ชี้ไก่และไข่ไทยปลอดภัยไร้กังวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291318

ชี้ไก่และไข่ไทยปลอดภัยไร้กังวล

ไข่ไก่, ชี้, ไก่, และ, ไข่, ไทย, ปลอดภัย, ไร้กังวล

ชี้ไก่และไข่ไทยปลอดภัยไร้กังวล

              นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก สาขาประเทศไทย กล่าวในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 ว่า ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการผลิตไก่เนื้อและไข่ของประเทศไทยมีความทันสมัย และมีมาตรฐานระดับสากล ด้วยประเทศไทยมีการพัฒนาด้านความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตเนื้อไก่ และไข่ไก่ที่ทันสมัยขึ้น เพื่อให้คนไทยมีความมั่นใจต่อการบริโภคไก่และไข่มากขึ้น จึงจัดเสวนาทางวิชาการ 2 หัวข้อ “ขาดไข่วันใด แล้วเธอจะรู้สึก กินไข่ได้ทุกวัน กินได้ทุกวัย” และ “กรณี ศึกษาบราซิล เจ็บนี้อีกนาน…เจ็บแล้วไม่ลืม” ซึ่งเชิญนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชน มาร่วมแสดงความเห็นสนับสนุนและสร้างความมั่นใจในการบริโภคไก่และไข่
“การจัดเสวนาทางวิชาการ มุ่งหวังให้คนไทยได้รับความรู้ มีทัศนคติที่ดีต่อการบริโภคไก่และไข่ของไทย ที่ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกให้การยอมรับมาตรฐานในการผลิตอาหารของประเทศไทย ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการบริโภคไก่และไข่ของไทยมากขึ้น” น.สพ.ศักดิ์ชัยกล่าว
ในช่วงเสวนา “ขาดไข่วันใด แล้วเธอจะรู้สึก กินไข่ได้ทุกวัน กินได้ทุกวัย” น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ดำเนินการยกระดับมาตรฐานการผลิตไก่เนื้อและไข่ไก่ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ ในฐานะนักวิชาการ ยังมุ่งสร้างความเข้าใจกับสาธารณชน ให้มีทัศนคติที่ถูกต้อง และมั่นใจต่อการบริโภคเนื้อไก่และไข่ เพราะปัจจุบันทั่วโลกให้การยอมรับไก่และไข่ไทย โดยเฉพาะประเทศที่มีมาตรฐานและความเข้มงวดด้านความปลอดภัยของอาหาร อย่าง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ขณะเดียวกัน เพื่อให้คนไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพสูง และปลอดภัยมากขึ้น  นอกจากนี้ ยังเร่งดำเนินการให้การผลิตไก่และไข่ของไทยได้มาตรฐานมากขึ้น
ด้านอาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ย้ำว่า ไข่ไก่ เป็นอาหารโปรตีนคุณภาพสูง ราคาทุกคนสามารถเข้าถึงได้ พร้อมแนะเคล็ดลับส่วนตัวในการบริโภคไข่ของตนเอง  5 ข้อ ได้แก่ บริโภคไข่สุก เพราะร่างกายได้รับวิตามินบางตัวอย่างเต็มที่  กินไข่พร้อมกับผัก  กินไข่ต้มและตุ๋น เพราะแคลอรี่ต่ำ เทียบกับไข่เจียวหรือไข่ดาว เลี่ยงกินอาหารแคลอรี่สูง เช่น ปลาหมึก หมูติดมัน  และออกกำลังกาย 3 วันต่อสัปดาห์  ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่ตนเองปฏิบัติมานาน ปัจจุบันอายุ 67 ปียังกระปรี่กระเปร่า ส่วนหนึ่งมาจากการกินไข่สัปดาห์ละ 11-12 ฟอง
ขณะที่ นายเรวัติ หทัยสัตยพงษ์  ประธานอนุกรรมการส่งเสริมการบริโภคไข่ กล่าวว่าปัจจุบัน คนไทยยังบริโภคไข่ไก่น้อยกว่าอีกหลายประเทศ โดยเฉลี่ยบริโภค 220 ฟองต่อคนต่อปี อนุกรรมการฯ มียุทธศาสตร์รณรงค์ให้คนไทยบริโภคไข่เพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมาย 300 ฟองต่อคนต่อปี ไม่เพียงช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น ยังช่วยให้การผลิตเพิ่มขึ้นได้อีก 10 ล้านฟอง ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมไข่ตลอดห่วงโซ่การผลิตคิดเป็นมูลค่า 8,000 ล้านบาท เมื่อมีการเลี้ยงไก่ไข่เพิ่ม การปลูกพืชวัตถุดิบก็ต้องผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สำหรับการเสวนา หัวข้อ “กรณีศึกษาบราซิล เจ็บนี้อีกนาน…เจ็บแล้วไม่ลืม” นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันการส่งออก ภาคอุตสาหกรรมต้องคำนึงถึงมาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหารตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จากกระแสความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคทั่วโลกที่ตระหนักถึงผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ แนะอุตสาหกรรมไก่เนื้อและไข่ไก่ตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ เมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ ทุกภาคส่วนต้องให้คำนึง และร่วมมือกันพัฒนากระบวนการผลิตที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น กระบวนการส่งเสริมเพิ่มศักยภาพเกษตรกรปลูกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และปลูกพืชตามหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (Good Agriculture Practice หรือ GAP) สร้างโอกาสนำไปสู่การเป็นผู้นำอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมไก่และไข่ไทยบนเวทีการค้าโลก

คสช.เตรียมออกม.44. โยกกรมทรัพยากรน้ำสังกัดสำนักนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291316

 คสช.เตรียมออกม.44. โยกกรมทรัพยากรน้ำสังกัดสำนักนายกฯ

กรมทรัพยากรน้ำ,  คสชเตรียมออกม44, กนช, คสช, สนช, ครม, ครมสัญจร

 คสช.เตรียมออกม.44. โยกกรมทรัพยากรน้ำสังกัดสำนักนายกฯ

               นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมาว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำให้มีเอกภาพและมีความรวดเร็วมากขึ้นโดยมีการย้ายหน่วยงานกรมทรัพยากรน้ำจากที่ปัจจุบันเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นการโอนภารกิจหน้าที่ บุคลากร มาอยู่ภายใต้โครงสร้างการบริหารใหม่เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถรองรับสถานการณ์เร่งด่วนทันต่อสถานการณ์ทั้งอุทกภัยและน้ำแล้ง

โดยเร็วๆนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะใช้อำนาจกฎหมายตาม ม.44 เพื่อดำเนินการจัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการน้ำดังกล่าว หลังจากนั้นจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ ส่วนกฎหมายที่จะมารองรับสถานะของสำนักงานในระยะยาวคือร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการน้ำ พ.ศ… ที่อยู่ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระที่ 2

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม กนช.ว่าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำไปจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งระบบเพื่อมาเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.นครราชสีมา ในวันที่ 22 ส.ค.นี้ โดยให้ครอบคลุมทั้งเรื่องการป้องกันน้ำท่วม การวางแผนจัดเก็บน้ำไว้ใช้ให้เพียงพอในช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งการเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อรองรับการเพาะปลูกที่จะเพิ่มขึ้น

ส.มก.ล่องใต้เดินสายพบสมาชิกลุยกิจกรรมเพื่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291313

ส.มก.ล่องใต้เดินสายพบสมาชิกลุยกิจกรรมเพื่อสังคม

ส.มก.ล่องใต้เดินสายพบสมาชิกลุยกิจกรรมเพื่อสังคม

        เมื่อวันอังคารที่ 8 สิงหาคม 2560 เวลา 14.30 น. ณ ห้องอาหารเรือนพัชรา จังหวัดกระบี่ ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี นายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ส.มก. เข้าร่วมประชุมและหารือร่วมกับ นายนพนะริศร นภวิริยะศรี นายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดกระบี่ นายวิกิจ สุพิทักษ์ ประธานชมรมนิสิตเก่า มก. จังหวัดตรัง และนางสาวพัณณิตา ธนพัฒน์ศิริ ประธานชมรมนิสิตเก่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยกลุ่มสมาชิก ส.มก. ทั้ง 3 จังหวัด เพื่อแนะนำคณะกรรมการ ส.มก. ส่วนกลาง และชี้แจงนโยบายหลักสำคัญของ ส.มก. ส่วนกลาง เพื่อขอความร่วมมือและทำความเข้าใจในการที่จะดำเนินงานและกิจกรรมร่วมกัน
ดร.วิฑูรย์เผยว่าการเดินทางมาจ.กระบี่พร้อมคณะกรรมการบริหารส.มก.ในครั้งนี้เพื่อพบปะสมาชิกที่เป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตร์ศาสตร์ พร้อมทั้งชี้แจงนโยบายการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของ ส.มก. เพื่อให้นิสิตเก่าจำนวน 200,000 คนทั่วประเทศได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อทำให้ ส.มก. เป็นของนิสิตเก่าอย่างแท้จริง   ส่วนขั้นตอนการดำเนินการจัดให้การรวมกลุ่มสมาชิกในแต่ละภูมิภาคโดย ส.มก.จะเป็นกำลังสำคัญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทุกวิทยาเขต ในด้านกิจกรรมต่างๆ
นอกจากนี้มีการระดมบุคคลที่เป็นนิสิตเก่า ที่ประสบความสำเร็จ หรือทำชื่อเสียงให้กับ มก. โดยจัดทำบัญชีรายชื่อเพื่อยกย่องและประกาศเกียรติคุณและให้ ส.มก. เป็นศูนย์กลางในการสร้าง
ผู้ประกอบการใหม่ด้านการเกษตรเพื่อให้ส.มก. เป็นสถาบันที่ดำเนินงานรับใช้สังคมอย่างแท้จริง

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำตามศาสตร์พระราชาจ.เชียงราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291165

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำตามศาสตร์พระราชาจ.เชียงราย

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำตามศาสตร์พระราชาจ.เชียงราย

 

      นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่จ.เชียงราย โดยระบุว่ากรมชลประทานได้นำร่อง 22 จังหวัดเร่งดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก อันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำให้สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ

        สำหรับการดำเนินงานพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพโครงการชลประทานขนาดเล็ก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมชลประทานได้ทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ เพื่อดำเนินโครงการสืบสานงานโครงการชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดำริแบบบูรณาการ จากการทบทวนผลสำรวจโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั่วประเทศ พบว่าในปัจจุบันมีโครงการที่ยังไม่มีระบบชลประทาน มีทั้งหมด 1,645 โครงการ มีทั้งที่เป็น ฝาย อ่างเก็บน้ำ และรูปแบบอื่นๆ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งกรมชลประทานจะเร่งศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้คลอบคลุมในทุกมิติ เพื่อดำเนินการก่อสร้างระบบชลประทานให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนในทั่วทุกภาคของประเทศ ที่จะได้มีแหล่งน้ำสำหรับเพื่อการอุปโภคบริโภคและทำการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี

        “จังหวัดเชียงรายเป็น 1 ใน 22 จังหวัดนำร่องจากการสำรวจพบว่ามีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริรวมทั้งสิ้น 242 โครงการ เป็นโครงการที่มีระบบชลประทานจัดส่งน้ำแล้ว 187โครงการ และอีก 55 โครงการ ยังไม่มีระบบชลประทานต้องส่งน้ำตามลำน้ำเดิม จึงเป็นที่มีของการดำเนินงานโครงการเพิ่มศักยภาพด้วยการปรับปรุง พัฒนา และต่อยอดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำรวม 242โครงการในจังหวัดเชียงรายให้สามารถการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพในฤดูฝนและฤดูแล้ง”

      ด้าน นายจำเริญ ยุติธรรมสกุล ที่ปรึกษาและปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและการพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานพระราชดำริ กล่าวว่า ในการดำเนินงานได้น้อมนำองค์ความรู้ 6มิติ ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งประกอบด้วย น้ำ ดิน เกษตร พลังงานทดแทน ป่า และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ คือ การเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ตลอดจนหลักการทรงงานและหลักการโครงการมาใช้ในการดำเนินงานโครงการนี้ โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่นเพื่อให้คนในชุมชนพออยู่พอกินแบบพอเพียง และเกิดความยั่งยืนในที่สุด

           นายณรงศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวด้วยว่า ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดมีนโยบายที่จะขับเคลื่อนให้จังวหวัดเชียงรายเมืองเกษตรสีเขียว ซึ่งต้องใช้น้ำเป็นปัจจัยหลักจึงต้องดำเนินงานพัฒนาและสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ที่ผ่านมามีการพัฒนาแหล่งน้ำในหลายรูปแบบ ที่สำคัญเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งอ่างเก็บน้ำ ฝาย ประตูระบายน้ำ ดังนั้นการดำเนินงานงานภายใต้โครงการนี้จะทำให้เกษตรในพื้นที่จังหวัดเชียงรายมีน้ำสนับสนุนทั้งการเกษตรและการอุปโภคบริโภค

          “จากการลงพื้นที่และมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงรายของอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุด ตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และ อ่างเก็บน้ำแม่มอญ ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นอกจากนั้นยังมีโครงการชลประทานขนาดเล็กที่ส่วนราชการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น ฝายห้วยส้าน ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นโครงการที่กลุ่มผู้ใช้น้ำต้องดำเนินการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถใช้งานได้ดีกว่าเดิมและพร้อมที่จะร่วมกันลงแรงในการดำเนินงานโดยมีภาครัฐและเอกชนร่วมกันสนับสนุนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวในที่สุด

           นายขยัน พรมโวหาร ผู้ใหญ่บ้านตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ซึ่งใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่มอญ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บอกว่า เดิมชาวบ้านที่นี่ทำนาได้ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนเท่านั้น จึงได้ทำหนังสือถวายฎีกาขออ่างเก็บน้ำต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และทรงรับไว้ให้กรมชลประทานมาก่อสร้างในปีพ.2535 ใช้ระยะเวลา 1 ปีก็แล้วเสร็จ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทุกคนที่นี่สามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปีทั้งพืชสวนพืชไร่ทำให้ชีวิตของราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนจึงปัจจุบัน ในแต่ละปีก็จะช่วยกันทำความสะอาดเขื่อนและคลองส่งน้ำปีละ 2 ครั้ง แต่ด้วยคลองส่งน้ำยังเป็นคลองดินจึงเกิดการสูญเสียน้ำและดูแลรักษาลำบาก กลุ่มผู้ใช้น้ำจึงต้องการปรับให้เป็นคลองดาดคอนกรีต และต้องการวางระบบคลองส่งน้ำจากสายซอยเข้าสู่ในแปลงน้ำหรือคลองไส้ไก่ โดยจากการพูดคุยหากมีวัสดุอุปกรณ์ ชาวบ้านจะช่วยกันลงแรงในการทำงาน เพื่อให้สามารถใช้น้ำจากโครงการที่ได้รับพระราชทานจากในหลวง รัชกาลที่ 9 ให้เกิดสูงสุด

แม่น้ำมูลตอนล่าง มีแนวโน้มปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291095

แม่น้ำมูลตอนล่าง มีแนวโน้มปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น

แม่มูลล่าง, แม่น้ำมูลตอนล่าง, SWOC, Upper Rule Curve, Rule curve, Inflow, Watershed Area

แม่น้ำมูลตอนล่าง มีแนวโน้มปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) พบว่า ผลจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “เซินกา” ที่อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำค่อนข้างแรง ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียง ทำให้มีปริมาณน้ำท่าไหลหลากลงสู่แม่น้ำสายหลักจำนวนมาก ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำมูล สรุปได้ดังนี้
ลุ่มน้ำชี ปริมาณน้ำจากแม่น้ำชีตอนบนและลำน้ำพองที่ไหลมาบรรจบกับปริมาณน้ำที่ไหลมาจาก  ลำปาวมีแนวโน้มลดลง โดยขณะนี้ยอดน้ำหลากกำลังเคลื่อนตัวผ่านแม่น้ำชีตอนล่างทำให้ปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ E.18 อ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด วัดได้ 1,129 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีน้ำล้นตลิ่ง 0.95 เมตร ระดับน้ำยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนที่สถานีวัดน้ำ E.20A อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร วัดได้ 1,943 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 1.05 เมตร ระดับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ลุ่มน้ำมูล จากสถานการณ์น้ำแม่น้ำชีที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ประกอบกับปริมาณน้ำที่สถานี M.182 อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ วัดได้ 949 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่ำกว่าตลิ่ง 2.15 เมตร มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวจะมีผลต่อเนื่องไปถึง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยปัจจุบันที่สถานีวัดน้ำ M.7 มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,798 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ความจุลำน้ำ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) ระดับสูงกว่าตลิ่ง 0.83 เมตร แนวโน้มระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุดอยู่ในเกณฑ์ 3,000 – 3,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำจะสูงกว่าตลิ่งประมาณ 1 เมตร ในวันที่ 11 ส.ค. 60 ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบในพื้นที่เขตเทศบาลนครอุบลราชธานี
สำหรับเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ปัจจุบันพบว่ามีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเป็นจำนวนมาก เนื่องจากยังมีฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบน จำเป็นต้องมีการพิจารณาปล่อยน้ำเพิ่ม เพื่อให้มีพื้นที่ว่างรองรับปริมาณน้ำที่จะไหลลงเขื่อนในระยะต่อไป เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำเต็มเขื่อน ที่อาจจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างได้ ซึ่งจากการประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นายอำเภอ, กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ได้ลงความเห็นว่าควรให้เขื่อนลำปาวเพิ่มระบายน้ำผ่านอาคารระบายน้ำล้น จากเดิมที่ระบายวันละ  25 เป็น 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งผลจากการระบายน้ำเพิ่ม จะทำให้พื้นที่ด้านท้ายเขื่อน 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ยางตลาด กมลาไสย ฆ้องชัย และร่องคำ ได้รับผลกระทบเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 6 ประสานกับทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำ ซึ่งโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ได้ลงพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมกับสร้างความเข้าใจให้ประชาชนได้รับทราบถึงสถานการณ์และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน เพื่อให้เกิดความเดือดร้อนน้อยที่สุด
สำหรับสถานการณ์ในอ่างเก็บน้ำทั้งประเทศ ปัจจุบันมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุมน้ำสูงสุด(Upper Rule Curve) 11 แห่ง คือ กิ่วคอหมา, แควน้อยบำรุงแดน, ห้วยหลวง, น้ำอูน, น้ำพุง,  จุฬาภรณ์, อุบลรัตน์, ลำปาว, สิรินธร, ป่าสักชลสิทธิ์ และทับเสลา ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ระหว่าง 80 – 100 % มีจำนวน 153 แห่ง และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเก็บกักมากกว่า 100% จำนวน 77 แห่ง
ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เน้นย้ำเรื่องการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง โดยได้ให้โครงการชลประทานทุกแห่ง ดำเนินการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ ด้วยการลดระดับน้ำในอ่างฯให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ (Rule curve) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ(Inflow) มากกว่าความจุของอ่างฯ รวมถึงอ่างเก็บน้ำที่มีพื้นที่รับน้ำฝนขนาดใหญ่ (Watershed Area) เมื่อมีฝนตกหนักจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และขอมอบหมายผู้รับผิดชอบบริหารจัดการน้ำของแต่ละอ่างฯ ต้องติดตาม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังสถานการณ์เป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถเตรียมการรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที

สภาเกษตรกรฯร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291092

สภาเกษตรกรฯร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเกษตรกร

สภาเกษตรกร, สภา, เกษตรกร, ร่วม, กำหนด, ยุทธศาสตร์, ชาติ, เพื่อ

สภาเกษตรกรฯร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเกษตรกร

             นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวถึง พระราชบัญญัติ การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 และ พระราชบัญญัติ แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป ว่า ต้องขอบคุณรัฐบาลที่กรุณาให้เกียรติตั้งตัวแทนเกษตรกรเป็นหนึ่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อำนาจหน้าที่หลักๆของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คือ จัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี กำกับดูแลการปฎิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ  ซึ่งได้เห็นโครงสร้างแล้วเชื่อว่าเป็นประโยชน์เพราะประเทศเราควรมียุทธศาสตร์ระยะยาว แต่จะทำอย่างไรให้สอดคล้องกับปัญหาของประเทศและของโลก คงต้องมีการคุยกันในคณะทำงานยุทธศาสตร์ชาติ

ในส่วนของสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้นได้จัดทำยุทธศาสตร์ของเกษตรกรไว้กับแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว  ซึ่งต้องนำมาปรับให้เข้ากับยุทธศาสตร์ชาติ โดยจะนำเสนอเรื่องนี้ให้เป็นแผนยุทธศาสตร์ของเกษตรกรเพื่อนำไปบรรจุไว้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ                  นอกจากนั้น ยุทธศาสตร์ชาติควรมีองค์ประกอบหลายๆส่วน เช่น ภาคอุตสาหกรรม  การค้าต่างประเทศ  การศึกษา  เกษตรกร ฯลฯ สิ่งที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรคือ ต่อไปนี้การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติจะต้องสอดคล้องกับสภาพปัญหาของเกษตรกรและสามารถปฏิบัติได้จริง ทำให้เสร็จสิ้นในเวลาที่กำหนดไว้

ที่ผ่านมารัฐบาลเปลี่ยนบ่อยมาก แต่ละรัฐบาลก็จะมีนโยบายของตนจึงทำให้นโยบายที่ดีและเป็นประโยชน์ขาดความต่อเนื่องไม่สามารถทำให้ยั่งยืนและลุล่วงจนสำเร็จได้ เปลี่ยนรัฐบาลทุกครั้งนโยบายก็เปลี่ยนด้วย ผิดกับครั้งนี้ที่กำหนดไว้ใน พรบ.ยุทธศาสตร์ชาติก็จะทำให้แผนงานนโยบายดีๆสามารถกำหนดเป็นแผนและประโยชน์ระยะยาวได้  โดยระหว่างนี้สภาเกษตรกรฯเองได้รวบรวมเอาความคิดทั้งหลายจัดเตรียมไว้เพื่อนำเสนอคณะกรรมการฯเมื่อนายกรัฐมนตรีเรียประชุม

จัดงบ 300 ล้านช่วยสมาชิกสหกรณ์พักชำระหนี้ 1 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291001

จัดงบ 300 ล้านช่วยสมาชิกสหกรณ์พักชำระหนี้ 1 ปี

จัดงบ 300 ล้านช่วยสมาชิกสหกรณ์พักชำระหนี้ 1 ปี

                  ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ติดตามพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสกลนคร นครพนม เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้มี 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสกลนคร นครพนม มหาสารคาม ร้อยเอ็ดและมุกดาหาร ซึ่งอยู่ในแถบบริเวณเทือกเขาภูพาน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์มีความห่วงใยเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ดังกล่าว จึงได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดทั้ง 5 จังหวัดสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ประสบภัย พบว่า  มีสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม 300 แห่ง จำนวนสมาชิกประมาณ 50,000-60,000 คนที่ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากน้ำท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทำการเกษตรได้รับความเสียหาย

              “เบื้องต้นได้ระดมความช่วยเหลือจากขบวนการสหกรณ์ในภาคต่าง  ๆ ทั้งภาคใต้ ภาคเหนือและภาคกลาง                ส่งเครื่องอุปโภคบริโภค ถุงยังชีพและอาหารไปให้สหกรณ์ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมนำไปแจกจ่ายให้สมาชิกและครอบครัวผู้ประสบภัย  เบื้องต้นทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดยะลา ได้ช่วยเหลือโดยนำปลากระป๋องมามอบให้ 1,000 กระป๋อง เพื่อช่วยผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดสกลนคร นครพนมและจังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง สหกรณ์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช บริจาคน้ำดื่ม 1,200 ขวด และยังมีสหกรณ์หลายแห่งได้ร่วมกันบริจาคเงินช่วยเหลือมอบให้สหกรณ์ที่มีสมาชิกได้รับความเดือดร้อนน้ำท่วม ไปจัดซื้ออาหาร เครื่องดื่มและอาหารปรุงสุก เพื่อนำไปมอบให้กับสมาชิกสหกรณ์และชาวบ้าน ซึ่งขณะนี้ยังมีการส่งมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นและเงินบริจาคไปให้กับสหกรณ์ในพื้นที่น้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีกันของขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศที่ส่งความช่วยเหลือไปให้สหกรณ์ในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมขณะนี้” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในระยะยาว ซึ่งกรมฯได้เตรียมจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) จำนวน        300 ล้านบาท  ให้สหกรณ์กู้ยืมไปในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบปัญหาอุทกภัย                 ได้สมาชิกนำไปฟื้นฟูอาชีพของตนเอง หลังจากที่สถานการณ์ดีขึ้นและปริมาณน้ำลดลงแล้ว โดยอาจนำไปลงทุนอาชีพระยะสั้น เช่น ปลูกผัก เพื่อช่วยให้ตนเองสามารถมีรายได้ ระหว่างการรอปรับสภาพพื้นที่การเกษตรให้พร้อมที่จะประกอบอาชีพหลักซึ่งขณะนี้  มีวงเงินพร้อมให้กู้แล้วขณะนี้จำนวน 10 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังได้จัดสรรงบประมาณอีก 5 ล้านบาท สำหรับตั้งหน่วยบริการเคลื่อนที่ ส่งเจ้าหน้าที่มาเปิดจุดให้บริการซ่อมแซมเครื่องจักรกลการเกษตร และอุปกรณ์อื่นๆ แก่สมาชิกสหกรณ์ รวมทั้งจะประสานขอความร่วมมือจากวิทยาลัยเทคนิคในพื้นที่ เพื่อเข้ามาอบรมซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตรและอุปกรณ์ต่าง  ๆ ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งทางกรมฯเคยดำเนินการสำเร็จจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาคใต้มาแล้วเมื่อช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา

สำหรับหนี้สินที่สมาชิกสหกรณ์มีอยู่กับสหกรณ์นั้น ทางกรมฯจะขอความร่วมมือจากสหกรณ์ที่มีสมาชิกประสบอุทกภัย พิจารณาลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยเหลือในยามที่สมาชิกสหกรณ์ขาดรายได้เนื่องจากพื้นที่ประกอบอาชีพการเกษตรเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งอาจจะลดดอกเบี้ยลง 0.5-1 % เป็นระยะเวลา 3-6 เดือน เพื่อให้สมาชิกสามารถยังชีพอยู่ได้ในระยะหนึ่งจนกว่าจะกลับคืนสู่สภาพปกติ สามารถประกอบอาชีพจนมีรายได้นำมาชดใช้หนี้สินคืนสหกรณ์ได้เหมือนเดิม ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือที่สหกรณ์สามารถทำได้โดยตรงกับสมาชิกของสหกรณ์เอง

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการในการช่วยเหลือด้านหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ที่ไม่สามารถส่งชำระหนี้คืนสหกรณ์ได้ โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาพักชำระหนี้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยรัฐบาลจะจ่ายชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้สหกรณ์แทนสมาชิก ส่วนหนี้สินของสหกรณ์ที่มีอยู่กับกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ก็ดำเนินการได้ทันทีตามระเบียบกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ที่กำหนดไว้ คือ กรณีสหกรณ์ที่อยู่ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยหากมีความจำเป็น             กรมส่งเสริมสหกรณ์จะพิจารณาขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไป 1 ปีด้วยเช่นกัน

สำหรับขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดอื่น ๆ ที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคสิ่งของหรือเงินช่วยเหลือแก่สหกรณ์ที่ประสบภัยน้ำท่วม สามารถบริจาคผ่านศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยของทำเนียบรัฐบาล หรือติดต่อกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ได้โดยตรง ซึ่งทางกรมฯพร้อมจะเป็นตัวกลางประสานความช่วยเหลือส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึงพร้อมกันนี้ กรมฯได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ประสบภัย เตรียมความพร้อมในการให้                ความช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์อย่างทันท่วงทีและลงพื้นที่ติดตามสอบถามความต้องการจากสมาชิกสหกรณ์อย่างใกล้ชิดว่ายังต้องการความช่วยเหลือในด้านใดอีกหรือไม่  ซึ่งกรมฯพร้อมจะช่วยประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการเข้าไปดูแลให้การช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบภัยน้ำท่วมให้สามารถดำเนินชีวิตและกลับคืนสู่สภาวะปกติได้โดยเร็วต่อไป

รัฐทุ่มช่วยชาวนาอีสาน คาดราคาหอมมะลิพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290943

รัฐทุ่มช่วยชาวนาอีสาน คาดราคาหอมมะลิพุ่ง

รัฐทุ่มช่วยชาวนาอีสาน คาดราคาหอมมะลิพุ่ง, คาดราคาหอมมะลิพุ่ง, ตรม, ธกส, โรคระบาด, สปก, กพส

รัฐทุ่มช่วยชาวนาอีสาน คาดราคาหอมมะลิพุ่ง

 พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในขณะนี้มีพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบแล้วกว่า 38 จังหวัด เกษตรกร 645,032 ราย แบ่งเป็น ด้านพืช 36 จังหวัด เกษตรกร 555,280 ราย 5.30 ล้านไร่ โดยข้าวได้รับความเสียหายมากที่สุด 4.80 ล้านไร่ พืชไร่ 4.4 แสนไร่ พืชสวนและอื่น ๆ 6 หมื่นไร่ ด้านประมง 26 จังหวัด เกษตรกร 38,336 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ 30,579 ไร่ เป็นบ่อปลา 30,163 ไร่ บ่อกุ้ง 416 ไร่กระชัง 1,422 ตารางเมตร(ตร.ม.) ด้านปศุสัตว์ 20 จังหวัด เกษตรกร 51,416 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 1,330,607 ตัว คือ โค-กระบือ 119,965 ตัว สุกร 28,265 ตัว แพะ-แกะ 1,481 ตัว ม้า 95 ตัว สัตว์ปีก 1,180,801 ตัว แปลงหญ้า 1,180 ไร่

ซึ่งในเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯจะของบกลาง 1,500 -2,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาให้พ้นภาวะวิกฤตินี้ไปก่อน รายละ 3,000 บาท โดยจะจ่ายเป็นเงินสดผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) หลังจากนั้นเมื่อน้ำลดลงแล้วภายใน 1 สัปดาห์นี้ หากไม่มีฝนตกลงมาซ้ำ กระทรวงเกษตรฯจะสำรวจความเสียหาย และให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง

ในกรณีที่พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายอย่างสิ้นเชิง กรณีข้าวจะชดเชย ไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ ไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวน ไร่ละ 1,690 บาท ในกรณีข้าวหากร่วมในโครงการประกันภัยพืชผล จะได้รับการชดเชยอีกไร่ละ1,260 บาท

“ผมให้เจ้าหน้าที่ไปดูรายละเอียดของข้าวเพิ่มมากขึ้นในส่วนของพันธุ์ เนื่องภาคอีสานส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นข้าวพรีเมี่ยม ปลูกได้ปีละครั้งเท่านั้น เนื่องจากต้องอาศัยช่วงแสงช่วยในการติดรวง หากเลยช่วงนี้ไป การปลูกจะไม่ได้ผล ดังนั้นต้องเร่งสำรวจและเร่งฟื้นฟู ปลูกซ่อม ส่วนพื้นที่ต้องปลูกใหม่ให้เร่งดำเนินการเสร็จสิ้นไม่เกินกลางเดือน ส.ค.นี้ ” พล.อ. ฉัตรชัย กล่าว

นอกจากนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนเฝ้าระวังไม่ให้เกิด“โรคระบาด”ตามมา กำกับดูแลราคาและคุณภาพปัจจัยการผลิต ลดภาระหนี้สิน ให้กับสมาชิกสถาบันเกษตรกร สมาชิกของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) กองทุนหมุนเวียน และกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) สนับสนุนเงินทุนเพื่อช่วยเหลือ สมาชิกสถาบันเกษตรกร จำนวน 300 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีแผนเยียวยาเพิ่มเติมเพื่อชดเชยค่าเสียโอกาสจากการขายผลผลิตที่เกษตรกรควรจะได้รับ เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถปลูกทดแทนและสร้างรายได้รอบใหม่ได้ทันในฤดูกาลผลิตในปีนี้ โดยกระทรวงเกษตรฯจะพิจารณารายละเอียดและเสนอให้ครม.เห็นชอบ ต่อไป

รวมพลังเครือข่ายคนพร้าวรักษ์ป่า ปลูกต้นไม้ถวายแม่ของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290924

รวมพลังเครือข่ายคนพร้าวรักษ์ป่า ปลูกต้นไม้ถวายแม่ของแผ่นดิน

รวมพลังเครือข่ายคนพร้าวรักษ์ป่า ปลูกต้นไม้ถวายแม่ของแผ่นดิน

       วันที่ 5 ส.ค.60 ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติศรีล้านนา อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ นายธัญญา เนติธรรมกุลอธิบดีกรมอุทยานแหง่ชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชกล่าวในระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการคนพร้าวรักษ์ป่า ปลูกต้นไม้ถวายแม่ของแผ่นดิน เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2560 วันแม่แห่งชาติว่าเป็นกิจกรรมที่กรมอุทยานฯร่วมกับภาคีเครือข่าย หน่วยงานภาครัฐ เอกชนและประชาชนในพื้นที่ได้ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องทุกปี และรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายในการทวงคืนผืนป่าที่ถูกบุกรุกทำให้มีการร่วมมือจากทุกภาคส่วนมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

รวมพลังเครือข่ายคนพร้าวรักษ์ป่า ปลูกต้นไม้ถวายแม่ของแผ่นดิน

“การนำกฎหมายมาบังคับใช้อย่างเดียว เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืน จะต้องมีการร่วมมือกันจากทุกฝ่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและประชาชนในพื้นที่ ภายใต้โครงการประชารัฐ จึงจะมีความยั่งยืนตามแนวพระราชดำริรของในหลวงรัชกาลที่9 เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา โดยเฉพาะอ.พร้าวถือเป็นต้นแบบตัวอย่างความสำเร็จในการป้องกันรักษาผืนป่าที่มีความร่วมมือกันจากทุกฝ่าย”

นายธัญญากล่าวต่อว่าสำหรับ อุทยานแห่งชาติศรีล้านนา ครอบคลุมพื้นที่ 878,750 ไร่ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.พร้าว แม่แตงและเชียงดาว ช่วงที่ผ่านมามีการแผ้วถางทำไร่เลื่อนลอย เพื่อปลูกข้าวโพด ทำให้ป่าโดนทำลายนับหมื่นไร่ หากไม่เร่งหยุดยั่งก็จะถูกบุกรุกเกิดความเสียหายเพิ่มมากยิ่งขึ้นจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่าต้นน้ำ ซึ่งแหล่งกำเนิดต้นน้ำที่สำคัญไหลลงสู่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล แม่น้ำปิงและแม่น้ำเจ้าพระยาและจะพัฒนาที่นี่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจ.เชียงใหม่ต่อไป

สำหรับกลุ่มคนพร้าวรักษ์ป่าเป็นการรวมตัวของประชาชนใน 4 อำเภอจาก 2 จังหวัดรวมมากกว่า 3,000 คน โดยมีพระครูวรวรรณวิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลโหล่งขอด อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ประธานกลุ่ม ถือเป็นการรวมพลังของภาคประชาชนที่มหัวใจรักและพิทักษ์ผืนป่า ต้องการปกป้องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่คู่ประเทศชาติด้วยพลังของคนในชุมชน ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงไม่ว่าธรรมชาติจะเสียหายหรือว่าอุดมสมบูรณ์

    พระครูวรวรรณวิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลโหล่งขอด ในฐานะประธานกลุ่มคนพร้าวรักษ์ป่ากล่าวถึงแนวทางการป้องกันและรักษาป่าอย่างยั่งยืนว่าจะต้องปลูกจิตสำนึกให้คนในชุมชนให้รู้จักโทษของการทำลายป่า โดยทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง ขณะเดียวกันก็ต้องนำกฎหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจังกับคนที่บุกรุกและที่สำคัญ เจ้าหน้าที่จะต้องไม่ทำการทุจริตเสียเอง

“ที่นี่สมเด็จพระนางเจ้าได้เสด็จพระราชดำเนินมาถึง 2 ครั้งในปี 2547และปี48 พระองค์ท่านทรงห่วงใยป่าที่ถูกทำลายมาก ตัวอาตมาเองก็ได้สนองพระราชเสาวนีย์ทำให้เป็นแบบอย่างแก่ชาวบ้านบวชป่าประมาณ 1 พันไร่ จนเป็นที่มาของพร้าวโมเดลในวันนี้และยังมีโครงการขายแนวคิดนี้ไปยังพื้นที่ในอำเภอใกล้เคียงด้วยได้แก่ อ.เชียงดาว อ.แม่แตงและแม่แตงต่อไป”พระนักพัฒนากล่าวยืนยัน

ด้านนายจงกล เหลืองอ่อน รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ้วส์จำกัด ในฐานะตัวแทนโครงการธรรมชาติปลอดภัย เครือเจริญโภคภัณฑ์กล่าวว่าโครงการธรรมชาติปลอดภัย เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้มีโอกาสเข้ามาสนับสนุนการทำงานของอุทยานศรีล้านนาและประชาคมในอ.พร้าวมาตั้งแต่ปี 2555 เพื่อแก้ปัญหาการรุกพื้นที่อุทยานฯขอคืนพื้นที่ป่าต้นน้ำ โดยดำเนินกิจกรรมด้านต่าง ๆ ร่วมกับอุทยานแห่งชาติและชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง สามารถแก้ปัญหาการรุกพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สิ่งสำคัญก็คือการตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและการมีส่วนร่วมของชุมชนจนเกิดพลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ อย่างจริงจังเป็นแนวทางไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จนปัจจุบันที่นี่กลายเป็นต้นแบบของการแก้ปัญหาเขาหัวโล้นในภาคเหนือและกิจกรรในครั้งนี้ทางโครงการธรรมชาติปลอดภัยก็ได้เห็นถึงความตั้งใจดีของชุมชนในการก่อตั้งกลุ่มคนพร้าวรักษ์ป่า จึงได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกและพร้อมให้การสนับสนุนและร่วมกิจกรรมอย่างเต็มที่”

นายจงกลย้ำด้วยว่าสำหรับกิจกรรมคนพร้าวรักษ์ป่า ปลูกต้นไม้ถวายแม่ของแผ่นดินในครั้งนี้นับว่าเป็นกิจกรรมสำคัญที่ต้องการปลูกจิตสำนึกรักและปกป้องวงแหนธรรมชาติให้คงอยู่ พร้อมกับการช่วยกันฟื้นฟูผืนป่าที่ถูกทำลาย โดยเริ่มจากที่ตัวเรา รอบบ้านเรา ในชุมชนเรา จึงนำไปสู่การคงอยู่ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

สั่งคุมเข้มอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ที่มีระดับน้ำเกิน 80%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290910

สั่งคุมเข้มอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ที่มีระดับน้ำเกิน 80%

กรมชล, ที่มีระดับน้ำเกิน, Inflow, Watershed area, upper rule curve

สั่งคุมเข้มอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ที่มีระดับน้ำเกิน 80%

       นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากปริมาณฝนที่ตกในปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะเกิดฝนตกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หลายแห่งทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานและโครงการชลประทานที่รับผิดชอบในแต่พื้นที่ เร่งดำเนินการลดระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลเข้า (Inflow) มากกว่าความจุของอ่างฯ รวมถึงอ่างเก็บน้ำที่มีพื้นที่รับน้ำฝนขนาดใหญ่ (Watershed area) เมื่อฝนตกหนักจะมี Inflow เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุมน้ำสูงสุด (upper rule curve) 11 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำกิ่วคอหมา อ่างฯแควน้อยบำรุงแดน อ่างฯน้ำอูน อ่างฯห้วยหลวง อ่างฯน้ำพุง อ่างฯจุฬาภรณ์ อ่างฯอุบลรัตน์ อ่างฯลำปาว อ่างฯสิรินธร อ่างฯป่าสักชลสิทธิ์ และอ่างฯทับเสลา ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ระหว่างร้อยละ 80-100 จำนวน 148 แห่ง และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเก็บกักมากกว่าร้อยละ 100 จำนวน 89 แห่ง ซึ่งปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และ ขนาดกลาง มีปริมาณน้ำรวม 48,216 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 64 มากกว่าปี 2559 รวม 13,605 ล้าน ลบ.ม. สามารถรองรับน้ำได้อีก 26,998 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีระดับมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างเก็บน้ำ หลายอ่างได้จัดทำกาลักน้ำ เพื่อช่วยเพิ่มอัตราการระบายอีกช่องทางหนึ่ง นอกเหนือจากการระบายน้ำปกติของตัวอ่าง ให้เหลือปริมาณน้ำต่ำกว่า ร้อยละ 80 อาทิ อ่างเก็บน้ำด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด อ่างเก็บน้ำห้วยลิ้นควาย อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำสวย และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำแห้ว จังหวัดเลย อ่างเก็บน้ำลาดกระทิง ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา อ่างเก็บน้ำห้วยเรือ ตำบลดงมะไฟ อำเภอเมืองจังหวัดสกลนคร เป็นต้น

โดยไม่ให้กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่ด้านท้ายอ่างเก็บน้ำ พร้อมให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบบริหารจัดการน้ำ ติดตาม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และประสานเรื่องข้อมูลและการแจ้งเตือนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ พร้อมเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ บรรเทาและแก้ไขสถานการณ์ ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากประเทศไทยยังอยู่ในช่วงฤดูฝน