สศก.เผยภาพรวมดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนกรกฎาคมลดลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292769

สศก.เผยภาพรวมดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนกรกฎาคมลดลง

สศก, สศก, กรกฎาคม 2559

สศก.เผยภาพรวมดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนกรกฎาคมลดลง

                  นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนกรกฎาคม 2560 พบว่า      ลดลงร้อยละ 15.62 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (กรกฎาคม 2559)  โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่          มันสำปะหลัง ราคาลดลงเนื่องจากราคาส่งออกมันเส้นและแป้งมันสำปะหลังอยู่ในเกณฑ์ต่ำประกอบกับฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้หัวมันสำปะหลังที่เกษตรกรเก็บเกี่ยว มีเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลังค่อนข้างต่ำ ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น แต่มาตรการเพิ่มความต้องการใช้ด้านพลังงานช่วยพยุงราคาไว้ได้ระดับหนึ่ง ลำไย ราคาลดลงเนื่องเป็นช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ราคาอ่อนตัวลงแต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง       สุกร ราคาลดลงเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนทำให้มีอาหารและสัตว์น้ำตามธรรมชาติมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อสุกรชะลอตัวลงเล็กน้อย และกุ้งขาวแวนนาไม ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกจำหน่ายสู่ตลาดปริมาณเพิ่มขึ้น

                 สำหรับสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากพื้นที่ปลูกยางในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกและมีฝนตกหนักในบางแห่งของภาคใต้ ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตยางออกสู่ตลาดน้อยลง  และ ไก่เนื้อ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณผลผลิต ไก่เนื้อออกสู่ตลาดใกล้เคียงกับความต้องการบริโภค และภาวะการค้าคล่องตัวขึ้นในช่วงวันหยุดต่อเนื่อง

                 ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนกรกฎาคม 2560 พบว่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.38  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (กรกฎาคม 2559) สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย มังคุด สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม สำหรับเดือนสิงหาคม 2560 คาดว่าดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนสิงหาคม 2559 โดยสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลำไย มังคุด และกุ้งขาวแวนนาไม

“อำนวยพร”ติดตามแผนดำเนินงานป่าไม้ภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292737

“อำนวยพร”ติดตามแผนดำเนินงานป่าไม้ภาคตะวันออก

อำนวยพร ชลดำรงกุล, อำนวยพร, ติดตาม, แผน, ดำเนินงาน, ป่าไม้, ภาค, ตะวันออก

“อำนวยพร”ติดตามแผนดำเนินงานป่าไม้ภาคตะวันออก

             วันที่ 21 ส.ค.60 เวลา 09.00 น.นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ พร้อมผู้แทน สผส. ตรวจติดตามการดำเนินงานตามแผนงานและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2560 ของ สจป.9 สาขาปราจีนบุรี โดยมี นายธวัชชัย วิจิตร์วงษ์ ผอ.สจป.9 สาขาปราจีนบุรี ผอ.ส่วนต่างๆ ป่าไม้จังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายก และข้าราชการ พนักงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมชี้แจงการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค์ พร้อมรับฟังคำแนะนำเสนอแนะจาก ผต.ปม. เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป

KID’S WORLD…มหัศจรรย์โลกของเด็ก ปี 5 “เปิดโลกนอกตำรา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292682

 KID’S WORLD…มหัศจรรย์โลกของเด็ก ปี 5  “เปิดโลกนอกตำรา”

เปิดโลกนอกตำรา, Kids, ดรอาณดา นิรันตรายกุล,  Kids,  เปิดโลกนอกตำรา, แมงมุม, ธกส, โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 Kid’s World…มหัศจรรย์โลกของเด็ก ปี 5  “เปิดโลกนอกตำรา”

                ดร.อาณดา นิรันตรายกุล   รองผู้อำนวยการอุทยานหลวงราชพฤกษ์ รักษาการผู้อำนวยการอุทยานหลวงราชพฤกษ์ เผยว่า “งาน Kid’s World มหัศจรรย์โลกของเด็กที่จัดขึ้นในทุกปีนั้น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยได้รับความสนใจจากน้องๆ เยาวชนทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และต่างจังหวัดเป็นอย่างดี และเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนนอกห้องเรียนอย่างต่อเนื่อง อุทยานหลวงราชพฤกษ์จึงได้จัดงาน Kid’s World มหัศจรรย์โลกของเด็ก ปี5 ภายใต้แนวคิด “เปิดโลกนอกตำรา…Let’s go learn fin fun!” ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 3 กันยายน 2560 ภายในงานน้องๆ จะได้ท่องโลกดึกดำบรรพ์ไขความลับไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี ซึ่งในปีนี้ได้รับความร่วมมือจาก Hidden Village Chiangmai หมู่บ้านลึกลับเมืองไดโนเสาร์เชียงใหม่ ได้นำ “ไดโนเสาร์และฟอสซิล” มาจัดแสดงให้น้องๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์โลกล้านปี อีกทั้งยังจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสัญชาติญาณนักล่า..เจ้าแห่งการชักใย อย่างเจ้า “แมงมุม” สัตว์ตัวน้อยๆ ที่หลายคนมองว่าน่ากลัว ใครเลยจะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วแมงมุมเป็นสัตว์ที่มีความน่ารักจนน่าเหลือเชื่อ พร้อมตะลุยการผจญภัยขุมทรัพย์ความรู้ตามสวนหน่วยงานภาคี สนุกกับดินแดนมหัศจรรย์แห่งการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับยุค Thailand 4.0 อีกทั้งยังมีโซนสำหรับเด็กน้อยกับการเสริมสร้างจินตนาการสร้างสรรค์สุดครีเอทีฟ พร้อมเพลิดเพลินกับการแสดง และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายตลอดทั้งวัน สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย สำหรับอัตราค่าเข้าชมอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ผู้ใหญ่ไทย 100 บาท เด็กไทย 70 บาท ผู้ใหญ่ชาวต่างชาติ 200 บาท เด็กชาวต่างชาติ 150 บาท
ทั้งนี้ ยังมีสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่มาร่วมงาน ลูกค้าคนพิเศษของหน่วยงานภาคี เพียงแค่มี “บัตร Big Card/ สลิปใบเสร็จรับเงินไม่จำกัดมูลค่าที่ซื้อสินค้าใน บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ทุกสาขา/ บัตร 7 Card/ สลิปใบเสร็จรับเงินไม่จำกัดมูลค่า สำหรับลูกค้า เซเว่น อีเลฟเว่น และ ซีพี เฟรชมาร์ท ทุกสาขา/ บัตร Blue Card/ บัตร ATM บัตรสินเชื่อเกษตรกร สมุดเงินฝากของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)/ บัตร ATM ธนาคารกรุงไทย” ใช้สิทธิ์แลกบัตรเข้าชมสวน 1 บัตร/ สลิป ต่อ 1 สิทธิ์ ณ จุดจำหน่ายบัตรอุทยานหลวงราชพฤกษ์ที่เดียวเท่านั้น และทุกวันเสาร์-อาทิตย์ “ชาวจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน” แสดงบัตรประชาชนเข้าชมสวนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย”
หากสถาบันการศึกษาใดมีความประสงค์นำนักเรียนเข้าร่วมงาน “Kid’s World มหัศจรรย์โลกของเด็ก ปี 5” (โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย) สอบถามรายละเอียดได้ที่ 053-114110-5 หรือดาวน์โหลดใบตอบรับเข้าร่วมงานได้ที่ http://www.royalparkrajapruek.org

รมว.ทส.พบประชาชนแก้ไขปัญหา การถือครองที่ดินในพื้นที่อุทยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292647

รมว.ทส.พบประชาชนแก้ไขปัญหา การถือครองที่ดินในพื้นที่อุทยาน

รมว.ทส.พบประชาชนแก้ไขปัญหา การถือครองที่ดินในพื้นที่อุทยาน

 

                 วันที่ 20 สิงหาคม 2560 เวลา 10.00 น. พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะเดินทางมา โรงเรียนบ้านราษฎร์ ตำบลบ้านราษฎร์ อำเภอเสิงสาง และอำเภอใกล้เคียง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อรับทราบและแก้ไขปัญหา จากราษฎรในเรื่องที่ดินทำกินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน  อำเภอเสิงสาง

โดยมีนายสมภพ ณีศะนันท์ นายอำเภอเสิงสาง ตัวแทนผวจ.กล่าวตอนรับและ ออส. (นายธัญญา เนติธรรมกุล) กล่าวรายงาน พร้อมด้วยราษฎรจาก 1. อบต.บ้านราษฎร์ 2. อบต.สระตะเคียน 3. อบต.โนนสมบูรณ์

4.ตัวแทนจากอำเภอวังน้ำเขียว 5.และราษฎรจากอำเภอใกล้เคียง

รมว.ทส ได้กล่าวกับราษฎรว่า ปัญหานี้ มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2490  มีการประกาศป่าสงวนฯปี 2509 และประกาศเป็นอุทยานฯเมื่อปี 2524 ในการแก้ปัญหาจึงให้ยึดหลัก 3 หลัก คือ หลักตามกฎหมายตามความเป็นอยู่ราษฎร และตามความสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าไม้

อนึ่งตามแนวทางแก้ไขปัญหาทั้ง 3 หลัก จะมีการแบ่งบุคคลเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่อยู่เดิมและปฏิบัติตามกติกา 2. กลุ่มคนที่อยู่ในพื้นที่และมีการเปลี่ยนมือ ซึ่งอาจจะผิดหรือถูก จึงต้องแก้ไขเป็นรายๆไปและ3. กลุ่มผิดกฎหมาย

สำหรับการแก้ไขปัญหาบุคคลกลุ่มที่ (1) ขณะนี้ทางรัฐบาลโดย ทส.ได้มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาคือ 1. ทส.ได้ปรับปรุงพรบ.อุทยานฯ 2504 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนกฤษฎีกาโดยมีมาตราที่สำคัญคือให้ออส. มีอำนาจสามารถอนุญาตให้ราษฏรใช้ประโยชน์พื้นที่อุทยานฯได้ คาดว่าจะเสร็จภายใน 6-8 เดือน ตามโรดแม็บของรัฐบาลชุดนี้

กรณีที่ 2 หากมีปัญหากับพรบ.อุทยานฯดังกล่าว  ทส.ก็จะแก้ไขปัญหาโดยการเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯให้กลับเป็นป่าสงวนฯแล้วนำมาจัดเป็นพื้นที่ คทช.ให้แก่ประชาชนต่อไป…..

กรมชลเสนอแผนจัดการน้ำทั้งระบบที่ประชุมครมสัญจร 22 สิงหาคมนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292604

กรมชลเสนอแผนจัดการน้ำทั้งระบบที่ประชุมครมสัญจร 22 สิงหาคมนี้

กรมชลเสนอแผนจัดการน้ำทั้งระบบที่ประชุมครมสัญจร 22 สิงหาคมนี้

              ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่สำรวจพนังกั้นน้ำชีที่จังหวัดร้อยเอ็ดตามข้อสั่งการของ พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม และบินสำรวจสภาพโครงข่ายลำน้ำในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ว่า จากการเกิดเหตุการณ์ภัยแล้งต่อเนื่องปี 58-59 และอุทกภัยในพื้นที่ภาคอีสานและภาคใต้ในปี 2560 พล.อ.ประยุทธ์จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จึงสั่งการให้ร่วมบูรณาการหาแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน และได้มอบหมายให้มีการปรับและทบทวนแผนงานตามยุทธศาสตร์น้ำของประเทศให้สอดรับกับสภาวการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ พร้อมเร่งรัดดำเนินการได้ทันทีในโครงการที่มีพร้อมให้พิจารณาบรรจุไว้ในแผนงบประมาณปี 2561 และปี 2562

               สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีพื้นที่การเกษตรกว่า 63 ล้านไร่ มากที่สุดของประเทศ แต่ยังขาดความมั่นคงในเรื่องน้ำ เนื่องจากความไม่สมดุลของการกระจายตัวของฝนและลักษณะภูมิประเทศมีส่วนสำคัญที่ทำให้พื้นที่ภาคอีสานแห้งแล้ง ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และเกษตรกรตัองพึ่งพาอาศัยน้ำฝนทำการเกษตร นอกจากนั้นในฤดูฝนก็ประสบปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะพื้นที่ริมขอบแม่น้ำโขง และสองฝั่งลำน้ำชี-มูลอย่างเช่นที่เกิดในหลายพื้นที่ในขณะนี้

                ที่ผ่านมา กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พัฒนาแหล่งน้ำตามนโยบายรัฐบาล ผลงานตั้งแต่ปี 2557-2560 พัฒนาแหล่งน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,276 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 487 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้พื้นที่ชลประทาน 782,973 ไร่ ประมาณร้อยละ 50 ของทั้งประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นการเพิ่มความจุแหล่งเก็บน้ำเดิมและพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่ท้องถิ่นต้องการและใช้เวลาสำรวจออกแบบไม่นานนัก เช่น แก้มลิง ฝาย และประตูระบายน้ำเพื่อนำน้ำก่อนไหลลงแม่น้ำโขงมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และระบบชลประทาน ที่ทำได้โดยไม่กระทบกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า จากแผนงานเดิมมและกระจายทั่วไปทั้งภาคอีสาน

                 รองอธิบดีกล่าวอีกว่า จากการที่เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ริมลุ่มน้ำชี-มูล และริมชายขอบแม่น้ำโขง ได้มีการปรับแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าวประกอบด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อสร้างประตูระบายน้ำ เช่น ปตร.น้ำพุง-น้ำก่ำควบคู่กับทางผันน้ำร่องข้างเผือก ปตร.ศรีสองรัก ปตร.ห้วยหลวง ขุดลอกหนองบึงและทางน้ำธรรมชาติ เช่น หนองหารและน้ำก่ำ วางแผนพัฒนาหนองหารจังหวัดสกลนคร และปรับปรุงอ่างเก็บน้ำเดิมให้มีประสิทธิภาพเก็บกักน้ำและมีความมั่นคงมากขึ้น พร้อมศึกษาความเหมาะสมโครงการบรรเทาอุทกภัยอุบลราชธานี ศึกษาโครงการผันน้ำป่าสัก-ลำตะคอง ศึกษาฟื้นฟูแหล่งน้ำ และการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิมที่มีอยู่และเพื่อสร้างความมั่นคงน้ำในระยะยาวพิจารณาวางโครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูล เป็นต้น

                 ส่วนปัญหาน้ำในจังหวัดนครราชสีมานั้นมีทั้งปัญหาขาดแคลนน้ำและน้ำท่วม กรมชลประทานได้จัดทำแผนงานเพื่อเสนอรัฐบาลผ่าน กนช. พิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ในวันที่ 22 สิงหาคม นี้ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งโครงการจะแก้ไขและบรรเทาอุทกภัยและขาดแคลนน้ำมีหลายรูปแบบ อาทิ การก่อสร้างประตูระบายน้ำ แก้มลิง และพิจารณาสร้างทางระบายน้ำเพิ่มเติมช่วงลำเชียงไกรตอนล่างและลำสะแทด” ดร.สมเกียรติกล่าวในที่สุด

ภารกิจพัฒนาอีสานสู่มิติใหม่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292598

ภารกิจพัฒนาอีสานสู่มิติใหม่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง

ภารกิจพัฒนาอีสานสู่มิติใหม่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

 อีสาน แม้เป็นภาคที่ได้ชื่อว่ายากลำบาก ประชาชนยากจนก็จริง แต่อนาคตกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ไหนจะเป็นภาคที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ไหนจะมีจำนวนประชากรมากเช่นกัน ไหนจะเป็นจุดเชื่อมโยงไปยังอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และเชื่อมโยงลงมาด้านล่างของประเทศไทย

รัฐบาล คสช. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอีสาน โดยประกาศนโยบายนำอีสานไปสู่มิติใหม่ คือ ศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

 อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงประกอบด้วย 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 2.34 ล้านตารางกิโลเมตร และประชากรกว่า 250 ล้านคน

ดั่งที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กล่าวไว้ว่า อีสานมีปัญหาหลักอยู่ 2 เรื่องใหญ่ คือ ปัญหาน้ำ และปัญหาการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

เรื่องน้ำ ทั้งปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วม รัฐบาลได้ดำเนินการปีแรกในปี 2557 เป็นโครงการเล็กไม่ยุ่งยาก เพื่อตอบสนองปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน แต่ผลงานโดยรวม 3 ปี (พ.ศ.2557-2560) ของรัฐบาล คสช. จะเท่ากับรัฐบาลก่อนหน้าดำเนินการ 12 ปี กล่าวคือพัฒนาโครงการชลประทาน 1,247 โครงการ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 762,973 ไร่ เพิ่มน้ำต้นทุนได้ 487 ล้านลูกบาศก์เมตร

แผนระยะต่อไปในปี 2561-2562 รัฐบาลจะเร่งพัฒนาโครงการขนาดใหญ่แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง 476 โครงการ เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 2.01 ล้านไร่ เพิ่มน้ำต้นทุน 2,926 ล้านไร่ เปรียบเทียบแล้วจะมากกว่ารัฐบาลก่อนๆ หลายเท่าทีเดียว

“เฉพาะภาคอีสานจะมีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 1.15 ล้านไร่ เกือบ 50% ของพื้นที่ชลประทานที่เพิ่มขึ้นทั้งประเทศ น้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น 1,254 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 42.86% ของน้ำต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว

ส่วนการเพิ่มมูลค่าผลผลิตสินค้าเกษตร พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า นโยบายเกษตรแปลงใหญ่เป็นเป้าหมายสำคัญในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกมาตรฐานคุณภาพสินค้า ขั้นต่อไปจะนำเกษตรแปลงใหญ่จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ซึ่งจะเพิ่มเติมเรื่องแหล่งเงินทุน การบริหารจัดการ การเชื่อมโยงและการตลาด รวมทั้งส่งเสริมเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพราะเกษตรกรภาคอีสานยังจำหน่ายผลผลิตขั้นต้น มูลค่าน้อย หากได้แปรรูปจะเพิ่มมูลค่าได้มาก

“เป็นเรื่องต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน ใช้ระบบการทำงานประชารัฐ ระดมหน่วยราชการสนับสนุน โดยมีภาคเอกชนมาช่วยการบริหารจัดการและการตลาด รวมถึงการสร้างตราสินค้า (แบรนด์) และยกระดับมาตรฐานสินค้าด้วย”

สอดรับกับมุมมองของ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์  รองอธิบดีกรมชลประทาน ที่ระบุว่าการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคอีสานเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.15 ล้านไร่ และเพิ่มน้ำต้นทุน 1,254 ล้านลูกบาศก์เมตรนั้น จะดำเนินการในปีงบประมาณ 2561 จำนวน 174 โครงการ งบประมาณ 8,129 ล้านบาท และแผนปี 2562 จำนวน 40 โครงการ งบประมาณ 9,812 ล้านบาท

ตัวอย่างโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคอีสาน เช่น จ.ชัยภูมิ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำลำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ จ.ร้อยเอ็ด-การปรับปรุงพนังกั้นแม่น้ำชีที่ทรุด จ.อุบลราชธานี-โครงการป้องกันน้ำท่วม จ.สกลนคร-การพัฒนาลุ่มน้ำก่ำและการขุดลอกหนองหาร จ.นครราชสีมา-ศึกษาการเพิ่มปริมาณน้ำให้อ่างเก็บน้ำลำตะคองโดยสูบน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และผันน้ำลำตะคอง-ลำเชียงไกร-ลำสะแทด-แม่น้ำมูล

เป็นก้าวย่างที่สำคัญสำหรับอีสานที่มีน้ำต้นทุนเดิมกว่า 8,000 ล้านลูกบาศก์เมตร การเพิ่มน้ำต้นทุน 1,254 ล้านลูกบาศก์เมตร ในระยะ 2 ปีข้างหน้า ย่อมหมายถึงการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน เพิ่มผลผลิตสินค้าเกษตร พร้อมๆ กับการเพิ่มปริมาณการค้าขาย การเดินทางท่องเที่ยว ที่หนุนส่งอีสานเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

                          อีสานมั่นคงแข็งแรงขึ้น ประเทศไทยย่อมแข็งแรงและมั่นคงด้วยไม่ต้องสงสัย!

สานต่องานตามพระราชดำริสอนวิชาสหกรณ์ทางไกลผ่านดาวเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292522

สานต่องานตามพระราชดำริสอนวิชาสหกรณ์ทางไกลผ่านดาวเทียม

สานต่องานตามพระราชดำริสอนวิชาสหกรณ์ทางไกลผ่านดาวเทียม

             ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การถ่ายทอดวิชาสหกรณ์ทางไกลผ่านดาวเทียมไปยังโรงเรียนเป้าหมาย 30,000 กว่าแห่งประเทศ ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการและมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในการร่วมจัดทำหลักสูตรการสอนวิชาสหกรณ์เพื่อถ่ายทอดไปยังโรงเรียนเป้าหมายทั่วประเทศ ซึ่งในเทอมที่ 1 จะสอนในวิชาสหกรณ์ทางไกลผ่านดาวเทียมในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภายใน 1 ปี และเมื่อเด็กนักเรียนได้รับความรู้ในทางทฤษฎีไปแล้ว ก็จะมีการทดลองปฏิบัติจริง โดยมีกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ควบคู่ไปด้วย เพราะว่าต้องเรียนไปด้วย และปฏิบัติไปด้วย ถึงจะเข้าใจในเรื่องสหกรณ์อย่างถ่องแท้

           ซึ่งทางกรมฯมีแนวคิดที่จะพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบวิธีการถ่ายทอดความรู้วิชาสหกรณ์ เพื่อให้มีความน่าสนใจและนักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น

          “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญเรื่องของการสหกรณ์ ในทุกโครงการที่พระองค์ท่านมีพระราชดำริให้ดำเนินการ จะใช้วิธีการสหกรณ์เข้าไปพัฒนาและขับเคลื่อนโครงการต่างๆ มีความเข้มแข็ง สำหรับโรงเรียนวังไกลกังวล เป็นโรงเรียนที่ทรงอุปถัมภ์ ในอดีตที่ผ่านมาพระองค์ทรงเสด็จฯมาเป็นพระอาจารย์ด้วยพระองค์เอง กรมส่งเสริมสหกรณ์รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและถือว่าเป็นความโชคดีที่ได้รับโอกาสจากทางโรงเรียน ให้เข้ามาเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิธีการสหกรณ์ให้กับนักเรียน เพื่อสานต่อแนวพระราชดำริของพระองค์สู่เยาวชนรุ่นหลังสืบไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

                สำหรับโรงเรียนวังไกลกังวล นอกเหนือจากการจัดหลักสูตรการสอนวิชาสหกรณ์โดยถ่ายทอดทางไกลผ่านดาวเทียมแล้ว ยังมีการสอนวิชาสหกรณ์ในชั้นเรียน และการจัดกิจกรรมสหกรณ์ร้านค้าในโรงเรียนควบคู่กัน เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าในได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น การจัดหลักสูตรวิชาสหกรณ์จะดำเนินการให้สอดคล้องกับโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เปิดสอนวิชาสหกรณ์ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผนวกเข้ากับวิชาสังคมศึกษา จำนวน 3 ห้องเรียน ส่วนกิจกรรม ที่ 2 จะสอนเรื่องสหกรณ์ในชั่วโมงชมรมสหกรณ์ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 7 ห้อง โดยจะเรียนรวมกันทั้งหมด และจะมีการผลิตสื่อการสอนวิชาสหกรณ์ การจัดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้เรื่องสหกรณ์ให้กับนักเรียนแบ่งเป็นฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ ซึ่งจะเน้นหนักในหลักการ วิธีการสหกรณ์ เพื่อให้เด็กได้มีความรู้ในเรื่องสหกรณ์ และแนวทางในการทำงานร่วมกัน การรู้จักเสียสละแบ่งปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามแนวทางของสหกรณ์ เพื่อให้เด็กเติบโตและนำความรู้ด้านสหกรณ์ไปใช้ได้ในอนาคต

                สำหรับกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ โรงเรียนวังไกลกังวลได้ดำเนินการร้านค้าสหกรณ์อย่างเป็นทางการ เมื่อปีพ..2558 โดยทางศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 16 จังหวัดเพชรบุรีได้เข้ามาแนะนำเกี่ยวกับระบบการจัดการร้านค้าในรูปแบบสหกรณ์ เพราะว่าร้านสหกรณ์แห่งนี้เปิดขึ้นมาจากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับสั่งให้ดำเนินการจัดตั้งร้านค้าสหกรณ์ขึ้นในโรงเรียนและดำเนินการในถูกต้องตามรูปแบบร้านค้าสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเข้ามาปรับปรุงร้านค้า จัดทำป้ายภายในร้าน และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 16 ทำหน้าที่เป็น พี่เลี้ยง เข้ามาดูแลกิจการร้านค้าสหกรณ์ของโรงเรียนวังไกลกังวลอย่างเต็มรูปแบบ

                    ผลจาการพัฒนาการดำเนินการร้านค้าสหกรณ์ของโรงเรียนวังไกลกังวลในปีที่ผ่านมา มีกำไรจำนวน 300,000 กว่าบาท เนื่องจากเด็กนักเรียนให้ความสนใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกร้านสหกรณ์ของโรงเรียน โดยทางโรงเรียนจะเน้นในเรื่องการปฏิบัติ จะสอนให้รู้จักความพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อหรือฟุ่มเฟือย โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต กิจกรรมต่อจากนี้คือจะมีการเปิดสอนอาชีพเสริมให้กับนักเรียน เช่น การทำผ้าบาติก การปลูกผักอินทรีย์ การทำเกษตรกรรมและการเลี้ยงไก่ เป็นต้น เนื่องจากต้องการให้เด็กได้มีแนวทางในการทำอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ในกรณีที่บางคนไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ ก็ยังสามารถหาเลี้ยงตนเอง ช่วยเหลือครอบครัว สามารถประกอบอาชีพได้ และมีความรู้ในการประกอบอาชีพให้กับตนเอง เพื่อมีรายได้ในการยังชีพ และยังเปิดโอกาสให้นักเรียนนำสินค้าและผลผลิตจากการฝึกทำอาชีพเสริมมาวางขายในร้านค้าสหกรณ์ของโรงเรียนด้วย

                 กรมส่งเสริมสหกรณ์คาดหวังว่า โรงเรียนวังไกลกังวลเป็นโมเดลต้นแบบของการเสริมสร้างการเรียนรู้วิชาสหกรณ์ให้กับนักเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างเข้มแข็งด้วยแนวทางสหกรณ์ เป็นการเริ่มต้นสังคมเล็กๆ ในโรงเรียน ที่นำวิชาสหกรณ์มาเสริมสร้างพฤติกรรมและลักษณะนิสัยที่ดีให้กับเยาวชนเพื่อที่จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่และรับผิดชอบต่อสังคม เพราะหลักการของสหกรณ์เป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ที่ทุกคนต้องรู้จักการทำงานร่วมกัน คิดวางแผนร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของสมาชิก ต้องมีความอดทน เสียสละและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียนยังเป็นกระบวนการที่ช่วยเสริมสร้างความสามัคคีของนักเรียนให้งอกงามและแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นด้วย

“ปานฑิต”อดีตรองดีดีบินไทยรั้งที่ปรึกษาคกก.สถานีวิทยุมก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292520

“ปานฑิต”อดีตรองดีดีบินไทยรั้งที่ปรึกษาคกก.สถานีวิทยุมก.

สถานีวิทยุมก, ปานฑิต, สถานีวิทยุมก, มหาชน

“ปานฑิต”อดีตรองดีดีบินไทยรั้งที่ปรึกษาคกก.สถานีวิทยุมก.

         รายงานข่าวจากสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(สถานีวิทยุมก.)แจ้งว่านายปานฑิต ชนะภัย อดีตรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารระดับสูงที่มากประสบการณ์ ในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านการตลาด รับเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(สถานีวิทยุมก.) ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานีวิทยุ ม.ก.ในวันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม 2560 นี้  โดยนายปานฑิตจะเข้ามาร่วมเป็นที่ปรึกษาบอร์ดของสถานีวิทยุ ม.ก. อันจะทำให้เห็นทิศทางในการก้าวกระโดด ของสถานีวิทยุ ม.ก.ต่อไปในอนาคต ซึ่งคงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ในทุกด้าน

สำหรับนายปานฑิต ชนะภัย อดีตรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่  เคยร่วมงานกับการบินไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2526 ผ่านประสบการณ์ทำงาน ด้านการตลาดการขาย บริการลูกค้าและบริหารทรัพยากรบุคคล ล่าสุดได้รับทาบทามให้มานั่งเป็นที่ปรึกษา คณะกรรมการบริหารสถานีวิทยุมก. ซึ่งจะมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคมที่จะถึงนี้

“ชุติมา” เยือนแปลงใหญ่อินทรีย์ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292471

“ชุติมา” เยือนแปลงใหญ่อินทรีย์ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์

ชุติมา บุณยประภัศร, ชุติมา

“ชุติมา” เยือนแปลงใหญ่อินทรีย์ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ ณ จังหวัดบุรีรัมย์ว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวคุณภาพในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยได้หารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด  และรองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ โดยได้ขอความร่วมมือให้ทางจังหวัดเชิญชวนผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ จับคู่กับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์และข้าว GAP
หลังจากนั้น ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนาแปลงใหญ่ประชารัฐ อ.ลำปลายมาศ และแปลงนาอินทรีย์ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และ ธ.ก.ส. โดยได้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และรับฟังปัญหาอุปสรรคกับเกษตรกรสมาชิกนาแปลงใหญ่และนาอินทรีย์
“จากการลงพื้นที่วันนี้ พบว่า เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง มาสมัครเข้าโครงการนาแปลงใหญ่และนาอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเห็นตัวอย่างของแปลงปีที่แล้วที่ประสบความสำเร็จ มีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะนาอินทรีย์ ผลิตไม่พอกับความต้องการของตลาดและขายได้ราคาดี ถึงแม้ราคาข้าวทั่วไปจะตกต่ำ เพราะเป็นข้าวที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ทั้งนี้เกษตรกรที่สนใจมาเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่และนาอินทรีย์ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด กรมการข้าว หรือสายด่วนหมอข้าว 1170 กด 4 ” นางชุติมา กล่าว
นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า จ.บุรีรัมย์ มีพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วม พื้นที่นาได้รับความเสียหายบางส่วน แต่พี่น้องเกษตรกรได้ช่วยเหลือกันเอง โดยไม่ได้รอความช่วยเหลือจากรัฐเพียงอย่างเดียว ทำให้ได้เห็นน้ำใจของชาวนาไทยที่มีต่อกัน จึงรู้สึกประทับใจมาก โดยชาวนาได้มีการแบ่งปันต้นข้าวที่รอดจากน้ำท่วมให้เพื่อนบ้านไปปักดำในนาที่ข้าวรอบแรกเสียหายจากน้ำท่วมด้วย

“อดุลย์”เดินหน้าน้อมนำศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาคนไร้ที่พึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292462

“อดุลย์”เดินหน้าน้อมนำศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาคนไร้ที่พึ่ง

“อดุลย์”เดินหน้าน้อมนำศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาคนไร้ที่พึ่ง

วันที่ 18 สิงหาคม 2560 เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินทางไปติดตามความก้าวหน้ากระบวนการดำเนินงาน “Start up SE ธัญบุรีโมเดล ระยะที่ 2” เพื่อฟื้นฟู พัฒนาศักยภาพคนไร้ที่พึ่งและคนขอทานอย่างครบวงจร ณ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี จ.ปทุมธานี

พล.ต.อ. อดุลย์ กล่าวว่า รัฐบาลมอบหมายกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์   โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ให้เป็นหน่วยงานหลักเพื่อบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาคนไร้ที่พึ่ง คนขอทาน อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ตั้งแต่ต้นทาง โดยการรณรงค์และป้องกันตามแนวคิด “ให้ทานถูกวิธี ลดวิถีการขอทาน” กลางทาง ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้ที่พึ่งและคนขอทานอย่างเป็นระบบ ตามโครงการธัญบุรีโมเดล                 และปลายทาง ส่งต่อโครงการบ้านน้อยในนิคม ฝึกทักษะชีวิตเตรียมความพร้อม เพื่อคืนสู่สังคม

โดยหนึ่งในกระบวนการสำคัญ คือ การคุ้มครอง ฟื้นฟู พัฒนาศักยภาพตามโครงการธัญบุรีโมเดล ที่เริ่มตั้งแต่ปี  2558 โดยน้อมนำศาสตร์พระราชาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง                 เน้นดำเนินงานใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ พื้นที่ คน กองทุน และการบริหารจัดการรายได้ นำร่องในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี จ.ปทุมธานี ด้วยกิจกรรมด้านเกษตรกรรมแบบยั่งยืน พัฒนาทักษะอาชีพตามความสนใจ ซึ่งได้รับ                        การสนับสนุนเงินทุนประเดิมเพื่อใช้ในโครงการจาก คุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 ล้านบาท และขยายผลไปยังสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง        10     แห่ง รวมเป็น 11 แห่งทั่วประเทศ มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ ผู้ใช้บริการในโครงการ ทั้งหมด 1,476 คน

ในจำนวนนี้ ได้เข้าร่วมโครงการบ้านน้อยในนิคม 246  คน เข้าสู่สถานประกอบการได้29 คน ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาทักษะชีวิต 94 คน สามารถกลับสู่ครอบครัวได้ 305 คน ซึ่งได้รับการตอบรับและการเยี่ยมชมศึกษาดูงาน จากหน่วยงานภายนอกอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายประชารัฐในการขับเคลื่อนกิจกรรม ได้แก่ มูลนิธิวัดสวนแก้ว บริษัทปันฝันปันยิ้ม บริษัทวงศ์พานิช บริษัทบางกอกกลาส บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (SCG) และบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นต้น จากความสำเร็จดังกล่าวจึงได้ขยายผลการดำเนินงานธัญบุรีโมเดล ระยะที่ 2 ในปี 2560 โดยอาศัยกลไกความร่วมมือประชารัฐ ดร.มีชัย วีระไวทยะ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์มูลนิธิประชาบดีกิจการเพื่อสังคม ดำเนินการในรูปแบบกิจการ Social Enterprise (SE) และ Corporate Social Responsibility (CSR)

กิจกรรมในวันนี้เป็นการแสดงผลงานความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงาน Start Up SE ธัญบุรีโมเดล ระยะที่ 2 ประกอบด้วย นิทรรศการการพัฒนารูปแบบ SE ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3 โมเดล ได้แก่ นิคมเกษตรกรรมยั่งยืน Hope ผลิตภัณฑ์อาชีวะบำบัด และสินค้าต้นแบบสามชนเผ่า การจำลองกิจกรรมตามแนวคิด School-BIRD การเกษตรประณีต ร่วมกับมูลนิธิประชาบดีกิจการเพื่อสังคม การแสดงผลิตภัณฑ์ Bag Again ขยะรีไซเคิล ร่วมกับบริษัทปันฝัน ปันยิ้ม รวมทั้งการบริจาคเตียงจำนวน 89 เตียง จากสมาคมคลังปัญญาอาวุโสแห่งประเทศไทย

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ขอชื่นชมทุกฝ่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการนี้มา 2 ปีเศษ ซึ่งเราก็ต้องเดินต่อไป นโยบายของนายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่วางไว้ว่าเราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จึงต้องบูรณาการหลายฝ่ายแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบทั้งกทม. ตำรวจ สาธารณสุข ฯลฯ เพื่อจัดระเบียบคนเหล่านี้ต่อไป ซึ่งปัจจุบันเรามีคนเร่ร่อน ขอทาน ประมาณ 5,000 คน หากเป็นประเทศเพื่อนบ้านก็ส่งกลับไปตามกฎหมาย

“พม.ขอขอบคุณประชารัฐที่ร่วมกันนำสินค้าจากฝีมือคนเร่ร่อนขอทานที่ผลิตได้มาจำหน่าย เพื่อให้พวกเขากลับไปยืนในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี จากคนท้องถนนที่ไร้อนาคตก็มีความหวังกลับไป โดยในปี 2561เราจะทำให้ประเทศไทยมีคนเหล่านี้ลดน้อยลง และขอเชิญชวนประชาชนช่วยกันอุดหนุนผลิตภัณฑ์จากคนไร้ที่พึ่ง คนขอทาน เช่น ผักสดปลอดสารพิษ ไข่ไก่ กระเป๋า Bag Again เปิดบริการทุกวัน ในเวลาราชการสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี จ.ปทุมธานี โทร.02 577 1312 หรือ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม โทร.1300″พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว