เตือนไร่อ้อยระวัง‘ด้วงหนวดยาว’ ย้ำทำลายผลผลิตหนัก-จับตาเข้มจนถึงเมษายนปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295140

เตือนไร่อ้อยระวัง‘ด้วงหนวดยาว’  ย้ำทำลายผลผลิตหนัก-จับตาเข้มจนถึงเมษายนปีหน้า

เตือนไร่อ้อยระวัง‘ด้วงหนวดยาว’ ย้ำทำลายผลผลิตหนัก-จับตาเข้มจนถึงเมษายนปีหน้า

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ขอให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยเฝ้าระวังการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อย โดยเฉพาะตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2560 ไปจนถึงเดือนเมษายน 2561 ซึ่งด้วงหนวดยาวจะระบาดกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่โดยเฉพาะในเขตที่ปลูกอ้อยเป็นดินทราย หรือดินร่วนปนทราย โดยตัวอ่อนด้วงหนวดยาวจะกัดกินราก ทำลายเหง้า และเจาะลำต้นติดกับเหง้าแล้วกินเข้าไปในเนื้ออ้อย ทำให้ใบอ้อยมีสีเหลือง และแห้งตายคล้ายกับอ้อยขาดน้ำ อ้อยปลูกใหม่จะเข้าทำลายในท่อนพันธุ์ที่ปลูก ทำให้หน่อไม่งอกหรืองอกก็แห้งตาย ซึ่งด้วงหนวดยาวสามารถเข้าทำลายอ้อยได้ตั้งแต่ระยะแตกกอ จนถึงใกล้เก็บเกี่ยว การแก้ไขปัญหาโดยการใช้สารเคมี นอกจากทำให้ได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรแล้วยังเป็นอันตรายต่อเกษตรกรผู้ใช้และยังส่งผลให้สภาพแวดล้อมเป็นพิษ

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวและลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี ขอแนะนำให้เกษตรกรต้องหมั่นสำรวจแปลงอ้อยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 ถึงเดือนเมษายน 2561 หากพบว่าตัวอ่อนด้วงหนวดยาวมากกว่า 1 ตัว ต่อความยาวของแถวปลูกอ้อย ประมาณ 1 เมตร แนะนำให้ไถรื้อแปลงลึก 50-60 ซม. แล้วเก็บตัวหนอนมาทำลายหรือนำมาประกอบเป็นอาหารรับประทาน นอกจากนี้ ควรปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรการระบาด ใช้เชื้อราเมตาไรเซียม (เชื้อสด) ฉีดพ่นหรือโรยบนท่อนพันธุ์อ้อยที่ปลูกใหม่แล้วกลบดิน ส่วนอ้อยตอแนะนำให้ขุดเป็นร่องใกล้ตออ้อย แล้วฉีดพ่นเชื้อราเมตาไรเซียมแล้วกลบดิน และในช่วงประมาณปลายเดือนเมษายน ถึงเดือนมิถุนายน ดักแด้ของด้วงหนวดยาวจะออกมาเป็นตัวเต็มวัยแนะนำให้ขุดหลุมดัก เพื่อกำจัดตัวเต็มวัยก่อนวางไข่ พร้อมกันนั้นควรปรับปรุงดินโดยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้สารเคมี แนะนำให้ฉีดพ่นด้วยสาร Fipronil (Asscend 5% SC) อัตรา 80 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ฉีดบนท่อนพันธุ์อ้อยแล้วกลบดิน ส่วนอ้อยตอแนะนำให้ขุดร่องข้างแถวอ้อยแล้วฉีดพ่นสารเคมีแล้วกลบดิน

นายสมคิดกล่าวอีกว่า ขณะนี้ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี จัดอบรมเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในจังหวัดกาญจนบุรีให้มีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันกำจัดศัตรูอ้อยที่สำคัญโดยเฉพาะด้วงหนวดยาว
โดยสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.0-3544-0926-7 ทุกวันในเวลาราชการ

‘ฝนหลวง’ขับเคลื่อนแผน5ปี ลั่นสร้างองค์กรสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295137

‘ฝนหลวง’ขับเคลื่อนแผน5ปี ลั่นสร้างองค์กรสู่ความสำเร็จ

‘ฝนหลวง’ขับเคลื่อนแผน5ปี ลั่นสร้างองค์กรสู่ความสำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่ากรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นกรมจัดตั้งใหม่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจหลักในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ ให้เกิดฝนในปริมาณและการกระจายที่เหมาะสม การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ และการดัดแปรสภาพอากาศแก้ไขภัยพิบัติ
อันเนื่องมาจากความผันแปรของภูมิอากาศและสภาวะโลกร้อน โดยมีบุคลากรจากหลากหลายหน่วยงาน ซึ่งอาจมีความคิด ความเชื่อ หรือแนวปฏิบัติที่แตกต่างกัน ดังนั้น การที่หน่วยงานที่ต้องการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ดำเนินงานไปสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ คือ เป็นองค์กรชั้นนำในระดับโลกด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ของพระราชา ภายในปี 2579 จึงต้องเสริมสร้างวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์การ เพื่อเป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้บุคลากรมีพฤติกรรมที่สามารถสนับสนุนการดำเนินการต่างๆ ให้องค์การบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงได้ดำเนินการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร โดยมีการจัดทำแผนวัฒนธรรมองค์กรระยะ 5 ปี เพื่อกำหนดทิศทางและแนวทางในการเสริมสร้างให้บุคลากรของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีพฤติกรรมตามแนวทางของวัฒนธรรมองค์กรที่พึงประสงค์ของกรม เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ต่างๆ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ รวมทั้งยังเป็นการเสริมสร้างให้บุคลากรมีรูปแบบพฤติกรรมการทำงานและแนวคิดทัศนคติที่ดีเป็นไปในทิศทางเดียวกันอีกด้วย นายสุรสีห์ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเปิดแปลงเรียนรู้ข้าว‘กข43’ที่อยุธยา หนุนรวมแปลงใหญ่ปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295145

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเปิดแปลงเรียนรู้ข้าว‘กข43’ที่อยุธยา หนุนรวมแปลงใหญ่ปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเปิดแปลงเรียนรู้ข้าว‘กข43’ที่อยุธยา หนุนรวมแปลงใหญ่ปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชาวนาส่วนใหญ่ทำนาแล้วต้องประสบกับภาวะขาดทุน ได้ข้าวคุณภาพต่ำ พบปัญหาวัชพืช ข้าวพันธุ์ปน โรคและแมลงศัตรูข้าว นก และหนู อีกทั้งผลผลิตยังจำหน่ายได้ในราคาต่ำ ทำให้ต้องเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเรื่อยมา

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตระหนักถึงปัญหาของชาวนาจึงมีนโยบายให้ทำโครงการจัดทำแปลงเรียนรู้การทำนาคุณภาพแบบประณีตและประหยัดต้นทุน เพื่อเป็นต้นแบบให้กับชาวนาได้นำวิธีไปปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตของตนเองในการแก้ปัญหาต่างๆ ต่อไป โดยพื้นที่ ต.ข้าวงาม อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ชาวนาส่วนใหญ่ปลูกข้าวเกินปีละ 2 ครั้ง ปลูกต่อเนื่องไม่มีการพักดิน ดินเสื่อมโทรมและมีปัญหาวัชพืชจำนวนมาก เมื่อนำผลผลิตไปขายจึงได้ราคาต่ำเพราะมีสิ่งเจือปนมาก กรมการข้าวจึงได้คัดเลือกพื้นที่ 15 ไร่ มาจัดทำเป็นแปลงเรียนรู้การทำนาคุณภาพแบบประณีตและประหยัดต้นทุน โดยเลือกปลูกข้าวพันธุ์ กข43 ซึ่งเป็นพันธุ์รับรองของกรมการข้าวและมีงานวิจัยรองรับว่าเป็นข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เป็นข้าวเพื่อสุขภาพ

แปลงเรียนรู้นี้ นอกจากต้องการให้ชาวนาได้เข้ามาศึกษารูปแบบการทำนาแบบประณีตและประหยัดต้นทุน โดยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วย เช่น เครื่องหยอดข้าวที่สามารถลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวได้จากเดิมกว่า 50% แล้ว ยังมีการใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างเหมาะสม ในการจัดการดิน ปุ๋ย การให้น้ำ และการเก็บเกี่ยว ยังถ่ายทอดความรู้เรื่องการรวมกลุ่มกันผลิตในรูปแบบของนาแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างความเข้มแข็งและสร้างอำนาจต่อรอง รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงการตลาดได้ด้วย

นอกจากนี้ วัตถุประสงค์อีกด้านของการทำแปลงเรียนรู้คือ ต้องการรู้ถึงผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของข้าวพันธุ์ กข43 ต้องการรู้มูลค่าผลผลิตทั้งหมดที่จะออกมาของข้าว 1 ไร่ ตั้งแต่เป็นข้าวสารรวมถึงการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทุกชนิด เพื่อให้ได้มูลค่าที่แท้จริงและราคาที่ควรสะท้อนกลับไปสู่ชาวนาว่าควรจะเป็นเท่าไร ซึ่งแปลงเรียนรู้นี้จะเก็บสถิติข้อมูลทุกอย่างเพื่อเปรียบเทียบต้นทุนและผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ซึ่งต่อไปจะนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลที่ทันสมัยยิ่งขึ้นมาใช้ เพื่อทดสอบและติดตามผลว่าการทำนาแบบใดประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากชาวนาที่ต้องการปลูกข้าว กข43 อยากให้รวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่ มีคณะกรรมการบริหารจัดการกลุ่ม มีพื้นที่ในเขตภาคกลางยิ่งดีเนื่องจากพื้นที่มีความเหมาะสมและน่าจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพราะข้าวพันธุ์นี้จะไม่ส่งเสริมแบบทั่วไป จะเน้นตลาดเฉพาะผู้สนใจต้องลงทะเบียนยื่นความประสงค์กับกรมการข้าวเท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการหรือโรงสีข้าวที่ต้องการนำข้าว กข43 ไปแปรรูปก็สามารถติดต่อได้ที่กรมการข้าวเช่นกัน เพื่อกรมการข้าวจะได้เชื่อมโยงการตลาดจับคู่ธุรกิจให้ระหว่างกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ ที่สำคัญต้องมีการตรวจรับรองระบบการผลิตตามมาตรฐานแปลง GAP โรงสี GMP เพื่อให้ได้ข้าวสารที่ผ่านการรับรองตราสัญลักษณ์ Q และมี QR code กำกับ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพตลอดกระบวนการผลิตและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ด้วย

ด้าน นายสุวัฒน์ เจียระคงมั่น รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้าวพันธุ์ กข43 มีลักษณะเด่นที่อายุการเก็บเกี่ยวสั้น 95 วัน ปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม คุณภาพของเมล็ดทางการหุงต้มรับประทานดี ข้าวสุกนุ่ม เหนียว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ต้านทานปานกลางต่อโรคใบไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล พื้นที่แนะนำปลูกควรเป็นพื้นที่นาชลประทาน พื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน และเกษตรกรมีช่วงเวลาในการทำนาน้อยกว่า
พื้นที่ปลูกข้าวอื่นๆ หรือพื้นที่ที่มีปัญหาข้าววัชพืชระบาด ที่สำคัญข้าวพันธุ์ กข43 เป็นข้าวขาวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งกรมการข้าวได้ทำการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และได้นำไปให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานรับประทาน พบว่าสามารถรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงขึ้น ทำให้ผู้ป่วยรับประทานข้าวนุ่มได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

สำหรับแปลงเรียนรู้ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่กรมการข้าวได้เข้าไปส่งเสริมการปลูกข้าว กข43 ด้วยวิธีประณีต พบว่าเกษตรกรเจ้าของแปลงสามารถลดต้นทุนจากเดิมที่ 4,000-5,000 ลดเหลือ 3,000 กว่าบาท ซึ่งเกิดจากการปลูกข้าวโดยใช้เครื่องหยอดลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์จาก 30 กก.ต่อไร่ เหลือ 10 กก.ต่อไร่ สามารถลดต้นทุนส่วนนี้ลงได้ 300-400 บาท ส่วนผลผลิตค่าเฉลี่ย 700-800 กก.ต่อไร่ ทั้งนี้ คาดว่าราคาขายข้าวเปลือกน่าจะอยู่ที่ตันละ 10,000 บาท แปรรูปเป็นข้าวสารเฉลี่ยอยู่ที่ 50-70 บาทต่อกก. ซึ่งเชื่อว่าอนาคตข้าวพันธุ์ กข43
จะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่รักสุขภาพ

สมศักดิ์คาดกม.เก็บค่าน้ำชาวนาไม่ผ่านสภาฯแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295148

สมศักดิ์คาดกม.เก็บค่าน้ำชาวนาไม่ผ่านสภาฯแน่

สมศักดิ์คาดกม.เก็บค่าน้ำชาวนาไม่ผ่านสภาฯแน่

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 15.02 น.

“สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” คาดกฎหมายเก็บค่าน้ำชาวนาไม่ผ่านสภาฯแน่ ด้านสมาคมชาวนาโวยรัฐคิดเก็บค่าน้ำได้ไง ทั้งๆที่ต้นน้ำปลายน้ำยังมีปัญหา    

1 ต.ค.60 จากกรณีร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ทรัพยากรน้ำ พ.ศ….. ซึ่งสร้างความกังวลแก่ชาวนา ที่ต้องรับภาระต้นทุนสูงขึ้นนั้น

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต ส.ส.อ่างทอง หลายสมัย กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่ได้เก็บค่าน้ำ กฎหมายนี้ยังไม่ผ่านสภาฯ ตนมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะออกกฎหมายใดก็ตาม ย่อมไม่ทำให้มีผู้เดือดร้อนแน่

“การที่จะเก็บค่าน้ำจากเกษตรกร รัฐต้องมีความพร้อมในการบริหารจัดการ และรับผิดชอบช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำเพียงพอ ขอเกษตรกรไม่ต้องกังวล คาดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านสภาฯแน่” นายสมศักดิ์ กล่าว

