เตือน4จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา พร้อมรับมือ‘น้ำเหนือ’ทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293526

เตือน4จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา พร้อมรับมือ‘น้ำเหนือ’ทะลัก

บางบาล-บางไทร, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลบมวินาที, PAKHAR, กนช

เตือน4จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา พร้อมรับมือ‘น้ำเหนือ’ทะลัก

             กรมชลฯ เตือน 4 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา เร่งขนของขึ้นที่สูงพร้อมติดตามข่าวสารใกล้ชิด หลังมวลน้ำจากภาคเหนือกำลังมุ่งหน้าสู่ภาคกลาง หวั่นเขื่อนเจ้าพระยารับมือไม่ไหว ขณะที่หลายพื้นที่ภาคเหนือยังรับผลกระทบหนัก “แม่ฮ่องสอน”ถนนขาดหลายเส้นทาง ขณะ“ลำปาง”ทหารต้องเข้าช่วยอพยพสิ่งของ เผยเร่งเสนอแผนแก้น้ำท่วม-แล้งทั้งระบบทั่วประเทศ

            นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 12 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 27 ส.ค.60 ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในภาคเหนือส่งผลให้เขื่อนเจ้าพระยาต้องรับปริมาณน้ำจากแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน เพิ่มขึ้นจากเดิม 37 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที(ลบ.ม./วินาที) ซึ่งเขื่อนเจ้าพระยาสามารถรักษาการระบายน้ำลงท้ายเขื่อนได้แค่อยู่ที่ 1,498 ลบ.ม./วินาที จึงจำเป็นต้องระบายเข้าสู่คลองต่างๆ ทางตะวันออกและตะวันตกอีก 2 ทางด้วย

            ทั้งนี้ ระดับน้ำดังกล่าวจะทำให้ปริมาณน้ำท้ายเขื่อนบริเวณ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท คาบเกี่ยวต่อเนื่องไปถึงจ.สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา จะมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามไปด้วย ดังนั้นบ้านเรือนประชาชนที่ปลูกอาศัยอยู่นอกคันกั้นน้ำชลประทานจะได้รับผลกระทบ ขอให้เตรียมความพร้อมขนสิ่งของไว้ที่สูงไว้ก่อน และติดตามรับฟังการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง

              ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่าในระยะนี้ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนตกชุก และมีฝนตกหนักบางพื้นที่โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

                ทั้งนี้ เป็นอิทธิพลจากร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรง ส่วนพายุโซนร้อนปาข่า (PAKHAR) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีแนวโน้มจะเคลื่อนไปทางเกาะไหหลำ ประเทศจีน ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย

               ส่วนจ.ลำปางในวันเดียวกัน นายย้าย ฮาวคำฟู นายกเทศบาลตำบลปงยางคก อ.ห้างฉัตร ต้องเร่งนำเจ้าหน้าที่เข้าให้ให้การช่วยเหลือชาวบ้านจำ ม.6 บ้านข่วง ม.10 และบ้านปงเหนือ ม.8 ต.ปงยางคก ขนย้ายข้าวของเครื่องใช้ไว้บนที่สูงหลังจากในพื้นที่เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้น้ำในลำห้วยแม่ตาลไหลเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร พื้นที่ไร่นา เป็นบริเวณกว้างระดับน้ำสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ถนนหลายเส้นรถไม่สามารถผ่านได้

                ที่จ.นครสวรรค์ ฝนที่ตกหนักทำให้น้ำท่วมผิวจราจรในทางหลวงหมายเลข 225 เกยไชย – ศรีมงคล ชี้ระดับน้ำบนผิวจราจร 42 ซม. รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ ส่วนในทางหลวงหมายเลข 11 น้ำสาดเหนือ – หนองกลับ ระดับน้ำบนผิวจราจร 30 ซม. แขวงทางหลวงนครสวรรค์ที่ 2 ต้องติดตั้งป้ายเตือนน้ำท่วมและอำนวยความสะดวกการจราจร

                นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าขณะนี้ได้เร่งเสนอแผนงานแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ โดยกรมชลฯเดินหน้าแผนบูรณาการน้ำ 9 แผนงานป้องกันอุทกภัยลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างทั้งฝั่งตะวันตก-ฝั่งตะวันออก วงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ที่ผ่านเห็นชอบแล้วจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.)ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เช่น ฝั่งตะวันตก ขุดคลองสายใหม่บางบาล-บางไทร จะผันน้ำจากช่วงลำน้ำที่แคบที่สุด ก่อนเข้าเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา จะเป็นทางผันน้ำเลี่ยงเมือง ระยะทางยาว 23 กม. กว้าง 230 เมตร ดำเนินการปักหลักเขตแนวคลอง อีก6-7 เดือนข้างหน้า เนื้อที่ 3.6 พันไร่

                  โดยจะขออนุมัติ ครม.เปิดโครงการในกลางเดือนก.ย. เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี มีการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่ เขื่อนพระนครศรีอยุธยา ทำหน้าที่ทดน้ำมาเข้าคลองบางบาล-บางไทร

