ปศุสัตว์เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292457

ปศุสัตว์เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีด

ปศุสัตว์, เตือน, เกษตรกร, ผู้, เลี้ยง, จิ้งหรีด

ปศุสัตว์เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดอย่าหลงเชื่อคำชักชวนให้ใช้ยาปฏิชีวนะรักษาจิ้งหรีดป่วย

                 นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้สนใจทำการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อการค้าเพิ่มมากขึ้น  เนื่องจากปริมาณความต้องการของตลาดผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศมีเพิ่มมากขึ้นทุกปี  เนื่องจากจิ้งหรีดเป็นแมลงที่เลี้ยงง่าย  จึงได้มีการพัฒนา ศึกษา คิดค้น ปรับปรุงพันธุ์ และวิธีเลี้ยง  เพื่อให้ได้จิ้งหรีดที่เข้มแข็ง  โตเร็ว  และเพิ่มจำนวนต่อรุ่นของการผลิตให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในพื้นที่ที่มีอยู่  อย่างไรก็ตามจิ้งหรีดอาจมีโอกาสป่วยเป็นโรคได้จากหลายสาเหตุ หลายปัจจัย

อาทิ  โรคไม่ติดเชื้อ  หรือโรคติดเชื้อที่ระบาดตามธรรมชาติ  ระบบสุขอนามัยหรือการสุขาภิบาลที่ไม่ดี การเลี้ยงที่แออัดมากเกินไป  ประกอบกับสภาพอากาศที่มีความแปรปรวน  ร้อนเกินไป  หนาวจัด  น้ำท่วม  ทำให้จิ้งหรีดเกิดความเครียด  อ่อนแอ  ป่วยและล้มตาย  เมื่อมีการตายอย่างผิดปกติ  ผู้เลี้ยงมักจจะเลือกใช้ยาปฏิชีวนะในการแก้ปัญหาเป็นอันดับแรก  บางรายอาจคิดว่าสามารถใช้ยาปฏิชีวนะเป็นตัวกระตุ้นให้จิ้งหรีดเจริญเติบโตเร็วขึ้นได้

ที่ผ่านมาพบว่ามีการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะ  ยาลดไข้  ยาแก้แพ้ หรือยาบำรุงกำลัง  ละลายน้ำหรือผสมอาหารให้จิ้งหรีดกินเพื่อเป็นการรักษาและป้องกันโรค   แต่จากการที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ  กรมปศุสัตว์ได้ทำการพิสูจน์หาสาเหตุการตายอย่างผิดปกติของจิ้งหรีด  ตั้งแต่ปี  2555  ถึง ปัจจุบัน  พบว่าส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสสองชนิด ได้แก่  Cricket irido virus  ที่ทำให้เกิดโรคท้องบวม และ Cricket paralysis virus  ที่ทำให้เกิดโรคอัมพาตจิ้งหรีด  ซึ่งยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา

อธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวเพิ่มเติมว่า  การใช้ยาปฏิชีวนะในจิ้งหรีด  นอกจากการรักษาจะไม่ได้ผลแล้ว  ยังเป็นการเพิ่มต้นทุน และทำให้เกิดยาปฏิชีวนะตกค้างส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้  ดังนั้น เมื่อพบการตายที่ผิดปกติของจิ้งหรีดควรปรึกษาสัตวแพทย์  หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยง   ข้อควรปฏิบัติ  คือ  เก็บตัวอย่างจิ้งหรีดบ่อที่ป่วยตาย  ทั้งตัวเป็นและตัวตาย  รวมกันไม่น้อยกว่า 50  ตัว  ใส่ถุงพลาสติก รัดปากถุงให้แน่น  รีบแช่เย็นและนำส่งห้องปฏิบัติการของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ  หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตว์แพทย์ประจำภูมิภาค  เก็บจิ้งหรีดป่วย  วัสดุหลบซ่อน และเศษซากที่เหลือ  นำไปเผาหรือฝังดินกลบให้ลึกไม่น้อยกว่า  2  เมตร   กันสัตว์ชนิดอื่นมาขุดคุ้ยโรยทับด้วยปูนขาวทั้งก่อนและหลังกลบ  ทำความสะอาดบ่อเลี้ยงด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ได้รับอนุญาตจากกรมปศุสัตว์เท่านั้น  ทิ้งไว้ให้แห้งหรือนำไปตากแดด (ขึ้นกับวัสดุที่ใช้ในการทำบ่อเลี้ยง)  และพักการใช้บ่อเลี้ยงอย่างน้อย  3  เดือน

หากวัสดุที่ใช้ในการทำบ่อเลี้ยงมีลักษณะเป็นรูพรุนมักไม่ประสบผลสำเร็จในการทำความสะอาดมีความจำเป็นต้องทำลายทิ้ง  ไม่ควรนำไข่จิ้งหรีดจากชุดที่ป่วยไปขาย  หรือขยายพันธุ์ต่อเพราะจะมีเชื้อไวรัสติดไปกับผิวของเปลือกไข่  จะทำให้โรคเกิดการแพร่ระบาดขยายวงกว้างขึ้น  ควรทำลายทิ้งเช่นเดียวกับที่ทำลายซากจิ้งหรีดป่วย  หรือวัสดุหลบซ่อน  ก่อนที่จะนำไข่จิ้งหรีดชุดใหม่เข้ามาเลี้ยง  ควรทำการสุ่มส่งตรวจหาเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดจากห้องปฏิบัติการที่ใกล้เคียง  ลงบันทึกประวัติการป่วย ตาย และการจัดการในสมุดบันทึกข้อมูลของฟาร์ม  เพื่อประโยชน์ในการสืบค้น  หลังจากที่ได้รับผลการตรวจยืนยัน  ให้ปรึกษา  ขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและปรับระบบการเลี้ยงใหม่ให้เหมาะสม

“ สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่างหลงเชื่อคำแนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะผสมในอาหาร หรือน้ำให้จิ้งหรีดกิน เพราะยังไม่มีการศึกษา หรือพิสูจน์ในเรื่องผลของการรักษาหรือช่วยในการเจริญเติบโต  และยาอาจไปทำลายแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในทางเดินอาหารของจิ้งหรีดทำให้ระบบการย่อยอาหารผิดปกติได้  หากมีข้อสงสัยเรื่องโรคจิ้งหรีดสอบถามได้ที่  สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ  0 – 2579 – 8908 -14  ต่อ  406 ในวันและเวลาราชการ ”  อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

ผนึก 3 หน่วยงานพัฒนา “กรีนโปรดักซ์” ผ้าไหมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292243

ผนึก 3 หน่วยงานพัฒนา “กรีนโปรดักซ์” ผ้าไหมไทย

ผนึก 3 หน่วยงานพัฒนา “กรีนโปรดักซ์” ผ้าไหมไทย

                  นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมกับ กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหมไทย และการออกแบบ” เพื่อส่งเสริมผ้าไหมไทย โดยร่วมกันวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไหมไทยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีพิธีลงนามอย่างเป็นทางการ ณ ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม2560 ที่ผ่านมา

                “ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นความร่วมมือสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยทั้ง 3 หน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไหมไทยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการต่อยอดผลงานวิจัย การพัฒนานวัตกรรม การจัดการ และงานออกแบบร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมผ้าไหมไทยให้เกิดประโยชน์องค์รวมต่อประเทศเชิงพาณิชย์ รวมทั้งเกิดประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน มีการถ่ายทอดความรู้และทักษะจากภูมิปัญญาด้านไหมไทยไปสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดการสืบทอดต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

                นายสากล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production) เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการผลิตสิ่งทอได้พัฒนายกระดับการผลิต โดยเน้นการลดมลพิษ ณ แหล่งกำเนิด เลือกใช้สีย้อมผ้าที่ไม่มีสาร Azo ที่เป็นอันตราย มีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ภายใต้แนวทางการดำเนินงานสำคัญ 7 ประการ คือ

              1.การวางนโยบายและแผนการผลิต เป็นการกำหนดแนวทางหรือข้อตกลงร่วมกันเพื่อผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 2.การออกแบบการผลิต วัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์ เป็นการวางแผนการผลิตที่จะใช้วัตถุดิบ รวมถึงการใช้บรรจุภัณฑ์ตามความจำเป็นและป้องกันการเสียหายของผลิตภัณฑ์ 3.การจัดการกระบวนการผลิต ลดของเสียจากกระบวนการผลิตให้เหลือน้อยที่สุด และเลือกใช้สีเคมีที่ไม่มีสาร Azo ที่เป็นอันตราย หรือใช้สีย้อมจากธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช้สารช่วยย้อมที่อันตราย เช่น จุนสีหรือคอปเปอร์ซัลเฟต4.การจัดการผลิตภัณฑ์ การควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ก่อนจำหน่าย 5.มาตรการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย 6.การจัดการของเสียจากกระบวนการผลิต อาทิ น้ำเสีย ขยะ และ 7.การอนุรักษ์ทรัพยากรและพลังงาน ได้แก่ การใช้พลังงานทางเลือกหรือชีวมวลที่มาจากวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร

              “ผลการดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน มีสถานประกอบการประเภทสิ่งทอเข้าร่วมโครงการกว่า 680 ราย และผ่านเกณฑ์ระดับดีเยี่ยม (G ทอง) 37 ราย ระดับดีมาก (G เงิน) 76 ราย และระดับดี (G ทองแดง) 134 ซึ่งองค์ความรู้จากโครงการดังกล่าว จะถูกนำมาใช้ต่อยอดส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไหมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถลดมลพิษได้ตั้งแต่แหล่งกำเนิด ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างมูลค่าทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับสังคมและชุมชนได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย” อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมกล่าว

               อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวต่อว่า ในส่วนการส่งเสริมสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคและเพิ่มช่องทางการตลาด (Green Market) รองรับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการที่จะผลิตและจำหน่ายสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนกระบวนการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกัน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้เข้าร่วมเป็นหน่วยงานภาคีในการจัดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP ก้าวไกล ด้วยพระบารมี” ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 12-20 สิงหาคม 2560 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี เพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีโครงการพระราชดำริในการส่งเสริมอาชีพรายได้ของพสกนิกรทั้งประเทศ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี

                นายสากล กล่าวว่า การร่วมเป็นภาคีจัดงานครั้งนี้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม “Green OTOP” ภายใต้แนวคิด “ภูษาอาภรณ์จากทรัพยากรธรรมชาติ” โดยนำผลิตภัณฑ์ผ้าทอที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและผลิตภัณฑ์ Green Product จากผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนในเครือข่ายสิ่งแวดล้อมมาออกบูธจัดแสดงและจำหน่ายภายในงาน เพื่อรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจและส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดสีเขียว (Green Market) ให้แก่ผู้ประกอบการ ทำให้มีพื้นที่รองรับผลิตภัณฑ์ และเกิดแรงจูงใจในการต่อยอดพัฒนาสินค้าไปสู่ระดับสากลต่อไป

             ดังนั้น จึงขอเชิญชวนคนไทยมาเลือกซื้อและสนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลิตภัณฑ์ OTOP อื่นๆ ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 20 สิงหาคมนี้ บริเวณอาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ตลอดจนสมาชิกกลุ่มต่างๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดความมั่นคงต่อไป

มอบรางวัลเกษตรกรศพก. แปลงใหญ่ และปุ๋ยอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292170

มอบรางวัลเกษตรกรศพก. แปลงใหญ่ และปุ๋ยอินทรีย์

เกษตรกรไทยก้าวหน้า, มอบรางวัลเกษตรกรศพก, แปลงใหญ่, และปุ๋ยอินทรีย์ 

มอบรางวัลเกษตรกรศพก. แปลงใหญ่ และปุ๋ยอินทรีย์

                พลเอกฉัตรชัย  สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่เกษตรกรศพก. 882 ศูนย์ , โล่รางวัลผู้ชนะการประกวดแปลงต้นแบบ จำนวน 2 รางวัล และโล่เกียรติยศ ให้แก่ จังหวัดที่มีผลงานส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ดีเด่น 5 รางวัล จัดโดยกรมส่งเสริมการเกษตร ในวันพุธที่ 16 สิงหาคม 2560 ณ สวนลุมพินี เพื่อเป็นไปตามการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เกษตรกรที่เป็นต้นแบบ และสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรอื่นๆ ในการทำการเกษตรที่จะส่งผลต่อคุณภาพ ทั้งการผลิตและสินค้าเกษตรได้คุณภาพมาตรฐาน ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ขับเคลื่อนการดำเนินงาน การคัดเลือกและแต่งตั้งเกษตรกรต้นแบบเป็นคณะกรรมการเครือข่าย ศพก.ระดับจังหวัด เขต และประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 882 ท่าน เพื่อให้ได้รับความรู้ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินงาน ศพก. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนอกจากนี้ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาทิ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ รวมทั้งผลผลิต มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด มีการผลิตร่วมกันเป็นกลุ่มและมีการเชื่อมโยงกับตลาด และกำหนดให้มีการประกวดแปลงต้นแบบระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมทั้งการส่งเสริมการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ ตามนโยบายที่ต้องการให้มีการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง และเกิดผลเป็นรูปธรรม ในพื้นที่ 77 จังหวัด       จึงได้จัดประกวดจังหวัดที่มีผลงานส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ดีเด่น ในฐานะที่สามารถแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติได้สัมฤทธิ์ผล จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ จังหวัดอำนาจเจริญ จันทบุรี บุรีรัมย์ พิจิตร และจังหวัดมหาสารคาม

ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้ หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเกษตรกรต้นแบบเหล่านี้ได้ ในงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี” ตั้งแต่ 16 – 20 สิงหาคม นี้    ณ สวนลุมพินี โดยงานเปิดตั้งแต่ 10.00 – 20.00 น. นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ ทั้งการจำหน่ายสินค้าเกษตร ผัก ผลไม้สดใหม่ ได้คุณภาพ  การสาธิตกิจกรรมทางการเกษตร การอบรมและฝึกอาชีพ อื่นๆอีกมากมาย

ใช้พลุสารดูดความชื้นเสริมประสิทธิภาพทำฝนพื้นที่การเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292105

ใช้พลุสารดูดความชื้นเสริมประสิทธิภาพทำฝนพื้นที่การเกษตร

ฝนหลวง, Hygroscopic flare, ใช้, พลุ, สารดูดความชื้น, เสริม, ประสิทธิภาพ, พื้นที่, การเกษตร

ใช้พลุสารดูดความชื้นเสริมประสิทธิภาพทำฝนพื้นที่การเกษตร

                   วันที่ 16 สิงหาคม 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ  การบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขัง แต่ยังคงมีพื้นที่การเกษตรในบางที่ ได้แก่ อำเภอสูงเนิน สีคิ้ว และปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่ขอรับบริการฝนหลวงให้กับพื้นที่การเกษตรที่ปลูกข้าวและข้าวโพด ซึ่งอยู่ในระยะกำลังเจริญเติบโต และเขื่อนลำตะคองที่ยังมีปริมาณน้ำน้อย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงมอบหมายให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมาและหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดลพบุรี ประสานการ       ปฏิบัติการฝนหลวง เพิ่มปริมาณน้ำโดยใช้พลุสารดูดความชื้น (Hygroscopic flare) เข้ามาเสริมในขั้นตอนเลี้ยงให้อ้วน เพื่อเพิ่มขนาดของเมฆให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น และทำให้ฝนตกลงในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

โดยคุณสมบัติพลุสารดูดความชื้น จะมีอนุภาคเล็กมากกว่าสารฝนหลวงที่ทำให้การคละขนาดอนุภาคมากขึ้น เป็นการเพิ่มปริมาณเม็ดน้ำในเมฆ ซึ่งนำมาเสริมในขั้นตอนของการเลี้ยงให้อ้วน และจากการปฏิบัติการฝนหลวง เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ทั้ง 2 หน่วยปฏิบัติการ ได้ปฏิบัติภารกิจร่วมกัน โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา ปฏิบัติการในขั้นตอนก่อกวนโดยใช้เครื่องบินชนิด BT67 จำนวน 1 ลำ             หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดลพบุรี ปฏิบัติการในขั้นตอนเลี้ยงให้อ้วน ใช้พลุสารดูดความชื้นเสริมการปฏิบัติการฝนหลวง โดยเครื่องบินชนิด AU 23 จำนวน 1 ลำ และในขั้นตอนโจมตีโดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา ใช้เครื่องบินชนิด CASA จำนวน 2 ลำ ส่งผลให้มีฝนตกเล็กน้อย-ปานกลาง บริเวณพื้นที่การเกษตรอำเภอสีคิ้ว สูงเนิน และปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และมีรายงานจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง สำนักชลประทานที่ 8 ที่สามารถวัดปริมาณน้ำฝนที่ตกลงเขื่อนลำตะคองได้ 40 มิลลิเมตร
อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงภูมิภาคอื่นๆ ที่ยังมีความต้องการน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มรับน้ำ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยภาคเหนือ ปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำให้กับเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากยังมีน้ำเก็บกักอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ รวมถึงทางภาคใต้ โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ที่ปลูกพืชชนิดมะพร้าว บริเวณอำเภอปราณบุรี สามร้อยยอด และ    กุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเขื่อนปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

หนุนเกษตรกรนิคมสหกรณ์โคกขามรวมกลุ่มแปลงใหญ่นาเกลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/292073

หนุนเกษตรกรนิคมสหกรณ์โคกขามรวมกลุ่มแปลงใหญ่นาเกลือ

หนุนเกษตรกรนิคมสหกรณ์โคกขามรวมกลุ่มแปลงใหญ่นาเกลือ

                พื้นที่ในตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตเกลือทะเลที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย  ปัจจุบันเกษตรกรที่ยึดอาชีพการทำนาเกลือมีจำนวนลดลง กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทำนาเกลือ จึงได้นำแนวทางการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่เข้ามาดำเนินการสนับสนุนให้เกษตรกรชาวนาเกลือในพื้นที่นิคมสหกรณ์โคกขาม                จังหวัดสมุทรสาคร รวมกลุ่มกันบริหารจัดการนาเกลือแบบแปลงใหญ่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร ช่วยลดต้นทุนการผลิต และพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกลือให้ได้มาตรฐานเดียวกัน  ซึ่งจะทำให้สามารถส่งไปแข่งขันในตลาดได้กว้างมากยิ่งขึ้น และยังช่วยแก้ไขปัญหาราคาเกลือทะเลตกต่ำได้อีกทางหนึ่ง โดยได้เริ่มดำเนินการที่สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด เป็นสหกรณ์นำร่องด้านการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่นาเกลือ

สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด  มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ปี 2480 รัฐบาลสมัยนั้นได้จัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรที่ไม่มีที่ทำกิน แล้วมีนโยบายให้พื้นที่ที่ติดกับทะเลประกอบอาชีพการทำนาเกลือ ต่อมาใน              ปี 2485 ก็เริ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ขึ้นในรูปแบบของสหกรณ์ โดยตั้งชื่อสหกรณ์แห่งแรกว่า “สหกรณ์นิคม              นาเกลือกรุงเทพไม่จำกัด” ต่อมากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้ามาส่งเสริมผลักดันให้มีการค้าขายกับตลาดต่างประเทศ โดยมีคณะกรรมการเข้ามากำกับดูแล จนทำให้สหกรณ์แห่งนี้มีความเข้มแข็งขึ้น และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด”  โดยมี นายเลอพงษ์ จั่นทอง ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสหกรณ์ฯ

ในอดีตการทำนาเกลือที่ผ่านมานั้น ไม่ถือว่าเป็นเกษตรกรรม และพี่น้องราษฎรที่ทำนาเกลือ               ก็ไม่จัดว่าเป็นเกษตรกร ต่อมาในปี 2554 ครม.มีมติให้เกลือทะเลหรือเกลือสมุทรเป็นเกษตรกรรม จึงทำให้วิถีชีวิตของราษฎรเปลี่ยนไปจากนายเหมืองเป็นเกษตรกรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของอาชีพการทำนาเกลือ โดยให้พี่น้องเกษตรกรรวมตัวกันเป็นนาเกลือแปลงใหญ่ สหกรณ์ฯ จึงได้หารือกับสมาชิก และมีมติให้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการทำเกษตรกรรม            นาเกลือแปลงใหญ่ พื้นที่โครงการ  1,120 ไร่ จำนวนสมาชิก 28 ราย โดยตั้งชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มผู้ผลิตเกลือทะเลแปลงใหญ่สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด”

นายเลอพงษ์ กล่าวว่า เชื่อว่าในอนาคตวิถีชีวิตการทำนาเกลือคงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น และขอขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกรการทำนาเกลือ ที่นับวันเกษตรกรทำนาเกลือเริ่มมีจำนวนลดลง เมื่อมีนโยบายแบบนี้เกิดขึ้น ก็ทำให้พี่น้องเกษตรกรเกิดความตื่นตัวที่จะพัฒนาอาชีพการทำนาเกลือ และกระตุ้นให้เกษตรกรกลับมาทำอาชีพนาเกลืออีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสมุทรสาครได้ลงมาขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวอย่างเต็มที่และให้ความสำคัญกับการส่งเสริมแปลงใหญ่นาเกลือ โดยได้มีการประชุมหารือกับสมาชิก เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอน กระบวนการ และวิธีการทำนาเกลือแปลงใหญ่ พร้อมทั้งกำหนดทิศทางที่ชัดเจน เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลต่อไปในอนาคต

ด้านนางอุไร ทับเทศ สหกรณ์จังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า การรวมตัวกันทำนาเกลือในรูปของแปลงใหญ่จะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการ เช่น  การรวมซื้อรวมขาย การรวบรวมอุปกรณ์ต่างๆ ในการทำนาเกลือ ไว้ในจุดเดียวและมีการบริหารจัดการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ ประมาณ 20% จากต้นทุนการผลิตเกลือทะเล 1,200 บาท/เกวียน  ซึ่งวิธีการที่จะช่วยในการลดต้นทุน              การผลิต ประกอบไปด้วย การใช้พลังไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง กังหันลมหวิดน้ำเข้านาเกลือ การใช้แผ่นพลาสติกในการทำนาเกลือ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เครื่องดูดเกลือ สายสะพานลำเลียงเกลือในการขนส่งแทนแรงงงานคน

เมื่อเกษตรกรรวมตัวกันก็จะก่อให้เกิดพลังขึ้น สร้างอำนาจการต่อรองขึ้น และไม่ถูกเอารัด                   เอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง และในอนาคตถ้าเกษตรกรสามารถรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง ก็จะเป็น                      ผู้กำหนดราคาเอง เนื่องจากการผลิตเกลือทะเลจะมีตลาดที่แน่นอน โดยสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด                        จะทำหน้าที่ในการวางแผนการผลิตเกลือทะเล การจัดหาปัจจัยการผลิต การแปรรูปและการตลาด                         ในอนาคตเมื่อเกษตรกรรวมตัวกันเป็นนาเกลือแปลงใหญ่แล้วจะมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพมาอันดับ 1 ซึ่งมั่นใจว่าจะผลิตเกลือให้มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของตลาดมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ทางจังหวัดสมุทรสาครยังได้สนับสนุนงบประมาณส่งเสริมเกษตรกรชาวนาเกลือโดยได้มอบเงินอุดหนุน 20 ล้านบาทให้กับสหกรณ์ชาวนาเกลือ 2 แห่งของจังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่ สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรนาเกลือสมุทรสาคร จำกัด โดยจัดสรรเงินทุนให้ แห่งละ 10 ล้านบาท สำหรับนำไปพัฒนากระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์สินค้าเกลือทะเลให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อรองรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งสหกรณ์ได้วางแผนจัดซื้อเครื่องโม่ เครื่องอบ เครื่องล้าง และโรงจัดเก็บเกลือ เพื่อพัฒนาเกลือสมุทรให้มีคุณภาพได้มาตรฐานสินค้าเกษตร (เกลือทะเล) พร้อมสำหรับการนำเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมได้และยังสามารถแข่งขันในตลาดกับเกลือสินเธาว์ได้มากขึ้น ซึ่งประโยชน์ของเกลือในภาคอุตสาหกรรม สามารถนำไปทำกระจก กระดาษ สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาล้างตา ฟอกย้อม ส่วนในด้านการบริโภค ก็เอาไปทำกะปิ น้ำปลา และสินค้าอื่นๆ อีกมากมายหลายชนิด ซึ่งการแปรรูปจะช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าและผลิตภัณฑ์ เมื่อเป็นนาเกลือแปลงใหญ่แล้ว สหกรณ์จะทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับห้างร้านต่างๆ เพื่อกระจายสินค้าออกสู่ตลาดในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อปี 2559 สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด ยังได้ทำบันทึกข้อตกลงระหว่างหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร กับสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด  ภายใต้โครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์ ตามนโยบายประชารัฐ ของรัฐบาล ซึ่งหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร เข้ามาช่วยเหลือแนะนำเกี่ยวกับการแปรรูปเกลือทะเลเป็น                เกลือสปาและผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกหลายชนิด เช่น เกลือแช่เท้า เกลือสมุนไพรขัดผิว เกลืออโรมา                สบู่เหลวขัดผิว  และเกลือปรับอากาศ ฯลฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ส่งผลทำให้เกลือทะเลมีมูลค่า เพิ่มขึ้น ปัจจุบันได้รับการตอบรับจากตลาดและผู้บริโภคเป็นอย่างดี กลายเป็นของขวัญของฝากที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัดสมุทรสาทร ซึ่งในอนาคตทางสหกรณ์กำลังพัฒนาการผลิตเกลือสปาให้มีความหลากหลาย และขยายไปสู่ตลาดได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมกระบวนการส่งเสริมแปลงใหญ่นาเกลือและผลิตภัณฑ์เกลือสปาได้ที่สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด ต.โคกขาม อ.เมือง สมุทรสาคร โทร.08-6524-1021

ชาวบ้านรามันรวมกลุ่มผลิตแยมลูกหยีสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291919

ชาวบ้านรามันรวมกลุ่มผลิตแยมลูกหยีสร้างรายได้

แยมลูกหยี, ถนนสายยะลา-โกตา , บ้านเฆาะ

ชาวบ้านรามันรวมกลุ่มผลิตแยมลูกหยีสร้างรายได้

                วันที่ 14 สิงหาคม2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บ้านเลขที่76 ม.1ต.โกตา บารู อ.รามัน จ.ยะลา (ถนนสายยะลา-โกตา )ชาวบ้านได้รวมกลุ่มเป็นที่ทำการกลุ่มแปรรูปจากผลไม้ลูกหยี เป็นขนมกินเล่นและเป็นของฝากหลายชนิด ส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศสร้างรายได้เข้าครอบครัว โดยอาศัยช่วงเวลาหลังกรีดยาง เพื่อแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ โดยมีนางแวสะปีเยาะ มะลี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน สาธารณะสุขพัฒนา(บ้านเฆาะ)เป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิกจำนวน10คน

              นางแวสะปีเยาะ มะลี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสาธารณะสุขพัฒนา(บ้านเฆาะ) เปิดเผยว่า สมาชิกส่วนใหญ่มีอาชีพกรีดยาง แต่ภายหลังจากราคายางตกต่ำได้รวบรวมกลุ่มแม่บ้านได้ประมาณ10คน เพื่อแปรรูปจากผลไม้ลูกหยี มาทำเป็นลุกหยีปรุงรส ขนมไทย เบเกอรรี่ และล่าสุดได้แปรรูปจากลูกหยีมาทำเป็นแยมเพื่อรับประทานกับขนมปัง โดยจะมีรสชาดหวานอมเปรี้ยว กลมกล่อม ได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นจำนวนมาก

              ปัจจุบันส่งแยมลูกหยีไปจำหน่ายทั้งส่งและปลีก มีลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลฮัจย์จะมีพ่อค้าและผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์จะซื้อแยมลูกหยี เป็นของฝากญาติ เป็นจำนวนมาก สำหรับในประเทศ ก็จะส่งจำหน่ายตามที่พ่อค้าสั่งจอง โดยเฉพาะตามร้านประชารัฐตามนโยบายของรัฐบาล และร้านสหกรณ์ของธนาคารเกษตรและสหกรณ์จังหวัดยะลา และห้างบิ๊กซี โดยมีวิทยากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนมาให้การอบรมขั้นตอนการแปรรูป รายได้เข้ากลุ่ม ประมาณ 1 แสน 5 หมื่นบาท ต่อเดือน

             “ส่วนปัญหาที่พบในขณะนี้ ก็คือเรื่องสถานที่คับแคบมาก ไม่สะดวกในการนดำเนินการของสมาชิก เพราะสถานที่ถ้าเป็นช่วงเวลาเที่ยง อากาศจะร้อนมาก เพราะอาศัยบ้านแถวเป็นที่แปรรูป ไม่มีหน้าต่าง อากาศไม่ถ่ายเท อยากให้รัฐให้การสนับสนุนในเรื่องของอาคารสถานที่ ที่กว้างกว่านี้ก็จะดีกับสมาชิก เพราะที่บริเวณบ้านไม่มีหน้าต่าง จึงทำให้ไม่มีอากาศถ่ายเท นอกจากนั้นทางกลุ่มยังขาดงบประมาณในการที่จะรับซื้อลูกหยีมาเก็บในจำนวนมากๆ งบทุนที่มีในปัจจุบันมีไม่เพียงพอ หากได้รับการสนับสนุนจากรัฐทางกลุ่มก็จะสามารถดำเนินกิจการได้ต่อเนื่อง เพื่อเป็นรายได้เข้าครอบครัวโดยไม่ต้องเดินทางไปทำงานในประเทศมาเลเซีย ที่สำคัญในภาวะที่ราคายางตกต่ำเช่นนี้” นางแวสะปีเยาะ กล่าว

              นางแวสะปีเยาะ ยังเปิดเผยอีกว่า สำหรับราคา แยมลูกหยี ราคาส่งจำหน่ายขวดละ50บาท ราคาขายปลีกขวดละ60บาท ลูกหยีปรุงรสมีเมล็ด ราคาถุงละ240บาท/กิโลกรัม ไม่มีเมล็ดราคา440บาท/กิโลกรัม เค็ก ราคา5บาท ถึง80บาท ตามขนาด ถ้าเค็กที่ตกแต่งสวยสวยงาม ราคา500บาท

บูรณาการเดินหน้าพัฒนาหนองหารสกลนครเพิ่มประสิทธิภาพบริหารน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291913

บูรณาการเดินหน้าพัฒนาหนองหารสกลนครเพิ่มประสิทธิภาพบริหารน้ำ

หนองหาร, ปตร, 14 สิงหาคม 2560 , ลบม

บูรณาการเดินหน้าพัฒนาหนองหารสกลนครเพิ่มประสิทธิภาพบริหารน้ำ

 

              กรมชลประทานร่วมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าตามแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำจังหวัดสกลนครอย่างยั่งยืน  พร้อมเดินหน้าแผนพัฒนาหนองหารทั้งระบบ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์  รองอธิบดีกรมชลประทาน  เปิดเผยว่า   กรมชลประทานร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าแผนพัฒนาหนองหาร  จังหวัดสกลนคร  โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่รอบบึง ปัญหาคุณภาพน้ำและเพิ่มพื้นที่ใช้ประโยชน์จากน้ำในหนองหารได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้เนื่องจากในปัจจุบันประสิทธิภาพการระบายน้ำจากพื้นที่ลงสู่หนองหาร และประสิทธิภาพการระบายน้ำออกจากหนองหารมีค่อนข้างต่ำเนื่องจากมีสิ่งกีดขวางทางไหลของน้ำ ประกอบกับหนองหารตื้นเขินน้ำไม่สามารถไหลเวียนได้ดี  ระบบบำบัดน้ำเสียที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการเติบโตของเมือง และที่สำคัญยังขาดระบบกระจายน้ำอีกด้วย

สำหรับแผนพัฒนาหนองหารดังกล่าว  ประกอบด้วยการเพิ่มความสามารถในการเก็บกักน้ำของแหล่งน้ำที่มีอยู่ก่อนลงหนองหาร ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำที่เป็นอุปสรรคของน้ำในการไหลลงสู่หนองหาร พัฒนาโครงการผันน้ำส่วนเกินจากต้นน้ำไปท้ายหนองหาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ   โดยการก่อสร้างโครงการประตูระบาย(ปตร.) น้ำพุง – น้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมปรับปรุงร่องช้างเผือก ซึ่งจะสามารถระบายน้ำเพิ่มได้ 53 ลบ.ม.ต่อวินาที  รวมทั้ง ใช้ ปตร.น้ำพุงควบคุมน้ำเข้าสู่ทางระบายน้ำร่องช้างเผือก และคลองหนองแซง-ห้วยซัน-ห้วยยาง ลงสู่ลำน้ำก่ำ ซึ่งจะสามารถระบายน้ำเลี่ยงหนองหารได้ ประมาณ 4.58 ล้านลบ.ม.ต่อวัน

นอกจากนี้จะทำการขุดลอกตะกอนดินหนองหาร และขุดลอกตะกอนปากแม่น้ำที่ไหลลงหนองหารจำนวน 10 แห่ง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลงสู่หนองหาร   และปรับปรุงขุดลอกลำน้ำก่ำและสิ่งกีดขวางทางน้ำในลำน้ำก่ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกจากหนองหารลงสู่แม่น้ำโขง  รวมทั้งเร่งดำเนินการกำจัดวัชพืช เพื่อลดอุปสรรคต่อการไหลเวียนและการระบายน้ำ  และสร้างระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนเพื่อแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำ

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การใช้น้ำจากหนองหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด   โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งจะต้องสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า และระบบกระจายน้ำอีก 15 แห่ง เพื่อที่จะสามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่ที่ใช้น้ำจากหนองหารไม่ได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์อีกด้วย

“แผนงานทั้งหมดนี้ต้องเป็นการบูรณการทำงานร่วมกันระหว่าง กรมชลประทาน  กรมประมง  กรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดสกลนคร  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  โดยในส่วนของกรมชลประทานได้จัดทำแผนงานที่จะดำเนินการตั้งแต่ปี 2561-2565 คาดว่าจะใช้งบทั้งสิ้นประมาณ 3,800 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จจะทำให้พื้นที่โดยรอบหนองหาร และพื้นที่ข้างเคียงมีความมั่นคงในเรื่องน้ำ  สามารถลดปัญหาอุทกภัยได้  ลดความสูญเสียต่อชีวิตทรัพย์สิน และพืชผลทางการเกษตรได้ตามสภาพของพื้นที่ในปัจจุบัน ” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำที่หนองหาร จ.สกลนคร ปัจจุบัน (14 สิงหาคม 2560 ) มีปริมาณน้ำไหลเข้าประมาณวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และมีการเร่งระบายน้ำออกจากหนองหารวันละประมาณ  13 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ปัจจุบันมีปริมาณน้ำน้ำคงเหลือประมาณ 267 ล้านลบ.ม. ซึ่งยังเกินความจุต่ำกว่า 1 ล้าน ลบ.ม.  และระดับน้ำก็อยู่ต่ำกว่าระดับเก็บกักแล้วและตำ่กว่าถนนรอบหนองหารแล้วด้วย ส่งผลให้พื้นที่ในเขตเทศบาลสกลนครกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

เร่งระบายน้ำจากเขื่อนลำปาว หลังฝนเริ่มมีแนวโน้มลดลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291828

เร่งระบายน้ำจากเขื่อนลำปาว หลังฝนเริ่มมีแนวโน้มลดลง

เร่งระบายน้ำจากเขื่อนลำปาว หลังฝนเริ่มมีแนวโน้มลดลง

               นายปรีชา จานทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ในช่วง 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่า มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำประมาณ 7.87 ล้านลูกบาศก์เมตร ระดับน้ำลดลงจากเมื่อวานนี้ประมาณ 4 เซนติเมตร ทำให้ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประมาณ 1,697 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 85 ของความจุอ่างเก็บน้ำ แต่กรมชลประทานยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องระบายน้ำที่วันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไปตามหลักการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) เพื่อให้อ่างเก็บน้ำมีพื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำฝนที่จะตกลงมาในเดือนสิงหาคมถึงกันยายนนี้

                      ทั้งนี้ ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงทีตามนโยบายของ พล..ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น กรมชลประทานได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่และพร้อมให้ความช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้น้อยที่สุด โดยเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2560 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ได้ดำเนินการสร้างความมั่นคงแข็งแรงให้กับพนังกั้นน้ำในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ที่เป็นจุดเสี่ยงหลายจุด ได้แก่ จุดที่1 พนังลำน้ำพาน บ้านโคกกลาง ตำบลหลุบ อำเภอเมือง บริเวณ กม.16+500 โดยได้เรียงกระสอบทรายชั้นที่สองและสาม ความยาว 100 เมตร และบริเวณ กม.17+400 ได้เรียงกระสอบทราย ความยาว 400เมตร สูงรวม 50 เซนติเมตร จุดที่ 2 บริเวณพนังลำปาวหลง บ้านหนองคอนชัย ตำบลหลุบ อำเภอเมือง บริเวณ กม.1+600 เรียงกระสอบทรายเสริม ยาว 40 เมตร สูง 20 เซนติเมตร

                   พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว จำนวน 2 เครื่อง และได้เริ่มทำการสูบระบายน้ำแล้ว จุดที่ 3 ลงลูกรังพร้อมเกรดบดอัดแน่น พนังพาน กม.11+200 บ้านสุขสวัสดิ์ ตำบลหลุบ อำเภอเมือง ความยาว 950 เมตร ซึ่งไม่เพียงแต่พื้นที่ทั้ง 3 จุดที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม กรมชลประทานจะยังคงติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมงและประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วต่อไป

กรมชลคาดสถานการณ์ในลุ่มน้ำอูนเข้าสู่ปกติในอีก 5 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291827

กรมชลคาดสถานการณ์ในลุ่มน้ำอูนเข้าสู่ปกติในอีก 5 วัน

น้ำอูน, วัน, ลบม, อำเภอกุสุมาลย์, อำเภอนาหว้าและอำเภอศรีสงคราม

กรมชลคาดสถานการณ์ในลุ่มน้ำอูนเข้าสู่ปกติในอีก 5 วัน

            วันที่ 13 ส.ค.60 นายสมชาย คณาประเสริฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน กล่าวว่า  สถานการณ์น้ำเขื่อนน้ำอูน ปัจจุบันปริมาณน้ำเกินระดับเก็บกัก 90.85 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากระดับน้ำเก็บกัก 520 ล้าน ลบ.ม. ระบายผ่านอาคารระบายน้ำล้นในอัตราการ 9  ล้าน ลบ.ม./วัน มีพื้นที่น้ำท่วมบริเวณจังหวัดสกลนคร(อำเภอกุสุมาลย์)ประมาณ 4,767 ไร่ จังหวัดนครพนม(อำเภอนาหว้าและอำเภอศรีสงคราม) ประมาณ 38,791 ไร่ รวมทั้งหมดประมาณ 43,558 ไร่  ซึ่งแบ่งเป็นปริมาณน้ำที่ท่วมขังอยู่ในพื้นที่จังหวัดสกลนครประมาณ 7 ล้าน ลบ.ม.  และ ในจังหวัดนครพนมอีกประมาณ 62 ล้าน ลบ.ม. รวมเป็น 69 ล้าน ลบ.ม. เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่ระบายจากเขื่อนน้ำอูน จะมีปริมาณน้ำที่ต้องระบายลงสู่แม่น้ำโขงทั้งหมดประมาณ 160  ล้าน ลบ.ม.  โดยจะไหลผ่านประตูระบายน้ำหนองบัว และ ประตูระบายน้ำน้ำอูน ก่อนไหลลงแม่น้ำศรีสงคราม และลงสู่แม่น้ำโขงต่อไป

ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 7 กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินการช่วยเหลือพื้นที่บริเวณลำน้ำอูน  กรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 6 เครื่อง และเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรือ จำนวน 14 ลำ ที่ประตูระบายน้ำน้ำอูน   และติดตั้งเรือผลักดันน้ำอีก 33 ลำ ที่ลำน้ำศรีสงคราม บริเวณสะพานบ้านนาเพียง ห่างจากด้านท้ายประตูระบายน้ำน้ำอูน ประมาณ 1 กิโลเมตร  รวมทั้งหมด  47 ลำ ผลจากการใช้เครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำทำให้สามารถระบายน้ำได้ประมาณ 32 ล้าน ลบ.ม./วัน คาดว่าสถานการณ์ลุ่มน้ำอูน จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 4-5 วัน ถ้าหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม

สปก.วางแผนช่วยเหลือราษฎรในเขตพื้นที่ปฏิรูปฯอมก๋อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291807

สปก.วางแผนช่วยเหลือราษฎรในเขตพื้นที่ปฏิรูปฯอมก๋อย

สปกอมก๋อย, Contract farming, ถนน แหล่งน้ำ ไฟฟ้า บ่อบาดาล, ระหว่างปี 2549-2557, โซนA, ป่าอมก๋อย, ป่าอมก๋อยโซนA

สปก.วางแผนช่วยเหลือราษฎรในเขตพื้นที่ปฏิรูปฯอมก๋อย

วันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม 2560 เวลา 14.30น.นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการส.ป.ก.และคณะทำงาน ได้เตรียมงาน หารือ วางแผนให้ความช่วยเหลือแก่ราษฎรในเขตปฏิรูปที่ดิน ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 2,400 ไร่ ในการพัฒนาพื้นที่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและองค์ความรู้การพัฒนาเกษตรกร อย่างยั่งยืน  นิคมเศรษฐกิจพอเพียงอมก๋อยเป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา เมื่อปี 2535 ผ่านมา 25 ปี ส.ป.ก.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือและอพยพนำชาวบ้านลงจากต้นน้ำแม่ตื่น ประกอบกับมติครม.เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม2558 และแผนการแก้ไขปัญหาความยากจนของกระทรวลเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนภาคเกษตรในรูปแบบนิคมเศรษฐกิจพอเพียง และได้จัดตั้งนิคมเศรษฐกิจพอเพียงอมก๋อย เพื่อแก้ไขความยากจนโดยจัดที่ดินควบคู่ไปกับการสร้างและพัฒนาอาชีพของเกษตรกรทั้งนี้เกษตรกรจะมีที่ดินทำกินและพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้งจัดตั้งสถาบันเกษตรกรในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ มีตลาดนำการผลิตและหน่วยงานภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการในการรับซื้อสินค้าเกษตรตามที่ตกลงกัน(Contract farming)

ในปี2549 ส.ป.ก. ร่วมกับหน่วยงานที่เกียวข้องได้จัดสรรงบประมาณขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ.อาทิการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน(ถนน แหล่งน้ำ ไฟฟ้า บ่อบาดาล) พัฒนาอาชีพแก่เกษตรกรโดยฝึกอบรมให้ความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต รวมถึงจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนการเลี้ยงหมู การเลี้ยงโคเนื้อ วิสาหกิจการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับสินเชื่อสนับสนุนจากกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง(ระหว่างปี 2549-2557)

พื้นที่ประกาศเขตอำเภออมก๋อยซึ่งประกอบด้วย ป่าอมก๋อย(โซนA)ดำเนินการในพื้นที่ ตำบลอมก๋อย ตำบลสบโขง และตำบลยางเปียง และที่รกร้างว่างเปล่าโล๊ะไม้อ้อ(ป่าอมก๋อย)ดำเนินการในพื้นที่หมู่2  และ หมู่ 14
ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดที่ดินในพื้นที่ป่าอมก๋อย(โซนA)ให้แก่เกษตรกรในปี
2537 และปี 2547 ซึ่งเป็นเกษตรกรเดิมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ โดย ส.ป.ก. ได้ดำเนินการ เนื้อที่ 3,651 ไร่ 523 แปลง เกษตรกร 413 ราย สำหรับในพื้นที่ หมู่ 2 และ หมู่ 14 ตำบลอมก๋อย(ป่าอมก๋อยโซนA)และที่รกร้างว่างปล่าวโล๊ะไม้อ้อ(ป่าอมก๋อย) ได้ดำเนินการไปแล้ว 1,409 ไร่ 336 แปลง เกษตรกร 415 ราย