แจงสี่เบี้ย : ‘สหกรณ์เพชรบุรี’หนุนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม สร้างความเข้มแข็งเกษตรกรนาเกลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296659

227832

แจงสี่เบี้ย : ‘สหกรณ์เพชรบุรี’หนุนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม สร้างความเข้มแข็งเกษตรกรนาเกลือ

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันการผลิตเกลือทะเลต้องประสบปัญหาหลากหลายทั้งสภาพอากาศแปรปรวน ขาดแคลนแรงงาน ค่าแรงที่สูงแต่ราคาผลผลิตลดลงเหลือเพียงเกวียนละ 1,100 บาท ในขณะที่ราคาของตลาดอยู่ที่ 1,500-1,700 บาท ซึ่งสหกรณ์จังหวัดเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาผลผลิตเกลือให้มีคุณภาพและราคาที่ดีขึ้น ด้วยการใช้แนวทางการพัฒนาเกลือทะเลแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ การส่งเสริมการผลิตเกลือทะเลคุณภาพ ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เน้นให้เกษตรกรผู้ทำนาเกลือมีการรวมกลุ่มกันและใช้ระบบสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการช่วยเหลืออย่างจริงจัง

โดยการดำเนินงานจะเน้นในกลุ่มเกษตรกรผู้ทำนาเกลือใน 5 แหล่งผลิตเกลือของ 3 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และเพชรบุรี ในเบื้องต้นมีการจัดตั้งชุมนุมเกลือทะเล จำกัด เพื่อขายสินค้าอย่างเป็นระบบ พร้อมดึงสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ มาร่วม ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ที่เข้ามาร่วมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เพิ่มมูลค่า, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามาช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย, สำนักงานเกษตรจังหวัดเข้ามาช่วยจัดทำระบบพัฒนาสมาชิก, สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เข้ามาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำบัญชี, พาณิชย์จังหวัดเข้ามาช่วยเชื่อมโยงและส่งเสริมด้านการตลาด ส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องการจัดตั้งระบบสหกรณ์

จากผลการดำเนินงานเป็นระยะเวลาหนึ่ง สมาชิกสหกรณ์เริ่มมีกำลังใจในการประกอบอาชีพต่อไป รวมถึงให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนาอุตสาหกรรมนาเกลือ จนทำให้ขณะนี้ชุมนุมสหกรณ์เป็นแหล่งรวบรวมเกลือทะเลที่ใหญ่และมีอำนาจการต่อรองกับพ่อค้ามากขึ้น รวมทั้งเป็นแหล่งรวมเงินทุนหมุนเวียนขนาดใหญ่ ทำให้หลังหักต้นทุนการจัดการแล้ว ยังมีเงินบางส่วนที่สามารถนำรายได้ส่วนต่างมาเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกได้นอกเหนือไปจากเงินปันผลรายปี ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายเกลือถึง 3 ต่อ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

เกษตรฯรุกจัดโซนนาแปลงใหญ่ l นำร่องข้าวหอมมะลิพรีเมียม-ข้าวเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296657

x

เกษตรฯรุกจัดโซนนาแปลงใหญ่ l นำร่องข้าวหอมมะลิพรีเมียม-ข้าวเพื่อสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การดำเนินงานตามนโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในส่วนของนาแปลงใหญ่ที่กรมการข้าวเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการนั้น จะมุ่งเน้นการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเบื้องต้นจะนำร่องแบ่งโซนนาแปลงใหญ่ในแปลงที่มีการผลิตข้าวคุณภาพที่มีความโดดเด่นขึ้นมา เพื่อยกระดับไปสู่การผลิตข้าวนาแปลงใหญ่คุณภาพสูงหรือเกรดพรีเมียม
ในลำดับแรกจะเน้นไปที่กลุ่มข้าวหอมมะลิเป็นหลัก ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือข้าวเพื่อโภชนาการทั้งหลาย หรือข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าว กข43 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีงานวิจัยรองรับว่าเป็นข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เป็นข้าวที่เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่เป็นโรคเบาหวาน

ด้าน นางจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า รูปแบบการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ข้าวคุณภาพสูงกับข้าวเพื่อสุขภาพ จะเน้นดำเนินการในเขตพื้นที่เฉพาะที่มีความเหมาะสม เพื่อยกระดับให้ได้มาตรฐานที่สูงขึ้นกว่าปกติ เช่น ข้าวหอมมะลิเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งมีสภาพแวดล้อม ชุดดิน ภูมิอากาศที่เหมาะสม กรมการข้าวจะนำเทคโนโลยีที่เข้าไปส่งเสริมกระบวนการจัดการผลผลิตให้ข้าวคงความหอมที่มากขึ้นกว่าเดิม ด้วยการจัดการปุ๋ยที่เป็นธาตุอาหารรอง ไม่ว่าจะเป็น ซัลเฟอร์ แมกนีเซียม สังกะสี เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่าหากใส่ธาตุอาหารรองในปริมาณที่เหมาะสมจะทำให้ความหอมของข้าวเพิ่มสูงกว่าปกติ นอกจากนี้ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมก็มีส่วนสำคัญ ได้แก่ เก็บเกี่ยวตอนสภาพอากาศเย็น ไม่มีน้ำขัง เป็นต้น