                   ส่วนแผนน้ำฝั่งตะวันออก ขยายคลองชัยนาท-ป่าสัก ระยะทางยาว120กม.เริ่มปี2561 และ โครงการขุดคลองสายใหม่ ป่าสัก -อ่าวไทย 600 ลบ.ม.ยาว130 กม. รวมทั้งขุดคลองใหม่เป็นฟัดส์ไลด์เวอร์ชั่น เรียกว่าคลองเจ้าพระยาสอง ขนานวงแหวนขั้นที่3 จากก่อนจุดบรรจบแม่น้ำน้อยกับแม่น้ำเจ้าพระยาลงอ่าวไทย

                 สำหรับพื้นที่ภาคอีสาน จะมีการปรับโครงการป้องกันอุทกภัย-ภัยแล้ง วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท ระยะเร่งด่วนปี 2561-2562 มี 300 กว่าโครงการ ขณะที่ปัญหาเขื่อนลำตะคอง ที่มีน้ำไม่ถึง30% นั้น ในระยะ10ปีข้างหน้า จังหวัดเสนอโครงการเจาะอุโมงค์ผันน้ำจากเขื่อนป่าสัก -ลำตะคอง วงเงิน 4 พันล้านบาท โดยสามารถก่อสร้างได้ปี 2563

                 นอกจากนี้จะมีอุโมงค์เจาะรอดเขาดงพระยาเย็น กว้าง 3 เมตร ยาว 25 กม. ท่อส่งน้ำ 40 กว่ากม.สูบน้ำยกขึ้น พักที่อ่างหมวกเหล็ก และพัฒนาล้ำน้ำมูล ลำเชียงไกร วงเงิน 1.6 พันล้านบาท พัฒนาระบบชลประทานท้ายลำตะคอง ก่อนเข้าตัวเมืองโคราช เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอ.เมือง  รวมทั้งยังได้เสนอแผนแก้น้ำท่วม-แล้ง จ.อุบลราชธานีทั้งระบบ และเดินหน้าโครงการผันน้ำ โขง- เลย- ชี -มูล ที่มีพื้นที่เกษตร ต้องการน้ำ 33ล้านไร่ วงเงิน 1.8 ล้านๆบาท ระยะยาว 20 ปี โดยจะดำเนินการเฟสแรก 1.69 ล้านไร่ วงเงิน 1.5 แสนล้าน ปลายปี 2562 จะเริ่มโครงการ โดยเน้นเติมน้ำ3 เขื่อน คือเขื่อนลำปาว และอุบลรัตน์ ห้วยหลวง

“ปทุมธานี”โชว์อลังการเปิดตลาด “สินค้าเกษตรปลอดภัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293417

“ปทุมธานี”โชว์อลังการเปิดตลาด “สินค้าเกษตรปลอดภัย”

“ปทุมธานี”โชว์อลังการเปิดตลาด “สินค้าเกษตรปลอดภัย”

              “จังหวัดปทุมธานี” ระดมพลเกษตรกร-ผู้ประกอบการเข้ากรุงจัด “มหกรรมสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย”  28 สิงหาคม – 1 กันยายน ที่อาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ โชว์ศักยภาพการเสริมสร้างความเข้มแข็งระบบอาหารปลอดภัยอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางจากผู้ผลิต ถึงปลายทางผู้บริโภค พบผลผลิตคุณภาพจากแปลง GAP และสินค้าแปรรูประดับมาตรฐานกว่า 250 ร้านค้า พร้อมร่วมกิจกรรมเสริมความรู้การปลูกผักในโรงเรือน ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์           การทำฮอร์โมนไข่แบบง่าย สบู่ทำมือ และการทำดอกไม้จันทน์-ดารารัตน์ ตลอด 5 วันของการจัดงาน
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า จังหวัดปทุมธานี เตรียมจัดงาน“มหกรรมสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย (Q) จังหวัดปทุมธานี”  ในระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 1 กันยายน 2560 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดแก่สินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง รวมทั้งเพื่อกระตุ้นประชาชนให้เกิดความตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีปนเปื้อนในสินค้าและอาหารประเภทต่างๆ
งาน “มหกรรมสินค้าและอาหารปลอดภัย (Q) จังหวัดปทุมธานี” ครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดปทุมธานี ภายใต้วิสัยทัศน์ “ปทุมธานี เป็นเมืองสิ่งแวดล้อมสะอาด อาหารปลอดภัย แหล่งท่องเที่ยว เรียนรู้และพักผ่อนหย่อนใจของอาเซียน สังคมอยู่เย็นเป็นสุข” ซึ่งไม่เพียงจะมุ่งพัฒนาสิ่งแวดล้อมสะอาดเพื่อให้สอดรับกับการเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนในของอาเซียนแล้ว ยังมุ่งเน้นเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคทั่วไป
“ปัจจุบัน วิถีการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนไปในเรื่องการรักษาสุขภาพ มุ่งแน้นการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย ซึ่งตรงกับแนวทางพัฒนาของจังหวัดอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมาได้กำหนดยุทธศาสตร์เสริมสร้างความเข้มแข็งระบบอาหารปลอดภัยอย่างครบวงจร เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานความปอลดภัย ตั้งแต่ต้นทางที่เกษตรกรจนถึงปลายทาง คือผู้บริโภค โดยได้ดำเนินโครงการสำคัญหลายโครงการ เช่น โครงการ Clean Food Good Taste, โครงการตลาดสดน่าซื้อ, โครงการการรับรองแหล่ง

