ข้าวนาปีพื้นที่ลุ่มต่ำต.พุคา ลพบุรี รอดน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293880

ข้าวนาปีพื้นที่ลุ่มต่ำต.พุคา ลพบุรี รอดน้ำท่วม

บ้านพุคา

ข้าวนาปีพื้นที่ลุ่มต่ำต.พุคา ลพบุรี รอดน้ำท่วม

วันที่ 30 สิงหาคม 2560 กรมชลประทาน โดยนายพรชัย  แสงอังศุมาลี  ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กรมชลประทาน พร้อมด้วย นายศักดิ์ศิริ  อยู่สุข  ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10  ได้ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมเก็บเกี่ยวข้าวนาปีกับนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพุคา และเกษตรกรในพื้นที่ตำบลพุคา อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ในโครงการ “รวมกันสู้  อยู่อย่างพร้อม” ของมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นพื้นที่นาข้าวบริเวณริมคลองชัยนาท-ป่าสัก ฝั่งซ้ายท้องที่ตำบลพุคา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมักประสบปัญหาน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เกษตรกรในพื้นที่จึงได้เข้าร่วมโครงการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปี ตามนโยบายการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้พื้นที่เพาะปลูกในที่ลุ่มต่ำ สามารถเก็บเกี่ยวได้ทันก่อนฤดูน้ำหลากจะมาถึง ที่สำคัญเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว จะได้ใช้พื้นที่ลุ่มต่ำดังกล่าวเป็นพื้นที่หน่วงน้ำ/รองรับน้ำหลาก(แก้มลิงธรรมชาติ) ทำให้สามารถตัดยอดน้ำและเก็บกักน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ได้ประมาณ 116 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยให้พื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงฤดูน้ำหลากเดือนกันยายน-ตุลาคมของทุกปี
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว นอกจากจะลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมแล้ว  ยังจะทำให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ต่างให้ความร่วมมือร่วมใจเป็นอย่างดี  และมีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมชลประทานเป็นอย่างมากอีกด้วย

กรมชลเผยน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังอยู่ในระดับการควบคุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293841

กรมชลเผยน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังอยู่ในระดับการควบคุม

เขื่อนเจ้าพระยา

กรมชลเผยน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังอยู่ในระดับการควบคุม

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์สภาวะอากาศของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) ได้รับรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า ในช่วงวันที่ 30 ส.ค. – 3 ก.ย. 60 ร่องมรสุมเคลื่อนขึ้นไปพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยจะมีลดลง ส่วนในช่วงวันที่ 4 – 5 ก.ย. 60 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง
สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ

ปัจจุบัน(30 ส.ค. 60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 51,190 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 68 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2559 รวม 13,057 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 27,370 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 53 สามารถรองรับน้ำได้อีก 24,024 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำรวมกัน 14,486 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 58 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 3,524 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 7,790 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 4,266 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 10,385 ล้าน ลบ.ม.
ทั้งนี้ มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม(Upper Rule Curve) 9 แห่ง ดังนี้ เขื่อนกิ่วลม  เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนสิรินธร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนบางพระ อย่างไรก็ตาม มีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ระหว่างร้อยละ 80 – 100 มีทั้งสิ้น 155 แห่ง และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่าระดับเก็บกัก มีจำนวน 80 แห่ง กรมชลประทาน ได้ให้ทุกโครงการชลประทาน บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง โดยลดระดับน้ำในอ่างฯให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ (Rule curve) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ(Inflow) มากกว่าความจุของอ่างฯ รวมถึงอ่างเก็บน้ำที่มีพื้นที่รับน้ำฝนขนาดใหญ่ (Watershed Area) เมื่อมีฝนตกหนักจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมอบหมายผู้รับผิดชอบบริหารจัดการน้ำของแต่ละอ่างฯ ต้องติดตาม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังสถานการณ์เป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถเตรียมการรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ล่าสุด(30 ส.ค. 60)  พบว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 1,835 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีแนวโน้มลดลง ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 3.32 เมตร คาดว่าปริมาณน้ำสูงสุดจะไหลผ่านที่สถานี C.2 ในเกณฑ์ประมาณ 2,014 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 4 ก.ย. 2560 นี้ ในขณะที่ปัจจุบันมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 1,498 ลบ.ม./วินาที โดยบริเวณเหนือเขื่อนได้แบ่งรับน้ำเข้าสู่คลองฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมทั้งสองฝั่งวันละประมาณ 438 ลบ.ม./วินาที ซึ่งกรมชลประทานจะบริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ให้เข้าคลองชลประทานให้มากที่สุดตามศักยภาพของพื้นที่ พร้อมกับทดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในระดับการควบคุม(ไม่เกิน +17.00 เมตร(รทก.))
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่ไหลผ่านมาจากสถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ จะไม่ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายกตัวขึ้นสูงถึงระดับ +17.00 เมตร(รทก.) ดังนั้น การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จึงยังคงอยู่ในอัตราไม่เกิน 1,500 ลบ.ม./วินาที ตามแผนการระบายน้ำที่ได้วางไว้ ซึ่งจะไม่ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำอาจมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยจากปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงสู่แม่น้ำ(Sideflow) ทางด้านท้ายเขื่อนซึ่งจะมีปริมาณน้ำไม่มากนัก สำหรับในช่วงวันที่ 4 – 8 กันยายน 2560 จะเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง มีผลทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงจังหวัดอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร หลังจากวันที่ 8 กันยายน 2560 ก็จะปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ
กรมชลประทาน ได้มีหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา,ปทุมธานี, นนทบุรี, กรุงเทพมหานคร รวมไปถึงอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ให้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดแล้ว

ฝนหลวงเตรียมพร้อมรับมือฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงพฤศจิกายนนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293838

ฝนหลวงเตรียมพร้อมรับมือฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงพฤศจิกายนนี้

ฝนหลวง

ฝนหลวงเตรียมพร้อมรับมือฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงพฤศจิกายนนี้

  

วันที่ 30 สิงหาคม 2560 เวลา 09.30 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ  การบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามสถานการณ์น้ำ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม2560 สถานการณ์น้ำในเขื่อนสำคัญบางเขื่อนของประเทศยังมีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ        และมีความต้องการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อน จำนวน 10 เขื่อน ของแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่             ภาคตะวันตก ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี ภาคตะวันออก ได้แก่ เขื่อน       พระปรง จังหวัดสระแก้ว อ่างเก็บน้ำคลองสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา และเขื่อนพลวง จังหวัดจันทบุรี            ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา และภาคใต้ ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และเขื่อนปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงได้มอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงที่ดูแลพื้นที่ในความรับผิดชอบ ปฏิบัติการเติมน้ำให้กับเขื่อนสำคัญ 10 เขื่อน           ให้สอดคล้องกับความต้องการดังกล่าว เพื่อเตรียมรองรับฤดูแล้งที่จะมาถึงในเดือนพฤศจิกายน 2560 และกำชับให้ระมัดระวังพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังในบางแห่งด้วย

สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงให้กับพื้นที่การเกษตรที่ยังมีการขอรับบริการฝนหลวงในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา ผลการปฏิบัติภารกิจวันที่ 28 สิงหาคม 2560 พบว่า มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณอำเภอปากช่อง สีคิ้ว สูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา และบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคอง และมีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณพื้นที่การเกษตร อำเภอ      พัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ส่วนการปฏิบัติการฝนหลวงทางภาคเหนือในพื้นที่เป้าหมายเขื่อนแม่กวงอุดมธาราและเขื่อนภูมิพล โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดตาก พบว่า มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด อมก๋อย และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนภูมิพล จังหวัดเชียงใหม่ และ    มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณพื้นที่อำเภอสามเงา จังหวัดตาก และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพลตอนล่าง

ทส.เร่งจัดหาแหล่งน้ำบรรเทาปัญหาไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293771

ทส.เร่งจัดหาแหล่งน้ำบรรเทาปัญหาไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง

กรมน้ำบาดาลผนึกกรมอุทยานฯเร่งจัดหาแหล่งน้ำเพื่อเป็นพื้นที่บรรเทาปัญหาไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง ลดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับสัตว์ป่า

สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดปริมาณน้ำฝนมีน้อpกว่าปกติ ทำให้ผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์เสื่อมโทรมลง สัตว์ป่าต้องออกมาหากินนอกพื้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยาวนาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลและกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงร่วมกัน
ฟื้นฟูระบบนิเวศ พัฒนาแหล่งน้ำให้กับสัตว์ป่า และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวดิน ทำให้ระบบนิเวศมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น
ในการนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลและอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการร่วมมือพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อรักษาระบบนิเวศและสัตว์ป่า  โดยมีพลเอกสุรศักดิ์ กาญจนารัตน์ รมว.ทรัพยากรฯให้เกียรติเป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยานระหว่างนายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลและนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งขอบเขตความร่วมมือที่ทั้งสองหน่วยงานจะดำเนินการ ประกอบด้วย 1.ให้ความร่วมมือการดำเนินกิจกรรม พัฒนาระบบนิเวศ แหล่งน้ำ และแหล่งอาหารในพื้นที่
ของโครงการศึกษาการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อรักษาระบบนิเวศและสัตว์ป่า
2.ศึกษาเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันจากประเทศผู้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพลังงานจากแหล่ง
พลังงานความร้อนใต้พิภพ เพื่อประกอบการประเมินศักยภาพ การพัฒนาแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ
3.ร่วมกันหาแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพหรือปรับปรุงแหล่งที่มีอยู่ให้เหมาะสมที่สุดสำหรับการพัฒนาเบื้องต้น และร่วมกันคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในเขตป่าอนุรักษ์ และอยู่ในความรับผิดชอบของ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อรักษาระบบนิเวศและแก้ปัญหาขัดแย้งคนกับสัตว์ป่า
ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงมอบหมายให้ร่วมกันแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยการพัฒนาน้ำบาดาลขึ้นมาเติมให้กับ 4 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เขตรักษาพันธุืสัตว์ป่าห้วยขาแข็งและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอ่างฤาไน รวมถึงให้ความสำคัญในพื้นที่ที่พบปัญหาไฟป่า
พลเอกสุรศักดิ์เปิดเผยถึงการบูรณาการของทั้งสองหน่วยงานในครั้งนี้ว่า กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะดำเนินการเจาะบ่อน้ำบาดาล เพื่อสูบน้ำและกระจายน้ำ โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และน้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาจะถูกส่งผ่านท่อลงไปยังแอ่งกระทะที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดเตรียมไว้ สำหรับน้ำบาดาลส่วนเกินจะล้นและไหลไปเพิ่มความชุ่มชื้นให้ระบบนิเวศโดยรอบ ซึ่งวิธีดังกล่าวจะช่วยลดปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำและแหล่งอาหารของสัตว์ป่า ทำให้สัตว์ป่าที่เคยออกไปหากินนอกพื้นที่ได้กลับเข้าไปอาศัย และดำเนินชีวิตอยู่ในพื้นที่ป่าเช่นเคย ชาวบ้านบริเวณโดยรอบก็จะไม่มีปัญหาขัดแย้งกับสัตว์ป่าอีกต่อไป

ส่วนเรื่องการพัฒนานำน้ำพุร้อนขึ้นมาใช้เป็นแหล่งพลังงานทดแทนให้แก่โรงผลิตไฟฟ้า โรงอบแห้ง ตลอดจนโรงสปาน้ำแร่ธรรมชาติ จะเริ่มดำเนินการใน 3 พื้นที่ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน และอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ก็เป็นการสร้างพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตร
กับสิ่งแวดล้อม และเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

กรมชลคลอดแผนแก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้ง หนุนเขตศก.พิเศษสระแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293751

กรมชลคลอดแผนแก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้ง  หนุนเขตศก.พิเศษสระแก้ว

กรมชลคลอดแผนแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง   หนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้วและพื้นที่ใกล้เคียง  หวังสร้างความสมดุลอย่างยั่งยืน ต่อภาคการเกษตร อุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภค

               ​ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์  รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า  กรมชลประทานได้จัดทำแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำห้วยพรมโหดและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว  เพื่อรองรับการจัดตั้ง  “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว”  ตามนโยบายของรัฐในการนำประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมความมั่นคงของประเทศ  โดยมุ่งเน้นในการการจัดหาและบริหารจัดการน้ำให้เกิดความสมดุลยั่งยืน ต่อภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และอุปโภคบริโภค ทั้งปัจจุบันและอนาคต และป้องกันบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำเช่นกัน
​ทั้งนี้การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว  ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อำเภอวัฒนานคร และอำเภออรัญประเทศ  โดยจะมีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ขึ้นที่ ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ มุ่งเน้นอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร เครื่องมือเกษตร พลาสติก และโลจิสติกส์  จำนวน 660 ไร่ นั้น  พื้นที่ดังกล่าวและพื้นที่ใกล้เคียงยังคงมีพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งและปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก  โดยปัญหาภัยแล้งจะเกิดขึ้นในพื้นที่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง และอำเภออรัญประเทศ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่จะต้องส่งผลผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม  ส่วนปัญหาน้ำท่วมจะเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ  โดยเฉพาะย่านชุมชน และตลาดค้าชายแดน
“ในการศึกษาแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำดังกล่าว  พบว่า หากต้องการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน จะต้องดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำให้เต็มศักยภาพทั้งการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำแห่งใหม่ การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเดิม การก่อสร้างอาคารควบคุมบังคับน้ำ ระบบกระจายน้ำ รวมถึงการผันน้ำมาจากลุ่มน้ำข้างเคียง   โดยมีการกำหนดเป้าหมายแต่ละโครงการไว้ว่า เพื่อการเกษตรหรือการอุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภค  หรือเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว
สำหรับการศึกษาแผนหลักการพัฒนาลุ่มน้ำดังกล่าว มีแผนงานที่สำคัญ 18 โครงการ จะสามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 62 ล้าน ลบ.ม. และยังมีปริมาณน้ำที่ผันจากพื้นที่ลุ่มน้ำใกล้เคียงอีกประมาณ 35 ล้าน ลบ.ม./ปี   มีพื้นที่รับประโยชน์ด้านการเกษตรรวม 68,500 ไร่   โดยแยกเป็นโครงการจัดหาน้ำเพื่ออุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภคในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2 โครงการ คือ โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำคลองพระปรง ซึ่งจะ ได้น้ำใช้การเพิ่มขึ้น 10 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี และโครงการวางท่อผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองพระปรงสู่พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งทั้ง 2โครงการอยู่ระหว่างก่อสร้างอยู่โดยกรมชลประทานและการประปาส่วนภูมิภาค ตามลำดับ
นอกจากนี้ยังมีโครงการเพื่อบรรเทาอุทกภัยพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 3 โครงการ ได้แก่ คลองผันน้ำหลากอ้อมเมืองอรัญประเทศ  โครงการประตูระบายน้ำพร้อมสถานีสูบน้ำปลายคลองพรมโหด และโครงการพนังกั้นน้ำคลองพรมโหด  ส่วนที่เหลือ 13 โครงการ เป็นการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรสำหรับพื้นที่บริเวณใกล้เคียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับการเจริญเติบโตเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต แยกเป็นโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง ก่อสร้างฝาย 2 แห่ง เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม 1 แห่ง และขุดลอกอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง  โดยมีโครงการที่พร้อมจะดำเนินการได้ทันที 1 แห่ง คือโครงการอ่างเก็บน้ำแซร์ออ อำเภอวัฒนานคร ความจุ 2.34 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งกรมชลประทานมีแผนก่อสร้างในปี พ.ศ.2561​
ส่วนอีก 12 โครงการในแผนที่เหลือได้ทำการจัดลำดับความสำคัญของโครงการ และนำมาศึกษาความเหมาะสมและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(IEE) จำนวน 5 โครงการ โดยแบ่งเป็น  โครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและจัดหาน้ำพื้นที่เกษตร 3 โครงการ  และโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ 2 โครงการ
สำหรับโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและจัดหาน้ำพื้นที่เกษตรทั้ง 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยสะโตน อำเภอตาพระยา เป็นอ่างฯขนาดกลางมีความจุ 21 ล้าน ลบ.ม. สามารถบรรเทาปัญหาในพื้นที่แห้งแล้งในเขตอำเภอตาพระยา ประมาณ 10,000 ไร่ อย่างไรก็ตามโครงการนี้จะมีพื้นที่อ่างเก็บน้ำอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตาพระยา ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก    2.โครงการประตูระบายน้ำบ้านคลองยาง ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร ซึ่งเดิมเป็นทำนบดินสร้างปิดลำห้วยพรมโหด แต่ถูกน้ำพัดจนขาดเมื่อปี 2553 ต่อมาได้สร้างเป็นท่อลอดถนน หากก่อสร้างเป็นประตูระบายน้ำคลองยาง จะสามารถกักเก็บน้ำในลำน้ำได้  629,000 ลบ.ม.  โครงการนี้นอกจากจะแก้ปัญหาภัยแล้งแล้วยังสามารถในการบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยได้อีกด้วย
และ3.โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองบัวเหนือ   ปัจจุบันเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กของกรมชลประทานตั้งอยู่ที่ ตำบลหันทราย อำเภออรัญประเทศ มีความจุประมาณ 400,000 ลบ.ม. โครงการนี้จะพัฒนาเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางให้สามารถเก็บกักน้ำได้ 7.65 ล้าน ลบ.ม. โดยการจัดซื้อที่ดินหน้าอ่างฯประมาณ 1,000 ไร่ ขุดเป็นสระขนาดใหญ่ความลึกประมาณ 5 เมตร  พร้อมทั้งปรับปรุงทางระบายน้ำล้นเดิม(spillway) ให้เป็นอาคารระบายน้ำล้นแบบประตูระบายน้ำ  ซึ่งทั้งโครงการประตูระบายน้ำบ้านคลองยาง และโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองบัวเหนือ  สามารถดำเนินการก่อสร้างพร้อมกันได้  เนื่องจากที่ตั้งของโครงการอยู่ในลุ่มน้ำเดียวกันคือ ลุ่มน้ำพรมโหด แหล่งน้ำของเขตเศรษฐกิจพิเศษ สามารถบริหารจัดการน้ำร่วมกันได้
ทางด้าน นายวัลลภ วรนาม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองบัว ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนและอยู่ในพื้นที่นี้มานาน กล่าวว่าในเบื้องต้นหากการพัฒนาจะทำให้คนในชุมชนดีขึ้นก็เห็นด้วยในหลักการแต่ต้องมาพิจารณารายละเอียดของโครงการอีกครั้งว่าจะมีผลกระทบและจะมีแนวทางในการดูแลชาวบ้านที่มีการถือครองที่ดินจำกัดอย่างไร และทุกภาคส่วนการใช้น้ำจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างแท้จริง

​ส่วนโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ 2 โครงการนั้นประกอบด้วย 1.โครงการคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองอรัญประเทศ ซึ่งมีความเหมาะสมมากที่สุดที่จะต้องเร่งดำเนินการ และ2. โครงการประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำปลายห้วยพรมโหด พร้อมพนังป้องกันน้ำท่วม โดยทั้งสองโครงการจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำห้วยพรมโหด โดยเฉพาะบริเวณชุมชนเมืองอรัญประเทศ และย่านการค้าชายแดนได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงได้คัดเลือกทั้งสองโครงการ เพื่อศึกษาความเหมาะสมและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ต่อไป

เตือนระดับน้ำเจ้าพระยาตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293745

เตือนระดับน้ำเจ้าพระยาตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

กรมชลประทาน, SWOC, ลบม, Upper Rule Curve, Rule curve, Inflow, Watershed Area, ระหว่างวันที่ 29 สค – 4 กย 60, รทก, Sideflow

เตือนระดับน้ำเจ้าพระยาตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

            นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์สภาวะอากาศของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) ได้รับรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า ในช่วงวันที่30 ..- 3 .. 60 ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านตอนบนภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และภาคใต้มีกำลังอ่อนลง ทำให้ประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคเหนือ

             สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ล่าสุดวันที่ 29..60 มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 50,850 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ..) คิดเป็นร้อยละ 68 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2559 รวม 12,907 ล้าน ลบ.. เป็นน้ำใช้การได้ 27,031 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ53 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 14,124 ล้าน ลบ..) สามารถรองรับน้ำได้อีก 24,364 ล้าน ลบ.. หรือคิดเป็นร้อยละ 32 ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 14,359 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ58 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม3,496 ล้าน ลบ.. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 7,663 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 42 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้4,167 ล้าน ลบ..) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 10,512 ล้าน ลบ..

            ทั้งนี้ มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม(Upper Rule Curve) 8 แห่ง ดังนี้ เขื่อนกิ่วลม เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนสิริธร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ส่วน อ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ระหว่างร้อยละ 80 – 100 มีทั้งสิ้น 161 แห่ง และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่าระดับเก็บกัก มีจำนวน 66 แห่ง กรมชลประทาน ได้ให้ทุกโครงการชลประทาน บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง โดยลดระดับน้ำในอ่างฯให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ (Rule curve) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ(Inflow) มากกว่าความจุของอ่างฯ รวมถึงอ่างเก็บน้ำที่มีพื้นที่รับน้ำฝนขนาดใหญ่(Watershed Area) เมื่อมีฝนตกหนักจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมอบหมายผู้รับผิดชอบบริหารจัดการน้ำของแต่ละอ่างฯ ต้องติดตาม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังสถานการณ์เป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถเตรียมการรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที

          อย่างไรก็ตามศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้คาดการณ์ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ล่วงหน้า 7 วัน (ระหว่างวันที่ 29 .. – 4 .. 60) โดยการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ พบว่าปริมาณน้ำที่สถานี C.2 .เมืองนครสวรรค์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คาดว่าปริมาณน้ำสูงสุดจะไหลผ่านที่สถานี C.2 ในเกณฑ์ประมาณ 2,014 ลบ../วินาที ในวันที่ 4 .. 2560 นี้ ในขณะที่ปัจจุบันมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 1,498 ลบ../วินาที โดยบริเวณเหนือเขื่อนได้แบ่งรับน้ำเข้าสู่คลองฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมทั้งสองฝั่งวันละประมาณ 398 ลบ../วินาที การทดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ ทำให้ระดับน้ำทางด้านเหนือเขื่อนสูงขึ้นจากเมื่อวาน 12เซนติเมตร อยู่ที่ระดับ +15.99 .รทก.(บริเวณด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาสามารถรับน้ำได้จนถึงระดับ+17.00 เมตร(รทก.))

