“มาร์ค” แนะ “บิ๊กตู่” นักการเมืองดี ต้องมุ่งแก้ปัญหา ปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/308117

“มาร์ค” แนะ “บิ๊กตู่” นักการเมืองดี ต้องมุ่งแก้ปัญหา ปชช.

พรรคประชาธิปัตย์, ข่าวการเมือง, โรดแม็พ, มาร์ค, บิ๊กตู่

“มาร์ค” ชี้เป็นเรื่องดี “บิ๊กตู่” ยอมรับเป็นนักการเมือง สร้างความชัดเจนบทบาท แนะต้องพร้อมถูกตรวจสอบ จี้เดินตามโรดแม็พ อย่าเลื่อน

          4 ม.ค.61- ที่พรรคประชาธิปัตย์ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ยอมรับขณะนี้เป็นนักการเมืองแล้วว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะนายกฯ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมานานพอควร ก็ต้องมีความชัดเจน ซึ่งบทบาทที่ทำอยู่เป็นเรื่องของการเมืองทั้งนั้นแต่สังคมจะติดบทบาทของทหาร ความหมายของทหารคือผู้ที่อยู่ในกองทัพที่มีบทบาทแตกต่างออกไป ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ถ้าแยกบทบาทชัดได้ก็เป็นเรื่องดี ขณะที่ไม่จำเป็นต้องมาเข้าใจหัวอกนักการเมืองแต่ขอให้ปฏิรูปโดยทำให้เห็นว่านักการเมืองที่ดีจะต้องเป็นอย่างไร คือต้องมุ่งหน้าแก้ปัญหาให้กับประชาชน รับฟังเสียงประชาชน พร้อมรับการตรวจสอบ และยอมรับความแตกต่างทางความคิด

“ผมไม่ขอวิเคราะห์ว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับว่าเป็นนักการเมือง ถือเป็นการเปิดตัวสำหรับอนาคตทางการเมืองหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ต้องถามนากยฯเอง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าทำให้ประชาชนเห็นว่าเป็นที่พึ่งได้ และเชื่อว่าหลังจากนี้คงมีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นหลายพรรค ส่วนจุดยืนของแต่ละพรรคจะเป็นอย่างไรคงต้องคอยติดตามดู ซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายกฯ ระบุหากมีปัญหาเกี่ยวกับกรอบเวลาตามโรดแม็พไม่ใช่ความรับผิดชอบของสภานิติบัญญัติ(สนช.) และคสช.นั้นว่า ตารางเวลาเลือกตั้งผูกอยู่กับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เงื่อนไขสำคัญคือกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับที่ต้องเสร็จเรียบร้อย หากเลื่อนออกไปเหตุผลที่จะเกิดได้คือเรื่องของกฎหมาย จึงอยากให้ คสช.มีความชัดเจน ตรงไปตรงมากับประชาชน หากตั้งใจเดินทางตามโรดแม็พในฐานะผู้มีอำนาจ ก็ต้องรับผิดชอบให้เดินไปตามนี้ เพราะแม่น้ำทุกสายมาจาก คสช.ทั้งสิ้น และคสช.ต้องรับผิดชอบกับผลงานต่างๆ ที่ออกมา การบระบุว่าในสามารถเกี่ยวข้องเรื่องกฎหมายได้นั้นไม่จริงเพราะคำสั่ง คสช.ล่าสุดก็ออกมาแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองจึงไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะ คสช.มีอำนาจพิเศษที่อยู่เหนือทั้งนิติบัญญัติ และตุลาการ ตาม ม.44 ดังนั้นหากยืนยันตามโรดแม็พก็ให้ประกาศมาถ้ามีปัญหาจะช่วยแก้ไข แต่ถ้าคิดว่าจะไม่เอาตามโรดแม็พก็ต้องบอกให้ชัดว่าเพราะอะไร จึงจะเรียกว่ามีธรรมาภิบาลตามที่นายกฯ พูดทุกวัน

โดย นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คำสั่งคสช.ที่ 53/2560 ว่าด้วยเรื่องการดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมืองว่า ฝ่ายกฎหมายของพรรค กำลังดูช่องทางทางกฎหมายอยู่ เพราะขณะนี้ตัวกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีผลบังคับใช้ จะสามารถยื่นตรงได้หรือไม่ หรือมีช่องทางในการยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็นคนละช่องทางตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องดูให้รอบคอบว่าส่วนไหนมีความเหมาะสมที่สุด โดยฝ่ายกฎหมายจะสรุปและรายงานผลการพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในแง่ของการขัดรัฐธรรมนูญว่ากระทบใคร อย่างไรบ้าง ซึ่งอาจไม่ตรงกันระหว่างผลกระทบที่มีต่อสมาชิกพรรค และพรรค

ทั้งนี้ “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” ยังกล่าวถึงกรณีที่นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้พรรคประชาธิปัตย์ จับมือกับพรรคเพื่อไทยด้วยว่า ได้ยืนยันหลายครั้งแล้วว่าพรรคมุ่งเตรียมความพร้อมเพื่อขอเสียงสนับสนุนจากประชาชนให้มากที่สุด การจะจับมือกับใครต้องยึดอุดมการณ์ที่ตรงกัน ซึ่งขณะนี้ไม่มีความคิดเรื่องนี้

“บิ๊กตู่” แปลงโฉม สู่นักการเมือง!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/308106

“บิ๊กตู่” แปลงโฉม สู่นักการเมือง!!

โคทม อารียา, พล.ประยุทธ์, โรดแม็พ, ข่าวการเมือง, บิ๊กตู่

“โคทม” มองวาทะกรรม “ประยุทธ์” แฝงนัยสืบทอดอำนาจผ่านตัวบุคคล เตือนอย่าใช้อำนาจ ม.44 ล้ำเส้นเลือกตั้งไม่เป็นธรรม

         4 ม.ค.61 – “นายโคทม อารียา” นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า หลังจากที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศต่อสาธารณะ ยอมรับสถานะความเป็นนักการเมือง ก็เป็นการส่งสัญญาที่ชัดเจน ทั้งการยอมรับในบทบาทนักการเมือง ที่ผ่านมา นายกฯ ปฏิเสธความจริงเรื่องดังกล่าวตั้งแต่เข้าบริหารราชการแผ่นดินหลังการยึดอำนาจ และยังเป็นการแปลงโฉมผ่านวาทะกรรมเพื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งการแปลงโฉมดังกล่าวถือเป็นการประกาศการสืบทอดอำนาจผ่านตัวตนที่ชัดเจน โดยก่อนหน้านี้ คสช. วางการสืบทอดอำนาจแบบแฝงผ่านกติกา และระเบียบต่างๆ เช่น รัฐธรรมนูญ , พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ , คำสั่ง คสช. , สมาชิกวุฒิสภา จำนวน 250 คนที่มาจากการแต่งตั้ของ คสช. เป็นต้น

“จากพฤติกรรมของ คสช. หรือ พล.อ.ประยุทธ์ สะท้อนให้เห็นเจตนาที่จะสืบทอดอำนาจต่อไปอย่างชัดเจน แต่ตอนนี้ผมประเมินไม่ได้ว่า บิ๊กตู่ จะกระโดดลงสู่สนามการเมืองหรือไม่ แต่เมื่อเขาเปลี่ยนวาทะกรรม โดยให้ตัวเองมีสถานะเป็นนักการเมือง สะท้อนว่าเขาคลายมุมมองต่อนักการเมืองที่โกงกิน คอร์รัปชั่น สร้างความวุ่นวายลง และอาจเป็นไปได้ว่าต่อไปเขาอาจร่วมมือ หรือสนับสนุนพรรคการเมือง ทั้งทางตรง หรือทางอ้อมต่อไป” นายโคทม ระบุ

เมื่อถามถึงข้อควรระวังของ พล.อ.ประยุทธ์ ในบทบาทการเมืองช่วงเดินหน้าสู่โรดแม็พเลือกตั้งปี 61 “นายโคทม” กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการไม่ใช้อำนาจ ทั้งจาก มาตรา 44 หรือ อำนาจบริหาร เพื่อทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นธรรม หรือใช้อำนาจอย่างไม่เป็นกลางเพื่อสนับสนุน ช่วยเหลือพรรคการเมืองใดให้ได้เปรียบในการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดีเมื่อมองถึงการเลือกตั้งเพื่อขับเคลื่อนไปสู่การคืนประชาธิปไตยให้ประเทศแล้ว สิ่งที่ คสช. ควรคำนึงที่สุด คือ การนำทหารกลับเข้ากรม กองด้วย

เลาะรั้วเกษตร : แรงงานต่างด้าวภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296005

281225166

เลาะรั้วเกษตร : แรงงานต่างด้าวภาคเกษตร

วันศุกร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีท่านที่เคารพนับถือเล่าให้ฟังว่า พาแม่บ้านชาวเมียนมา ไปขอใบอนุญาตทำงาน (work permit) ตามกฎหมายแรงงานต่างด้าว ที่ศูนย์บริการเพื่อการทำงานของคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีขั้นตอนเพียงไม่กี่ขั้นตอน คือ ตรวจสัญชาติ เพื่อขอเอกสารรับรองบุคคล หรือใบ CI (Certificate of Identity) ตรวจลงตรา (Visa) โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ยื่นคำขอใบอนุญาตทำงานกับกรมการจัดหางาน ยื่นขอตรวจสุขภาพ และทำประกันสุขภาพ มีสาธารณสุขจังหวัดมาให้บริการอยู่ เมื่อทุกอย่างผ่านก็จะได้ใบอนุญาตทำงานตามที่ต้องการ แต่ละขั้นตอนนั้นต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกขั้นตอน รวมแล้วประมาณ 2,400 บาท

เรื่องการเสียค่าธรรมเนียมไม่เท่าไร แต่กระบวนการกว่าจะได้ใบอนุญาตทำงานมานั้นช่างยาวนาน ทั้งๆที่ทำตามขั้นตอนที่กระทรวงแรงงานบอกมา คือไปเสียค่าธรรมเนียมที่ Counter Service ได้คิวมาเรียบร้อย แต่เมื่อมาถึงศูนย์บริการก่อนเวลา 08.30 น. กลับต้องไปเข้าคิวลงทะเบียนใหม่ ลงทะเบียนเสร็จเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ให้บัตรคิว แต่ต้องรอเรียกเป็นราย รายไป..รอ…รอ…และรอ…ระหว่างรอ ก็เห็นว่ามีกระบวนการแซงคิว ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่า ทำไมจึงแซงคิวได้ และไม่ได้มีเพียง 10 หรือ 20 ราย แต่มีหลายร้อยราย…..กว่าจะได้ใบ CI รอจนเกือบเที่ยงคืน (ย้ำว่า “เที่ยงคืน”) และกว่าจะได้ใบอนุญาตทำงานเกือบ 1 นาฬิกาของวันใหม่….เจ้าหน้าที่ที่จุดออกใบอนุญาตทำงานบอกว่า ฝ่ายรับลงทะเบียนรับอย่างเดียว รับเสร็จก็กลับ แต่พวกเขาต้องทำงานจนเสร็จ นี่คือการไม่ประสานงานกันภายใน

และนี่คือการให้บริการแรงงานต่างด้าว….ที่ถ้านายจ้างไม่มาด้วย ก็จะไม่รู้ไม่เห็นว่าเขาได้รับบริการในสภาพอย่างไร กรมการจัดหางานคงต้องกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดให้พิจารณาปรับปรุงกระบวนการให้บริการที่รวดเร็ว และเป็นธรรมกว่านี้ ที่สำคัญคือต้องป้องปรามการแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานต่างด้าวเหล่านี้

ที่กล่าวมา แม้จะไม่ใช่เรื่องเกษตรโดยตรง แต่เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมในสังคม จึงขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟัง

ไหนๆ ก็ ไหนๆ พูดถึงแรงงานแล้ว ก็ขอพูดถึงแรงงานในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจภาคเกษตรไทย อันเนื่องมาจากพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรวิเคราะห์ไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ แรงงานในภาคเกษตรของบ้านเรามีแนวโน้มลดลงทุกปี แต่กลับไปเพิ่มจำนวนแรงงานนอกภาคเกษตร ในจำนวนที่พอๆ กัน ขณะที่แรงงานภาคเกษตรที่เหลืออยู่ก็เริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ จึงเป็นสาเหตุให้มีการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในภาคการเกษตรทดแทนแรงงานไทย

ในเดือนมิถุนายน 2560 มีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในภาคการเกษตรของไทย อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 248,281 ราย มีทั้งแรงงานในภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง มีจำนวนแรงงานในภาคเกษตรหายไปภายหลังจากการออกพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ประมาณ 170,000 ราย นั่นหมายถึง จำนวนนี้เป็นแรงงานภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบ ซึ่งถ้านายจ้างไม่ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนที่พระราชกำหนดมีผลบังคับใช้ แรงงานเหล่านี้จะต้องกลับประเทศของตนไป และแรงงานส่วนนี้นี่เองที่จะทำให้เศรษฐกิจในภาคเกษตรได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ได้มีการประเมินว่า ถ้าแรงงานในภาคเกษตรขาดหายไปจะมีผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง ดังนี้ ถ้าแรงงานขาดไป 5% จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตรคิดเป็นมูลค่าประมาณ 853 ล้านบาท ถ้าแรงงานขาดไป 10% จะมีผลกระทบคิดเป็นมูลค่า 1,707 ล้านบาท และถ้าแรงงานขาดไป 15% จะมีผลกระทบคิดเป็นมูลค่า 2,560 ล้านบาท

มีการเสนอแนะเชิงนโยบายให้ขยายเวลาการนำพระราชกำหนดมาบังคับใช้ เพื่อให้นายจ้างได้ปรับตัว และดำเนินการต่อแรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลได้ใช้อำนาจตาม ม.44 เลื่อนการบังคับใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ออกไป 180 วัน โดยจะมีผลบังคับในวันที่ 1 มกราคม 2561 อีกประการหนึ่งคือ ขอให้อำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว อย่าให้ซับซ้อน อย่าให้มีหลายขั้นตอน และอย่าทำให้ยุ่งยาก (เหมือนกรณีแม่บ้านชาวเมียนมา ที่เล่ามาข้างต้น)…….

สศก. คงต้องตามเก็บตัวเลขแรงงานต่างด้าวในภาคการเกษตรที่ขาดหายไป แล้วนำมาวิเคราะห์อีกครั้งในปีหน้า……

แว่นขยาย

แตกใบอ่อน : ‘โซ่คุณค่า’ของข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295803

807934531

แตกใบอ่อน : ‘โซ่คุณค่า’ของข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ผมได้รับบทความจาก ผศ.ดร.เกรียงไกร แก้วตระกูลพงษ์ และคณะ ภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการศึกษาระบบข้อมูลความต้องการของตลาด ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ โดยมีการชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มมูลค่าและกำไรให้แก่ชาวนาไทย ซึ่งน่าสนใจไม่น้อย จึงขอนำมาเผยแพร่ต่อ โดยอ.เกรียงไกรท่านว่า ไว้อย่างนี้ครับ

อดีตที่ผ่านมา สมัยการค้าสินค้าเกษตรยังไม่มีความซับซ้อน เกษตรกรไทยมักเลือกปลูกพืชที่ขายได้ราคาดี ขณะที่การขึ้นลงของราคาก็เป็นไปตามปริมาณผลผลิตในตลาด ส่วนปัจจัยที่มีผลกระทบก็มีเพียงภัยธรรมชาติและโรคระบาด แต่ปัจจุบันตลาดมีความซับซ้อนขึ้น มีการส่งออกไปถึงต่างประเทศ ราคาสินค้าจึงผันแปรไปตามอุปสงค์และอุปทานของตลาด นอกจากนี้ปัญหาขาดความรู้ด้านการตลาด สถานการณ์ ทิศทางการค้า อุปสงค์อุปทานโดยรวมของทั้งโลก ก็เป็นปัญหาสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของเกษตรกร และการกำหนดนโยบายและการวางยุทธศาสตร์ของหน่วยงานภาครัฐ

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) จึงได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาระบบข้อมูลความต้องการของตลาด เพื่อกำหนดต้นแบบ และยุทธศาสตร์ในการเพิ่มพูนข้อมูลความรู้ทิศทางการตลาดการค้าสินค้าเกษตรที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันต่อสถานการณ์

ในบทความนี้ได้พูดถึง “โซ่คุณค่า” (Value Chain) ของข้าว ผลผลิตและผลพลอยได้ที่ได้จากกระบวนการสีข้าว พร้อมข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงมูลค่าของผลผลิตและผลพลอยได้ที่ได้จากการสีข้าว ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้น สำหรับแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวและนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าในการขายต่อไป

โดยการสีข้าว (Rice Milling) เป็นขั้นตอนการแปรรูปเบื้องต้นของข้าวเปลือก ให้ได้เป็นข้าวสาร หรือข้าวกล้อง เพื่อนำไปรับประทานหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งมีขั้นตอนหลักดังนี้

1.การทำความสะอาดข้าวเปลือก เพื่อแยกสิ่งแปลกปลอม เช่น ฟาง กรวด ทราย ออกจากข้าวเปลือก โดยใช้อุปกรณ์ คือ “ตะแกรงร่อน” ช่วยแยกสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีตะแกรงแยกเมล็ดซึ่งจะใช้ลมมาช่วยเป่าสิ่งเจือปนที่มีขนาดใกล้เคียงกับข้าวเปลือก แต่มีน้ำหนักเบากว่าออกไป

2.การกะเทาะเปลือก เป็นการแยกเอาเปลือกหุ้มเมล็ด ซึ่งเรียกว่า แกลบ (husk) ออกจากเมล็ดข้าว ในขั้นตอนนี้จะใช้เครื่องกะเทาะ (Huller) โดยอาศัยการเสียดสีกะเทาะให้แกลบหลุดออกจากตัวเมล็ดข้าว ข้าวที่ได้จากขั้นตอนนี้เรียกว่า “ข้าวกล้อง” จากนั้นจึงแยกแกลบและข้าวเปลือกยังไม่ถูกกะเทาะออกจากข้าวกล้อง ซึ่งแกลบเป็นผลพลอยได้จาการสีข้าว อาจนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง หรือใช้รองพื้นโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ได้

3.การขัดขาวและขัดมัน (Whitening and Polishing) เป็นการขัดชั้นรำที่เป็นเยื่อหุ้มเมล็ดออกจากข้าวกล้อง และขัดมันให้ผิวเรียบเป็นเงาสะอาด รำข้าวซึ่งเป็นผลพลอยได้จากขั้นตอนนี้ประกอบด้วยเยื่อหุ้มเมล็ด คัพภะ มีไขมันสูง สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันรำข้าวได้

4.การคัดขนาดข้าวสาร ใช้ตะแกรงขนาดที่มีรูเปิดที่มีความยาวแตกต่างกัน เพื่อแยกข้าวสารเต็มเมล็ดต้นข้าว (Head Rice) ออกจากข้าวหัก และปลายข้าว โดยปลายข้าวนั้นจะมีความยาวประมาณน้อยกว่าหรือเท่ากับ 6/8 ของความยาวเมล็ดเต็ม

ข้าวที่ได้จากการสีแล้วสามารถนำมารับประทานได้โดยตรง หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าในการขาย โดยการเพิ่มมูลค่าของข้าวได้แสดง ซึ่งตัวอย่างหนึ่งในการนำส่วนที่ได้จากข้าวมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การนำปลายข้าว (ราคา 12.50 บาทต่อกิโลกรัม) มาทำเป็นแป้งข้าว จะได้รับราคาเพิ่มขึ้นเป็น 32 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 156

