รักษ์เกษตร : ปัญหาและข้อจำกัดการทำเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294137

รักษ์เกษตร : ปัญหาและข้อจำกัดการทำเกษตรอินทรีย์

รักษ์เกษตร : ปัญหาและข้อจำกัดการทำเกษตรอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ช่วยอธิบายในเรื่องการทำการเกษตรแบบอินทรีย์มีปัญหาอุปสรรคใดบ้างครับ

องอาจ นงคราญ

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ การพัฒนาแบบเกษตรอินทรีย์ของไทย ส่วนใหญ่ยังนับว่าอยู่ในระยะเริ่มต้น เป็นการผลิตแบบง่ายๆ ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนอะไรมากนัก แต่เน้นการทำเกษตร โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำการผลิตสินค้าที่จำเป็นพื้นฐานในการบริโภคเท่านั้น เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ ส่วนการแปรรูปผลิตภัณฑ์มีเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีผลผลิตน้อยและไม่สม่ำเสมอ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น พอสรุปได้ดังนี้

ปัญหาด้านผู้บริโภค กลุ่มผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อินทรีย์ที่ซื้อจากแหล่งจำหน่ายต่างๆ จะเป็นผู้ที่มีรายได้ค่อนข้างสูง และเน้นการบริโภคเพื่อสุขภาพ ในขณะที่ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อินทรีย์ยังมีจำนวนน้อย ทำให้ผู้ผลิตสามารถกำหนดราคาขายในตลาดได้ ราคาผลผลิตอินทรีย์จึงมีแนวโน้มสูงกว่าผลผลิตเกษตรทั่วไป

ปัญหาด้านการผลิต ความไม่เพียงพอของแหล่งน้ำที่จะใช้ได้ตลอดทั้งปี ทำให้ต้องมีการจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีปัญหาจากภัยธรรมชาติ การขาดแคลนแหล่งสินเชื่อ การขาดการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง และการขาดความรู้ของเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านโรคพืชและแมลง

ปัญหาด้านการตลาด ยังขาดบุคลากรที่มีความสามารถในการจัดการด้านการตลาดให้มีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ปัญหาเรื่องห้องเย็น สำหรับเก็บรักษาและรวบรวมผักเพื่อจำหน่าย ปัญหาด้านการขนส่ง ที่จะต้องขนส่งด้วยรถห้องเย็น เนื่องจากพื้นที่ที่ปลูกผักอินทรีย์ส่วนใหญ่จะอยู่ห่างไกลจากชุมชน

ปัญหาการประชาสัมพันธ์ยังไม่เข้าถึงผู้บริโภค ต้องทำให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงข้อดีของผักอินทรีย์ ที่แตกต่างจากผักทั่วไปที่ผลิตโดยใช้สารเคมีเป็นปัจจัยการผลิต ซึ่งเป็นผักมีสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค รวมทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าการผลิตแบบใช้สารเคมีเป็นปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบฟาร์ม และผลผลิตที่จะได้ผลเฉลี่ยต่ำกว่าของผักทั่วไป และอีกทั้งยังต้องการการดูแลสูง ทำให้ค่าจ้างแรงงานในการทำการผลิตก็จะสูงไปด้วย

ปัญหาการขาดการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ในขณะนี้หน่วยงานของราชการที่ให้การรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นวางรากฐานการรับรองมาตรฐาน จึงยังมีข้อจำกัดในการทำให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ ยังไม่เป็นที่เชื่อถือของผู้บริโภคอย่างกว้างขวางมากนัก

ปัญหาเกษตรกร ยังไม่มีความรู้เพียงพอในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งทางกรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ออกไปให้คำแนะนำ และให้คำปรึกษากับเกษตรกร ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น

ปัญหาผลผลิตยังไม่มีความหลากหลาย ยังมีการปลูกพืชอินทรีย์เพียงไม่กี่ชนิด ไม่มีความหลากหลายให้ผู้บริโภคได้เลือกรับประทานมากนัก ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งให้การส่งเสริมและคำปรึกษา โดยเฉพาะในเรื่องตลาดรองรับสินค้า เพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นใจทั้งในด้านการผลิตและการตลาด

ปัญหาราคาสินค้า ผลผลิตเกษตรอินทรีย์มีราคาอยู่ในเกณฑ์สูง เมื่อเปรียบเทียบแล้วราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์แพงกว่าสินค้าเกษตรทั่วไป ทำให้ตลาดจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูง สาเหตุที่สินค้าเกษตรอินทรีย์มีราคาสูงคือ การผลิตยังไม่มาก และแหล่งผลิตอยู่กระจัดกระจาย สินค้าเกษตรอินทรีย์มีโอกาสถูกศัตรูพืชสร้าง และต้องใช้แรงงานในการดูแล และเอาใจใส่มากขึ้น

ปัญหาการเกิดความเสียหาย ผลผลิตเกษตรอินทรีย์เกิดความเสียหายได้ง่าย และน้ำหนักของสินค้าเกษตรอินทรีย์จะเบากว่าสินค้าเกษตรทั่วไป ทำให้เมื่อคำนวณต้นทุนการผลิต และการขนส่งแล้วจะสูงกว่าสินค้าเกษตรทั่วไป

ปัญหาในการทำเกษตรอินทรีย์ ผลผลิตจะออกตามฤดูกาล ไม่ออกทั้งปี เพราะเกษตรอินทรีย์เป็นการทำการเกษตรที่พึ่งพาอาศัยธรรมชาติมากกว่าการฝืนธรรมชาติ

ในการพัฒนาไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์นั้น ยังต้องใช้เวลา และขั้นตอนการพัฒนาอีกสักระยะหนึ่ง ยังต้องมีการแก้ปัญหาและอุปสรรคให้หมดไป จึงจะทำให้สามารถก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในการผลิต และการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของโลกได้

นาย รัตวิ

กยท.ดันร่างยุทธศาสตร์‘ยาง’20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293941

x

กยท.ดันร่างยุทธศาสตร์‘ยาง’20ปี

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ร่วมกับศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดทำร่างยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี (2560-2579) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยางพารามีกรอบทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจน และสามารถนำไปขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของโลกด้านการผลิตและส่งออกยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ยาง ไม้ยางพารา ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้ที่ยั่งยืน” ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง 2.การเพิ่มประสิทธิภาพและการยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน 3.การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม 4.การพัฒนาตลาดและช่องทางการจัดจำหน่าย เและ 5.การพัฒนาปัจจัยสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปีดังกล่าว มีเป้าหมายที่ชัดเจน จึงมีการแบ่งเป้าหมายการดำเนินงานออกเป็นระยะละ 5 ปี โดยระยะแรกตั้งแต่ปีที่ 1-5 (2560-2564) จะให้ความสำคัญเรื่องระบบการผลิต เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และเป็น Smart Farmer สถาบันเกษตรกรมีการบริหารงานแบบมืออาชีพและมีความสามารถในการทำธุรกิจ ระบบการผลิตและการแปรรูปยาง/ไม้ยางมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ข้อมูลด้านยางพารามีความสมบูรณ์ถูกต้องทันสมัย มีกฎหมายที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ นอกจากนี้สวนยางพาราที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวน-อุทยานแห่งชาติจะต้องหมดไป

ระยะที่ 2 ปีที่ 6-10 (2565-2569) ให้ความสำคัญในเรื่องระบบการตลาด โดยจะผลักดันให้เกิดตลาดกลางยางพาราที่มีมาตรฐานในการบริหารงานครบทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทำให้ธุรกรรมการซื้อขายยางในตลาดกลางกับตลาดท้องถิ่นเชื่อมโยงกันเป็น “ตลาดยาง กยท.” ที่ทั่วโลกใช้ในการอ้างอิง

ระยะที่ 3 ปีที่ 11-15 (2570-2574) ให้ความสำคัญเรื่องนวัตกรรม อุตสาหกรรม โดยทำให้มีผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่พร้อมสำหรับใช้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยางพาราในอนาคต มีพันธุ์ยางที่เติบโตเร็ว ให้ผลผลิตสูง เปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นของน้ำยางสูง และมีปริมาณเนื้อไม้มาก

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก‘ภูเก็ต’ สร้างภูมิคุ้มกันให้สมาชิก ด้วยวิธีสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293943

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก‘ภูเก็ต’ สร้างภูมิคุ้มกันให้สมาชิก ด้วยวิธีสหกรณ์

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก‘ภูเก็ต’ สร้างภูมิคุ้มกันให้สมาชิก ด้วยวิธีสหกรณ์

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่จะปลูกยางพารา แต่สำหรับพื้นที่ ต.ปากคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นอกจากจะปลูกยางพาราแล้ว ยังมีการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็ง โดยการนำเอาระบบสหกรณ์มา
บริการจัดการกลุ่ม และที่สำคัญยังมีการส่งเสริม ให้ปลูกพืชอื่นหมุนเวียน แทนที่จะรอแต่รายได้ในการกรีดยางเพียงอย่างเดียว ทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้ที่มั่นคง

นายวันทา ภุมรารสสุคนธ์ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก กล่าวว่า การรวมกลุ่มด้วยวิธีสหกรณ์ เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยไม่หวังผลกำไร เพื่อประโยชน์ของสมาชิกเป็นสำคัญ ให้สมาชิกมีความมั่นคงและอยู่ได้อย่างมีความสุข ยึดหลักความซื่อสัตย์ เสียสละ มีคุณธรรม โปร่งใส ซึ่งกลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอกสนับสนุนให้สมาชิกทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว ที่ให้ผลผลิตระยะสั้นเพื่อดำรงชีพ และระหว่างการรอผลผลิตจากยางพารา หรือแม้แต่ในช่วงราคายางพาราตกต่ำ สมาชิกก็จะมีรายได้จุนเจือครอบครัวตลอด

นอกจากนี้ ทางกลุ่มฯยังได้มีการจัดตั้งกลุ่มย่อยตามความต้องการของสมาชิก เป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร โดย
กลุ่มฯได้สนับสนุนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ องค์ความรู้ เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เสริม ส่งเสริมให้ปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษไว้บริโภคและจำหน่าย อีกทั้งยังให้สมาชิกที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ได้ใช้ที่ดินโดยรอบที่ทำการกลุ่มในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้อีกด้วย

ด้าน นายชะลอ การะเกด สมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก กล่าวว่า เดิมตนประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ต้องการมีอาชีพเสริม จึงได้ขอใช้พื้นที่กลุ่มเกษตรกรเพื่อปลูกผัก ทำให้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ มีรายได้มากขึ้น จากคนที่ไม่มีพื้นที่ใช้ประกอบการปลูกผัก ทำการเกษตร ใช้ความพยายามศึกษาเรียนรู้ และลงมือทำ จนฐานะครอบครัวมั่นคงขึ้น สามารถสร้างบ้าน มีพื้นที่เป็นของตัวเอง ยกระดับของครอบครัวได้ ที่สำคัญตนได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เป็นการช่วยสร้างตั้งแต่ภูมิคุ้มกัน มีการให้ มีการแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้มีความสุขอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการสร้างภูมิคุ้มกันเรื่องของรายได้ จากการทำเกษตรผสมผสาน มีตลาดจำหน่ายสินค้า กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอกยังได้พัฒนากลุ่มในเรื่องคุณภาพยาง การคัดเกรดยาง ให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง จนกระทั่งเป็นตลาดกลางยางพารา นับว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยเหลือสมาชิก ไม่ให้มีความเสี่ยงในเรื่องของราคารับซื้อยาง และขายยางพาราได้ราคาที่เป็นธรรม เมื่อสมาชิกมั่นคง กลุ่มก็เข้มแข็งและมั่นคงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดวิกฤติราคา ผลผลิตการเกษตรตกต่ำ การรวมกลุ่มกันของเกษตรกรเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาในด้านการบริหารจัดการด้านต่างๆ ของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการนำหลักการ และวิธีการสหกรณ์มาบริหารจัดการ เป็นการช่วยแก้ปัญหาให้พ้นวิกฤตินั้นๆ ได้อย่างยั่งยืน

เร่งระบายน้ำคลองสุวรรณภูมิ ช่วยกทม.-ปริมณฑลพ้นท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293940

x

เร่งระบายน้ำคลองสุวรรณภูมิ ช่วยกทม.-ปริมณฑลพ้นท่วม

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายพงศ์ศักดิ์ อรุณวิจิตรสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมในการระบายน้ำออกสู่ทะเลผ่านคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งจะมีสถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ สามารถระบายน้ำได้ถึง 100 ลบ.ม./วินาที โดยใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่สุดที่กรมชลประทานใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ขนาดกำลังการสูบเครื่องละ 25 ลบ.ม./วินาที 4 เครื่อง สูบน้ำจากคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิที่ต่อเนื่องกับคลองสำโรง ไปยังสะพานระบายน้ำข้ามถนนสุขุมวิท (สายเก่า) และคลองชายทะเล ออกสู่ทะเล ที่ ต.บางปู อ.เมือง จ.สมุทรปราการ โดยสถานีสูบน้ำดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตร

ทั้งนี้คลองระบายน้ำสุวรรณภูมิ เริ่มก่อสร้างในปี 2548 แล้วเสร็จในปี 2553 เป็นคลองระบายน้ำสายหลักของพื้นที่บริเวณ
โดยรอบสนามบินสุวรรณภูมิ ช่วยในการเร่งระบายน้ำจากคลองสำโรงและคลองต่างๆ ในพื้นที่ดังกล่าวระบายออกสู่ทะเลโดยตรง นอกจากนี้ ยังช่วยในการบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างอย่างเป็นระบบ สามารถตัดยอดน้ำเหนือที่หลากเข้าสู่พื้นที่ในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการระบายน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ผ่านทางคลองชัยนาท-ป่าสัก เข้าสู่คลองระพีพัฒน์ แล้วระบายน้ำผ่านคลองพระองค์ไชยานุชิตลงสู่พื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา
ชลหารพิจิตร และใช้สถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ รวมถึงสถานีสูบน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณริมคลองชายทะเลเพื่อสูบระบายลงสู่ทะเลในที่สุด ซึ่งในปีนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำเหนือ โดยมีการขุดลอกคลอง กำจัดวัชพืชสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่องไว้เรียบร้อยแล้ว

เกษตรบูรณาการ : เรื่องมันเร่งรีบด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293942

251598

เกษตรบูรณาการ : เรื่องมันเร่งรีบด่วน

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามติดการทำงานของกระทรวงเกษตรฯมาต่อเนื่องต้องบอกว่าช่วงนี้ถือมีการขยับขยายการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ซึ่งไล่มาตั้งแต่เรื่องของการปรับเปลี่ยนการแต่งตั้ง  โยกย้ายข้าราชการะดับสูงทั้งในตำแหน่งเข้ามาแทนการเกษียณอายุราชการไปตามวาระเวลา รวมทั้งไม่ตามวาระเวลา  พร้อมทั้งทำงานไม่เข้าตามไม่ถูกตาม “ฉันเลยต้องย้าย” ก็มีปะปนกันไป ซึ่งลอตสุดท้าย แต่คงไม่ท้ายสุด ก็ช่วงเกือบกลางเดือนที่ผ่านมา

จากนี้ไป หลังเดือนตุลาคม ก็น่าจะมีการเคลื่อนไหวและเห็นทิศทางการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ไปในทางที่ดีขึ้นเพราะแว่วว่า ภาพลักษณ์ใหม่กระทรวงเกษตรฯ  ท่านรัฐมนตรีมาจากตระหาน  อย่างท่านรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ท่านบอกว่าภาพลักษณ์ต้องมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นอาคารสถานที่ต้องดูดี ดีขนาดไหน ว่ากันว่าจากนี้ไป ห้ามใครนั่งเล่นแถวบันไดทางขึ้นลงกระทรวง โดยเด็ดขาด  งานนี้ถ้าพี่น้องเกษตรกร จะเข้ามาติดต่อกระทรวงเกษตรละก็คงจะเดินมานั่งเล่น แถวบันไดมิได้แน่นอน และนั้นอาจหมายถึง ในเร็วๆนี้ มิทราบว่าจะมีนโยบายให้เกษตรกร ต้องใส่สูทมาติดต่อราชการ หรือไม่ นั่นมิิอาจรู้ได้ ล่ะครับเจ้านาย

แต่ที่แน่ๆ ต้องบอกว่า หลายเรื่อง เกามิถูกที่คัน ทั้งแนวทางการแก้ปัญหา ที่ว่ากัน ที่แปลงใหญ่ ทั้ง ลดต้นทุน
ทั้งแก้ปัญหาความยากจน เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย  บอกตรง ยังมิรู้ว่า ไปได้มากน้อยขนาดไหน แต่ที่ผ่านมา บอกเลย ในฐานะประชาชนคนรากหญ้าคนหนึ่ง หงุดหงิดแทนเกษตรกรเสียจริง แม้แต่รัฐมนตรีอย่างท่าน “ฉัตรชัย” ยังออกอาการหงุดหงิด จนต้องเสริมนโยบานด้วยกระดาษA4 ที่สุดท้าย ก็แทบหายไปเพราะพูดอย่างไร ข้าราชการ ในพื้นที่ก็ยังไม่เข้าใจ จากนี้ไปต้องติดตามว่า หลังเปลี่ยนม้าศึกใหม่ๆ อธิบดีใหม่ๆ จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ หากมิมีเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ต้องน่าระวังคือถึงคราวต้องเปลี่ยนผู้บริหารแน่ๆ เพราะทุกอย่างถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เป็นไฟลนก้นท่านผู้นำ

มาเรื่องที่เป็นไฟลนก้น ที่ว่ากันว่าจะเอาให้จบในเร็ววัน นั้นคือเรื่อง การสังคายนาเรื่องน้ำทั้งระบบ ว่ากันว่า การแต่งตั้งโยกย้าย ข้าราชการล่าสุดของกระทรวงเกษตรฯ เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา ที่ว่ากันว่า มีการแต่งตั้งข้าราชการลอตสุดท้ายของกระทรวงเกษตรฯ ที่มีการแต่งตั้ง ท่านอธิบดีกรมชลประทานคนใหม่ ที่บุญไปหล่นทับเท้าท่านรองอธิบดี สมเกียรติ
ประจำวงษ์ กระโดดขึ้นมานั่งเป็นอธิบดีกรมชลประทานคนใหม่ และยังแว่วว่างานนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี มีการให้เขียนจดหมายน้อยแนบท้าย หนังสือให้ผู้เกี่ยวข้อง เร่งตั้ง “สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” สังกัดสำนักนายกฯให้จบในเดือนกันยายนนี้ ว่ากันว่าองค์กรใหม่ จะสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากในอดีตที่องค์กรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำจะสังกัดหน่วยงานราชการในระดับกระทรวง งานนี้ว่ากันว่า จะมีการย้ายข้าราชการ จากหลายหน่วยงาน เรื่องน้ำเข้าไปทำงานในหน่วยเดียวกันทั้งหมด และยังมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างผ่านสายลมมาว่า คุณพี่ “สมเกียรติ” อธิบดีกรมชลคนให้คนนี้ จะไปนั่งเป็นผู้นำ “สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” ในตำแหน่งที่เป็นข้าราชการ ซี 11 ไวๆ นี้หากปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เสร็จ  บ๊ะ คนอะไร จะดวงดีขนาดนี้

งานนี้ ต้องบอกว่า เรื่องมันเร่งด่วนจริงๆ จะยังไงก็คงต้องบอกว่า ต้องติดตามตอนต่อไป ขอรับ

ราชดำเนิน

‘บิ๊กฉัตร’ลั่นคิดดีแล้ว!จัดสรร’สวนส้มเชียงใหม่’ให้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293930

'บิ๊กฉัตร'ลั่นคิดดีแล้ว!จัดสรร'สวนส้มเชียงใหม่'ให้เกษตรกร

‘บิ๊กฉัตร’ลั่นคิดดีแล้ว!จัดสรร’สวนส้มเชียงใหม่’ให้เกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560, 19.05 น.

24 ก.ย.60 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมถึงกรณีที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการรื้อไถสวนส้มเอกชนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 36/2559 ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการดำเนินการ ว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ ส.ป.ก.ประมาณ 40 ล้านไร่ทั่วประเทศ โดยมีประมาณ 4 ล้านไร่ ที่ครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงได้มีการออกคำสั่งดังกล่าว เพื่อเป็นช่องทางในการยึดคืนพื้นที่ ส.ป.ก.ขนาดใหญ่ที่ครอบครองโดยมิชอบคืน ซึ่งก็ได้มีการกำหนดขั้นตอนชัดเจน

สำหรับกรณีสวนส้มในพื้นที่ ส.ป.ก.เชียงใหม่ นั้น สำนักงาน ส.ป.ก.ได้ปิดประกาศให้ผู้ที่ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวนำหลักฐานการครอบครองมาแสดงภายใน 15 วัน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ส.ค.59 และก็ได้รับความร่วมมือจากผู้ครอบครองเป็นอย่างดี จากนั้นจึงได้พิจารณาและเห็นว่ามีที่ดินที่แสดงหลักฐานที่มิใช่เอกสารการครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย และผู้แสดงเอกสารมิใช่เกษตรกรตามกฎหมายการปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก.จึงสรุปว่าต้องมีการยึดคืนพื้นที่รวมจำนวน 5,968 ไร่ และได้ปิดประกาศให้ผู้ครอบครองทราบ เพื่อดำเนินการรื้อถอนหรือย้ายออกภายใน 30 วันแล้ว

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า สำหรับสาเหตุที่ต้องทำการรื้อไถพื้นที่บางส่วนนั้น ก็เนื่องจากผู้ครอบครองไม่ปฏิบัติตามประกาศ เจ้าหน้าที่จึงต้องดำเนินการรื้อถอนในส่วนของสิ่งก่อสร้างที่เป็นอุปสรรคในการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกร โดยจะมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ครอบครองในถายหลัง ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีอุปสรรคขัดขวางต่อการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกร ก็ยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก.เพื่อจัดสรรให้เกษตรกรที่แท้จริงต่อไป ซึ่งก็ได้มีการเจรจาระหว่างสวนส้ม และ ส.ป.ก.มาเป็นระยะๆ ถือเป็นเรื่องดีผลของการเจรจานั้น ปรากฎว่าสวนส้มยินดีที่จะยกสวนส้มพร้อมอาคาร ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ ส.ป.ก.เพื่อนำไปจัดสรรให้เกษตรกรได้ดำเนินกิจการสวนส้ม

“เหตุที่ต้องทำเป็นเกษตรพันธะสัญญากับผู้ประกอบการรายเดิม ก็เนื่องจากต้นส้มที่ปลูกในพื้นที่ ส.ป.ก.ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ มีอายุราว 20 ปี ไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ และต้องมีเทคนิคการดูแลเฉพาะ ซึ่งเกษตรทั่วไปไม่สามารถทำได้ จำเป็นต้องได้รับการถ่ายทอดความรู้จากผู้ครอบครองเดิม อีกทั้งเกษตรกรและสหกรณ์ฯ ที่เข้ามาใหม่ไม่มีเงินทุนมากพอ เนื่องจากตลาดเดิมของสวนส้มดังกล่าวเป็นตลาดระดับบน ยังต้องใช้เครือข่ายเดิมในการเชื่อมโยงผลผลิตของสหกรณ์กับตลาด อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อกำหนดให้ทางสวนส้มเจรจาตกลงกับสหกรณ์การเกษตรจนเป็นที่พึงพอใจของทั้งสองฝ่าย เพื่อไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันด้วย” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า ส่วนสาเหตุที่ต้องมีการรื้อถอนแปลงสวนส้มบางส่วน ก็เนื่องจากทาง ส.ป.ก.จำเป็นต้องกันพื้นที่เพื่อพัฒนาในเรื่องที่พักของเกษตรกร และสาธารณูโภคต่างๆ ทั้งที่พักอาศัย พื้นที่ทำการเกษตรส่วนตัว พื้นที่ทำการเกษตรแปลงรวม เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมอาชีพการเกษตร รวมถึงพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ที่ตั้งสหกรณ์ ถนน สระน้ำ เป็นต้น ตลอดจนพื้นที่ป่าชุมชนที่อาจจะมีขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมา เพราะต้องยอมรับว่า เกษตรกรที่จะได้รับการจัดสรรที่ดินนั้นมีข้อจำกัดหลายประการ อาทิ การสร้างรายได้ประจำวันเพื่อดำรงชีพ เพื่อไม่ต้องพึ่งพารายได้จากสวนส้ม ที่เก็บผลผลิตได้ปีละครั้งทางเดียว หาก ส.ป.ก.ไม่พัฒนาพื้นที่ไว้ก่อน ในอนาคตอันใกล้เกษตรกรก็จะประสบปัญหาในการอยู่อาศัยหรือทำการเกษตร ตลอดจนแก้ปัญหาด้วยการขายที่ดิน จนกลายเกิดการครอบครองที่ดินโดยมิชอบ เป็นปัญหาที่ไม่รู้จบอีก

“กระทรวงเกษตรฯ ขอยืนยันว่า ได้คิดวางแผนทำอย่างรอบคอบที่สุดแล้วเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย จึงอยากขอความร่วมมือสร้างความเข้าใจ และเชื่อมั่นในการดำเนินการของรัฐบาลเดินหน้าต่อ” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

ศรีลังกาขอพระราชทานฝนหลวงแก้แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293926

ศรีลังกาขอพระราชทานฝนหลวงแก้แล้ง

ศรีลังกาขอพระราชทานฝนหลวงแก้แล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560, 18.33 น.

24 ก.ย.60 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เตรียมกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ให้ทรงทราบความต่อเนื่องที่จะดำเนินการต่อไปในการถ่ายทอดเทคนิคฝนหลวงพระราชทาน และความเป็นมา รวมถึงวัตถุประสงค์ของประเทศศรีลังกา โดยเป็นการต่อเนื่องจากปี 2523 ที่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ได้เคยไปสาธิตการทำฝนหลวงที่ประเทศศรีลังกามาแล้ว และล่าสุดเอกอัคราชทูตศรีลังกาประจำประเทศไทย ได้มาเข้าพบเพื่อขอนำฝนหลวง ไปปฏิบัติการเติมน้ำเขื่อน ที่เริ่มประสบปัญหาน้ำน้อยลงเรื่อยๆ จากสภาพอากาศแปรปรวนเกิดความแห้งแล้งมาต่อเนื่อง

โดยเอกอัครราชทูตศรีลังกา ยังบอกว่า อนาคตเรื่องเติมน้ำให้เขื่อนอยู่ในกำมือของฝนหลวง ซึ่งจากนี้กรมฝนหลวงฯ จะรีบกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบการดำเนินการต่อไปในการถ่ายทอดเทคนิคตามตำราฝนหลวงพระราชทานให้กับประเทศศรีลังกา ตามที่แจ้งวัตถุประสงค์มา โดยทางกรมฝนหลวงฯ คาดว่าจะสามารถไปสำรวจศึกษาความเป็นไปได้ของการทำฝนหลวงที่ประเทศศรีลังกา ได้ในช่วงเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งสภาพอากาศคล้ายๆ กับภาคใต้ของเรา มีโอกาสทำฝนหลวงได้ และทางศรีลังกาจะส่งทีมมาศึกษาดูงานที่ประเทศไทยประมาณเดือน มิ.ย.61

นอกจากนั้น ยังมีประเทศมองโกเลีย ได้ประสานมายังกรมฝนหลวงฯ เพื่อขอพระราชทานฝนหลวง ให้ช่วยเหลือในการทำฝนหลวง และมาศึกษาดูงานทำฝนหลวงในปีหน้า เพราะประสบปัญหาแห้งแล้งเช่นกัน โดยที่ผ่านมาประธานาธิบดีมองโกเลีย ได้ขอให้สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงช่วยเหลือเรื่องการทำฝนหลวง ซึ่งพระองค์ทรงมีรับสั่งให้กรมฝนหลวงฯ ไปพิจารณาและทีมฝนหลวงไปดูสภาพพื้นที่มาแล้วโดยตอนนี้ทางการมองโกเลีย จะส่งทีมมาศึกษาดูงานที่ประเทศไทยในปี 61

นายสุรสีห์ กล่าวถึงกรณีการทดสอบยิงจรวดฝนหลวงในสภาพจริง ว่า ได้ดำเนินการทดสอบไปเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ได้ตรวจสอบวิถีการยิงในระดับ 5 พันฟิต เรื่องพลุซิลเวอร์ไอโอไดส์ การยิงออกจากจรวดและทดสอบการกางของร่ม ที่ทำให้เศษจรวดที่ยิงแล้ว มีร่มกางทำให้ค่อยๆ ตกลงไม่เป็นอันตรายพื้นล่าง โดยในคราวต่อไปจะทดลองยิงระดับ 2 หมื่นฟิต ซึ่งกำลังเร่งพัฒนาให้ได้ประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำให้ฝนตกได้จำนวนวันมากขึ้น

บิ๊กตู่เร่งตั้งสนง.ทรัพยากรน้ำฯ จี้ให้เสร็จในเดือนก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293893

บิ๊กตู่เร่งตั้งสนง.ทรัพยากรน้ำฯ จี้ให้เสร็จในเดือนก.ย.

บิ๊กตู่เร่งตั้งสนง.ทรัพยากรน้ำฯ จี้ให้เสร็จในเดือนก.ย.

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560, 15.52 น.

“ผอ.จิสด้า” แนะรัฐตั้งหน่วยงานคุมนโยบายน้ำ มีอำนาจให้คุณให้โทษ ด้าน “บิ๊กตู่” เร่งรัดตั้ง “สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” ให้เสร็จในเดือนก.ย.

24 ก.ย.60 นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์กรมหาชน) หรือจิสด้า เปิดแผยถึงกรณีนายกรัฐมนตรี เตรียมจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มาบูรณาการแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ ว่า เรื่องน้ำของประเทศเป็นปัญหาเชิงนโยบายที่ทุกหน่วยต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง ถ้าไปมองเป็นจุดๆจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ต้องมองภาพรวมทั้งประเทศให้ได้  ในเวลานี้หากมีการตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จะต้องกำหนดบทบาทตัวเองให้ชัดเจนว่าเป็นหน่วยงานนโยบาย อย่าไปทำเรื่องการบริหารจัดการน้ำไม่ใช่หน้าที่ ให้หน่วยงานปฎิบัติทำไป

“วันนี้ประเทศไทยยังขาดหน่วยงานที่มาทำเชิงยุทธศาสตร์น้ำอย่างจริงจัง ที่มาทำอย่างมีหลักการถูกต้อง ไม่ใช่ว่าฟังคนนั้นพูดดีดูดี ก็เอามาใส่ในแผน ยุทธศาสตร์น้ำที่ดีจะไม่เอนเอียงไปตาม ขณะนี้ยังไม่มียุทธศาสตร์น้ำของประเทศ  แผนบูรณาการน้ำเป็นเพียงรวบรวมโครงการทุกหน่วยงานเสนอมา พยายามจัดโครงการที่คิดกันมา 30-40 ปีเข้ามาไว้ด้วยกัน” นายอานนท์ กล่าว

ผอ.จิสด้า กล่าวอีกว่า ต้องเอาภาพของความเป็นจริงทั้งทางด้านกายภาพ ด้านเศรษฐกิจ สังคมต่างๆของประเทศ เป็นยุทธศาสตร์ท็อปดาวน์ ไม่ใช่เป็นเพียงรวบรวมโครงการ แต่ที่ผ่านมามันทำมาได้ระดับหนึ่งคร่าวๆยังไม่พอ แล้วนโยบายนี้ไม่ใช้เป็นหลักศิลาจารึกที่ทำแล้ว ปรับเปลี่ยนไม่ได้ จะต้องมีขบวนการติดตามทบทวนต่อเนื่อง จะเป็นกระทรวงน้ำ หรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าหากตั้งกระทรวง จะมีโครงสร้างหน่วยนโยบาย หน่วยปฎิบัติ

“หน่วยงานนโยบาย สามารถมีขึ้นได้ ที่มีอำนาจเชิงงบประมาณ การใช้กฎหมาย กำกับติดตามหน่วยงาน ให้คุณให้โทษด้วย โดยนำทุกเรื่องมานั่งหารือกัน ไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่ กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ก็ป้องกันประชาชน กระทรวงเกษตรฯก็ป้องกันเกษตรกร” นายอานนท์ กล่าว

ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เขียนด้วยลายมือแทงเรื่องมาให้กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เร่งรัดหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นการเร่งด่วน โดยสิ่งที่ยังต้องการข้อมูลจากทั้ง 2 กระทรวง คือ เรื่องการโอนย้ายตำแหน่ง ยุบหน่วยงาน เช่น กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานอื่นเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ พร้อมกับเสนอบุคคลมาดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานฯ เพื่อให้การจัดการน้ำของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุด ในการจัดตั้งสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีตำแหน่งเลขาธิการฯ(ระดับ 11) เป็นผู้รับผิดชอบสำนักงานฯ  ซึ่งต้องให้แล้วเสร็จในเดือนกันยายนนี้

กลุ่มท่ายางบ้านลาดพัฒนา รับรางวัลสถาบันผู้ใช้น้ำดีเด่นแห่งปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293698

กลุ่มท่ายางบ้านลาดพัฒนา รับรางวัลสถาบันผู้ใช้น้ำดีเด่นแห่งปี

กลุ่มท่ายางบ้านลาดพัฒนา รับรางวัลสถาบันผู้ใช้น้ำดีเด่นแห่งปี

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 21.11 น.

ผลการตัดสินสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นประจำปี 2561 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ายางบ้านลาดพัฒนาคว้ารางวัลที่ 1 ในการมีส่วนร่วมในหลายกิจกรรม รวมทั้งการปลูกและคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวป้อนกรมการข้าว รวมทั้งปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ โดยใช้น้ำปุ๋ยจากบ่อเลี้ยงปลาส่งทางท่อแล้วปลูกผักในสายท่อ  ตามด้วยกลุ่มผู้ใช้น้ำวังหว้า และพนมทวน อันดับ 2  และ 3 ตามลำดับ

นายสุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน เปิดเผยผลการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี 2561 รอบตัดสินว่า อันดับ 1 เป็นกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ายางบ้านลาดพัฒนา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี สำนักงานชลประทาน (สชป.) ที่ 14  ได้รับรางวัลโล่พระราชทานในวันพืชมงคล ปี 2561 และเงินรางวัล 100,000 บาท  อันดับ 2 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทาน ต.วังหว้า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ สชป.9 เงินรางวัล 70,000 บาท อันดับ 3 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานคลอง 11 ขวา-1 ซ้าย โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพนมทวน สชป.13 เงินรางวัล 50,000 บาท

อันดับ 4 รับเงินรางวัล 30,000 บาท มี 3 โครงการ ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานคลองตะเคียน โครงการชลประทานสงขลา สชป.16  กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานมหาสวัสดี โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระพิมล สชป.11 และกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานห้วยตลาด โครงการชลประทานบุรีรัมย์ สชป.8 และรางวัลชมเชยอีก 10 รางวัล โดยมีนายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้มอบรางวัล

เกณฑ์ในการตัดสินอาศัยกรอบที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้ ได้แก่ ความคิดริเริ่ม ความสามารถในการบริหารจัดการกลุ่ม บทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อกลุ่ม กิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำหรับกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ายางบ้านลาดพัฒนาที่ได้รับรางวัลที่ 1 จัดตั้งเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2549 สมาชิกแรกเริ่ม 29 คน ปัจจุบัน 1,653 คน จุดเด่นนอกเหนือจากสมาชิกร่วมกันตัดสินใจและรู้จักการบริหารจัดการน้ำ และบำรุงรักษาระบบชลประทาน มีการกำหนด วางแผน ควบคุม ตรวจสอบพื้นที่ ขอบเขตการส่งน้ำ ส่งเสริมสมาชิกปลูกพืชใช้น้ำน้อย ผลตอบแทนสูง และร่วมวางแผนการส่งน้ำในแต่ละพื้นที่ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน พร้อมกำหนดแผนการเพาะปลูกก่อนการส่งน้ำในแต่ละฤดูกาลแล้ว ยังเป็นกลุ่มที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการปลูกและคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวป้อนกรมการข้าว การปลูกผักลักษณะไฮโดรโพนิกส์ โดยใช้น้ำที่เป็นปุ๋ยจากบ่อเลี้ยงปลาส่งมาทางท่อและปลูกผักในสายท่อ

“การประกวดเป็นการกระตุ้นและให้กำลังใจแก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ นอกจากมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาน้ำสร้างความยั่งยืนผ่านเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน (คสป.) แล้ว ทำให้เกษตรกรผู้ใช้น้ำเองตระหนักถึงพลังของพวกเขาเองในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาได้ เป็นความภาคภูมิใจ และเป็นแบบอย่างแนวทางสำหรับคนอื่นๆ ด้วย” นายสุจินต์กล่าว

พัฒนาจรวดฝนหลวง ยิงสลายเมฆพายุลดน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293604

พัฒนาจรวดฝนหลวง ยิงสลายเมฆพายุลดน้ำท่วม

พัฒนาจรวดฝนหลวง ยิงสลายเมฆพายุลดน้ำท่วม

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 14.29 น.

22 ก.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวระหว่างติดตามการปฎิบัติการของหน่วยฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุม20 จังหวัด แนวลุ่มน้ำมูล ชี โขง ว่า ตั้งเป้าหมายเพิ่มปริมาณน้ำลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคองและพื้นที่เกษตร ช่วยพื้นที่ปลูกข้าวโพดแปลงใหญ่ ข้าว มันสำประหลัง กล้วยหอม  ซึ่งมีการจัดอบรมเกษตรแปลงใหญ่ เชิงปฎิบัติในโครงการจิตอาสาช่วยพระบิดาฝนหลวง พร้อมถ่ายทอดการขอรับบริการฝนหลวงให้กับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตเกษตร (ศพก.)57 ศูนย์ และเดินหน้าในโครการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพิ่มป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 3.4 แสนเมล็ดพันธุ์ โดยมีการติดตามทดสอบอัตราการงอกเมล็ดพืช ถึงร้อย80% ขึ้นไป จะขยายผลโปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่มป่าภาคเหนือ ที่มีปัญหาภูเขาหัวโล้นด้วย

นายสุรสีห์ กล่าวว่า พื้นที่เกษตรของประเทศ 149 ล้านไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก จึงต้องทำฝนหลวงช่วยเพราะลักษณะฝนไม่กระจายตัวทุกพื้นที่ร่วมทั้งในปี2561 จะพัฒนาเจ้าหน้าที่ กรมชลประทาน การประปาภูมิภาค มาเป็นอาสาสมัครฝนหลวง มาช่วยแจ้งข้อมูลเป็นการบูรณาการน้ำในครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้ตั้งหน่วยฝนหลวงใหม่อีก 2 ศูนย์ คือจังหวัดบุรีรัมย์ พิษณุโลก จะก่อสร้างเสร็จสิ้นปลายปี2562 และจัดซื้อเครื่องบินใหม่เพิ่ม 4 ลำ ใช้งบประมาณ 1.5-2 พันล้านบาท ใช้งบปี2562 ได้เครื่องบินปี 2564 ระหว่างนี้บูรณาการกองทัพอากาศ นำเครื่องบินมาช่วยปฎิบัติการด้วย ตอนนี้กรมมีเครื่องบิน 34 ลำ ซึ่งมีเครื่องบินเก่าบางส่วน หากเต็มฝูงต้องใช้ 38 ลำ ขณะนี้ยังมีปัญหาขาดแคลนบุคคลากร อยู่ระหว่างทำเรื่องขออัตรากำลังจากกพ. ซึ่งอีกส่วนมารองรับหน่วยฝนหลวงที่จะเปิดใหม่สองแห่งด้วย ในตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ ขาดอยู่50 กว่าอัตรา  นักบิน  ขาดอีก 10 กว่าอัตรา ในการขึ้นบินทำฝนหลวง บุคคลากรที่มีอยู่ขณะนี้ตึงมือ ขึ้นทำงานโดยไม่มีวันหยุดราชการ ส่วนหนึ่งใช้วิธีจ้างเหมานักวิทยาศาสตร์ จากภายนอก พร้อมศึกษาแนวทางจัดตั้งโรงเรียนการบินฝนหลวง ขึ้นที่สนามบินฝนหลวงนครสวรรค์ ซึ่งมีความพร้อมทั้งเครื่องมือ บุคลากรที่มีประสบการณ์สูง สามารถฝึกสอนนักบินฝนหลวงได้เอง และรองรับประเทศต่างๆนำศาสตร์พระราชาฝนหลวง ไปทำต้องส่งคนมาเรียนด้วย

อย่างไรก็ตาม ปลายเดือนนี้จะทดลองยิงจรวดฝนหลวง จ.สุโขทัย ในพื้นที่ปิดบริเวณค่ายทหาร จะยิง3-5 ลูก ต่อครั้ง โดยเคยทดลองมาแล้ว 3- 4 ครั้ง ถ้าหากการทดลองสำเร็จก็นำมาใช้ได้เป็นจรวดฝนหลวงต้นแบบปี2561 ซึ่งจะมีสถานียิงจรวดถาวรในบริเวณภาคเหนือ พื้นที่เสี่ยงเกิดพายุลูกเห็บยิงสลายลูกเห็บ กับแบบโมบายยิงจรวดเคลื่อนที่ ใช้ท้ายรถบรรทุกฐานยิงจรวด อีกทั้งมีแผนการศึกษายิงจรวดฝนหลวงเพื่อลดปัญหาอุทกภัย ซึ่งประเทศจีนเคยใช้ยิงให้สลาย ก่อนก่อตัวเป็นพายุฝน ให้เป็นฝนตกในทะเลแทน โดยกรมคิดค้นพัฒนา มาอย่างต่อเนื่องให้ทำได้ในลักษณะอากาศของประเทศไทย หากทำได้จริงลดความเสียหายจากอุทกภัย โดยใช้จรวดยิงสลายตั้งแต่เป็นดีเปรชั่น ไม่ให้มาตกในพื้นที่มีท่วมอยู่แล้ว หรือพื้นที่เสี่ยง อย่างเช่นอุทกภัย ที่เกิดภาคใต้ที่ผ่านมาจากพายุฝนเข้ามาซ้ำ3-4 รอบจะช่วยลดได้ทำให้ตกก่อนในทะเล

ที่มา : เดลินิวส์