              ดังนั้น ปริมาณน้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่สถานี C.2 .เมืองนครสวรรค์ ทำให้คาดว่าระดับเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จะไม่ยกตัวขึ้นสูงถึงระดับ +17.00 เมตร(รทก.) การระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จึงยังคงอยู่ในอัตราไม่เกิน 1,500 ลบ../วินาที ตามแผนการระบายน้ำที่ได้วางไว้ ซึ่งจะไม่ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำอาจมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยจากปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงสู่แม่น้ำ(Sideflow) ทางด้านท้ายเขื่อนซึ่งจะมีปริมาณน้ำไม่มากนัก สำหรับในช่วงวันที่ 4 – 8 กันยายน 2560 จะเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง มีผลทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงจังหวัดอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร หลังจากวันที่ 8 กันยายน 2560 ก็จะปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ

              กรมชลประทาน ได้มีหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์, ชัยนาท, สิงห์บุรี,อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา,ปทุมธานี, นนทบุรี, กรุงเทพมหานคร รวมไปถึงอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ให้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดแล้ว

เปิดรับเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูที่ได้รับผลกระทบอุทกภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293624

เปิดรับเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูที่ได้รับผลกระทบอุทกภัย

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ, เปิดรับ, เกษตรกร, เข้าร่วม, โครง, การฟื้นฟู, ที่, ได้รับ, ผลกระทบ, อุทกภัย

เปิดรับเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

 

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการด้านการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้มีมติเห็นชอบมาตรการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรเกษตรกรภายหลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในเขตพื้นที่ตามประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ช่วงวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2560 เพื่อสนับสนุนการสร้างความเข็มแข็งแก่องค์กรเกษตรกร และเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนและผลกระทบจากอุทกภัย ให้ได้รับการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรรมหรือกิจกรรมทางการเกษตร

ซึ่งได้รับความเสียหายจากอุทกภัยนั้น คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ จึงกำหนดให้เปิดรับโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรเกษตรกรภายหลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2560 จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2560 กรอบงบประมาณ 82,018,865 บาท และให้องค์กรเกษตรกรกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ประสงค์จะขอรับการสนับสนุน ยื่นเสนอโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรเกษตรกรภายหลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัยได้ ณ สำนักกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัด ในท้องที่ที่องค์กรเกษตรกรตั้งอยู่ โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และแบบเสนอโครงการที่คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตรกรเฉพาะกิจกำหนด

สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรเกษตรกรภายหลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ประกอบด้วย 1. การสนับสนุนงบประมาณ ประเภทเงินอุดหนุน ให้พิจารณาตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินองค์กรละ 30,000 บาท โดยเกษตรกรสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2. กิจกรรมในโครงการที่เสนอรับการสนับสนุนต้องไม่ซ้ำซ้อนกับกิจกรรมที่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ ของรัฐ และ 3. หลักเกณฑ์การสนับสนุนการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรเกษตรกรภายหลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ ได้แก่ 3.1) ด้านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของกิจกรรมกลุ่ม อาทิ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการปรับเกลี่ยพื้นที่ รวมถึงค่าซ่อมแซมวัสดุ และค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ 3.2) ด้านการแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์การเกษตร โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดหาผลผลิตและผลิตภัณฑ์การเกษตรเพื่อการนำมาแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลผลิต และ 3.3) ด้านการรวบรวมผลผลิตเชื่อมโยงตลาด

9101 ตอบโจทย์ชุมชน เม็ดเงินลงพื้นที่แล้วเกือบ 2 หมื่นลบ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293614

 9101 ตอบโจทย์ชุมชน เม็ดเงินลงพื้นที่แล้วเกือบ 2 หมื่นลบ.

โครงการ9101, สศก, ชุมชนละ 25 ล้านบาท, ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2560, CBO, 987724 ล้านบาท

สศก.แจงความก้าวหน้าโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ไฟเขียวแล้ว 24,168 โครงการ ชุมชนเบิกจ่ายแล้ว 18,925 ล้านบาท คิดเป็น 95% ของวงเงินที่ได้รับการอนุมัติ

             นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินงาน “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” วงเงินงบประมาณ 22,752.50 ล้านบาท ในพื้นที่ 9,101 ชุมชนทั่วประเทศ (ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท)

หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหลัก มีเกษตรตำบลและเกษตรอำเภอร่วมกับชุมชนเพื่อให้งบประมาณได้ลงไปสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง ถูกต้อง และเป็นธรรมที่สุด ซึ่งตั้งแต่เริ่มดำเนินงานโครงการถึงปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมากโดยผลการดำเนินงาน(ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2560) ชุมชนทั้ง 9,101 ชุมชน ได้เสนอโครงการจำนวน 24,760 โครงการ วงเงิน 20,054.62 ล้านบาท

ทางคณะกรรมการฯ ระดับอำเภอ พิจารณาและอนุมัติโครงการแล้ว จำนวน 24,168 โครงการ คิดเป็นวงเงิน 19,867.20 ล้านบาท หรือร้อยละ 99.07 จากวงเงินที่ชุมชนเสนอซึ่งกองจัดทำงบประมาณเขตพื้นที่ (CBO) สำนักงบประมาณ 18 แห่ง ให้ความเห็นชอบแล้วทุกโครงการและโอนเงินงบประมาณลงถึงชุมชนแล้วทุกโครงการ

               ชุมชนได้เบิกจ่ายงบประมาณแล้ว จำนวน 18,924.98 ล้านบาทหรือร้อยละ 95.26 ของวงเงินที่ได้รับการอนุมัติ แบ่งเป็นค่าวัสดุและอุปกรณ์ 9,793.93 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 99.16 ของงบประมาณค่าวัสดุและอุปกรณ์ทั้งหมด (9,877.24 ล้านบาท)  และค่าจ้างแรงงาน 9,131.05 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 91.40 ของงบประมาณค่าจ้างแรงงานทั้งหมด (9,989.96 ล้านบาท) เฉลี่ยค่าจ้างที่ได้รับ 2,650 บาท/คน

ชุมชนต่างๆ ได้ดำเนินกิจกรรมแล้วเสร็จมากกว่าร้อยละ 75 ของแผนและคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณตามแผนที่กำหนดไว้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2560 ซึ่งโครงการ มีกิจกรรมหลักที่ชุมชนได้เสนอตามความต้องการในหลายประเภท จำแนกเป็นด้านต่างๆ ตามสัดส่วน คือ

1) ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ร้อยละ 35.19 จำนวน 8,505 โครงการ งบประมาณ 10,572.39 ล้านบาท เช่น การทำปุ๋ยหมัก จากมูลสัตว์ วัชพืช หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การทำน้ำหมักชีวภาพ (เช่น ชุมชนในอำเภอเมืองจังหวัดนครพนม , อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์) ทั้งนี้ คาดว่าชุมชนที่ทำปุ๋ยจะมีเงินจากการจำหน่ายปุ๋ยประมาณ 3-5 แสนบาท/ชุมชน

2) ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช ร้อยละ 20.87 จำนวน 5,043 โครงการ งบประมาณ 3,157.92 ล้านบาท เช่น การปลูกพืชตระกูลถั่ว พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ เพาะเห็ด หรือทำเกษตรผสมผสาน

3) ด้านปศุสัตว์ ร้อยละ 14.37 จำนวน 3,474 โครงการ งบประมาณ 2,044.07 ล้านบาท กิจกรรม เช่น การไก่พื้นเมือง เพาะเนื้อ หมูหลุม และ เลี้ยงไก่ไข่ (เช่น ชุมชนเลี้ยงไก่ไข่ ตำบลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเลย ทั้งนี้ คาดว่าชุมชนที่จำหน่ายไข่ไก่ จะมีเงินจากการจำหน่ายประมาณ 6-8 แสนบาท/ชุมชน)

4) ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิต และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ร้อยละ 12 จำนวน 2,900 โครงการ งบประมาณ 1,221.43 ล้านบาท เช่น แปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารกล้อง กล้วยตาก ผลิตพริกแกง

5) ด้านประมง ร้อยละ 10.74 จำนวน 2,596 โครงการ งบประมาณ 1,387.27 ล้านบาท เช่น การเลี้ยงปลาดุก การลี้ยงปลานิล การเลี้ยงกบ ในบ่อดิน/ในกระชัง

6) ด้านฟาร์มชุมชน ร้อยละ 3.95 จำนวน 954 โครงการ งบประมาณ 1,007.15 ล้านบาท

7) ด้านการจัดการศัตรูพืช ร้อยละ 1.83 จำนวน 442 โครงการ งบประมาณ 231.51 ล้านบาท เช่น การทำเชื้อราไตรโคเดอร์มา บิวเวอเรีย และราเมตาไรเซียม (เช่น อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์)

8) ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน ร้อยละ 0.88 จำนวน 212 โครงการ งบประมาณ 225.98 ล้านบาท เช่น การปลูกปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า

9) ด้านการเกษตรอื่นๆ ร้อยละ 0.17 จำนวน 42 โครงการ งบประมาณ 16.40 ล้านบาท เช่น การทำตลาดสินค้าเกษตรชุมชน การเลี้ยงโค

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนในชุมชนทั่วประเทศ ประมาณ17,000 ล้านบาท และต่อยอดในกิจกรรมอื่นๆ ต่อไป ซึ่งขณะนี้ มีกองทุนที่เกิดขึ้นอย่างน้อยใน 8,828 ชุมชน (ร้อยละ 97 ที่จะบริหารโครงการให้เกิดรายได้หมุนเวียน)จากโครงการนี้แล้ว

               อย่างไรก็ตาม สศก. ได้ติดตามความก้าวหน้าในพื้นที่ระหว่างดำเนินงานในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาของชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ พบว่า เกษตรกร ร้อยละ 98.76 รับทราบว่าชุมชนได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินโครงการ  ซึ่งเกษตรกรร้อยละ 90.07 ได้มีส่วนร่วมในเวทีชุมชนเพื่อจัดทำโครงการด้วย

ด้านโครงการของชุมชน ร้อยละ 61.11 เป็นโครงการที่เกิดขึ้นใหม่ ร้อยละ 35.32 เป็นโครงการที่ต่อยอดจากกิจกรรมที่ชุมชนทำอยู่ประจำ และร้อยละ 3.57 เป็นโครงการปรับปรุงฟื้นฟูโครงการที่ชุมชนได้เคยทำในอดีต        ส่วนแรงงานของโครงการ ร้อยละ 98.05 เป็นแรงงานภายในชุมชนทั้งหมด ร้อยละ 1.95 มีการใช้แรงงานจากชุมชนข้างเคียง โดยมีอายุเฉลี่ยของแรงงานอยู่ที่ 51 ปี

แหล่งที่มาของวัสดุและอุปกรณ์ ร้อยละ 45.27 จัดหาจากภายในชุมชนเป็นหลัก ร้อยละ 36.32 จัดหาจากนอกชุมชนแต่ยังอยู่ภายในจังหวัด และร้อยละ 18.41 จัดหาจากนอกจังหวัด เช่น เครื่องมือหรือวัสดุอุปกรณ์เฉพาะ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่ไม่มีแหล่งจำหน่ายภายในจังหวัด ทั้งนี้ โครงการของชุมชนจะเน้นการจ้างแรงงานเกษตรกรที่มีรายได้น้อย เน้นการใช้จ่ายวัสดุจากในชุมชนเป็นหลัก เน้นให้มีกิจกรรมที่เกิดผลประโยชน์ต่อเนื่องต่อชุมชน และให้เกษตรกรได้ตื่นตัวที่จะพัฒนาการเกษตรของชุมชน

ภาพรวมเกษตรกร ร้อยละ 96.12 พึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุดต่อโครงการในภาพรวม ส่วนที่เหลือร้อยละ 3.88 พึงพอใจปานกลางและน้อย อย่างไรก็ตามเกษตรกรมีความเห็นว่า ช่วงเวลาในการให้ชุมชนเสนอโครงการนั้นสั้นเกินไป จึงทำให้ยังขาดรายละเอียดหรือความครบถ้วนของโครงการ และช่วงเวลาปฏิบัติงานโครงการอยู่ในฤดูฝนกระทบการทำกิจกรรมบางอย่างไม่สามารถทำได้ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สศก. มีแผนที่จะลงพื้นที่อีกครั้ง ช่วงระหว่างวันที่ 11 – 25 กันยายน 2560 เพื่อประเมินผลด้านบริหารจัดการโครงการของชุมชน ผลลัพธ์ และผลประโยชน์ที่ชุมชนต่างๆ จะได้รับต่อเนื่อง รวมทั้งประเด็นด้านความยั่งยืนของโครงการ และจะรายงานผลให้ทราบในระยะต่อไป

เปิดตลาดอ.ต.ก.ระดมของดีชายแดนใต้25ส.ค.-3 ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293530

เปิดตลาดอ.ต.ก.ระดมของดีชายแดนใต้25ส.ค.-3 ก.ย.นี้

อตก, ของดีจากชายแดนใต้ครั้งที่ 10,  พหลโยธิน , ของดีจากชายแดนใต้, ของดีจาก ชายแดนใต้ครั้งที่ 10, อตก

เปิดตลาดอ.ต.ก.ระดมของดีชายแดนใต้25ส.ค.-3 ก.ย.นี้

             พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงาน “ของดีจากชายแดนใต้ครั้งที่ 10” ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม – 3 กันยายน2560 ณ บริเวณตลาด อ.ต.ก. ( พหลโยธิน ) เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “พื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญ ของไทย ที่มีผลิตผลการเกษตร มีสินค้าพื้นเมือง สินค้าท้องถิ่น ที่เป็นอัตตลักษณ์ของท้องถิ่น ที่มีคุณภาพ และมาตรฐาน ผัก และผลไม้ที่น่าสนใจ หลากหลาย แต่ปัญหาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ได้ส่งผลต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพของประชาชน และต่อเนื่องถึงทางด้านเศรษฐกิจในภาพรวม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีบทบาทในการเข้าร่วมแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ และการจัดกิจกรรม”ของดีจากชายแดนใต้” จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มช่องทางการ จำหน่ายให้กับพี่น้องชายแดนใต้” กิจกรรม “ของดีจากชายแดนใต้”โดยได้เริ่มจัดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2551 และได้รับการตอบรับเป็น อย่างดีโดยได้มีการจัดอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 10

สำหรับกิจกรรม “ของดีจาก ชายแดนใต้ครั้งที่ 10” จะเป็นการรวบรวมสินค้าคุณภาพ ราคาพิเศษ อาทิสินค้าแปรรูป งาน หัตถกรรม จากชาวบ้าน จังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มารวบรวมไว้ ให้ประชาชนที่ สนใจได้จับจ่ายภายในงาน นอกจากนี้ยังมีการ ออกร้านจำหน่ายอาหารพื้นเมือง อาทิ ปลากุเลา ไก่กอ และ ข้าวมันไก่เบตง ใบไม้สีทอง ผลไม้สด ลองกอง ทุเรียน รวมถึงผักพื้นเมือง และกิจกรรมสาธิต การทำหัตถกรรม การแสดงศิลปะพื้นเมือง ฯลฯ

ด้านนายกมลวิศว์แก้วแฝก ผู้อำนวยการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่า “เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาส และเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าให้กับพี่ น้องประชาชน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นที่รับรู้ได้เป็นอย่างดีและเป็นการช่วยเศรษฐกิจของ ชาวบ้านในพื้นที่ให้ดีขึ้น นอกจากนี้ผู้ที่สนใจยังได้มีโอกาสพบปะกับชาวบ้าน และเกษตรกรผู้ผลิต สินค้า ทำให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรกรรม และหัตถกรรมมากขึ้น และท้ายที่สุดผู้ ที่มาจับจ่ายสินค้าภายในงานยังจะได้สินค้าที่มีคุณภาพ และราคาถูกอีกด้วย กิจกรรม “ของดีจากชายแดนใต้ครั้งที่10” จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม – 3 กันยายน 2560 ณ บริเวณตลาด อ.ต.ก. ( พหลโยธิน ) เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

น้อมรำลึกในหลวงร.9ที่ศูนย์ฯพิกุลทอง 22-30 ส.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293529

น้อมรำลึกในหลวงร.9ที่ศูนย์ฯพิกุลทอง 22-30 ส.ค.นี้

น้อมรำลึกในหลวงร.9ที่ศูนย์ฯพิกุลทอง 22-30 ส.ค.นี้

 

                 พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ชมศูนย์ศึกษา พัฒนาความรู้ ดูนิทรรศการ ภายใต้ชื่อ “ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” ณ  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญในการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ซึ่งเป็น 1ใน 6 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษา ค้นคว้า วิจัย ทดลอง และพัฒนาการประกอบอาชีพของเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค ซึ่งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้ทำหน้าที่พัฒนาพื้นที่ดินเปรี้ยวให้สามารถใช้ทำการเกษตรได้ รวมทั้งแสวงหาแนวทางในการพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ให้กับราษฎรได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้จนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยเหตุนี้จึงมีพระราชปณิธานที่จะทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาฯ รวมทั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านต่างๆ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนยิ่งขึ้นสืบไป

การจัดงาน ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์ เป็นความร่วมมือสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหา กรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 30 สิงหาคม 2560 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการจัดนิทรรศการ ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์ เป็นการแสดงผลสำเร็จจากการพัฒนาฯ อาทิ ดิน น้ำ พืช สัตว์ ประมง ฯลฯ นิทรรศการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน การจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ผู้ผลิตพบผู้บริโภค และที่สำคัญยังมีการแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ระดับชั้นมัธยม ศึกษาตอนต้นของโรงเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดแดนภาคใต้

โอกาสนี้ องคมนตรีได้มอบรางวัลเกียรติบัตรแก่ผู้ชนะการประกวดกลุ่มเกษตรกรและเกษตรกรตัวอย่าง
จำนวน 7 ราย พร้อมกับเยี่ยมชมนิทรรศการ และพบปะเกษตรกรที่มาจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งได้สร้างขวัญและกำลังใจให้กับเกษตรกรในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังได้ปลูกต้นราชพฤกษ์เป็นที่ระลึกอีกด้วย ปัจจุบันศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ มีศูนย์สาขา รวม 5 ศูนย์ ได้แก่ โครงการสวนยางพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ สาธิตการปลูกยางพันธุ์ดีและการปลูกพืชแซมสวนยาง โครงการพัฒนาหมู่บ้านปีแนมูดอ สาธิตการจัดการดินและการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการหมู่บ้านปศุสัตว์-เกษตรมูโนะ การพัฒนาด้านการปรับปรุงดิน การปลูกพืช การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา และงานหัตถกรรม โครงการพัฒนาพื้นที่บ้านโคกอิฐ-โคกในและยูโย เป็นการจัดการดินและน้ำในพื้นที่ดินเปรี้ยว เพื่อการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ และโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง และมีผลสำเร็จจากการศึกษา วิจัยที่โดดเด่น จำนวน 17 เรื่อง อาทิ แกล้งดิน การปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดเพื่อปลูกข้าวหอมกระดังงา การปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่พรุ การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ดินเปรี้ยว ฯลฯ

หลังจากนั้น คณะองคมนตรี ได้เดินทางไปยังโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลุ่มน้ำบางนราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามการดำเนินงานและรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน พร้อมกับเยี่ยมและพบปะราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลุ่มน้ำบางนราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ลุ่มน้ำบางนรา ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเค็ม น้ำเปรี้ยว อย่างครบวงจร ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ทำการพัฒนาทั้งลุ่มน้ำ มีแม่น้ำบางนราเป็นแม่น้ำหลักของจังหวัดนราธิวาส พื้นที่ลุ่มน้ำทอดตัวขนานไปตามชายฝั่งทะเลตะวันออกยาว 60 กิโลเมตร พื้นที่รับน้ำ 1,383.79 ล้านลูกบาศก์เมตร แม่น้ำบางนราไหลผ่านอำเภอเมืองและอำเภอตากใบ ออกทะเลสองทาง ได้แก่ ไหลออกอ่าวไทยตรงปากแม่น้ำที่อำเภอเมืองนราธิวาส และไหลลงสู่แม่น้ำโก-ลก บริเวณอำเภอตากใบ เป็นเขตแดนระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย

นอกจากนี้ยังมีลำน้ำสาขาหลายสาย ได้แก่ คลองยะกัง คลองโต๊ะเจ๊ะ คลองจวบ และคลองสุไหงปาดี โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางนราฯ มีพื้นที่โครงการรวมประมาณ 141,044 ไร่ มีพื้นที่ที่สามารถพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทานได้ 68,294 ไร่ ปัจจุบันมีการพัฒนาพื้นที่เกษตรชลประทานไปเพียง 36,465 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 45 ซึ่งจากการดำเนินงานโดยการก่อสร้างประตูระบายน้ำปิดกั้นปากแม่น้ำบางนรา 2 แห่ง ได้แก่ ประตูระบายน้ำบางนราตอนบนและประตูระบายน้ำบางนราตอนล่าง สามารถอำนวยประโยชน์ในการป้องกันน้ำเค็มไม่ให้ไหลเข้าไปในแม่น้ำบางนราและกักเก็บน้ำจืดไว้ใช้สำหรับการเกษตรและการอุปโภคบริโภค และบรรเทาอุทกภัยในยามน้ำหลาก นอกจากนี้ยังได้ก่อสร้างระบบชลประทานโดยการสูบน้ำและระบบชลประทานแบบอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก ในเขตพื้นที่ซึ่งสามารถส่งน้ำไปช่วยเหลือการเพาะปลูกได้ พร้อมก่อสร้างคลองและคูส่งน้ำในบริเวณพื้นที่ต่างๆ ที่เหมาะสม ส่วนงานระบบระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง  มีการก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารบังคับน้ำเพื่อช่วยปรับปรุงพื้นที่ให้สามารถใช้ทำการเกษตรได้