หากมีการนำรำข้าว (ราคา 7.50 บาทต่อกิโลกรัม) มาทำน้ำมันรำข้าว จะได้รับราคาเพิ่มขึ้นเป็น 57.55 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 667 และหากมีการนำแกลบ (ราคา 1.20 บาทต่อกิโลกรัม) มาทำเป็นเชื้อเพลิงจะได้รับราคาเพิ่มขึ้นเป็น 1.46 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 21

ดังนั้นหากเกษตรกรหรือชาวนาไทยมารวมกลุ่มและมีการลงทุนต่างๆ ร่วมกัน เช่น ลงทุนซื้อเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก ก็จะเป็นโอกาสให้เกษตรกรนำสินค้าหลายอย่าง เช่น ปลายข้าว รำ แกลบ ไปเพิ่มมูลค่าและขายสร้างกำไรได้

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่แค่ในระดับของเกษตรกรเท่านั้นนะครับที่ได้ประโยชน์ หากในระดับอุตสาหกรรมข้าวไทยนำไปคิดไปอ่านทำกันต่อ ก็ยิ่งน่าจะทำกำไรได้มากพอสมควรทีเดียว

มะลิลา

กรมข้าวเปิดนาแปลงใหญ่สาธิต4.0 ระดมเทคโนโลยี-เครื่องจักรนำร่อง‘สุพรรณบุรี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295807

กรมข้าวเปิดนาแปลงใหญ่สาธิต4.0 ระดมเทคโนโลยี-เครื่องจักรนำร่อง‘สุพรรณบุรี’

กรมข้าวเปิดนาแปลงใหญ่สาธิต4.0 ระดมเทคโนโลยี-เครื่องจักรนำร่อง‘สุพรรณบุรี’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากนโยบาย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้มีการดำเนินการจัดทำแปลงสาธิต แปลงใหญ่เกษตร 4.0 นำร่อง 7 แปลง ทำเกษตรสมัยใหม่เป็นต้นแบบการทำเกษตรเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และขาดแคลนแรงงานของไทย โดยสินค้าข้าวเป็น 1 ใน 7 แปลงนำร่อง ทั้งนี้ กรมการข้าวได้คัดเลือกพื้นที่ที่ดำเนินการไว้คือแปลงใหญ่ข้าวตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นแปลงใหญ่ประชารัฐ (เกษตรสมัยใหม่) ที่กรมการข้าวบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชนได้แก่ บริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด

โดยแปลงนาสาธิตนี้ จะมุ่งเน้นในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) และเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาใช้ในการบริหารจัดการระบบการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่การเตรียมดิน การปลูก วางแผนการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ระยะเวลาการเก็บเกี่ยว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (NECTEC สวทช.) ซึ่งมีเทคโนโลยีหรือระบบสารสนเทศที่ทันสมัยเพื่อการจัดการดิน จัดการน้ำ จัดการระบบการผลิตพืช นอกจากนี้ ต้องมีการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ใช้ควบคุมเครื่องจักรกลในการส่งน้ำตามเวลาที่พืชต้องการ เป็นต้น

เบื้องต้นคาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในช่วงฤดูนาปรังนี้ จะเริ่มจากพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ จาก 1,000 ไร่ โดยช่วงแรกคงจะนำแอพพลิเคชั่นหรือระบบไอทีที่มีอยู่ เช่น แอพพลิเคชั่นการจัดการดินปุ๋ยของกรมพัฒนาที่ดิน การจัดการพันธุ์ข้าวและเทคโนโลยีการผลิตของกรมการข้าว มาใช้วางระบบปฏิบัติการแต่ละช่วงการผลิตว่าต้องทำอะไรบ้าง จะทราบถึงต้นทุนและผลผลิต รวมถึงมีการใช้โดรนในการฉีด พ่น ยาฆ่าแมลง ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าหากมีการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมและเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาใช้ในการเกษตร จะสามารถควบคุมคุณภาพการผลิต และลดความสูญเสีย นำไปสู่ต้นทุนที่ลดลง รายได้ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้าแปลงสาธิตเกษตร 4.0 ประสบผลสำเร็จ จะสามารถเป็นโมเดลการทำเกษตรสมัยใหม่ที่ชาวนารุ่นใหม่ใช้เป็นแนวทางในการทำการเกษตรอย่างมั่นคงได้

เกษตรฯเปิดแผนขับเคลื่อนปี’61 ทุ่ม5.7หมื่นล้านดัน15โครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295805

เกษตรฯเปิดแผนขับเคลื่อนปี’61 ทุ่ม5.7หมื่นล้านดัน15โครงการ

เกษตรฯเปิดแผนขับเคลื่อนปี’61 ทุ่ม5.7หมื่นล้านดัน15โครงการ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่า ปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับจัดสรรงบประมาณรวม 103,586.6227 ล้านบาท จำแนกเป็น 1.งบบุคลากรภาครัฐ 25,823.0087 ล้านบาท 2.งบรายจ่ายตามภารกิจ (Function) 17,422.3205 ล้านบาท 3.งบบูรณาการ (Agenda) 53,234.3502 ล้านบาท และ 4.งบพื้นที่ (Area) 7,106.9433 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีงานโครงการสนับสนุนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ยกกระดาษ A4) และงานสำคัญอื่นๆ 57,742.1386 ล้านบาท ประกอบด้วย 15 โครงการสำคัญ คือ

1.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 50,010.2374 ล้านบาท 2.ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ 1,868.4714 ล้านบาท 3.ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 449.0476 ล้านบาท 4.Zoning by Agri-Map 333.0441 ล้านบาท 5.Smart Farmer 143.7429 ล้านบาท 6.พัฒนาสถาบันเกษตรกรรูปแบบ ประชารัฐ 21.9530 ล้านบาท 7.ธนาคารสินค้าเกษตร 40.6349 ล้านบาท 8.เกษตรอินทรีย์ 910.4219 ล้านบาท 9.ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ 379.3885 ล้านบาท 10.จัดระเบียบการประมงให้เป็นมาตรฐาน 577.9542 ล้านบาท 11.ขยายศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว 472.9215 ล้านบาท 12.ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน 351.1151 ล้านบาท 13.ตลาดสินค้าเกษตร 268.1654 ล้านบาท 14.พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน (GAP) 1,414.2919 ล้านบาท และ15.การช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร 500.7488 ล้านบาท

รายงานพิเศษ : แนะนำอธิบดีใหม่ ‘โอภาส ทองยงค์’ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295808

รายงานพิเศษ : แนะนำอธิบดีใหม่ ‘โอภาส ทองยงค์’ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

รายงานพิเศษ : แนะนำอธิบดีใหม่ ‘โอภาส ทองยงค์’ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2560 นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประจำกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยมีผู้บริหารกรมกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง ณ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์โดยนายโอภาสเติบโตและเป็นลูกหม้อมาจากกรมปศุสัตว์ จบการศึกษาปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (บธ.ม.) มหาวิทยาลัยศรีปทุม ปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ (ศศ.บ.) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผ่านสายงานบริหารมาหลายตำแหน่งตั้งแต่ปศุสัตว์จังหวัด เลขานุกากรมปศุสัตว์ ผู้อำนวยการกองและผู้อำนวยการสำนักต่างๆ ในกรมปศุสัตว์ ก่อนจะมาเติบโตในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในตำแหน่งผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระหว่างปี 2556-2558 และได้รับโอกาสไปชิมลางในตำแหน่งรองอธิบดีกรมปศุสัตว์อยู่ระยะหนึ่ง (2558-2559) ก่อนจะย้ายมาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เมื่อปลายปี 2559 รับผิดชอบ เขตตรวจราชการที่ 2 จังหวัดชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง และเขตตรวจราชการที่ 18 จังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานีและกรมปศุสัตว์

นายโอภาสได้รับความไว้วางใจจาก พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เข้ารับไม้ต่อจากนางบริสุทธิ์
เปรมประพันธ์ ที่เกษียณราชการไปเมื่อ 30 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา เพื่อเข้ามาพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง โปร่งใส ก้าวไกลและพึ่งพาตนเองได้ ยกระดับสหกรณ์และเกษตรกร ให้มีระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือต่อไป นายโอภาสถือว่าเป็นอธิบดีป้ายแดงที่เจ้ากระทรวงเกษตรฯไว้วางใจและผลักดันให้นั่งบริหารกรมสำคัญที่มีบทบาทดูแลสถาบันเกษตรกร และเป็นกำลังหลักในการพัฒนาเกษตรกรไทยให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) มีความรู้ความสามารถด้านการประกอบอาชีพของตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจในระดับรากหญ้าเพื่อเป็นฐานหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ต่อไป

ที่ประชุมรัฐมนตรี10ชาติเห็นพ้อง เดินหน้าขับเคลื่อนประมงอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295591

ที่ประชุมรัฐมนตรี10ชาติเห็นพ้อง  เดินหน้าขับเคลื่อนประมงอาเซียน

ที่ประชุมรัฐมนตรี10ชาติเห็นพ้อง เดินหน้าขับเคลื่อนประมงอาเซียน

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 หรือ อมาฟ และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ กับ รัฐมนตรีประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ครั้งที่ 17 หรือ อมาฟบวกสาม ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยที่ประชุมอมาฟ รัฐมนตรี 10 ประเทศ มีมติรับรองการกำหนดมาตรการด้านสุขอานามัยพืช 4 ด้านสำคัญ คือ 1.ด้านความมั่นคงทางอาหาร 2.ด้านความปลอดภัยอาหาร เห็นชอบมาตรฐานสินค้าเกษตรเพิ่มอีก 11 ชนิด 3.ด้านป่าไม้เห็นชอบหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดเพื่อการจัดการป่าไม้เขตร้อนอย่างยั่งยืน และ 4.ด้านประมงเห็นชอบแผนงานใบรับรองการจับสัตว์น้ำทะเลของอาเซียน เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการบริหารจัดการประมงทะเล ส่งเสริมการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประมงและผลิตภัณฑ์เพื่อการค้าทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค และป้องกันสินค้าประมง IUU เข้าสู่สายการผลิตของประเทศสมาชิกอาเซียน

สำหรับผลการประชุมอมาฟบวกสาม ที่ประชุมเห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือ เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการพัฒนาภาคการเกษตรและป่าไม้อย่างยั่งยืน ส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและป่าไม้ โดยกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือฉบับใหม่จะช่วยส่งเสริมการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ของประชาคมอาเซียน ปี 2568 และส่งเสริมความ
ร่วมมืออาเซียนบวกสามในสาขาที่มีการจัดลำดับความสำคัญและเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

โวยจับที่ไหนก็เจอทุจริต ซัดกระทรวงเกษตรฯยัดเยียดถลุงงบฯ’9101′

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295651

โวยจับที่ไหนก็เจอทุจริต ซัดกระทรวงเกษตรฯยัดเยียดถลุงงบฯ'9101'

โวยจับที่ไหนก็เจอทุจริต ซัดกระทรวงเกษตรฯยัดเยียดถลุงงบฯ’9101′

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 20.20 น.

ความคืบหน้ากรณีชาวบ้านหลายอำเภอที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เรียกร้องให้ตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากเห็นว่ามีการดำเนินการหลายส่วนที่ส่อไปในทางทุจริต ไม่โปร่งใส โดย จ.กาฬสินธุ์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 220 โครงการ เป็นเงิน 422,493,549 บาท

โดยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ รายงานว่า หลังมีการร้องเรียนเรื่องดังกล่าว นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มอบหมายให้ นายสนั่น พงษ์อักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นายธนูสินธุ์ ไชยสิริ ปลัด จ.กาฬสินธุ์ นางสาวชุลีพร ภูสมศรี ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์  นายไชยา เครือหงส์ หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ และได้ทำหนังสือเป็นวิทยุด่วนแจ้งให้นายอำเภอทุกอำเภอและศูนย์ดำรงธรรมอำเภอที่ได้รับการร้องเรียน ให้ทำการตรวจสอบทุกโครงการที่เกิดขึ้นในพื้นที่

นอกจากนี้ นายสนั่น ยังได้นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่บ้านนากุดสิม หมู่ที่ 3 ตำบลสายนาวัง อำเภอนาคู เพื่อทำการสุ่มตรวจ โดยมี นายบำรุง คะโยธา อดีตสมัชชาคนจน และกรรมการศูนย์ชาวนาเอเชีย เฝ้าสังเกตการณ์ ซึ่งที่ตำบลนี้ได้รับงบประมาณจัดทำโครงการปุ๋ยอินทรีย์ 2.5 ล้านบาท และปรากฏปัญหาการร้องเรียนว่าไม่โปร่งใส มีการสวมชื่อแรงงานเกษตรกรในชุมชนทั้งที่ไม่มีจริง และมีการหักหัวคิวเป็นค่าสมัครในการเข้าร่วมโครงการคนละ 120 บาทจากค่าแรงงาน ซึ่งคล้ายกับชุมชนอื่นในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ และอำเภอยางตลาด

นายสนั่น กล่าวว่า การสุ่มตรวจชุมชนต่างๆ ถือเป็นการเริ่มต้นในการตรวจสอบตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งได้สั่งการให้นายอำเภอทั้ง 18 อำเภอ ทำการตรวจสอบทุกโครงการแบบปูพรม ซึ่งเบื้องต้นพื้นที่นี้ก็เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริง และยังไม่สรุปว่าผิดหรือถูกแต่มารับฟัง ซึ่งก็มีทั้งหน่วยงานทหารเข้ามาร่วมติดตาม แต่ในกรณีนี้หากมีการพบทุจริต ก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเงินคืนหรือต้องดำเนินคดีอาญา

ด้าน นายบำรุง คะโยธา กล่าวว่า เงิน 2.5 ล้านบาทต่อชุมชน เชื่อว่าเป็นเงินที่มีประโยชน์จริง ถ้ามีเวลาในการทำงาน ให้ชาวบ้านได้คิดและมีการทำประชาคมให้เกิดความรักหวงแหนในงบประมาณแผ่นดิน แต่ลักษณะที่มาของ โครงการ 9101 เป็นโครงการที่ยัดเยียดลงมาให้กับชาวบ้านผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นโครงการเร่งด่วนที่ชาวบ้านรับรู้แต่ว่า จะต้องใช้งบประมาณให้หมดเท่านั้น เรื่องนี้จริงๆสงสารเจ้าหน้าที่ เพราะถูกสั่งให้ใช้เงิน ในแต่ละพื้นที่คิดง่ายๆว่า จะทำอย่างไรให้ได้ใช้งบประมาณตามเป้าหมาย สุดท้ายส่วนใหญ่ก็ออกมาเป็นปุ๋ย คราวนี้เมื่อเป็นปุ๋ยก็เกิดช่องว่าง เพราะในช่วงนั้นก็จะมีผู้รับเหมาเร่งจัดส่ง ยูเรีย ที่เป็นส่วนผสม บางแห่งเป็นแกลบ บางแห่งเป็นขี้ไก่  ก็บอกว่าทำปุ๋ย

“ตรงนี้คือช่องโหว่ จะว่าทุจริตได้หรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับการตรวจสอบ เพราะในบางหมู่บ้านบางแห่ง ที่ทำปุ๋ยเสร็จ เงินใช้ไม่หมดแต่เพื่อให้เงินหมดก็เอาชื่อญาติพี่น้องของตนเองเข้ามาเบิกเงิน หรือในบางแห่งเจ้าหน้าที่ก็จะรู้กันกับผู้รับเหมา เรื่องนี้ตรวจสอบได้ ถ้าตรวจจริงๆ ทั่วประเทศจะพบว่ามีการทุจริตในทุกจังหวัดอย่างแน่นอน” นายบำรุงกล่าว

นายบำรุง กล่าวต่อว่า สิ่งสุดท้ายนั้นจากนี้ในยุคข้าวยากหมากแพง โครงการนี้ที่คิดแบบทหารมีความผิดพลาดชัดเจน เพราะรูปแบบ โครงการ 9101 ตามรอยพ่อฯ เริ่มต้นและ ครม.อนุมัติ ใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์แถมประกาศให้ทำโครงการเพียงเดือนเศษ จึงขอให้รัฐบาล หากจะจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่ควรให้เวลาในการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ มีคุณธรรม เพราะหากยังคงเทงบประมาณลงพื้นที่ในรูปแบบนี้ คงจะเป็นการสอนให้ชาวบ้านโกงมากกว่าที่จะเป็นการทำเกษตรพอเพียงตามรอยพ่อ

กรมข้าวลั่นลุยนาแปลงใหญ่ต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295593

กรมข้าวลั่นลุยนาแปลงใหญ่ต่อเนื่อง

กรมข้าวลั่นลุยนาแปลงใหญ่ต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2561 กรมการข้าวตั้งเป้าดำเนินการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ หรือนาแปลงใหญ่ ให้ได้จำนวน 1,175 แปลง ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 675 แปลง คิดเป็นพื้นที่ 593,570 ไร่ เกษตรกร 43,751 ราย โดยปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการไปเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ถึงแม้จะไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด แต่กรมการข้าวจะเร่งขับเคลื่อนกลุ่มนาแปลงใหญ่นี้ให้มีความเข้มแข็ง ตลอดจนเข้าไปติดตามกลุ่มนาแปลงใหญ่เดิมให้มีการพัฒนาต่อยอดจากการผลิตข้าวมาตรฐาน GAP ขยายไปสู่การผลิตข้าวอินทรีย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและช่องทางการตลาดที่สูงขึ้นอีกระดับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มเกษตรกรที่สนใจยังสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมการข้าวจะจัดให้อยู่ในแปลงเตรียมความพร้อม มีการวางแผนดำเนินไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงปีงบประมาณ 2562 กลุ่มเหล่านี้ก็พร้อมดำเนินการขับเคลื่อนได้ทันที โดยคุณสมบัติกลุ่มที่จะเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ ต้องมีการรวมกลุ่มกัน 30 รายขึ้นไป และมีพื้นที่ปลูกข้าวตั้งแต่ 300 ไร่ขึ้นไป มีการตั้งคณะทำงานมีประธานกลุ่ม และแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ กลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ กลุ่มบริหารเครื่องจักรกลการเกษตร และกลุ่มจัดการศัตรูข้าว สามารถสมัครหรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว หรือที่สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว หรือเว็บไซต์กรมการข้าว http://www.ricethailand.go.th

“ที่ผ่านมาผลการดำเนินงานส่งเสริมนาแปลงใหญ่ของกรมการข้าวตั้งแต่ปี 2558 พบว่า เป็นระบบส่งเสริมการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน มีการส่งเสริมทั้งด้านการผลิตและการตลาดอย่างครบวงจร ส่งผลให้กลุ่มนาแปลงใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มนำร่อง 11 แปลงในปี 2558 มีความเข้มแข็ง สามารถดำเนินการต่อยอดพัฒนาไปสู่การผลิต การแปรรูปและเชื่อมโยงการตลาด บางกลุ่มพัฒนาไปไกลถึงขั้นส่งออกก็มี ส่วนนาแปลงใหญ่ปี 2559-2560 ก็มีกลุ่มที่เข้มแข็งจนพัฒนาไปสู่นาแปลงใหญ่ต้นแบบ ขณะนี้มีอยู่ 45 แปลงกระจายอยู่ใน 45 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละแห่งสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนาแปลงใหญ่กลุ่มใหม่ได้เป็นอย่างดี” นายอนันต์ กล่าว