ส่วนนายวิเชียร พวงลำเจียก ที่ปรึกษาสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้ชาวนามีต้นทุนสูง ราคาข้าวตกต่ำ ใช้น้ำเป็นไปตามฤดูทำนา ใช้น้ำน้อยกว่าภาคอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำตลอดปีและบางส่วนยังสร้างมลภาวะ ไม่เห็นรัฐจะเก็บค่าน้ำจากภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งการบริหารจัดการน้ำแก่ชาวนา ทั้งต้นน้ำ ปลายน้ำ ยังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ กลับยังมีแนวคิดจะเก็บค่าใช้น้ำจากชาวนาอีกหรือ

กรมปศุสัตว์แนะจับตาโรคสัตว์ปีก ชี้ปลายฝนต้นหนาวเสี่ยงติดเชื้อง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295051

กรมปศุสัตว์แนะจับตาโรคสัตว์ปีก  ชี้ปลายฝนต้นหนาวเสี่ยงติดเชื้อง่าย

กรมปศุสัตว์แนะจับตาโรคสัตว์ปีก ชี้ปลายฝนต้นหนาวเสี่ยงติดเชื้อง่าย

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560, 16.44 น.

กรมปศุสัตว์ ชี้สภาพอากาศเปลี่ยนกระทบสุขภาพสัตว์ปีกโดยตรง เสี่ยงอ่อนแอติดเชื้อโรคได้ง่าย สั่งการทุกจังหวัดคุมเข้มมาตรการเฝ้าระวังโรคสัตว์ปีก แนะเกษตรกรดูแลสุขภาพสัตว์ใกล้ชิด เตรียมโรงเรือน-จัดสภาพภายในให้เหมาะสม ช่วยป้องกันโรคระบาดสัตว์ได้ 

30 ก.ย.60 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนฤดูกาล จากฤดูฝนสู่ฤดูหนาว ระหว่างวันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งฝนตกหนักทำให้อากาศค่อนข้างชื้น สลับกับอากาศร้อนจัดในช่วงกลางวัน และหนาวเย็นลงในตอนกลางคืน สภาวะเช่นนี้ทำให้สัตว์เลี้ยงมีภูมิคุ้มกันต่ำลง กรมปศุสัตว์จึงเร่งให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดและปศุสัตว์อำเภอ เพิ่มความถี่ในการออกตรวจเยี่ยมและให้คำแนะนำ ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในวิธีการเลี้ยงและการป้องกันโรคแก่เกษตรกร พร้อมค้นหาสัตว์ป่วยหรือตายที่มีอาการคล้ายโรคระบาด หากตรวจพบจะดำเนินการตามหลักการที่ถูกต้องทันที

“ขอให้เกษตรกรหมั่นดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสัตว์ปีกที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศมากกว่าสัตว์ประเภทอื่น จึงอาจเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรคหลอดลมอักเสบ และโรคอหิวาต์ ขณะเดียวกันช่วงนี้ยังเป็นฤดูกาลอพยพของนกจากต่างถิ่น ที่อาจจะนำเชื้อโรคเข้ามาด้วย ขอแนะนำให้เกษตรกรจัดเตรียมโรงเรือนที่สามารถป้องกันลมและฝนได้ กรณีโรงเรือนแบบเปิดต้องเพิ่มตาข่ายป้องกันสัตว์พาหะนำโรค หากอากาศเปลี่ยนแปลงมากควรให้วิตามินเสริม 3-5 วันติดต่อกัน”

น.สพ.สรวิศ กล่าวอีกว่า เกษตรกรควรย้ายสัตว์ปีกที่เลี้ยงหลังบ้านเข้าเลี้ยงในโรงเรือนทั้งหมด เน้นการจัดการโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ดูแลโรงเรือนให้อยู่ในสภาพดี ในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักและลมแรง ควรเพิ่มผ้าใบด้านข้างโรงเรือน เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์โดนละอองฝน และเข้มงวดกับการใช้ยาฆ่าเชื้อโรคก่อนเข้าฟาร์มและโรงเลี้ยง ควรให้อาหารและน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ ที่สำคัญต้องทำวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรมที่กรมปศุสัตว์กำหนด สัตว์จะปลอดโรคและแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา ช่วยลดอัตราการป่วย-ตาย และให้ผลผลิตดีขึ้น

สำหรับการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ เมียนมา กัมพูชา มาเลเซีย และลาว ตามรายงานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) กรมปศุสัตว์มีหน่วยงานเฉพาะที่เฝ้าติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด และมีมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการตรวจสอบการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเข้า-ออกตามแนวชายแดน และเจ้าหน้าที่ด่านกักสัตว์ได้ตั้งจุดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อยานพาหนะต้องสังสัยที่จุดผ่านแดน ทั้งรถยนต์ รถจักรยาน และรถเข็น

โฆษกกรมปศุสัตว์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เกษตรกรสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเรื่องโรคสัตว์จากกรมปศุสัตว์และหน่วยงานสาธารณสุขเป็นหลัก รวมทั้งสามารถขอคำแนะนำและสอบถามข้อมูลต่างๆ ที่สำนักงานปศุสัตว์ใกล้บ้าน ในวันและเวลาราชการ และขอความร่วมมือประชาชนหากพบเห็นสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ โปรดแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ ปศุสัตว์จังหวัด อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือแจ้งผ่านสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร 0-9630-11946 ตลอด 24 ชั่วโมง

แจงสี่เบี้ย : กลุ่มเกษตรกรบ้านโนนเขวา ดึงระบบสหกรณ์บริหารจัดการสร้างความมั่นคงอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294739

227832

แจงสี่เบี้ย : กลุ่มเกษตรกรบ้านโนนเขวา ดึงระบบสหกรณ์บริหารจัดการสร้างความมั่นคงอาชีพ

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปัญหาจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ส่งผลให้เกษตรกรบ้านโนนเขวา ตำบลดอนหัน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ต้องประสบกับปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ จึงได้รวมตัวกันขึ้นเพื่อสร้างความเข้มแข็ง โดยนำระบบสหกรณ์มาใช้ในการบริหารจัดการกลุ่ม พร้อมกับส่งเสริมการปลูกพืชที่มีความหลากหลาย มีการวางแผนการตลาด รวมถึงหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ ส่งผลให้ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรบ้านโนนเขวาเกิดความเข้มแข็งในอาชีพ และมีความเป็นอยู่ที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันแปลงผักเขียวขจีหลายร้อยแปลงที่บ้านโนนเขวา เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำสองฝั่งลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แต่ต้องการให้เกษตรกรผู้ปลูกผักมีอาชีพมั่นคงยั่งยืน ผู้ใหญ่บ้านโนนเขวา จึงตัดสินใจร่วมกับลูกบ้าน จัดตั้งกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านโนนเขวาขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการตลาด การปลูกผักแบบไร้ทิศทาง ผลผลิตมากเกินความต้องการ ทำให้ขายไม่ได้ราคา

กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านโนนเขวา เริ่มรวมตัวและนำระบบสหกรณ์มาใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 ซึ่งสามารถช่วยให้สมาชิกมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น มีต้นทุนการผลิตที่จากเดิมสูงถึง 14,000 บาท/ไร่ ก็ลดลงมาอยู่ที่ 9,500 บาท/ไร่ ผลผลิตที่เคยได้เพียง 1,400 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 1,600 กิโลกรัม/ไร่ เป็นผลจากการลดการใช้สารเคมี แล้วหันมาใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกด้วยวิธีรวมกลุ่มกันทำ ทำให้ต้นทุนการผลิตลด จากการปลูกพืชที่หลากหลาย ทั้งผักบุ้ง ผักกาดหอม กะเพรา พริก คะน้า ถั่วฝักยาว หอม หมุนเวียนกันในกลุ่ม อีกทั้งตลาดในปัจจุบันให้ความสนใจกับผักปลอดภัยมากขึ้น ทำให้รายได้ของสมาชิกในกลุ่มดีขึ้นกว่าเดิมมาก

ทั้งนี้การจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์เพื่อบริหารจัดการกลุ่มนั้น จะมีคณะกรรมการดำเนินงานรับผิดชอบ มีการวางแผนการผลิตในการปลูกพืชอย่างชัดเจนว่าควรจะปลูกพืชชนิดใด จำนวนเท่าไหร่ ให้ตรงตามความต้องการของตลาด แล้วจึงจัดสรรให้สมาชิกนำไปปลูก เมื่อได้ผลผลิตแล้วจึงรวมกลุ่มเพื่อขาย โดยมีการติดต่อกับทาง บริษัท เทสโก้โลตัส จำกัด เพื่อตกลงราคาซื้อขายกัน เป็นการยืนราคาป้องกันราคาผลผลิตตกต่ำ ทำให้สมาชิกมีรายได้ทุกสัปดาห์ และนอกจากธุรกิจการรวบรวมผลผลิตผักของสมาชิกเพื่อส่ง บริษัท เทสโก้โลตัส จำกัด เป็นตลาดหลักแล้ว ยังมีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผักต้นทุนต่ำให้กับสมาชิกอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วระบบการบริหารจัดการแบบกลุ่มโดยวิธีสหกรณ์ของกลุ่มเกษตรกรบ้านโนนเขวา ถือว่าประสบผลสำเร็จในระดับที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถทำให้สมาชิกในกลุ่ม มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชุมชนเข้มแข็งขึ้น และมีการพัฒนากลุ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคตกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านโนนเขวามีแนวโน้มที่จะสร้างโรงคัดและบรรจุ เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้กับกลุ่มและสมาชิกต่อไปด้วย

เขื่อนลำตะคองระดับน้ำวิกฤติ l เร่งขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณกักเก็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294738

เขื่อนลำตะคองระดับน้ำวิกฤติ l เร่งขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณกักเก็บ

เขื่อนลำตะคองระดับน้ำวิกฤติ l เร่งขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณกักเก็บ

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ที่ยังมีปริมาณน้อยกว่าเขื่อนอื่นๆ ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บ พร้อมกับเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนคลองสียัด เขื่อนพระปรง เขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนปราณบุรี โดยกรมฝนหลวงฯ ได้วางเป้าหมายในการเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนให้ไม่น้อยกว่า 20% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 10% ซึ่งทำให้ต้องระดมทุกภาคส่วนมาช่วยและต้องทำฝนในส่วนของเมฆชุดหลังฝนด้วย เนื่องจากหลังจากฝนตกแต่ละครั้ง จะมีเมฆอีกชุดตามมาสามารถทำฝนได้อีกครั้ง ทั้งนี้ ผลการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคองที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม – 18 กันยายน 2560 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคองไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 102 วัน มีฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 93 จำนวน 331 เที่ยวบิน จำนวนสารฝนหลวง 350.10 ตัน พลุแคลเซียมคลอไรด์ 21 นัด ซึ่งยังมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนที่ไม่เพียงพอต่อการใช้ในฤดูแล้ง ดังนั้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงเตรียมการวางแผนเติมน้ำในเขื่อนลำตะคองอย่างต่อเนื่องในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้แหล่งน้ำสำคัญของการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิด ได้แก่ ข้าวนาปี มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน และพืชสวน และการใช้น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรของจังหวัดนครราชสีมาเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร

สำหรับผลการปฏิบัติการฝนหลวงประจำปี 2560 กรมฝนหลวงฯตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม ถึง 18 กันยายน 2560 มีการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 182 วัน มีฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็น 97.2 % ปฏิบัติการฝนหลวงจำนวน 3,049 เที่ยวบิน (4,412:32 ชั่วโมงบิน) จังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 56 จังหวัด ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บให้กับเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศจำนวน 10 เขื่อน ที่มีปริมาณน้ำกักเก็บน้อยกว่าตั้งแต่ 3 มี.ค.2560-18 ก.ย.2560 พบว่าฝนตกมีน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพล 1,694 ล้านลบ.ม. เขื่อนแม่กวงอุดมธารา 40 ล้านลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ 341 ล้านลบ.ม.เขื่อนศรีนครินทร์ 854 ล้านลบ.ม. เขื่อนวชิราลงกรณ์ 457 ล้านลบ.ม.เขื่อนคลองสียัด 63.74ล้านลบ.ม. เขื่อนพระปรง 7.8 ล้านลบ.ม. เขื่อนแก่งกระจาน 73 ล้านลบ.ม. เขื่อนปราณบุรี 17.13ล้านลบ.ม. และ
เขื่อนลำตะคอง 28 ล้านลบ.ม. เขื่อนลำพระเพลิง 19 ล้านลบ.ม.

เกษตรฯแจงรื้อสวนส้มสปก.เชียงใหม่ ย้ำเดินหน้างวางแนวทางแก้ปัญหาเบ็ดเสร็จทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294741

เกษตรฯแจงรื้อสวนส้มสปก.เชียงใหม่ ย้ำเดินหน้างวางแนวทางแก้ปัญหาเบ็ดเสร็จทั้งระบบ

เกษตรฯแจงรื้อสวนส้มสปก.เชียงใหม่ ย้ำเดินหน้างวางแนวทางแก้ปัญหาเบ็ดเสร็จทั้งระบบ

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีมีคำสั่งตาม ม.44 ว่าด้วยเรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เข้าทำการรื้อสวนส้มในพื้นที่ ส.ป.ก. ของ จ.เชียงใหม่ ว่า เบื้องต้นมีการรื้อถอนพื้นที่ 120 ไร่ เพื่อปลูกบ้านและทำการเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยหลังจากมีการตรวจสอบเอกสารการเข้าครอบครองสวนส้มในพื้นที่ ส.ป.ก.เชียงใหม่ พบว่าผู้ครอบครองไม่ได้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย และผู้นำเอกสารมาแสดงก็ไม่ใช่เกษตรกร จึงยึดคืนพื้นที่ 5,960 ไร่ พร้อมปิดประกาศให้รื้อถอน/ย้ายออกภายใน 30 วัน

ขณะที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจได้เข้าพูดคุยกับ ส.ป.ก. และ สวนส้ม ได้ความว่า ฝ่ายสวนส้มยินดีที่จะยกสวนส้มพร้อมอาคาร ระบบสาธารณูปโภค และ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ ส.ป.ก. เพื่อนำไปจัดสรรให้เกษตรกรได้ดำเนินกิจการสวนส้มในรูปแบบสหกรณ์การเกษตร โดยเกษตรกรเป็นผู้บริหารและผู้ใช้ประโยชน์จากสวนส้มต่อไป ซึ่งสวนส้มจะรับซื้อผลผลิตจากสหกรณ์การเกษตรที่จัดตั้งขึ้นในรูปแบบเกษตรพันธะสัญญาตามที่จะมีการตกลงกันระหว่างสวนส้มกับสหกรณ์ต่อไป

สาเหตุที่ต้องพิจารณาเป็นเกษตรพันธะสัญญานั้น มีหลายปัจจัย เช่น ข้อจำกัดในการทำสวนส้ม เทคนิคการดูแลส้มเฉพาะ ซึ่งเกษตรจำเป็นต้องได้รับการถ่ายทอดความรู้ การป้องกันโรคระบาดในสวนส้ม และตลาดเดิมของสวนส้มเป็นตลาดระดับบน ยังต้องอาศัยสวนส้มในการเชื่อมโยงผลผลิตของสหกรณ์กับตลาดเดิม อีกทั้งในภาพรวมมีการใช้เงินทุนที่สูงมาก ซึ่งเกษตรกรที่เข้ามาใหม่ หรือการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นมาใหม่นั้นไม่มีเงินทุนในการดำเนินการ จึงจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาเงินทุนจากสวนส้มในรูปแบบเกษตรพันธะสัญญา และด้วยสาเหตุดังกล่าวนั้น ส.ป.ก. จะสามารถนำไปจัดสรรให้เกษตรกรที่ยากไร้ ขาดที่ทำกิน ซึ่งเกษตรกรที่เข้ามาใหม่จะมีอาชีพทันที และสวนส้มจะไม่เสียหายทางเศรษฐกิจมากนัก ถือเป็นทางเลือกที่เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร และ เป็นทางที่สวนส้มเองมีความยินดี

พร้อมกันนี้จะมีการดำเนินการนโยบายการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ โดยการทำงานบูรณาการจากทุกหน่วยงานในรูปแบบ คทช. (คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) คือ การพัฒนาที่ดินให้มีความพร้อมในการพักอาศัยและทำการเกษตร โดยมีการส่งเสริมอาชีพการเกษตร และ การจัดตั้งสหกรณ์การเกษตร ดังนั้นในพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ยึดคืนได้เริ่มต้นจะพัฒนาก่อน โดยได้จัดแบ่งพื้นที่สวนส้มทั้ง 5,958 ไร่ ออกเป็น 6 รูปแบบ ได้แก่ 1.พื้นที่พักอาศัยพร้อมพื้นที่ทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ รวม 600 ไร่ / 2.พื้นที่ Buffer Zone เพื่อป้องกันยาฆ่าแมลง/โรคระบาด รวม 769 ไร่ / 3.พื้นที่ที่จะเป็นถนน/พื้นที่ส่วนกลาง รวม 769 ไร่ / 4.พื้นที่แหล่งน้ำ รวม 352 ไร่ / 5.พื้นที่สวนส้ม เหลือ 4,061 ไร่ / และ 6.ถากถางสวนส้ม ในเนื้อที่ 947 ไร่ ซึ่งได้เลือกพื้นที่ที่เป็นต้นส้มใกล้หมดอายุ หรือ มีผลผลิตน้อย

โดยในส่วนของพื้นที่พักอาศัยพิจารณาเห็นว่า เกษตรกรควรมีที่พักอาศัยพร้อมพื้นที่ทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ รายละ 2 ไร่ ซึ่งจะต้องมีพื้นที่เพียงพอสำหรับทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มีทั้งพืชระยะสั้น ไม้ผล ปศุสัตว์ ประมง เพื่อให้มีรายได้ตลอดปี พร้อมกับจะมีการแบ่งเป็น 5 ชุมชน ชุมชนละ 50-70 ครัวเรือน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านความแออัด โดยแต่ละชุมชนกระจายตัวรอบสวนส้ม เพื่อสะดวกการดูแลสวนส้มของตนเอง และการเดินทาง

นอกจากนี้ จะมีการส่งเสริมอาชีพการทำสวนส้มกับเกษตรกรรายใหม่ที่ไม่เคยทำสวนส้มมาก่อน โดยการนำเกษตรกรบางส่วนจากสวนส้มเดิมเข้ามารับการจัดสรรที่ดินและสอนการทำสวนส้ม และสำหรับการพิจารณาเกษตรกรที่จะเข้ารับการจัดสรรที่ดินเป็นอำนาจหน้าที่ของ คทจ.เชียงใหม่ ซึ่งมี ผวจ.เชียงใหม่ เป็นประธานฯ

ไทยถกรัฐมนตรีเกษตรอาเซียน หนุนร่วมมือ‘สำรองข้าวฉุกเฉิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294736

ไทยถกรัฐมนตรีเกษตรอาเซียน หนุนร่วมมือ‘สำรองข้าวฉุกเฉิน’

ไทยถกรัฐมนตรีเกษตรอาเซียน หนุนร่วมมือ‘สำรองข้าวฉุกเฉิน’

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยโดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (AMAF) ระหว่างวันที่ 28 – 29 กันยายน โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ซึ่งจะมีการพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อการดำเนินโครงการต่างๆ ในปี 2561 รวมถึงมีการพิจารณาแผนงานขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม หรือ APTERR ได้แก่ การผลักดันให้ประเทศสมาชิกร่วมดำเนินงานโดย การทำสัญญาซื้อขายข้าวล่วงหน้า และแผนบริหารการเงินของสำนักเลขานุการฯ ระยะ 5 ปี (2561–2565)

สศก. ในฐานะที่มีบทบาทในการสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักเลขานุการ APTERR และเป็นหน่วยงานประสานของประเทศไทย พร้อมจะผลักดันให้ชาติสมาชิกร่วมดำเนินงานการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อให้ประเทศสมาชิกจับคู่ทำสัญญาซื้อขายข้าวในราคาที่เหมาะสม รวดเร็ว ทันต่อการช่วยเหลือ โดยขณะนี้ประเทศไทย เวียดนาม เกาหลี และญี่ปุ่น ได้เสนอตัวเป็นประเทศผู้ขายข้าว และยังอยู่ระหว่างการรอให้ประเทศสมาชิกแจ้งประเทศผู้ซื้อ

สำหรับการแก้ไขแผนบริหารการเงินของสำนักเลขานุการฯ ปี 2561-2565 ได้ดำเนินการตามมติคณะมนตรี APTERR ที่เห็นชอบให้มีการเพิ่มการบริจาคเงินทุนสำหรับการดำเนินการช่วง 5 ปีข้างหน้าในวงเงินรวมเท่าเดิม ซึ่งการดำเนินงานของ APTERR จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศสมาชิก ในการมีระบบสำรองข้าวไว้ในยามฉุกเฉินเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนอาหารในกรณีเกิดภัยพิบัติ หรือความยากจนในประเทศสมาชิกอาเซียน+3 ก่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวต่อไป

เกษตรฯโปรยงบธนาคารประมง3.05แสนบาท สร้างรายได้ภายในชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294755

เกษตรฯโปรยงบธนาคารประมง3.05แสนบาท สร้างรายได้ภายในชุมชน

เกษตรฯโปรยงบธนาคารประมง3.05แสนบาท สร้างรายได้ภายในชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560, 17.37 น.

28 ก.ย.60 นางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินการนโยบายธนาคารผลผลิตเกษตรด้านประมง ปีงบประมาณ 2560 รวม 20 จังหวัด พบว่าภาพรวมดำเนินการครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละกิจกรรม สมาชิกธนาคารรวมกว่า 1,500 ราย เฉลี่ย 75 รายต่อแห่ง โดยสมาชิกสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในฟาร์มของตนเอง ในระดับค่อนข้างมากกว่าร้อยละ 88 ทำให้ชุมชนมีการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชน เพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำสำหรับเป็นอาหารโปรตีนในการบริโภคและสร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือน

“สมาชิกส่วนใหญ่มีอาชีพภาคการเกษตร ทราบข่าวการมีโครงการจากเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาส่งเสริมและผู้นำในชุมชน สมาชิกธนาคารมีการเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อดินอยู่แล้วเป็นอาชีพเสริม มีประสบการณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประมาณ 7 ปี มีการสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานแห่งละ 305,500 บาท โดยเป็นงบดำเนินงาน 132,500 บาท/แห่ง จำแนกเป็นพันธุ์ สัตว์น้ำ อาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน น้ำยาทดสอบคุณสมบัติน้ำและปูนขาวเพื่อปรับสภาพน้ำ ส่วนงบเงินอุดหนุน 173,000 บาท/แห่ง จำแนกเป็นค่าปรับปรุงแหล่งน้ำให้เหมาะสมต่อการเพิ่มผลผลิต วัสดุล้อมขังสัตว์น้ำ อุปกรณ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประจำธนาคาร และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการธนาคาร” น.ส.รังษิต กล่าว

สรุปผลการดำเนินการปี 2560 ในรูปแบบธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง เริ่มจากการชี้แจงวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับธนาคารให้ชัดเจนก่อน โดยสมาชิกธนาคารทุกรายได้เข้าร่วมฟังคำชี้แจง มีการถ่ายทอดความรู้ในการเลี้ยงสัตว์น้ำ ตั้งแต่การเตรียมแหล่งน้ำ การสร้างอาหารธรรมชาติในแหล่งน้ำ และการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นต้น โดยสมาชิกธนาคารที่เข้าร่วมดำเนินการสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในฟาร์มของตนเอง ในระดับค่อนข้างมา