จำหน่ายสินค้าที่ได้มาตรฐาน (Q) โดยเฉพาะการสนับสนุนเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม หรือ GAP (Good Agriculture Practices) เพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่าผลผลิตที่ไปถึงประชาชนผู้บริโภคจะมีคุณภาพและความปลอดภัยอย่างแท้จริง โดยในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี มีศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปทุมธานี ตั้งอยู่ที่หมู่ 13 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง ทำหน้าที่ให้ความรู้การฝึกอบรมเกษตรด้าน GAP โดยเฉพาะ ปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่ได้ปฏิบัติและผ่านการตรวจรับรองตามมาตรฐาน GAP เป็นจำนวนมาก”
รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวต่อว่า สำหรับจุดเด่นของการจัดงานครั้งนี้ คือ การนำเสนอการจัดวางตำแหน่งสินค้าการเกษตรของจังหวัดปทุมธานีในเรื่องอาหารปลอดภัย โดยได้ระดมสินค้าจากเกษตรกรและผู้ประกอบการแปรรูปสินค้าที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย จำนวน 250 ราย มาออกร้านจำหน่ายให้ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดแสดงนวัตกรรมการปลูกพืชในระบบโรงเรือน การปลูกพืชไร้ดิน เพื่อการรักษาคุณภาพของผลผลิต การจัดแสดงกระบวนการปลูกพืชผักตามระบบ GAP (Good Agriculture Practices) ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมแปลง การดูแลรักษา จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้ได้ใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยตามเกณฑ์ รวมทั้งยังได้เตรียมกิจกรรมความรู้ต่างๆ เช่น การปลูกพืชสวนครัวในภาชนะแบบต่างๆ  การสอนอาชีพ เช่น การทำดอกไม้จันทน์ดารารัตน์ สบู่ทำมือ การทำอาหารสำหรับพืชฮอร์โมนไข่แบบง่ายๆ การปลูกพืช การต่อกิ่ง การสาธิตเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ
“ผมจึงใคร่ขอเชิญชวนประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงมางานนี้ งานที่ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาดกับการมาเข้าเยี่ยมชมงานมหกรรมสินค้าและอาหารปลอดภัย จังหวัดปทุมธานี ในระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 1 กันยายน 2560 นี้ ที่อาคารบี ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นโอกาสที่ท่านจะได้สัมผัสกับสินค้าคุณภาพจากแหล่งผลิตมาตรฐานจากแหล่งผลิตคุณภาพของจังหวัดปทุมธานีเท่านั้น แต่ยังจะเป็นการช่วยสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร ในการผลิตสินค้าปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องและแพร่หลายมากขึ้นต่อไป” รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าว

แจ้งเตือนแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น จากอิทธิพลพายุปาข่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293400

แจ้งเตือนแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น จากอิทธิพลพายุปาข่า

แม่น่้ำน่าน, จากอิทธิพลพายุปาข่า, 25 สค 60, 26 สค 60, รทก, รสม, ตลิ่ง 950 เมตร, ระดับตลิ่ง 7 เมตร, ปาข่า

แจ้งเตือนแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น จากอิทธิพลพายุปาข่า

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าจากข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้ติดตามสภาพฝนในพื้นที่ภาคเหนือ พบว่าที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่าน มีฝนตกหนักในช่วงกลางดึกของคืนที่ผ่านมา(25 ส.ค. 60) โดยจังหวัดเชียงรายเกิดฝนตกหนักบริเวณอำเภอแม่สาย วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 139 มิลลิเมตร ทำให้มีน้ำไหลหลากลงสู่แม่น้ำมะ แม่น้ำสายก่อนจะไหลไปรวมกันที่แม่น้ำรวก และไหลลงสู่แม่น้ำโขงตามลำดับ ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งบริเวณตำบลเวียงพางคำ ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
สำหรับจังหวัดน่าน ฝนที่ตกหนักในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา(25 ส.ค. 60) ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนบริเวณอำเภอทุ่งช้า วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 95.88 มิลลิเมตร และวันนี้(26 ส.ค. 60)วัดได้สูงสุด 77.9 มิลลิเมตร  ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้ประเมินสถานการณ์น้ำในแม่น้ำน่าน พบว่าบริเวณสถานี N.64  บ.ผาขวาง อ.เมืองน่าน ระดับน้ำอยู่ที่ 5.68 เมตร(รทก.) ปริมาณน้ำไหลผ่าน 621.2 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่ำกว่าตลิ่ง 3.82 เมตร โดยคาดว่าระดับน้ำสูงสุดจะอยู่ที่ระดับ 5.80 – 5.85 เมตร(รสม.) ปริมาณน้ำ 650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่ำว่าตลิ่ง 3.65 เมตร(ตลิ่ง 9.50 เมตร) ในช่วงเวลาประมาณ 16.00 – 19.00 น.วันนี้(26 ส.ค. 60) และคาดว่าหลังเวลา 19.00 น. ปริมาณน้ำจะเริ่มลดลง ส่วนที่สถานี N.1 หน้าสำนักงานป่าไม้น่าน ในเขตอ.เมืองน่าน  มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 587.0 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อยู่ที่ระดับ 4.40 เมตร(รสม.) ต่ำกว่าตลิ่ง 2.60 เมตร และคาดว่าระดับน้ำจะสูงสุดที่ 4.70 – 4.75 เมตร(รสม.) ปริมาณน้ำไหลผ่าน 650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่ำกว่าตลิ่ง 2.25 เมตร(ระดับตลิ่ง 7 เมตร)  ในช่วงเวลาประมาณ 01.00 – 04.00 น.ของวันที่ 27 ส.ค. 60 จากนั้นคาดว่าหลังเวลา 04.00 น. ปริมาณน้ำจะเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนที่จะตกลงมาอีก จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “ปาข่า” ในช่วง 27- 28 ส.ค. นี้ กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานในพื้นที่ รายงานสถานการณ์น้ำต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน ให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ยังได้ให้ทุกโครงการชลประทาน เตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำ เข้าไปประจำในพื้นที่เสี่ยงภัยที่จะเกิดน้ำท่วม เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันต่อเหตุการณ์ จึงขอให้ประชาชนติดตามสภาวะอากาศและสถานการณ์น้ำในระยะนี้อย่างใกล้ชิดต่อไปด้วย

กรมชลฯ เตรียมพร้อมรับมือพายุ“ปาข่า” 27-28 ส.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293389

กรมชลฯ เตรียมพร้อมรับมือพายุ“ปาข่า” 27-28 ส.ค.นี้

26 สค60, พายุป่าข่า, กรมชลฯ, 27-28, สคนี้, ปาข่า, PAKHAR, Himawari

กรมชลฯ เตรียมพร้อมรับมือพายุ“ปาข่า” 27-28 ส.ค.นี้

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ผลจากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้ติดตามสภาวะอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า พายุโซนร้อน “ปาข่า” (PAKHAR) ที่เคลื่อนตัวอยู่บริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ และกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือค่อนไปทางทิศตะวันตกเล็กน้อยด้วยความเร็วประมาณ 20 กม./ชม. คาดว่าจะเลื่อนผ่านประเทศฟิลิปปินส์ ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนกลางในวันที่ 26 ส.ค.60มีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปทางเกาะไหหลำ ประเทศจีน และประเทศเวียดนามตอนบน ในช่วงวันที่ 27-28 ส.ค.60 ซึ่งในระยะแรกจะยังไม่มีผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย แต่เมื่อพายุนี้เคลื่อนเข้าใกล้ประเทศเวียดนามตอนบนจะทำให้ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางพื้นที่
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม(Himawari) เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 25 ส.ค. 60 ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่ากลุ่มเมฆฝนกำลังแรงบริเวณ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี เพชรบูรณ์ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร บึงกาฬ นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ปราจีนบุรี สระแก้ว ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ระยอง จันทบุรี ตราด สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช อาจมีผลให้เกิดฝนตกหนักมากกว่า 50 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นไป
กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานทุกโครงการ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วยการกำชับเจ้าหน้าที่ ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ตรวจสอบระบบและอาคารชลประทาน ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ และให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด สำหรับพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมเป็นประจำ ให้ติดตั้งเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำ ประจำไว้ในพื้นที่ด้วย
ในกรณีที่มีแนวโน้มจะเกิดภาวะวิกฤติน้ำท่วมหรือน้ำเอ่อล้นตลิ่งในแม่น้ำสายหลัก โครงการชลประทานในพื้นที่ จะรายงานสถานการณ์น้ำต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน ให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังได้ให้ทุกโครงการชลประทาน เตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำ เข้าไปประจำในพื้นที่เสี่ยงภัยที่จะเกิดน้ำท่วม เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันต่อเหตุการณ์ จึงขอให้ประชาชนติดตามสภาวะอากาศและสถานการณ์น้ำในระยะนี้อย่างใกล้ชิดต่อไปด้วย

ดันงานวิจัยไทยเพิ่มขีดความสามารถในงานมหกรรมงานวิจัยฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293336

ดันงานวิจัยไทยเพิ่มขีดความสามารถในงานมหกรรมงานวิจัยฯ

ดันงานวิจัยไทยเพิ่มขีดความสามารถในงานมหกรรมงานวิจัยฯ

งาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2560 Thailand Research Expo 2017เป็นกิจกรรมสาคัญที่สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. จัดขึ้นเป็นประจาทุกปี ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ และองค์กรต่าง ๆ ทุกภาคส่วน โดยในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 12 ระหว่างวันที่ 23 – 27 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2560 (Thailand Research Expo 2017)” เป็นเวทีระดับชาติ ที่นาเสนอผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมการวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงบูรณาการ องค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม ชุมชน และพาณิชย์/อุตสาหกรรม โดยเริ่มจัดครั้งแรกเมื่อปี 2549 ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ สาหรับในปีนี้ได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการน้อมราลึกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งการวิจัยไทย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ นิทรรศการผลงานวิจัยและกิจกรรมการวิจัยจากหน่วยงานในระบบวิจัย ภายใต้ 7 ประเด็นกลุ่มเรื่องวิจัย ได้แก่ งานวิจัยเพื่อความมั่งคง งานวิจัยเพื่อการเกษตร งานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม งานวิจัยเพื่อสังคม งานวิจัยเพื่อการแพทย์และสาธารณสุข งานวิจัยเพื่อพลังงาน และงานวิจัยเพื่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ร่วมด้วย “ผลงานวิจัยเชิงศิลปะ” และ “ผลงานวิจัยตอบโจทย์วิจัยเชิงพื้นที่” นิทรรศการผลิตผลองค์ความรู้การวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชุมชนสังคม (Research for Community) นิทรรศการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา การประชุม/สัมมนาในหลากหลายประเด็น กิจกรรม Highlight Stage เป็นการนาเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นที่น่าสนใจ กิจกรรม Thailand Research Symposium 2017 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยในสาขาวิชาการต่าง ๆ ได้มีโอกาสนาเสนอผลงานวิจัยที่มีคุณภาพต่อผู้สนใจและผู้ใช้ประโยชน์ กิจกรรม Research Clinic เป็นการให้คาปรึกษาในเรื่องของการวิจัย Thailand Research Expo 2017 Award การมอบรางวัลให้แก่หน่วยงานที่เสนอนิทรรศการผลงานวิจัยได้อย่างมีความโดดเด่น และมีคุณภาพ กิจกรรมประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา 2560 เป็นการส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษาในทุกระดับจากสถาบันอุดมศึกษา ได้บ่มเพาะความรู้และแรงบันดาลใจในการพัฒนานวัตกรรมได้นาเสนอผลงานนวัตกรรมและประกวดแข่งขัน การจัดแสดงและจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากภาคเอกชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น การแสดงและจาหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโครงการในพระราชดาริ

ซึ่งนอกจากกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ยังได้มีการลงนามความร่วมมือในการผลักดันผลงานวิจัยที่เสร็จสิ้นแล้วไปสู่การใช้ประโยชน์ที่กว้างขวาง อาทิ การลงนามความร่วมมือระหว่าง วช. กับบริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่นจากัด (มหาชน) เพื่อการนาผลงานประดิษฐ์คิดค้นของนักวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ การลงนามความร่วมมือในการดาเนินโครงการ Innovation Hub กับสานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษา 9 แห่ง เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐาน

วช.เสวนาวิจัยไขปัญหาเพื่อยุทธศาสตร์พื้นที่นำร่อง ภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293324

วช.เสวนาวิจัยไขปัญหาเพื่อยุทธศาสตร์พื้นที่นำร่อง ภาคอีสาน

วช.เสวนาวิจัยไขปัญหาเพื่อยุทธศาสตร์พื้นที่นำร่อง ภาคอีสาน

               วันที่ 25 สิงหาคม 2560 เวลา 09.00 น. ณ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2560 โดยมีนางสาววิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินรายการ และ นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายพรเทพ ศักดิ์สุจริต ประธานสภาอุตสาหกรรม กลุ่มตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยณรงค์ นาวานุเคราะห์ รองประธานเครือข่ายวิจัยภูมิภาค นายวิพัฒน์ วงษ์ซารี ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู และนายเดชา อนันต์อิทธิ อาจารย์ศูนย์การศึกษา จังหวัดอุดรธานี ร่วมบรรยาย
นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า จังหวัดอุดรธานีเป็นศูนย์กลางจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนที่มีความพร้อมสูงสุดในการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว การค้า      การลงทุน ซึ่งถือว่าเป็นเมืองอัจฉริยะชั้นยอด Super smart city มีความพร้อมของสถานที่ท่องเที่ยว ภาคบริการต่าง ๆ มีเส้นทางที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน การขนส่ง ในภาคการเกษตรมีข้าวที่ดี เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียวที่ติดอันดับ การพัฒนาการนำอ้อยมาผลิตเอทานอล ทำอาหารสัตว์ และใบนำมาทำพลังงานเชื้อเพลิง การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นอันดับ 2 รองจากภาคเหนือ การปลูกยางพารา การปลูกกล้วยหอมทอง การเลี้ยงโคเนื้อ กระบือ โคขุน การพัฒนาพืชไร่ ข้าวโพดม่วงที่มีสารอินซูลินสูง ซึ่งในยุทธศาสตร์ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)   และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ได้เน้นถึงการวิจัยที่จะช่วยสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยการพัฒนาวิธีคิดให้เป็นวิทยาศาสตร์ รวมถึงเน้นการพัฒนาทักษะในเรื่องภาษาอังกฤษ และหลักสูตรการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา  เพราะอีก 10 ปีข้างหน้าจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สัดส่วนคนในวัยแรงงานจะลดลงจึงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข รวมถึงปัญหาด้านการเกษตรเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนในอนาคต การวิจัยที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของการพัฒนาจะทำอย่างไรถึงจะนำมาวิจัยมาสู่การพัฒนา การนำการวิจัยมาขยายผลและผลักดันให้มีการวิจัยอย่างแท้จริง
นายวิพัฒน์ วงษ์ซารี ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า จังหวัดหนองบัวลำภู ใช้ 4 ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาจังหวัด โดยการพัฒนาสังคม ความมั่นคงภายใน สิ่งแวดล้อมและพลังงานสู่ความยั่งยืน การส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิต การค้าและบริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลผลิตด้านการเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์และการเพิ่มประสิทธิภาพและบริการจัดการภาครัฐ วิถีหนองบัวลำภู มุ่งเน้นชีวิตมั่นคง ชุมชนมั่งคั่ง หนองบัวลำภูยั่งยืน จังหวัดมีการมุ่งเน้นการทำเกษตรอินทรีย์โดยการใช้ศาสตร์พระราชาเป็นยุทธศาสตร์หลักมีความเป็นธรรมชาติสูง เป็นเมืองสะอาด มีการนำน้ำบาดาลซึ่งมีความปลอดภัยในการนำมาทำการเกษตร การใช้พลังงานแบบโซล่าเซล มีการทำการเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพภายใต้แบรนด์เกษตรอินทรีย์วิถีหนองบัวลำภู การใช้ QR-Code ตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับ การจัดการกลุ่มเกษตรด้วยระบบบริษัทเพื่อสังคม งานวิจัยและนวัตกรรมที่จะต้องมีการพัฒนาต่อไปของจังหวัดหนองบัวลำภู คือ 1. อุปกรณ์เครื่องมือระบบ Smart Farming สามารถลดต้นทุน ลดขั้นตอน เวลาและแรงงานแก่เกษตรกรรายย่อยในการจัดการแปลงเกษตร 2. ระบบจัดเก็บข้อมูลกลาง 3. จัดให้มีอุปกรณ์ เครื่องมือ การปลูกและแปรรูปอ้อยอินทรีย์ สร้างแรงจูงใจในการผลิตอ้อยสะอาด ทำอย่างไรให้ชาวบ้านหรือคนในพื้นที่สามารถสร้างเทคโนโลยีด้วยตนเอง โดยเน้นการสร้างเอกลักษณ์ให้กับคนในชุมชนได้สร้างรายได้ที่ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาสู่ชุมชนโดยใช้ศาสตร์พระราชา การรับรองผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรเน้นด้านคุณภาพและมาตรฐาน ในอนาคตต้องพึ่งพิงการวิจัยที่เกี่ยวกับน้ำ แหล่งน้ำที่มีความสะอาดต่อการทำการเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น
นางสาววิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช.กำลังผลักดันการพัฒนางานวิจัยในเชิงพื้นที่โดยได้ทำแผนพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน และสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อให้เกิดการลงทุนภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ สนับสนุนการขับเคลื่อนโดยให้มหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นหลักของการสร้างความรู้และข้อมูลพร้อมใช้ และสนับสนุนความเข้มแข็งของภาครัฐ/ประชาสังคม ซึ่งขับเคลื่อนโดยคนในพื้นที่ และขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้คุ้มค่าในทุกจังหวัดอย่างยั่งยืน

แนะเกษตรกรพิจิตร ปลูกอ้อยโรงงาน และ มะพร้าวแทนทำนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293290

แนะเกษตรกรพิจิตร ปลูกอ้อยโรงงาน และ มะพร้าวแทนทำนา

นายคมสัน  จำรูญพงษ์, แนะเกษตรกรพิจิตร, ปลูกอ้อยโรงงาน, และ, มะพร้าวแทนทำนา, สศก, Zoning, สศท12, S3N

แนะเกษตรกรพิจิตร ปลูกอ้อยโรงงาน และ มะพร้าวแทนทำนา

                    นายคมสัน  จำรูญพงษ์  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยถึงผลการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้าที่สำคัญ (Zoning) โดย Agri – Map จังหวัดพิจิตร โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ (สศท.12) ดำเนินการวิเคราะห์สภาพทางกายภาพร่วมกับสภาพทางเศรษฐกิจ และกำหนดแผนงาน/โครงการเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่เหมาะสมมาก (S1)  ปานกลาง (S2) และการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) เป็นการผลิตพืชทางเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

สำหรับจังหวัดพิจิตร มีสินค้าเกษตรที่สำคัญ ที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงสุด 4 ลำดับแรก ได้แก่ ข้าวนาปี      ไข่เป็ด ส้มโอ และมะนาว สำหรับการศึกษาครั้งนี้ สศท.12 ได้ใช้ Agri-Map กำหนดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลทางการผลิต ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ดังกล่าวใช้ประกอบการตัดสินใจทำการผลิตของเกษตรกร และเป็นแผนส่งเสริมการผลิตทางเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่

ด้านนายชีวิต  เม่งเอียด  ผอ.สศท.12 กล่าวถึงผลการศึกษาว่า จากการใช้ Agri-Map จัดเก็บข้อมูลทางการผลิต ได้แก่ ผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิต ราคา ผลตอบแทน และข้อมูลบัญชีสมดุลของสินค้าเกษตรที่สำคัญ               ตัวอย่างในผลการศึกษา พบว่า

                   ข้าวนาปี มีพื้นที่เหมาะสมในการเพาะปลูก คิดเป็นร้อยละ 91.90 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั้งหมด มีพื้นที่ไม่เหมาะสมในการเพาะปลูก คิดเป็นร้อยละ 8.10 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั้งหมด สำหรับพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3,N) ของการปลูกข้าวจังหวัดพิจิตร สามารถปรับเปลี่ยนไปปลูกสินค้าอื่น ได้ดังนี้

