รายงานพิเศษ : 45 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295595

รายงานพิเศษ : 45 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์

รายงานพิเศษ : 45 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

1 ตุลาคมของทุกปี ถือเป็นวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งปี 2560 นี้ ครบรอบ 45 ปีเต็มแล้ว โดยในปีนี้ได้รับเกียรติจาก พลเอกประสาท สุขเกษตร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 45 ปี มีกิจกรรม การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรมส่งเสริมสหกรณ์ การทำบุญเลี้ยงพระ การอ่านสาร พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้กับข้าราชการของกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานและผู้ปฏิบัติงานในกรมส่งเสริมสหกรณ์ อดีตผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ และบุคลากรในขบวนการสหกรณ์เข้าร่วมในพิธี โดยมีนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยนายเชิดชัย พรหมแก้ว นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกรมฯร่วมให้การต้อนรับ ณ บริเวณลานพระอนุสาวรีย์พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรุงเทพมหานคร

 

ส่องเกษตร : จำเป็นหรือไม่ต้องเก็บค่าน้ำ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295592

449007

ส่องเกษตร : จำเป็นหรือไม่ต้องเก็บค่าน้ำ?

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรกร ชาวนาหลายพื้นที่หลายองค์กร กำลังส่งเสียงคัดค้านกันอย่างดุเดือด หลังมีข่าวจากนายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า ดีเดย์ภายในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ กฎหมายใหม่เกี่ยวกับ “ทรัพยากรน้ำ” จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้มีการเรียกเก็บ “ค่าใช้น้ำ” กับทุกกลุ่มรวมทั้งเกษตรกรที่นำน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะไปใช้ ทั้งแม่น้ำ ลำคลอง บึง แหล่งน้ำใต้ดิน ทะเลสาบ และแหล่งน้ำตามธรรมชาติอื่นๆ

กระแสความไม่พอใจจากกลุ่มเกษตรกรต่างๆนำเสนอออกมารุนแรงมาก กล่าวหารัฐบาล คสช.ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า แทนที่จะเร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อนจากภาวะสินค้าพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำติดต่อกันมาหลายปี จนแทบจะตายกันอยู่แล้ว กลับมาซ้ำเติม เพิ่มต้นทุนให้เกษตรกรอีก ตั้งแต่บรรพบุรุษมาไม่เคยต้องเสียค่าน้ำทำนามาก่อน ทั้งไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนมาเก็บค่าน้ำเช่นนี้ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล คสช.ก็สบช่อง นำไปขยายผลในการโจมตีหนักขึ้นด้วย จนแทบจะเป็นปัญหาการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ติด ต้องให้หลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงทำความเข้าใจกันอย่างหนักในเวลานี้

ก็ขออนุญาตสรุปเรื่องนี้สักนิด กฎหมายที่ว่าคือ ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ… ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นผู้เสนอ แล้วรัฐบาลส่งเข้าสนช.-สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผ่านขั้นตอนวาระที่ 1 เห็นชอบรับหลักการไปตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมา กำลังอยู่ในขั้นตอนแปรญัตติวาระที่ 2 ซึ่งได้ขยายเวลาพิจารณามารอบหนึ่ง จะครบกำหนดตุลาคมนี้ แต่ล่าสุดพล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายฉบับนี้ระบุว่า จะขอขยายเวลาอีก 90 วันไปถึงเดือนมกราคม 2561 เพราะต้องรับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้องอีกมาก ดังนั้น ที่ว่าจะดีเดย์บังคับใช้ตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ จึงไม่ใช่แล้ว

ส่วนเหตุผลที่ต้องออกกฎหมายนี้ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำชี้แจงไว้ว่า เพราะปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ความเสี่ยงเรื่องทรัพยากรน้ำ รัฐบาลจึงต้องมีกลไกบริหารจัดการ“น้ำ”ที่มีประสิทธิภาพ การจัดสรร“น้ำ”ให้เกิดความเพียงพอต่อการใช้ในทุกด้าน จึงเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญ

ซึ่งระบบจัดสรรน้ำจะสร้างสิทธิการเข้าถึงน้ำสาธารณะ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม กฎหมายนี้จึงกำหนดการใช้น้ำไว้ 3 ประเภทคือ 1.ใช้นํ้าเพื่อการดำรงชีพ ไม่ต้องเสียค่าใช้นํ้า 2.ใช้นํ้าด้านการเกษตร เลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ เก็บค่าน้ำไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลบ.ม. ด้านการท่องเที่ยว โรงแรม สถานที่พักผ่อน ร้านอาหารเก็บค่าน้ำ 1-3 บาทต่อลบ.ม. ธุรกิจสนามกอล์ฟ การผลิตไฟฟ้า การประปาสัมปทาน เก็บค่าน้ำไม่เกิน 3 บาทต่อลบ.ม. และ3.สำหรับภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่และกิจการอื่นๆ ที่ใช้น้ำปริมาณมากเก็บค่าน้ำไม่ต่ำกว่า 3 บาทต่อลบ.ม.

ขอทำความเข้าใจตรงนี้ด้วยว่า ที่จะเรียกเก็บคือ“ค่าใช้น้ำ”จากแหล่งน้ำสาธารณะ ไม่ใช่“ภาษีน้ำ”อย่างที่หลายๆสื่อใช้คำนี้ จนเกิดความไขว้เขว และการจัดเก็บตามอัตราดังกล่าว ก็เป็นข้อเสนอตามร่างเดิมของอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลคสช.โดยบิ๊กเต่า-พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯยืนยันล่าสุด คือ รัฐบาลไม่มีความคิดจะเก็บค่าใช้น้ำจากเกษตรกร“รายย่อย”อย่างเด็ดขาด สอดคล้องกับการยืนยันของพล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมาธิการฯพิจารณากฎหมายฉบับนี้

ที่จริงการจัดเก็บ“ค่าใช้น้ำ”จากแหล่งน้ำสาธารณะนั้น เป็นกลไกหนึ่งที่นักวิชาการได้ศึกษาวิจัยและสนับสนุน เพื่อทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในการผลิตทุกภาคส่วน เพราะต้องยอมรับว่า นับวันต้นทุนน้ำยิ่งหดหายหายากขึ้น สวนทางกับการใช้ที่มากขึ้นทุกที…อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาการแย่งใช้น้ำอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงความขัดแย้งแย่งชิงน้ำในช่วงที่เกิดวิกฤติภัยแล้ง

แต่การเก็บค่าน้ำ ต้องทำควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำด้านอื่นๆให้ครบถ้วน รวมถึงรายได้จาก ค่าใช้น้ำที่จัดเก็บได้ ควรต้องนำไปใช้ดูแลรักษาแหล่งน้ำให้อยู่ในสภาพที่ดี เป็นที่ยอมรับของชุมชน

ซึ่งถ้าอธิบายความจำเป็นเหล่านี้ให้เกษตรกรได้เข้าใจ รวมทั้งทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป กับมีมาตรการและกลไกที่สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้ ก็คงจะแก้ไขบรรเทาการต่อต้านลงได้

แต่ถ้ายังปล่อยให้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะฟรีๆแบบไร้ประสิทธิภาพเช่นทุกวันนี้ ไม่เพียงแต่จะย่ำอยู่กับที่ แต่ยิ่งจะทำให้สถานการณ์น้ำของไทยแย่ลงทุกที กระทั่งวิกฤติเกินเยียวยาได้ในที่สุด

สาโรช บุญแสง

โวยจับที่ไหนก็เจอทุจริต ซัดกระทรวงเกษตรฯยัดเยียดถลุงงบฯ’9101′

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295651

โวยจับที่ไหนก็เจอทุจริต ซัดกระทรวงเกษตรฯยัดเยียดถลุงงบฯ'9101'

โวยจับที่ไหนก็เจอทุจริต ซัดกระทรวงเกษตรฯยัดเยียดถลุงงบฯ’9101′

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 20.20 น.

ความคืบหน้ากรณีชาวบ้านหลายอำเภอที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เรียกร้องให้ตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากเห็นว่ามีการดำเนินการหลายส่วนที่ส่อไปในทางทุจริต ไม่โปร่งใส โดย จ.กาฬสินธุ์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 220 โครงการ เป็นเงิน 422,493,549 บาท

โดยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ รายงานว่า หลังมีการร้องเรียนเรื่องดังกล่าว นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มอบหมายให้ นายสนั่น พงษ์อักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นายธนูสินธุ์ ไชยสิริ ปลัด จ.กาฬสินธุ์ นางสาวชุลีพร ภูสมศรี ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์  นายไชยา เครือหงส์ หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ และได้ทำหนังสือเป็นวิทยุด่วนแจ้งให้นายอำเภอทุกอำเภอและศูนย์ดำรงธรรมอำเภอที่ได้รับการร้องเรียน ให้ทำการตรวจสอบทุกโครงการที่เกิดขึ้นในพื้นที่

นอกจากนี้ นายสนั่น ยังได้นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่บ้านนากุดสิม หมู่ที่ 3 ตำบลสายนาวัง อำเภอนาคู เพื่อทำการสุ่มตรวจ โดยมี นายบำรุง คะโยธา อดีตสมัชชาคนจน และกรรมการศูนย์ชาวนาเอเชีย เฝ้าสังเกตการณ์ ซึ่งที่ตำบลนี้ได้รับงบประมาณจัดทำโครงการปุ๋ยอินทรีย์ 2.5 ล้านบาท และปรากฏปัญหาการร้องเรียนว่าไม่โปร่งใส มีการสวมชื่อแรงงานเกษตรกรในชุมชนทั้งที่ไม่มีจริง และมีการหักหัวคิวเป็นค่าสมัครในการเข้าร่วมโครงการคนละ 120 บาทจากค่าแรงงาน ซึ่งคล้ายกับชุมชนอื่นในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ และอำเภอยางตลาด

นายสนั่น กล่าวว่า การสุ่มตรวจชุมชนต่างๆ ถือเป็นการเริ่มต้นในการตรวจสอบตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งได้สั่งการให้นายอำเภอทั้ง 18 อำเภอ ทำการตรวจสอบทุกโครงการแบบปูพรม ซึ่งเบื้องต้นพื้นที่นี้ก็เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริง และยังไม่สรุปว่าผิดหรือถูกแต่มารับฟัง ซึ่งก็มีทั้งหน่วยงานทหารเข้ามาร่วมติดตาม แต่ในกรณีนี้หากมีการพบทุจริต ก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเงินคืนหรือต้องดำเนินคดีอาญา

ด้าน นายบำรุง คะโยธา กล่าวว่า เงิน 2.5 ล้านบาทต่อชุมชน เชื่อว่าเป็นเงินที่มีประโยชน์จริง ถ้ามีเวลาในการทำงาน ให้ชาวบ้านได้คิดและมีการทำประชาคมให้เกิดความรักหวงแหนในงบประมาณแผ่นดิน แต่ลักษณะที่มาของ โครงการ 9101 เป็นโครงการที่ยัดเยียดลงมาให้กับชาวบ้านผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นโครงการเร่งด่วนที่ชาวบ้านรับรู้แต่ว่า จะต้องใช้งบประมาณให้หมดเท่านั้น เรื่องนี้จริงๆสงสารเจ้าหน้าที่ เพราะถูกสั่งให้ใช้เงิน ในแต่ละพื้นที่คิดง่ายๆว่า จะทำอย่างไรให้ได้ใช้งบประมาณตามเป้าหมาย สุดท้ายส่วนใหญ่ก็ออกมาเป็นปุ๋ย คราวนี้เมื่อเป็นปุ๋ยก็เกิดช่องว่าง เพราะในช่วงนั้นก็จะมีผู้รับเหมาเร่งจัดส่ง ยูเรีย ที่เป็นส่วนผสม บางแห่งเป็นแกลบ บางแห่งเป็นขี้ไก่  ก็บอกว่าทำปุ๋ย

“ตรงนี้คือช่องโหว่ จะว่าทุจริตได้หรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับการตรวจสอบ เพราะในบางหมู่บ้านบางแห่ง ที่ทำปุ๋ยเสร็จ เงินใช้ไม่หมดแต่เพื่อให้เงินหมดก็เอาชื่อญาติพี่น้องของตนเองเข้ามาเบิกเงิน หรือในบางแห่งเจ้าหน้าที่ก็จะรู้กันกับผู้รับเหมา เรื่องนี้ตรวจสอบได้ ถ้าตรวจจริงๆ ทั่วประเทศจะพบว่ามีการทุจริตในทุกจังหวัดอย่างแน่นอน” นายบำรุงกล่าว

นายบำรุง กล่าวต่อว่า สิ่งสุดท้ายนั้นจากนี้ในยุคข้าวยากหมากแพง โครงการนี้ที่คิดแบบทหารมีความผิดพลาดชัดเจน เพราะรูปแบบ โครงการ 9101 ตามรอยพ่อฯ เริ่มต้นและ ครม.อนุมัติ ใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์แถมประกาศให้ทำโครงการเพียงเดือนเศษ จึงขอให้รัฐบาล หากจะจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่ควรให้เวลาในการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ มีคุณธรรม เพราะหากยังคงเทงบประมาณลงพื้นที่ในรูปแบบนี้ คงจะเป็นการสอนให้ชาวบ้านโกงมากกว่าที่จะเป็นการทำเกษตรพอเพียงตามรอยพ่อ

กรมชล-กปน.จับมือบริหารน้ำ ร่วมแก้ปัญหาช่วงวิกฤติ‘ประปา’ด้อยคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295340

กรมชล-กปน.จับมือบริหารน้ำ ร่วมแก้ปัญหาช่วงวิกฤติ‘ประปา’ด้อยคุณภาพ

กรมชล-กปน.จับมือบริหารน้ำ ร่วมแก้ปัญหาช่วงวิกฤติ‘ประปา’ด้อยคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในความร่วมมือบริหารทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างยั่งยืนกับการประปานครหลวง (กปน.) เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ ลดปัญหาปริมาณและคุณภาพน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคอย่างยั่งยืน ในลักษณะการบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยจะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อร่วมกันใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และประสานงานเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนข้อมูลการจัดทำแผนงานโครงการในอนาคตของทั้ง 2 หน่วยงาน กำหนดแผนและการจัดสรรน้ำสำหรับการผลิตน้ำประปาของการประปานครหลวง ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตการณ์น้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาด้อยคุณภาพ พิจารณาดำเนินการเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเสริมสร้างทักษะร่วมกัน

นอกจากนี้ กรมชลประทานจะสนับสนุนให้การประปานครหลวงเข้าร่วมเป็นตัวแทนในคณะกรรมการจัดการชลประทาน (Joint Management committee: JMC) ของพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับภารกิจของกรมชลประทานที่นอกจากจะมีภารกิจในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทานแล้ว ยังจะต้องบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำทุกภาคส่วน รวมทั้งยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีของรัฐบาล ที่กรมชล ประทานได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบยุทธศาสตร์การจัดการน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคอีกด้วย

ด้าน นายปริญญา ยมะสมิต ผู้ว่าการ กปน. กล่าวว่า จากสถิติเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา มีการใช้น้ำไปเพื่อการอุปโภคบริโภคอยู่ที่ 2,172.34 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดว่าในปี 2590 จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 2,800 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากการเพิ่มของจำนวนประชากร การขยายตัวของภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ด้านการค้าขาย ตลอดจนภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะนำไปสู่การใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชน ตามนโยบายบำบัดทุกข์บำรุงสุข ของกระทรวงมหาดไทย และจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การบริหารทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเกิดความยั่งยืน และเพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคตต่อไป

นาแปลงใหญ่พุ่งกว่า1.1พันแปลง รวมพื้นที่1.8ล้านไร่-เกษตรกร1.3แสนราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295342

นาแปลงใหญ่พุ่งกว่า1.1พันแปลง รวมพื้นที่1.8ล้านไร่-เกษตรกร1.3แสนราย

นาแปลงใหญ่พุ่งกว่า1.1พันแปลง รวมพื้นที่1.8ล้านไร่-เกษตรกร1.3แสนราย

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมการข้าวเผยผลส่งเสริมนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ สร้างกลุ่มเพิ่มขึ้น 1,173 แปลง พื้นที่รวมกว่า 1.8 ล้านไร่ ครอบคลุมเกษตรกร 1.3 แสนราย

นางจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว เปิดเผยถึงผลการดำเนินโครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) ปี 2560 ว่า กรมการข้าวได้ดำเนินการส่งเสริมการทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มทำการผลิต มีการบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้เกิดการรวมกันผลิตและรวมกันจำหน่ายโดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งกรมการข้าวได้ส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่นำร่องมาตั้งแต่ปี 2558 จำนวน 11 แปลง และในปี 2559 ดำเนินการเพิ่มอีก 369 รวมเป็น 380 แปลง พื้นที่ 942,148.30 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วม 64,000 ราย เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ 20% ต่อตัน และเพิ่มผลผลิตเฉลี่ย 15% ต่อไร่

แต่ปี 2560 ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการให้เกษตรกรได้มีการรวมกลุ่มและสามารถเข้ารับการส่งเสริมในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่มากขึ้น จึงได้มีการปรับหลักเกณฑ์เงื่อนไขใหม่ในการเข้าร่วมโครงการ คือเกษตรกรต้องมีการรวมตัวกัน 30 คนขึ้นไป และมีพื้นที่รวมกัน 300 ไร่ขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องเป็นแปลงติดกันเป็นผืนเดียวกัน แต่ควรมีพื้นที่อยู่ภายในชุมชนใกล้เคียงกัน และเกษตรกรต้องสมัครใจเข้าร่วมโครงการ ส่งผลให้มีเกษตรกรสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก โดยกรมการข้าวสามารถดำเนินการจัดตั้งกลุ่มนาแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นเป็น 1,173 แปลง คิดเป็นพื้นที่รวม 1.8 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วมทั้งสิ้น 130,571 ราย

“นอกจากการปรับหลักเกณฑ์เพื่อเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรได้เข้าร่วมโครงการมากขึ้นแล้ว กรมการข้าวยังมุ่งเน้นส่งเสริมการพัฒนาการผลิตข้าวเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ โดยการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว และเครื่องจักรกลการเกษตร รวมทั้งถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างเหมาะสม ที่สำคัญคือการผลักดันให้เกษตรกรผลิตข้าวตามระบบการเกษตรที่ดี (GAP) ซึ่งที่ผ่านมาจะมีการรับรองมาตรฐานเป็นรายบุคคล แต่ขณะนี้ปรับเปลี่ยนเป็นรับรองมาตรฐานเป็นแบบกลุ่ม เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกทุกคนช่วยกันพัฒนาศักยภาพการผลิตของตนเองให้ได้คุณภาพมาตรฐานเท่าเทียมกันทั้งแปลง สร้างความเชื่อมั่นกับผู้ประกอบการและผู้บริโภค เมื่อกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ก็จะมีกิจกรรมต่อยอดคือเชื่อมโยงการตลาด เป็นการจับคู่ระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับผู้ประกอบการที่รับซื้อผลผลิตจากแปลงใหญ่ ซึ่งขณะนี้มีการเชื่อมโยงตลาดระหว่างผู้ประกอบการกับกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP แล้วจำนวน 56 จังหวัด” นางจุลมณี กล่าว

รักษ์เกษตร : พัฒนาชีวิตเกษตรกรด้วยระบบเกษตรผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295344

รักษ์เกษตร : พัฒนาชีวิตเกษตรกรด้วยระบบเกษตรผสมผสาน

รักษ์เกษตร : พัฒนาชีวิตเกษตรกรด้วยระบบเกษตรผสมผสาน

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผลดีการทำระบบเกษตรผสมผสาน จะช่วยเกษตรกรทางด้านใดบ้างครับ

ทรงวิทย์ อินทร์อักษร

อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี

คำตอบ เกษตรกร จะประสบกับความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และจากความแปรปรวนของสภาพลม ฟ้า อากาศ ซึ่งในแต่ละปีจะมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น เช่น เกิดภาวะฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง น้ำท่วมฉับพลัน จึงเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเกษตรกรที่มีกิจกรรมการเกษตรเพียงอย่างเดียว ระบบเกษตรผสมผสานที่มีความหลากหลาย มีทั้งปลูกพืชสวน ไม้ผล พืชผัก การเลี้ยงสัตว์ หรือการเลี้ยงปลา จะสามารถทดแทนรายได้จากความเสียหายในการปลูกข้าวหรือพืชไร่ที่เป็นพืชหลัก

พัฒนาชีวิตเกษตรกร ด้วยระบบเกษตรผสมผสาน มีข้อดีดังนี้

1.ช่วยเพิ่มรายได้ และกระจายรายได้ตลอดปี การทำระบบเกษตรผสมผสาน ที่มีกิจกรรมหลายกิจกรรมในพื้นที่เดียวกัน จะก่อประโยชน์ในด้านทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีรายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะเป็นรายได้ รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายได้ประจำฤดูกาล จะมีรายได้ประจำวันจากการขายพืชผักสวนครัว รายได้ประจำสัปดาห์จากการเพาะเห็ดฟางในช่วงฤดูแล้ง รายได้ประจำเดือนจากไม้ผลอายุสั้น และรายได้ประจำฤดูกาลจากข้าว ข้าวโพดหวาน ถั่วลิสง ถั่วเขียว ที่ปลูกหลังนา

2.ช่วยลดปัญหาการบุกรุกทำลายป่า กิจกรรมระบบเกษตรผสมผสาน ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไม่ให้ถูกทำลาย เกษตรกรจะปลูกข้าวในช่วงฤดูฝน ส่วนฤดูแล้งจะหาของป่า และเผาถ่านขาย เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว แต่ภายหลังจากการดำเนินการระบบเกษตรผสมผสาน เกษตรกร สามารถมีรายได้จากการขายผลผลิต ข้าว พืชไร่ ไม้ผล พืชผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา จึงสามารถเลิกหาของป่าและเผาถ่านขายอัน เป็นการลดปัญหาการทำลายป่าในระดับหนึ่ง

3.ช่วยให้เกษตรกรมีอาหารเพียงพอต่อการบริโภคภายในครัวเรือน ในระบบเกษตรผสมผสานที่มีหลายกิจกรรม ช่วยทำให้เกษตรกรสามารถมีอาหารไว้บริโภคในครอบครัวครบทุกหมู่ โดยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตได้จากข้าว ข้าวโพด อาหารประเภทโปรตีน ได้จากไก่ ปลา พืชตระกูลถั่ว อาหารประเภทวิตามิน ได้จากเส้นใยพืชผักผลไม้และเห็ดฟาง ช่วยทำให้เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายค่าอาหาร และมีการปรับปรุงคุณภาพโภชนาการ และสุขภาพของเกษตรกรในท้องถิ่นให้ดีขึ้น

4.ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น การดำเนินกิจกรรมในระบบเกษตรผสมผสาน ช่วยทำให้มีการกระจายการใช้แรงงานทำให้มีงานทำตลอดทั้งปี และมีการกระจายรายได้จากกิจกรรมต่างๆ เป็นการลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากภาคการเกษตรไปสู่ภาคอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม และภาคการบริการต่างๆ

ระบบเกษตรผสมผสาน เป็นระบบการเกษตรที่ให้ผลผลิตกับเกษตรกร ทั้งในด้านการมีอาหารเพียงพอแก่การบริโภค การเพิ่มการมีงานทำ การมีรายได้อย่างต่อเนื่อง ลดการเคลื่อนย้ายแรงงาน สามารถใช้ทรัพยากรภายในฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถปรับปรุงสภาพแวดล้อมไม่ให้เสื่อมโทรม ช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติ ช่วยลดความเสี่ยงเนื่องจากความแปรปรวนของสภาพลมฟ้าอากาศ ราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน และการระบาดของศัตรูพืช ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรภายในฟาร์ม ได้แก่ ที่ดิน แรงงาน และเงินทุน ช่วยทำให้เกษตรกรมีอาหารเพียงพอแก่การบริโภคภายในครัวเรือน และมีรายได้อย่างต่อเนืองตลอดปี มีการใช้แรงงานสม่ำเสมอตลอดปี จึงทำให้ลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคการเกษตรไปสู่ภาคอื่นๆ

นาย รัตวิ

‘คูโบต้า’โชว์นวัตกรรมสุดล้ำ รถแทรกเตอร์ระบบไร้คนขับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295339

‘คูโบต้า’โชว์นวัตกรรมสุดล้ำ  รถแทรกเตอร์ระบบไร้คนขับ

‘คูโบต้า’โชว์นวัตกรรมสุดล้ำ รถแทรกเตอร์ระบบไร้คนขับ

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายโอภาศ ธันวารชร กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์โลกและนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทยเข้าสู่เกษตร 4.0 กระตุ้นให้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการทำเกษตร เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต สยามคูโบต้า สยามคูโบต้าในฐานะผู้นำตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรและมีการคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จึงได้นำนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรจากประเทศญี่ปุ่น มาจัดแสดงในการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การเกษตรแบบแม่นยำสูง และทิศทางของอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร ไทยแลนด์ 4.0” และ “งานมหกรรมแทรกเตอร์และเครื่องจักรกลการเกษตร 2017 @ลำตะคอง”

โดยมีนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น แทรกเตอร์ ขนาด 170 แรงม้า รุ่น M7-171 ที่ติดตั้งระบบควบคุมทิศทางอัตโนมัติด้วย GPS ทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น โดยผู้ใช้งานจะบังคับเฉพาะเวลากลับตัวรถเท่านั้น มีการทำงานที่เชื่อมต่อกันระหว่างแทรกเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงด้วย ISOBUS ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลของการสื่อสารระหว่างแทรกเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ผู้ใช้สามารถสั่งงานผ่านหน้าจอได้ทันที นอกจากนี้ยังมีแทรกเตอร์ขนาด 135 แรงม้า รุ่น M135X ติดตั้งอุปกรณ์ปรับระดับพื้นดินด้วยเลเซอร์ เพื่อปรับระดับหน้าดินให้มีขนาดเท่ากันทั้งแปลง รวมถึงรถดำนานั่งขับ 6 แถว ที่มาพร้อมระบบควบคุมทิศทางตรงอัตโนมัติ เช่นเดียวกับรุ่น M7-171 รวมทั้งจัดแสดงข้อมูลและวีดีโอสาธิตเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด นั่นคือ แทรกเตอร์ไร้คนขับที่เป็นจักรกลอัจฉริยะ สามารถควบคุมให้ทำงานในแปลงได้โดยไม่ต้องมีผู้ปฏิบัติงานควบคุมอยู่บนตัวรถ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ได้เริ่มมีการใช้แล้วในประเทศญี่ปุ่น

แจงสี่เบี้ย : ‘สหกรณ์เดินรถกระทุ่มแบน’ กับผลสำเร็จบริหารจัดการที่‘เข้าถึง เข้าใจ และเข้มแข็ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295338

227832

แจงสี่เบี้ย : ‘สหกรณ์เดินรถกระทุ่มแบน’ กับผลสำเร็จบริหารจัดการที่‘เข้าถึง เข้าใจ และเข้มแข็ง’

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหกรณ์กระทุ่มแบน จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสหกรณ์ที่ประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานในรูปแบบสหกรณ์ที่ครอบคลุมทุกด้าน ส่งผลให้สมาชิกพึ่งพาตนเองได้และเกิดความเข้มขึ้นในองค์กร

สหกรณ์กระทุ่มแบน จำกัด จัดตั้งเมื่อ 24 มิถุนายน 2523 ปัจจุบันมีสมาชิก 163 คน สำหรับความสามารถในการบริหารการจัดการ ปัจจุบันสามารถบริหารจัดการจนทำให้การดำเนินงานของสหกรณ์ฯ ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องทุกปี และในรอบปีบัญชีล่าสุดได้รับการจัดชั้นคุณภาพการควบคุมภายในของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์อยู่ในระดับดีมาก

โครงการที่มีส่วนช่วยให้ผลการดำเนินงานของสหกรณ์มีความเข้มแข็งและประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย โครงการรอบรู้เรื่องสหกรณ์ โดยสหกรณ์เดินรถกระทุ่มแบน จำกัด ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาองค์ความรู้แก่บุคลากรทั้งสมาชิก คณะกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการ ผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์มาโดยตลอด มีการอบรมสมาชิกปีละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย เฉพาะสมาชิกเข้าใหม่ และสมาชิกจะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรต่างๆ ของสหกรณ์ ได้แก่ 1) ความรู้เรื่องอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การจัดทำบัญชีครัวเรือน และความรู้เกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคล 2) ร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก อบรมเกี่ยวกับการรณรงค์การขับขี่ปลอดภัยลดอุบัติเหตุ ให้ความร่วมมือกับทางราชการตามนโยบายของรัฐบาล การวางแผนการให้บริการที่รวดเร็ว ทันเวลา และมีจำนวนรถที่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้บริการโดยหาพันธมิตรและเครือข่าย

นอกจากการให้ความสำคัญ กับการสร้างการรับรู้ถึงวิธีการดำเนินงานในระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็ง ในด้านของโครงการเงินสัจจะออมทรัพย์ สหกรณ์ได้มีการวางแผนการใช้จ่ายเงินหลังการออมได้เพียงพอและเหมาะสมให้แก่สมาชิก พร้อมกับเป็นแหล่งเงินทุนช่วยเหลือสมาชิกของสหกรณ์ที่ได้รับความเดือดร้อน และมีการทำกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อบุคคลภายในสหกรณ์ (สวัสดิการ) ให้กับสมาชิก/ครอบครัว และพนักงาน สหกรณ์มีการให้สวัสดิการที่หลากหลายเพื่อช่วยเหลือสมาชิก สร้างขวัญกำลังใจให้กับพนักงาน รวมไปถึงกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมและชุมชน (ให้แก่บุคคล/ชุมชนภายนอก) สหกรณ์ฯ ได้จัดสรรทุนสาธารณประโยชน์ เพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านศาสนา ด้านกีฬา และกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมชลฯแจงรีดค่าน้ำรายใหญ่-ไม่เก็บเกษตรกรายย่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295403

กรมชลฯแจงรีดค่าน้ำรายใหญ่-ไม่เก็บเกษตรกรายย่อย

กรมชลฯแจงรีดค่าน้ำรายใหญ่-ไม่เก็บเกษตรกรายย่อย

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 18.54 น.

2 ต.ค.60 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ที่ระบุถึงการเก็บค่าน้ำทำการเกษตรเชิงพาณิชย์ในพื้นที่นอกเขตชลประทานว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอโดยกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม(ทส.)ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในชั้นคณะกรรมมาธิการ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย ซี่งมีบางมาตราถูกแขวนไว้ เช่น มาตรา39 ที่มีเรื่องเก็บค่าใช้น้ำ แต่ในมาตราหลักๆไม่มีการกำหนดเพราะคณะกรรมมาธิการ มีข้อท้วงติงในเรื่องการริดรอนสิทธิ และมีมติจะพิจารณาส่งกลับไปทบทวนใหม่ในประเด็นเก็บค่าน้ำ

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ในส่วนของกรมชลประทาน มีพ.ร.บ.ชลประทานหลวง พศ.2485 ที่สามารถเก็บค่าน้ำได้สองประเภท คือจากการทำเกษตรไร่ละ 5 บาท ซึ่งตั้งแต่มีพ.ร.บ.ชลประทานฯมายังไม่เคยนำมาเก็บ หากจะเก็บต้องมาออกกฎกระทรวง โดยมีการเก็บค่าน้ำจากภาคอุตสาหกรรม 50 สตางค์ต่อลบ.ม.  และเรื่องพลังงาน เก็บไม่ถึง  50 สตางค์

ทั้งนี้พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ จะใช้กับพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ส่วนประเด็นที่ระบุว่าจะเก็บค่าน้ำจากการทำเกษตรเชิงพาณิชย์ ยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องมาออกกฎระเบียบให้ชัดเจนว่าเชิงพาณิชย์ประเภทใดบ้าง รวมถึงต้องพิจารณาข้อสังเกตุต่างๆจากชาวนา ชาวไร่ ภาคเอกชน ที่อยู่นอกเขตชลประทาน ที่ต้องระบุไว้ในกฎกระทรวง

อย่างไรก็ตามกฎหมายดังกล่าวไม่มีทางบังคับใช้ได้ทัน ภายในเดือน ต.ค. จะต้องผ่านการพิจารณาในสนช.อีก  และการเก็บค่าน้ำหรือไม่เก็บอยู่ที่การออกกฎกระทรวง ที่ต้องผ่านการทำความเข้าใจกับประชาชน ในขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ และกรรมธิการ ยังแขวนมาตรา39ไว้ แนวทางจากนี้อาจยุบรวมมาตราใหม่ ให้เน้นหลักๆเรื่องโครงสร้างจัดสรรน้ำ และดูแลลุ่มน้ำ

ส่วนการเก็บค่าน้ำไปออกกฎกระทรวงเอง เพื่อป้องกันน้ำหายระหว่างทาง เช่น ปล่อยน้ำมาจากเขื่อนป่าสัก เข้าพื้นที่นอกเขต ไม่อยู่ในประกาศ พ.ร.บ.ชลประทานหลวง  หากเอาน้ำไปใช้ใครดูแลตรงนี้ จึงต้องหามาตราการมาอุดช่องว่างให้ได้ ไม่อย่างนั้นปริมาณน้ำส่งมาไล่น้ำเค็มไม่ได้ แต่ยืนยันว่าเกษตรกรรายย่อยไม่เก็บซึ่งจะต้องมีการลงทะเบียน กำหนดสิทธิผู้ใช้น้ำ มีมาตรากำหนดบทลงโทษ

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ในประเด็นที่เกษตรกรกังวลเรื่องเก็บค่าน้ำ ทำเกษตรเกิน50 ไร่ เลี้ยงวัว 20 ตัว เสียค่าน้ำ 50 สตางค์ต่อลบ.ม. นั้นเป็นเพียงตุ๊กตาตั้งไว้เท่านั้นในร่างเดิม ซึ่งหลักการของพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ มีเจตนาให้คนทุกคนรับรู้ว่าการใช้น้ำกระทบคนอื่น เป็นหัวใจหลักที่ให้ใช้น้ำพอประมาณ เพื่อวางแนวทางจัดสรรน้ำเป็นธรรม

“ในอนาคตมีแนวโน้มน้ำลดลง หากคนที่มีกำลังดึงไปมาก ในแหล่งน้ำสาธารณะจนทำให้คนอื่นเดือดร้อนไม่มีน้ำใช้ โดยกรมชลฯเสนอความเห็นให้กำหนดประเภท ผู้ใช้น้ำ การออกกฎหมายเก็บค่าน้ำมาออกเป็นกฎกระทรวง ตามข้อกำหนด ไม่กระทบวางรากฐานชีวิต ให้ดูตัวอย่างพื้นที่ชลประทาน ไม่เก็บค่าน้ำภาคเกษตรแต่เก็บค่าชลประทานสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ดูดไปใช้ และกักเก็บไว้มากจนคนอื่นขาดแคลนน้ำ”นายสมเกียรติ กล่าว

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ เป็นเรื่องสำคัญมาก รัฐบาลจึงส่งผู้แทนหน่วยงานต่างๆเข้าร่วมกับสนช. แม้ว่าเห็นชอบหลักการ ก็ต้องเข้าสู่คณะกรรมการวิสามัญ ซึ่งกำลังพิจารณาถึงมาตรา 95 มาตรา ทั้งหมดมีกว่า 100 มาตรา ซึ่งในมาตรา 39 ระบุถึงการเก็บค่าน้ำ แบ่งผู้ใช้น้ำ 3 ส่วนคือ ดำรงชีพ ทำเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ ในประเด็นนี้กรรมาธิการยังไม่ค่อยสบายใจ จะต้องมีการออกฎกระทรวงอีกครั้งกำหนดประเภทชัดเจน

“สิ่งที่ปรากฎในข่าวเป็นเพียงร่างเดิมที่เสนอไปครั้งแรก เข้าสนช.โดยคณะกรรมมาธิการ ยังไม่พิจารณาแนวทางการเก็บค่าน้ำ โดยประธานคณะกรรมาธิการ ส่งกลับไปทบทวนอีกรอบ รวมทั้งยังต้องมีขบวนการประชาพิจารณ์กับประชาชน ดังนั้นขั้นตอนยังอยู่อีกยาว กว่าจะมาออกกฎกระทรวง ”รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

ทั้งนี้ยืนยันว่าในพื้นที่เกษตรเขตชลประทานไม่ได้เก็บค่าน้ำทำเกษตรใดๆทั้งสิ้น รวมทั้งแปลงใหญ่ตามที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯให้นโยบายมา เพราะแปลงใหญ่เกิดจากรวมแปลงของเกษตรกรรายย่อย ไม่ใช่ทำเพียงรายใหญ่รายเดียว เรายืนยันว่าภาคเกษตรไม่ควรเก็บและพื้นที่ชลประทานไม่ได้เก็บเลย เพราะกรมชลฯมีการทำความเข้าใจมาตลอดกับเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ใช้น้ำแบบไหน ประหยัดน้ำได้

เกษตรบูรณาการ : ไม่มีอะไรในกอไผ่ จริง…เหรอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295143

251598

เกษตรบูรณาการ : ไม่มีอะไรในกอไผ่ จริง…เหรอ

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามติดการทำงานในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ  มาต่อเนื่องต้องบอกว่า มีการผุดไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาจำนวนมาก  ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ต้องการขับเคลื่อนให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และให้เกิดภาพลักษณ์อันดีงาม ยามแขกไป ไทยมา เยี่ยมเยียน กระทรวงเกษตรฯ จะได้เห็นถึงการพัฒนา และความเป็นอินเตอร์ ในส่วนภาคการเกษตรฯไทย …

งานนี้ต้องบอกว่า ทั้งปรับเปลี่ยนปรับปรุงอาคารให้ดูดี แปลกแหวกแนว ปรับอาคารที่ดูแบบพอเพียงตามแนวเกษตร มาเป็นหรูหรา  แบบอินเตอร์ ที่ว่ากันว่าสวยหรู แต่ข้างในแบบบางเบาเหมือน…อะไรสักอย่าง แถมมีเสาธงงอกงาม ซึ่งว่ากันว่า แพงระยับ เป็นหลายแสนบาท แต่ตั้งแต่มีข่าวคราวก็ไร้เงาคนแจงและเจรจา บอกว่าอะไรเกิดขึ้นแล้วก็ปล่อยให้เรื่องเงียบไปเหมือนแบบไม่มีอะไรในกอไผ่

มาวันนี้ต้องบอกว่าเรื่องที่มีข่าวอื้อฉาวกันครึกโครม ที่ยังรอการตอบรับวันนี้ก็ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องซึ่งล่าสุด ก็เป็นเรื่อง ที่ว่าด้วยเรื่องการที่จะพยายามสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และมีการกระจายรายได้ให้เกษตรกร เพราะที่ผ่านมาภาคการเกษตรต้องยอมรับว่ามีปัญหา กระทรวงเกษตรฯจึงมีแนวคิดที่จะทำโครงการ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งมองเผินๆ ตามโครงการก็ถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะท่านรัฐมนตรี “พลเอกฉัตรชัย” ท่านต้องการให้เกษตรกรรวมกลุ่มในพื้นที่ เสนอความต้องการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อพิจารณาอย่างละเอียดก่อนอนุมัติงบ ไปช่วยเกษตรกรตามที่เสนอ และยึดหลักพอเพียงยั่งยืนและโปร่งใส ย้ำว่าทุกอย่างต้องมีการเสนอมา จากการรวมกลุ่มของคนในสังคม ไม่ใช่รัฐไปยัดโครงการให้เหมือนที่ผ่านมา  ท่านรัฐมนตรีย้ำว่า เป็นโครงการที่มีหลักการสำคัญคือ น้อมนำหลักการทฤษฎี และแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรชุมชน และทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์และปฏิบัติจริงจึงให้เข้าไปตรวจสอบ และว่ากันว่า จะสรุปเสนอท่านรัฐมนตรีอีกครั้งคาดว่าน่าจะช้าสุดจันทร์นี้แน่ๆ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ระบุว่ายังไม่พบว่ามีการทุจริตแต่เป็นเรื่องความขัดแย้งและความไม่เข้าใจของคนในพื้นที่ จึงมีการร้องเรียนกันขึ้นเท่านั้นโดยขณะนี้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ จำนวน 14 เรื่อง คิดเป็น
ร้อยละ 0.058 ถึงวันนี้ ขอเตือนว่าอย่าคิดว่ามันไม่มีอะไร เพราะเรื่องนี้ มีการตรวจสอบ ไม่ใช่กระทรวงเกษตรฯกระทรวงเดียว เพราะวันนี้มีการร้องเรียนไปถึงสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย และอื่นๆ เพราะบางพื้นที่ มีฝ่ายปกครองเข้าไปมีเอี่ยว ระวังอาจเป็นเร่ืองบานปลาย

ราชดำเนิน