เปิดอาคารปฏิบัติการฝนหลวงหลังใหม่ในภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295912

 เปิดอาคารปฏิบัติการฝนหลวงหลังใหม่ในภาคตะวันออก

 เปิดอาคารปฏิบัติการฝนหลวงหลังใหม่ในภาคตะวันออก

 

วันที่ 17 กันยายน 2560 เวลา 10.00 น. นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ให้เกียรติ  เป็นประธานในพิธีเปิดอาคารศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง             ภาคตะวันออก อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง พร้อมกล่าวว่า “กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเป็นหน่วยงานสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ โดยการใช้ “ศาสตร์ของพระราชา” ในการทำฝนหลวงและ  ดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อบรรเทาภัยพิบัติทั้งภัยแล้งและปัญหาฝนทิ้งช่วง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออก      ที่เกิดวิกฤติให้ผ่านพ้นไปได้หลายครั้งหลายครา ดังนั้น การที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีอาคารสำนักงานของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก จึงเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า จากนี้ไปศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกจะมีสำนักงานถาวรที่จะช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชนในภาคตะวันออก รองรับ     การขอรับบริการ   ฝนหลวง พร้อมขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของชุมชนและอาสาสมัครฝนหลวง และถือได้ว่าอาคารหลังนี้ยังเป็นขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการ นักบิน นักวิทยาศาสตร์ ช่างเครื่องบิน ตลอดจนเจ้าหน้าที่      ทำฝนหลวงทุกคนอีกด้วย”

ด้าน นายสุรสีห์  กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า        กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2556 เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ มีภารกิจเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวง รวมถึงการดำเนินการส่งเสริมและ    พัฒนาองค์กรในส่วนของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำภาค เพื่อให้การดำเนินงานทั้งในด้านนโยบาย        การปฏิบัติการฝนหลวงเกิดสัมฤทธิ์ผล มีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปัญหาฝนทิ้งช่วง และการบริหาร    จัดการน้ำให้กับภาคอุตสาหกรรมของภาคตะวันออก รวมถึงการดำเนินงานด้านการบินสนับสนุนภารกิจต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงสำหรับการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนั้น                     กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงได้สนับสนุนให้ก่อสร้างอาคารที่ทำการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง             ภาคตะวันออกขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคตะวันออก             และการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกทั้งเพื่อใช้                     เป็นที่ทำการประสานงานด้านนโยบาย การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ         ของประเทศ ปฏิบัติการทำฝนเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่เกษตร ป่าไม้ เติมน้ำให้เขื่อนเก็บกักน้ำ ป้องกัน    และแก้ไขภัยแล้งให้แก่เกษตรกร ประชาชน และผู้ใช้น้ำทั่วไป รวมทั้งพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

ในการนี้ พิธีการเปิดอาคารศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก ได้รับเกียรติจาก            ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ผู้บริหารและผู้แทนในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนเหล่าทัพ     หน่วยงานภาครัฐบาลและเอกชนในพื้นที่เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวด้วยเช่นกัน

จัดงาน “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295742

 จัดงาน “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง”

15 – 17 กันยายน, สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่, 17 กันยายนนี้

 จัดงาน “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” 15 – 17 กันยายนนี้

                            พลเอก ประสาท  สุขเกษตร  เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำโครงการ 5 ประสาน ซึ่งเป็นนโยบายการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ผ่านโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน  70,000 ราย  กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยี ผลงานวิชาการของกรมวิชาการเกษตร ผ่านโครงการศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริ”ทฤษฎีใหม่” ในพื้นที่ของกรมวิชาการเกษตร โดยให้เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจ ได้เข้ามาศึกษาและนำเอาแนวทางไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเอง

​                   ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อพสกนิกรทั้งประเทศ ตลอดทั้งเป็นการเผยแพร่ผลสำเร็จของการดำเนินโครงการ 5 ประสานฯ  และโครงการศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ทั้ง 17 ศูนย์ของกรมวิชาการเกษตร  กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร จึงได้จัดงาน  “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ระหว่างวันที่ 15 – 17 กันยายน 2560 ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา เกษตรกลาง บางเขน เพื่อเผยแพร่และประกาศพระเกียรติคุณผลสำเร็จของการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงพระราชทานไว้ในการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ สามารถให้ความรู้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้มาเยี่ยมชมงาน ในการน้อมนำเอาแนวพระราชดำริของพระองค์ไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จอย่างยั่งยืนสืบไป

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย กิจกรรมการให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่โดยปราชญ์เกษตรและเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ นิทรรศการตัวอย่างผลสำเร็จของการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ จากโครงการศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่” กรมวิชาการเกษตร การนำเอาเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร ทั้งด้านพันธุ์พืช เทคโนโลยีการผลิตพืช เครื่องจักรกลการเกษตร มาดำเนินการในรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การนำผลผลิตจากแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ และผลิตผลที่ได้จากงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรมาให้ผู้เข้าร่วมชมงานได้ชิม และการแจกปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ต้นดาวเรือง และกล้าพันธุ์ผักสวนครัวที่ได้จัดเตรียมไว้สำหรับผู้ที่เข้ามาร่วมชมงานจำนวนกว่า 3,000 ต้น

“สำหรับปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรฯ ยังคงให้ความสำคัญในนโยบายขับเคลื่อนการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยจะทำการรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” เพิ่มอีกจำนวน 70,000 ราย เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ มีความรู้ความเข้าใจในการทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1. เตรียมการก่อให้เกิด 2. สร้างให้คงอยู่ และ 3. พัฒนาสู่ความยั่งยืน ซึ่งจะมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมขับเคลื่อนนโยบายเกษตรทฤษฎีใหม่นี้ต่อไป ” พลเอก ประสาท กล่าว

“ชุติมา”พาผู้ซื้อพบผู้ผลิตหวังสร้างห่วงโซ่ข้าวคุณภาพยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295741

“ชุติมา”พาผู้ซื้อพบผู้ผลิตหวังสร้างห่วงโซ่ข้าวคุณภาพยั่งยืน

นางสาวชุติมา บุณยประ, ชุติมา

“ชุติมา”พาผู้ซื้อพบผู้ผลิตหวังสร้างห่วงโซ่ข้าวคุณภาพที่ยั่งยืน

                วันที่ 15 ก.ย.60 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของนาแปลงใหญ่และการดำเนินงานโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP ครบวงจรที่จังหวัดชัยนาท ว่า วันนี้ได้พูดคุยกับกลุ่มเกษตรกรสมาชิกนาแปลงใหญ่ ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ และตำบลนางลือ – ท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท รวมทั้งประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่อีก 7 กลุ่มในจังหวัดชัยนาท พบว่าเกษตรกรได้รวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง จุดเด่นของที่นี่ คือ เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ได้รับการรับรองมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ GAP Seed เชื่อมโยงตลาดกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวและผู้ประกอบการ โดยกลุ่มเกษตรกรสามารถกำหนดราคาขายเมล็ดพันธุ์ได้ล่วงหน้า มีตลาดรับซื้อแน่นอน
นางสาวชุติมา กล่าวต่อไปว่า รู้สึกชื่นชมกลุ่มเกษตรกรที่นี่มากเนื่องจากร่วมมือร่วมใจกันในการบริหารแปลงใหญ่จนประสบความสำเร็จ มีการกำหนดนโยบายในการพัฒนาแปลงใหญ่ในภาพรวมของจังหวัด แต่ละกลุ่มจะวางแผนการผลิตและการตลาดให้สอดคล้องกับแผนของจังหวัดในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยปรับแผนให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ สามารถต่อรองลดราคาปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ย ค่าเตรียมแปลง และค่าเก็บเกี่ยว รวมทั้งต่อรองราคาขายกับผู้รับซื้อ โดยมีหน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุนและดูแลอย่างใกล้ชิด ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการลดเมล็ดพันธุ์โดยปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาจากการหว่านมาเป็นการหยอดโดยใช้เครื่องหยอดหรือเครื่องโรยข้าวงอก สามารถลดการใช้เมล็ดพันธุ์จาก 20-30 กก./ไร่ เป็น 5-10 กก./ไร่ ต้นข้าวแข็งแรง แตกกอได้ดี เชื้อโรคก็น้อยลง ลดการใช้สารกำจัดศัตรูพืช ลดการใช้ปุ๋ยโดยใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน นอกจากนี้ กรมชลประทานยังดำเนินการส่งน้ำให้เกษตรกรที่ทำนาตามแผนการปล่อยน้ำตามความเหมาะสมของระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้ จะให้การสนับสนุนน้ำในการทำนาปี ปีละ 1 ครั้งเท่านั้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
“สิ่งที่น่าประทับใจมากคือ เกษตรกรที่นี่กระตือรือร้นในการเพิ่มพูนความรู้และตื่นตัวในการพัฒนาการผลิตโดยพร้อมปรับเปลี่ยนการทำนา ทำให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพดีขึ้น โดยทางผู้ว่าราชการจังหวัดให้การสนับสนุนเต็มที่ในการยกระดับการผลิตข้าว ในปี 2560 ทางจังหวัดจัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรอย่างครบวงจรให้แก่กลุ่มนาแปลงใหญ่ที่มีการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง ร่วมกันบริหารเครื่องจักรกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกษตรกรเชื่อมั่นว่าจะสามารถเพิ่มคุณภาพข้าวและลดต้นทุนการผลิตได้ ในปีที่ผ่านมา สามารถลดต้นทุนจาก 5,800 ต่อไร่ เหลือ 4,200 บาทต่อไร่ และตั้งเป้าในปี 2561 จะลดต้นทุนให้เหลือ 3,800 บาทต่อไร่ และเพิ่มผลผลิตให้ได้ 10%” นางสาวชุติมา กล่าว
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการข้าวในจังหวัดชัยนาทพร้อมที่จะรับซื้อข้าวจากชาวนาด้วยความโปร่งใสโดยโรงสีที่เป็นสมาชิกชมรมโรงสีของจังหวัดมีเครื่องมือในการวัดคุณภาพข้าว เช่น เครื่องวัดสิ่งเจือปน ที่ได้มาตรฐาน โดยทางโรงสีเสนอแนะให้เกษตรกรให้ความสำคัญกับการรักษาสิทธิของตนเองโดยควรนำข้าวมาขายเองและหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับราคารับซื้อก็สามารถซักถามเพื่อเป็นการสร้างระบบการค้าข้าวที่เป็นธรรม โดยหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรที่จะเข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับเอกสารต่างๆที่ใช้ในการซื้อขายข้าวให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องอีกทางด้วย
นางสาวชุติมาได้ให้กำลังใจให้ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาการผลิตข้าวสู่ข้าวคุณภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

เดินหน้า 2 โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้งพัทลุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295737

 เดินหน้า 2 โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้งพัทลุง

 เดินหน้า 2 โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้งพัทลุง ปรับปรุงท่าเชียด-เพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำคลองใหญ่

 

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายวิชาการกล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่แก้ปัญหาสถานการณ์น้ำในพื้นที่จ.พัทลุง โดยระบุว่า กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าเชียด ตำบลโคกสัก อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำและอุทกภัยในพื้นที่ของโครงการฯ และพื้นที่ที่เกี่ยวเนื่องครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำ ตลอดจนศึกษาแนวทางเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอกับความต้องการ และแนวทางการระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ โดยพิจารณาถึงสภาวะที่น้ำทะเลหนุนบริเวณพื้นที่ตอนล่างของโครงการ พร้อมเสนอระบบการเกษตรและแผนการปลูกพืชที่เหมาะสม โดยนำ Agri-map และเกษตรแปลงใหญ่มาประยุกต์ใช้ นอกจากนี้ ยังจะศึกษาวางระบบโทรมาตรและการเตือนภัยอีกด้วย โดยให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานทุกขั้นตอน ตลอดจนส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ และรูปแบบองค์กรบริหารจัดการน้ำชลประทานที่เหมาะสม

สำหรับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษท่าเชียดดังกล่าว เป็นโครงการชลประทานประเภทฝายทดน้ำ สร้างปิดกั้นคลองท่าเชียด หมู่ที่8 บ้านทุ่งโต๊ะหย๊ะ ตำบลโคกสัก อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง   ก่อสร้างเมื่อปี 2514 พื้นที่ทั้งหมด 121,527 ไร่ เป็นพื้นที่ชลประทาน 103,298ไร่  โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อส่งน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูกในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำท่าเชียด-บางแก้ว (ตอนล่าง) ป้องกันน้ำท่วมเทศบาลแม่ขรี และยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าเชียด ประสบปัญหาการแพร่กระจายน้ำ เนื่องจากคูส่งน้ำเป็นคลองดิน ระดับน้ำส่วนใหญ่ต่ำกว่าพื้นที่นา และปัญหาการระบายน้ำ เนื่องจากใช้คลองธรรมชาติเป็นคลองระบายน้ำแต่สภาพคลองธรรมชาติสายต่างๆ ตื้นเขินไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างเต็มที่  นอกจากนี้ ระบบชลประทานและอาคารก่อสร้างมาเป็นเวลานาน ทำให้มีการสูญเสียน้ำมาก เช่น การรั่วซึม เป็นต้น  รวมทั้งอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะดูแลและบำรุงรักษาอาคารต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าเชียดดังกล่าวทั้งระบบ  เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและสภาพภูมิอากาศในอนาคต และเพื่อให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) ในกลยุทธ์ เพิ่มประสิทธิภาพโครงการแหล่งน้ำและระบบชลประทานเดิม สร้างมาเป็นเวลานาน มีการสูญเสียน้ำมาก  และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  โดยคาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2561

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า  นอกจากนี้กรมชลประทานยังมีแผนที่จะดำเนินโครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำฝายคลองหลักสาม  ตำบลคลองเฉลิม อำเภอกงหรา  จังหวัดพัทลุง  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก บรรเทาปัญหาอุทกภัย ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลคลองเฉลิม ตำบลชะรัด อำเภอกงหรา และตำบลนาโหนด อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง

สำหรับคลองหลักสามนั้น มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปีประมาณ2,307 มิลลิเมตร ปริมาณท่าไหลผ่านเฉลี่ยประมาณปีละ 124.18 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) โดยมีคลองหลักสาม(คลองใหญ่) เป็นลำน้ำสายหลัก ที่มีต้นน้ำจากเทือกเขาบรรทัด  ไหลงลงมาทางทิศตะวันออก มีความลาดชันสูง มีลำน้ำสาขาที่สำคัญคือ คลองชะรัด  น้ำตกมโนรา  คลองนาบอน น้ำตกนกรำ คลองป่าแก่ คลองนาเหรน คลองบ้านพูด มีปริมาณไหลตลอดทั้งปี แต่จะมีมากในช่วงฤดูฝน  เป็นลำน้ำขนาดเล็กความกว้างประมาณ 20-30 เมตร ดังนั้นในช่วงฤดูน้ำหลาก ปริมาณน้ำจะมีมาก และไหลค่อนข้างเร็ว ทำให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือน พื้นที่การเกษตรของราษฎรในพื้นที่ได้รับความเสียหายทุกปี ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น กรมชลประทานจึงมีแผนดำเนินโครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำฝายคลองหลักสาม ดังกล่าวขึ้นมา

 

ทั้งนี้ ในการศึกษาโครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำฝายคลองหลักสามเบื้องต้นนั้น จะประกอบด้วย การก่อสร้างท่อระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบยาว 345 เมตร ก่อสร้างคลองระบายน้ำดินขุด พร้อมอาคารประกอบ และคันดินถมบดอัดแน่น ความยาว 11.35 กิโลเมตร ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำกลางคลอง 4 แห่ง ก่อสร้างประตูระบายน้ำ 1แห่ง  และก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก 18 แห่ง คาดว่าจะใช้งบลงทุนทั้งสิ้น ล้านบาทเกือบ 700 ล้านบาท

กรมชลฯเตรียมพร้อมรับมือพายุโซนร้อน “ทกซูรี” 15-17 ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295732

กรมชลฯเตรียมพร้อมรับมือพายุโซนร้อน “ทกซูรี” 15-17 ก.ย.นี้

กรมชลฯเตรียมพร้อมรับมือพายุโซนร้อน “ทกซูรี” 15-17 ก.ย.นี้

 

วันที่ 15 ก.ย.60 นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์สภาวะอากาศของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) ได้รับรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า พายุโซนร้อน “ทกซูรี” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนคาดว่าจะเคลื่อนผ่านอ่าวตังเกี๋ย และเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองวินห์ ประเทศเวียดนาม ในวันที่ 15 ก.ย. 60 โดยจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นเข้าปกคลุมประเทศลาว และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศ ไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนัก ถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ และหลังจากวันที่ 17 ก.ย. 60 จะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศพม่าต่อไป

สำหรับสถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(14 ก.ย. 60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 53,282 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 71 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2559 รวม 12,541 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 29,463 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 57 สามารถรองรับน้ำได้อีก 21,932 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำรวมกัน 15,854 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 3,627 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 9,158 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 50 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 5,531 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 9,017ล้าน ลบ.ม.

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน(15 ก.ย. 60) ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 1,782 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีแนวโน้มทรงตัวลดลงเล็กน้อย ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 3.44 เมตร มีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 1,394 ลบ.ม./วินาที ซึ่งบริเวณเหนือเขื่อนได้รับน้ำเข้าสู่คลองฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมทั้ง 2 ฝั่งวันละประมาณ 399 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้ จะบริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้เข้าคลองชลประทานให้มากที่สุดตามศักยภาพของพื้นที่ พร้อมกับทดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในระดับการควบคุม(ไม่เกิน +17.00 เมตร(รทก.)) ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบกับพื้นที่ตอนล่างบริเวณอ.ผักไห่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยาด้วย

ทั้ง กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานทุกโครงการ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเดิม เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน“ทกซูรี” ด้วยการกำชับเจ้าหน้าที่ ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ตรวจสอบระบบและอาคารชลประทาน ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ และให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด ในกรณีที่เกิดสภาวะวิกฤติ โครงการชลประทานในพื้นที่ จะรายงานสถานการณ์น้ำ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้แจ้งเตือนประชาชน ให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที แม้จากการประเมินคาดว่าพายุโซนร้อน “ทกซูรี” จะส่งอิทธิพลน้อยกว่า พายุ “เซินกา”

อย่างไรก็ตาม ยังคงให้ทุกโครงการชลประทาน เตรียมความพร้อม ในด้านเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำ เข้าไปประจำพื้นที่เสี่ยงภัยที่จะเกิดน้ำท่วม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันต่อเหตุการณ์

พม.เอ็มโอยู(MOU)จัดบริการสุนัขนำทางคนตาบอดครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295717

พม.เอ็มโอยู(MOU)จัดบริการสุนัขนำทางคนตาบอดครั้งแรก

พม.ลงนามเอ็มโอยู(MOU)จัดบริการสุนัขนำทางคนตาบอด ครั้งแรกในประเทศไทย

               วันที่ 15 ก.ย. 60 เวลา 09.00 น.พล.ต.อ.อดุลย์  แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) การจัดบริการสุนัขนำทางสำหรับคนตาบอดในประเทศไทย ระหว่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กับ กองทัพบก บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย โดยมีผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมจำนวน 50 คน ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ

พม.เอ็มโอยู(MOU)จัดบริการสุนัขนำทางคนตาบอดครั้งแรก

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อให้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการอย่างเท่าเทียมกันในสังคม อาทิ การจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการ การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้สามารถดำรงชีวิตอิสระ รวมถึงส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำเพื่อการพึ่งพาตนเองได้ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จึงมีนโยบายจัดบริการสุนัขนำทางสำหรับคนตาบอดในประเทศไทยเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเดินทางของคนตาบอด และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556 ซึ่งระบุว่า คนพิการมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ โดยมีสิทธิที่จะนำสัตว์นำทาง เครื่องมือหรืออุปกรณ์นำทาง หรือเครื่องช่วยความพิการใดๆ ติดตัวไปในยานพาหนะหรือสถานที่ต่างๆ โดยได้รับการยกเว้น

พม.เอ็มโอยู(MOU)จัดบริการสุนัขนำทางคนตาบอดครั้งแรก

ทั้งนี้ ในแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่ ดังนี้ 1.กองทัพบกได้มอบหมายกรมการสัตว์ทหารบกสนับสนุนด้านกำลังพลชุดครูต้นแบบที่ผ่านการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ โดยชุดครูฝึกต้นแบบจะต้องสามารถถ่ายทอดให้กับบุคลากรชุดต่อไป การสนับสนุนกำลังพลในการเลี้ยงดูสุนัขของโครงการในระยะแรก และการจัดทำแนวทางการฝึกสุนัขนำทางสำหรับคนตาบอด รวมทั้งสนับสนุนอาคาร และสถานที่ สำหรับการฝึกและการเลี้ยงสุนัขในระยะแรก 2.บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ฯ สนับสนุนการจัดเตรียมและอาหารสุนัขตามปริมาณที่เหมาะสม และ 3.สมาคมคนตาบอดฯ สนับสนุนและคัดเลือกคนพิการทางการเห็น เข้ารับการฝึกตามหลักสูตร

สำหรับการลงนามแบ่งเป็น 2 ชุด คือ ชุดแรก เป็นการลงนามร่วมกันระหว่างกระทรวง พม. กับกองทัพบก สำหรับชุดที่ 2 ระหว่างกระทรวง พม. และบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ฯ และสมาคมคนตาบอดฯ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ พก. ประสานความร่วมมือกับองค์กรทั้งในและต่างประเทศ ในการสนับสนุนการนำเข้าครูฝึกและสุนัขจากต่างประเทศ พร้อมอุปกรณ์ต่างๆ การประสานขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมทั้งสนับสนุนด้านบุคลากรและสถานที่ เพื่อเตรียมการจัดตั้งเป็นสถาบันการจัดบริการสุนัขนำทางสำหรับคนตาบอดในประเทศไทยต่อไป

“การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นการริเริ่มครั้งแรกของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการจัดบริการสุนัขนำทางสำหรับคนตาบอด นับเป็นการแสดงถึงพลังของความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในรูปแบบประชารัฐ ในการส่งเสริมให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิและอยู่ในสังคมอย่างเท่าเทียม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้คนพิการได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิต สามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีต่อไป” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

3 ชาติ”ไทย-มาเลย์-อินโด”แถลงผลประชุมสภาไตรภาคียางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295697

3 ชาติ”ไทย-มาเลย์-อินโด”แถลงผลประชุมสภาไตรภาคียางพารา

3 ชาติแถลงผลประชุมสภาไตรภาคียางพารา ตั้งเป้าพัฒนายางพาราให้มั่นคงและยั่งยืน

                 วันที่ 15 กันยายน 2560 ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีสภาไตรภาคียางพารา ประจำปี 2560 ภายใต้สภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) นำโดย พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย ร่วมกับ MR. MAH SIEW KEONG (ดาตุ๊ก เสอรี มะ ซีอีว เขี่ยว) รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์ ประเทศมาเลเซีย และ Drs. Enggartiasto Lukita (ดอกเตอร์ รัน ดุช แองการ์ตีอาสโต้ ลูกีตา) รัฐมนตรีกระทรวงการค้า ประเทศอินโดนีเซีย เผยความร่วมมือในฐานะประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติของโลก มุ่งพัฒนายางพาราสู่ความยั่งยืน เน้นแปรรูปโดยแต่ละประเทศสมาชิกส่งเสริมแปรรูปใช้ยางในประเทศ ชูถนนยางพารา ณ โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ
พลเอกฉัตรชัย กล่าวว่า ในช่วงปี 2559-60 อุตสาหกรรมยางธรรมชาติยังคงได้รับอิทธิพลจากตลาดต่างประเทศและสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อตลาดและราคายางของโลก ทำให้ราคายางยังคงมีความผันผวน ซึ่งที่ผ่านมาปริมาณผลผลิตลดลงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ประกอบกับเกษตรกรรายย่อยหันไปประกอบอาชีพเกษตรอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ ITRC และ IRCo ได้มีความพยายามในการแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยวิธีการสำคัญ จากการร่วมประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศครั้งนี้ มีข้อสรุปแนวทางการพัฒนายางพาราทั้งระบบ 6 ประการ คือ
การส่งเสริมด้านอุปสงค์ เพิ่มปริมาณการใช้ยาง ในฐานะประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ทั้งสามประเทศมีความพยายามที่จะส่งเสริมใช้ยางในประเทศของตนเองให้เพิ่มมากขึ้นปีละ 10% กับการพัฒนาและดำเนินงานต่างๆ ทั้งการขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ด้านกีฬาสุขภาพ ตลอดจนการแปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค โดยทั้ง 3 ประเทศสมาชิก จะให้ความสำคัญในการพัฒนางานวิจัยและส่งเสริมนวัตกรรมทั้งในส่วนภาครัฐและเอกชน และมีข้อตกลงร่วมกันในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการใช้ยางธรรมชาติของแต่ละประเทศสำหรับก่อสร้างถนนและการปูผิวถนนใหม่
การจัดตั้งตลาดยางพาราระดับภูมิภาค (ITRC Regional Rubber Market: RRM) ปัจจุบันอยู่ในลักษณะตลาดรูปแบบ spot trading เป็นตลาดซื้อขายจริงและส่งมอบจริง ซึ่งมีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขายผลผลิต ในรูปแบบต่างๆ ไปยังผู้ใช้ยางได้โดยตรง

และในอนาคตทั้ง 3 ประเทศมีความเห็นร่วมกันว่าจะหาแนวทางในการพัฒนาตลาดยางพาราระดับภูมิภาคเป็นลักษณะการซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้สนใจได้เข้ามาซื้อขายผลผลิตจากสถาบันเกษตรกรโดยตรงมากยิ่งขึ้น
สำหรับการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบผ่านโครงการการจัดการอุปทาน (Supply Management Scheme: SMS) เป็นการลดปริมาณผลผลิตและพื้นที่ปลูก จะเป็นมาตรการระยะยาวในช่วงปี พ.ศ. 2560-2568 เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการใช้และปริมาณผลผลิต เป็นมาตรการเข้มข้นที่ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติจะต้องร่วมมือกัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคายางพาราในระยะจะทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นอย่างยั่งยืน และจะสร้างความมั่นใจในการจัดหายางธรรมชาติให้กับผู้บริโภคอย่างยั่งยืนเช่นกัน
มาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยาง (Agreed Export Tonnage Scheme :AETS) ขณะนี้ ทั้งสามประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก มีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ราคายางอย่างใกล้ชิด หากราคายางปรับตัวลดลงจนน่าเป็นห่วง อาจจำเป็นจะต้องนำมาตรการนี้มาใช้ เพื่อช่วยกระตุ้นราคายางให้ปรับตัวสูงขึ้น
“การต้อนรับเวียดนามเข้าสู่สมาชิกสมทบ ITRC ทั้งสามประเทศต่างมีความเห็นร่วมกันในการรับประเทศเวียดนามเป็นสมาชิกสมทบภายใต้กรอบการทำงานของ ITRC โดยประเทศเวียดนาม ถือว่าเป็นประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ของโลกที่มีผลผลิตค่อนข้างสูง ฉะนั้น การมีส่วนร่วมของเวียดนามจะช่วยเพิ่มบทบาทของ ITRC ในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยาง”
ส่วนการหาแนวทางใหม่เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง พลเอกฉัตรชัยย้ำว่า ทั้ง 3 ประเทศต่างมองร่วมกันว่า ในอนาคตจะปรับกลยุทธ์ในการหารือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อหาแนวทางสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลังจากการประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ ในครั้งนี้ ต่างฝ่ายต่างผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพราคายางและพัฒนาอุตสาหกรรมยางได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงต่อไป

ครอปไลฟ์ เอเชีย หนุนกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิบ้านดงลิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295640

ครอปไลฟ์ เอเชีย หนุนกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิบ้านดงลิง

ครอปไลฟ์ เอเชีย หนุนกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิบ้านดงลิง

                    ครอปไลฟ์ เอเชีย พาสื่อมวลชนชมการทำนาแบบผสมผสาน ศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิบ้านดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ หนุนเกษตรกรผลิตเมล็ดข้าวพันธุ์หอมมะลิมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว GAP สร้างรายได้สูงกว่าขายข้าวเปลือกธรรมดากว่าเท่าตัว ด้วยหลักคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผนวกแนวทางการปลูกพืชแบบผสมผสาน IPM  สร้างชุมชนเข้มแข็งปลอดหนี้นอกระบบ 100%

                  ดร.เซียง ฮี ธาน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารครอปไลฟ์เอเชีย เปิดเผยในโอกาสครอปไลฟ์เอเชียนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิบ้านดงลิง ต.เจ้าท่า อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ว่า ครอปไลฟ์ เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และเป็นหน่วยงานระดับภูมิภาคของครอปไลฟ์อินเตอร์เนชั่นแนล ที่มีพันธกิจสำคัญด้านสนับสนุนเรื่องความมั่นคงทางอาหาร โดยใช้นวัตกรรมทางเกษตรกรรม ภายใต้การสนับสนุนของ 15 สมาชิกในภูมิภาค ซึ่งในประเทศไทย  ครอปไลฟ์ เอเชียได้เข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตรผ่านสมาคม  สมาพันธ์ที่มีพันธกิจเดียวกันกับครอปไลฟ์ เอเชีย ที่มุ่งให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยี นวัตกรรม ตลอดจนสารอารักขาพืชที่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและศักยภาพให้เกษตรกรไทย

พันธกิจของครอปไลฟ์เอเชียสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 วาระแห่งชาติของรัฐบาล ที่กำหนดและตั้งเป้าหมายในการสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรและภาคการเกษตรพัฒนาไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน บนพื้นฐาน ความรู้ ความเข้าใจของตัวเกษตรกรต่อเทคโนโลยีการผลิต นวัตกรรม จนนำมาประยุกต์ใช้ให้สามารถแข่งขันได้  ภายใต้ความท้าทายภาคการผลิตการเกษตร อาทิ สภาพอากาศที่แปรปรวน  การพัฒนาสายพันธุ์ของโรค แมลง สถานการณ์ภัยธรรมชาติ ซึ่งเกษตรกรจะเป็นผู้รับความเสี่ยงโดยตรง  หากไม่ได้พัฒนาขีดความสามารถในการเรียนรู้ และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การแข่งขันในปัจจุบัน

ทางด้าน มร.แอนดริว โรเบิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับดูแลการใช้สารอารักขาพืชอย่างถูกต้อง ครอปไลฟ์ เอเชีย   กล่าวว่า ที่ผ่านมาครอปไลฟ์เอเชีย ได้ให้การสนับสนุนด้านความรู้ แก่เกษตรกรใน ภาคการผลิตสินค้าเกษตรสำคัญของไทย อาทิ ข้าว ข้าวโพด ยางพารา อ้อย ผลไม้ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ผักและผลไม้ โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างกรมวิชาการเกษตร สถาบันการศึกษา องค์กรท้องถิ่น เพื่อให้เกษตรกรเรียนรู้เข้าใจอย่างถูกต้องหากต้องใช้สารอารักขาพืชในกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเลือกใช้ให้ถูกต้องกับโรคและแมลง การอ่านฉลาก การปฏิบัติตนขณะฉีดพ่น  การเก็บซากบรรจุภัณฑ์ จนถึงระยะเวลาการเก็บเกี่ยวที่ปลอดภัย เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าของเกษตรกร ให้สามารถทำราคา แข่งขันเป็นที่ต้องการของตลาด และปลอดภัยสำหรับตนเอง ชุมชนและผู้บริโภค ผ่านกิจกรรมและงบประมาณ กว่า 70 ล้านบาท /ปี ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา โดยในปีหน้าได้ตั้งเป้าหมายการให้การอบรมแก่เกษตรกรในพื้นที่การเกษตรภูมิภาคในในอาเซียนอีกว่า 14 ล้านบาท

โดยกลุ่มเกษตรกรบ้านดงลิง ถือเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนต้นแบบ ที่เป็นตัวอย่างการเปิดรับการเรียนรู้นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้กับกลุ่มของตน พัฒนาต่อยอด จนได้รับการยอมรับให้เป็นชุมชนศูนย์การเรียนรู้ และผลิตสินค้ามาตรฐาน GAP (Good Agriculture Practice) หรือสินค้าเกษตรปลอดภัย กระทั่งได้รับการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2559 เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในที่สุด

                 นายไพศาล  รัตน์วิสัย  ประธานศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิบ้านดงลิง พูดถึงการบริหารจัดการกลุ่มว่า สมาชิกในบ้านดงลิง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จาก 113 ครัวเรือน  ทำนาได้ 2 ครั้งต่อปี ในพื้นที่นาข้าว 1,351ไร่ เดิมประสบปัญหาข้าวปนเมื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่มีขายในร้านทั่วไป และได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวตั้งแต่ปี 2554 โดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาให้ความรู้ในการลดต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการไร่นา การทำบัญชีครัวเรือนเพื่อหาต้นทุนการเกษตรที่แท้จริง จนสามารถลดต้นทุนการเกษตรให้เหลือเพียง 1,430 บาทต่อไร่ ในขณะเดียวกันก็มีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาให้ความรู้ในการให้ความรู้ การบริหารจัดการโรคและแมลงในแปลงเกษตรสามารถ ยกระดับให้ได้มาตรฐานตามนโยบายน้อมนำศาสตร์พระราชาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ควบคู่ไปด้วยจนกลุ่มสามารถบริหารจัดการปัญหาโรคและแมลง จนช่วยลดต้นทุนการผลิตลงไปได้

ปัจจุบันเกษตรกรกลุ่มนี้สามารถคัดเลือกและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนภายใต้ตรารับรอง GAP สินค้าปลอดภัย มีเครื่องจักรทางการเกษตรเป็นของชุมชน รถดำนา  รถเกี่ยวข้าว โรงสีชุมชน มีทุนภายใน 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินหมุนเวียนจากกองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ และกลุ่มอาชีพทั้ง 10 กลุ่ม ชุมชนไม่มีปัญหาหนี้นอกระบบ 100 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย

ทางด้าน นายสมัคร  สมรภูมิ เกษตรกรสมาชิกเครือข่ายที่ลงทะเบียนเป็นกลุ่มที่ร่วมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ พื้นที่ปลูกข้าวแบบผสมผสานจำนวน 5 ไร่ แบ่งปลูกข้าวจำนวน 4.2 ไร่ ที่เหลือ ขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกพืชผสมผสานไว้กิน และขายในยามที่ไม่ได้ปลูกข้าว เล่าให้ฟังว่า ตนเป็นอดีตข้าราชการกรมพัฒนาชุมชน หลังเป็นข้าราชการบำนาญจึงได้มาใช้ชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยได้เริ่มต้นทำนาจริงจังเพียง 5 ปี เรียนรู้รูปแบบการทำนามาจากปู่ย่าตายาย ประกอบกับคำแนะนำ การเข้ามาให้การอบรมจากหลายหน่วยงานผ่านศูนย์ส่งเสริมฯ และได้นำมาประยุกต์ใช้ในนาของตน ด้วยรูปแบบการผสมผสาน ใช้วิธีการไถกลบตอซัง ทดแทนการเผา จากนั้นก็ปล่อยน้ำเข้านาพร้อมใส่ปุ๋ยคอกและจุลินทรีย์เพื่อเร่งการย่อยสลายในดิน แล้วจึงไถดะเพื่อปรับหน้าดิน จากนั้นให้รถดำของกลุ่มฯ มาดำเนินการปักดำ ซึ่งรวดเร็ว ได้ระยะ ประหยัด ทุ่นแรง และเวลามาก เพราะกลุ่มฯจะรับผิดชอบเรื่องเพาะเมล็ด ให้เสร็จ มั่นใจได้ว่าเมล็ดข้าวไม่ปนแน่นอน เพราะกลุ่มฯมีการดูแลกันเองอย่างเข้มงวดเพื่อรักษามาตรฐานการผลิต

“เมื่ออายุกล้าได้สัก 7 วัน ผมจะฉีดยาฆ่าและคลุมหญ้าที่จะโผล่พ้นดินออกมาในระหว่างกล้ากำลังโต ซึ่งอาจมีติดมาช่วงที่เราไถเตรียมดินไว้ ส่วนในระยะอื่นๆ ของต้นข้าวก็จะปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมการข้าว กรมวิชาการเกษตรเกี่ยวกับการดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น ต้องหมั่นสังเกตจำนวนไข่หอยเชอรี่ ว่ามีมากมั้ย แมลงอะไรเป็นแมลงดีแมลงร้าย มีปูระบาดหรือไม่ ถ้าสังเกตดูแล้วต้นข้าวขาดลอย รุนแรงก็ใช้ยาฆ่าปูมาช่วย ผมทำไม่ไหวหรอก ที่จะให้มาเก็บปูเก็บหอยถ้ามันมีมากจริงๆ   หรือหากสังเกตว่าช่วงก่อนตั้งท้องต้นข้าวขาดความสมบูรณ์ เขาแนะนำให้เสริมฮอร์โมนไข่ ผมก็ใช้ หรือเพิ่มฮอร์โมนบางตัวผมก็ใส่ เพราะเสี่ยงไม่ได้ครับ เวลา 225 วันกว่าจะเก็บเกี่ยวนี่ หากมีอะไรผิดพลาด ขึ้นมานอกเหนือจากน้ำท่าฟ้าฝนไม่เป็นใจ อันนั้นก็สุดกำลัง แต่ถ้าวิธีการไหนที่สร้างความสมบูรณ์แก่ข้าวได้ ผมต้องทำ ผลผลิตได้ตรงตามมาตรฐานอาหารปลอดภัย และคุณภาพ GAP ที่กลุ่มฯ เข้มงวดเพื่อรักษามาตรฐานของเราไว้” นายสมัคร กล่าว

โดยในพื้นที่ 4.2 ไร่ที่เขาตัดสินใจเข้าร่วมโครงการเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกหอมมะลินั้น  มีต้นทุนการผลิตที่ใช้ทั้งปุ๋ย ฮอร์โมน และวิธีการแบบผสมผสานหรือ IPM (Integrated Pest Management) อยู่ที่กิโลกรัมละ 5.1 บาท ได้ผลผลิตทั้งหมด ประมาณ 700 กิโลกรัมต่อไร่ โดยกลุ่มฯรับซื้อข้าวที่ได้คุณภาพอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 15 บาท หากขายให้นอกกลุ่มจะขายได้อยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 25 บาท ฤดูกาลที่ผ่านมา เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิของกลุ่มผลิตไม่พอความต้องการ โดยคาดว่าปีนี้ราคาเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิจะสูงขึ้นแน่นอนซึ่งเป็นผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ผ่านมา

ตัวอย่างของศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิบ้านดงลิง ดูจะเป็นอีกหน้าหนึ่งที่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการเป็น Smart Farmer   ภายใต้ธงที่ภาครัฐต้องการมุ่งไปให้ถึงนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินกว่าความพยายามของเกษตรกรพร้อมเรียนรู้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และกระบวนการผลิตสินค้าให้เป็น “สินค้าเกษตรปลอดภัย” ตอบโจทย์ให้ภาคการเกษตรของไทยมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน บนแนวร่วม ไทยแลนด์ 4.0 นั่นเอง

เกษตร จ.ชัยภูมิ จัดประกวด โครงการ 9101

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295628

เกษตร จ.ชัยภูมิ จัดประกวด โครงการ 9101

เกษตร, จัดประกวด, โครงการ, 9101

เกษตร จ.ชัยภูมิ จัดประกวด โครงการ 9101

             สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิจัดงาน“9101 Chaiyaphum award” ประกวดผลการดำเนินงาน โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลการดำเนินโครงการฯ เพิ่มทักษะ ความรู้ในการดำเนินการบริหารจัดการโครงการให้แก่ชุมชน และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้เกี่ยวข้องให้เกิดความภาคภูมิใจในการดำเนินการเพื่อส่วนรวม

นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีหลักการสำคัญคือ ให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดโครงการพัฒนาโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน และบริหารจัดการโครงการด้วยตนเอง ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนแล้ว ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกการทำงานในพื้นที่ ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์และนำไปปฏิบัติจริงเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสภาพของท้องถิ่นและชุมชนอันจะส่งผลต่อเนื่องให้ภาคการเกษตรมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

นายดำรงฤทธิ์  หลอดคำ เกษตรจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า จังหวัดชัยภูมิ ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ภายใต้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จำนวน 16 ศูนย์ โดยจัดแบ่งพื้นที่ชุมชนเพื่อบริหารการด้านการเกษตร 155 ชุมชน ดำเนินโครงการทั้งหมด 292 โครงการ งบประมาณ 387,286,900 บาท แบ่งเป็นค่าวัสดุ 188,666,845 บาท ค่าแรงงาน 198,620,055 บาท ประชาชนได้รับประโยชน์ 170,076 ราย และได้ดำเนินงานโครงการ และเบิกจ่ายงบประมาณเสร็จสิ้นทุกโครงการแล้วเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560 สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความภาคภูมิใจในการมีส่วนดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาเกษตรกรตามแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช มหิตตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ จึงกำหนดจัดงาน ๙๑๐๑ Chaiyaphum Award ขึ้น โดยมีบุคคลเป้าหมายคือ ข้าราชการสำนักงานเกษตรจังหวัด อำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประธานและคณะกรรมการชุมชนทุกอำเภอที่ดำเนินงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ รวมทั้งสิ้น 260 คน

“ฉัตรชัย”ลงพื้นที่สิงห์บุรีเก็บข้อมูลน้ำเข้าที่ประชุมครม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295620

“ฉัตรชัย”ลงพื้นที่สิงห์บุรีเก็บข้อมูลน้ำเข้าที่ประชุมครม.

สิงห์บุรี, ฉัตรชัย

“ฉัตรชัย”ลงพื้นที่สิงห์บุรีเก็บข้อมูลน้ำ-ข้าวเข้าที่ประชุมครมสัญจร

 

วันที่ 14 ก.ย.60 เวลา 13.00 น. พลเอก ฉัตรชัย  สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.สิงห์บุรี เพื่อติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการน้ำ การผลิตและพัฒนาพันธุ์ข้าวในพื้นที่ และเตรียมความพร้อมในการนำเสนอโครงการของกระทรวงเกษตรฯ เข้าสู่ที่ประขุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ จ.สุพรรณบุรี และ จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 18 – 19 ก.ย. 60  ณ ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี จ.สิงห์บุรี เพื่อรับฟังบรรยายสรุปภาพรวมการเกษตรของจังหวัดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นรัฐมนตรีเกษตรฯ ได้พบปะพูดคุยกับกับเกษตรกรในพื้นที่  และปล่อยพันธุ์ปลา จำนวน 100,000 ตัว ได้แก่ ปลายี่สกเทศจำนวน 96,000 ตัว ปลานวลจันทร์เทศ จำนวน 2,000 ตัว  และปลาช่อนจำนวน 2,000 ตัวเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ มีปลาให้บริโภค มีปลาในแหล่งธรรมชาติต่อไป

พลเอก ฉัตรชัย  เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำประตูระบายน้ำบางโฉมศรี อำเภออินทร์บุรี  ซึ่งเป็นประตูระบายน้ำปลายคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 มีความยาวทั้งสิ้น 27.81 กิโลเมตร เริ่มต้นในเขตท้องที่อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท และผ่านเขตท้องที่อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี  ทำหน้าที่เก็บกักน้ำในฤดูเพาะปลูกและระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในฤดูเก็บเกี่ยว สำหรับในฤดูน้ำหลาก น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับสูงกว่าในคลองจะทำการปิดบานระบายน้ำประตูระบายน้ำบางโฉมศรี เพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าท่วมพื้นที่ในเขตชลประทาน   ซึ่งกรมชลประทานได้ปรับปฏิทินการส่งน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มต่ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง จำนวน 1.15 ล้านไร่ ให้ทำนาปีเร็วขึ้น โดยเริ่มการส่งน้ำตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม  2560 เพื่อให้เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม หลีกเลี่ยงน้ำหลากในเดือนกันยายนของทุกปี

โดยในการทำนาปี 2560 พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งเชียงราก ได้เก็บเกี่ยวแล้วเสร็จทั้งหมดในเดือนสิงหาคม ไม่มีพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แสดงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของนโยบายการบริหารจัดการน้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกนาปี 2560  โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการประชุมชี้แจงสร้างการรับรู้และความเข้าใจ แก่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เกษตรกร ในพื้นที่ให้ทราบ และเตรียมความพร้อมล่วงหน้า การเพาะปลูกให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้  อย่างไรก็ตาม มีความพร้อมรับมือสถานการณ์ต่างๆ เช่น เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ติดตั้งบริเวณปากคลองระบายสายซอยเดินเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่สถานีสูบน้ำปลายคลองระบายใหญ่ ชัยนาท-ป่าสัก 2 (บางโฉมศรี) และยังได้ทำการติดตั้งเครื่อง-สูบน้ำขนาด 8 นิ้ว และ 12 นิ้ว บริเวณปลายคูระบายน้ำสายหลักๆ ของคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 จำนวน 5 จุด รวมทั้งสิ้น 11 เครื่อง  เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูกข้าว ในช่วงที่มีฝนตกหนักในพื้นที่เกษตรกรสามารถทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไม่เกิดการเสียหาย

นอกจากนี้ ได้ติดตามในส่วนของการผลิตและพัฒนาพันธุืข้าว โดยจังหวัดสิงห์บุรี มีพื้นที่ปลูกข้าว269,428.53 ไร่  เกษตรกรปลูกข้าวนาปี 12,529 ครัวเรือน สำหรับแผนการปลูกข้าว ปี 2560/61 รอบที่ 1 ตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรมีพื้นที่ทั้งหมด 288,630 ไร่  แบ่งเป็น ข้าวหอมจังหวัด 13,000 ไร่ หอมปทุม 77,200 ไร่  ข้าวเจ้า 190,700 ไร่  ข้าวเหนียว 7,200 ไร่ และข้าวสี 530 ไร่

สำหรับนาแปลงใหญ่ พื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีมีนาแปลงใหญ่ จำนวน 10 แปลง (แปลงกรมการข้าว) พื้นที่ 17,090 ไร่ เกษตรกร 967 ราย ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP จำนวน 4,436 ไร่ เกษตรกร 204 ราย และอยู่ระหว่างขอการรับรอง GAP ปี 2560 จำนวน 1,136 ไร่ เกษตรกร 40 ราย โดยในจำนวน 10 แปลงเป็น ศพก. และเป็นศูนย์ข้าวชุมชน 5 แปลง ซึ่งในพื้นที่นาแปลงใหญ่ ต.ท่างาม อ.อินทรีบุรี มีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ประมาณ 500 ไร่

นอกจากนี้ พลเอกฉัตรชัย ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงกรอบแนวทางโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ นำเสนอคณะรัฐมนตรีซึ่งรัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคกลางนั้นมีส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงเกษตรฯ 2 ส่วน คือ 1. ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และ ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน และ 2. บริหารจัดการน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และ คงความสมดุลของระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ซี่งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี จะได้ไปตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่สำคัญ เช่น การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ การพัฒนาคุณภาพสินค้าข้าว โครงการ 9101ฯ เป็นต้น

ส่วนโครงการบริหารจัดการน้ำที่จะนำเสนอ ครม. ในคราวนี้ คือ โครงการเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปี 2561 – 2562 จำนวน 104 โครงการ โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 500 ไร่ และ บรรเทาพื้นที่น้ำท่วม 2.5 ล้านไร่  มีโครงการที่สำคัญ เช่น อ่างเก็บน้ำบ้านไทรทอง จ.ประจวบคิรีขันธ์ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน  สถานีสูบน้ำ และ เสริมคันกั้นน้ำ คลองมหาชัย คลองสนามชัย แม่น้ำท่าจีน ขุดลอกอ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปรับปรุงคลองระพีพัฒน์ คลองน้ำหลากบางบาล-บางไทร ปตร.คลองบางหลวง เสริมคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่เป็นงบปกติ แต่จะของงบเพิ่มเติมปี 2561 บางส่วน เพื่อเร่งรัดการดำเนินการ ขณะนี้กรมชลประทานกำลังพิจารณาความเหมาะสมของงบประมาณที่จะขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติม