สภาเกษตรกรแห่งชาติขับเคลื่อนแผนแม่บทร่วม ศอ.บต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295529

สภาเกษตรกรแห่งชาติขับเคลื่อนแผนแม่บทร่วม ศอ.บต.

สภาเกษตร

สภาเกษตรกรแห่งชาติขับเคลื่อนแผนแม่บทร่วม ศอ.บต.

 

            นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560-2564 ถึงแม้จะผ่านมาช่วงระยะเวลาไม่นานนักแต่สภาเกษตรกรแห่งชาติได้นำแผนดังกล่าวมาขับเคลื่อนแล้ว ในหลายจังหวัดผู้ว่าราชการกับในส่วนของภาคประชาชนที่มีความพร้อมสภาเกษตรกรฯก็จะลงไปทำงานในพื้นที่นั้นๆ โดยกลุ่มจังหวัดที่มีความชัดเจนมากในการนำแผนแม่บทไปขับเคลื่อนร่วมกับประชาชนและทำแผนแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ของตนเองคือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) โดยได้มีโอกาสพบกับผู้บริหารและได้หารือร่วมกันถึงการทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมในระดับตำบล หมู่บ้านในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งแนวทางปฏิบัติงานร่วมกัน คือ ศอ.บต.เป็นหน่วยงานสนับสนุนงบประมาณตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย   สภาเกษตรกรฯจัดเรื่องคน , กระบวนการทำแผน ซึ่ง ศอ.บต.เห็นด้วย โดยจะเริ่มเชิญสมาชิกและที่ปรึกษาสภาเกษตรกรแห่งชาติใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา 4 อำเภอ มาจัดประชุมเชิงปฏิบัติการที่ จ.ยะลา ภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อที่จะซักซ้อมความเข้าใจและวิธีทำงานร่วมกันก่อนที่จะกระจายไปทำงานในพื้นที่  ทั้งนี้ การขับเคลื่อนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะสามารถสร้างกระบวนการเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาของตัวเองและในการวางแนวทางการพัฒนาอาชีพการเกษตรของตัวเองในทุกตำบล หมู่บ้าน โดยทุกคนต้องหาจุดยืน ผลิตผล ผลิตภัณฑ์ของตัวเองโดย ศอ.บต.จะเป็นพี่เลี้ยงในการสนับสนุน  ซึ่งเป็นความชัดเจนว่าการขับเคลื่อนแผนแม่บทฯหากว่าส่วนราชการเห็นความสำคัญของเกษตรกรฐานรากและนำไปขับเคลื่อนในพื้นที่ จะเป็นประโยชน์ต่อการเกษตรได้อย่างครบวงจรและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว  เกษตรกรเองช่วยเหลือซึ่งกันและกันถ่ายทอดความรู้ให้กลุ่มและต่างกลุ่ม

“ใครเร็วกว่าก็เดินนำไปก่อน แล้วก็จูงมือคนที่รู้น้อยกว่า เดินช้ากว่าเดินตามกันไป เราไม่ทิ้งใครให้อยู่ข้างหลังมาก พยายามเดินไปด้วยกัน เป็นกลยุทธสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่นคง ยั่งยืนด้านการเกษตรตามทิศทางของแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม” นายประพัฒน์ กล่าว

เกษตรฯ เผยความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์ศพก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295527

เกษตรฯ เผยความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์ศพก.

ศพก, เกษตรฯ

เกษตรฯ เผยความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์ศพก.สู่การพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

                  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการขับเคลื่อนการทำงานให้สอดรับกับนโยบายฯ เป้าหมายปี 2561 ปีแห่งการยกระดับคนการบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่เกษตร 4.0 โดยการปฏิรูปภาคการเกษตรภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ ของเกษตรกรต้นแบบทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญในภาคการเกษตร และเป็นอนาคตภาคการเกษตรของประเทศไทย เพราะเป็นมิติของการดึงให้ภาคเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในโครงการ นโยบายสำคัญต่างๆ สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาในพื้นที่อย่างแท้จริง

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ศพก. เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกร ที่ต้องการให้เกษตรกรมีแหล่งเรียนรู้จากของจริง เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง จากเกษตรกรด้วยกันเอง กว่า 3 ปีที่ผ่านมา ศพก. 882 ศูนย์ เป็นรูปธรรมและสามารถแบ่งพืชได้ตามลักษณะพื้นที่ ดังนี้ 1) ข้าว 450 ศูนย์ 2) พืชไร่ 78 ศูนย์ 3) พืชผัก 31 ศูนย์ 4) ไร่นาสวนผสม/เกษตรผสมผสาน 78 ศูนย์ 5) ไม้ผล 139 ศูนย์ 6) ยางพารา  52 ศูนย์ 7) ปาล์มน้ำมัน  44 ศูนย์ และ 8)อื่นๆ 10 ศูนย์ และได้ขยายผลเป็นแปลงใหญ่ ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมี ศพก. 882 ศูนย์ และเครือข่าย 10,523 ศูนย์ อาทิ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน ศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการดิน ศูนย์เรียนรู้ด้านประมง เป็นต้น ได้อบรมให้กับเกษตรกรผู้นำทั่วประเทศ จำนวน 44,100 ราย ในการสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล ว่าเกษตรกรมีความพร้อมที่จะเป็นแกนนำภาคการเกษตรในชุมชนได้ โดยพัฒนาในรูปแบบเครือข่าย มีการเลือกประธาน ศพก. ระดับ จังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ ซึ่งระดับประเทศ จะมีการประชุมกัน ทุกเดือน สลับหมุนเวียนกันไปตามพื้นที่ โดยมีหน่วยงานภาครัฐ (กษ.) เป็นผู้สังเกตการณ์ และสรุปผลการประชุม เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ นำไปสู่การแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ได้วางลักษณะการแนวทางการพัฒนาของ ศพก. โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ศพก. เกรด A 470 ศูนย์ เกรด B 401 ศูนย์ และเกรด C 11 ศูนย์ ซึ่ง ศพก. ที่อยู่ในระดับ A ก็จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ศพก. และรองรับบริการด้านเกษตรให้ครอบคลุมกิจกรรมการเกษตรในพื้นที่ ศพก. ระดับ B  401 ศูนย์ จะต้องพัฒนาศพก. เพื่อยกระดับเป็น A และเน้นการพัฒนาคนและหลักสูตรการเรียนรู้และ ศพก. ระดับ C 11 ศูนย์ จะต้องพัฒนาศพก. โดยเน้น 4 องค์ประกอบ(เกษตรกรต้นแบบ, ฐานเรียนรู้, แปลงเรียนรู้, หลักสูตร) รวมทั้งพัฒนาเพื่อให้มีความพร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้และให้บริการด้านการเกษตรของชุมชน นอกจากนี้แต่ละ ศพก. มีจุดเด่นที่คล้ายคลึงกัน คือ การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการทำการเกษตรและการดำเนินชีวิต มีการอบรมที่เน้นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในสมาชิกเกษตรกรที่มาอบรมร่วมกัน การขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทางประชารัฐการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การลดต้นทุนลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การยึดหลักผลิตผสมผสานทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมงตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรร้อยละ 71 นำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ ร้อยละ 84 เรื่องการลดต้นทุน ร้อยละ 4 ทำกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียง ร้อยละ 4  การปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน ร้อยละ 3 การเพิ่มรายได้ด้วยกิจกรรมอื่นๆ เช่น การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรต่างๆ ร้อยละ 2 การทำบัญชี ร้อยละ 1 การใช้เทคนิคต่างๆ ในการปลูกพืช เช่น การใช้ระบบน้ำหยด เป็นต้น

นอกจากนี้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา ศพก. ทำให้ ศพก. อ.เมือง จ.ราชบุรี ได้รับรางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประจำปี 2560 ประเภทรางวัลพัฒนาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดีโดยได้เข้ารับรางวัลเมื่อ 11 กันยายนที่ผ่านมาด้วย

กยท.จับมือทรูร่วมจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารยางพาราไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295526

กยท.จับมือทรูร่วมจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารยางพาราไทย

กยท

กยท.จับมือทรูร่วมจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารยางพาราไทย

                 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า บันทึกความเข้าใจ (“Memorandum of Understanding: MOU”) ฉบับนี้ทำขึ้นระหว่างการยางแห่งประเทศไทย, บริษัท แพลท เนรา จำกัด และ บริษัท เรียล มูฟ จำกัด เพื่อร่วมจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารยางพาราไทย (Thailand Rubber Information Center: TRIC) โดยมีจุดมุ่งหมายให้ TRIC เป็นศูนย์กลางในการเก็บรวบรวม กระจาย และวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับยางพาราที่ทันต่อเหตุการณ์เพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการเกษตรกรและเกษตรกรชาวสวนยางตามวิสัยทัศน์ มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนตามนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐

“ศูนย์ข้อมูลข่าวสารยางพาราไทยที่จัดตั้งนี้ กยท.จะดำเนินเนินการสนับสนุนในด้านองค์ความรู้ การรวบรวม การวิเคราะห์ข้อมูล การกระจายข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรชาวสวนยางไทย ลงในระบบฐานข้อมูลสารสนเทศและระบบสื่อสารสำหรับเชื่อมโยงระหว่างการยางแห่งประเทศไทย, ผู้ประกอบการเกษตรกรและเกษตรกรชาวสวนยางรวมทั้งบุคลากรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับยางพารา อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง เที่ยงตรง และรวดเร็ว”ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

            นายพิรุณ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้อำนวยการด้านลูกค้าธุรกิจภาครัฐและภาคการศึกษา บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กลุ่มทรู มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย ในการจัดตั้งโครงการศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารยางพารา เพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยกลุ่มทรู จะสนับสนุนแพลตฟอร์มและช่องทางการเข้าถึงศูนย์กลางข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเชื่อมต่อผ่านโครงข่ายที่ดีที่สุด และครอบคลุมที่สุดของทรูมูฟ เอช มั่นใจว่า ผู้ประกอบการและเกษตรกรชาวสวนยางไทยทั่วประเทศ จะสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นTRIC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารยางพาราไทยได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจะช่วยยกระดับและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการและเกษตรกรชาวสวนยางเข้าสู่ยุคดิจิทัล ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

             นายวิสันติ อาชาเดโชพล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพลท เนรา จำกัด กล่าวว่า บริษัท Patnera เป็นผู้พัฒนา Application เพื่อรองรับการใช้งานผ่านอุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยการร่วมมือครั้งนี้ บริษัท แพลท เนรา จำกัด จะดำเนินการสนับสนุนในการพัฒนาและบำรุงรักษาแอปพลิเคชั่นทางฝั่งเซอร์ฟเวอร์และบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อเป็นศูนย์กลางการกระจายข้อมูลให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรชาวสวนยางไทย ซึ่งจะได้รับข้อมูลข้อมูลที่ทันต่อเหตุการณ์ แม่นยำและเชื่อถือได้ รวมถึงการส่งเสริม สนับสนุน และร่วมกันให้ข้อมูลข่าวสารยางพาราเพื่อประโยชน์ทางด้านการจำหน่าย ข้อมูลการตลาด ให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เปิดเผย โปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้าและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ ผู้ประกอบการเกษตรกรชาวสวนยาง และเกษตรกรชาวสวนยางต่อไป

เกษตรฯเผยจัดการน้ำช่วงฤดูฝน ประสบผลสำเร็จตามแผนที่วางไว้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295525

เกษตรฯเผยจัดการน้ำช่วงฤดูฝน ประสบผลสำเร็จตามแผนที่วางไว้

เกษตร

เกษตรฯเผยบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝน ประสบผลสำเร็จตามแผนที่วางไว้

 

          พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 53,131 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 71 ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2559 รวม 12,813 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 29,312 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 57 (ปี 2559  มีน้ำใช้การได้ 16,617 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีก 22,083 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 29 ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 15,708 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 3,772 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 9,012 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 50 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 5,240 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 9,163 ล้าน ลบ.ม. สำหรับสถานการณ์น้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 34 แห่ง ทั้งประเทศมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯรวม 1,934 ล้าน ลบ.ม. (6 – 12 ก.ย. 60) ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ 1) เขื่อนภูมิพล 229 ล้าน ลบ.ม. 2) เขื่อนสิริกิติ์ 330 ล้าน ลบ.ม. 3) เขื่อนแควน้อยฯ 131 ล้าน ลบ.ม. และ 4) เขื่อนป่าสักฯ 160 ล้าน ลบ.ม. รวมเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 850 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักรวม 31.12 ล้าน ลบ.ม.

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงวันที่ 14 – 18 ก.ย. ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับพายุไต้ฝุ่นตาลิมบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก และพายุดีเปรสชั่นบริเวณด้านตะวันออกของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ พายุไต้ฝุ่นตาลิมมีทิศทางการเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย และพายุดีเปรสชั่น มีทิศทางการเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

สำหรับความก้าวหน้าการบริหารจัดการน้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกข้าวนาปีในช่วงฤดูฝนของพื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำ (โครงการบางระกำโมเดล 60) พื้นที่ 265,000 ไร่ เกษตรกรในพื้นที่ทุ่งบางระกำ ให้ความร่วมมือปรับเปลี่ยนเวลาการเพาะปลูกข้าวนาปีเป็นอย่างดี ทำให้การดำเนินงานประสบผลสำเร็จตามแผนที่วางไว้ เกษตรกรได้เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจำนวน 230,000 ไร่ (87%) คงเหลืออีกประมาณ 35,000 ไร่ โดยส่วนที่เหลือคาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จภายใน 31 สิงหาคม 2560 ปัจจุบันรับน้ำจากแม่ยมสายหลัก และแม่น้ำยมสายเก่า เข้ามาในระบบคลองสายหลักและคลองสาขา รวมไปถึงในทุ่งที่เก็บเกี่ยวแล้วประมาณ 70,000 ไร่ รับน้ำเข้าในระดับความลึกเฉลี่ย 1.00 – 1.50 เมตร มีปริมาณน้ำประมาณ 150 ล้าน ลบ.ม. จากเป้าหมายสูงสุด 400 ล้าน ลบ.ม. โดยแบ่งพื้นที่ลุ่มต่ำสุดในเขตโครงการ ดังนี้ 1. ทุ่งแม่ระหัน ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก และพื้นที่รอยต่อ ต.บ้านใหม่สุขเกษม ต.ดงเดือย อ.กงไกรลาศ  พื้นที่ประมาณ 30,000  ไร่ (ปัจจุบันเริ่มรับน้ำเข้าแล้ว) และ 2.ทุ่งบางระกำ ต.ตะแบกงาม ต.ชุมแสงสงคราม ต.บางระกำ และ ต.ท่านางงาม จ.พิษณุโลก พื้นที่ประมาณ 40,000  ไร่ อีกทั้ง กรมชลประทานบูรณาการร่วมกับกรมประมงและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการ ปล่อยน้ำเข้านา ปล่อยปลาเข้าทุ่ง ประมาณต้นเดือนกันยายน 2560 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้กรมชลประทานได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดยอดปริมาณน้ำหลากที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง เข้าไปเก็บไว้ในทุ่งแก้มลิง 12 ทุ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จำนวน 1.15 ล้านไร่ (พื้นที่ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ลงมา) โดยได้ดำเนินการปรับปฏิทินการเพาะปลูกให้เร็วขึ้น ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นมา เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนจะถึงฤดูน้ำหลากเดือนกันยายน – ตุลาคม ปัจจุบันพบว่าภายในวันที่ 15 กันยายน 2560 นี้จะสามารถเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จในทุกพื้นที่ก่อนจะปรับพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีทั้งหมด 12 ทุ่ง ให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลากโดยที่ประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ได้กำหนดให้วันที่ 25 กันยายน 2560 เป็นวันเริ่มต้นตัดยอดน้ำผ่านระบบชลประทานเข้าทุ่งต่างๆ จำนวน 10 ทุ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาประกอบด้วยทุ่งเชียงรากทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสักทุ่งท่าวุ้งทุ่งบางกุ่มทุ่งบางกุ้งทุ่งป่าโมกทุ่งผักไห่ทุ่งเจ้าเจ็ดทุ่งพระยาบรรลือทุ่งโพธิ์พระยาและสำรองพื้นที่ไว้อีก 2 ทุ่งคือทุ่งบางบาลและทุ่งรังสิตใต้สามารถเก็บกักน้ำได้สูงสุด 1,500 ล้าน ลบ.ม.

กรมชลฯบูรณาการสร้างฝายต้นน้ำฟื้นฟูป่าสานต่อพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295523

กรมชลฯบูรณาการสร้างฝายต้นน้ำฟื้นฟูป่าสานต่อพระราชดำริ

ตาก

กรมชลฯบูรณาการสร้างฝายต้นน้ำฟื้นฟูป่าสานต่อพระราชดำริอีก 7 แห่งในจังหวัดตาก

                 ​ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์  รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายวิชาการ เปิดเผยว่า  กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9  มาใช้แก้ปัญหาน้ำให้มากที่สุด ล่าสุดได้นำแนวพระราชดำริในเรื่องฝายชะลอความชุ่มชื้น หรือ ฝายต้นน้ำ (CHECK DAM) มาขยายผลดำเนินการในพื้นที่ต้นน้ำ  ในเขตจังหวัดตาก โดยบูรณาการทำงานร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 (ตาก) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช  สมาคมผู้ใช้รถยนต์ขับเคลื่อน4ล้อยี่สิบสองนอ และประชาชนในพื้นที่  ในการสร้างฝายต้นน้ำในรูปแบบฝายประชารัฐจำนวน 5 แห่ง  ในพื้นที่ของเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์  สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ  ลดการพังทลายของดิน  และลดความรุนแรงของกระแสน้ำในลำห้วย

​สำหรับฝายต้นน้ำที่จะสร้างนั้น จะเป็นฝายผสมผสานแบบตาข่าย (Gabion) ทั้ง 5 แห่ง เป็นการสร้างฝายต้นน้ำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง มีความคงทนถาวร และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ซึ่งการสร้างฝายผสมผสานแบบตาข่ายดังกล่าว จะใช้ตาข่ายเหล็กตะแกรงจากกล่องเกเบี้ยนวางลงบนพื้นห้วย กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวตลาดความกว้างของลำห้วย จากนั้นนำก้อนหินที่หาได้ในพื้นที่มากองในตะแกรงจนสูงตามที่ต้องการ และนำไม้หลักมาตอกลงพื้นเพื่อยึดตะแกรงให้อยู่กับที่และนำหินก้อนใหญ่มาวางดักช่วยอีกเพื่อความแข็งแรง ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับพื้นทีต้นน้ำที่มีความลาดชันปานกลาง อย่างเช่นในเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก

​นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้สนับสนุนการสร้างฝายต้นน้ำที่บ้านโสมง  ตำบลบ้านนา  อำเภอสามเงา จังหวัดตาก อีก 2 แห่ง ในรูปแบบฝายประชารัฐเช่นกัน  โดยบูรณาการการทำงานระหว่างกรมชลประทาน หน่วยงานปกครองท้องถิ่น สมาคมยี่สิบสองนอ และประชาชนในพื้นที่ ก่อสร้างฝายผสมผสานแบบไม้เททับด้วยคอนกรีต  ซึ่งฝายทั้ง 2 แห่งนี้ นอกจากจะช่วยรักษาระบบนิเวศน์สร้างความชุ่มชื่นให้กับป่าไม้แล้ว  ยังจะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งอีกด้วย

​นายชาตรี สิงเหลือ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บ้านโสมง กล่าวว่า บ้านห้วยโสมงมีประชากร 447 คน 156 ครัวเรือน ใช้น้ำจากประปาภูเขา และบ่อน้ำตื่นริมห้วยในการดำรงชีวิต แต่พอเข้าสู่ฤดูแล้งลำห้วยต่างๆจะแห้งขอดประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นประจำเกือบทุกปี  ในฤดูฝนแม้จะมีฝนตกมาก แต่น้ำจะไหลลงเขื่อนภูมิพลทั้งหมดไม่สามารถบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์ได้ เนื่องจากไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำ ดังนั้นการสร้างฝายต้นน้ำทั้ง 2 แห่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้าน ทำให้มีน้ำกินน้ำใช้ในฤดูแล้งอย่างแน่นอน

​”กรมชลประทานแม้จะมีภารกิจในการจัดหาพัฒนาแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนแล้ว ยังให้ความสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนและความสมดุลทางธรรมชาติระหว่างคน น้ำ ป่าไม้ และสัตว์ป่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆได้มีการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับรางวัล EIA Monitoring Awards ต่อเนื่องมา 3 ปีจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม”  รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

ต่อยอดเกษตรกรรุ่นใหม่สู่มืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295364

ต่อยอดเกษตรกรรุ่นใหม่สู่มืออาชีพ

เกษตรกรรุ่นใหม่

ต่อยอดเกษตรกรรุ่นใหม่สู่มืออาชีพ

 

          นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักเรียน นักศึกษา และเยาวชน    รุ่นใหม่ ให้ความสนใจในอาชีพการเกษตรลดลง ต่างหันเหเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตประเทศไทยที่อาจจะขาดแคลนเกษตรกรที่มีศักยภาพที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมและกระตุ้นให้ นักเรียน นักศึกษา และ เยาวชนรุ่นใหม่ ตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรจึงจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนายุวเกษตรกร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาเยาวชนเกษตรระดับอุดมศึกษาระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร  สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาคี  ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า  มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมาคมยุวเกษตกรสากลแห่งประเทศไทย  ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนายุวเกษตรกร  เพื่อต่อยอดเยาวชนเกษตรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ในอนาคต ในวันที่ 11 – 13 กันยายน 2560 ณ โรงแรมบัดดี้โอเรียนทอลริเวอร์ไซด์  อำเภอ       ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี  โดยมีเป้าหมายร่วมกันผลักดันและมีความพร้อมที่จะดำเนินการสร้างยุวเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรในอนาคตของประเทศไทย โดยมุ่งปลุกจิตสำนึกให้ยุวเกษตรกรมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพเกษตรกรรม ขณะเดียวกันยังมุ่งสร้างแรงจูงใจ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ และขยายโอกาสให้เยาวชนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุวเกษตรกร พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนเกษตรอย่างต่อเนื่อง และมุ่งพัฒนายุวเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่แบบมืออาชีพ

              อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  กล่าวเพิ่มเติมว่า  สถาบันอุดมศึกษาและภาคีเครือข่ายเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมทั้งการเรียน การสอน การวิจัย รวมทั้งมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาเยาวชนเกษตรระดับอุดมศึกษาในครั้งนี้จะสามารถร่วมกันพัฒนาเด็กและเยาวชนทางการเกษตรเพื่อให้เกิดการต่อยอดการพัฒนาเยาวชนเกษตรในอนาคต

เกษตรฯ แถลงเคลียร์ปม 3 วัตถุอันตรายจำกัดพื้นที่ใช้”ไกลโฟเซต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295273

เกษตรฯ แถลงเคลียร์ปม 3 วัตถุอันตรายจำกัดพื้นที่ใช้”ไกลโฟเซต”

ไกรโกรเสต, ไกลโฟเซต

เกษตรฯ แถลงเคลียร์ปม 3 วัตถุอันตรายจำกัดพื้นที่ใช้”ไกลโฟเซต”

          วันที่ 12 ก.ย.เวลา 11.00 น.ที่กรมวิชาการเกษตร นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดแถลงข่าวความคืบหน้าการพิจารณาลด ละ เลิกใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสาคัญในการลดการใช้สารเคมี และมีนโยบายที่จะผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยจากสารตกค้างทั้งในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม

            ทั้งนี้ตามที่มีข้อเสนอของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกาจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 เสนอให้พิจารณาลด ละ เลิกใช้ วัตถุอันตราย paraquat dichloride , chlorpyrifos และ glyphosate-isopropylammonium เนื่องจากมีข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม โดยเสนอให้ ห้ามใช้วัตถุอันตราย paraquat dichloride และ chlorpyrifos ภายในต้นเดือนธันวาคม 2562 โดยจะมีการจำกัดการใช้ glyphosate-isopropylammonium อย่างเข้มงวด ซึ่งภายหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงการณ์แล้ว กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการ ดังนี้

          เริ่มจากการจัดประชุมเพื่อรวบรวมข้อมูล โดยมีนักวิชาการด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมประชุม เมื่อวันอังคารที่ 25 เมษายน 2560 จากนั้นได้แจ้งหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จานวน 9 หน่วยงาน โดยมีหน่วยงานแจ้งข้อคิดเห็นและส่งข้อมูลเพิ่มเติม จำนวน 6 หน่วยงาน ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อกังวลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของคณะกรรมการดังกล่าว

            จากนั้นคณะทำงานดาเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังของกรมวิชาการเกษตร เพื่อศึกษาข้อมูลพิษวิทยา ประเมินความเป็นอันตราย และผลกระทบจากการใช้วัตถุอันตราย โดยได้ประชุมไปแล้ว 8 ครั้ง

          คณะทำงานพิจารณาสารทดแทนวัตถุอันตราย paraquat dichloride, chlorpyrifos และ glyphosate-isopropylammonium ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีผู้แทนจากมหาวิทยาลัย 5 สถาบันร่วมเป็นคณะทางานฯ เพื่อกาหนดหลักเกณฑ์การหาสารที่จะนามาใช้เป็นสารทางเลือก กรณีที่มีความจาเป็นต้องควบคุมสารทั้ง 3 ชนิด โดยได้ประชุมไปแล้ว 3 ครั้ง

            จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียในการพิจารณาลด ละ เลิกใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด จำนวน 4 ครั้ง และจัดทาแบบสอบถามเพื่อสารวจความเห็น โดยประชาสัมพันธ์ผ่านเวปไซด์ของกรมวิชาการเกษตร ตู้ ปณ. 1031 และทางจดหมายอิเลคทรอนิค ardpesti@doa.in.th

              อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ผลจากการดาเนินการทั้งหมดดังกล่าว ได้ข้อสรุปว่ากรมวิชาการเกษตร จะดาเนินการต่อข้อเสนอของคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ดังนี้ สำหรับ glyphosate จะจากัดการใช้อย่างเข้มงวดตามข้อเสนอ โดยให้ผู้ประกอบการรายงานการนาเข้า การผลิต การส่งออก การจาหน่าย พื้นที่การใช้ และปริมาณคงเหลือ  ระบุพื้นที่ห้ามใช้ในฉลากวัตถุอันตราย ควบคุมการโฆษณา

             ส่วน paraquat dichloride และ chlorpyrifos กรมวิชาการเกษตรได้รวบรวมข้อมูลด้านพิษวิทยาของสาร ด้านประสิทธิภาพในการใช้ ด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้านการห้ามใช้ในต่างประเทศ ด้านการห้ามใช้ตามข้อตกลงของอนุสัญญา ข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็น รวมทั้งข้อมูลด้านสุขภาพอนามัย ที่ได้รวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข

             แต่เนื่องจากกรมฯ ยังไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะพิจารณานาข้อมูลด้านสุขภาพอนามัย มาวินิจฉัยได้อย่างชัดแจ้งว่าสารดังกล่าวมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่ จึงเห็นสมควรที่จะขอคาปรึกษาในเรื่องดังกล่าวจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน และประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ รวมไปถึงผู้แทนจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข ตามอานาจหน้าที่ในมาตรา 7 (4) แห่งพ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

              “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสาคัญในการลดการใช้สารเคมี และมีนโยบายที่จะผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานปลอดภัยจากสารตกค้างทั้งในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม และพร้อมที่จะสนับสนุนการลด ละ เลิก การใช้ เมื่อมีความจาเป็น โดยคานึงถึงความเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์เป็นสาคัญ อย่างไรก็ตามเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จะศึกษาและเร่งรัดหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อเป็นทางเลือกทดแทนการใช้สารดังกล่าวต่อไป” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวย้ำ

สส.“ปลื้มคว้ารางวัลการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมดีเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295255

 สส.“ปลื้มคว้ารางวัลการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมดีเด่น

นายสากล ฐินะกุล

 สส.“ปลื้มคว้ารางวัลการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมดีเด่น

                 นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม(สส.)เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (...) ได้จัดให้มีการมอบ “รางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม” ประจำปี 2560 เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารราชการให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ในวันที่ 11 กันยายน 2560ณ โรงแรมเดอะเบอร์เคลี่ย์ ประตูน้ำ โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในห้าหน่วยงานที่ได้รับรางวัลในระดับดีเด่น จากโครงการการเสริมสร้างเครือข่ายอาสาสมัครเฝ้าระวังไฟป่า ลดหมอกควัน พื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพปุย และพื้นที่โดยรอบ

              “สืบเนื่องจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนาในทุกระดับอย่างสมดุลมีเสถียรภาพยั่งยืน มีความโปร่งใส ทันสมัย และได้มีนโยบายการขับเคลื่อนประเทศด้วยกลไก “ประชารัฐ” สานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ให้ทุกภาคส่วนของประเทศร่วมแรงร่วมใจในการขับเคลื่อนประเทศ โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีบทบาทหน้าที่ในการสร้างจิตสำนึกและ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยภายหลังจากที่คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมได้ทำการตรวจประเมินการดำเนินงานในด้านการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารราชการของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และได้มีการประกาศผลการพิจารณาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 โดยมีมติให้ 24 หน่วยงาน ได้รับรางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ประจำปี 2560 โดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นหนึ่งในห้าหน่วยงานที่ได้รับรางวัลในระดับดีเด่น” นายสากล กล่าว

                    นายสากล ฐินะกุล กล่าวต่อว่า รางวัลที่ได้รับครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพราะได้สะท้อนถึงผลสัมฤทธิ์ในการทำงานภายใต้วิสัยทัศน์องค์กร คือ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีธรรมาภิบาล ด้วยองค์ความรู้และกระบวนการมีส่วนร่วม เนื่องจากหนึ่งในภารกิจสำคัญของ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม คือ การสร้างจิตสำนึกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

             “การได้รับรางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ประจำปี 2560 ในระดับดีเด่น ของ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จาก ก... ครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีถึงจุดยืนขององค์กร ที่ต้องการสร้างความร่วมมือและเปิดทางให้ประชาชนทุกคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ เพื่อให้คงอยู่อย่างยั่งยืน” นายสากล กล่าว

ประมงเสนอยกเลิกเรือ5ประเภทไม่เข้าเกณฑ์ไอยูยู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295252

ประมงเสนอยกเลิกเรือ5ประเภทไม่เข้าเกณฑ์ไอยูยู

กรมประมง

ประมงเสนอยกเลิกเรือ5ประเภทไม่เข้าเกณฑ์ไอยูยู

            นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกประกาศ เรื่อง กำหนดประเภทของเรือสนับสนุนการประมง พ.ศ.2560 ลงวันที่ 13 มิ.ย 2560 เพื่อกำหนดให้เรือที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทย เป็นเรือกลเดินทะเลใกล้ฝั่ง เรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต เรือกลเดินทะเลชายแดน และเรือกลเดินทะเลระหว่างประเทศ ประเภทการใช้บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟต่ำกว่า 60 องศาเซสซียส และประเภทการใช้บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซสเซียส ขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอส แต่ไม่เกิน 1,000 ตันกรอส เป็นเรือสนับสนุนการประมง ที่ต้องติดตตั้งระบบติดตามเรือ หรือ วีเอ็มเอส และแจ้งการเข้าออกท่าเทียบเรือประมง(PIPO)

                ข้อเท็จจริงปรากฎว่า มีเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันดังกล่าวในบางประเภท หรือการบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันในบางกิจกรรม ไม่ได้บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันประเภทที่ใช้กับเรือประมง หรือควบคุมการขนถ่ายน้ำมันที่สามารถตรวจสอบและควบคุมการขนถ่ายน้ำมันโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงไม่เสี่ยงในการให้บริการน้ำมันแก่เรือประมง

                ดังนั้นกรมประมงจึงเสนอให้กระทรวงเกษตรฯปรับปรุงประกาศดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 10 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแหง่ชาติ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ ไอยูยู เพิ่มเติมครั้งที่ 4 ลงวันที่ 4 เม.ย.2560 ออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดประเภทของเรือสนับสนุนการทำประมง ไม่ให้ใช้บังคับแก่เรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมัน 5 ประเภท ประกอบด้วย

              1.เรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันเตา 2.เรือบรรทุกผลิตภัณฑ์ของเสียจากเรือ 3.เรือบรรทุกน้ำมันปาล์ม 4.เรือบรรทุกยางมะตอย และ5.เรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีการทำสัญญาโดยตรงกับบริษัทน้ำมันในไทย ให้เป็นผู้จัดส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันระหว่างคลังน้ำมันในประเทศไทยกับต่างประเทศ หรือขนส่งเรือผลิตภัณฑ์น้ำมันระหว่างคลังน้ำมันในไทยกับต่างประเทศ ทั้งนี้เรือทุกเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันเตา ของเสียจากเรือ น้ำมันปาล์ม และยางมะตอย จะต้องระบุในอนุญาตให้ใช้เรือโดยชัดเจนว่าเป็นเรือเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันตามประเภทดังกล่าว

              ส่วนเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีการทำสัญญาโดยตรงกับบริษัทน้ำมันในไทย ให้ได้รับการยกเว้นเฉพาะในช่วงเวลาที่มีสัญญาระหว่างโรงกลั่นน้ำมันกับเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันดังกล่าวมีผลใช้บังคับ และผู้ประกอบการดังกล่าวจัดส่งสัญญาให้กรมประมงทราบแล้วเท่านั้น ทั้งหมดนี้ให้มีผลใช้บังคับภายใน 30 วันหลังจากลงนามในประกาศแล้ว

ดีเดย์ 25 ก.ย.เริ่มผันน้ำเข้าทุกทุ่งในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295228

ดีเดย์ 25 ก.ย.เริ่มผันน้ำเข้าทุกทุ่งในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา

ลุ่มเจ้าพระยา

ดีเดย์ 25 ก.ย.เริ่มผันน้ำเข้าทุกทุ่งในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา

 

วันที่ 11 กันยายน 2560 นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 29/2560 พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงาน กปร. การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อม VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานทั้ง 17 แห่ง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน และการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยา ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ชั้น 3 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ

รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์สถานการณ์ฝนในช่วงตั้งแต่วันที่ 13-18 กันยายน 2560 จะยังคงมีปริมาณฝนตกอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคกลาง เนื่องจากยังคงมีร่องมรสุมพาดผ่านในแถบนี้ แต่หลังจากนั้นในช่วงกลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ปริมาณฝนที่ตกในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางจะเริ่มลดน้อยลง ซึ่งเป็นผลมาจากร่องความกดอากาศที่เคลื่อนตัวลงต่ำและเข้าสู่ช่วงต้นฤดูฝนของพื้นที่ภาคใต้ต่อไป

ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ ที่กำหนดให้มีปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ จำนวน 12 ทุ่งให้เร็วขึ้นกว่าปกตินั้น  จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกพบว่าในวันที่ 15 กันยายน 2560 นี้จะสามารถเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จในทุกพื้นที่ และหลังจากนั้นจะปรับพื้นที่นาข้าวลุ่มต่ำดังกล่าวเป็นพื้นที่รองรับน้ำหลาก

“ที่ประชุมในวันนี้กำหนดให้วันที่ 25 กันยายน 2560 จะเป็นวันที่เริ่มต้นตัดยอดน้ำผ่านระบบชลประทานเข้าทุ่งต่าง ๆ จำนวน 10 ทุ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ประกอบด้วย ทุ่งเชียงราก ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบรรลือ ทุ่งโพธิ์พระยา และสำรองพื้นที่ไว้อีก 2 ทุ่ง คือทุ่งบางบาล และทุ่งรังสิตใต้ สามารถเก็บกักน้ำได้สูงสุด 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร”

สำหรับปัจจัยในการกำหนดช่วงเวลาในการตัดยอดน้ำเข้าทุ่งนั้น กรมชลประทานพิจารณาจากปริมาณน้ำเหนือที่ไหลมารวมกันที่จังหวัดนครสวรรค์ และปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาด้วย โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน จนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ซึ่งจะสามารถตัดยอดน้ำรวมกันได้ประมาณ 740 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยแนวทางการกระจายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ (ฝั่งซ้าย) จะเริ่มรับน้ำที่คลองชัยนาท-ป่าสัก รับน้ำเต็มศักยภาพของคลองประมาณ 210 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีและตัดเข้าทุ่งเชียงรากและทุ่งท่าวุ้ง จำนวน 15 วัน หลังจากนั้น 15 วันถัดไปจะกระจายน้ำไปในพื้นที่ทุ่งฝั่งซ้ายของคลองชัยนาท-ป่าสัก

ส่วนที่คลองชัยนาท-อยุธยา  13 วันแรกจะรับน้ำที่ทุ่งบางกุ้งและทุ่งบางกุ่ม(บางส่วน) และหลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 14-30 จะรับน้ำเข้าทุ่งบางกุ่มจนเต็มพื้นที่ สำหรับในพื้นที่ลุ่มต่ำ (ฝั่งขวา) จะเริ่มที่แม่น้ำน้อยในพื้นที่ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบรรลือ ระยะเวลารับน้ำ 30 วัน สามารถรับปริมาณน้ำได้ 230 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนปริมาณน้ำที่เหลือจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ประมาณ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ด้านแม่น้ำท่าจีน สามารถตัดน้ำเข้าทุ่งโพธิ์พระยา มีระยะเวลารับน้ำ 30 วัน รองรับปริมาณน้ำได้ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นอกจากนั้นยังจะรับน้ำคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง เพื่อระบายออกสู่แม่น้ำท่าจีนตอนล่างและไหลลงสู่ทะเลเป็นระยะเวลา 30 วันด้วย

รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กล่าวย้ำว่า การผันน้ำเข้าทุ่งดังกล่าวจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนและการคมนาคมสัญจรไป-มาของประชาชนในพื้นที่ และหลังจาก 30 วันที่มีการผันน้ำเข้าทุ่งแล้วจะต้องเร่งระบายน้ำออกจากทุ่งให้เหลือในปริมาณที่พอเหมาะสำหรับใช้การในช่วงแล้ง และเพื่อไม่ให้พื้นที่ดังกล่าวเกิดน้ำเน่าเสีย