันส่งผลให้ผลผลิตจากสวนยางพาราที่ได้การรับรอง สามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้นกว่าราคาตลาดแล้ว ยังได้มีการวางแผนการทำงานเพื่อให้เกิดการรับรองมาตรฐาน FSC ในกลุ่มน้ำยาง (Latex) ครั้งแรกประเทศไทย ซึ่งจะสอดคล้องกับกระแสโลกที่ความต้องการสินค้าที่มีการรับรองแหล่งที่มาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งยังเป็นการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ ในการจัดทำระบบขอการรับรองมาตรฐาน FSC ให้กับ กยท. อีกด้วย

“การดำเนินโครงการตราดโมเดล เป็นการสร้างมาตรฐานการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งไม่สามารถที่จะคิดเป็นมูลค่าได้ ยางที่ได้จากสวนยางเหล่านี้สามารถส่งยางไปขายได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และกลุ่มลูกค้าที่ต้องการการรับรองความต่อเนื่องของผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน FSC” นายประเสริฐกล่าว

อย่างไรก็ตาม การจัดการสวนยางพาราให้ได้มาตรฐาน FSC นั้นไม่ได้บังคับ เป็นความสมัครใจของเกษตรกรชาวสวนยางเอง หากต้องการสร้างความยั่งยืน มั่นคงให้กับอาชีพการทำสวนยาง เกษตรกรจะต้องปรับตัวเข้าร่วมโครงการ ซึ่งการพัฒนาสวนยางให้ได้รับมาตรฐาน FSC ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเกษตรกรชาวสวนยางทุกคนสามารถทำได้ และไม่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่กลับจะทำให้ผลผลิตเพิ่ม อายุการกรีดยางยาวนานขึ้น ที่สำคัญตลาดมีความต้องการสูง และขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นหากเกษตรกรชาวสวนยางต้องการความมั่นคง มั่งคั่งให้กับชีวิต ควรจะเข้าร่วมโครงการตราดโมเดลเป็นอย่างยิ่ง

แตกใบอ่อน : ‘9101’ต้นแบบดีๆที่ถึงมือเกษตรกรตัวจริงหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293250

807934531

แตกใบอ่อน : ‘9101’ต้นแบบดีๆที่ถึงมือเกษตรกรตัวจริงหรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการ 9101 หลายท่านคงจะคุ้นหูกันไม่มากก็น้อย เป็นโครงการ “ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” โดยการน้อมนำหลักการทฤษฎีและแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานไว้สำหรับเกษตรกรโดยเฉพาะ ที่ให้ความช่วยเหลือในรูปแบบของงบประมาณ เพื่อนำไปผลิตพืช พันธุ์พืช ปศุสัตว์ ประมง ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ หรือปัจจัยการผลิตการเกษตรแบบปลอดภัยไร้สารพิษ การแปรรูปผลผลิต รวมถึงการลดต้นทุนในรูปแบบพอเพียงตามเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งสอดคล้องกับชื่อโครงการนี้คือ เลข 9 ตัวแรกสื่อถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 และต่อด้วยเลข 10 หมายถึงรัชกาลที่ 10 และเลข 1 ท้ายสุดนั้นหมายถึงปีที่ 1 ที่เริ่มต้นโครงการนี้ขึ้นมา

โครงการนี้มีข้อมูลว่าเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 1.77 ล้านราย และเกษตรกรผู้ได้รับผลประโยชน์ทั้งประเทศมากกว่า 7.68 ล้านราย ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม “ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร” หรือ “ศพก.” ซึ่งจะมีเครือข่ายแตกกอ ต่อยอดออกไปอีกเป็นหมื่นสาขา เท่ากับว่ามีเกษตรกรต้นแบบกว่าหมื่นคนทั่วประเทศ แต่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่ได้ไปตรวจสอบกับกลุ่มเกษตรกรบางพื้นที่นั้นกลับพบว่า มีเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศยังไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ได้ทั่วถึง เพราะโครงการนี้จะรับรู้กันเฉพาะกลุ่มเกษตรกรหัวก้าวหน้า สมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือกลุ่มเกษตรกรที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นประจำ ส่วนเกษตรกรที่อยู่นอกระบบที่มีพื้นที่ทำเกษตรน้อย หรือผู้เช่าพื้นที่ในการทำเกษตร มิได้เป็นเจ้าของพื้นที่เพาะปลูก ก็มักจะไม่ได้เข้าร่วมโครงการ และไม่ได้รับผลประโยชน์ต่างๆ จากโครงการนี้ ซึ่งก็อาจจะเป็นกลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่ในประเทศ และคาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการให้เข้าถึงโครงการ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินอย่างเป็นระบบ สะท้อนตัวเลขทางเศรษฐกิจทำให้ GDP ในประเทศเติบโตขึ้นอย่างแท้จริง

งบประมาณโครงการนี้กว่า 22,000 ล้านบาท โดยวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าแรงงานในการผลิตคือ จ่ายให้เกษตรกรในกลุ่มหรือชุมชนโดยตรงประมาณ 50% และอีก 50% สำหรับให้เกษตรกรนำไปซื้อปัจจัยต่างๆ มาผลิตตามโครงการดังที่ได้แจ้งไว้ข้างต้น และเมื่อได้เป็นผลิตภัณฑ์ก็นำมาจำหน่ายจ่ายแจกใช้กันเองในชุมชน หรือกลุ่มนั้นๆ ซึ่งจะเป็นเรื่องดีมากๆ ถ้าเงินจำนวนนี้ สามารถกระจายครอบคลุมไปได้อย่างทั่วถึงแก่กลุ่มเกษตรตัวจริง เสียงจริง ที่มิใช่เกษตรกรที่มีอาชีพค้าขาย เกษตรกรวันหยุด เกษตรกรนักการตลาด เกษตรกรนายทุน หรือเกษตรกรที่มีรายได้หลากหลายทาง และมาทำอาชีพเกษตรเป็นอาชีพเสริม ส่วนเกษตรกรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจริงๆ นั้นมักจะไม่ค่อยกล้าแสดงตัวเข้ารวมกลุ่ม เพราะไม่มีค่าน้ำมัน ไม่มีรถเดินทางไปร่วมทำกิจกรรมร่วมกับภาครัฐจึงทำให้เหมือนเป็นกลุ่มที่ตกสำรวจไป จึงเกิดคำถามว่าโครงการ 9101 โครงการดีๆ แบบนี้จะไปถึงมือเกษตรกรตัวจริง เสียงจริง หรือไม่? หลังจากนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องคงต้องมาศึกษาและพัฒนากันต่อไป

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

บ้านอ่าวสลัด‘เกาะกูด’รวมตัว ตั้งสหกรณ์แก้ปัญหาชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293252

x

บ้านอ่าวสลัด‘เกาะกูด’รวมตัว ตั้งสหกรณ์แก้ปัญหาชาวบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายดุสิต ทองทา สหกรณ์จังหวัดตราดเปิดเผยภายหลังลงพื้นที่อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสหกรณ์ ประโยชน์ของสหกรณ์ ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งสหกรณ์อย่างมีคุณภาพให้กับประชาชนในชุมชน บ้านอ่าวสลัด โดยระบุว่า การที่จะจัดตั้งเป็นสหกรณ์นั้น ขึ้นอยู่ที่ความต้องการของประชาชนเป็นหลัก หากมีความประสงค์จะตั้งสหกรณ์ต้องรวบรวมคณะผู้จัดตั้ง และเป็นผู้ที่มีความเดือดร้อน มีความต้องการอย่างเดียวกัน ดำเนินการตามขั้นตอนการจัดตั้งสหกรณ์โดยผ่านเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ในพื้นที่รับผิดชอบ ช่วยประสานงาน เพื่อความสะดวก รวดเร็ว สหกรณ์จะได้ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของสมาชิกที่กำลังประสบอยู่ โดยเฉพาะปัญหาที่สมาชิกไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง

นอกจากนี้ การจัดตั้งสหกรณ์ต้องรู้ถึงสภาวะความต้องการและอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง สมาชิกทุกคนต้องมีจิตสำนึกในการเสียสละเพื่อ
ส่วนรวม เข้าใจในคุณค่าของสหกรณ์ คือ สหกรณ์อยู่บนพื้นฐานแห่งคุณค่าของการช่วยตนเอง ความรับผิดชอบต่อตนเอง ความเป็นประชาธิปไตย ความเสมอภาค ความเที่ยงธรรมและความเป็นเอกภาพ รับผิดชอบต่อสังคม และความเอื้ออาทรต่อผู้อื่นโดยสืบทอดประเพณีปฏิบัติของผู้ริเริ่ม

‘ดัชนีราคาสินค้าเกษตร’วูบ l ฉุดรายได้เกษตรกรหด-สศก.คาดกันยายนยังทรงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293253

x

‘ดัชนีราคาสินค้าเกษตร’วูบ l ฉุดรายได้เกษตรกรหด-สศก.คาดกันยายนยังทรงตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนสิงหาคม 2560 พบว่า ลดลงร้อยละ 16.41 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (สิงหาคม 2559) โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาลดลงเนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต ขณะที่ความต้องการใช้ยังคงทรงตัว ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากโรงกลั่นและผู้ผลิตไบโอดีเซล มีสต๊อกน้ำมันปาล์มจำนวนมาก ขณะเดียวกันโรงสกัดปาล์มน้ำมัน มีสต๊อกคงเหลือจำนวนมาก ต้องระบายน้ำมันปาล์มออกจากสต๊อกโดยจำหน่ายในราคาที่ต่ำลง เป็นผลให้รับซื้อผลปาล์มน้ำมันในราคาที่ต่ำลง ลำไย ราคาลดลงเนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาครัฐมีมาตรการกระจายผลผลิตโดยเชื่อมโยงไปยังตลาดปลายทางในจังหวัดต่างๆ ช่วยพยุงราคาได้ระดับหนึ่ง สุกร ราคาลดลงเนื่องจากอยู่ในช่วงสู่ฤดูฝนทำให้มีสัตว์น้ำตามธรรมชาติมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อสุกรชะลอตัวลงเล็กน้อย ไข่ไก่ ราคาลดลงเนื่องจากความต้องการบริโภคไข่ไก่ชะลอตัวลงเล็กน้อย กุ้งขาวแวนนาไม ราคาลดลงเนื่องจากความต้องการของห้องเย็นที่มีอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งมอบตามคำสั่งซื้อ ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากพื้นที่ปลูกยางของไทย มีฝนตกเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย รวมถึงมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางจากภาครัฐส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น ไก่เนื้อ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณผลผลิตไก่เนื้อออกสู่ตลาดใกล้เคียงกับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้เดือนกันยายน 2560 ดัชนีราคาสินค้าเกษตร คาดว่าจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกันยายน 2559

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนสิงหาคม 2560 พบว่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.08 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (สิงหาคม 2559) สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลำไย มังคุด สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และ กุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ทั้งนี้ ในเดือนกันยายน 2560 ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกันยายน 2559 โดยสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม

ทั้งนี้ ภาพรวมดัชนีรายได้เกษตรกร ในเดือนสิงหาคม 2560 ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2559 ร้อยละ 2.14 เป็นผลมาจากดัชนีราคาปรับตัวลดลง ขณะที่ดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยในเดือนกันยายน 2560 คาดว่าอยู่ในระดับทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกันยายน 2559

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินลงพื้นที่ติดตามงานเกษตรกร ลดใช้สารเคมีหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293263

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินลงพื้นที่ติดตามงานเกษตรกร ลดใช้สารเคมีหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินลงพื้นที่ติดตามงานเกษตรกร ลดใช้สารเคมีหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560, 17.29 น.

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจหมอดินอาสาประจำจังหวัดนราธิวาส นายสุวิทย์ เพชรเกลี้ยง ซึ่งเป็นหมอดินอาสารุ่นแรก (พ.ศ.๒๕๓๘) โดยเป็นผู้ที่สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินให้กับหมอดินอาสาและเกษตรกรได้อย่างถูกต้องครบถ้วนตามหลักวิชาการ จนสามารถส่งเสริมและผลักดันในการให้เกษตรกรลดใช้สารเคมีหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ โดยมีการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นในชุมชนให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ พร้อมทั้งดำเนินการเกษตรตามหลักปรัญญาเศรษฐกิจพอเพียง จนได้รับประกาศให้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในวันนี้อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินได้ชี้แจงนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งหวังให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและให้คำแนะนำในการบริหารจัดการกลุ่ม การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง รวมทั้งรับฟังปัญหาในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือ หรือแก้ไขต่อไป โดยมีนายปรีชา โพธิ์ปาน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต ๑๒ นายถวิล มั่งนุ้ย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต ๑๑ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องร่วมคณะ ณ บ้านตะปัง หมู่ที่ ๒ ตำบลศาลาใหม่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส หลังจากนั้นได้ปลูกต้นตะเคียนซันตาแมว (ต้นไม้ประจำจังหวัดนราธิวาส) ณ สถานีพัฒนาที่ดินนราธิวาส หมู่ ๗ ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส