ศรีตรังจับมือมอ.ลงนาม MOUวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291735

ศรีตรังจับมือมอ.ลงนาม MOUวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา

ศรีตรังจับมือมอ.ลงนาม MOUวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา

 

          เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2560 บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา  โดยมี นายภัทราวุธ พาณิชย์กุล กรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และรองศาสตราจารย์ ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล  รองอธิการบดีฝ่ายระบบวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมลงนาม ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

นายภัทราวุธ พาณิชย์กุล กรรมการบริหาร บริษัทศรีตรังฯ เปิดเผยว่า ด้วยปัจจุบันยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ โดยประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราที่มีปริมาณการผลิตและมีคุณภาพดีที่สุดของโลก อีกทั้งปัจจุบันมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งในมุมมองของการผลิตและปริมาณการส่งออก ดังนั้นเพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า และคงความเป็นผู้นำด้านยางพาราอย่างยั่งยืน บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จึงได้ร่วมมือทำวิจัยร่วมกันภายใต้ชื่อโครงการวิจัยและพัฒนาในเรื่อง นวัตกรรมยางพารา โดยวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราตั้งแต่กระบวนการผลิตจนสำเร็จเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ซึ่งเป็นการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับยางพาราให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“การลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัทศรีตรังฯ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะทำให้โครงการวิจัยและพัฒนาในเรื่อง นวัตกรรมยางพารา เดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยเราจะมุ่งเน้นให้ครบทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมคุณภาพระบบ Supply Chain ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง  ลงลึกไปสู่สูตรต่างๆ ในการผลิต อาทิเช่น การเพิ่มผลผลิต , การพัฒนาสินค้าขั้นกลาง ยางแผ่น ยางแท่ง และน้ำยางข้น , การพัฒนาการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ การพัฒนาที่ส่งเสริมการขยายการส่งออกตลาดถุงมือยาง ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราไทยให้มีความมั่นคง และยั่งยืนต่อไป” นายภัทราวุธ กล่าว.

เชิญชมฟาร์มตัวอย่าง งาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291741

เชิญชมฟาร์มตัวอย่าง งาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ

งานสีสันพรรณไม้, เชิญชมฟาร์มตัวอย่าง, งาน สีสรรพรรณไม้, เทิดไท้บรมราชินีนาถ

เชิญชมฟาร์มตัวอย่าง งาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ

                  กรมส่งเสริมการเกษตร  ขอเชิญชมฟาร์มตัวอย่าง แสดงวิถีชีวิตของชาวเขาบ้านปาเกอญอ  การคั่วชาใบหม่อน และการทอผ้ากะเหรี่ยง ในงานสีสันพรรณไม้  เทิดไท้บรมราชินีนาถ ครั้งที่ 11 โดย ระหว่างวันที่ 9 – 14 สิงหาคม 2560 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

          นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  เปิดเผยว่า  ตามที่มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และอีก 23 หน่วยงาน กำหนดจัดงาน “สีสันพรรณไม้  เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 11 เพื่อเฉลิม พระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ  ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  บรมนาถบพิตร  ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม ระหว่างวันที่ 9 – 14 สิงหาคม 2560 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ  นั้น มีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมจัดนิทรรศการ โดยมีแนวคิดหลักในการจัดงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “น้อมนำศาสตร์พระราชา พัฒนาการเกษตรไทย” ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมจัดนิทรรศการดังกล่าว  โดยจำลองโครงการฟาร์มตัวอย่าง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ทรงมีพระราชดำริที่จะช่วยเหลือราษฎรที่อยู่บนพื้นที่สูงให้มีความยั่งยืน  ได้รับการฝึกอาชีพที่เหมาะสมกับตนเอง  มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ ด้าน ส่งผลไม่ให้มีการบุกรุกทำลายป่า  ซึ่งเป็นการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืนบนพื้นที่สูงทดแทนการปลูกฝิ่น  สำหรับกิจกรรมการจัดนิทรรศการ ประกอบด้วย การจำลองโครงการฟาร์มตัวอย่าง แสดงวิถีชีวิตของชาวเขาบ้านปาเกอญอ  จากอดีตสู่ปัจจุบัน  กิจกรรมการสาธิต ได้แก่ การคั่วชาใบหม่อน การทอผ้ากะเหรี่ยง การตีมีด การจักสาน และการแกะสลัก รวมทั้ง การจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองจากชาวเขา

จึงขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถครั้งที่ 11” ระหว่างวันที่ 9 – 14 สิงหาคม 2560  ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

นำร่องที่อยุธยาโครงการ“ประชารัฐร่วมใจปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291733

นำร่องที่อยุธยาโครงการ“ประชารัฐร่วมใจปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน”

ปลูกป่า

นำร่องที่อยุธยาโครงการ“ประชารัฐร่วมใจปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน”

 

            พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวมอบนโยบายแนวทางปลูกป่าปลูกต้นไม้แก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าวันนี้ รัฐบาลได้สืบสานแนวพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้เป็นภูมิคุ้มกันลดความเสี่ยงด้วยการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่ต้นไม้สามารถเติบโตได้ มีคนดูแล โครงการถึงจะประสบความสำเร็จ

พื้นที่ไหนคนอยู่ไม่ได้ เป็นป่าเสื่อมโทรมต้องเอาออกมา และต้องดูแลให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ แนวทางแรกคือ เริ่มจากปลูกป่าในใจคน เพื่อจะได้รู้จักรักหวงแหน ดูแล  ถ้าเป็นป่าเขตเมือง ชุมชนหรือสวนสาธารณะอย่าปลูกเป็นแถว ควรปลูกเป็นกลุ่ม มีพื้นที่ให้ประชาชนใช้สอยทำกิจกรรมร่วมกันได้  หรือพิจารณาจัดโซนนิ่งการปลูกว่า พื้นที่ไหนควรปลูกไม้ประเภทไหน ต้นไม้แบบใดนำมาใช้ประโยชน์ได้

แนวทางที่สองคือ การปลูกป่าในบ้านและชุมชน เชื่อมโยงกับป่าใหญ่ เป็นฟู๊ดแบงก์ เป็นแหล่งอาหารให้คนบริโภคได้  ตามแนวทางสมเด็จพระราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย ซึ่งฝากให้กระทรวงทรัพย์ฯดูแลหาพืชที่ควรนำไปปลูกเสริมบริเวณชายป่า  เพราะถ้าคนได้ประโยชน์จากป่าก็จะช่วยดูแลรักษา คิดว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน

นายกรัฐมนตรียังเสนอแนวทางให้มีการปลูกต้นไม้ของครอบครัว ช่วยกันดูแลให้โตมีชีวิต ต้นไหนตายให้ปลูกทดแทนใหม่  ทั้งนี้ สำหรับโครงการปลูกต้นไม้เพื่อแผ่นดินมีกำหนดถึงเดือนกันยายน แต่ตนมอบนโยบายไปว่า ให้ปลูกตลอดไปไม่ต้องกำหนด  พร้อมกันนี้ ควรสร้างศูนย์เพาะพันธุ์กล้าไม้ในท้องที่ อาทิ เก็บเมล็ดพันธุ์ที่งอกมาทุกบ้าน ทุกหมู่บ้าน ควรขยายปลูกป่าเชิงการท่องเที่ยว เช่น ไม้ดอก เรียงเป็นแถวมีสีสันสวยงาม นายกฯกล่าว

ด้านพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า สืบเนื่องจาก นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2560ว่า รัฐบาลควรจัดทำโครงการประชารัฐร่วมใจปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 65 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 อีกทั้ง เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและร่วมสืบสานแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม            รวมทั้งรณรงค์ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชนและประชาชน ร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าและพื้นที่สีเขียว ปลูกฝังจิตสำนึกอนุรักษ์ต้นไม้และทรัพยากรป่าไม้แก่ประชาชนทุกคนในประเทศ โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบร่วมกับหน่วยงานภาคส่วนอื่น รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชนและภาคประชาชนปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ทั้ง 77 จังหวัด อย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีโอกาสถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

พล.อ.สุรศักดิ์กล่าวต่อว่า ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทยจัดโครงการ “ประชารัฐร่วมใจปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน” โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลักในการเตรียมกล้าไม้ แจกจ่ายกล้าไม้และติดตามผลการปลูกต้นไม้อย่างต่อเนื่องในระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี    ส่วนกระทรวงมหาดไทย (มท.)จัดเตรียมพื้นที่ปลูกต้นไม้ในทุกจังหวัดและรณรงค์ให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการ โดยจัดทำทะเบียนพื้นที่ปลูกต้นไม้ ประเภท ตำแหน่ง ขนาดและเจ้าของพื้นที่ สำหรับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนจะร่วมปลูกต้นไม้ในพื้นที่ภายใต้การกำกับดูแลของตนเองและดูแลรักษาให้เจริญเติบโต เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวในเมืองและคืนความสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้  ซึ่งมีพิธีเปิดโครงการฯเมื่อวันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต.มหาพราหมณ์ อ.บางบาล  จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมคณะรัฐมนตรีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง และร่วมกันปลูกต้นไม้พร้อมกับ 77 จังหวัดทั่วประเทศ ในงานดังกล่าว นายกรัฐมนตรียังมอบกล้าไม้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ลพบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวด้วยว่า สำหรับโครงการ“ประชารัฐร่วมใจปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน” กำหนดพื้นที่เป้าหมายดำเนินการ ดังนี้  1. พื้นที่กรรมสิทธิ์ของประชาชน โดยจะแจกกล้าไม้ให้ประชาชนนำไปปลูกในพื้นที่ตนเอง เช่น  ที่พักอาศัย ที่ทำกิน พื้นที่หัวไร่ปลายนา  2. พื้นที่ของรัฐทุกประเภท โดยเชิญชวนประชาชน เอกชนและส่วนราชการเข้าร่วมปลูกต้นไม้ด้วย ได้แก่  พื้นที่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยราชการ โดยให้หน่วยงานราชการที่กำกับดูแลพื้นที่ดูแลและบำรุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกภายใต้โครงการ   พื้นที่ตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรี โดยให้กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดูแลและบำรุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกภายใต้โครงการ   พื้นที่สาธารณะและสวนสาธารณะที่ประชาชนและประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กำกับดูแลพื้นที่ดูแลและบำรุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกภายใต้โครงการ

“กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯมุ่งหวังว่าการจัดโครงการประชารัฐร่วมใจปลูกต้นไม้ ให้แผ่นดิน จะมีประชาชนร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเฉลิมพระเกียรติฯ ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านกล้า ซึ่งจะช่วยปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ต้นไม้และทรัพยากรป่าไม้ให้ประชาชนทุกคนในประเทศ และสามารถฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้ เพิ่มพื้นที่ป่าและพื้นที่สีเขียวในประเทศไม่ต่ำกว่า 50,000 ไร่”

ซีพีเอฟ อินเดีย ร่วมลงนาม MOU นำร่องโครงการพัฒนาประมงยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291601

ซีพีเอฟ อินเดีย ร่วมลงนาม MOU นำร่องโครงการพัฒนาประมงยั่งยืน

ซีพีเอฟ, อินเดีย, ร่วมลงนาม, MoU, NGO, IUU, เมืองรัตนคีรี

ซีพีเอฟ อินเดีย ร่วมลงนาม MoU นำร่องโครงการพัฒนาประมงยั่งยืน

6 สมาคมประมง ภาคเอกชน และอุตสาหกรรมประมงที่เกี่ยวข้องของอินเดีย ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจเปิดตัวโครงการพัฒนาประมง (Fishery Improvement Project หรือ FIP) นับเป็นครั้งแรกประเทศอินเดียที่มีการนำร่องแนวทางปฏิบัติเพื่อการรณรงค์การอนุรักษ์ห่วงโซ่การผลิตและระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน โดยมุ่งปรับปรุงพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันตกตั้งแต่เมืองรัตนคีรีถึงเมืองกัว
สมาคมประมงและภาคเอกชนที่ร่วมลงนามใน MoU ครั้งนี้ประกอบด้วย Ratnadurga Macchimar Society, Adarsh Machchimar Society บริษัทสหกรณ์ประมงและการตลาดมันโนวี จำกัด บริษัทสหกรณ์เจ้าของเรือประมงขนาดเล็กและการตลาดวาสโก้ จำกัด บริษัทสหกรณ์ประมงและการตลาดซูอาริ จำกัด สมาคมเจ้าของเรือเพื่อการพัฒนาคัตแบน บริษัทโอเมก้าปลาป่นและน้ำมัน จำกัด และบริษัท ซีพีเอฟ อินเดีย จำกัด โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคประมงทั้งจากรัฐบาลอินเดียและองค์กรเอกชน (NGO) เช่น กรมประมง สถาบันวิจัยประมงกลาง มหาวิทยาลัยรัตนคีรี รวมถึงผู้แทนจากโครงการหุ้นส่วนการประมงอย่างยั่งยืน (Sustainable Fisheries Partnership หรือ SFP) เป็นสักขีพยานในการลงนามครั้งนี้
การเปิดตัวโครงการ FIP ในครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับการจับปลาซาร์ดีนและการผลิตน้ำมันปลาตามแนวชายฝั่งทะเลทางตะวันตกตั้งแต่เมืองรัตนคีรีถึงเมือง โดยมุ่งการปรับปรุงประสิทธิภาพการจับปลาและการจัดการ ด้วยความโปรงตามแนวทางอาหารปลอดภัย รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นายแซนเดส เซิร์ฟ ประธานกรรมการของ Ratnadurga Macchimar Society กล่าวว่า การลงนามในบันทึกความตกลงครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมประมงทั้งหมดในการป้องการทรัพยากรทางทะเล โดยมีพันธะสัญญาร่วมกัน 4 ประการ ประกอบด้วย
• ผลิตภัณฑ์ประมงต่างๆ ต้องมาจากการแหล่งที่ทำการประมงด้วยความรับผิดชอบ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต
• ห่วงโซ่การผลิตจะต้องมีความโปรงใสและข้อมูลที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตจะต้องมีการแจ้งกับผู้ซื้อในต่างประเทศและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างชัดเจน
• ต้องมีการปฏิบัติและบริหารงานด้านการประมงให้เกิดผลในการป้องกัน, ยับยั้งและกำจัดการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน (IUU) ในทุกรูปแบบ รวมถึงการจับปลาเกินขนาด เพื่อขยายการปกป้องระบบนิเวศทางทะเล
• การสร้างความน่าเชื่อถือในระบบการติดตามและระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อลดการทำประมงผิดกฎหมายและขาดการรายงาน ขณะเดียวยังช่วยปกป้องผู้ที่เคารพกฎหมาย
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังดำเนินการตามแนวทางขององค์กรปลาป่นและน้ำมันปลาสากล (International Fishmeal and Fish Oil Organization หรือ IFFO) ของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่ไม่หวังผลประโยชน์และเป็นตัวแทนผู้ผลิตปลาป่นและน้ำมันปลาทั่วโลก โดยมีวิสัยทัศน์ในการเพิ่มความสำคัญในประเด็นโภชนาที่ดีต่อสุขภาพของมนุษย์และสวัสดิภาพปศุสัตว์เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคทั่วโลก ขณะเดียวกัน IFFO ยังเป็นองค์กรที่ให้การรับรองแนวทางปฎิบัติความรับผิดชอบในการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนเพื่อใช้ในการผลิตปลาป่นและน้ำมันปลาซึ่งใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเป็นอาหารมนุษย์ อาหารสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ
นาย เอ.บี. ซาลังเก้ ผู้ช่วยคณะกรรมาธิการประมง (เมืองรัตนคีรี) กล่าวว่า รัฐบาลอินเดียกำลังเดินหน้าในการเพิ่มเครื่องมือในการทำงาน เช่น สปีดโบ๊ท ซึ่งจำเป็นต่อการดำเนินการตามกฎหมายในการเอาชนะปัญหาต่างๆ ที่มีผลต่อการทำประมงอย่างยั่งยืน รวมถึงความร่วมมือกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการสนับสนุนโครงการ FIP ตามแนวชายฝั่งของเมืองรัตนคีรีถึงเมืองกัว คู่ขนานไปกับภาคเอกชนที่ต้องการสร้างความยั่งยืนให้กับมหาสมุทรอินเดียในระยะยาว
นายเอมอล ปาติล ผู้อำนวยการบริษัทโอเมก้าปลาป่นและน้ำมัน จำกัด กล่าวว่า ภาคเอกชนให้คำมั่นสัญญาในการทำประมงยั่งยืนตามแนวทางของ FIP เพื่อร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรและวัตถุดิบให้เพียงพอป้อนให้กับอุตสาหกรรมปลาป่น ซึ่งสมาคมต่างๆ รวมด้วย ซีพีเอฟ อินเดีย และ IFFO ที่ร่วมดำเนินโครงการนี้จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนในเรื่องการบริหารจัดการของภาคอุตสาหกรรม และการเพิ่มความต้องการของปลาป่นคุณภาพจากประเทศที่มีสามารถดำเนินตามมาตรฐานสากล

กยท. เดินหน้าผลักดันโครงการจัดสวนยางอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291519

กยท. เดินหน้าผลักดันโครงการจัดสวนยางอย่างยั่งยืน

กยท, กยท, Forest Stewardship Council, Auditor FSC

กยท. เดินหน้าผลักดันโครงการจัดสวนยางอย่างยั่งยืน

 

           นายพูลสุข อุเทนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย กยท. เปิดเผยว่ากยท. มีนโยบายในการสนับสนุนผลักดันให้เกษตรกรชาวสวนยางเห็นถึงความสำคัญและโอกาสของการพัฒนาสวนยางไปสู่มาตรฐานระดับสากล FSC (Forest Stewardship Council) เพื่อเพิ่มมูลค่าไม้ยาง รักษามาตรฐานคุณภาพ และขยายฐานตลาดส่งออก ซึ่งจะเน้นการอบรมให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการสวนยางอย่าง ยั่งยืนตามมาตรฐาน FSC มีการสำรวจตรวจแปลง และเตรียมเรื่องการตรวจรับรอง ที่ผ่านมา กยท. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท สยามฟอร์เรสแมเนจเม้นท์ จำกัด เพื่อจัดการสวนยางในพื้นที่จังหวัดระนอง รวม 1,300 ไร่ ขณะนี้ได้รับการตรวจอนุมัติFSC-FM จากบริษัท SCG  (Auditor FSC) เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา

สำหรับการเซ็นสัญญาบริการวิชาการระหว่างภาคเอกชนทั้ง 2 บริษัท ได้แก่บริษัท สยามฟอร์เรสแมเนจเม้นท์ จำกัด และ บริษัท ฟอร์เรสโซลูชั่น จำกัด เพื่อเริ่มดำเนินโครงการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานFSC-FM โครงการที่ 2 ในพื้นที่สวนยางภาคใต้ตอนบน จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุราษฏร์ธานี ชุมพร ระนอง และประจวบคีรีขันธ์ ตั้งเป้าจำนวน 50,000 ไร่ โดย กยท. พร้อมให้ความร่วมมือ และสนับสนุนผลักดันให้สวนยางพาราในประเทศเข้าสู่ระบบการจัดการสวน FSC เพื่อให้ผลผลิตจากสวนยางพาราของไทยได้มาตรฐานในระดับสากล นายพูลสุข กล่าวทิ้งท้าย

จ่อคิวขึ้นแท่น7สินค้าเศรษฐกิจใหม่ สร้างเชื่อมั่นผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291515

จ่อคิวขึ้นแท่น7สินค้าเศรษฐกิจใหม่ สร้างเชื่อมั่นผู้บริโภค

ws, ไหมอินทรีย์, FAO, มกอช

จ่อคิวขึ้นแท่น7สินค้าเศรษฐกิจใหม่ สร้างเชื่อมั่นผู้บริโภค

               นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2560 ว่าคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร มีมติเห็นชอบให้เร่งประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรเพิ่มเติม 7 เรื่อง ได้แก่ 1.GAP ฟาร์มจิ้งหรีด 2. GAP ฟาร์มไก่พื้นเมืองแบบเลี้ยงปล่อย 3. ไหมอินทรีย์4. แนวปฏิบัติการผลิตเชื้อเห็ด5. สารพิษตกค้าง6. มะนาวและ 7. แตงกวา โดยมี 3 เรื่อง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการผลิตอย่างแพร่หลายในกลุ่มเกษตรกรรายย่อยและมีโอกาสทางการตลาดสูง ได้แก่ มาตรฐาน GAP ฟาร์มจิ้งหรีด มาตรฐาน GAP ฟาร์มไก่พื้นเมืองแบบเลี้ยงปล่อย และมาตรฐานสินค้าไหมอินทรีย์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนายกระดับการผลิตให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน มีความปลอดภัย ต่อผู้บริโภคภายในประเทศและเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออกในต่างประเทศมากขึ้นอีกด้วย
จิ้งหรีดเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มทางการตลาดดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งภายในและต่างประเทศ ปัจจุบันมีเกษตรกรเลี้ยงจิ้งหรีด มากกว่า 20,000 ราย ผลผลิตปีละ 7,500 ตัน มีมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อปีซึ่งส่วนใหญ่เป็นการบริโภคภายในประเทศ เริ่มมีการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ทั้งประเทศเพื่อนบ้านและประเทศตะวันตกบางประเทศ ดังนั้นการกำหนดมาตรฐานGAP ฟาร์มจิ้งหรีด จะเป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด ผู้บริโภค และประเทศผู้นำเข้าได้ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป หรือ อียู ซึ่งจัดให้แมลงเป็นอาหารชนิดใหม่ ประกอบกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ (FAO) ได้ส่งเสริมให้มีการบริโภคแมลงเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากแมลงเป็นอาหารทางเลือกที่มีโปรตีนสูงราคาถูก และสามารถผลิตได้ง่ายในท้องถิ่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงจะยกระดับการผลิตจิ้งหรีดให้เป็นแมลงเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการส่งออกสูงขึ้น และสามารถช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรด้วย
สำหรับการเลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบปล่อยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรรายย่อย เนื่องจากใช้เงินลงทุนน้อย ดูแลจัดการง่าย ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทนต่อโรคได้ดี เมื่อนำมาแปรรูปหรือประกอบอาหารก็ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากกว่าไก่เนื้อที่เลี้ยงในโรงเรือนแบบปิดเนื่องจากเนื้อแน่นและมีรสชาติดีกว่าปัจจุบันไทยมีไก่พื้นเมืองรวมกว่า 72.4 ล้านตัวทั่วประเทศมีการขยายตัวของธุรกิจการเลี้ยงไก่พื้นเมืองเพื่อการค้าตลอดห่วงโซ่การผลิต ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับการผลิตให้ได้มาตรฐานเพื่อสร้างการยอมรับจากผู้บริโภคและช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดได้
ส่วนเรื่องการผลิตไหมอินทรีย์ก็ถือเป็นช่องทางทำเงินให้กับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้อีกช่องทางหนึ่งซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ประมาณเกือบ 100,000 ราย มีแนวโน้มที่ตลาดจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของสินค้าอินทรีย์ เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากไหมอินทรีย์ เช่น แผ่นมาร์คหน้า ดังนั้นการกำหนดมาตรฐานอินทรีย์สำหรับไหมนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าแล้ว ยังสามารถเพิ่มโอกาสทางการค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกได้” นางสาวชุติมา บุณยประภัศรกล่าว
นางสาวดุจเดือน  ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษรตและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรยังเห็นชอบให้เก็บค่าบริการตรวจสอบรับรองโรงงานผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับ โดยกำหนดตามขนาดของโรงงานผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง ขนาดเล็ก ไม่เกิน 15,000 บาท ขนาดกลาง ไม่เกิน 25,000 บาท และขนาดใหญ่ไม่เกิน 35,000 บาท

ปศุสัตว์ คุมเข้มตรวจสอบการผลิตไข่ไก่ไร้ยาฆ่าแมลงปนเปื้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291510

ปศุสัตว์ คุมเข้มตรวจสอบการผลิตไข่ไก่ไร้ยาฆ่าแมลงปนเปื้อน

ปศุสัตว์, Fipronil, From Farm to Table, มค - กค

ปศุสัตว์ คุมเข้มตรวจสอบการผลิตไข่ไก่ไร้ยาฆ่าแมลงปนเปื้อน

              จากสถานการณ์ไข่ไก่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงกำลังสร้างปัญหาให้กับหลายประเทศในยุโรป กรมปศุสัตว์ชี้แจงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าไข่ไก่ไทยปลอดภัย มีการขึ้นทะเบียนและควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลงในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะต้องได้รับการอนุญาตจากสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์ม นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังเก็บตัวอย่างไข่จากท้องตลาดตรวจหายาฆ่าแมลงฟิโปรนิล (Fipronil) เพื่อตรวจสอบเฝ้าระวัง และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและประเทศผู้นำเข้าไข่จากประเทศไทยด้วย

                 นายสัตวแพทย์ อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากรายงานปัญหาไข่ไก่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงฟิโปรนิลในปริมาณสูงในหลายประเทศในยุโรป จนมีการเรียกเก็บและทำลายไข่ไก่หลายล้านฟองออกจากตลาดในยุโรป ส่งผลให้มีการทำลายไก่ไข่ที่ตรวจพบสารดังกล่าว จำนวน 300,000 ตัว และมีการสอบสวนฟาร์มไก่ไข่ในประเทศเนเธอร์แลนด์และ เบลเยี่ยม จำนวนกว่า 180 ฟาร์ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมไข่ไก่ในยุโรป สำหรับประเทศไทย ได้กำหนดให้สารฟิโปรนิล (Fipronil) เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตาม พรบ.วัตถุอันตราย พ.. 2535 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้านเรือนหรือการสาธารณสุข เพื่อประโยชน์ในการควบคุม ไล่ กำจัดแมลง ซึ่งกรมปศุสัตว์ไม่อนุญาตให้ใช้สารฟิโปรนิลกับตัวสัตว์โดยตรง

                กรมปศุสัตว์ ขอย้ำว่าได้มีการควบคุมการขึ้นทะเบียนและการใช้วัตถุอันตราย ยาฆ่าแมลงที่ใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ซึ่งฟาร์มไก่ไข่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP ต้องมีระบบการควบคุมการใช้ยาและวัตถุอันตรายในฟาร์มอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ การใช้ยา ยาฆ่าแมลง หรือสารที่เป็นอันตรายในฟาร์มเลี้ยงสัตว์จะต้องได้รับการอนุญาตจากสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์ม ในปี 2559 สำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้สุ่มตรวจยาฆ่าแมลงจากตัวอย่างไข่สดจากท้องตลาดทั่วประเทศ จำนวน 58ตัวอย่าง ผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ไม่พบการตกค้างของยาฆ่าแมลงในไข่ทุกตัวอย่าง

                ทั้งนี้ ได้กำชับให้หน่วยงานของกรมปศุสัตว์ทั่วประเทศ และสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มของบริษัทเอกชนทุกแห่งให้เข้มงวดควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลงในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และเพิ่มความเข้มงวดระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ฟาร์มไปถึงผู้บริโภค (From Farm to Table)“ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

                 นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในปี 2559 ประเทศไทยสามารถส่งออกไข่ไปยังต่างประเทศ จำนวน 11,233 ตัน มูลค่า 612 ล้านบาท และช่วง 7 เดือนแรกของปี 2560 (.. – ..) ส่งออกไข่ไปต่างประเทศแล้วกว่า 5,672 ตัน มูลค่า293 ล้านบาท ในปีนี้ไทยสามารถขยายตลาดส่งออกไข่ไปยังสาธารณรัฐเกาหลี ประเทศสิงคโปร์ และประเทศกัมพูชาเพิ่มเติมอีกด้วย นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์เตรียมการจะขยายตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ไปยังยุโรป และญี่ปุ่นต่อไป

ประชุมระดมความเห็นแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวหนองบัวแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291481

ประชุมระดมความเห็นแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวหนองบัวแดง

ประชุมระดมความเห็นแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวหนองบัวแดง

 

วันที่10 สิงหาคม 2560  พลเอกสุรศักดิ์  กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานประชุมร่วมกับ นายชูศักดิ์ ตรีสาร ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ โดยในส่วนของกรมชลประทานมี ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายชยันต์ เมืองสง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ร่วมประชุมหาแนวทางการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในอำเภอหนองบัวแดง

ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงในที่ประชุมว่า การพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่หนองบัวแดงในปัจจุบันซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะฤดูแล้ง ในแต่ละปีจะมีปริมาณน้ำท่าประมาณปีละ 195 ล้านลูกบากศ์เมตร (ลบ.ม.) แต่หากมีการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำก็จะสามารถช่วยเก็บน้ำไว้ได้ 32 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้นในช่วงฤดูฝนปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำจะต้องเต็มอ่างเก็บน้ำแน่นอน ดังนั้งจึงจำเป็นต้องใช้หลักการบริหารจัดการเป็นหลัก ร่วมกับระบบกระจายน้ำด้านล่าง ก็จะทำให้เกิดความยั่งยืนในการช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำ

ในโอกาสนี้มีชาวบ้านอำเภอหนองบัวแดงสนับสนุนให้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ โดยบอกว่า ในปัจจุบันมีหน่วยงานต่าง ๆ ทั้ง กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมพัฒนาที่ดินเข้ามาพัฒนาแหล่งน้ำแต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ปัจจุบันประชาชนในพื้นที่ก็ใช้น้ำบาดาลกันทุกครัวเรือน แต่ในฤดูแล้งก็หมดไปพร้อมกับน้ำผิวดิน ดังนั้นการหาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ต้นน้ำจึงมีความจำเป็น จึงขอใช้หน่วยงานพิจารณาขอใช้พื้นที่ป่าเพื่อสร้างอ่างฯลำสะพุง โดยชาวหนองบัวแดงจะร่วมกันปลูกป่าทดแทนมากกว่า 1,280 ไร่ โดยจะเริ่มปลูกป่าในวันที่ 12 ส.ค.60 ซึ่งเป็นวันแม่แห่งชาติ และจะไม่มีการบุกรุก ทำลายป่า อีกด้วย

จากการระดมความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอให้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ปัญหาแหล่งน้ำในอำเภอหนองบัวแดง โดยยกเป็นปัญหาระดับชาติ มี รมว.ทส. เป็นประธาน มีผู้อำนวยการโครงการชลประทานชัยภูมิ ร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อร่วมวางแผนแก้ไขปัญหา 2 ระยะ ประกอบด้วย ระยะเร่งด่วน : พัฒนาตามศักยภาพแบบเร่งด่วนควรนำแนวทางธนาคารน้ำใต้ดินมาใช้ ระหว่างรอระยะเวลาหาข้อสรุปของอ่างฯ ลำสะพุง ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาวให้พิจารณาเน้นความยั่งยืนให้มีน้ำสมบูรณ์

อ่างฯแม่ข้าวต้มท่าสุด เชียงราย ต่อยอดพระราชดำริสมบูรณ์แบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291477

อ่างฯแม่ข้าวต้มท่าสุด เชียงราย ต่อยอดพระราชดำริสมบูรณ์แบบ

อ่างฯแม่ข้าวต้มท่าสุด เชียงราย ต่อยอดพระราชดำริสมบูรณ์แบบ

                 ความเดือดร้อนของราษฎร ตำบลท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย จากการขาดแคลนน้ำ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชให้รับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุด เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยกรมชลประทานก่อสร้างแล้วเสร็จ เมื่อปี 2538

เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ความจุ 520,000 ลูกบาศก์เมตร จากปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 4 ล้านลูกบาศก์เมตร

แม้ขนาดอ่างเก็บน้ำจะเล็ก แต่ตอบสนองความต้องการของราษฎรด้านการเกษตรเป็นลำดับแรกได้ถึง 1,200 ไร่ ลำดับต่อมา ยังเป็นน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคได้ถึง 6 หมู่ จำนวน 2,262 ครัวเรือน

อ่างฯแม่ข้าวต้มท่าสุด เชียงราย ต่อยอดพระราชดำริสมบูรณ์แบบ

ชาวบ้านเป็นสุขหรือไม่ ดูที่หน้าตา ผู้คนบริเวณนี้ยิ้มแย้มแจ่มใสถ้วนหน้า เพราะเดิมทีทำนาปีตามฝนฟ้าได้ 1 ฤดู พอมีอ่างเก็บน้ำแม่ห้วยข้าวต้มท่าสุด สามารถทำนาปรังได้อีกรอบ รวมแล้วทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง

เป็นนาปรังที่ทำกันได้ถ้วนหน้า เพราะน้ำอุดมสมบูรณ์เพียงพอ

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานน้ำให้แล้ว ราษฎรเองต้องดูแลต่อยอดอย่างไร

นายรัตน์ ศรีบุรี อดีตกำนัน ต.ท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย เล่าว่า ต้นน้ำเป็นภูเขา เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าละหู่ ประมาณ 22 ครอบครัว ปลูกพืชไร่ประเภทข้าวโพด ส่งผลให้หน้าดินถูกชะล้างลงมาพร้อมทั้งสารกำจัดศัตรูพืช

“เขาไม่ยอมหาว่าผมใช้อำนาจรังแก ต้องคุยกัน 2-3 ปี   ผมกลับมาถามลูกบ้านว่า ถ้าให้เขาอพยพลงมา จะซื้อที่ดินเองก็ไม่มีเงินซื้อ เราจะทำยังไงดี  ลูกบ้านเสนอให้เอาที่ดินสาธารณะ 6-7 ไร่ มาจัดสรรให้ครอบครัวละ 1 งาน ปี 2550 เขาก็ลงมาทั้งหมด  เดี๋ยวนี้ขยายครอบครัวเป็น 30 ครอบครัวแล้ว”

ภาพเบื้องหน้ามองจากสันเขื่อนขึ้นไป ทิวเขาเบื้องหน้าที่ชาวละหู่เคยอยู่ กลายเป็นพื้นที่สีเขียวของไม้ใหญ่น้อย มีเมฆขาวลอยอ้อยอิ่งสวยงาม น้ำในอ่างเก็บน้ำใส ไม่มีตะกอนดินแดงขุ่นให้เห็น

จากสันเขื่อนลงไปท้ายเขื่อนลึกลงไป วางท่อส่งน้ำหลัก 2 ท่อ เพื่อโรยและกระจายน้ำผ่านคูไปยังแปลงเกษตรกร

ที่นี่กำลังเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวมาตั้งแคมป์อยู่ริมอ่าง และมีประเพณีบวงสรวงผีขุนน้ำสืบทอดในเดือนมิถุนายนของทุกปี

หมู่ 10 บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด ต.ท่าสุด กำลังเป็น 1 ใน 5 จุดท่องเที่ยวที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเชียงรายร่วมส่งเสริมในโครงการ วันเดียว เที่ยว 5 จุด มาเที่ยวอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุด อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โดยอีก 4 จุดที่เหลือ ประกอบด้วย หมู่ 2 บ้านสันต้นกอก เป็นการนั่งแพ หมู่ 3 บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด เป็นศูนย์ข้าวชุมชน ดูวิถีชีวิตการคัดข้าว สีข้าว แปรรูปข้าว  หมู่ที่ 6 บ้านถ้ำผาตอง งาแกะสลักไม้ขึ้นชื่อของตำบล  หมู่ที่ 8 บ้านศรีวิเชียร เป็นบ้านกลุ่มชนเผ่าเย้า ลีซอ

ที่น่าสนใจในประโยชน์หลากหลายจากน้ำอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดคือนำไปผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดของชุมชน ส่วนหนึ่งนำไปเลี้ยงสัตว์ นอกเหนือจากจะมีสารพัดพันธุ์ปลาที่กรมประมงปล่อยลงในอ่างให้จับเป็นอาหาร อีกทางหนึ่งชาวบ้านก็ผันวิถีเพราะปลูกจากนาข้าว แบ่งไปปลูกนาหญ้าที่ได้ราคากว่า ใช้น้ำน้อยลง

“จะเห็นได้ว่า ที่นี่แค่มีน้ำอย่างเดียว  สามารถต่อยอดทำอย่างอื่นได้มากมาย เป็นผลพลอยได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอย่างชัดเจน” ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ดร.สมเกียรติกล่าวถึงการทบทวนผลสำรวจโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั่วประเทศว่า  ในปัจจุบันมีโครงการที่มีอ่างเก็บน้ำแล้ว แต่ยังขาดระบบชลประทานอีก 1,645 โครงการ ทั้งที่เป็นฝาย อ่างเก็บน้ำ และรูปแบบอื่นๆ

สำหรับจังหวัดเชียงราย กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ 242 โครงการ มีระบบชลประทานจัดส่งน้ำแล้ว 187 โครงการ ที่เหลือ 55 โครงการยังไม่มีระบบชลประทาน แต่ใช้วิธีการส่งน้ำไปตามลำน้ำเดิม จึงต้องปรับปรุงพัฒนาส่วนนี้ และยังต่อยอดส่วนที่มีระบบชลประทานแล้วด้วย

“กรมฯ จะเร่งศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อก่อสร้างระบบชลประทานให้เพียงพอกับความต้องการของราษฎรทั่วประเทศ จะได้มีแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการทำกินตลอดทั้งปี”

พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มุ่งพัฒนาโครงการแหล่งน้ำครอบคลุมทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เพื่อให้ราษฎรได้มีน้ำใช้ทั่วถึง และป้องกันบรรเทาอุทกภัย  บ่อยครั้งที่พื้นที่แหล่งน้ำเหล่านั้นซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา ป่าลึก ทุรกันดาร แต่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปจนถึง เพื่อให้ราษฎรได้มีน้ำทำกิน และพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิต

อ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย อยู่ในเส้นทางการยกระดับชีวิตที่มากไปกว่าน้ำทำกินเพียงอย่างเดียวแล้ว

หม่อนไหมชวนมอบของขวัญอันล้ำค่า“ซื้อผ้าไหมให้แม่” ในวันแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291366

หม่อนไหมชวนมอบของขวัญอันล้ำค่า“ซื้อผ้าไหมให้แม่” ในวันแม่

หม่อนไหมชวนมอบของขวัญอันล้ำค่า“ซื้อผ้าไหมให้แม่” ในวันแม่

              วันที่ 9 สิงหาคม 2560 นายธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานเปิดงาน ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย “รักแม่ ซื้อผ้าไหมให้แม่”เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา ในวันที่ 12
สิงหาคม 2560 และเป็นการส่งเสริมการใช้ผ้าไหมไทยให้แพร่หลาย โดยมีนางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดี   กรมหม่อนไหม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหมเข้าร่วมงาน ณ โถงชั้น 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ทั้งนี้ นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่าผ้าไหมไทยเป็นมรดกของชาติไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ สามารถสวมใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และทุกสถานที่ ซึ่งปัจจุบันมีการออกแบบที่หลากหลายและทันสมัยมากขึ้นจึงสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่หากสวมใส่ออกงานที่ใช้การตัดเย็บอย่างพิถีพิถันก็จะดูเรียบหรูและสะท้อนถึงรสนิยมได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้การซื้อผ้าไหมมาสวมใส่หรือมอบให้กับผู้ที่เคารพรักยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของไทยให้มีรายได้มากขึ้น เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม 2560 กรมหม่อนไหมขอเชิญมอบของขวัญอันล้ำค่า  ด้วยการ “ซื้อผ้าไหมให้แม่”เพื่อร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีต่อเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม
รวมถึงเพื่อแสดงออกถึงความรักและระลึกถึงพระคุณแม่ นอกจากนี้ยังสามารถสามารถซื้อผ้าไหมเพื่อมอบให้กับผู้ที่เคารพรักด้วยเช่นกัน
สำหรับงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย “รักแม่ ซื้อผ้าไหมให้แม่”กำหนดจัดขึ้นตลอดเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเดือนแห่งวันแม่ โดยมีพิธีเปิดกิจกรรมในวันที่ 9-11 สิงหาคม 2560 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยผู้ที่สนใจสามารถเลือกซื้อสินค้าคุณภาพได้ที่ Silk Berry Corner บริเวณหน้าอาคารกรมหม่อนไหม เกษตรกลางบางเขน กรุงเทพฯหรือร้านค้าจำหน่ายผ้าไหมที่ได้รับรองมาตรฐานจากกรมหม่อนไหม (Certified Thai Silk Shop) ร้านจำหน่ายผ้าไหมของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรสหกรณ์วิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ  เพื่อเป็นของขวัญอันล้ำค่าให้แม่
เนื่องในวันแม่แห่งชาติ
นอกจากนี้กรมหม่อนไหมขอเชิญร่วมสนุกถ่ายรูปการบอกรักแม่ด้วยการซื้อผ้าไหมให้แม่โดยกติกาขั้นตอน ร่วมสนุกรับของรางวัล like & share งาน “รักแม่ซื้อผ้าไหมให้แม่” สามารถทำได้ ดังนี้
1. กด Like Fanpage : กรมหม่อนไหม
2. ถ่ายรูปคู่กับแม่พร้อมผ้าไหม
3. ติด#แฮชแท็กคำว่า #รักแม่ซื้อผ้าไหมให้แม่
@แอดคำว่า @กรมหม่อนไหม
4. โพสต์ลงเฟซบุ๊คของท่านโดยตั้งเป็นสาธารณะ
กำหนดส่งรูป ภายในวันที่ 25 สิงหาคม 60 รูปคู่แม่ลูกที่ถูกใจคณะกรรมการของกรมหม่อนไหม รับรางวัลผ้าไหมมัดหมี่ จำนวน 6 ผืน ประกาศผลทาง Facebook กรมหม่อนไหม วันที่ 31 สิงหาคม 60 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2558-7924-6 ต่อ 310 Call Center 1275
หรือที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทั่วประเทศ