สศก.ชูนโยบายแปลงใหญ่ประชารัฐ ดันความมั่นคงอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294413

สศก.ชูนโยบายแปลงใหญ่ประชารัฐ ดันความมั่นคงอาหาร

สศก

สศก.ชูนโยบายแปลงใหญ่ประชารัฐ ดันความมั่นคงอาหาร

        นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ในการประชุมภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) รวม 21 ประเทศ เมื่อวันที่ 18-25 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่ประเทศเวียดนาม สศก.ได้รายงานให้ที่ประชุมสัปดาห์ความมั่นคงอาหารเอเปค ถึงการดำเนินการของไทย ในหัวข้อความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยหยิบยกการนำโครงการประชารัฐ มาส่งเสริมเป็นโครงการเกษตรแปลงใหญ่สมัยใหม่ประชารัฐของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม 4.0 เช่น เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ

          โดยไทยได้เสนอตัวเพื่อจัดกิจกรรมภายใต้แผนปฏิบัติการดังกล่าว ได้แก่ การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) โดยกำหนดจัดขึ้นในช่วงปี 2562-2563

            นอกจากนี้ ไทยได้ร่วมการประชุมหุ้นส่วนเชิงนโยบายว่า ด้วยความมั่นคงอาหาร ซึ่งเป็นเวทีของภาครัฐและเอกชนในการให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ด้านความมั่นคงอาหารของภูมิภาค โดย สศก. ได้นำเสนอผลการดำเนินการของกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคงอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น เกษตรแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน (ศพก.) การวิจัยและพัฒนาเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

              การส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาการผลิตเข้าสู่ระบบการจัดการคุณภาพ หรือ GAP เพื่อสินค้าที่มีคุณภาพ และด้านสภาหอการการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอเรื่องเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร ผ่านกลไล “ประชารัฐ” ปัจจุบัน มีโครงการประชารัฐ ใน 41 พื้นที่ ครอบคลุม 30 จังหวัด

            สำหรับการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับกลุ่ม APEC มีสินค้าส่งออกช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ ไทยส่งออกสินค้าเกษตร 5.29 แสนล้านบาท ได้ดุลการค้า 3.64 แสนล้านบาท สินค้าสำคัญ คือ ยางธรรมชาติ ข้าว น้ำยางธรรมชาติ ไก่ปรุงแต่ง น้ำตาลจากอ้อย ปลาทูนาปรุงแต่ง มันสำปะหลัง ยางแผ่นรมควัน สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง อาหารสุนัขและแมว สินค้านำเข้าสำคัญ คือ ถั่วเหลือง อาหารปรุงแต่ง ปลาโอท้องแถบแช่แข็ง ข้าวสาลี อาหารปรุงแต่งสำหรับทาราก ปลาหมึกกระดองแช่แข็ง ของปรุงแต่งใช้เลี้ยงสัตว์ ซิการ์ นมผงไม่เติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวาน กากน้ำมันและกากแข็งที่ได้จากการสกัดน้ำมันถั่วเหลือง

บอร์ดเฉพาะกิจ กฟก. ปรับหลักเกณฑ์ซื้อหนี้เกษตรกรใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294393

บอร์ดเฉพาะกิจ กฟก. ปรับหลักเกณฑ์ซื้อหนี้เกษตรกรใหม่

กฟก

บอร์ดเฉพาะกิจ กฟก. ปรับหลักเกณฑ์ซื้อหนี้เกษตรกรใหม่เอื้อการจัดการหนี้สิน

       วันที่ 4 ก.ย.60 พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ของเกษตรกรของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตามที่คณะอนุกรรมการจัดทำหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ของเกษตรกร กรณีหนี้เร่งด่วนเสนอ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่ปรับลดจากเดิม 56 ข้อ เหลือเพียง 36 ข้อ เพื่อทำให้ประสิทธิภาพการทำงานมีความรอบคอบ แต่คล่องตัวมากขึ้น

นอกจากหลักเกณฑ์เดิมที่ต้องเป็นหนี้ที่มีสถานะผิดนัดชำระหนี้ขึ้นไป โดยจัดลำดับความเร่งด่วนในให้ความช่วยเหลือ 4 ระดับ คือ หนี้ถูกฟ้องล้มละลาย หนี้ถูกบังคับคดีหรือประกาศขายทอดตลาด หนี้ถูกดำเนินคดี และหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้ว หลักเกณฑ์ใหม่ยังเน้นว่าเกษตรกรที่มีคุณสมบัติที่สมควรให้ความช่วยเหลือและได้รับพิจารณาเป็นอันดับแรก คือ เป็นผู้มีรายได้น้อยกว่า 1 แสนบาท/ปี ถูกฟ้องล้มละลาย หรือเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานในวัยทำงานดูแล เป็นต้น

ดังนั้น หลังจากลงนามในหลักเกณฑ์ของคณะอนุกรรมการจัดทำหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ของเกษตรกรที่แล้ว ก็จะนำมาใช้พิจารณาซื้อหนี้จากเกษตรกร โดยคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลหนี้เกษตรกร จะดำเนินการตรวจสอบรายชื่อเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายตามขั้นตอน ซึ่งจากการรายงานผลการดำเนินงานจากการตรวจสอบข้อมูลหนี้สินเกษตรกรทั้งประเทศจำนวน 465,925 ราย พบว่า มีเกษตรกรที่มาแสดงตัว 245,052 ราย โดยเกษตรกรที่มาแสดงตัวแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนฯ จำนวน 125,301 ราย ที่เหลือไม่ประสงค์รับการช่วยเหลือ

โดยในกลุ่มที่ขอรับความช่วยเหลือนั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว พบว่า มีข้อมูลครบถ้วนจำนวน 64,748 ราย ที่เหลืออยู่ระหว่างตรวจสอบ โดยในส่วนที่ตรวจสอบแล้ว แบ่งเป็น  3 กลุ่มด้วยกัน คือ 1. กลุ่มที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรยินยอมให้ชำระหนี้แทนเกษตรกร จำนวน 871 ราย จาก 2,369 สัญญา มูลหนี้ประมาณ 166 ล้านบาท 2. อยู่ระหว่างจำแนกสถานะหนี้ 58,587 ราย และ 3.จัดการหนี้ได้ตามเกณฑ์ กฟก. 5,261 ราย ซึ่งข้อมูลนี้จะทำให้เราจัดการหนี้ตามความจำเป็นเร่งด่วน โดยเบื้องต้นคาดว่ากลุ่มที่จะเริ่มดำเนินการโดยใช้งบประมาณของ กฟก.ได้ทันที จำนวน 871 ราย ซึ่งคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลหนี้เกษตรกรจะกลับไปพิจารณารายละเอียด และนำเสนอที่ประชุมครั้งต่อไป  รวมถึงการสำรวจข้อมูลหนี้ให้แล้วเสร็จจากกลุ่มที่แจ้งความประสงค์ที่ยังเหลือจากจำนวนทั้งหมด 125,301 ราย คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณ 15 กันยายนนี้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเจรจาซื้อหนี้จากสถาบันการเงินที่มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ เพื่อทำหน้าที่ดำเนินการเจรจากับสถาบันการเงินต่างๆ ที่เป็นเจ้าหนี้ ที่จะต้องมีการหารือร่วมกันในเงื่อนไขและแนวทางปฏิบัติต่างๆ โดยองค์ประกอบของอนุกรรมการฯ ชุดนี้ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และคสช. เป็นต้น โดยจะยกร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวโดยเร็วต่อไป

ระดมปราชญ์ชาวบ้านมุ่งขับเคลื่อนเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294391

ระดมปราชญ์ชาวบ้านมุ่งขับเคลื่อนเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

เกษตรยั่งยืน

ระดมปราชญ์ชาวบ้านมุ่งขับเคลื่อนขยายผลเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

               วันที่ 4 ก.ย.60    นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนโดยใช้กลไกศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน” ระหว่างวันที่ 4 -5 กันยายน 2560 ณ โรงแรมแกรนด์ ทาวเวอร์ อินน์ กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของประเทศ รวมถึงระดมความคิดเห็น เรื่อง การใช้ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านเป็นกลไกการขับเคลื่อนเกษตรกรรม ให้เกิดการขยายผลเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมการสัมมนา ประกอบด้วย ผู้แทนจากศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน  ผู้นำชุมชน  องค์กรพัฒนาเอกชน  ภาคเอกชน  สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ จากแผนพัฒนาการเกษตร ฯ ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาสู่การเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน ไว้ 5,00,000 ไร่  ตามเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 โดยจะให้การสนับสนุนในทุกมิติ  ที่จะทำให้เกิดการขยายผลให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากเดิมไปสู่ระบบการผลิตตามแนวทางของเกษตรกรรมยั่งยืน เช่น เกษตรธรรมชาติ  เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ วนเกษตร เกษตรทฤษฎีใหม่ และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม​ การขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนให้บรรลุเป้าหมาย อาจสำเร็จลุล่วงไปได้ยาก หากขาดกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่  ซึ่งก็คือปราชญ์ชาวบ้าน รวมทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่ๆ เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ปฏิบัติงานในพื้นที่  และภาคประชาสังคมอีกหลายภาคส่วน ที่ต่างมีบทบาทสำคัญช่วยเสริมสร้างให้เกิดพลังการทำงานที่ขับเคลื่อนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสภาพพื้นที่

โครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หรือ “โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน” ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2550จนถึงปัจจุบัน โดยอยู่ภายใต้หลักคิดของการสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้แก่เกษตรกร โดยให้ปราชญ์ชาวบ้าน ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ แนวคิด ภูมิปัญญาและประสบการณ์เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิด และชี้แนะให้เกษตรกรสามารถค้นหาปัญหาของตนเอง รู้สาเหตุที่แท้จริงของปัญหา รวมทั้งหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น จนหลุดพ้นจากความยากจน และพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยมีศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านเข้าร่วมโครงการอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ จำนวน 236 ศูนย์ ฝึกอบรมเกษตรกรแล้วจำนวน338,261 ราย ซี่งจากการดำเนินการที่ผ่านมา พบว่าศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านเป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรให้พึ่งตนเอง และพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนได้

“การสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เกี่ยวกับบทบาทและแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนของแต่ละภาคส่วน ทั้งปราชญ์ชาวบ้าน  ผู้นำชุมชน  เกษตรกรรุ่นใหม่  ภาครัฐ  องค์กรพัฒนาเอกชน  ภาคเอกชน ภาควิชาการ  รวมถึงองค์การมหาชน ซึ่งจะมีการระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนาเกี่ยวกับการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนในระดับพื้นที่ เพื่อนำความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ มากำหนดแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง  สามารถขับเคลื่อนงานเกษตรกรรมยั่งยืน ให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมบรรลุเป้าหมายการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ให้กับภาคเกษตรได้อย่างแท้จริง” นายระพีภัทร์  กล่าว

สำหรับการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนโดยใช้กลไกศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน” ในครั้งนี้ ประกอบด้วย การบรรยายพิเศษ เรื่อง “บทบาทของปราชญ์ชาวบ้านกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยุค 4.0″ และการอภิปรายในเรื่องต่างๆ อาทิ การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในประชาคมโลก ประชาคมอาเซียน และทิศทางของประเทศไทย, บทบาทเครือข่ายภาครัฐ – ประชาสังคมในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน, การขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนจากฐานรากโดยใช้กลไกเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านและประชาสังคม นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานวิจัย เรื่อง การหมุนเวียนธาตุอาหารจากการให้บริการของระบบนิเวศนาข้าวในระบบเกษตรอินทรีย์” และการแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็นเพื่อนำมากำหนดแนวทางการดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรรมในระดับพื้นที่ต่อไป

กรมชลฯเตรียมแผนจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา รองรับน้ำหลาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294380

กรมชลฯเตรียมแผนจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา รองรับน้ำหลาก

กรมชลฯเตรียมแผนจัดการน้ำพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา รองรับน้ำหลาก

              วันที่ 4 กันยายน 2560 นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 28/2560 พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค พร้อม VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานทั้ง 17 แห่ง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ชั้น 3 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ

รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา เผยว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ตั้งแต่วันนี้ คือช่วงวันที่ 4-7 กันยายน 2560 จะมีปริมาณฝนตกหนัก โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคใต้ฝั่งตะวันตก เนื่องจากมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบน และอิทธิพลจากกระแสลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 8-10 กันยายน 2560 ปริมาณฝนจะลดลง

ทั้งนี้กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญต่อสถานการณ์น้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่า ในวันนี้ (4 กันยายน 2560) ปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 สะพานเดชาติวงศ์ จ.นครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำสูงสุดอยู่ที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ปัจจุบันอยู่ที่ 1,876 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) ซึ่งต้องคำนึงถึงเรื่องของการบริหารจัดการน้ำในบริเวณที่ลุ่มต่ำที่มีการเพาะปลูกข้าวและยังไม่ได้มีการเก็บเกี่ยว

โดยกำหนดวันที่ 15 กันยายน 2560 ทุกพื้นที่ทุ่งด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจะต้องเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ ในขณะที่ทุ่งบางระกำเก็บเกี่ยวไปแล้ว 100% สามารถใช้ประโยชน์จากทุ่งบางระกำในการรองรับปริมาณน้ำหลากได้แล้ว และหลังจากนี้กรมชลประทานจะมีการหารือกับทางจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายความมั่นคง กลุ่มผู้ใช้น้ำและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อจัดความสำคัญของทุ่งท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในการลำดับการรับน้ำก่อน-หลัง และความสามารถในการรับปริมาณน้ำ เนื่องจากแต่ละทุ่งมีระยะเวลาในการปลูกข้าวไม่เท่ากัน รวมทั้งจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนและการคมนาคมสัญจรไป-มาของประชาชนในพื้นที่

รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่อื่น ๆ ไม่น่าเป็นห่วง ในส่วนสถานการณ์น้ำในพื้นที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ที่มีการกัดเซาะด้านข้างปากคลองขม ที่รับน้ำจากคลองม่วง เนื่องจากฝนที่ตกหนักบริเวณอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ โดยกรมชลประทานได้ประสานกับมณฑลทหารบกที่ 31 และอบต.ลาดยาว นำรถแบ็คโฮ เครื่องจักร เครื่องมือ Big Bag กรอกกระสอบทราย พร้อมกำลังคน เข้าทำการซ่อมแซมปิดบริเวณปากคลองขม ซึ่งได้ซ่อมแซมจนแล้วเสร็จไปแล้วเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของคืนวันที่ 2 กันยายน 2560 โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร พื้นที่ชุมชน รวมถึงมีน้ำท่วมถนนแต่อย่างใด

โดยในวันนี้ (4 กันยายน 2560) จะทำการเสริมความแข็งเเรงของบิ๊กแบ็ค (Big Bag) ให้เพิ่มมากขึ้น และแม้ว่าสถานการณ์การกัดเซาะปากคลองขม จะเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ได้สั่งการให้ในพื้นที่เตรียมความพร้อมของเครื่องจักร เครื่องมือ และกระสอบทราย พร้อมทั้งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

เดินหน้าเกษตรแปลงใหญ่ จัดงาน”เอ็กซ์โปกล้วยไม้งาม นครปฐม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294295

เดินหน้าเกษตรแปลงใหญ่ จัดงาน”เอ็กซ์โปกล้วยไม้งาม นครปฐม”

 นครปฐมเดินหน้าเกษตรแปลงใหญ่ จัดงาน”เอ็กซ์โปกล้วยไม้งาม นครปฐม”

               นายสุพจน์  ยศสิงห์คำ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า  ทางจังหวัดได้จัดสรรงบประมาณเพื่อให้สำนักงานเกษตรจังหวัดจัดงาน “เอ็กซ์โปกล้วยไม้งาม จังหวัดนครปฐม” ขึ้น  เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากกล้วยไม้ให้มากขึ้น สนับสนุนเกษตรกรที่มีการพัฒนาการผลิตที่ได้คุณภาพ ได้นำผลผลิตที่มีคุณภาพมาประกวดแข่งขัน ทำให้เกษตรกรมีเวทีแสดงศักยภาพการผลิตและเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์กล้วยไม้ในจังหวัดนครปฐมอีกด้วย โดยได้ร่วมกับหน่วยงานจากหลายภาคส่วน เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร และส่วนราชการต่างๆ สมาคม  ชมรม กลุ่มและองค์กรต่างๆในด้านกล้วยไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ เกษตรกรของจังหวัดนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียง  ณ โครงการอุทยานการอาชีพชัยพัฒนา จังหวัดนครปฐม

นายบุญเลี้ยง ข่ายม่าน เกษตรจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จังหวัดนครปฐมเป็นจังหวัดที่มีเกษตรกรปลูกกล้วยไม้มากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งตลาดกล้วยไม้มีทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ละปีสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรปีละหลายพันล้านบาท ขณะเดียวกันเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกล้วยไม้ มีการรวมกลุ่มกันที่เหนียวแน่น ซึ่งทางจังหวัดได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดเข้าไปส่งเสริมเกษตรกรผลิตไม้ตัดดอกและกล้วยไม้เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยจัดทำแปลงใหญ่กล้วยไม้ จำนวน 6 แปลง ในพื้นที่ อำเภอเมือง กำแพงแสน บางเลน และนครชัยศรี  เกษตรจังหวัดได้เข้าไปให้ความรู้ด้านการกำจัดโรคแมลง ศัตรูพืช เพื่อให้กล้วยไม้มีคุณภาพและลดต้นทุนการผลิต  สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และการทำแปลงใหญ่กล้วยไม้ เกินความคาดหมายที่เกษตรกรมีความตื่นตัวในเรื่องนี้ และสามารถพัฒนากล้วยไม้ให้เป็นโปรดักแชมป์เปี้ยนของจังหวัดนครปฐม   ภายในงานยังมีการจัดประกวดกล้วยไม้งาม จำนวน 30 สวน การจัดนิทรรศการความเป็นมาของกล้วยไม้ การจำหน่ายสินค้าจากวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้ซื้อหากลับพร้อมกับการเรียนรู้วิธีการปลูกกล้วยไม้อย่างถูกวิธี พร้อมกับแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เชื่อมโยงกับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดอีกด้วย     เกษตรจังหวัดนครปฐม กล่าว

นายศิริชัย เลี้ยงอำนวย หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐม กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงานมีการจัดประกวดกล้วยไม้หลากหลายสายพันธุ์ทั้งไม้กระถาง ไม้เดี่ยว ไม้ตัดดอกสกุลต่างๆ ทั้งสกุลหวาย แคทลียา แวนด้า เป็นต้น   การประกวดกล้วยไม้จะเป็นแรงกระตุ้นให้เกษตรกรพัฒนากล้วยไม้อย่างต่อเนื่อง เมื่อมีการประกวดเกษตรกรจะต้องคัดพันธุ์กล้วยไม้ตรงความต้องการของตลาด ซึ่งจะสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ส่วนการประกวดไม้ตัดดอก ซึ่งเป็นไม้ที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ จัดประกวด 2 สายพันธุ์ คือ กล้วยไม้สกุลหวาย และ มอคคารา ขณะเดียวกันยังมีการประกวดไม้ตัดดอกที่เป็นไม้หมู่ จำนวนหมู่ละ 50 ต้น และมีการประกวดการจัดสวน แบบเลียนแบบธรรมชาติ แนวความคิดสร้างสรรค์ และการประกวดไม้ดอกไม้ประดับ ด้วย

งาน เอ็กซ์โปกล้วยไม้งามนครปฐม จัดระหว่างวันที่ 4-10 กันยายนนี้   ณ อุทยานการอาชีพชัยพัฒนา ต.บ่อพลับ อ.เมือง จ.นครปฐม   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 083-999-7924, 034-259-613

กรมชลฯเร่งปิดปากคลองขมกันน้ำทะลักท่วมพื้นที่เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294294

กรมชลฯเร่งปิดปากคลองขมกันน้ำทะลักท่วมพื้นที่เกษตร

ลาดยาว

กรมชลฯเร่งปิดปากคลองขมกันน้ำทะลัก ป้องพื้นที่การเกษตรกว่า 1,000 ไร่

           ฝนที่ตกหนักในพื้นที่ป่าแม่วงก์ ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากลงสู่ลำห้วยหลายแห่ง โดยเฉพาะคลองม่วงที่มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น จนกัดเซาะบิ๊กแบ็ค(Big Bag) บริเวณปากคลองขม ทำให้มีน้ำไหลทะลักเข้าไปในคลองขม กรมชลประทาน ได้ร่วมกับกองทัพบกและองค์กรท้องถิ่น ระดมกำลังซ่อมแซมจุดกัดเซาะ ป้องกันน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรกว่า 1,000 ไร่ 

          นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ฝนที่ตกหนักบริเวณอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ส่งผลให้เกิดป่าไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่างบริเวณอ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ทำให้ระดับน้ำในคลองม่วงเพิ่มสูงขึ้น เกิดการกัดเซาะด้านข้างปากคลองขม ที่รับน้ำจากคลองม่วงอีกทีหนึ่ง ซึ่งในช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมา ได้มีการนำบิ๊กแบ็ค(Big Bag) มาปิดบริเวณปากคลองขม เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากคลองม่วงไหลทะลักเข้าไปในคลอง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรกว่า 1,000 ไร่ ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ กรมชลประทาน ได้ประสานกับมณฑลทหารบกที่ 31 และอบต.ลาดยาว นำรถแบ็คโฮ เครื่องจักร เครื่องมือ Big Bag กรอกกระสอบทราย พร้อมกำลังคน เข้าทำการซ่อมแซมปิดบริเวณปากคลองขม เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าคลองให้น้อยที่สุด จนแล้วเสร็จเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. คืนวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา ปัจจุบัน ระดับน้ำในคลองม่วงบริเวณปากคลองขมลดลงแล้ว 80 เซนติเมตร เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร พื้นที่ชุมชน รวมถึงมีน้ำท่วมถนนแต่อย่างใด

           อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์โดยรวมได้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่กรมลประทานยังคงร่วมกับ อบต.ลาดยาว ทำการเสริมความแข็งเเรงของบิ๊กแบ็ค(Big Bag)เพิ่มขึ้น โดยในวันจันทร์ที่ 4 ก.ย. 60 นี้ ทางอบต.ลาดยาวจะดำเนินการจัดหาทรายมาเพิ่มเติมต่อไป สำหรับแผนการแก้ไขปัญหาและป้องกันน้ำท่วมอ.ลาดยาวในปี 2561 นั้น กรมชลประทานมีแผนที่จะดำเนินการก่อสร้างอาคารบริเวณปากคลองขม และในคลองม่วง มีลักษณะเป็นอาคารถาวร ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำของคลองไปบริเวณพื้นที่ด้านท้ายได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต 

เกษตรฯชงครม.ยืดโครงการ 9101 จัดงบ2พันล.ช่วยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294045

เกษตรฯชงครม.ยืดโครงการ 9101 จัดงบ2พันล.ช่วยน้ำท่วม

โครงการ9101

เกษตรฯชงครม.ยืดโครงการ 9101 จัดงบ2พันล.ช่วยน้ำท่วม

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 ก.ย.นี้ กระทรวงเกษตรฯจะเสนอให้พิจารณาขยายระยะเวลาโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ใต้ร่มบารมี ที่หมดระยะดำเนินการแล้วตั้งแต่ส.ค.ที่ผ่านมา และเพิ่มโครงการอีกประมาณ 5,000 โครงการ จากเดิมดำเนินการไปแล้วในเฟสแรก 2.4 หมื่นโครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้รับกระทบจากน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) โดยเฉพาะชาวนาที่นาข้าวเสียหายสิ้นเชิงไม่สามารถปลูกข้าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียว ได้ทันในปีนี้

สำหรับโครงการ 9101 ที่จะเพิ่มเติมขึ้นมาจากเดิม เบื้องต้นคาดว่าจะมีอีก 5,000 โครงการ จึงสั่งให้กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งสรุปข้อมูลพื้นที่ที่ไม่สามารถปลูกข้าวหอมมะลิ เพื่อที่จะได้นำเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายมาเข้าร่วมโครงการ 9101 ให้เร็วที่สุด โดยจะใช้งบประมาณจากเงินในโครงการซึ่งเหลืออยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาท ในการขับเคลื่อนโครงการที่เพิ่มเข้ามา

 ทั้งนี้จากเดิมกระทรวงเกษตรฯตั้งใจจะลงไปช่วยเหลือเกษตรกร โดยนำเงินปัจจุบันเรามีเงิน 2 ส่วน ได้แก่ เงินบริจาคผ่านสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งชดเชยตามระดับความเสียหาย ตั้งแต่ 1 หมื่นบาทขึ้นไป ซึ่งได้ชดเชยให้เกษตรกรไปบางแล้ว ส่วนที่ 2 คือ เงินในงบประมาณของแต่กรม ที่เฉลี่ยงบลงไปเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ส่วนเงินที่จะของบกลางมาทำช่วยเกษตรกรเพิ่มเติม จะทำได้ยากเพราะติดเรื่องระเบียบที่ทับซ้อนกัน เช่นข้าว ก็มีการจ่ายเงินให้เกษตรกรไร่ละ 1,123 บาท เป็นต้น จึงเลือกใช้เงินโครงการ 9101 ซึ่งง่ายที่สุด

เบื้องต้นได้สั่งการให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ เร่งทำสิ่งที่ทำได้ไปก่อนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เช่น การแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ ทดแทนพันธุ์ข้าวไวแสงที่ไม่สามารถปลูกได้ทัน ให้จัดหาเมล็ดพันธุ์ผักแทน ส่วนเกษตรกรปลูกข้าวที่เสียโอกาส โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่พื้นที่เสียหายสิ้นเชิง อยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทาง แต่การชดเชยค่าเสียโอกาสตามที่ตั้งใจไว้แต่แรกเป็นเรื่องยากเพราะซ้ำซ้อนกับระเบียบการให้เงินช่วยเหลือของกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ตามในปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจะขอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ต่ออีกเป็นปีที่ 2 โดยจะมีรายละเอียดต่างจากโครงการแรก เนื่องจากในปีแรก จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้มากกว่าครึ่งของเงินสนับสนุนจึงจ่ายไปกับค่าแรงเยอะเพราะอยากให้เกษตรกรมีรายได้ ปีที่ 2 อยากให้เกษตรกรทำในสิ่งที่ตนเองถนัดสามารถประกอบอาชีพได้ทันที โดยการรวมกลุ่มรูปแบบแปลงใหญ่ ซึ่งรัฐจะเป็นผู้ลงทุนค่าวัสดุ และเครื่องมือต่างๆ และให้เกษตรกรลงทุนเรื่องค่าแรงเอง ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้เกิดความยั่งยืน เนื่องจากพอเกษตรกรมีกำไร ก็จะมีเงินทุนต่อยอดในการประกอบอาชีพต่อไป

ก.เกษตรฯ พอใจความก้าวหน้าการจัดทำข้อเสนอ THAI RICE NAMA

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293933

ก.เกษตรฯ พอใจความก้าวหน้าการจัดทำข้อเสนอ THAI RICE NAMA

nama

ก.เกษตรฯ พอใจความก้าวหน้าการจัดทำข้อเสนอ Thai Rice NAMA

 

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมการข้าวและหน่วยงานภาคีได้รายงานความก้าวหน้าของการจัดทำข้อเสนอและรายละเอียดโครงการ Thai Rice NAMA ต่อคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการที่มี พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน หลังจากที่ไทยได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 โครงการที่มีสิทธิยื่นขอรับการสนับสนุนจาก NAMA Facility ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติที่ได้รับการสนับสนุนทุนจากประเทศเยอรมัน อังกฤษ เดนมาร์กและสหภาพยุโรป โดยโครงการ Thai Rice NAMA ฉบับสมบูรณ์จะต้องยื่นต่อ NAMA Facility ภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 นี้ หากโครงการได้รับอนุมัติจะมีระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ จากสถิติการปล่อยก๊าซมีเทนที่เกิดจากการทำนา ประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 4 ของโลกรองจากประเทศจีน อินเดีย อินโดนิเซีย โดยไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคี “ความตกลงปารีส” ที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 – 25 ภายในปี พ.ศ. 2573 ขณะเดียวกันผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมีค่านิยมที่เปลี่ยนจากการบริโภคข้าวคุณภาพต่ำไปสู่ข้าวคุณภาพสูง ความต้องการข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐานและมาจากกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ชี้ให้รัฐบาล ชาวนาไทย และผู้ประกอบการต้องตระหนักถึงความสำคัญของการผลิตที่ปลอดภัยและมาตรฐานสูง แต่อุปสรรคที่ผ่านมาคือชาวนาไทยขาดแรงจูงใจ ขาดเงินทุนและเทคโนโลยีที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

นางสาวชุติมา กล่าวต่อไปว่า กระทรวงเกษตรฯ พอใจความคืบหน้าของการจัดทำรายละเอียดของคณะทำงาน หากข้อเสนอของเราได้รับคัดเลือก ประเทศไทยจะได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 15 ล้านยูโร หรือประมาณ 570 ล้านบาท เพื่อใช้ในการส่งเสริมการปลูกข้าวที่ถือเป็นมาตรฐานการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน หรือที่รู้จักในนาม SRP (Sustainable Rice Platform) แต่โครงการนี้มีความพิเศษตรงที่จะเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเกิดจากการทำนา อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวของรัฐบาล และถือเป็นมิติใหม่ของภาคการเกษตรของประเทศ ที่จะช่วยเติมเต็มโครงการยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าวต่าง ๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ การผลิตข้าวอินทรีย์และข้าวปลอดภัยมาตรฐาน GAP การผลิตข้าวแบบยั่งยืนตามแนวทาง SRP โดยเมื่อนำโครงการทั้งหมดนี้มาร้อยเรียงกันจะกลายเป็นโร้ดแมปสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเป็นเลิศในการผลิตข้าวมาตรฐานโลก และช่วยยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีและยั่งยืนให้เกษตรกร

การผลิตข้าวตามมาตรฐาน SRP ที่เน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนี้ มีแนวคิดหลักที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1) การส่งเสริมเทคโนโลยีแก่เกษตรกรเพื่อการผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2) การส่งเสริมการบริการและเงินทุนแก่ผู้ให้บริการภาคเอกชนที่ให้บริการเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซ และ 3) การกำหนดนโยบายและการสนับสนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกร โดยจะใช้เทคโนโลยี อาทิ การปรับระดับพื้นที่นาด้วยเลเซอร์   การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การจัดการฟางและตอซัง การจัดการธาตุอาหารพืชและปุ๋ย ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของประเทศไทยเพื่อก้าวสู่ตลาดคาร์บอน (carbon market) ต่อไปในอนาคต

“โครงการ Thai Rice NAMA มีเป้าหมายที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิตให้เกษตรกรรายย่อยในเขตชลประทานภาคกลาง 6 จังหวัด ประกอบด้วย สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง รวมทั้งสิ้น 100,000 ครัวเรือน โดยคาดว่าจะทราบผลประมาณไตรมาสแรกของปี 2561 จึงขอให้ทุกฝ่ายเอาใจช่วยและลุ้นไปกับเราว่าประเทศไทยจะมีข่าวดีสำหรับชาวนาไทยอีกหรือไม่”นางสาวชุติมา กล่าว

ก.เกษตรฯชี้โครงการ “โคบาลบูรพา”เพิ่มปริมาณโคเนื้อและแพะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293894

ก.เกษตรฯชี้โครงการ “โคบาลบูรพา”เพิ่มปริมาณโคเนื้อและแพะ

โคบาลบูรพา

ก.เกษตรฯชี้โครงการ “โคบาลบูรพา”เพิ่มปริมาณโคเนื้อและแพะ

               พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เผยถึงความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการโคบาลบูรพา ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ร่วมกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมชลประทาน และจังหวัดสระแก้ว จัดทำโครงการ “โคบาลบูรพา”เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง โดยปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมไปเลี้ยงปศุสัตว์  โดยส่งเสริมอาชีพปศุสัตว์ให้เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ยึดคืนตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นพื้นที่มีศักยภาพในการเลี้ยงสัตว์ โดยมีเป้าหมายพัฒนาให้จังหวัดสระแก้วเป็นเมืองแห่งปศุสัตว์ “โคบาลบูรพา” ที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งและลักษณะพื้นที่เหมาะสม เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเชื่อมต่อกับประเทศกัมพูชาและเวียดนาม มีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้ออย่างครบวงจร ซึ่งจะสามารถเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออก ลดการนำเข้าเนื้อสัตว์และการเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย และสร้างโอกาสในการผลิตเนื้อโคส่งออกตลาด AEC ในอนาคตต่อไป

ในการดำเนินโครงการดังกล่าว มีระยะเวลา 6 ปี (พ.ศ.2560 – 2565) งบประมาณรวม 970.5 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก คือ 1) ส่งเสริมการเลี้ยงแม่โคเนื้อผลิตลูก โดยอุดหนุนแม่โคเนื้อให้เกษตรกร 6,000 ราย รายละ 5 ตัว รวมแม่โคเนื้อ 30,000 ตัว 2) ส่งเสริมอาชีพเลี้ยงแพะ เพื่อส่งเสริมอาชีพทางเลือกให้เกษตรกรในพื้นที่แห้งแล้ง 3) ส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ สำหรับเกษตรกรผู้ได้รับการส่งเสริมให้เลี้ยงโคเนื้อและแพะ และ 4) ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่/จัดตั้งสหกรณ์ “โคบาลบูรพา”เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่
นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยถึงความคืบหน้าของ “โครงการโคบาลบูรพา” ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการระดับพื้นที่คัดกรองเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯตามเป้าหมายที่วางไว้จำนวน 6,100 ราย ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการคัดเลือกและผ่านประชาคมหมู่บ้านแล้ว จำนวน 3,123 ราย ส่วนที่เหลืออีก 2,977 ราย จะเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2560 นี้ และในส่วนเกษตรกรที่มีคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วน แต่ยังไม่ได้รับการคัดเลือก เพราะผู้สนใจสมัครเกินเป้าหมายที่วางไว้ โครงการจะทำการขึ้นบัญชีไว้ในลำดับต่อไป
ในด้านการดำเนินการจัดสร้างแปลงหญ้าอาหารสัตว์ ได้ดำเนินการ แล้ว 1,020 ราย แปลงพืชอาหารสัตว์จำนวน 3,060 ไร่ ส่วนจัดสร้างคอกโค คอกแพะ และบ่อน้ำ กรมปศุสัตว์ได้รับอนุมัติเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรแล้ว อยู่ระหว่างการโอนเงินให้กับองค์กรเกษตรกร
อย่างไรก็ตามขณะนี้การส่งมอบแม่โคเนื้อ ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 30,000 ตัว อยู่ระหว่างการขออนุมัติกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการการจัดหาสัตว์ ตามระเบียบฯ กฎหมายและหลักเกณฑ์ในการจัดซื้อโดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและโปร่งใส เมื่อผ่านกระบวนการแล้ว โดยครั้งแรกจะเริ่มส่งแม่โคเนื้อให้เกษตรกรใน 3 อำเภอ พร้อมกันในเดือนตุลาคม 2560
สำหรับการจัดตั้งสหกรณ์ “โคบาลบูรพา”เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ได้มีการดำเนินการแล้วใน 7 แห่ง คือ 1) สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาอรัญประเทศ จำกัด 2) สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาวัฒนา จำกัด 3) สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาโคกสูง จำกัด 4) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอวัฒนานคร (คทช.) จำกัด 5) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภออรัญประเทศ (คทช.) จำกัด 6) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกสูง (คทช.) จำกัด 7) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเย็น (คทช.) จำกัด
ทั้งนี้ โครงการนี้ฯ จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งในจังหวัดสระแก้วได้รับการช่วยเหลือฟื้นฟูโดยการเปลี่ยนอาชีพทางการเกษตรอื่นในพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเลี้ยงปศุสัตว์ ให้สามารถประกอบอาชีพปศุสัตว์โดยมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน และการเพิ่มแม่โคเนื้อพันธุ์ดี กว่า 120,000 ตัว ในพื้นที่จังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นจะเป็นการนำร่อง และเพิ่มฐานการผลิตโคเนื้อเข้าสู่ระบบการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตโคเนื้อของภาคตะวันออก เพื่อเป็นที่ต้องการของตลาดประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และประเทศลาวและสู่อาเซียนในอนาคตต่อไป

ก.เกษตรฯเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกอีกระลอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293885

ก.เกษตรฯเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกอีกระลอก

เจ้าพระยา

ก.เกษตรฯเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกอีกระลอก

              พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำภาพรวมทั้งประเทศ ว่า จากการสรุปสถานการณ์พายุและผลกระทบต่อประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงวันที่ 17 กรกฎาคมจนถึงปัจจุบันประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุตาลัส พายุเซินกา หย่อมความกดอากาศต่ำ พายุฮาโต๊ะ และพายุปาข่านั้น ทำให้มีน้ำท่วมขังในหลายจังหวัด ส่งผลให้มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศรวม 50,850 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 68% แต่ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำกรณีมีฝนตกเหนือเขื่อนได้อีก 24,000 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 32% ส่วนการบริหารจัดการน้ำได้เน้นบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและภาคอีสาน โดยบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการระบายน้ำบริเวณท้ายเขื่อน 1,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะไม่กระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกและพื้นที่ในเขตคันกั้นน้ำแน่นอน
ด้านนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมถึงความก้าวหน้าในการดำเนินการใน 2 มาตรการหลัก ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ 1) ได้เร่งการระบายน้ำออกจากเขื่อนเป็นปริมาณวันละ 37 ล้าน ลบ.ม. 2) การหน่วงน้ำในพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งทำให้มีพื้นที่กักเก็บน้ำเพิ่มอีก 24 ล้าน ลบ.ม. โดยพื้นที่เป้าหมายในพื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำ เกษตรกรในพื้นที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเริ่มทำการเพาะปลูกตั้งแต่ 1 เมษายน 2560 ปัจจุบันทำการเพาะปลูกเต็มพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 265,000 ไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 230,000 ไร่ (87%) คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จทั้งหมด ภายใน 5 กันยายน 2560 สำหรับการจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำ 1.15 ล้านไร่ เริ่มทำการเพาะปลูกตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2560 ปัจจุบันทำการเพาะปลูกเต็มพื้นที่และเก็บเกี่ยวแล้ว 649,254 ไร่ (56%) คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จทั้งหมด ภายในปลายเดือนสิงหาคม ถึง 15 กันยายน 2560 ซึ่งถ้าเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จจะมีพื้นที่รับน้ำรวมทั้งสิ้น 1,900 ล้าน ลบ.ม.
สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำชี-มูล ได้เร่งการระบายลงแม่น้ำโขง ในปัจจุบันระบายน้ำ 424 ล้าน ลบ.ม./วัน รวมทั้งการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ คือ 1) ให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์และตรวจสอบระบบชลประทานตลอดเวลา 2) บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด 3) ให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องมืออื่นเตรียมพร้อมในพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมประจำ 4) บูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแจ้งเตือนประชาชน 5) ติดตามสภาพอากาศและการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด 6) เตรียมความพร้อมของเครื่องจักร เครื่องมือ อยู่ในพื้นที่ให้สามารถช่วยเหลือได้ทันที และ 7) วางแผนการจัดจราจรน้ำ