“การส่งเสริมนาแปลงใหญ่ในพื้นที่เฉพาะที่มีความโดดเด่น ด้วยการจัดการดิน น้ำ ปุ๋ย และใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม จะสามารถควบคุมคุณภาพได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ทางภาครัฐจะต่อยอดให้มีการเชื่อมโยงตลาด จับคู่ธุรกิจระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับผู้ประกอบการหรือโรงสี เข้ามารับซื้อผลผลิต เมื่อผลผลิตดีมีคุณภาพสูงก็ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นไปอีก โดยเฉพาะปัจจุบันผู้บริโภคต้องการข้าวที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และยิ่งเป็นข้าวหอมมะลิที่มีความหอมเป็นพิเศษ หรือข้าวเพื่อสุขภาพ ตลาดยังมีความต้องการจำนวนมาก จึงเชื่อว่าเป็นโอกาสที่ดีในการยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าวและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนาไปพร้อมกัน” นางจุลมณี กล่าวย้ำ

ยกเครื่องระบบบริหารจัดการน้ำ นำร่อง‘สระแก้ว’มุ่งความเท่าเทียมทุกภาคส่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296655

x

ยกเครื่องระบบบริหารจัดการน้ำ นำร่อง‘สระแก้ว’มุ่งความเท่าเทียมทุกภาคส่วน

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีรักษาการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการศึกษาและปรับปรุงการจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อสร้างความสมดุลการใช้น้ำในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่ได้มีการดำเนินโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC: Eastern Economic Corridor) ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และโครงการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมอำเภออรัญประเทศ และอำเภอวัฒนานคร จำนวน 207,500 ไร่ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของ
ประชาชน และส่งเสริมความมั่นคงของประเทศ ภายใต้โจทย์ที่ว่าเมื่อเอาน้ำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมแล้วภาคเกษตรยังมีน้ำใช้อยู่อย่างไม่ขาดแคลน

“สิ่งที่กรมชลประทานกำลังทำคือ พัฒนาหรืออัพเกรดโอกาสการเข้าถึงน้ำให้กับภาคการเกษตรควบคู่กับการพัฒนาทางด้านภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรม แม้ว่าภาคอุตสาหกรรมจะมีความต้องการใช้น้ำไม่มากเมื่อเทียบกับภาคการเกษตรก็ตาม แต่ต้องการความมั่นคงในเรื่องน้ำเช่นกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เราเลือกเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้วที่ตั้งอยู่ทางตอนล่างของลุ่มน้ำห้วยพรมโหดในการจัดทำแผนพัฒนาระบบชลประทาน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่กำลังเติบโตทางด้านอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันก็ยังมีปัญหาเรื่องน้ำค่อนข้างมาก ทั้งปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

สำหรับลุ่มน้ำห้วยพรมโหด เป็นลุ่มน้ำย่อยของลุ่มน้ำโตนเลสาบที่ไหลเข้าไปในประเทศกัมพูชา มีพื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 932.94 ตารางกิโลเมตร มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยต่อปีมากถึง 490 ล้าน ลบ.ม. แต่ส่วนใหญ่จะตกหนักในช่วงฤดูฝน และบริเวณด้านท้ายน้ำเป็นคลองระหว่างประเทศมีลักษณะแคบและตื้นเขิน ทำให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลง จึงเกิดภาวะน้ำท่วมเป็นประจำ ในขณะที่ฤดูแล้งกลับประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งสร้างความเสียหายให้กับภาคการเกษตร และระบบเศรษฐกิจของอำเภออรัญประเทศซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกไปยังประเทศกัมพูชาเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ จากการศึกษาในการจัดทำแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำห้วยพรมโหด พบว่ามีโครงการที่สำคัญๆ ทั้งสิ้น 18 โครงการ สามารถเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้ 68,500 ไร่ อย่างไรก็ตาม ทั้ง 18 โครงการดังกล่าวจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าเป็นโครงการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ 3 โครงการ ได้แก่ คลองผันน้ำหลากอ้อมเมืองอรัญประเทศ ความยาว 24 กิโลเมตร โครงการประตูระบายน้ำพร้อมสถานีสูบน้ำปลายคลองพรหมโหด และโครงการพนังกั้นน้ำคลองพรหมโหด ในส่วนของโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและจัดหาน้ำเพื่อการเกษตร ได้แก่ โครงการประตูระบายน้ำบ้านคลองยาง ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำหนองบัวเหนือ ตำบลหันทราย อำเภออรัญประเทศ ซึ่งกรมชลประทานจะได้ทำการศึกษาความเหมาะสมและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) ต่อไป

นอกจากนี้ ในพื้นที่ภาคตะวันออก กรมชลประทานยังกำลังดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในจังหวัดจันทบุรี อีก 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำประแกด อ่างเก็บน้ำพะวาใหญ่ อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ความจุรวม 209 ล้าน ลบ.ม. คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2563 ซึ่งจะมีการจัดทำแผนพัฒนาระบบชลประทานสร้างความสมดุลในการใช้น้ำทุกภาคส่วนเช่นกัน โดยจะสามารถนำน้ำไปพัฒนาภาคการเกษตรได้ไม่น้อยกว่า 300,000 ไร่ และจะยังมีน้ำเหลืออีกประมาณ 100 ล้าน ลบ.ม. ที่จะมีส่วนนำไปช่วย 3 จังหวัด EEC ได้ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าภายใน 10 ปี EEC จะมีความพร้อมในเรื่องน้ำอย่างแน่นอน

รักษ์เกษตร : การทำระบบเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296660

x

รักษ์เกษตร : การทำระบบเกษตรอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ถาม ผมอยากทราบความรู้ความเข้าใจ
ในการทำเกษตรอินทรีย์จะทำให้เกิดระบบที่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร

ณรงค์ชัย บุญสว่าง

อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี

คำตอบ ปัจจุบัน กระแสความนิยมการบริโภคผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ประชากรในประเทศหันมาบริโภคสินค้าเกษตรและอาหารที่ผลิตด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์มากขึ้น การทำเกษตรอินทรีย์เป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรให้มีอยู่อย่างยั่งยืน และช่วยฟื้นฟูทรัพยากรการเกษตรที่เสื่อมโทรมไปจากการทำการผลิตทางการเกษตรแบบที่ใช้สารเคมี ผลผลิตในการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ จะช่วยแก้ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมี และที่สำคัญคือ ผลผลิตทางการเกษตรนั้น ปลอดภัยในการบริโภค

ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชน และเกษตรกร ได้ร่วมกันการกำหนดแนวทาง สรุปเบื้องต้นได้ดังนี้

การส่งเสริมสนับสนุนด้านนโยบาย

1.ในด้านการผลิต ควรกำหนดนโยบายที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ ให้แยกออกจากแหล่งที่ทำการเกษตรแบบทั่วไป เพื่อลดการปนเปื้อนจากสารที่เป็นพิษต่างๆ

2.ในด้านการตลาด ควรกำหนดนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการทำการเกษตรอินทรีย์ ในแบบระบบการค้าร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน

การส่งเสริมสนับสนุนระดับปฏิบัติการ

1.ขั้นตอนการผลิต จัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำเกษตรอินทรีย์ สร้างองค์ความรู้ และเผยแพร่อย่างกว้างขวางไปสู่เกษตรกร ให้บริการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำเกษตรอินทรีย์ ให้บริการคำปรึกษา ให้ข้อมูล ให้เงินทุนสนับสนุนแก่เกษตรกรที่เริ่มเข้ามาทำการเกษตรอินทรีย์ และสร้างแรงจูงใจในการทำเกษตรอินทรีย์ผ่านมาตรการทางภาษี และการให้สินเชื่อต่างๆ สนับสนุนด้านเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ และสร้างระบบหลักประกันแก่เกษตรกรผู้ทำการเกษตรอินทรีย์

2.ขั้นเก็บเกี่ยวผลผลิต สร้างเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ดี ที่สามารถรักษามาตรฐานผลผลิตอินทรีย์ได้อย่างมีคุณภาพ ให้ความรู้ ให้บริการที่ปรึกษา และให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาผลผลิต ตามกฎระเบียบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ให้มีระบบประกันคุณภาพสินค้า สร้างแรงจูงใจผ่านมาตรการทางภาษี

3.ขั้นตอนการออกใบรับรองมาตรฐาน ให้มีหน่วยงานที่ได้รับการประกันระบบการรับรองคุณภาพมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ สร้างระบบความร่วมมือกับภาคเอกชน ให้การอุดหนุนในด้านค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แก่เกษตรกร

4.ขั้นตอนการตลาด ส่งเสริมและจัดการด้านการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ให้ข้อมูล สร้างแรงจูงใจ พัฒนาและสร้างช่องทางตลาดทางเลือก ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ และผู้บริโภคให้มีมากขึ้น

การทำเกษตรอินทรีย์ที่ดี จะต้องกระทำเป็นแบบองค์รวม มีความสัมพันธ์กันทั้งระบบ เมื่อระบบมีมาตรฐานถูกต้อง ผลผลิตที่ได้จากการผลิตในพื้นที่ที่มีระบบการผลิตแบบอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน ก็ย่อมเป็นผลิตผลอินทรีย์ที่มีมาตรฐานไปด้วย การที่จะส่งเสริมให้ไทยเป็นประเทศแนวหน้าในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ สู่ตลาด ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้วัตถุประสงค์ของการเพิ่มรายได้เกษตรกร จากระดับราคาที่สูงกว่าสินค้าเกษตรทั่วไป เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรที่เสื่อมโทรมไปจากการทำเกษตรที่ใช้สารเคมีเป็นปัจจัยการผลิต เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่ปัจจุบัน มีการกีดกันทางการค้าในรูปที่มิใช่ภาษี โดยการตั้งข้อกำหนดที่เข้มงวดในด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยในการบริโภคจากสิ่งเจือปนต่างๆ และการผลิตที่จะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตนั้น

ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาให้ความสนใจอย่างจริงจัง ซึ่งต้องให้การสนับสนุนทั้งระบบ และถือเป็นนโยบายการเกษตรแห่งชาติ ข้อเสนอทั้งหมดนี้ บางส่วนได้มีการดำเนินการไปแล้วบ้าง ซึ่งเกษตรกรเองก็ได้ยึดถือปฏิบัติตามระบบการทำเกษตรอินทรีย์ที่ดี

นาย รัตวิ

ไล่หวด52สหกรณ์ทุจริต วงเงิน555ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296703

ไล่หวด52สหกรณ์ทุจริต วงเงิน555ล้าน

ไล่หวด52สหกรณ์ทุจริต วงเงิน555ล้าน

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 20.48 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ไล่หวดสหกรณ์ทุจริต 52 แห่ง วงเงิน 555 ล้านบาท ลั่นเอาผิดผู้บริหารดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

9 ต.ค.60 นายพิเชษฐ์ วิระยะพาหะ รองอธิบดี รักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารกรมฯ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เรนท์ไปยังสหกรณ์จังหวัด 77 จังหวัดทั่วประเทศ ว่า ทิศทางการขับเคลื่อนงานพัฒนาสหกรณ์ เป็นโจทย์จาก รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบไว้ 4 เรื่อง การเสริมสร้างศักยภาพสหกรณ์ให้เข้มแข็งใน 8,000 แห่ง เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ พร้อมให้สหกรณ์ที่มีศักยภาพทางการเกษตรไปเชื่อมต่อทำเกษตรแปลงใหญ่เกษตรอินทรีย์ ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการร่วมกลุ่ม วางมาตรการรองรับการตลาดเท่านั้น ต่อไปให้นำสหกรณ์เข้ามาขับเคลื่อน ตั้งแต่วางแผนการผลิต พัฒนามาตรฐานการผลิต รับรองคุณภาพจีเอพีอินทรีย์ พัฒนาไปสู่การแปรรูป บรรจุภัณฑ์

นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า กรมฯมุ่งเน้นนโยบายแปลงใหญ่ กระทรวงเกษตรฯตั้งเป้าไว้ 3,000 แปลง ให้ระบบสหกรณ์ไปรองรับ 360 สหกรณ์ เข้าไปวางแผนกับเกษตรกร ในเรื่องการผลิต การใช้เครื่องมือเครื่องจักรกล  การตลาดมาดูดซับสินค้า  223 แปลงใหญ่ ให้ผลิตสินค้าเกษตรเกิดความสมบูรณ์แบบครบวงจร  โดยวันนี้ผู้จัดการแปลงใหญ่ยังเป็นข้าราชการ หากเอาสหกรณ์ไปรองรับ ทำให้เชื่อมกับเกษตรกรได้ดีมากขึ้น ซึ่งยังมีการสนับสนุนสหกรณ์ไปรองรับ รวบรวมผลผลิตเกษตรกร โดยมองไว้ 3 พืช ที่จะเป็นปัญหา เช่น ข้าวมี 360 สหกรณ์ โรงสี 317 โรง พร้อมแปรรูปจำหน่าย , ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำประหลัง อีกกว่า 300 สหกรณ์ และรองรับการขับเคลื่อนตั้งธนาคารสินค้าเกษตร ลดต้นทุนเกษตรกร ตั้งธนาคารข้าว 31 แห่ง จัดตั้งใหม่ปีนี้ 37 แห่งอยู่ในพื้นที่แปลงใหญ่ข้าว ตั้งธนาคารโคนมทดแทนมาเลี้ยงวัว ให้กับเกษตรกร จนกว่าผสมพันธุ์รีดนมได้ คืนให้เกษตรกร จะช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้มาก

ทั้งนี้ คาดหวังปี 2561 ทำให้สำเร็จในเรื่องนำระบบการเงินมากำกับสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง  เพื่อแก้ปัญหาความเสียหายได้ทันการณ์ ร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศ กระทรวงการคลัง เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส การทำบริหารทุกสหกรณ์มีประสิทธิภาพ ไร้ข้อบกพร่อง ไม่นำไปสู่การทุจริต เกิดความเสียหายได้ โดยจะไปยกระดับการจัดการภายใน เชื่อมโยงเอกชน ธนาคาร นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ จ่ายซื้อสินค้าด้วยบาร์โคด

อีกทั้งเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สมาชิกรายย่อย ภาคครัวเรือน ในขณะนี้ที่มีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นจนน่าเป็นห่วง เช่น สหกรณ์ ในและนอกภาคเกษตร สมาชิกมีหนี้สินเฉลี่ย  5-6 แสนบาท ถ้าไม่แก้ ปัญหาหนี้สินมาทับถมมากเกินไป ส่วนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ มีหนี้สินสูงถึง2ล้านบาทต่อคน เป็นหนี้เพื่อบริโภค จำเป็นต้องเร่งแก้ไขเร่งด่วน ในการสร้างรายได้เพิ่มเพื่อลดหนี้

“เรื่องการทุจริตเป็นสิ่งที่ผมไม่สบายใจ เพราะเป็นสิ่งบั่นทอนภาพลักษณ์สหกรณ์ รมว.เกษตรฯให้เร่งสะสางทั้งหมด จากที่ไปสแกนทั้งระบบ พบทุจริตมีข้อบกพร่อง 1,228 แห่ง คาดว่าจะเกิดความเสียหาย 4.3 หมื่นล้าน รวมกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นด้วย ที่เสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท ทั้งมีการดำเนินการนอกกรอบวัตถุประสงค์ การดำเนินการสุ่มเสี่ยง นำเงินไปฝากสหกรณ์เล็กๆ ได้จัดการแก้ไขมา เหลือ 222 สหกรณ์ มีมูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมาได้ลงโทษปลดคณะกรรมการ 14 สหกรณ์ สั่งแล้วไม่ทำ ลงโทษทางวินัยฝ่ายจัดการ 97ราย ไล่ออก ดำเนินอาญา 95 สหกรณ์ ทางแพ่ง ฟ้องเรียกทรัพย์คืน 37 สหกรณ์ ตั้งเป้าให้ทุกจังหวัด ดำเนินคดีทางกฎหมายภายในเดือน ธ.ค.นี้ สำหรับสหกรณ์ที่ทุจริต 52 สหกรณ์  มูลค่า 555 ล้านบาท เรื่องเงินกู้ 11 สหกรณ์ กรณียักยอก 19 สหกรณ์ ปลอมใบถอนเงิน 6 สหกรณ์ รวบรวมผลผลิตการเกษตร 3 สหกรณ์ ทุจริตน้ำมัน 5 สหกรณ์ เงินยืมทดลอง 3 สหกรณ์ ได้สั่งให้สหกรณ์จังหวัด ไปหาคนทุจริตให้ได้ เอาผิดกรรมการ ลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่” นายพิเชษฐ์ กล่าว

นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินการธุรกรรมของสหกรณ์ทั้งระบบ มีสินเชื่อทั้งหมด 1.2 ล้านๆบาท เงินฝาก 7 แสนกว่าล้าน เงินลงทุนในตลาดหุ้น ทุน พันธบัตร 8แสนล้านบาท  รวมมูลค่า 2.8 ล้านๆบาท โดยวันที่ 18 ต.ค.นี้ กรมเตรียมหารือเรียกผู้แทนจากสหกรณ์ขนาดใหญ่ มีสินทรัพย์ เกิน 5 พันล้านบาท  มาหารือรับฟังความคิดเห็นรอบสุดท้าย ก่อนจะประกาศใช้เกณฑ์กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ และเครดิตยูเนียน เพิ่มเติมอีก5ข้อ

ที่ผ่านมามีข้อโต้แย้งจากสมาชิกสหกรณ์จำนวนมาก เนื่องจากกังวลว่าหากใช้เกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย มากำกับสหกรณ์ อาจส่งผลกระทบทั้งระบบ ทำให้กรมต้องมาทำหน้าที่นำหลักเกณฑ์ไปปรับปรุง เปิดรับฟังใหม่ เช่น การกำหนดอัตราส่วนหนี้สินต่อหุ้นบวกทุนสำรองไม่เกิน  2 เท่า จากเดิมไม่เกิน 1.5 เท่า กำหนดให้สมาชิกสามารถกู้วนซ้ำ ได้หลังจากผ่านมาแล้ว 1 ปี กำหนดสัดส่วนการนำเงินไปลงทุนไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของทุนตนเอง กำหนดทุนสำรองของสหกรณ์ไม่ต่ำกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมกำหนด สูงถึง 6 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นเงินสด 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นพันธบัตร 2 เปอร์เซ็นต์ ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ไม่จำเป็นต้องอยู่ในมาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์(กลต.) จากเดิมต้องอยู่ในมาตรฐาน ก.ล.ต. เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป

อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวยังไม่มีกำหนดให้สกรณ์ เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครดิตบูโร เนื่องจากอำนาจนายทะเบียน ตามพ.ร.บ.สหกรณ์ ปัจจุบัน ยังไม่อำนาจบังคับให้เข้าร่วม ต้องอาศัยความสมัครใจ ซึ่งต้องรอพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับใหม่ ประกาศใช้ก่อน จึงมีสภาพบังคับ โดยพ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ระหว่างกระบวนการ สำนักกษฎีกา คาดว่าส่งมากรม ทำประชาพิจารณ์ ปลายเดือน ต.ค.นี้ ก่อนส่งครม. ภายในปีนี้ เสนอต่อสนช. ออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ได้

“จะมาแก้ไขในเรื่องความเสี่ยง4 ด้าน ที่นำพาไปสู่สหกรณ์ล้ม  จะลดลงทั้งหมด ทำให้สหกรณ์เกิดความมั่นคง  ใครที่ มุ่งหวังมาลงทุน เอาเงินเข้ามาดอกเบี้ยสูงๆ ปันผลสูงๆ ต่อไปเงินออก-เข้า ต้องถูกคุม  ขณะนี้เงินไปไหนไม่รู้ สมาชิกสหกรณ์ ไม่รู้อะไรด้วย เป็นความเสี่ยง ซึ่งสหกรณ์จะอยู่ไม่ได้ กฎหมายสหกรณ์ แก้ไขใหม่ นำ พ.ร.บ. การเงินมาใส่ด้วย โดย เพิ่มโทษผู้บริหาร สหกรณ์ ทำผิด สูงสุดไม่เกิน ปรับ  1 ล้านบาท ต่อคน จนกว่าแก้ไข  หรือ จำคุกไม่เกิน5 ปี กรณีขัดคำสั่ง นายทะเบียน ทำให้สหกรณ์เสียหาย  มีโทษทาง แพ่ง –อาญาด้วย ซึ่งโทษต่างๆให้มีความรุนแรงมากขึ้น ป้องปราบการะกระทำผิด  ผมจับเรื่องนี้มา3 ปี ถ้าเอาไม่รอด ผมไม่อยู่แล้ว” นายพิเชษฐ์ กล่าว

เกษตรบูรณาการ : งานเก่าอธิบดีใหม่ วัดใจม้างาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296439

251598

เกษตรบูรณาการ : งานเก่าอธิบดีใหม่ วัดใจม้างาน

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ  ได้มีการปรับเปลี่ยนม้างาน ในระดับอธิบดี ในหลายกรม และมีการแต่งตั้งม้างานชุดใหม่ แทนที่เกษียณอายุราชการไปตามวาระเวลา และต้องไปตามกาลเวลา อันเนื่องมาจากว่า ทำงานไม่เข้าตา ทั้งที่โอกาสก็ได้มาง่ายๆ ในหลายตำแหน่ง  ซึ่งก็ไล่ตั้งแต่ ข้าราชการระดับ 11 ไล่ลงไปจนถึงระดับ 9 ในส่วนตำแหน่งรองอธิบดี ซึ่งก็มีการปรับเปลี่ยน โยกย้าย กันจำนวนมาก และถือว่า มากที่สุดครั้งหนึ่งของกระทรวงเกษตรฯ ก็ว่าได้ งานนี้ก็มีทั้งคนผิดหวังและสมหวัง มีทั้งพวกบุญหล่นทับ และคอพับคออ่อน จากการถูกดีดออกจากเก้าอี้แบบไม่รู้ตัว

สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นสัปดาห์แห่งเทศกาลรับตำแหน่งใหม่ของผู้สมหวัง งานนี้ก็ต้องไปว่ากันว่าจากนี้ไป ใครจะทำงานเข้าตาและเด่นดังแค่ไหน เพราะทุกอย่างต้องมีการพิสูจน์ตัวเองล้วนๆ เพราะที่ผ่านมาว่ากันว่า หลายคนคุยใหญ่คุยโตว่า หากไปนั่งในตำแหน่งอธิบดีแล้วจะทำโน่นทำนี้ อะไรก็ดูง่ายไปเสียหมด งานนี้ก็ต้องมาว่ากันว่า จะสมราคาคุยหรือไม่ เพราะหลายเรื่อง รอให้ม้างานชุดใหม่แก้ไข และเดินหน้าแก้ปัญหาให้เป็นไปตามเป้าหมายให้เกษตรกรไทยกินดีอยู่ดี ตามแนวนโยบายของรัฐบาล

ไล่มาตั้งแต่เรื่องปัญหาที่ดินทำกิน  ที่อยู่ในส่วนรับผิดชอบ ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. วันนี้ต้องบอกว่าหลายพื้นที่ยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน วันนี้ก็คงต้องหวังพึ่งท่านเลขาฯคนใหม่ หมาดๆ อย่าง “สุรจิตต์ อินทรชิต” ที่จะเข้าไปสางต่อไปปัญหาที่ยังรุงรัง หลายเรื่อง งานนี้ ต้องหวังพึ่งฝีไม้ลายมือ กับการบริหาร ของท่านอดีตหัวหน้าผู้ตรวจราชการ ที่ไปนั่งเป็นเลขา ส.ป.ก. คนใหม่คนนี้ นั่นไม่รวม ปัญหาที่ยังมีเรื่องการวิพากวิจารณ์ เรื่องของน้ำเรื่องของความชัดเจนการออกกฎหมายเก็บค่าน้ำ ตามร่างกฎหมายทรัพยากรน้ำ ได้ผ่าน สนช.รับวาระแรกไปแล้วซึ่งงานนี้ก็คงเป็นเรื่องของท่านพี่ “สมเกียรติ ประจำวงษ์” อธิบดีกรมชลประทานคนใหม่ ที่ท่านกระโดดขึ้นมานั่งเก้าอี้อธิบดี จากเดิมนั่งในเก้าอี้รองอธิบดีกรมชลประทานมาก่อน ว่าจะเอาอย่างไร เพราะงานนี้ในเกษตรกรหลายกลุ่ม รอคำตอบ ซึ่งคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงอดีตนั่งเรียนชลประทานที่ครองอันดับ 1 ห้องที่จะแก้ปัญหานี้แน่ นะเจ้าคะ ยังไงประชาชนในภาคกสิกรรมรอคำตอบ

มาอีกกรมที่ว่ากันว่า ถูกจับตามองเป็นพิเศษ นั่นคือ กรมส่งเสริมสหกณ์ ที่ท่านพี่ “วิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข” อธิบดีคนเก่าถูกดีดออกไป นั่งแต่งตัวเลขเศรษฐกิจ ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงาน และแต่งตั้งให้ “พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ” จากรองอธิบดีมานั่งเก้าอี้อธิบดีแทน และเป็นอีกกรมหนึ่งที่ ต้องจับตามอง เพราะที่ผ่านมา “พิเชษฐ์” ถือเป็นม้างานคนหนึ่งที่ขุนทหารไว้วางใจ ให้เข้ามาช่วยสะสางงานสหกรณ์ ที่เป็นเผือกร้อนรอการแก้ไขหลายเรื่องตั้งแต่การโกงกันในสหกรณ์ หลายแห่ง จนส่งผลให้วงการสหกรณ์ขาดความเชื่อมั่น และที่สำคัญงานนี้ รัฐบาลทหารมีนโยบายชัดที่ต้องการให้ขบวนการสหกรณ์ เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรเสียด้วย แต่ที่ว่ามา ไม่ใช่กรมอื่นๆ ไม่ถูกจับตามอง นะขอรับ อย่าลืมอะไรก็เกิดขึ้นได้ กับม้างานชุดเก่าและชุดใหม่ ต้องบอกว่าจากนี้ไป ต้องว่ากันที่ผลงานล้วนๆ

ราชดำเนิน

เกษตรฯยกระดับ‘นาแปลงใหญ่’ ดันพัฒนาสู่การผลิตข้าวอินทรีย์มาตรฐานสูงเพิ่มมูลค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296438

เกษตรฯยกระดับ‘นาแปลงใหญ่’ ดันพัฒนาสู่การผลิตข้าวอินทรีย์มาตรฐานสูงเพิ่มมูลค่า

เกษตรฯยกระดับ‘นาแปลงใหญ่’ ดันพัฒนาสู่การผลิตข้าวอินทรีย์มาตรฐานสูงเพิ่มมูลค่า

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร โดยมีการจับคู่กลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวอินทรีย์และข้าว GAP กับผู้ประกอบการค้าข้าวที่สมัครเข้าร่วมโครงการ เพื่อซื้อขายผลผลิตข้าวจากโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP ของโครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในราคารับซื้อที่สูงกว่าท้องตลาดตามเกณฑ์ราคาที่กำหนด นอกจากนี้ ชาวนาสามารถขายข้าวซึ่งอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนเป็นอินทรีย์ และข้าวที่ได้มาตรฐานอินทรีย์ได้ในราคาสอดคล้องกับคุณภาพซึ่งควรสูงกว่าข้าวทั่วไป รวมถึงชาวนาสามารถขายข้าว GAP ได้ในราคาสูงขึ้นตามคุณภาพ

กรมการข้าวเห็นว่า เป็นโอกาสดีที่กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ที่ผลิตข้าวมาตรฐาน GAP อยู่แล้ว หากมีความสนใจและมีความพร้อมก็สามารถที่จะพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตข้าวอินทรีย์ได้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตข้าว สำหรับเกษตรกรนาแปลงใหญ่ที่สนใจสามารถแบ่งออกมาเป็นกลุ่มย่อย จำนวน 5 คนขึ้นไป พื้นที่ 100 ไร่ขึ้นไป สมัครเข้าร่วมโครงการส่งเสริมข้าวอินทรีย์ (1 ล้านไร่) จะได้รับการอบรมความรู้การผลิตข้าวอินทรีย์และการจัดทำระบบควบคุมภายใน (ICS) ซึ่งในปีที่ 1 จะอยู่ในช่วงของการเตรียมความพร้อม เรียกว่า T1 เกษตรกรปฏิบัติตามหลักการผลิตข้าวอินทรีย์ 5 ด้าน คือ พื้นที่ปลูกไม่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมี แหล่งน้ำ การจัดการดินปุ๋ย การจัดการคุณภาพในกระบวนการผลิตก่อนการเก็บเกี่ยวการบันทึกและจัดเก็บข้อมูล หากผ่านการตรวจประเมิน จึงได้เข้าร่วมโครงการและได้รับเงินสนับสนุน จำนวน 2,000 บาทต่อไร่ แต่มีข้อกำหนดว่าต้องผ่านทั้ง 5 คนและพื้นที่ 100 ไร่ เท่านั้น เมื่อเข้าสู่ปีที่ 2 เป็นระยะปรับเปลี่ยนหรือ T2 ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 9 ข้อ ถ้าผ่านเกณฑ์จะได้รับเงินสนับสนุน 3,000 บาทต่อไร่ (รายละไม่เกิน 15 ไร่) พอปีที่ 3 ก็เข้าสู่ระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ หรือ T3 ซึ่งภาครัฐได้เตรียมการเชื่อมโยงการตลาดไว้ให้แล้ว กลุ่มผู้ผลิตอินทรีย์ที่มีความตั้งใจจะผลิตข้าวอินทรีย์ถึงแม้อยู่ในระยะ T1 ก็สามารถจำหน่ายผลผลิตข้าวได้ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด เฉลี่ย 400-500 บาทต่อตัน และเมื่อถึงปีที่ 2 หรือ T2 และ T3 สัดส่วนราคาก็ปรับเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด

กลุ่มนาแปลงใหญ่กลุ่มใดที่มีความพร้อม สภาพแวดล้อมพร้อม และมีความมุ่งมั่นตั้งใจอยากทำข้าวระบบอินทรีย์ เพื่อจุดมุ่งหมายสำคัญคือต้องการยกระดับคุณภาพข้าว สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตนเอง อีกทั้งต้องการวางระบบการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์ ก็สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งขณะนี้มีการเชื่อมโยงจับคู่ผู้ประกอบการกับกลุ่มผู้ผลิตข้าวอินทรีย์แล้วจำนวน 62 ราย และยังมีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง หมายความว่าหากเกษตรกรสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตไปสู่ข้าวอินทรีย์ได้ นอกจากมีตลาดรองรับที่แน่นอนแล้ว ยังได้ราคาที่สูงกว่าข้าวทั่วไป เนื่องจากข้าวที่มีคุณภาพและปลอดภัยมาตรฐานอินทรีย์ เป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจดี ประชาชนมีความต้องการซื้อสูง เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์

ชุดกระเช้าของขวัญข้าว เพื่อสุขภาพ คัดสรรอย่างดีมีรสนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296433

ชุดกระเช้าของขวัญข้าว เพื่อสุขภาพ คัดสรรอย่างดีมีรสนิยม

ชุดกระเช้าของขวัญข้าว เพื่อสุขภาพ คัดสรรอย่างดีมีรสนิยม

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เป็นการคัดสรรข้าวคุณภาพชั้นเลิศจากเกษตรกรสมาชิกในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ผ่านขบวนการแปรรูปที่มีคุณภาพมาตรฐาน ด้วยความพิถีพิถัน จัดสรรเป็นอย่างดีในกระเช้าเรียบหรู เพื่อคนรักสุขภาพ และเป็นชุดของขวัญเพื่อมอบให้แก่คนที่คุณรักและห่วงใยได้ในทุกโอกาส

หากสนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้าวสหกรณ์ไทย 0-25614567 ต่อ 408

บิ๊กฉัตรถกเวที‘มหาสมุทร’โลก ย้ำจุดยืนแก้ปัญหาประมง-มลพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296432

x

บิ๊กฉัตรถกเวที‘มหาสมุทร’โลก ย้ำจุดยืนแก้ปัญหาประมง-มลพิษ

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยเข้าร่วมประชุมนานาชาติระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรทะเล หรือ Our Ocean Conference ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 5-6 ตุลาคม ที่สาธารณรัฐมอลตา ซึ่งประเทศไทยที่ได้กล่าวถ้อยแถลงในเวที ในประเด็นการปฏิรูปด้านประมงและแรงงานในทุกมิติ ครอบคลุมตามหลักเกณฑ์และข้อบังคับระหว่างประเทศ การปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวกับการประมงของไทย เพื่อเป้าหมายให้มีความยั่งยืนในระยะยาว รวมถึงเข้าร่วมในอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างมาตรฐานแรงงานในทะเล และมั่นใจว่าแรงงานต่างด้าวจะปลอดจากความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย

ที่สำคัญ ไทยได้นำเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าสู่กรอบนโยบายแห่งชาติของประเทศ ในด้านความยั่งยืนทางทะเล และเราใช้ปริมาณสูงสุดของสัตว์น้ำที่จะจับมาใช้ประโยชน์ได้ หรือ MSY เป็นฐานในการปฏิรูปการประมงและกองเรือประมง โดยสร้างระบบในการดำเนินงานด้านการควบคุมและเฝ้าระวังการทำประมง และการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อต่อสู้กับการประมงไอยูยูทั่วทุกน่านน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารทะเลของไทยมีความปลอดภัยและยั่งยืน ขณะเดียวกัน ไทยได้กำหนดเป้าหมายพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง 10% ภายในปี 2573 เช่น ประกาศเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาเขตป่าชายเลน กำหนดช่วงเวลาห้ามทำประมง เป็นต้น และมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหามลพิษทางทะเลด้วย

กรมชลปัดรีดค่าน้ำเกษตรกร l ยัน‘พรบ.น้ำ’ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของสนช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296436

x

กรมชลปัดรีดค่าน้ำเกษตรกร l ยัน‘พรบ.น้ำ’ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของสนช.

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงกระแสข่าวการประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทรัพยากรน้ำ ซึ่งจะมีการเก็บค่าน้ำจากเกษตรกรว่า ขณะนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ใดๆทั้งสิ้น ยังอยู่ในขั้นตอนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการวาระที่ 1 และแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาเนื้อหา ซึ่งมีทั้งหมด 100 มาตรา เพิ่งพิจารณาได้ 95 มาตรา และมีหลายมาตราที่ยังมีข้อทักท้วง โดยเฉพาะในมาตราที่เกี่ยวกับการเก็บค่าน้ำ ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม และที่สำคัญต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับพ.ร.บ.น้ำดังกล่าว จะบังคับใช้เฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานเท่านั้น ในพื้นที่ชลประทานยังใช้ พ.ร.บ.ชลประทานหลวง เช่นเดิม ซึ่งจะไม่มีการเรียกเก็บค่าน้ำในภาคการเกษตรไม่ว่ากรณีใดๆ ส่วนเกษตรกรรายย่อยที่อยู่นอกเขตชลประทาน ที่พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฉบับดังกล่าวจะเข้าไปดูแลนั้น ก็จะไม่ต้องจ่ายค่าน้ำเช่นกัน เนื่องจากจะมีการกำหนดประเภทการใช้น้ำโดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 เพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภค ในครัวเรือน เกษตรหรือเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ ประเภทที่ 2 เพื่อการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว ผลิตพลังงานไฟฟ้า ประปา และกิจการอื่นๆ และประเภทที่ 3 ใช้น้ำเพื่อกิจการขนาดใหญ่ ใช้น้ำมาก ซึ่งตามร่างพ.ร.บ.น้ำ จะจัดเก็บค่าน้ำเฉพาะประเภทที่ 2 และ 3 แต่ยังไม่มีการกำหนดว่าจะจัดเก็บเท่าไร สำหรับเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทานแทบทั้งหมดในปัจจุบันจะอยู่ในประเภทที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าน้ำแต่อย่างใด

“เกษตรกรทั้งที่อยู่ในเขตและนอกเขตชลประทานสบายใจได้ว่า จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จาก พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ เพราะจะไม่มีการจัดเก็บค่าน้ำจากเกษตรกรรายย่อยเลย แม้จะมีการรวมกันทำการเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาลก็ตาม แต่ก็ยังเป็นเกษตรกรรายย่อยๆ มารวมกันหลายๆ คนเท่านั้นเอง ไม่จำเป็นจะต้องจ่ายค่าน้ำ ในทางตรงข้าม พ.ร.บ.ดังกล่าวจะสร้างความเป็นธรรมในการใช้น้ำให้กับทุกภาคส่วน ภาคการเกษตรมีน้ำใช้อย่างพอเพียง ทำให้ประชาชนรู้คุณค่าน้ำมากขึ้น และใช้น้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยกันรักษาคุณภาพน้ำ รักษาสิ่งแวดล้อม และเกิดความยั่งยืนในการใช้น้ำ” นายสมเกียรติ กล่าว