ทางเลือกที่ 1 การปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกอ้อยโรงงานทดแทน พบว่า การปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมจะให้ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 1,002.76 บาท หากปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงานจะได้ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 3,841.52 บาท

ทางเลือกที่ 2 การปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวโดยปลูกมะพร้าวทดแทน พบว่าการปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมจะให้ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 1,002.76 บาท หากปรับเปลี่ยนไปปลูกมะพร้าวจะได้ ผลตอบแทนสุทธิ 5,393.21 บาท  ทั้งนี้ หากสนใจข้อมูลผลการสำรวจ สามารถขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมและคำแนะนำได้ที่ส่วนแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจการเกษตร สศท.12 โทร. 056 803 525 หรือ อีเมล zone12@oae.go.th

สหกรณ์จับมือไทย พาวิลเลี่ยนส่งออกสินค้าสหกรณ์สู่ตลาดจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293285

สหกรณ์จับมือทย พาวิลเลี่ยนส่งออกสินค้าสหกรณ์สู่ตลาดจีน

สหกรณ์จับมือทย, สหกรณ์, จับมือ, วิล, เลี่ยน, ส่งออก, สินค้า, สู่, ตลาด, จีน

สหกรณ์จับมือทย พาวิลเลี่ยนส่งออกสินค้าสหกรณ์สู่ตลาดจีน

                    นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมสินค้าสหกรณ์สู่สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างตัวแทนสหกรณ์ 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด จังหวัดชุมพร สหกรณ์ผู้ปลูกมะนาวบ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร และสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด จังหวัดตรัง กับบริษัท ไทย พาวิลเลี่ยน คอร์ปอเรท จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและส่งออกสินค้าไทย ในการร่วมมือกันสนับสนุนส่งสินค้าสหกรณ์ไปเปิดตลาดที่ประเทศจีน เบื้องต้น จะมีการนำตัวแทนของทั้ง 3 สหกรณ์เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Guangdong 21STCentury Maritime Silk Road International Expo 2017 ระหว่างวันที่ 21-24 กันยายน 2560 นี้ ณ ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติกว้างตุ้ง เมืองตงก่วน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจะนำตัวอย่างสินค้าไปจัดแสดง เพื่อเป็นการแนะนำสินค้าของสหกรณ์ให้กับผู้บริโภคและผู้ที่มาเที่ยวชมงานด้วย

                 ในช่วงที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์กับบริษัทไทย พาวิลเลี่ยน คอร์เปอเรท จำกัด ได้มีการหารือถึงแนวทางในการส่งสินค้าสหกรณ์ไปเปิดตลาดที่ประเทศจีน และได้ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกสินค้าสหกรณ์ ที่มีศักยภาพพร้อมสำหรับการส่งออก และพิจารณาแล้วเห็นว่าสินค้าที่มีศักยภาพไปเปิดตลาดที่ประเทศจีน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราของสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด จังหวัดตรัง ผลิตภัณฑ์กาแฟพร้อมดื่มของสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด จังหวัดชุมพร และผลิตภัณฑ์น้ำมะนาวของสหกรณ์ผู้ปลูกมะนาวบ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร ในอนาคตทางบริษัทจะนำสินค้าสหกรณ์จากประเทศไทยไปวางจำหน่ายที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าของบริษัท ไทย พาวิลเลี่ยนฯ 10 สาขาในประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าหลากหลายและครบวงจร และในอนาคตจะมีการเปิดจำหน่ายไปทั่วทุกภาคของประเทศจีน และจำหน่ายผ่านช้อปปิ้งออนไลน์ด้วย

                   ทั้งนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่เป็นความหวังของการส่งสินค้าสหกรณ์ไปจำหน่าย และเป็นโอกาสที่จะช่วยขยายตลาดรองรับผลผลิตและสินค้าการเกษตรที่ผลิตโดยสหกรณ์ของไทยได้อีกทางหนึ่ง ผู้บริโภคชาวจีนนิยมสินค้าประเภทข้าวหอมมะลิ ผลไม้สด ผลไม้แปรรูป เครื่องแกง เครื่องต้มยำ อาหารแช่แข็ง ขนมขบเคี้ยว สินค้าสปา กลุ่มหัตถกรรม ผ้าไหม เครื่องหนัง ซึ่งโครงการส่งเสริมสินค้าสหกรณ์สู่ตลาดจีน มีความสำคัญในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีเป้าหมายในการยกระดับสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ให้เป็นที่ยอมรับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

                     นอกจากนี้ การผลักดันให้สินค้าสหกรณ์ไปเปิดตลาดในประเทศจีน จะเป็นโอกาสในการขยายช่องทางตลาดสินค้าของสหกรณ์สู่ผู้บริโภคในต่างประเทศ ทำให้ต่างชาติได้มองเห็นถึงศักยภาพและคุณภาพของสินค้าที่ผลิตโดยสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจากประเทศไทย ขณะเดียวกันสหกรณ์จะได้เรียนรู้และได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาสินค้าให้เป็นที่ยอมรับและตรงกับความต้องการของตลาดในประเทศจีน เพื่อนำกลับไปพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพสินค้าของตนเองให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และสามารถเพิ่มช่องทางและปริมาณการส่งออกสินค้าไปสู่ประเทศจีนได้มากขึ้นในอนาคตต่อไป

สภาเกษตรกรฯถกร่างกฎกระทรวงโรคระบาดสัตว์ พ.ศ…..

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293282

   สภาเกษตรกรฯถกร่างกฎกระทรวงโรคระบาดสัตว์ พ.ศ…..

สภาเกษตรกรฯ

   สภาเกษตรกรฯถกร่างกฎกระทรวงโรคระบาดสัตว์ พ.ศ…..

       

          การประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 ในส่วนเรื่องเพื่อพิจารณาได้ให้ความเห็นต่อร่างกฎกระทรวงระบบการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ พ.ศ….. ที่ต้องการป้องกัน ควบคุมให้สัตว์ปลอดภัยจากโรค ซึ่ง นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวว่าร่างกฎกระทรวงระบบการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ พ.ศ….. อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นพิจารณาในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา และมีความเกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์  ประชาชนทั่วไป สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงได้นำมาพิจารณาโดยที่ประชุมเห็นว่ามีผลต่อวิถีชีวิตปกติของเกษตรกรรายย่อย เช่น การเลี้ยงกระบือ สุกร หมูป่า ต้องจัดให้มีอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หรือมีรองเท้าสำหรับเปลี่ยนเมื่อเข้า – ออกคอกเลี้ยง หรือการเลี้ยงนก ไก่ เป็ด ห่าน เพื่อการบริโภคต้องมีเล้า โรงเรือนแยกออกจากตัวบ้านที่อยู่อาศัยของคน หรือการเลี้ยงสุนัข แมว ต้องเลี้ยงในพื้นที่ที่มีรั้วรอบขอบเขตชัดเจน

การนำไปในที่สาธารณะต้องมีสายจูง และปลอกคอ เพื่อให้ควบคุมได้ ตามที่ยกตัวอย่างในร่างกฎกระทรวงระบบการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ พ.ศ…..   หากกำหนดบังคับใช้จะเห็นว่าเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ติดบ้านต้องปรับเปลี่ยนวิถีปกติ  การเลี้ยงต้องลงทุนสร้างโรงเรือนเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับเกษตรกร  ดังนั้น สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงมอบให้สภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัดเผยแพร่ร่างกฎกระทรวงนี้ แล้วให้จัดประชุมเพื่อประมวลความเห็นส่งให้คณะกรรมการด้านปศุสัตว์

สภาเกษตรกรแห่งชาติรวบรวมพิจารณาเสนอความเห็นต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป โดยในระหว่างนี้ขอให้เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงสัตว์แสดงความเห็นได้ที่เว็บไซต์ของกรมปศุสัตว์จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2560

“ศรีสะเกษ” เดินหน้าเกษตรอินทรีย์สู่ครัวโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293279

 “ศรีสะเกษ” เดินหน้าเกษตรอินทรีย์สู่ครัวโลก

เกษตรอินทรีย์,  ศรีสะเกษ, ศรีสะเกษ, ศรีสะเกษ  มหาสารคาม และพัทลุง

 “ศรีสะเกษ” เดินหน้าเกษตรอินทรีย์สู่ครัวโลก

                 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา “ศรีสะเกษ เดินหน้าเกษตรอินทรีย์สู่ครัวโลก” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 26 สิงหาคม 2560 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบอินทรีย์ โดยไม่พึ่งพาสารกำจัดศัตรูพืช และปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากส่งผลดีโดยตรงต่อสุขภาพของเกษตรกรแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อีกด้วย รวมทั้งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เข้มงวดในการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้า

โดยวางระบบในการควบคุมตรวจสอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ปัจจัยการผลิต และผลผลิต ร่วมกับการประชาสัมพันธ์ให้ภาคเอกชนในการสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อขยายตลาดใหม่ ๆ ให้มากขึ้น ซึ่งการทำเกษตรอินทรีย์ถือเป็นแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ และความปลอดภัยทางด้านอาหาร รวมถึงดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 โดยกำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 6 แสนไร่ และเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำการเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย ภายในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งจังหวัดศรีสะเกษเป็น 1 ใน 3 จังหวัด (ศรีสะเกษ  มหาสารคาม และพัทลุง) ที่รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นพื้นที่นำร่องในการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แบบบูรณาการ อีกทั้งเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ  คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค และระดับจังหวัด
นางสาวชุติมา กล่าวเพิ่มเติมว่า การสัมมนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการหาแนวทางผลักดันเกษตรอินทรีย์วิถีศรีสะเกษ โดยทางจังหวัดศรีสะเกษรายงานว่า ในปี 2560 มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งสิ้น 34,000 ไร่ และมุ่งเป้าในการขับเคลื่อนด้านเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง การสัมมนาในวันนี้จะมีการรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เพื่อนำมาใช้ประกอบการวางแผนการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดศรีสะเกษให้เหมาะสมต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเกษตรกรและผู้ที่สนใจ เมื่อได้ข้อสรุปเป็นประการใดแล้ว กระทรวงเกษตรฯจะนำไปพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม