ซีพีเอฟ.ร้อยดวงใจปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293271

ซีพีเอฟ.ร้อยดวงใจปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อหลวงร.9

ซีพีเอฟ, ร่วม, มหาชน

ซีพีเอฟ.ร้อยดวงใจปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อหลวงร.9

               นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เป็นประธานจัดกิจกรรม “ซีพีเอฟร้อยดวงใจ ปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อหลวง รัชกาลที่ 9” ที่โรงงานแปรรูปไก่ นครราชสีมา อ.โชคชัย จ.นครราชสีมานำผู้บริหารและพนักงานซีพีเอฟ ร่วมกันปลูกดาวเรือง ซึ่งเป็นดอกไม้สีเหลืองและเป็นสีประจำวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพื้นที่สถานประกอบการ ซีพีเอฟและบ้านเรือนของพนักงานทั่วประเทศ
นายสุขสันต์ กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ผนึกพลังพนักงานขององค์กรทั่วประเทศ ร่วมใจกันปลูกดาวเรืองในพื้นที่ของสำนักงาน ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานแปรรูปอาหารของซีพีเอฟทั่วประเทศทั้งในจังหวัดเชียงใหม่ กำแพงเพชร ปราจีนบุรี สงขลา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี จันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ลำพูน เป็นต้น รวมทั้งได้แจกกล้าพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองให้พนักงานและชุมชนที่อยู่รอบสถานประกอบกิจการนำไปปลูกที่บ้านของตนเอง
กิจกรรมการปลูกดาวเรืองครั้งนี้ตั้งเป้าหมายให้ในทุกสถานประกอบการของซีพีเอฟมีดอกดาวเรือง รวม 100,000 ต้น ออกดอกเหลืองบานสะพรั่งพร้อมกันในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ระหว่างวันที่ 25-26 ตุลาคมศกนี้ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยความจงรักภักดี แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
“ในฐานะพสกนิกรชาวไทย ซีพีเอฟถือโอกาสนี้ผนึกพลังองค์กรแสดงความมุ่งมั่นปลูกดอกดาวเรือง เพื่อร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในพระราชพิธีถวายพระเพลิงในหลวงรัชกาลที่ 9 ดอกดาวเรืองยังจะเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่คอยเตือนใจพวกเราทุกคนให้นึกถึงพระราชดำริและพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน และนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและสร้างสรรค์ประโยชน์แทนคุณสังคม” นายสุขสันต์กล่าว
ขณะนี้ สำนักงาน ฟาร์มและโรงงานของซีพีเอฟที่ตั้งอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้ทยอยเพาะกล้าดาวเรือง และแจกจ่ายให้พนักงานและประชาชนนำกล้ามาปลูกประดับที่สำนักงานและบ้านพักที่อยู่อาศัยจนครบ 100,000 ต้น เพื่อร่วมพลังให้ดอกดาวเรืองร่วมบานสะพรั่งทั่วประเทศอย่างพร้อมเพรียงกัน

ส.มก.รับทราบ”ปานฑิต-สถิตย์พงษ์”รั้งตำแหน่งในวิทยุมก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293207

ส.มก.รับทราบ”ปานฑิต-สถิตย์พงษ์”รั้งตำแหน่งในวิทยุมก.

ส.มก.รับทราบ”ปานฑิต-สถิตย์พงษ์”รั้งตำแหน่งในวิทยุมก.

             เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม 2560 ณ ชั้น 2 ห้องประชุมสถานีวิทยุ ม.ก. อาคารพนม สมิตานนท์ ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี นายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ให้เกียรติเป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 8/2560 สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุ ม.ก. ได้เรียนแจ้งในที่ประชุมเรื่องการแต่งตั้ง พร้อมแนะนำคณะกรรมการบริหาร และที่ปรึกษา ของสถานีวิทยุ ม.ก. ท่านใหม่จำนวน 2 ท่านคือ

นายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ได้ให้เกียรติมาเป็นคณะกรรมการบริหารสถานีวิทยุ ม.ก. ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันการบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) โดยดำเนินกิจการด้านแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินและการไม่สามารถเข้าถึงที่ดินของเกษตรกรรายย่อยและผู้ยากจน

ซึ่งตรงกับนโยบายที่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เลขามูลนิธิพระดาบส ที่เคยได้มอบไว้ให้กับสถานีวิทยุ ม.ก. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ว่า “สถานีวิทยุ ม.ก. เป็นสื่อวิทยุที่เข้าถึงเกษตรกรโดยตรง ขอให้ช่วยกันรณรงค์ไม่ให้เกษตรกรขายที่ดินทำกิน ให้รักษาพื้นแผ่นดินเกิดไว้ให้ลูกหลานต่อไป”

และนายปานฑิต ชนะภัย ได้ให้เกียรติมาเป็นที่ปรึกษาสถานีวิทยุ ม.ก. อดีตท่านดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งท่านจะเข้ามาช่วยบริหารด้านการตลาดให้กับสถานีวิทยุ ม.ก. ต่อไป

รวมไปถึงการรายงานชี้แจงการพัฒนาระบบสื่อสารของสถานีวิทยุ ม.ก. ซึ่งจะเป็นสถานีวิทยุแห่งแรกของการพัฒนาระบบสื่อสารทั้งภาพและเสียง KUR+TV ด้วยระบบ steaming ผ่านทุกช่องทาง อาทิ website , facebook live , youtube live , application on mobile และการรายงานข่าวในรูปแบบใหม่ อันจะทำให้เห็นทิศทางในการก้าวกระโดดและมิติใหม่ ของสถานีวิทยุ ม.ก. ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ ยังสามารถรับฟังรายการจากวิทยุปกติได้ในระบบ AM Stereo ทั้ง 4 ภูมิภาค ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ

กรมชลฯ เปิดเวทีชี้แจงออกแบบสำรวจคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293047

กรมชลฯ เปิดเวทีชี้แจงออกแบบสำรวจคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร

กรมชลฯ เปิดเวทีชี้แจงออกแบบสำรวจคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร

 

วันที่ 23 สิงหาคม 2560  กรมชลประทาน จัดประชุมปฐมนิเทศเพื่อชี้แจงแผนการดำเนินการสำรวจ และออกแบบโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังกวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 10 ร่วมนำเสนอและรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่โครงการ

กรมชลฯ เปิดเวทีชี้แจงออกแบบสำรวจคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร

ดร.สมเกียรติ เผยภายหลังการเปิดเวทีชี้แจง โดยระบุว่าโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังกวัดพระนครศรีอยุธยา เป็น 1 ใน 9 แผนงานหลักในการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และให้พิจารณาดำเนินการโครงการที่มีความสำคัญและมีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันทีในปีงบประมาณ 2561 และ 2562 เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในลุ่มเจ้าพระยาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งหากมีปริมาณเหนือไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท ตั้งแต่ประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีก็จะมีผลทำให้น้ำเอ่อท่วมพื้นที่นอกคันกั้นน้ำสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวม 14 จุด ตามความสูงตำ่ของตลิ่ง และแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีลักษณะของลำน้ำที่แคบมาก เมื่อรวมกับการขยายตัวของชุมชนเมือง ทำให้น้ำระบายลงไปตอนล่างได้ช้าลง และมีปริมาณน้ำบางส่วนไหลเข้าคลองบางบาล ที่สามารถระบายน้ำได้ 130 ลบ.ม./วินาที และคลองบางหลวง(คลองโผงเผง) ประมาณ 400 ลบ.ม./วินาที ไปรวมกับแม่น้ำน้อย ซึ่งมีผลทำให้น้ำท่วมพื้นที่คลองดังกล่าวอีกด้วย

กรมชลฯ เปิดเวทีชี้แจงออกแบบสำรวจคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร

รองอธิบดีกรมชลประทานเผยต่อว่าหากสามารถดำเนินการโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร ซึ่งเริ่มต้นที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางบาล ตัดตรงผ่านทุ่งบางบาลถึง ตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร มีแนวกันเขตก่อสร้างรวม 245 กิโลเมตร ตัวคลองกว้าง 180 กิโลเมตร ลึก 10 เมตร 2 ก็จะช่วยระบายน้ำก่อนที่จะไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และช่วยย่นระยะทางการระบายน้ำจากเดิม 35 กิโลเมตร เหลือเพียง 22.4 กิโลเมตร สามารถระบายน้ำได้ประมาณ 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำให้เชื่อมโยงกันเป็นระบบ โดยจะมีการก่อสร้างประตูระบายบางบาลในปีงบประมาณ 2561 และวางแผนสร้างประตูระบายน้ำคลองบางหลวงในปี 2562 และได้ปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพคันและที่สำคัญต้องก่อสร้างเขื่อนพระนครศรีอยุธยาที่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม หากสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดก็จะสามารถรองรับน้ำที่ระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาได้ถึง 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีการก่อสร้างถนนสัญจรสองฝั่งคลองด้วย

“การขุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ไม่กระทบชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่ศูนย์รวม เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงโบราณสถานที่สำคัญแต่มีพื้นที่ที่อยู่ในแนวคลองทั้งหมด 3,605 ไร่ และสิ่งปลูกสร้าง 500 หลัง ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้พิจารณาจ่ายค่าชดเชยให้เหมาะสมเป็นพิเศษ” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ด้านนายวิชิต อุสาหประดิษฐ์ ชาวบ้านตำบลบางชะนี อำเภอบางบาลกล่าวว่า ชาวบ้านอำเภอบางบาลหนึ่งปีน้ำก็จะท่วม 3-4 ครั้ง ซึ่งบางปีมีปริมาณน้ำมากก็จะลำบากกว่าปกติ หากมีโครงการคลองระบายน้ำบางบาลบางไทรก็จะช่วยระบายน้ำและจะเกิดศึกษาว่ามีประโยชน์ต่อประชาชนทั้งในพื้นที่จังหวัดอยุธยาและพื้นที่ภาคกลาง ทำให้พื้นที่เศรษฐกิจของอยุธยาไม่เกิดความเสียหายโดยเฉพาะโบราณสถาน และอยากจะใหภาครัฐดูแลจ่ายค่าชดเชยให้กับประชาชนในราคาที่สูงกว่าประเมิน ซึ่งเชื่อว่าหากรัฐชดเชยอย่างเป็นธรรมประชาชนยินดีที่จะให้ก่อสร้างโครงการดังกล่าว

สำหรับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นคือช่วยบรรเทาพื้นที่อุทกภัยตอนล่างลุ่มน้ำเจ้าพระยาเฉลี่ยประมาณ  4- 8 แสนไร่ต่อปี ลดการท่วมซ้ำซากของพื้นที่เกษตรกรรมในอำเภอบางบาล และอำเภอผักไห่ คลองบางบาล-บางไทรสามารถเก็บน้ำได้ประมาณ 20 ลบ.ม./วินาที สำหรับใช้ในการอุปโภค บริโภคและทำการเกษตรในฤดูแล้งด้วย

เกษตรฯแนะการฟื้นฟูไม้ผลหลังน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292938

เกษตรฯแนะการฟื้นฟูไม้ผลหลังน้ำท่วม

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล, เกษตร, แนะ, การฟื้นฟู, ไม้ผล, หลัง, น้ำท่วม

เกษตรฯแนะการฟื้นฟูไม้ผลหลังน้ำท่วม

 

          นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า  เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเกิดฝนตกในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ส่งผลกระทบต่อสวนไม้ผลในทั่วทุกภาคของประเทศไทย เกษตรกรจึงควรทำการดูแลและฟื้นฟูไม้ผลหลังน้ำลด เพื่อทำให้กระทบกระเทือนต่อไม้ผลให้น้อยที่สุด โดยการดูแลและบำรุงรักษาไม้ผลให้เกิดรากใหม่ และทำให้ไม้ผลแตกใบอ่อนโดยเร็ว พร้อมทั้งต้องมีการจัดการดินและน้ำให้ถูกต้อง

จากสภาพน้ำท่วมขังทำให้ดินขาดออกซิเจนที่รากพืชจำเป็นต้องใช้ในการหายใจ และเป็นที่สะสมของคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะน้ำท่วมอินทรียวัตถุในดินเศษพืชและสัตว์ต่างๆ จะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลาย ทำให้เกิดก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อรากไม้ผล และประสิทธิภาพการดูดน้ำ และแร่ธาตุต่างๆของไม้ผลจะลดลง ทำให้ต้นไม้ขาดน้ำและแร่ธาตุอาหาร รวมถึงรากพืชและลำต้นของไม้ผลจะอ่อนแอง่ายต่อการที่โรคและแมลงจะเข้าทำลาย อาจจะทำให้ไม้ผลบางชนิดล้มได้ ดังนั้น หลังจากน้ำลดเกษตรกรควรทำการฟื้นฟูสวนไม้ผลโดย

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอแนะนำ วิธีการฟื้นฟูไม้ผลของเกษตรกรหลังจากที่น้ำท่วมขังลดลง ดังนี้ 1) ห้ามน้ำเครื่องจักรกล เข้าไปดำเนินการในสวนหลังน้ำลด เพราะจะทำให้โครงสร้างดินถูกทำลาย       2) เมื่อดินแห้ง ให้ขุดเอาดิน ทราย หรือตะกอนต่างๆ ในแปลงไม้ผลออก เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่รากพืช      3) ทำการค้ำยัน/พยุงต้นไม้ผลที่เอนหรือล้ม โดยใช้ไม้ยาวๆ ค้ำ หรือใช้เชือกผูกตรึงกับต้นไม้ 4) ทำการตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มหลังน้ำลด เมื่อดินเริ่มแห้งเกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งที่อยู่ภายในทรงพุ่มออก จะทำให้ทรงพุ่มโปร่ง เป็นวิธีที่จะช่วยลดการคายน้ำของพืช และเร่งให้พืชแตกใบใหม่เร็วขึ้น หากมีต้นไม้ผลโค่นล้ม ควรทำการตัดแต่งกิ่ง และนำไม้ค้ำยันไว้ต้นไม้ผลรอบด้าน หรือหากต้นไม้มีผลติดอยู่ ให้ตัดผลออก เพื่อไม่ให้แย่งสารอาหารจากรากและลำต้นของไม้ผลได้ 5) ทำการฟื้นฟูความสมบูรณ์ของต้นไม้ โดยการให้ปุ๋ยทางใบ อาจใช้ปุ๋ยสูตรน้ำ       12-12-12 หรือ 12-9-6 หรือ ปุ๋ยเกล็ดสูตร 21-21-21 หรือ 16-21-27 ละลายน้ำฉีดพ่น ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ใส่ในร่องที่ขุดดินรอบๆ ทรงพุ่ม ขนาดร่องกว้าง 15 เซนติเมตร ลึก 15 เซนติเมตร         6) ทำการป้องกันและกำจัดโรค/ศัตรูพืช โดยวิธีการราด หรือทาโคนต้นไม้ผลด้วยสารเคมีป้องกันเชื้อรา             หรือสารชีวภัณฑ์ เช่น ไตรโครเดอร์มา

หากเกษตรกรมีข้อสงสัยสามารถขอรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้านท่าน

สศก.หนุนใช้ครื่องจักรกลเกษตรทางลดต้นทุน เพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292937

สศก.หนุนใช้ครื่องจักรกลเกษตรทางลดต้นทุน เพิ่มรายได้

สศก, เพิ่มรายได้   , สศก, ธกส, ตค59 – มิย60, 25582559 และ 25592560

สศก.หนุนใช้ครื่องจักรกลเกษตรทางลดต้นทุน เพิ่มรายได้

นางสาวรังษิต  ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง  ผลการติดตามการดำเนินงาน “โครงการส่งเสริมการให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรและอุปกรณ์การตลาดเพื่อลดต้นทุนสมาชิก” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต ทดแทนแรงงานภาคการเกษตรที่มีแนวโน้มลดลง และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการการให้บริการเครื่องจักรกลของสหกรณ์

การดำเนินโครงการ มี 2 ระยะ คือ ระยะนำร่อง ปี 2558 ซึ่งจะสนับสนุนเครื่องจักรกลแบบให้เปล่าหรือครอบคลุมมูลค่าของเครื่องจักรกลเกือบทั้งหมด และ ระยะขยายผล ปี 2559 – 2562 ซึ่งจะส่งเสริมให้สหกรณ์ฯ กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยโครงการฯ จะชดเชยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี

สำหรับผลการติดตามในรอบ 9 เดือน ปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.59 – มิ.ย.60) พบว่า เกษตรกรสมาชิกให้ความสนใจหันมาใช้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการฯ มากขึ้น โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดต้นทุนค่าบริการเกี่ยวนวดข้าวและการสีข้าวโพด ส่งผลให้มีกำไรจากการขายเพิ่มขึ้น       ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบอัตราค่าบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่สหกรณ์คิดกับสมาชิก รวมทั้งความสนใจการใช้บริการเครื่องจักรกลของสมาชิก แบบก่อนและหลังสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ (2558/2559 และ 2559/2560) พบว่า

สหกรณ์ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  โดยสหกรณ์ฯ นิคมสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา มีอัตราค่าบริการเครื่องสีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดลงร้อยละ 19 และเกษตรกรสมาชิกหันมาใช้บริการเครื่องจักรกลจากสหกรณ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

สหกรณ์ผู้ปลูกข้าว สหกรณ์ฯ เกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ดและสหกรณ์ฯ ห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ แม้อัตราค่าบริการรถเกี่ยวนวดข้าวยังคงเท่าเดิม แต่เกษตรกรสมาชิกหันมาใช้บริการเครื่องจักรกลจากสหกรณ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 78 และร้อยละ 100 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ค่าบริการ สหกรณ์ทั้ง 2 กลุ่ม (ปลูกข้าว และปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) จะเก็บค่าบริการสมาชิกต่ำกว่าค่าบริการของผู้ประกอบการอื่นๆ อยู่แล้ว นอกจากนี้ ภายหลังเข้าร่วมโครงการ สหกรณ์ฯ ได้มีการประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้สมาชิกรับทราบอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้สมาชิกหันมาใช้บริการเครื่องจักรกลจากสหกรณ์ฯ มากขึ้น

ทั้งนี้ ในส่วนของข้อค้นพบ เนื่องจากมีเกษตรกรสมาชิกจำนวนมาก ทำให้ปัจจุบันจำนวนเครื่องจักรกลที่ได้รับการสนับสนุนยังมีไม่เพียงพอต่อการให้บริการ  และในส่วนของการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ค่อนข้างเข้มงวดมาก จึงทำให้มีเฉพาะสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนหมุนเวียนสูงและทำธุรกิจหลายประเภทเท่านั้นที่สามารถผ่านเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการได้ ดังนั้น หากมีการทบทวนและพิจารณาเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการให้เหมาะสมและผ่อนปรน จะเปิดโอกาสให้สหกรณ์อื่นๆ       มีโอกาสมากยิ่งขึ้น

กรมชลฯเดินหน้าแก้ปัญหาท่วม-แล้งภาคอีสานหลังครม.มีมติเห็นชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292919

กรมชลฯเดินหน้าแก้ปัญหาท่วม-แล้งภาคอีสานหลังครม.มีมติเห็นชอบ

กรมชล, ครมสัญจร, ป่าสัก-ลำตะคอง

กรมชลฯเดินหน้าแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมภาคอีสาน หลังครม.มีมติเห็นชอบ

            นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุระนารี จ.นครราชสีมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้กรมชลประทาน ดำเนินการตามแผนงานโครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นระเบียบ (Area-Based) จำนวน 8 พื้นที่ ครอบคลุม 18 จังหวัด ประกอบด้วย 1) ลุ่มน้ำเลยตอนล่าง 2) ลุ่มน้ำห้วยหลวง 3) ลุ่มน้ำแม่น้ำสงคราม4) ลุ่มน้ำพุงน้ำก่ำ 5) ลุ่มน้ำชีตอนบน 6) ลุ่มแม่น้ำชีตอนกลาง 7) ลุ่มน้ำมูลตอนบน และ8) ลุ่มน้ำมูลตอนล่าง

                 นอกจากนี้ ครม. ยังได้เห็นชอบให้กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมทรัพยากรน้ำ เสนอโครงการที่มีความพร้อมเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2561 เพิ่มเติม รวม 348 โครงการ งบประมาณทั้งสิ้น 8,820 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งครอบคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือใน 8 พื้นที่ ซึ่งมีโครงการที่ดำเนินการโดยกรมชลประทาน 165 โครงการ งบประมาณ 6,883 ล้านบาท อาทิ โครงการแก้มลิงลำน้ำชี โครงการบรรเทาอุทกภัยจังหวัดชัยภูมิ โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำต้นน้ำชี โครงการผันน้ำเลี่ยงเมืองโคราช .พิมาย โครงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำข้างเคียง(ป่าสักลำตะคอง) โครงการบรรเทาอุทกภัยและแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำลุ่มน้ำสงคราม และโครงการพนังกั้นน้ำชีและลุ่มน้ำสาขา เป็นต้น หากสามารถดำเนินการได้ทั้งหมด จะทำให้เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ 58.22 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 88,000 ไร่ มีประประชาชนได้รับประโยชน์ 53,965ครัวเรือน

 ทั้งนี้ ในส่วนของจังหวัดนครราชสีมา นั้น กรมชลประทาน มีแผนงานเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มศักยภาพการใช้น้ำในเขต จ.นครราชสีมาเพิ่มเติม อาทิ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำเชียงไกรตอนล่าง , โครงการผันน้ำเขื่อนป่าสักเขื่อนลำตะคอง , โครงการป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำลำสะแทด , โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกับน้ำอ่างเก็บน้ำ บึงกระโตน อ.ประทาย และโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ อ.โนนแดง โดยการก่อสร้างแก้มลิง 5 แห่ง เป็นต้น หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด จะทำให้เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้39.79 ล้านลบ.. พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 65,000 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน 25,269ครัวเรือน

ครม.ไฟเขียวงบ 8.8 พันล้านแก้ท่วม-แล้ง 348 โครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292906

ครม.ไฟเขียวงบ 8.8 พันล้านแก้ท่วม-แล้ง 348 โครงการ

พออธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ, ครมไฟเขียวงบ, พันล้านแก้ท่วม-แล้ง, 348, โครงการ, ครมสัญจร, กนช

ครม.ไฟเขียวงบ 8.8 พันล้านแก้ท่วม-แล้ง 348 โครงการ

               วันที่ 22 สิงหาคม  พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา ว่าในที่ประชุมได้รายงานผลการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ผ่านมา โดยเห็นชอบกำหนดพื้นที่แก้ไขปัญหาอุทกภัย และภัยแล้งอย่างเป็นระบบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 8 พื้นที่ โดยกรมทรัพยากรน้ำร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั้งประเทศ พบว่ามีพื้นที่ 84.2 ล้านไร่ หรือ 26.5% เป็นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 40.9 ล้านไร่ คิดเป็นร้อย 49% ของพื้นที่ทั้งหมด โดยพื้นที่เสี่ยงอุกทภัยทั้งประเทศมีทั้งสิ้น 45.4 ล้านไร่ คิดเป็น 14% ของพื้นที่ทั้งประเทศ และเป็นพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15.9 ล้านไร่ หรือ 35% ของพื้นที่เสี่ยงอุกทกภัยทั้งประเทศ

              ทั้งนี้ มีการกำหนดพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย และภัยแล้งอย่างเป็นระบบทั้งหมด 8 พื้นที่ครอบคลุม 18 จังหวัด ประกอบด้วย 1.จังหวัดในลุ่มน้ำเลยตอนล่าง ลุ่มน้ำเลยห้วยหลวง ลุ่มน้ำแม่น้ำสงคราม ลุ่มน้ำภูน้ำกัด ลุ่มน้ำชีตอนบน ลุ่มน้ำชีตอนกลาง ลุ่มน้ำมูลตอนบน และลุ่มน้ำมูลตอนล่าง                           นอกจากนี้มีการกำหนดพื้นที่บริหารจัดการ 8 พื้นที่ จำนวน 36 โครงการงบประมาณทั้งสิ้น 2,104.59 ล้านบาท มีพื้นที่รับประโยชน์จำนวน 72,031 ไร่ คิดเป็นปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น 6.81 ล้านลบ.เมตร และครม.เห็นชอบให้กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมทรัพยากรน้ำ เสนอโครงการที่มีความพร้อม และเร่งด่วน เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมปี 2560 อีก 348 โครงการ เป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น 8,820 ล้านบาท โดยจะมีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ 449,700 ไร่

สศก.หนุนผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292836

สศก.หนุนผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, สศก

สศก.หนุนผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้

                 นางสาวรังษิต  ภู่ศิริภิญโญ  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประเมินผลโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อลดพื้นที่และผลผลิตข้าว โดยให้เกษตรกรเรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งในพื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี นำไปสู่การปรับระบบการปลูกข้าวที่ถูกต้อง และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทน

                     โดยผลการติดตามในพื้นที่ 29 จังหวัด (ร้อยละ 82.86 ของจังหวัดเป้าหมายรวม 35 จังหวัด) พบว่า  ปริมาณการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการได้เฉลี่ย 1,095 กิโลกรัมต่อไร่ รวม 163,094 ตัน มูลค่า 827.20 ล้านบาท โดยเกษตรกร ร้อยละ 57.39 ขายผลผลิตให้ภาคเอกชนที่ร่วมโครงการ เฉลี่ย 9,437 กิโลกรัม/ราย  ราคาที่จำหน่ายได้เฉลี่ย 5.18 บาท/กิโลกรัม ส่วนเกษตรกร ร้อยละ 42.61 ขายผลผลิตให้แหล่งอื่นๆ ได้แก่ ร้านค้า ตลาดทั่วไป พ่อค้าคนกลาง  เฉลี่ย 13,780 กิโลกรัม/ราย ในราคาเฉลี่ย 4.97 บาท/กิโลกรัม  โดยเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 300 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจส่งต่อเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นรวม 279.25 ล้านบาท

สำหรับเกษตรกรที่เสนอขอสินเชื่อ ธ.ก.ส. ในโครงการ พบว่า ร้อยละ 94.92  ผ่านการพิจารณาและได้รับอนุมัติสินเชื่อ มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่ผ่านเงื่อนไข เช่น อายุมาก วงเงินเต็ม ส่วนเกษตรกรที่ไม่เสนอขอสินเชื่อนั้น เห็นว่า มีหนี้สินอยู่แล้วไม่อยากเป็นหนี้เพิ่มขึ้น บางรายใช้ทุนตัวเอง มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดน้อยไม่คุ้มกับการกู้

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรร้อยละ 96.43 สามารถทำตามเงื่อนไขโครงการได้ โดยนำเงินกู้ไปซื้อปัจจัยการผลิต ปรับปรุงพื้นที่ตามโครงการได้ทั้งหมด มีเพียงร้อยละ 3.57 ทำตามได้บางส่วน เนื่องจากนำเงินกู้บางส่วนไปเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น เช่น เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้หนี้เดิม ธ.ก.ส. เป็นต้น  โดยเกษตรกร ต้องการให้รัฐช่วยผ่อนปรนเงื่อนไข/หลักเกณฑ์ เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่มีหนี้สินเดิมกับ ธ.ก.ส. เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น รวมทั้งผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ให้ทั่วถึง โดยเฉพาะด้านราคาผลผลิตของเกษตรกร

ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อโครงการในระดับมาก และมีแนวโน้มที่จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนในพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังในฤดูกาลต่อไป เนื่องจากมีความรู้และประสบการณ์ปลูกข้าวโพดแล้ว แต่การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาไปทำกิจกรรมอื่นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาเพื่อให้เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการได้เห็นถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

กรมชลฯ เตรียมรับมือพายุโซนร้อน “ฮาโต๊ะ”23-28 สิงหาคมนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292830

กรมชลฯ เตรียมรับมือพายุโซนร้อน “ฮาโต๊ะ”23-28 สิงหาคมนี้

กรมชลฯ, พายุฮาโต๊ะ, ฮาโต๊ะ, ฮาโตะ

กรมชลฯ เตรียมรับมือพายุโซนร้อน “ฮาโต๊ะ”23-28 สิงหาคมนี้

               นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากการติดตามสภาวะอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าในช่วงวันที่ 23-28 สิงหาคม 2560 อิทธิพลของพายุโซนร้อน “ฮาโตะ”  จะทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่

กรมชลประทานได้ให้โครงการชลประทานทุกโครงการ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเดิม เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วยการกำชับเจ้าหน้าที่ ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำใน
พื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ตรวจสอบระบบและอาคารชลประทาน ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ และให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด สำหรับพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมเป็นประจำ ให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ประจำไว้ในพื้นที่อย่างน้อย 1 เครื่อง

ในกรณีที่เกิดสภาวะวิกฤติ โครงการชลประทานในพื้นที่ จะรายงานสถานการณ์น้ำ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้แจ้งเตือนประชาชน ให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที  นอกจากนี้ ยังได้ให้ทุกโครงการชลประทาน เตรียมความพร้อม ในด้านเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำ เข้าไปประจำพื้นที่เสี่ยงภัยที่จะเกิดน้ำท่วม เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ส่องโอกาสสินค้าเกษตรไทยใน 3 ตลาดเพื่อนบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292811

ส่องโอกาสสินค้าเกษตรไทยใน 3 ตลาดเพื่อนบ้าน

สศก, ตลาดเพื่อนบ้าน, สศก, FAMA, Grading, Packaging, Labeling, Health Certificate, มะม่วง กล้วย

ส่องโอกาสสินค้าเกษตรไทยใน 3 ตลาดเพื่อนบ้าน

                สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดผลศึกษาศักยภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับภูมิภาคอาเซียน เจาะแนวทาง 3 ตลาดคู่ค้าสำคัญ มาเลเซีย สิงคโปร์ และเมียนมา เล็งช่องรุกโอกาสสินค้าเกษตร ระบุ ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ไทยยังเจ๋ง ได้เปรียบดุลการค้ากับอาเซียนมาโดยตลอด

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations : ASEAN)  ได้ครบรอบการก่อตั้ง 50 ปี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา

ปัจจุบันอาเซียนมีความแข็งแกร่ง จนทั่วโลกต้องจับตามอง โดยมูลค่าการค้าระหว่างกันขยายตัวมาโดยตลอด  สัดส่วนการค้าของไทยกับอาเซียนขยายตัวมากขึ้นจากร้อยละ 20 ในปี 2550 เพิ่มเป็นร้อยละ 22 ในปี 2559 และไทยเกินดุลการค้ากับอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนา มีสภาพภูมิศาสตร์ที่ใกล้เคียงกัน ผลิตผลทางการเกษตรส่วนใหญ่เป็นชนิดเดียวกัน จึงนับเป็นคู่แข่งทางการค้ากันด้วย

สศก. ได้เล็งเห็นความสำคัญแนวทางการพัฒนาและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน จึงได้ศึกษาถึงศักยภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรระหว่างไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเน้นการบริหารจัดการสินค้าไทยกับมาเลเซีย สิงคโปร์ และเมียนมา พบผลการศึกษาที่น่าสนใจในประเด็นต่างๆ ดังนี้

                 1. การบริหารจัดการสินค้าเกษตรระหว่างไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ จากปี 2559 ด้านสภาพเส้นทางการขนส่งมีความสะดวกสามารถขนส่งทางรถบรรทุกจากด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง และถึงสิงคโปร์ ใช้เวลาประมาณ 14 ชั่วโมง  โดยเส้นทาง AH2 ด่านสะเดา กัวลาลัมเปอร์ ยะโฮบารู สิงคโปร์ เป็นเส้นทางที่มีศักยภาพในการขนส่งสินค้าเนื่องจากมีความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน และท่าเรือที่สำคัญ ได้แก่ ท่าเรือปีนัง และสามารถขนส่งสินค้าไปยังสิงคโปร์ได้ ทั้งนี้ สินค้าเกษตรนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ผัก ผลไม้สด สินค้าประมง ส่วนสินค้าส่งออกได้แก่ ยางพารา

                  2. การบริหารจัดการสินค้าเกษตรระหว่างไทย สหภาพเมียนมา การค้าสินค้าเกษตรส่วนใหญ่เป็น            การนำเข้าสินค้าเกษตรที่ไทยขาดแคลนเพื่อใช้บริโภคภายในประเทศ และเป็นวัตถุดิบในการแปรรูป เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วต่างๆ อาหารทะเล สัตว์มีชีวิต สำหรับสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังเมียนมาส่วนใหญ่เป็นอาหารแปรรูป เช่น อาหารกระป๋อง อาหารกึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่มน้ำอัดลม เป็นต้น มีด่านสินค้าที่สำคัญ คือ

1) ด่านระนอง เกาะสอง มะริด ทวาย ด่านบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี เป็นจุดสำคัญในการนำเข้าสินค้าประมงจากทางเมียนมา รวมถึงนำเข้าปลาป่นเพื่อนำมาทำอาหารสัตว์

2) ด่านแม่สอด เมาะละแหม่ง ย่างกุ้ง เป็นจุดที่สำคัญในการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ ได้แก่ โคมีชีวิต สินค้าพืช เช่น ถั่วต่าง ๆ พริก หอมใหญ่ รวมถึงสินค้าประมงทะเลสดที่รวบรวมจากท่าเรือย่างกุ้ง เช่น กุ้ง ปู ปลา สินค้าออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำตาล ข้าว น้ำมันพืช สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น

3) ด่านแม่สอด พะโค มัณฑะเลย์ ตามู เป็นเส้นทางที่เริ่มต้นจากแม่สอดมาแยกตรงพะโค ขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมียนมา เป็นเส้นทางซุปเปอร์ไฮเวย์ลาดยางแปดช่องจราจร ผ่านเมืองหลวงเนปิดอร์ สิ้นสุดที่มัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมและกระจายสินค้าที่สำคัญทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค รวมทั้งสินค้าเกษตรส่งออกและนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ไทย จีน อินเดีย ส่งต่อทางเรือไปยังย่างกุ้ง

จากการศึกษาทั้ง 3 ประเทศ มีกฎระเบียบ และแนวทางการบริหารจัดการที่สำคัญ ดังนี้มาเลเซีย ดำเนินการโดย Federal Agricultural Marketing Authority (FAMA) ทำหน้าที่ดูแลการพัฒนาด้านการตลาดสินค้าเกษตรเพื่อการนำเข้าและการส่งออก มีระเบียบการส่งออกและนำเข้าผลไม้สด ผักสด และไม้ตัดดอก ที่บังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2552  รวม 3 ขั้นตอน คือ การคัดแยกเกรด (Grading)  การบรรจุสินค้า (Packaging) และการติดฉลาก (Labeling) ซึ่งตรวจสอบสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ของ FAMA ตามจุดชายแดน, ด่านศุลกากร และท่าเรือขนส่งสินค้า ซึ่งหากสินค้าไม่ผ่านการตรวจสอบ ผู้ประกอบการจะต้องนำสินค้ากลับภายในเวลาที่กำหนด และหากไม่มีผู้ใดรับผิดชอบ เจ้าหน้าที่ของFAMA สามารถทำลายหรือดำเนินการใดๆ กับสินค้าดังกล่าวได้ หากไม่ปฏิบัติตามระเบียบฯ มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 ริงกิต หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

                สิงคโปร์  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีประกาศ เรื่อง กำหนดพืชควบคุมเฉพาะ พ.ศ. 2556 การส่งออกพืช ได้แก่ พริก ขิง ถั่วฝักยาว คะน้า กวางตุ้ง หน่อไม้ฝรั่ง ผักชีไทย กระเจี๊ยบเขียว ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด ส้มโอ มะม่วง ไปยังสิงคโปร์ จะต้องผ่านการตรวจสอบเชื้อจุลินทรีย์ หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์      ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ต้องแนบใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate) ไปกับสินค้า

                  สหภาพเมียนมา กำหนดจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศ อัตราร้อยละ 30 เก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราร้อยละ 10 ของเงินได้สำหรับบุคคลที่ทำงานกับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยเมียนมา ไม่มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่จัดเก็บภาษีการค้าอัตราร้อยละ 5 – 10  และไม่มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต พร้อมดำเนินนโยบายปฏิรูปภาคการเงิน โดยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานตัวแทนและเปิดให้บริการอย่างเสรี

เมียนมา มีนโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของภาคเกษตร โดยสนใจความร่วมมือการลงทุนเรื่องการเกษตรทุกรูปแบบ ได้แก่ ข้าว อ้อย/น้ำตาล ปลา/อาหารทะเล ผลไม้(มะม่วง กล้วย) โคนม/โคเนื้อ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ยังผลิตสินค้าเกษตรแบบใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน เทคโนโลยีการผลิตในระดับต่ำ ยังใช้แรงงานคนและสัตว์เป็นหลัก ซึ่งขณะนี้มีการกำหนดเขต Zoning ส่งเสริมการทำการเกษตร ตามความเหมาะสมของศักยภาพพื้นที่ ภายใต้การดำเนินงานตามแผนพัฒนาการเกษตร 5 ปี ของเมียนมา โดยได้กำหนดเขตการจัดการพื้นที่ ออกเป็น เขตการทำเกษตรกรรม เขตการทำปศุสัตว์  เขตการทำประมง และเขตการทำป่าไม้

ทั้งนี้ เมียนมา มีความต้องการให้เกิดความร่วมมือด้านการเกษตรในด้าน Improvement, Transfer Technology และ Processing Development สินค้าเกษตรสำคัญที่ต้องการพัฒนาในลำดับแรก คือ สินค้าข้าว โดยเฉพาะในด้านการตลาด และการร่วมลงทุนโรงสี และโคนม ที่ต้องการส่งเสริมการลงทุนผลิตน้ำนม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ เมียนมาได้เริ่มจัดทำ Cattle Zoning บริเวณรัฐฉาน และเอยะวดี เพื่อเชื่อมโยงกับการทำ Contract Farming กับบริษัทการเกษตรของไทย และมีความร่วมมือกับต่างประเทศ ในด้านปศุสัตว์ ในโครงการความร่วมมือภายใต้กรอบ ACMECS, JICA, FAO, IFAD  ส่วนด้านประมง มีการร่วมลงทุนกับประเทศเวียดนาม ไทย ฮ่องกง สหภาพยุโรป และเนเธอร์แลนด์ ในด้านสินค้าพืชมีโครงการความร่วมมือกับ FAO, CABIและเกาหลีใต้