เร่งปรับโครงข่ายระบบชลประทาน แก้ปัญหาน้ำ9จังหวัดฝั่งตะวันตก‘เจ้าพระยา-ท่าจีน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294527

เร่งปรับโครงข่ายระบบชลประทาน แก้ปัญหาน้ำ9จังหวัดฝั่งตะวันตก‘เจ้าพระยา-ท่าจีน’

เร่งปรับโครงข่ายระบบชลประทาน แก้ปัญหาน้ำ9จังหวัดฝั่งตะวันตก‘เจ้าพระยา-ท่าจีน’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทาน ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน เพื่อแก้ปัญหานํ้าท่วมและน้ำแล้งซํ้าซากในพื้นที่ระหว่างแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลอง โดยแบ่งเป็นพื้นที่ตอนบนของฝั่งตะวันตกของแม่นํ้าท่าจีนตั้งแต่เขื่อนเจ้าพระยาถึงคลองท่าผา-บางแก้ว และพื้นที่ตอนล่างของฝั่งตะวันตกของแม่นํ้าท่าจีนตั้งแต่ใต้คลองท่าผา-บางแก้ว ถึงทะเล ครอบคลุม 9 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร

สำหรับพื้นที่ตอนบนของฝั่งตะวันตกของแม่นํ้าท่าจีน เป็นการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทาน เพราะส่วนใหญ่ใช้งานมานานแล้ว มีสภาพทรุดโทรม โดยจะทำการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบํารุงรักษากําแพงแสน และโครงการส่งน้ำและบํารุงรักษาดอนเจดีย์ หลังจากนั้นถึงจะทยอยปรับโครงการชลประทานที่เหลือ

ส่วนพื้นที่ตอนล่างของฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน เป็นการศึกษาความเหมาะสมในการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่ทะเลและใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำนอง เนื่องจากระบบคลองเดิมมีสภาพตื้นเขินและมีการก่อสร้างบุกรุกเข้าไปในลำน้ำทำให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำต่ำ จึงประสบปัญหาน้ำท่วมเกือบทุกปีในช่วงฤดูนํ้าหลาก นอกจากนี้ตั้งแต่คลองสุนัขหอนจนถึงทะเลจะมีปัญหาคุณภาพน้ำ และการรุกลํ้าของนํ้าเค็มจากทะเล ซึ่งการศึกษาพบว่าจะต้องดำเนินงานสำคัญๆ ดังนี้

1.งานปรับปรุงและขุดลอกคลอง เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำ 68 คลอง โดยจะปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานระบายน้ำลงสู่ทะเล ร่วมกับการระบายน้ำลงสู่แม่นํ้าท่าจีน โดยผ่านทางคลองหนองนกไข่ คลองดําเนินสะดวก และคลองสุนัขหอน 2.งานปรับปรุงและก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ เป็นงานปรับปรุง ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำทั้งในช่วงฤดูน้ำหลาก และฤดูน้ำแล้ง มีทั้งหมด 76 แห่ง โดยเป็นอาคารที่ก่อสร้างใหม่ 17 แห่ง และ 3.งานคันควบคุมน้ำทะเล พบว่าแนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือ ตามแนวถนนเอกชัย-พระราม 2 เป็นการใช้แนวคันควบคุมน้ำทะเลแนวคันเดิม ร่วมกับถนนเพื่อลดปัญหาผลกระทบด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม สามารถเพิ่มพื้นที่ป้องกันได้ประมาณ 48,000 ไร่ โดยเริ่มต้นจากบริเวณ ปตร.บางนกแขวก ไปสิ้นสุดที่ ปตร.บางยาง รวมความยาวแนวคัน ควบคุมนํ้าทะเลทั้งหมดประมาณ 62 กม.

เกษตรฯเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยี กำจัดศัตรูอ้อยด้วยวิธีผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294526

เกษตรฯเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยี กำจัดศัตรูอ้อยด้วยวิธีผสมผสาน

เกษตรฯเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยี กำจัดศัตรูอ้อยด้วยวิธีผสมผสาน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวีระพงษ์ ฉ่ำมาก นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ด้วงหนวดยาวเป็นศัตรูอ้อยสำคัญที่สร้างผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร การแก้ปัญหาของเกษตรกรมักใช้สารเคมีซึ่งนอกจากไม่ได้ผลแล้ว ยังทำให้เกิดอันตรายแก่เกษตรกรโดยตรง รวมถึงเพิ่มต้นทุนการผลิต และยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี จึงร่วมกับกลุ่มอารักขาพืชสำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี และคณะอนุกรรมการอ้อยระดับท้องถิ่นเขต 1 จังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินโครงการป้องกันและกำจัดศัตรูอ้อยโดยชีววิธีภายใต้โครงการพัฒนาด้านอ้อยปี 2560 เพื่ออบรมถ่ายทอดความรู้วิธีการป้องกันกำจัดศัตรูอ้อยโดยวิธีผสมผสานให้เกษตรกรกาญจนบุรีในพื้นที่เป้าหมายรวม 300 ราย

สำหรับวิธีการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวด้วยวิธีผสมผสานนั้น มีข้อปฏิบัติดังนี้ คือ 1.การไถพรวนดินในอ้อยที่จะปลูกใหม่ให้ไถ 1-2 ครั้ง แล้วเก็บตัวหนอนนำมาประกอบเป็นอาหารรับประทานหรือนำมาทำน้ำหมักชีวภาพ 2.ใช้เชื้อราเมตตาไรเซี่ยมฉีดลงดินในแปลงที่ปลูกใหม่หรืออ้อยตอที่มีความชื้นพอเหมาะ 3.ในช่วงประมาณเดือนเมษายน-มิถุนายน ด้วงหนวดยาวจะออกจากดักแด้เป็นตัวเต็มวัย ให้ใช้กับดักแสงไฟล่อเพื่อจับ ร่วมกับการขุดหลุมดักจับเพื่อจับมาทำลาย 4.ปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อเป็นการตัดวงจรการระบาด 5.ปรับปรุงดินโดยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยพืชสด 6.อาจใช้สารเคมีโรยในร่อยอ้อย อาทิ endosuldan+fenobucarb (Thiocotb 4.5% G) อัตรา 5 กก.ต่อไร่ แล้วจึงกลบร่องหรือฉีดพ่นด้วยสาร fipronil (Asscend 5% SC) อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดแล้วกลบดิน

แตกใบอ่อน : นวัตกรรมปราบ‘ผักตบชวา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294523

807934531

แตกใบอ่อน : นวัตกรรมปราบ‘ผักตบชวา’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ฝนตกลงมาโครมๆ ในระยะนี้ นับเป็นสัญญาณอย่างดีของการมาถึงของ “น้ำหลาก” ซึ่งเมื่อเกิดน้ำหลาก นอกจากจะต้องมาขบคิดกันถึงแนวทางป้องกันปัญหาน้ำท่วมแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาไม่แพ้กัน คือ “ผักตบชวา” ซึ่งนับเป็น “วัชพืชร้าย” ที่คู่กับแม่น้ำลำคลองในประเทศไทยมานาน

นานจนทำให้ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลต้องแทบจะทำให้การกำจัดผักตบชวาเป็น “วาระแห่งชาติ” กันเลยทีเดียว เนื่องจากการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและมหาศาลของวัชพืชชนิดนี้ ไม่เพียงส่งผลเสียต่อการกีดขวางการไหลของกระแสน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในช่วงฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลากก่อให้เกิดน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ การคมนาคมสัญจรท่องเที่ยวและทัศนียภาพของแหล่งน้ำอีกด้วย

ที่เกริ่นมาเสียเยิ่นเย้อ ก็ไม่ใช่อะไร พอดีได้รับข้อมูลจาก “ดร.สามารถ ดีพิจารณ์” ที่ปรึกษาคณบดี วิทยาลัยการบริหารและการจัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานโครงการกำจัดผักตบชวาอย่างยั่งยืนด้วยพืชสมุนไพร เกี่ยวกับงานวิจัยนวัตกรรม “กำจัดผักตบชวา ด้วยสารจากสมุนไพร” ซึ่งเห็นว่ามีประโยชน์มาก และหากมีหน่วยงานภาครัฐสนใจจะนำไปทดลองใช้ ก็น่าจะเกิดประโยชน์พอสมควร เลยอยากนำมาเผยแพร่ต่อ

อาจารย์สามารถ ท่านบอกว่า จากสถิติปริมาณผักตบชวาเมื่อเดือนกันยายน 2559 พบว่าทั่วประเทศมีผักตบชวาถึง 6,205,355 ตัน ขณะที่การกำจัดในปัจจุบันมักใช้ 4 วิธี คือ 1.ใช้สารเคมี ซึ่งเป็นที่นิยมเพราะง่ายและประหยัดเวลา แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงต่อผลกระทบสภาพแวดล้อมและสุขภาพประชาชน หากใช้อย่างไม่ถูกวิธี 2.การกำจัดโดยวิธีกล คือใช้แรงงานคนและเครื่องมือเครื่องจักร ซึ่งไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็ต้องใช้กำลังคนและเครื่องมือกันวุ่นวายพอสมควร 3.การนำไปใช้ประโยชน์ เช่น แปรรูปและผลิตเป็นเครื่องจักสาน แต่ความสามารถในการผลิตก็คงไม่เท่าทันต่อปริมาณผักตบชวาที่เพิ่มขึ้น และ 4.การกำจัดโดยชีววิธี โดยใช้สิ่งมีชีวิต เช่น แมลง โรคพืช หรือศัตรู เข้าไปกัดกินหรือทำลายผักตบชวา

โดยที่ผ่านมา สจล. ได้วิจัยและพัฒนานวัตกรรม “การกำจัดผักตบชวาอย่างยั่งยืนด้วยสารสกัดจากพืชสมุนไพร” โดยคิดค้นตามกระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์และทดลองสูตรที่เหมาะสม จนได้สูตรที่ดีที่สุดในการกำจัดผักตบชวา 3 สูตร คือ 1.Extract-Wayacin ค้นพบจากสารสกัดจากพืชสมุนไพรเข้มข้นและจุลินทรีย์ชีวภาพ ที่เหมาะสมสำหรับการกำจัดผักตบชวาโดยที่ไม่มีผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม 2.Micro-Organ และ 3.Super-Organ ค้นพบจากสารสกัดจากพืชสมุนไพรเจือจางและจุลินทรีย์ชีวภาพ ที่เหมาะสมสำหรับการกำจัดผักตบชวาและเพื่อกินก๊าซไข่เน่า (Hydrogen Sulfide) ซึ่งทุกสูตรมีองค์ประกอบของ มะรุม (Moringa Oleifera Lam), กระเทียม (Allium Sativum), กรดอะมิโน Amino Acid Residue และจุลินทรีย์ Microorganisms แต่ในส่วนของค่าความเป็นกรดด่างและอัตราส่วนผสมจะแตกต่างกัน เพื่อประสิทธิภาพในการฉีดพ่นเข้าทำลายสารคลอโรฟิลล์ ของผักตบชวา และทำหน้าที่สลายซากผักตบชวาที่เหี่ยวแห้งและตาย โดยไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในแหล่งน้ำและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

ทั้งนี้ นวัตกรรมสารสกัดจากพืชสมุนไพรโดยการฉีดพ่นเพื่อกำจัดผักตบชวา ใช้ระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1.ฉีดพ่นด้วย Extract – Wayacin : เพื่อสกัดการสังเคราะห์แสงและการสังเคราะห์โปรตีนของใบผักตบชวาใช้ระยะเวลาประมาณ 7-10 วัน จะทำให้ใบแห้งเหี่ยวตาย 2.ฉีดพ่นด้วย Micro-Organ: เพื่อสกัดการสังเคราะห์แสงการสังเคราะห์โปรตีนของใบผักตบชวา ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อต้นแม่ใกล้จะตายจะผลิตลูกต้นอ่อนขึ้นมาแทน ใช้ระยะเวลาประมาณ 7-14 วัน จะทำให้ต้นอ่อนตายและต้นแม่เริ่มเน่าเปื่อยจากใบจนถึง ราก – เมล็ด – ไหล และ 3.ฉีดพ่นด้วย Super – Organ: เพื่อกินก๊าซไข่เน่าจำนวนมาก ใช้ระยะเวลาประมาณ 7-14 วันจะช่วยปรับสภาพน้ำให้มีคุณภาพดีขึ้น

อาจารย์สามารถ ยังสรุปส่งท้ายเอาไว้ว่า จากการนำต้นผักตบชวามาทดลองในห้องปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนต่างๆ เริ่มตั้งแต่การดูดซึมของรากการดูดซับน้ำ คุณภาพน้ำ ใบแห้งเหี่ยวตาย การเกิดต้นอ่อนใหม่การเริ่มเน่าเปื่อยจากใบจนถึงราก-เมล็ด-ไหล การเกิดก๊าซไข่เน่า การปรับสภาพน้ำให้มีคุณภาพดีขึ้น และน้ำใสขึ้น พบว่า ต้นผักตบชวาหนัก 1,000 กรัม หลังจากตากให้แห้งจะมีน้ำหนักเหลือประมาณ 50 กรัม คิดเป็นน้ำหนักของกากแห้งเฉลี่ย ร้อยละ 5 แต่ฉีดพ่นด้วยสารสกัดดังกล่าวแล้วปล่อยให้เน่าเปื่อยและย่อยสลายในน้ำ จะเหลือส่วนที่เป็นรากและไหลที่เมื่อนำมาตากแห้งจะเหลือน้ำหนักเพียง 10 กรัม คิดเป็นน้ำหนักของกากแห้งเฉลี่ย ร้อยละ 1 ในขณะที่การวิเคราะห์และหาค่าประมาณการโดยเฉลี่ย ความหนาแน่นของผักตบชวา ไร่ จะมีน้ำหนัก 80 ตัน หรือ 80,000 กิโลกรัม ถ้าถูกกำจัดด้วยนวัตกรรมใหม่จะเหลือซากคิดเป็นน้ำหนักเพียง 80 กิโลกรัมต่อไร่ ตกทับถมลงในใต้น้ำ ซึ่งซากหรือตะกอนที่รอการย่อยสลายตามธรรมชาติเพียง 1% จะไม่ส่งผลทำให้แม่น้ำลำคลองตื้นเขิน จึงสรุปได้ว่าในการกำจัดผักตบชวาด้วยนวัตกรรมใหม่นี้ จะส่งผลดีในการรักษาระบบนิเวศในน้ำได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้หากหน่วยงานหรือประชาชนท่านใดสนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม ก็ลองติดต่อประสานงานกับ สจล.ดูได้ครับ ที่โทรศัพท์ 0-2329-8111 หรือเว็บไซต์ www.kmitl.ac.th

มะลิลา

ไล่ค้นปัญหาให้สุดทาง เปิดแสงสว่างทางปัญญาให้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294602

ไล่ค้นปัญหาให้สุดทาง  เปิดแสงสว่างทางปัญญาให้เกษตรกร

ไล่ค้นปัญหาให้สุดทาง เปิดแสงสว่างทางปัญญาให้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 20.03 น.

ปัญหาการส่งน้ำชลประทานไปไม่ถึงปลายคลอง น่าจะเป็นวาระแห่งชาติเสียจริง เพราะพื้นที่การเกษตรที่ไหนๆ  ล้วนมีปัญหานี้ร่วมอยู่ด้วยทั้งสิ้น

เวทีการมีส่วนร่วมของเกษตรกรกลุ่มบริหารการใช้น้ำเศรษฐกิจมิตรสัมพันธ์ ในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์ จึงมีเรื่องราวเหล่านี้ ด้วยถ้อยคำเดิมๆ ปัญหาเดิมๆ จนน่าแปลกว่า  ชนบทไทยเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

ถามปัญหาเรื่องน้ำจากเกษตรกร ไม่ว่าน้ำไม่ถึงปลายคลอง วัชพืชในคลอง สันคลองต่ำ ฯลฯ ทุกคนก็ชี้ไปที่เจ้าหน้าที่ชลประทาน พร้อมทั้งบอกว่า ชลประทานต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้

สรุป เป็นเรื่องของชลประทานต้องรับผิดชอบและแก้ไขให้ทั้งสิ้น ไม่มีข้อใดที่เกษตรกรในฐานะผู้ใช้ประโยชน์จากน้ำต้องรับผิดชอบแม้แต่ปลายก้อย

เกษตรกรเองก็ไม่สำเหนียกว่า  บางปัญหาเจ้าหน้าที่ก็แก้ไม่ได้เร็ว โดยเฉพาะงบประมาณ ข้าราชการนั้น มาแล้วก็ไป มีการโยกย้าย หมุนเวียนไปที่อื่น ตำแหน่งอื่น หรืออัตรากำลังที่ไม่ได้สัดส่วนกับพื้นที่รับผิดชอบกว้างใหญ่ไพศาล ดูแลได้ไม่ทั่วถึง ตัวเกษตรกรเองน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาด้วย

เพราะไม่มีใครรู้ปัญหา และแก้ปัญหาได้ดีเท่าคนในชุมชนเอง

ปัญหาของกลุ่มผู้บริหารการใช้น้ำเศรษฐกิจมิตรสัมพันธ์ โดยสรุปคือ วัชพืช ตะกอน ท่อผี อาคารชลประทานชำรุด  ไม่ได้แตกต่างจากปัญหาของกลุ่มอื่นเลย

เป็นปัญหาที่ไม่ร่วมแก้ไขเสียแต่ต้น ทั้งชลประทานและเกษตรกร ต่างคนต่างทำ หรือต่างคน ต่างไม่ทำ  วัชพืชจึงหนาแน่น ท่อผีจึงอาละวาด น้ำไม่ถึงปลายคลอง และ ฯลฯ จนกระทั่งปัญหาเป็นฝีกลัดหนองใกล้ระเบิดเต็มแก่  เวทีการมีส่วนร่วมทั้งหลาย ล้วนมีอาการของโรคนี้ทั้งสิ้น

พื้นที่ส่งน้ำของเขื่อนลำปาว 3 แสนกว่าไร่ มีคลองส่งน้ำยาว 600 กิโลเมตร  คูส่งน้ำ 1,157 สาย ยาวประมาณ 2,300 กิโลเมตร มีข้าราชการ 18 คน พนักงานราชการส่วนหนึ่งและลูกจ้างประจำ 90 คน จากที่เคยมี 350 คน  เป็นตัวเลขที่ไม่ต้องเปรียบเทียบกับขนาดพื้นที่ และไม่อาจทำเองได้  เว้นแต่ต้องได้รับความร่วมมือจากเกษตรกร

“แรกๆ ชาวบ้านก็พูดแรง  ให้ชลประทานทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ จัดงบกำจัดวัชพืช เอางบแก้ไขอาคารบังคับน้ำที่ถูกทำลาย คือทุกอย่างชลประทานต้องรับผิดชอบ ต้องแก้ไข” นายอำนาจ วรรณมาโส  หัวหน้าฝายส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง ซึ่งรับผิดชอบกระบวนการมีส่วนร่วมแต่ต้น เล่าบรรยากาศเวทีการมีส่วนร่วม

ที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาก็เป็นไปเฉพาะหน้า เช่น คูขาด น้ำไหลออกจนส่งไม่ถึงปลายคู ก็แก้ปัญหาด้วยการสูบน้ำจากแม่น้ำพานเข้าปลายคูให้ย้อนมาต้นคู โดยชลประทานจัดหาเครื่องสูบน้ำให้ น้ำมันเป็นของ อบต. กับชาวบ้าน ซึ่งสิ้นเปลืองงบประมาณในระยะยาว

เช่นเดียวกับ น้ำส่งมาล่าช้า ไม่ทันใจก็เจาะท่อผี โดยไม่คำนึงว่า จะเกิดผลกระทบหนักข้อขึ้น

หรือกรณีกล่าวหาว่า ท้องคลองตกเป็นท้องช้างหรือคลองเหิน ซึ่งเป็นข้อฝังใจในแทบทุกเวทีว่า เป็นเพราะชลประทานก่อสร้างไม่ดี เมื่อเดินสำรวจพิสูจน์ก็ไม่เป็นไปเช่นนั้นไม่

“สุดท้าย  หลังพูดคุยสร้างความเข้าใจและเรียนรู้ เกษตรกรก็ตระหนักว่า จะหวังพึ่งพาภาครัฐเพียงลำพังไม่ได้อีกแล้ว  เพราะมีปัญหาหลากหลายด้าน งบประมาณก็มีจำกัด ทางที่ดีต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน เช่น การจัดรอบเวรใช้น้ำ  การกำจัดวัชพืชและตะกอน ”

ถ้าเกินกำลังก็ค่อยเสาะแสวงหาความช่วยเหลือเป็นระดับชั้นและให้ถูกช่องทาง ตั้งแต่ อบต. อำเภอ จังหวัด และส่วนกลาง

“ตอนปิดเวทีชุมชน เกษตรกรคนหนึ่งตะโกนเป็นภาษาอีสาน มีความหมายว่า  หายโง่แล้วๆ”

ที่จริงแค่เป็นความไม่รู้ และแก้ไขด้วยความรู้ได้ เวทีชุมชนเป็นเวทีแสวงหาความรู้ และมีพลังที่จะขับเคลื่อนปัญหาเล็กไปจนถึงปัญหาใหญ่ได้

จุดเด่นของลำปาวคือกระบวนการพูดคุยหาสาเหตุของปัญหา แล้วยังแตกลึกลงไปเรื่อยๆ จนค้นพบคำตอบของสาเหตุที่แท้จริงได้

ยกตัวอย่าง ประเด็นสาเหตุที่น้ำไปไม่ถึงปลายคลอง ประกอบด้วย

มีวัชพืช/ มีตะกอนดิน/คลองมีรอยแตกร้าว

กระบวนไล่ปัญหา เริ่มที่วัชพืช ทำไมถึงมีวัชพืช คำตอบคือ ไม่ได้ทำความสะอาดคลอง  สาวลึกลงไปว่าทำไม? มีรับคำตอบว่า  ไม่ใส่ใจ เห็นแก่ตัว/ขาดการประชาสัมพันธ์

อีกคำตอบระบุว่า ไม่ปฏิบัติตามกติกา ไล่สาเหตุพบว่า ไม่ทราบกติกา /เป็นความเคยชิน

ไล่กันจากประเด็นหลักไปสู่ประเด็นย่อย เพื่อให้เข้าถึงสาเหตุแท้จริงจะแก้ไขได้ถูกจุด

เช่นเดียวกับปัญหาท่อผีส่วนหนึ่งที่ส่งน้ำไปไม่ถึงปลายคลอง ถ้าไม่ไล่ปัญหาสาเหตุของท่อผีก็อาจจบลงที่อุดท่อผีทิ้ง ซึ่งไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาอย่างถึงแก่น อีกหน่อยจะมีท่อผีใหม่ๆ เกิดขึ้นได้อีก ไม่สิ้นสุด

“ต้องไล่สาเหตุให้สุดทาง ยิ่งสาวลึกก็ยิ่งรู้สาเหตุแท้จริง ถึงจะแก้ไขปัญหานั้นๆ ได้อย่างยั่งยืน” นายอำนาจ วรรณมาโส เล่าถึงเทคนิคการแกะหาสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงให้พบ

นี่ขนาดจัดเวทีชาวบ้านไปไม่กี่ครั้ง แต่เริ่มเห็นผลตรงที่ชาวบ้านเองเริ่มเห็นถึงเหตุปัจจัยปัญหาน้ำอย่างแท้จริง และเข้าใจว่า ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาและต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อนด้วย

นายสุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ  ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน กล่าวว่า  กรณีของลำปาวถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการค้นหาสาเหตุแท้จริงของปัญหา จะทำให้การแก้ไขลงลึกได้ถึงแก่น และเกษตรกรเรียนรู้พึ่งตนเองมากขึ้น  เพราะตระหนักแล้วว่าแท้จริงตัวเองก็มีพลังพอที่จะแก้ไขบางปัญหาได้ โดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนเคย

“เป็นจุดเริ่มต้นของชุมชนเข้มแข็ง และต้องเสริมให้พัฒนาศักยภาพมากขึ้น ต่อไปจะสามารถจัดการกับทุนของชุมชนที่มีอยู่มากมายให้เกิดประโยชน์ได้มากขึ้น แก้ไขความขัดแย้งได้ดีขึ้น”

‘ชุมชนแม่ตาช้าง’ ส่วนหนึ่งของบริษัทที่ปรึกษาโครงการชลประทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294600

'ชุมชนแม่ตาช้าง' ส่วนหนึ่งของบริษัทที่ปรึกษาโครงการชลประทาน

‘ชุมชนแม่ตาช้าง’ ส่วนหนึ่งของบริษัทที่ปรึกษาโครงการชลประทาน

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 19.50 น.

พูดถึงบริษัทที่ปรึกษาโครงการชลประทานก็นึกถึงนักวิชาการ ความรู้สูงและรู้เฉพาะด้านๆ ไป

แต่บริษัทที่ปรึกษาโครงการชลประทานแม่ตาช้าง อ.ป่าแดด จ.เชียงราย แปลกกว่าเพื่อนตรงมีทีมงานที่เป็นชาวชุมชนแม่ตาช้างทำงานควบคู่ไปด้วยทุกด้าน

น่าจะเป็นชุมชนแรกๆ ที่มีบทบาทศึกษาโครงการควบคู่ไปกับบริษัทที่ปรึกษา

ความจริง “แม่ตาช้าง” เป็นชื่อลำน้ำที่ชาวบ้านท้าวแก่นจันทร์ ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เรียกร้องให้สร้างเขื่อนปิดกั้นเพื่อจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนหล่อเลี้ยงชุมชน แต่ก็ไม่เคยสำเร็จตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

ชุมชนแม่ตาช้างอยู่บนที่สูง การไม่มีอ่างเก็บน้ำเป็นแหล่งน้ำต้นทุนคือความยากลำบาก โอกาสอื่นที่จะได้น้ำไม่มีเลยก็แทบว่าได้

เดิมทีชาวชุมชนอาศัยฝายท้าวแก่นจันทร์กั้นลำน้ำแม่ลาว แต่ประสบปัญหาน้ำไม่แน่นอนและเพียงพอ ชาวบ้านจึงร่วมลงชื่อสนับสนุนการสร้างเขื่อนแม่สรวย โดยหวังจะได้น้ำส่งไปให้ชุมชนตัวเอง

แต่เขื่อนแม่สรวยไม่ใช่คำตอบ  ไม่สามารถส่งน้ำได้เพราะติดลูกเนินขวางอยู่ และแม้นำน้ำข้ามเนินมาได้ก็ช่วยพื้นที่ ต.ป่าแดด ได้เพียง 3,000 ไร่ จากหลายหมื่นไร่ ไม่คุ้มลงทุน

จึงมีการเรียกร้องให้กรมชลประทานก่อสร้างเขื่อนแม่ตาช้าง ซึ่งเคยศึกษาความเหมาะสมโครงการมาแล้ว และเป็นที่มาของการนำเอางานชลประทานท้องถิ่นมาเป็นเครื่องมือในการมีส่วนร่วมของประชาชน

ภายในกรมชลประทานเองก็บูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภายใน 5 หน่วยด้วยกัน ตั้งแต่สำนักงานชลประทานที่ 2 สำนักบริหารโครงการ สำนักออกแบบและสถาปัตยกรรม กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง และกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยลงบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกัน เมื่อใช้กระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนแม่ตาช้าง ซึ่งมุ่งหวังให้ชุมชนแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ตั้งแต่เรื่องความคิดและพัฒนาการมาเป็นความต้องการของชุมชน ตลอดจนกระบวนการแก้ไขปัญหา ทำให้บรรลุถึงจุดที่ชุมชนสามารถตั้งโจทย์และตอบโจทย์โดยตัวเองได้

อย่างเช่น จุดที่เหมาะสมในการสร้างเขื่อน ซึ่งมีความเห็นต่างกันหลังศึกษาเบื้องต้นมาแล้ว โดยเสียงส่วนใหญ่เลือกจุดที่กรมชลประทานศึกษามาซึ่งเก็บน้ำได้ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร เพียงพอในพื้นที่ 32,000 ไร่ ในขณะจุดที่เกษตรกรเสนอเก็บน้ำได้ 11.60 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งน้ำให้พื้นที่ได้เพียง 11,000 ไร่

ผลจากกระบวนการมีส่วนร่วม ยังพบด้วยว่านอกจากปัญหาน้ำแล้ว ยังมีปัญหาทำลายป่า เผาป่า ปัญหายาเสพติด สื่อลามก อาชญากรรม การใช้สารเคมีเกษตรเกินขนาด ปัญหาหนี้สิน ฯลฯ เป็นโจทย์ให้ไปไขคำตอบต่อไปอีก

ความเข้มแข็งและกระตือรือร้นของชุมชนเขยิบไปถึงชั้นชุมชนแม่ตาช้าง ขอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาร่วมกับทีมบริษัทที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง

กรมชลประทานในฐานะผู้ว่าจ้างก็ไม่ขัดข้อง เพราะเท่ากับเสริมความแข็งแกร่งให้โครงการ มีความรอบด้านมากขึ้นและตอบโจทย์ชุมชนตั้งแต่ต้น ลดข้อโต้แย้งในชุมชนได้มาก  ทำให้ขับเคลื่อนโครงการได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายกฤตย์ สวาสดิ์มิตร ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย กล่าวว่า  ความสำเร็จนี้ใช้เวลาในการบ่มเพาะทีมชลประทานท้องถิ่น ซึ่งมีชาวบ้านเป็นตัวหลัก หน่วยงานชลประทานเป็นเพียงพี่เลี้ยง เพราะมุ่งหวังให้รับรู้ปัญหาโดยชุมชนเอง แก้ปัญหาโดยชุมชนเอง กระบวนการมีส่วนร่วมนี้มีการจัดเวทีใหญ่เกือบ 10 ครั้ง เวทีย่อยในหมู่บ้านและผู้นำชุมชนหลายครั้ง และทุกครั้งจะมีผู้เข้าร่วมทุกรุ่นอายุด้วย

“แรกๆ ชาวบ้านจะงง เพราะประชุมบ่อย ซักถามประวัติชุมชน พัฒนาการของชุมชน ชาวบ้านนึกแค่ว่าจะมีอ่างเก็บน้ำ ไม่ใช่ต้องมาตอบคำถามอะไรมากมายอย่างนั้น พวกเขาเพิ่งมาบางอ้อทีหลังว่า น้ำเรื่องเดียวเกี่ยวพันกับทุกอย่าง ตั้งแต่รถไถนาจนไฟแนนซ์”

นายสุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กล่าวว่า การที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการศึกษาโครงการร่วมกับบริษัทที่ปรึกษานั้น เป็นข้อที่ดีมาก และสะท้อนว่าชุมชนสามารถพัฒนาตัวเองเข้มแข็งได้ถ้าเปิดโอกาสให้เขาได้ทำ

“ลำพังบริษัทที่ปรึกษาเป็นคนนอกพื้นที่ ไม่อาจเข้าใจบริบทภายในชุมชนได้ลึกซึ้ง ตอบโจทย์ชุมชนได้ไม่ครอบคลุม แถมมีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่ต้องรีบศึกษาและจัดทำรายงานเสนอ แต่ทีมชลประทานท้องถิ่นจะมีทีมย่อยจัดประกบไปพร้อมกับทีมบริษัทที่ปรึกษา ทำให้การทำงานกระชับขึ้น รับรู้ปัญหาและความต้องการของชุมชนได้เร็วยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น”

ชุมชนแม่ตาช้าง น่าจะเป็นต้นแบบชุมชนเข้มแข็งที่สามารถศึกษาวิจัยร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกได้เป็นอย่างดี

ที่สำคัญ โครงการชลประทานจะตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการแท้จริงของชาวบ้านอย่างตรงจุดมากขึ้น เกิดประโยชน์คุ้มค่าการลงทุนโครงการต่างๆ

แนะยกเครื่องโลจิสติกส์กล้วย สศก.ชี้ส่งออกยังโตอีกไกล ดัน‘เกษตรกร’รวมกลุ่มผลิต จัดการเป็นระบบคลัสเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294313

แนะยกเครื่องโลจิสติกส์กล้วย สศก.ชี้ส่งออกยังโตอีกไกล ดัน‘เกษตรกร’รวมกลุ่มผลิต จัดการเป็นระบบคลัสเตอร์

แนะยกเครื่องโลจิสติกส์กล้วย สศก.ชี้ส่งออกยังโตอีกไกล ดัน‘เกษตรกร’รวมกลุ่มผลิต จัดการเป็นระบบคลัสเตอร์

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายภูมิศักดิ์ ราศรี ผ.อ.ศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยสามารถผลิตกล้วยได้ทั้งปีและส่งออกสร้างรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA: JapanThailand Economic Partnership Agreement) ญี่ปุ่นได้ให้โควต้ากล้วยหอมทองจากไทยเข้าประเทศญี่ปุ่นปีละ 8,000 ตัน แต่ที่ผ่านมาไทยยังไม่เคยส่งออกกล้วยหอมทองไปยังญี่ปุ่นได้เต็มโควตา โดยส่งออกได้เพียงปีละ 4,000 ตันเท่านั้น ยังไม่รวมถึงการส่งออกไปประเทศจีน เกาหลี ฮ่องกง สิงคโปร์ สปป.ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ซึ่งยังมีโอกาสอีกมาก

ทั้งนี้ ประเทศไทยสามารถผลิตกล้วยสำคัญ 3 ชนิด คือ กล้วยหอม กล้าวยไข่ และกล้วยน้ำว้า ซึ่งผลจากการศึกษาตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์สินค้ากล้วยด้านต้นทุน เวลา และความน่าเชื่อถือ พบว่า ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขาย (ร้อยละ) กล้วยหอม 5.96 กล้วยไข่ 4.26 กล้วยน้ำว้า 1.96 ส่วนด้านตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านเวลา (วัน) พบว่า กล้วยหอมใช้เวลาด้านโลจิสติกส์ 15.63 วัน กล้วยไข่ 3.64 วัน กล้วยน้ำว้า 11.01 วัน จะเห็นว่า การใช้เวลาของกล้วยไข่น้อยกว่ากล้วยชนิดอื่นๆ เนื่องจากกล้วยไข่ไม่มีการแปรรูป การใช้เวลาในห่วงโซ่จึงน้อยกว่า และเมื่อวัดประสิทธิภาพด้านความน่าเชื่อถือ (ร้อยละ) กล้วยหอมและกล้วยไข่มีความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 93.62 และ 95.17 ส่วนกล้วยน้ำว้ามีความน่าเชื่อถือร้อยละ 86.87

สศก. จึงเสนอแนวทางการพัฒนาและการบริหารจัดการกล้วยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ในปัจจัยต่างๆ ได้แก่ การสนับสนุนและส่งเสริมการรวมกลุ่มผลิตเพื่อการส่งออกอย่างจริงจัง และเป็นระบบตลอดโซ่อุปทานในลักษณะคลัสเตอร์ (Cluster) มีการบริหารจัดการคุณภาพให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของแต่ละตลาด เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง สิงคโปร์ รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปลูกกล้วยโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม (GAP) มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ให้มีคุณภาพดี มีระบบประกันราคาและประกันภัยสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์เพื่อให้กล้วยมีคุณภาพ อบรมให้องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการกล้วยคุณภาพ ให้แก่ เกษตรกรผู้ผลิต ผู้แปรรูปผู้รวบรวม และผู้ประกอบการเน้นการเพิ่มมูลค่าให้กับกล้วย โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต เช่น การผลิตกล้วยอินทรีย์ลักษณะแปลงใหญ่ด้วยระบบทางไกลความแม่นยำสูง การแปรรูปกล้วยให้คงคุณค่าทางอาหารของกล้วยไว้ครบถ้วน และการบรรจุหีบห่อด้วยบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ขนมขบเคี้ยว อาหารหวาน ลักษณะแยกเฉพาะแต่ละห่อ/กล่องพอรับประทานหมดในคราวเดียว รูปลักษณ์ทันสมัย

ทั้งนี้ ควรเพิ่มความเข้มงวดในการอำนวยความสะดวกในการส่งออก ควบคุมตรวจสอบสารตกค้าง และการออกหนังสือรับรองสุขอนามัย รวมทั้งปรับปรุงกรรมวิธี การตรวจสอบอย่างรวดเร็วให้เป็นที่ยอมรับของประเทศผู้นำเข้า ตลอดจนส่งเสริมการค้าและประชาสัมพันธ์สินค้ากล้วยไทยในต่างประเทศมากขึ้น โดยความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมการตลาด เช่น นำกล้วยและผลิตภัณฑ์ไปจัดงานแสดงสินค้าร่วมกับสินค้าเกษตรชนิดอื่น หรือมีเอกสารเผยแพร่วิธีบริโภค/สรรพคุณของกล้วย จัดงานแสดงเมนูอาหารต่างๆ ที่ทำจากกล้วยให้ชาวต่างชาติได้ทดลองชิม เป็นต้น

ส่องเกษตร : จาก 9101…ถึงปฏิรูปข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294314

449007

ส่องเกษตร : จาก 9101…ถึงปฏิรูปข้าว

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แล้วโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อที่ผมได้รายงานผ่านคอลัมน์นี้ไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนว่า มีชาวบ้านในพื้นที่เริ่มร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใสในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในหลายจังหวัด ก็เป็นเรื่องที่ถึงมือของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องลงมาบัญชาให้สอบสวนข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลแถลงเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า นายกฯประยุทธ์สั่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่มีการร้องเรียน ลงไปติดตามค้นหาความจริงให้เกิดความกระจ่าง และรายงานผลกลับมาที่ส่วนกลางโดยด่วน ทั้งย้ำว่า รัฐบาลและคสช.จะไม่ปล่อยให้เกิดการทุจริตอย่างเด็ดขาด ซึ่งหลักการของโครงการ 9101 เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน แต่หากในทางปฏิบัติพบเจ้าหน้าที่รัฐทุจริต หรือไม่เข้าใจขั้นตอนการปฏิบัติ เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ หรือเกิดการขัดผลประโยชน์ระหว่างกัน ก็ต้องสืบสวนให้ชัดเจน หากมีความผิดจริง จะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับใดก็ตาม

นับเป็นท่าทีที่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะโครงการนี้จัดทำขึ้น เพื่อถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 จะต้องไม่ปล่อยให้เกิดความเสื่อมเสียขึ้น ถ้ามีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำมิชอบ ก็ต้องฟันไม่เลี้ยง มิให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ดังนั้นบทบาทของกระทรวงเกษตรฯในการตรวจสอบเรื่องนี้ ต้องทำอย่างจริงจัง ไม่ลูบหน้าปะจมูก เชื่อว่า สังคมจะติดตามดูอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดที่มีการร้องเรียนกันอยู่

อีกเรื่องหนึ่งที่ขอเขียนถึงวันนี้ เป็นเรื่องของ“การปฏิรูปข้าว”

ทั้งนี้วันจันทร์ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมวิชาการนำเสนอผลการศึกษา โมเดลการปฏิรูประบบและพัฒนาข้าวไทยโดยศาสตราภิชาน ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในฐานะประธานกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบและพัฒนาข้าวไทย ของมหาวิทยาลัยรังสิต มีเนื้อหาที่น่าสนใจทีเดียว

ดร.เจิมศักดิ์กล่าวถึงรายงานการปฏิรูประบบข้าวไทยฉบับนี้ว่า มองลึกกว่าแค่ระยะสั้น โดยมองว่า ประเทศไทยจะรักษาสภาพแชมป์
ส่งออกข้าวไว้ได้อย่างไร เมื่อโลกเปลี่ยน โจทย์นี้หนักมากหากมัวแต่ทำเรื่องการตลาดหรือนำเงินแจกชาวนา อนาคตประเทศ เราก็จะสู้กับใคร
ไม่ได้ รวมถึงแข่งกับต่างประเทศระยะยาวก็ไม่ได้

“เราต้องคิดว่า จะเล่นกับของจอมปลอมในประเทศหรือจะเอาเรื่องจริงสู้กับต่างประเทศ นโยบายรัฐบาลต้องลดต้นทุนการผลิตข้าว
ให้ได้ ปัจจุบันนี้ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยต่ำมากๆ เฉลี่ย 600-700 กก./ไร่ ซึ่งงานวิจัยพบว่า ไทยมีทางออกโดยการเจาะตลาดใหม่ ไม่ใช่ปลูกข้าวแค่กินอิ่ม แต่ต้องเป็นข้าวที่กินอร่อย(Tasty) ปลอดภัย(Safety)และเสริมสุขภาพ(Healthy) จับตลาดสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น”

ดร.เจิมศักดิ์ย้ำว่า รัฐบาลควรทุ่มเทไปที่ปฏิรูปการผลิต เพื่อจับตลาดมูลค่าสูง อย่าไปเล่นกับสินค้าข้าวแบบโหลๆที่มีดาษดื่นในตลาดโลก ควรเลิกเล่นลิเกด้านการตลาด ขอให้มองตลาดโลกด้วย เราไม่สามารถทำให้ข้าวในตลาดโลกราคาสูงได้ เพราะไทยไม่มีอำนาจขนาดนั้น ฉะนั้น นโยบายที่ยั่งยืน คือการลดต้นทุนการผลิตให้ข้าวไทย เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ซึ่งไม่ใช่การนำเงินไปแจกชาวนา

“การนำเงินแจกชาวนา คือการไปลดต้นทุนให้ตัวชาวนา แต่ไม่ได้ลดต้นทุนการผลิตข้าวให้กับประเทศชาติเลย” ทั้งขยายความว่า การลดต้นทุนผลิตข้าว ต้องดู 1.พัฒนาพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ที่เน้นเจาะตลาดใหม่ ที่ตรงกับความต้องการ 2.พัฒนาน้ำและดิน ใช้เทคโนโลยี ข้อมูลดาวเทียมเข้ามาช่วย รวมถึงเครื่องวัดความชื้นในดิน การให้น้ำต้องสอดคล้องกับข้อมูล การทำนาแปลงใหญ่ แบบไม่มีคันนาเป็นต้น 3.การขนส่งข้าว 90% ขนส่งทางถนน ขณะที่การขนส่งทางน้ำมีต้นทุนต่ำกว่ามาก แต่มีอุปสรรคที่เรือไม่สามารถลอดบางช่วงของสะพานในบางเวลาได้ และ 4.การบริหารจัดการ…

ข้อคิดเห็นของนักวิชาการที่รอบรู้เรื่องข้าว ได้ศึกษาวิจัยมาเป็นอย่างดี ถือเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้นำไปต่อยอด วางแนวนโยบายำในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งผมคิดว่า ที่ดร.เจิมศักดิ์เสนอมา ก็เป็นแนวทางที่รัฐบาลชุดนี้และคสช.มองเห็นอยู่

แต่ที่สำคัญคือจะแปรไปเป็นแผนปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ ให้บรรลุผลสำเร็จในอนาคตอย่างแท้จริงได้ก็ด้วยความตั้งใจจริง และต้องมี
ฝีมือที่แท้จริงด้วย

สาโรช  บุญแสง

รายงานพิเศษ : ชาวสวนมะพร้าวสุราษฎร์ฯ กำจัด‘หนอนหัวดำ’อยู่หมัดด้วยสารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294318

รายงานพิเศษ : ชาวสวนมะพร้าวสุราษฎร์ฯ กำจัด‘หนอนหัวดำ’อยู่หมัดด้วยสารเคมี

รายงานพิเศษ : ชาวสวนมะพร้าวสุราษฎร์ฯ กำจัด‘หนอนหัวดำ’อยู่หมัดด้วยสารเคมี

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หนอนหัวดำมะพร้าว ศัตรูตัวร้ายที่สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวทั่วประเทศ แม้ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวจะคลี่คลายลงไปแล้ว แต่ก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรยังคงเดินหน้าโครงการป้องกันและกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการระบาดต่อไป

นายปราโมทย์ เข็มขาว ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนด้านอารักขาพืชดินและปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า อยากให้เกษตรกรเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชอย่างหนอนหัวดำ ที่ระบาดรุนแรงมากในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยการสำรวจตรวจสภาพพื้นที่การเกษตรหรือสวนมะพร้าวของตนเองก่อนว่ามีปัญหาแมลงศัตรูพืชหรือไม่ ก่อนที่จะขยายไปยังแปลงอื่นที่อยู่ใกล้เคียงสำหรับการผลิตแตนเบียนก็เพื่อให้มีความพร้อมในการนำไปกำจัดศัตรูพืช ถือเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับทุกคน ส่วนสารเคมีแม้จะเป็นสิ่งที่ทางหน่วยงานราชการไม่แนะนำ เนื่องจากมีเอกชนเข้าไปดำเนินการอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าการกำจัดหนอนหัวดำต้องใช้สารเคมีมาช่วย ซึ่งอยากให้เกษตรกรใช้สารเคมีที่เราแนะนำให้เท่านั้น

นางจุตติมา สอนประสม เกษตรกรผู้ปลูกสวนมะพร้าว อยู่บ้านเลขที่ 41 ม.5 บ้านยาง ต.บางใบไม้ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เล่าว่า ครอบครัวปลูกมะพร้าวมาตั้งแต่สมัยตาและยายมีเนื้อที่ปลูกมะพร้าว ประมาณ 80 ไร่ ทำมะพร้าวน้ำหอม ปัจจุบันมีปัญหาหนอนหัวดำและรุนแรงมากขึ้นในแปลงมะพร้าว จึงได้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่เกษตรในการแก้ไขปัญหาด้วยการฉีดสารเคมีเข้าไปในต้นมะพร้าวที่มีความสูง 12 เมตร ต้นละ 15 ซีซี และภายในหนึ่งเดือนก็เริ่มเห็นว่าใบมะพร้าวเริ่มเขียว แตกทางใบสภาพเปลี่ยนไปจากเดิมที่มีหนอนหัวดำระบาดรวมทั้งการใช้แตนเบียนเข้าช่วย

อย่างไรก็ตาม ตนจะเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการเกิดการระบาดของหนอนหัวดำอย่างใกล้ชิด จะไม่นิ่งนอนใจ แม้จะไม่อยู่ในช่วงระบาด และจะปฏิบัติตามคำแนะนำของทางหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัดต่อไป

จุตติมา สอนประสม

จุตติมา สอนประสม
ปราโมทย์ เข็มขาว
ปราโมทย์ เข็มขาว

กรมชลดัน18โครงการน้ำ สนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ‘สระแก้ว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294315

กรมชลดัน18โครงการน้ำ สนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ‘สระแก้ว’

กรมชลดัน18โครงการน้ำ สนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ‘สระแก้ว’

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้จัดทำแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำห้วยพรมโหดและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว เพื่อรองรับการจัดตั้ง “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว” ซึ่งพบว่าหากต้องการแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างยั่งยืน จะต้องดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำให้เต็มศักยภาพทั้งการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำใหม่ การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเดิม รวมถึงผันน้ำมาจากลุ่มน้ำข้างเคียง โดยมีการกำหนดเป้าหมายแต่ละโครงการไว้ว่า เพื่อการเกษตรหรือการอุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภค หรือเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย

ในการศึกษาแผนหลักการพัฒนาลุ่มน้ำดังกล่าวมีแผนงานสำคัญ 18 โครงการ จะสามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 62 ล้าน ลบ.ม. และยังมีปริมาณน้ำที่ผันจากพื้นที่ลุ่มน้ำใกล้เคียงอีกประมาณ 35 ล้าน ลบ.ม./ปี มีพื้นที่รับประโยชน์ด้านการเกษตรรวม 68,500 ไร่ โดยแยกเป็นโครงการจัดหาน้ำเพื่ออุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภคในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2 โครงการ คือ โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำคลองพระปรง ซึ่งจะ ได้น้ำใช้การเพิ่มขึ้น 10 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี และโครงการวางท่อผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองพระปรงสู่พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งทั้ง 2 โครงการอยู่ระหว่างก่อสร้าง

นอกจากนี้ ยังมีโครงการเพื่อบรรเทาอุทกภัยพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 3 โครงการ ได้แก่ คลองผันน้ำหลากอ้อมเมืองอรัญประเทศ โครงการประตูระบายน้ำพร้อมสถานีสูบน้ำปลายคลองพรมโหด และโครงการพนังกั้นน้ำคลองพรมโหด ส่วนที่เหลือ 13 โครงการ เป็นการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรสำหรับพื้นที่บริเวณใกล้เคียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับการเจริญเติบโตเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต แยกเป็นโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง ก่อสร้างฝาย 2 แห่ง เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม 1 แห่ง และขุดลอกอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง โดยมีโครงการที่พร้อมจะดำเนินการได้ทันที 1 แห่ง คือ โครงการอ่างเก็บน้ำแซร์ออ อำเภอวัฒนานคร ความจุ 2.34 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งกรมชลประทานมีแผนก่อสร้างในปี พ.ศ.2561

รายงานพิเศษ : จับตา..แผนพัฒนาลุ่มน้ำพรมโหด แก้วิกฤติน้ำเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294139

รายงานพิเศษ : จับตา..แผนพัฒนาลุ่มน้ำพรมโหด แก้วิกฤติน้ำเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว

รายงานพิเศษ : จับตา..แผนพัฒนาลุ่มน้ำพรมโหด แก้วิกฤติน้ำเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ซึ่ง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบกำหนดพื้นที่ที่มีศักยภาพเหมาะสมในการจัดตั้งเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจำนวน 10 จังหวัด โดย 1 ใน 10 จังหวัดที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษก็คือ จังหวัดสระแก้ว

รัฐบาลมุ่งหวังให้ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมอำเภออรัญประเทศ และอำเภอวัฒนานคร จำนวน 207,500 ไร่ เป็นประตูสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมความมั่นคงของประเทศได้ โดยจะให้ความสำคัญกับ อุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตร เครื่องมือเกษตร อาหาร พลาสติก และโลจิสติกส์ ตลอดอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวเนืื่องเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเกี่ยวกับการเกษตร คือ “น้ำ” ต้องมีอย่างพอเพียง และจะต้องไม่ประสบภัยจากน้ำ

กรมชลประทาน จึงได้จัดทำแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำห้วยพรมโหดและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว เพื่อรองรับการจัดตั้ง “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว” ดังกล่าวขึ้นมา

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในการศึกษาแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำดังกล่าว พบว่า หากต้องการให้น้ำมีเพียงพอรองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว และสามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และปัญหาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน จะต้องดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำให้เต็มศักยภาพทั้งการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำแห่งใหม่ การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเดิม การก่อสร้างอาคารควบคุมบังคับน้ำ ระบบกระจายน้ำ รวมถึงการผันน้ำมาจากลุ่มน้ำข้างเคียง และที่สำคัญจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายปริมาณการจัดสรรน้ำแต่ละโครงการไว้อย่างชัดเจน เพื่อการเกษตรหรือการอุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภค หรือเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัย

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ได้การศึกษาไว้มีโครงการสำคัญๆ 18 โครงการ จะสามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 62 ล้าน ลบ.ม. และยังมีปริมาณน้ำที่ผันจากพื้นที่ลุ่มน้ำใกล้เคียงอีกประมาณ 35 ล้าน ลบ.ม./ปี มีพื้นที่รับประโยชน์ด้านการเกษตรรวม 68,500 ไร่ โดยแยกเป็นโครงการจัดหาน้ำเพื่ออุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภคในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2 โครงการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างคือ โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำคลองพระปรง ซึ่งจะได้น้ำใช้การเพิ่มขึ้น 10 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี โดยกรมชลประทานดำเนินการก่อสร้าง และโครงการวางท่อผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองพระปรงสู่พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ โดยการประปาส่วนภูมิภาคเป็นผู้ก่อสร้าง

นอกจากนี้ยังมีโครงการเพื่อบรรเทาอุทกภัยพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 3 โครงการ ได้แก่ คลองผันน้ำหลากอ้อมเมืองอรัญประเทศ โครงการประตูระบายน้ำพร้อมสถานีสูบน้ำปลายคลองพรมโหด และโครงการพนังกั้นน้ำคลองพรมโหด ส่วนที่เหลือ 13 โครงการ เป็นการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรสำหรับพื้นที่บริเวณใกล้เคียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับการเจริญเติบโตเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต แยกเป็นโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง ก่อสร้างฝาย 2 แห่ง เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม 1 แห่ง และขุดลอกอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง โดยมีโครงการที่พร้อมจะดำเนินการได้ทันที 1 แห่ง คือโครงการอ่างเก็บน้ำแซร์ออ อำเภอวัฒนานคร ความจุ 2.34 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งกรมชลประทานมีแผนก่อสร้างในปี พ.ศ.2561

ในส่วนของโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและจัดหาน้ำพื้นที่เกษตร ประกอบด้วย โครงการประตูระบายน้ำบ้านคลองยาง ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร จะสามารถกักเก็บน้ำในลำน้ำได้ 629,000 ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองบัวเหนือ ปัจจุบันเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กของกรมชลประทานตั้งอยู่ที่ ตำบลหันทราย อำเภออรัญประเทศ มีความจุประมาณ 400,000 ลบ.ม. จะพัฒนาให้เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางให้สามารถเก็บกักน้ำได้ 7.65 ล้าน ลบ.ม. โดยการจัดซื้อที่ดินหน้าอ่างฯประมาณ 1,000 ไร่ ขุดเป็นสระขนาดใหญ่ความลึกประมาณ 5 เมตร พร้อมทั้งปรับปรุงทางระบายน้ำล้นเดิม(spillway) ให้เป็นอาคารระบายน้ำล้นแบบประตูระบายน้ำ โดยจะดำเนินการพร้อมกันกับโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองบัวเหนือ เนื่องจากรอยู่ในลุ่มน้ำเดียวกันคือ ลุ่มน้ำพรมโหด สามารถบริหารจัดการน้ำร่วมกันได้

นอกจากนั้นยังมีโครงการเป็นโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ประกอบด้วย โครงการคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองอรัญประเทศ และ โครงการประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำปลายห้วยพรมโหด พร้อมพนังป้องกันน้ำท่วม โดยทั้งสองโครงการจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำห้วยพรมโหด โดยเฉพาะบริเวณชุมชนเมืองอรัญประเทศ และย่านการค้าชายแดนได้อย่างมีนัยสำคัญ

นายสุทธิ คำมุงคุณ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 11 บ้านคลองยาง ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า คลองพรมโหดเป็นคลองที่ชาวบ้าน 2 หมู่บ้านใช้น้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค แต่ที่ผ่านเรามีปัญหาเรื่องน้ำโดยตลอด บางปีตกชุกน้ำเยอะมากทำให้อาคารบริเวณนี้เสียหายไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ พอถึงฤดูแล้งน้ำก็จะขาดแคลน กรมชลประทานเข้ามาศึกษาก็มีความหวัง และเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำได้ อยากเห็นภาพในวันนั้นที่ชาวบ้านจะได้ใช้น้ำได้อย่างเต็มที่ได้ตลอดไป

นายวัลลภ วรนาม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองบัว ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนและอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว กล่าวว่า ในเบื้องต้นหากการพัฒนาจะทำให้คนในชุมชนดีขึ้นก็เห็นด้วยในหลักการ แต่ต้องมาพิจารณารายละเอียดของโครงการอีกครั้งว่าจะมีผลกระทบและจะมีแนวทางในการดูแลชาวบ้านที่มีการถือครองที่ดินจำกัดอย่างไร เพื่อให้ทุกภาคส่วนการใช้น้ำจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างแท้จริง

“กรมชลประทานมั่นใจว่า หากแผนการพัฒนาแหล่งน้ำสามารถดำเนินการได้ทุกโครงการ ไม่ใช่แค่ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว เท่านั้นที่จะมีน้ำอย่างพอเพียง แต่พื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ข้างเคียงก็จะมีน้ำความอุดมสมบูรณ์ ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม จะเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย