จัดนิทรรศการ“ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295184

จัดนิทรรศการ“ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน”

จัดนิทรรศการ“ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน”

               ตามที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติหมุนเวียน ณ พระลานพระราชวังดุสิต ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดนิทรรศการดังกล่าวแล้ว 2 ชุด ซึ่งชุดแรกในชื่อชุด “ดวงใจราษฎร์ปราชญ์แห่งน้ำ”

            ต่อมาชุดที่ 2 ในชื่อชุด“2 กษัตริย์นักพัฒนา” หัวข้อ สืบสาน รักษา ต่อยอด เพื่อน้อมรำลึกและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นั้น

           ในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ในชื่อชุด “ดวงใจราษฎร์ปราชญ์แห่งป่าและดิน” โดยการจัดนิทรรศการในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของทั้งสองพระองค์ ด้านการพัฒนาพื้นที่ป่า และด้านการปรับปรุงคุณภาพดิน เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ เข้าใจ จนสามารถน้อมนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องเหมาะสม อีกทั้งยังประโยชน์แก่ราษฎรของพระองค์ให้มีความเป็นอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงน้อมนำพระราชกรณียกิจไปดำเนินตามรอยพระยุคลบาทของล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ เพื่อเป็นการ สืบสาน รักษา และขยายผลต่อยอดต่อไป

                สำหรับบริเวณการจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ประกอบด้วย พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้านป่าและดิน พระองค์ทรงเป็นปราชญ์ด้านป่าและดิน ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริในเรื่องของการปลูกป่า อาทิ การปลูกป่าในใจคน การฟื้นฟูสภาพป่าด้วยวัฏจักรธรรมชาติ การปลูกป่าทดแทน การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ป่าพรุ และป่าชายเลน พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมแล้วจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ส่วนเรื่องดินนั้น พระองค์ได้พระราชทานแนวพระราชดำริในเรื่องของการศึกษาการป้องกันดินถล่ม การแกล้งดินเพื่อให้ดินมีคุณภาพสามารถทำการเกษตรได้ อีกทั้งการนำประโยชน์ของการปลูกหญ้าแฝกมาช่วยยึดดินไม่ให้พังทลายได้อีกด้วย

             นอกจากนี้ ในบริเวณนิทรรศการยังจัดแสดงพื้นที่ “พระราชาแห่งการอนุรักษ์” แสดงให้เห็นถึง พระอัจฉริยภาพในด้านการอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม การฟื้นฟูสภาพป่า ทำอย่างไรให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน รวมทั้งการแยกชั้นประเภทของดินอีกด้วย โดยเริ่มจัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 8-30 กันยายน 2560 เวลา 10.00 น.- 20.00  น. ณ บริเวณพระลานพระราชวังดุสิต 

กรมปศุสัตว์คว้ารางวัลเลิศรัฐ 3 รางวัลจากก.พ.ร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295123

กรมปศุสัตว์คว้ารางวัลเลิศรัฐ 3 รางวัลจากก.พ.ร.

อภัย สุทธิสังข์

กรมปศุสัตว์คว้ารางวัลเลิศรัฐ 3 รางวัลจากก.พ.ร.

 

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ  ในวันจันทร์ที่ 11 กันยายน 2560 เวลา 13.00 น.  ณ ห้องเมย์แฟร์ แกรนด์ บอลรูม ชั้น 11  โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย  ประตูน้ำ  กรุงเทพฯ  โดยกรมปศุสัตว์ได้รับรางวัลเลิศรัฐ จำนวน 3 รางวัล ซึ่งสำนักงาน ก.พ.ร. พิจารณาผลการตรวจประเมินรางวัลการบริการภาครัฐแห่งชาติ ประจำปี 2560 และมีมติให้ประกาศรายชื่อผลงานที่ได้รับรางวัล จำนวน  54  ผลงาน จาก 33 หน่วยงาน

นายสัตวแพทย์อภัย  สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า  รางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติเป็นรางวัลที่สำนักงาน ก.พ.ร. มอบให้แก่ส่วนราชการที่มีความมุ่งมั่น  ตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน  และสามารถให้บริการประชาชนอย่างเป็นเลิศ  ซึ่งในปีนี้มีผลงานที่กรมปศุสัตว์ได้รับรางวัล  คือ  รางวัลการพัฒนาการบริการ  ระดับดีเด่น   ผลงาน  “ นมคุณภาพสูงล้านนา (Lanna High Quality Milk) ” ของสำนักงานปศุสัตว์เขต 5  และ “ เนื้อสัตว์ปลอดภัยใส่ใจผู้บริโภค (ปศุสัตว์ ok) ”  ของสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์  รวมทั้ง รางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม  เป็นรางวัลที่สำนักงาน ก.พ.ร.มอบให้ส่วนราชการที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจในการปฏิบัติงาน  โดยมีผลการดำเนินการที่มีการส่งเสริมการพัฒนาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม  ระดับดี ผลงาน “ โครงการพัฒนาศักยภาพและเครือข่ายคลัสเตอร์แพะสวนผึ้ง ” ของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี

อธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยที่ทำให้กรมปศุสัตว์ได้รับรางวัลทุกปีเพราะกรมปศุสัตว์มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนางาน  เพื่อให้เกิดความสุข แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์  บุคลากรทุกคน  สังคมและประเทศชาติ  รวมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาให้เกิดผลลัพธ์ คือ สินค้าปศุสัตว์มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย  เพียงพอ และสามารถแข่งขันได้ ด้วยกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม  มีการวางแผนและพัฒนาปรับปรุงกระบวนงานและสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง มีการจัดการความรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นวัตกรรม ระหว่างบุคลากรภายในหน่วยงาน และหน่วยงานภายนอก  มีการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  มีการสื่อสารสร้างความเข้าใจ เพื่อให้บุคลากรมีความพร้อม  นโยบายหรือโครงการที่จะดำเนินงานในอนาคต จะมีการขยายผลการปรับปรุงกระบวนงานต่อเนื่องทั่วทั้งองค์กร และขยายไปยังหน่วยงานในต่างจังหวัด เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเป้าหมายได้

“ชุติมา” ปลื้มเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์เห็นผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295117

“ชุติมา” ปลื้มเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์เห็นผล

ข้าวอินทรีย์, ชุติมา

“ชุติมา” ปลื้มเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์เห็นผล

                  วันที่ 11 กย.60 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่ได้ลงพื้นที่เพื่อซักซ้อมความเข้าใจกับผู้ประกอบการค้าข้าวที่จะรับซื้อข้าวอินทรีย์จากกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาด นาอินทรีย์ 1 ล้านไร่ ณ อำเภอด่านขุนทด และอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา โดยการพูดคุยได้ข้อสรุป ดังนี้ ผู้ประกอบการยินดีรับซื้อข้าวอินทรีย์ที่เข้าร่วมโครงการ โดยก่อนที่จะมีโครงการนี้ ทางผู้ประกอบการต้องหาซื้อข้าวจากจังหวัดข้างเคียง

ดังนั้นจึงมองว่าโครงการนี้มีประโยชน์อย่างมากที่ช่วยให้เกิดการจับคู่ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายอย่างแท้จริง โดยในการรับซื้อนั้น ทางผู้ประกอบการยินดีที่จะรับซื้อทั้งข้าวเปลือกและข้าวสาร ในกรณีข้าวเปลือก กลุ่มเกษตรกรสามารถหารือกับโรงสีได้ว่าจะส่งเป็นข้าวสดหรือข้าวแห้ง โดยโรงสีพร้อมที่จะเปิดจุดรับซื้อในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับแปลงนาเกษตรกร แต่หากเกษตรกรต้องการแปรรูปก่อนเพื่อขายเป็นข้าวสาร ผู้ประกอบการก็ยินดีให้คำแนะนำในการยกระดับคุณภาพโรงสีชุมชนของกลุ่มเกษตรกรให้ได้มาตรฐาน เพื่อพร้อมที่จะสีข้าวอินทรีย์ต่อไป
สำหรับราคา ทางผู้ประกอบการยินดีจ่ายเพิ่มให้ในราคาตันละ 500 บาท สำหรับข้าวในระยะ 2 ปีแรกที่อยู่ในระยะเตรียมความพร้อมและปรับเปลี่ยนเป็นข้าวอินทรีย์ และในปีที่สาม จะจ่ายเพิ่ม 2,000 บาท สำหรับข้าวที่ได้รับการรับรอง Organic Thailand
“เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ได้วางแผนว่า จะแบ่งผลผลิตเผื่อไว้บริโภค ทำพันธุ์ และขายให้กับผู้ประกอบการค้าข้าว โดยกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมหารือยินดีที่สามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้นและมีผู้รับซื้อแน่นอน ส่วนผู้ประกอบการก็รู้สึกพอใจที่รัฐมีโครงการเชื่อมโยงผลผลิตข้าวคุณภาพผ่านการรับรองของรัฐเข้าสู่โรงสี โดยไม่ต้องออกแรงไปหาเอง

นอกจากนี้ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรยังได้ซักถามคำถามเกี่ยวกับการผลิตข้าวอินทรีย์ในหลายประเด็น อาทิ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การแก้ไขปัญหาดินเค็ม เป็นต้น จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน และสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ประสานงานร่วมกันในการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่กลุ่มเกษตรกรต่อไป” นางสาวชุติมา กล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการทำนาอินทรีย์ยังได้เชิญชวนให้เกษตรกรกลุ่มอื่นๆหันมาปลูกข้าวอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นโดยได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทำนาอินทรีย์ซึ่งถ่ายทอดมาจากประสบการณ์จริงในการทำอินทรีย์ เช่น การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากมูลวัวหรือมูลไก่ที่เลี้ยงเองแบบอินทรีย์ ทำให้มั่นใจได้ว่า ปุ๋ยที่ได้เป็นปุ๋ยอินทรีย์อย่างแท้จริงและยังสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย

ถึงแม้ปริมาณผลผลิตที่ได้อาจจะลดลงในระยะแรกหลังปรับเปลี่ยนมาทำอินทรีย์ แต่ปริมาณจะค่อยๆเพิ่มขึ้น โรคและแมลงก็ไม่มาก เนื่องจากหลังทำนาอินทรีย์ ระบบนิเวศน์จะฟื้นคืนกลับมา ธรรมชาติจะเกื้อกูลและดูแลกันเอง ต้นข้าวจะแข็งแรง นอกจากนี้ ถึงปริมาณข้าวจะลดลง แต่จะได้ข้าวอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ข้าวจะนุ่มและมีความหอมมากขึ้น ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ จึงสามารถขายได้ในราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป
นางสาวชุติมายังได้ให้กำลังใจเกษตรกรให้มุ่งมั่นในการทำนาอินทรีย์ต่อไป เพื่อยกระดับการผลิตข้าวของประเทศไทยสู่ข้าวคุณภาพอย่างยั่งยืน

ประชุมรัฐมนตรีเกษตรลุ่มแม่น้ำโขง หนุนยุทธศาสตร์อาหารปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295045

ประชุมรัฐมนตรีเกษตรลุ่มแม่น้ำโขง หนุนยุทธศาสตร์อาหารปลอดภัย

แม่น้่ำโขง

ประชุมรัฐมนตรีเกษตรลุ่มแม่น้ำโขง หนุนยุทธศาสตร์อาหารปลอดภัย

          พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่  8 กันยายน ที่ผ่านมาได้เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีเกษตรประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมการประชุมรัฐมนตรีเกษตรอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 2 ณ เมืองเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยโดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ยืนยันให้การสนับสนุนตามเจตนารมณ์อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในการก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของโลก  โดยได้เห็นชอบต่อยุทธศาสตร์ส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงปี 2018-2022 และแผนปฏิบัติการเสียมราฐที่นำเสนอในครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การปฏิรูปภาคเกษตรกรรมของไทย ทั้งในระยะสั้นหรือ 5 ปี และในระยะยาวหรือ 20 ปี ตั้งแต่การจัดสรรที่ดินทำกินและการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงทรัพยากรทางการเกษตรอย่างทั่วถึง การสนับสนุนการทำการเกษตรที่ปลอดภัย ทั้งสินค้าเกษตรแบบ GAP และแบบอินทรีย์ ที่ปลอดภัยกับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนทั้งในเชิงพาณิชย์ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน เพื่อลดต้นทุน และร่วมกันผลิตและเชื่อมโยงสู่ตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งในเชิงการสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการสนับสนุนให้เกษตรกรจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่ง ไว้ทำการเกษตรเพื่อยังชีพแบบพอเพียงด้วย

ทั้งนี้ การให้การรับรองยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอย่างเป็นทางการ และสมาชิกแต่ละประเทศได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินการให้สำเร็จตามเป้าหมายในครั้งนี้นั้น จะมีการรายงานความคืบหน้านี้ต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำ GMS ครั้งที่ 6 ในเดือนมีนาคม 2561 และนำเสนอโครงการภายใต้ภาคเกษตรโดยรวมเพื่อผนวกไว้ในแผนปฏิบัติการฮานอย (Hanoi Action Plan) ปี 2561 – 2565  เนื่องจากยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนและมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน โดยสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านกลไกประชารัฐ อันประกอบด้วยภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน ยังเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทย และประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงจะยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรสู่การผลิตยุค 4.0 ซึ่งก็คือการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการเกษตร ทั้งเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีด้านวิศวกรรม  และเครื่องจักรกล และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้เกิดเกษตรกรรมอัจฉริยะ และเกษตรกรรมแม่นยำสูง โดยคงไว้ซึ่งความสมดุลและยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า “เกษตรกรรมสีเขียว” และตอบสนองความต้องการของตลาด ในสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพสูง ที่มีความพิถีพิถันตั้งแต่การผลิตจนกระทั่งถึงปลายทางที่ผู้บริโภค หรือที่เรียกว่า “เกษตรกรรมประณีต” รวมไปถึงการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกรด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิม

นอกจากนี้ ไทยยังได้เสนอแนวทางเพื่อร่วมกันผลักดันยุทธศาสตร์ส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอนุภูมิภาค โดยประเทศสมาชิกควรแสวงหาศักยภาพของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญและส่งเสริมการลงทุนด้านการเกษตร เทคโนโลยีทางการเกษตร โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในภาคการเกษตรของภูมิภาคด้วย

เกษตรฯเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าวGA ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295043

เกษตรฯเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าวGA ครบวงจร

ข้าวอินทรีย์

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าวGA ครบวงจร

                นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร ณ จังหวัดนครราชราชสีมา ว่า ปัจจุบันความต้องการของประชากรของโลกและของไทยหันมาให้ความสนใจในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่มีความปลอดภัย ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะข้าวอินทรีย์ที่ผู้บริโภคพร้อมที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับการบริโภคข้าวที่จะตอบสนองต่อการมีสุขภาพที่ดี ซึ่งเป้าหมายอยู่ในประเทศที่มีเศรษฐกิจดี ประชาชนมีความต้องการซื้อสูง เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรได้รับจะสูงกว่าราคาข้าวเปลือกทั่วไป จึงเป็นโอกาสและช่องทางอันดีของเกษตรกรไทยที่จะเพิ่มปริมาณการผลิตข้าวอินทรีย์ และข้าวที่มีการปฏิบัติตามระบบการเกษตรที่ดี (GAP) ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานเพื่อการแข่งขัน

              กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเร่งผลักดันการเชื่อมโยงตลาด โดยจับคู่กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์และข้าว GAP กับผู้ประกอบการค้าข้าวที่เข้าร่วมโครงการ และจัดให้มีการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ซื้อขายผลผลิตข้าวจากโครงการฯ โดยจัดประชุมหารือกับผู้ประกอบการและกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการของจังหวัดนครราชสีมา (เพื่อดำเนินการเชื่อมโยงตลาดรองรับผลผลิตข้าวอินทรีย์ของโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์) โดยนำกลุ่มเกษตรกรมาพบปะกับผู้ประกอบการที่แจ้งว่ามีความต้องการซื้อข้าวในโครงการ โดยจะให้ราคาที่สูงขึ้นตามคุณภาพ และจะเพิ่มให้ตันละ 300 – 500 บาท แล้วแต่ชนิดข้าว

                นางสาวชุติมา กล่าวต่อไปว่า ผู้ประกอบการค้าข้าวที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการ สามารถขอให้รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี โดยมีระยะเวลาได้รับการชดเชยดอกเบี้ย คือ 1) ผู้ประกอบการค้าข้าวอินทรีย์ ได้รับการชดเชยดอกเบี้ย ในระยะเวลา 3 ปี และ 2) ผู้ประกอบการค้าข้าว GAP ได้รับการชดเชยดอกเบี้ย ในระยะเวลา 1 ปี

                 “โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร จะสามารถแก้ปัญหาราคาข้าวได้อย่างยั่งยืน สามารถวางแผนการใช้ทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมุ่งสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งจะทำให้การเกษตรของไทยได้พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ผ่านการเชื่อมโยงตลาดอีกด้วย” นางสาวชุติมา กล่าว

เกษตรฯโชว์นวัตกรรม เกษตรในงาน SIMA ASEAN

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294886

เกษตรฯโชว์นวัตกรรม เกษตรในงาน SIMA ASEAN

ซิม่า

เกษตรฯร่วมจัดนิทรรศการโชว์นวัตกรรม และเทคโนโลยีพัฒนาภาคการเกษตรไทยสู่ 4.0 ในงาน SIMA ASEAN

                นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายและเปิดการสัมมนา “นวัตกรรมเกษตรไทยมุ่งสู่ Thailand 4.0” ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 20 ปีตามแนวคิดประเทศไทย 4.0 จึงได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด จัดงาน SIMA ASEAN THAILAND 2017 ระหว่างวันที่ 7 – 9 กันยายน 2560 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมอบหมายกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ กรมชลประทาน และกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมจัดแสดงผลงานเทคโนโลยี/นวัตกรรมทางการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตทางการเกษตรได้รับทราบแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมการเกษตรไทย และเชื่อมโยงอุตสาหกรรมการเกษตรให้เกิดความเข้มแข็งระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในภาคเกษตรให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดสัมมนาวิชาการและนิทรรศการด้านการเกษตรที่น่าสนใจ อาทิ โดรนหรืออากาศยานไร้คนขับ สำหรับพ่นสารชีวภัณฑ์เป็นเทคโนโลยีใหม่เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 ที่กรมวิชาการเกษตรผลิตขึ้นและได้รับรางวัลชนะเลิศจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่องอัจฉริยะ (Smart box) ซึ่งบรรจุองค์ความรู้ด้านการผลิตพืชที่ตรงกับความต้องการของเกษตรกร เผยแพร่ผ่านศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และผลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมงานวิจัยทางการเกษตรของกรมวิชาการเกษตรที่ตอบสนองต่อการขับเคลื่อนการผลิตภาคการเกษตรเข้าสู่ Thailand 4.0 เป็นต้น ทั้งนี้ ภายในงานได้มีผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยหมักเติมอากาศ แจกให้ผู้เข้าร่วมชมงานด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร ยังจัดให้มีการสัมมนาในหัวข้อ “นวัตกรรมเกษตรไทยมุ่งสู่ Thailand 4.0 โดยมีบุคลากรกรมวิชาการเกษตร    หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรที่สนใจ จำนวน 400 คน เข้าร่วมสัมมนา เพื่อรับทราบผลงานเทคโนโลยีนวัตกรรมทางการเกษตรที่สามารถนำไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อนำไปพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช ตลอดจนเป็นช่องทางการต่อยอดการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตร   รวมทั้งสร้างโอกาสในการขยายเครือข่ายทางธุรกิจเกษตรของไทยสู่ภูมิภาคอาเซียน
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปภาคการเกษตรของไทยในแนวคิดไทยแลนด์ 4.0 การเกษตรต้องใช้นวัตกรรมแบบอัจฉริยะตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการตลาด เพื่อยกระดับมูลค่าสินค้าและใช้พื้นที่การเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งในปี 2560 – 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเน้นการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืนด้วยนโยบายกระดาษ A4 ทั้งในด้านคุณภาพสินค้า ด้านประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และการลดรายจ่ายในครัวเรือน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอีก 20 ปีข้างหน้า จะพัฒนาเกษตร 4.0 อย่างครบวงจร และเชื่อมั่นว่าพัฒนาการเกษตรของชาติโดยการสร้างความเข้มแข็งให้กับฐานรากของการพัฒนาให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สามารถเกิดขึ้นได้จริง

กรมชลฯ พร้อมรับมือน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยาเดือนก.ย. – ต.ค. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294795

กรมชลฯ พร้อมรับมือน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยาเดือนก.ย. – ต.ค. นี้

กรมชล

กรมชลฯ พร้อมรับมือน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยาเดือนก.ย. – ต.ค. นี้

                นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม ของลุ่มน้ำเจ้าพระยาไว้แล้วตั้งแต่ต้นฤดูฝนที่ผ่านมา โดยการปรับปฏิทินการส่งน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน คือ พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ 265,000 ไร่ ให้ทำนาปีให้เร็วขึ้น ตั้งแต่ 1 เม.ย. 60 เป็นต้นมา ซึ่งตรงกับความต้องการและได้รับผลตอบรับจากเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างดี ทำให้ปัจจุบันเกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มพื้นที่ เสร็จก่อนฤดูน้ำหลาก และสามารถรับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งได้แล้วกว่า 150 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 400 ล้าน ลบ.ม. พร้อมกันนี้ ยังได้ปรับปฏิทินการส่งน้ำเพื่อทำนาปีให้เร็วขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างบริเวณ 12 ทุ่ง ได้แก่ ทุ่งเชียงราก ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท– ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางบาล ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระยาบรรลือ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ พื้นที่รวมทั้งสิ้น 1.15 ล้านไร่ โดยกรมชลประทานได้เริ่มส่งน้ำให้ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นมา เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากเดือนกันยายน-ตุลาคม

ปัจจุบันมีการเพาะปลูกไปแล้ว 953,706 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 83 ของพื้นที่เป้าหมาย มีการเก็บเกี่ยวไปแล้ว 687,551 ไร่ คาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จทั้งหมดภายในกลางเดือนกันยายนนี้ ซึ่งเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเสร็จแล้ว จะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเหล่านี้ในการตัดยอดปริมาณน้ำหลากสูงสุดบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงไปส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่างบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปุทมธานี นนทบุรี รวมไปถึงกรุงเทพมหานครด้วย โดยพื้นที่ลุ่มต่ำทั้ง 12 ทุ่ง สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันประมาณ 1,500 ล้าน ลบ.ม.

                 สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งเชียงราก ที่ประกอบไปด้วยพื้นที่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามหาราช รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 38,000 ไร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำตอนล่างตามเป้าหมายการปรับปฏิทินการเพาะปลูกให้เร็วขึ้น ปัจจุบันเกษตรกรได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จหมดแล้ว สามารถใช้ทุ่งดังกล่าวเก็บกักน้ำเพื่อชะลอน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากของลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ประมาณ 80ล้าน ลบ.ม.

                 ในส่วนของทุ่งผักไห่ หนึ่งในพื้นที่เป้าหมายการปรับปฏิทินการเพาะปลูกให้เร็วขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีพื้นที่ทั้งหมด 145,278 ไร่ และมีการเพาะปลูกเต็มที่ ปัจจุบันเก็บเกี่ยวไปแล้วประมาณ 114,578 ไร่ หรือร้อยละ 79 ของพื้นที่เพาะปลูก ส่วนที่เหลือคาดว่าจะทำการเก็บเกี่ยวได้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในกลางเดือนกันยายนนี้ เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว จะนำพื้นที่ทุ่งผักไห่เป็นพื้นที่แก้มลิงรับน้ำ เพื่อตัดยอดปริมาณน้ำสูงสุดบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาได้ประมาณ 200 ล้าน ลบ.ม. ช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไปส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่างได้เป็นอย่างมาก

               อนึ่ง การจะนำน้ำหรือตัดยอดปริมาณน้ำเข้าทุ่งแก้มลิงต่างๆ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ นั้น จะต้องมีการประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง กลุ่มเกษตรกรและชาวบ้านในพื้นที่ ต้องมีมติเห็นชอบร่วมกันให้เอาน้ำเข้าได้ และจะต้องไม่กระทบต่อเส้นทางสัญจรหรือพื้นที่ชุมชน อย่างไรก็ตาม การนำน้ำเข้าทุ่งแก้มลิง จะต้องทำการตัดยอดปริมาณน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นไป เพื่อให้การป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่างเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

เกษตรฯเร่งใช้งบ5.5 หมื่นล. 15 แผนงานยกระดับเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294713

เกษตรฯเร่งใช้งบ5.5 หมื่นล. 15 แผนงานยกระดับเกษตรกร

เกษตร

เกษตรฯเร่งใช้งบ5.5 หมื่นล. 15 แผนงานยกระดับเกษตรกร

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุม แผนการขับเคลื่อน Smart Agricultural Curve ปี 2561 และมอบแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 ว่า จากงบประมาณ ปี 2561 ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. นี้เป็นต้นไป กระทรวงเกษตรฯได้รับจัดสรร รวม 1.06 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้แยกเป็นงบประมาณ เพื่อบูรณาการ รวม 5.57 หมื่นล้านบาท

ดังนั้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานในปี 2561 ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งส่วนกลางและในระดับพื้นที่ จึงเรียกประชุมเกษตรจังหวัด77 จังหวัดให้เข้าใจตามแผนบูรณาการแผนงานโครงการรวม 15 แผนงานหลัก ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำขึ้น ประกอบด้วย 1. การบริหารจัดการน้ำ 2. เกษตรแปลงใหญ่ 3. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร

4. การบริหารพื้นที่เกษตร โดย Agrimap 5. การพัฒนาเกษตรกรสู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ 6. พัฒนาสถาบันเกษตรกรในรูปแบบประชารัฐ 7. ธนาคารสินค้าเกษตร 8. เกษตรอินทรีย์ 9. เกษตรทฤษฏีใหม่ 10. การแก้ปัญหาประมงไอยูยู 11. พัฒนาศูนย์เมล์ดพันธุ์ข้าว

12. การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และการใช้เครื่องจักรกลทดแทนแรงงาน 13. ตลาดสินค้าเกษตร 14. การพัฒนาสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานและ 15. การจัดการหนี้สินสมาชิกสหกรณ์

ใน 15 แผนงานนี้จะมีหน่วยงานหลักและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการการทำงานร่วมกัน และประเมินผลความสำเร็จในแต่ละช่วงเวลาโครงการ พร้อมทั้งได้กำหนดเป้าหมายให้เป็นปีแห่งการยกระดับคน การบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่เกษตร 4.0 โดยเน้นการพัฒนาบุคลากร ทั้งข้าราชการที่ต้องมีสมรรถนะสูง มีอุดมการณ์ รอบรู้ในงานของตนเอง และเชี่ยวชาญหลากหลายสาขาวิชา สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรไปแนะนำเกษตรกรได้ รวมทั้งเข้าใจหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนเร่งสร้างเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร จัดทำแผนธุรกิจ และเชื่อมโยงตลาดได้

ยกระดับการบริหารจัดการ โดยภาคราชการต้องเน้นการทำงานแบบบูรณาการ แลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงาน รวมทั้งนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และงานวิจัยมาใช้ในการขับเคลื่อนงานได้ ส่วนเกษตรกรต้องบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบครบวงจร เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ ประยุกต์ใช้นวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

“การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการในปี 2561 ตามนโยบายดังกล่าว จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการเกษตรเร่งเครื่องสู่เกษตร 4.0 อย่างต่อเนื่องในปี 2562-2564 ตามแผนขับเคลื่อน Smart Agricultural Curve สอดรับกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) และแผนพัฒนาการเกษตร ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2560-2564) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเพิ่มรายได้เฉลี่ยของเกษตรกรถึง 390,000 บาทต่อคนต่อปี เป็น Smart Farmer และ GDP ภาคเกษตรต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3% ต่อปี พัฒนาไปสู่เป้าหมายสุดท้าย คือ เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง และทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน ในปี 2579” พล.อ. ฉัตรชัย กล่าว

ได้ฤกษ์เปิด”ปตร.คลองจินดา” แก้วิกฤตน้ำท่วม-ป้องน้ำเค็มรุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294482

ได้ฤกษ์เปิด”ปตร.คลองจินดา” แก้วิกฤตน้ำท่วม-ป้องน้ำเค็มรุก

 

ได้ฤกษ์เปิด”ปตร.คลองจินดา”แก้วิกฤตน้ำท่วม-ป้องน้ำเค็มรุก

               กรมชลประทานได้ฤกษ์เปิดใช้งานประตูระบายน้ำคลองจินดา พร้อมสถานีสูบน้ำ แก้ปัญหาน้ำเค็มรุกเข้าพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจช่วงฤดูแล้ง และน้ำท่วมในฤดูฝน  มั่นใจช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้และไม้ผลยืนต้นได้หลายหมื่นไร่

วันที่ 4 กันยายน 2560 นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้เปิดใช้งานประตูระบายน้ำคลองจินดาพร้อมสถานีสูบน้ำ ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม อย่างเป็นทางการ  หลังจากดำเนินการก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2558 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2560  เพื่อใช้ในการป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม และลดผลกระทบน้ำเค็มให้กับพื้นที่การเกษตร  เนื่องจากปากคลองจินดาอยู่ติดกับแม่น้ำท่าจีน ที่ผ่านมาไม่มีอาคารควบคุมระดับน้ำ   จึงได้รับผลกระทบโดยตรง ในช่วงฤดูแล้งเมื่อน้ำทะเลหนุนสูงจะไหลเข้าสู่พื้นที่ด้านในของคลองจินดา บริเวณตำบลบางช้าง อ.สามพราน จ.นครปฐม และเขตติดต่อ คือตำบลหนองนกไข่ ตำบลบางยาง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร  ส่วนในฤดูฝนเมื่อน้ำเหนือที่ไหลหลากลงมาตามแม่น้ำท่าจีน ก็จะไหลเข้าสู่คลองจินดาจนล้นตลิ่งเกิดภาวะน้ำท่วม  และหากปีไหนมีฝนตกหนักในพื้นที่ด้วยแล้ว ยิ่งจะทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมรุนแรงเพิ่มขึ้น

“ชาวบ้านบริเวณนี้ จะได้รับความเดือดร้อนจากทั้งน้ำท่วม และน้ำแล้ง ก่อนเข้าสู่ฤดูฝนต้องใช้บิ๊กแบ๊คมากั้นน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม พอหน้าแล้งก็ต้องรื้อออก อีกทั้งพืชเศรษฐกิจอย่างกล้วยไม้ที่ปลูกกันหลายพันไร่ รวมถึงไม้ผลไม้ยืนต้น ก็จะได้รับความเสียหาย เป็นอย่างนี้ประจำทุกปี” นายสัญชัยกล่าว

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวกรมชลประทานจึงได้ก่อสร้างประตูระบายน้ำขนาด 6×6 เมตร จำนวน 2 ช่อง ประตูเรือสัญจรขนาด 6×6 เมตร จำนวน 1 ช่อง มีกำแพงป้องกันน้ำท่วม ความยาว 340 เมตร พร้อมสถานีสูบน้ำที่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดอัตราสูบน้ำ 3 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 6 เครื่อง ที่ปากคลองจินดาขึ้นมา เพื่อควบคุมระดับน้ำที่จะไหลเข้ามาในคลองจินดา  กรณีที่ระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนสูงก็จะปิดประตูทั้งหมดเพื่อไม่ให้น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ด้านใน ขณะเดียวกันถ้ามีฝนตกในพื้นที่แล้วระดับน้ำในคลองจินดาสูง เราก็จะสูบน้ำออก ส่วนปัญหาเรื่องน้ำเค็ม ถ้าน้ำทะเลรุกหนุนเข้ามาในช่วงฤดูแล้ง ก็สามารถปิดประตูระบายน้ำเพื่อกันน้ำเค็มไม่ให้ไหลเข้าคลองจินดา ซึ่งประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำดังกล่าวจะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำในคลองจินดามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถบรรเทาและแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้กับราษฎรในพื้นที่กว่า 1,200 ครัวเรือน 16,500 ไร่

“นอกจากนี้ประตูระบายน้ำคลองจินดา แห่งนี้ นับเป็นมิติใหม่แห่งการออกแบบอาคารชลประทาน ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งรูปลักษณ์ และการใช้งาน เป็นแนวคิดที่ผสมผสานอาคารชลประทานให้กลมกลืนกับวิถีชุมชน จึงมีทั้งความสวยงามและมีประสิทธิภาพในการใช้งาน อีกทั้งสะดวกต่อการดูแล บำรุงรักษาประตูระบายน้ำได้ดียิ่งขึ้นด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

กรมชลผันน้ำเหนือเข้าสู่แก้มลิง รอเกี่ยวข้าวเสร็จ15ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294477

กรมชลผันน้ำเหนือเข้าสู่แก้มลิง รอเกี่ยวข้าวเสร็จ15ก.ย.

แก้มลิงเข้าพระยา

 น้ำเหนือยังทรงตัวไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไม่เกิน 1,500 ลบ.ม./วินาที

สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ยังทรงตัว ส่วนปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังอยู่ในเกณฑ์ควบคุมย้ำการรับน้ำเข้าทุ่งแก้มลิง ต้องรอเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จหลัง 15 ก.ย. นี้
นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์สภาวะอากาศของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) ได้รับรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่าในช่วงวันที่ 5 – 7 ก.ย. 60 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคกลางภาคตะวันออกและภาคใต้รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลส่วนในช่วงวันที่ 8-10 ก.ย. 60ประเทศไทยจะมีฝนลดน้อยลงเว้นแต่ภาคใต้มีฝนมากกว่าภาคอื่นๆนั้น
สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศปัจจุบัน(5 ก.ย.60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกันทั้งสิ้น 52,298ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)คิดเป็นร้อยละ70ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมดมากกว่าปี 2559 รวม 13,076ล้านลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 28,478ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 55สามารถรองรับน้ำได้อีก 22,916ล้านลบ.ม. เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกัน 15,140ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ61ของความจุอ่างฯรวมกันปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 3,674ล้านลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้8,444ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 46 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 4,770ล้านลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า9,731ล้านลบ.ม.
สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ล่าสุด(5ก.ย. 60) จากการติดตามสถานการณ์น้ำของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน พบว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานีC.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์1,858 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีแนวโน้มทรงตัว ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 3.27 เมตร มีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา1,498 ลบ.ม./วินาทีซึ่งบริเวณเหนือเขื่อนได้รับน้ำเข้าสู่คลองฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกรวมทั้ง 2 ฝั่งวันละประมาณ409ลบ.ม./วินาทีทั้งนี้ จะบริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้เข้าคลองชลประทานให้มากที่สุดตามศักยภาพของพื้นที่พร้อมกับทดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์เพื่อชะลอน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในระดับการควบคุม(ไม่เกิน +17.00 เมตร(รทก.))ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบกับพื้นที่ตอนล่างบริเวณอ.ผักไห่อ.บางบาลจ.พระนครศรีอยุธยาด้วย
ในส่วนของการนำน้ำเข้าทุ่งแก้มลิง เพื่อตัดยอดน้ำหลากนั้น ปัจจุบันทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก ได้เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จหมดแล้ว สามารถรับน้ำเข้าทุ่งได้แล้วประมาณ 150 ล้าน ลบ.ม.(ความจุสูงสุด 400 ล้าน ลบ.ม.) ส่วนในพื้นที่ลุ่มต่ำตอนล่าง 1.15 ล้านไร่ มีข้อตกลงว่าเกษตรจะเก็บเกี่ยวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 ก.ย. 60 เพื่อใช้เป็นพื้นที่รับน้ำในช่วงน้ำหลาก ซึ่งจะต้องมีการประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง กลุ่มเกษตรกรและชาวบ้านในพื้นที่ ต้องเห็นชอบร่วมกันให้เอาน้ำเข้าได้และจะต้องไม่กระทบต่อเส้นทางสัญจรหรือพื้นที่ชุมชน อย่างไรก็ตาม การนำน้ำเข้าทุ่งแก้มลิง จะต้องทำการตัดยอดน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นไป เพื่อให้การป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่างเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด