ชาวปศุสัตว์ร่วมใจ ช่วยเหลือสัตว์ประสบภัยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290893

ชาวปศุสัตว์ร่วมใจ ช่วยเหลือสัตว์ประสบภัยน้ำท่วม

ชาวปศุสัตว์ร่วมใจ, ชาว, ปศุสัตว์, ร่วมใจ, ช่วยเหลือ, สัตว์, ประสบภัย, น้ำท่วม

ชาวปศุสัตว์ร่วมใจ ช่วยเหลือสัตว์ประสบภัยน้ำท่วม

            กรมปศุสัตว์จัดกิจกรรม “ชาวปศุสัตว์ร่วมใจ ช่วยผู้ประสบอุทกภัย ฟื้นฟูใจคนน้ำท่วม”  โดยมีนายสัตวแพทย์อภัย   สุทธิสังข์  อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในการบรรจุถุงยังชีพสัตว์ จำนวน  2,000 ชุด เพื่อนำไปช่วยเหลือสัตว์ที่ประสบอุทกภัย  ณ ชั้น 1 ตึกอำนวยการ  กรมปศุสัตว์  พญาไท กรุงเทพฯ  ในวันเสาร์ที่  5 สิงหาคม 2560  เวลา 13.00 น.

นายสัตวแพทย์อภัย  สุทธิสังข์  อธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวว่า  จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หลายจังหวัด  ส่งผลกระทบให้เกษตรกรรวมไปถึงสัตว์เลี้ยงได้รับความเดือดร้อน  ทั้งนี้กรมปศุสัตว์  ได้นำหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานไปช่วยเหลือเกษตรกรแล้วในหลายพื้นที่  และยังพบว่ามีเกษตรกรที่ขาดแคลนอาหารสัตว์และวิตามินอีกจำนวนมาก  กรมฯ จึงได้จัดทำถุงยังชีพสัตว์ขึ้นภายใต้กิจกรรม  “ชาวปศุสัตว์ร่วมใจ ช่วยผู้ประสบอุทกภัย ฟื้นฟูใจคนน้ำท่วม”  โดยในแต่ละถุงประกอบด้วย  ข้าวเปลือกสำหรับสัตว์ปีก 1.5  กิโลกรัม  อาหารสุนัข  1.5 กิโลกรัม  ยาถ่ายพยาธิ  วิตามิน   แร่ธาตุก้อนสำหรับโค กระบือ ฯลฯ  ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพของสัตว์เลี้ยง  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

“ ส่วนการให้ความช่วยเห ลือในระยะต่อไปนั้น  กรมปศุสัตว์มีแผนปฎิบัติการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ”  อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

เจาะ 6 จังหวัดนำร่องโซนนิ่ง แนะพืชทางเลือกช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290814

เจาะ 6 จังหวัดนำร่องโซนนิ่ง แนะพืชทางเลือกช่วยเกษตรกร

สศก, เจาะ, สศก, Single Command, ศพก, ศกอ, GPP, Top 4, คะน้า มะระ บวบ, กระวาน เร่วหอม, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

เจาะ 6 จังหวัดนำร่องโซนนิ่ง แนะพืชทางเลือกช่วยเกษตรกร

              สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเวทีหารือร่วมการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้าเกษตรที่สำคัญ หรือ Zoning รุก 6 ภูมิภาค ใน 6 จังหวัดนำร่องแล้ว ได้แก่ พิษณุโลก ชัยภูมิ สุราษฎร์ธานี สงขลา ชัยนาท และ จันทบุรี แจงสินค้า Top4 ของจังหวัด แนะพืชทางเลือกเพื่อช่วยเกษตรกรนำไปปรับใช้ในพื้นที่

นางจันทร์ธิดา  มีเดช  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการจัดประชุมหารือโครงการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้าเกษตรที่สำคัญ ปี 2560 ทั้ง 6 จังหวัด เพื่อนำเสนอหลักการในการบริหารจัดการพื้นที่และรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการจัดทำข้อมูลเพื่อประกอบนโยบายในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม รวม 6 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดพิษณุโลก วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดชัยภูมิ วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันที่ 13  มิถุนายน 2560 ภาคใต้ชายแดน จังหวัดสงขลา วันที่ 15 มิถุนายน 2560 ภาคกลาง จังหวัดชัยนาท วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 และ ภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี วันที่ 18 กรกฎาคม 2560

การหารือได้ร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) และผู้แทนภาคเกษตรกร เช่น ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) รวมทั้งข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดย สศก. ได้นำเสนอข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรของ 6 จังหวัด ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต/ผลตอบแทน และการวิเคราะห์ปริมาณและความต้องการ ของสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) สูงสุดใน 4 ลำดับแรก (Top 4) ของแต่ละจังหวัด เช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น และผู้แทนจากกรมพัฒนาที่ดินได้ร่วมนำเสนอศักยภาพพื้นที่ และแผนที่ความเหมาะสมของสินค้า Top 4 ของจังหวัด เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตามแผนที่ Agri-Map ระดับจังหวัด

นอกจากนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นข้อมูลสถานการณ์ด้านการเกษตร มาตรการเพื่อส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่เหมาะสม (S1) และแนวทางให้เกิดการปรับเปลี่ยนเป็นสินค้าทางเลือกเพื่อให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม และใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สอดคล้องกับศักยภาพ เช่น การปลูกพืชแซม การจัดการ ดิน น้ำ ในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) โดยมีการนำเสนอพืชทางเลือก ดังนี้

จังหวัดพิษณุโลก พืชทดแทนข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น อ้อยโรงงาน มะม่วงน้ำดอกไม้ กล้วยน้ำว้า

จังหวัดชัยภูมิ พืชที่ควรปลูกเสริมในพื้นที่ข้าวที่ไม่เหมาะสม เช่น หม่อน รวมทั้งการเลี้ยงไหม โค และกระบือ

จังหวัดสุราษฎร์ธานี พืชทดแทนยางพาราในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น ทุเรียน ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว

จังหวัดสงขลา พืชทดแทนข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น ปาล์มน้ำมัน พืชผัก (คะน้า มะระ บวบ) กล้วยหอมทอง รวมทั้งการเลี้ยงสุกร และโคเนื้อ พร้อมทั้งมีกิจกรรมเสริมในพื้นที่ปลูกยางพาราที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ สละ พืชสมุนไพร ไก่พื้นเมือง โคเนื้อ สุกร

จังหวัดชัยนาท พืชทดแทนข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง รวมทั้งการปลูกพืชอาหารสัตว์และส่งเสริมการทำปศุสัตว์ เช่น หญ้าเนเปียร์ การเลี้ยงแพะ โคเนื้อ ลูกไก่งวง และการทำเกษตรแบบผสมผสาน

จังหวัดจันทบุรี พืชที่ควรปลูกเสริมในสวนยางพาราและไม้ผล เช่น สมุนไพร (กระวาน เร่วหอม) พืชไร่ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)

ทั้งนี้ กรณีสินค้าทดแทนที่เป็นพืชเศรษฐกิจ เช่น อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ต้องเชื่อมโยงกับความต้องการในระดับประเทศด้วย เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาด อันจะส่งผลให้ราคาตกต่ำตามมา ส่วนสินค้าทางเลือกอื่นที่น่าสนใจ อาจไม่ใช่สินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ แต่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่ม เช่น มะละกอ เพาะเห็ด  ผักพื้นบ้าน ไม้ดอกไม้ประดับ กล้วยไข่ โกโก้ อะโวคาโด เป็นต้น โดยเกษตรกรท่านใดที่ให้ความสนใจในกิจกรรมทางเลือกดังกล่าว ก็สามารถข้อมูลที่ สศก. ได้นำเสนอไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองได้ต่อไป

แก้มลิงเหนือนครสวรรค์ พร้อมรับมวลน้ำหลาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290813

แก้มลิงเหนือนครสวรรค์ พร้อมรับมวลน้ำหลาก

ดรสมเกียรติ ประจำวงษ์, พร้อมรับมวลน้ำหลาก , แก้ม, ลิง, เหนือ, นครสวรรค์, พร้อม, รับ, มวล, น้ำหลาก

แก้มลิงเหนือนครสวรรค์ พร้อมรับมวลน้ำหลาก

          ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝนเต็มตัว และจากอิทธิพลของพายุเซินกาที่ส่งผลให้ในหลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมขังและน้ำหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ที่มวลขนาดใหญ่ได้ไหลลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำอย่างรวดเร็ว แต่จากการที่กระทรวงเกษตรจัดระบบการปลูกพืชมีการปรับเปลี่ยนปฏิทินการส่งน้ำให้กับเกษตรกรทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 265,000 ไร่ ในการปลูกข้าวรอบที่ 2 เป็นปีแรกเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา นั้น จะเห็นได้ว่าแปลงนาของเกษตรกรมีข้าวสุกและเก็บเกี่ยวไปแล้ว เกษตรกรสามารถขายข้าวได้เพราะผลผลิตรอดพ้นจากภัยน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รัฐบาลก็ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย        ที่ผ่านมากรมชลประทานมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในระยะยาว และหนึ่งในนั้นคือ พื้นที่ลุ่มต่ำเหนือจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ทุ่งนาที่มีน้ำท่วมเป็นประจำเกือบทุกปี ให้เป็นพื้นที่ควบคุมน้ำชั่วคราวในช่วงฤดูฝน และกักเก็บน้ำเป็นแหล่งน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงแล้งให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือจังหวัดนครสวรรค์ โดยผลการศึกษาแล้วเสร็จเมื่อเดือนเมษายน 2560 ที่ผ่านมาสรุปว่า โครงการแก้มลิงเหนือนครสวรรค์ ประกอบด้วยพื้นที่แก้มลิงย่อยทั้งหมด 69 พื้นที่ ในเขตจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ ครอบคลุมพื้นที่ 24 อำเภอ 153 ตำบล สามารถกักเก็บน้ำชั่วคราวได้ 2,049 ล้านลูกบาศก์เมตร จำแนกเป็นทุ่งนาในเขตชลประทาน 723 ล้านลูกบาศก์เมตร และทุ่งนานอกเขตชลประทาน 1,326 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารชลประทานที่ใช้ในการควบคุมน้ำ เช่น ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ ถนน หรือคันคลองที่ใช้เป็นคันกั้นน้ำ ซึ่งประชาชนสามารถใช้เป็นเส้นทางในการสัญจรได้อีกด้วย

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แก้มลิงจะต้องมีการจัดการภายใน ด้วยการให้ประชาชนในพื้นที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่ การใช้ประโยชน์ และการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เรียนรู้ และหาทางออกร่วมกัน ระหว่างกรมชลประทานและประชาชน รวมทั้งระหว่างประชาชนด้วยกันเอง ซึ่งจะสามารถลดผลกระทบระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน และลดผลกระทบในการแยกน้ำระหว่างเกษตรกรกันเอง

เมื่อโครงการแล้วเสร็จก็จะเป็นประโยชน์ด้านการบรรเทาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนให้กับประชาชน จำนวน 57,325 ครัวเรือน ประชากร 163,627 คน รวมทั้งประชาชนที่อาศัยในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน และพื้นที่ท้ายน้ำจากพื้นที่แก้มลิงไปถึงจุดบรรจบแม่น้ำปิงที่จังหวัดนครสวรรค์ 122,315 ครัวเรือน ประชากร 348,309 คน และประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็จะได้รับประโยชน์จากการบรรเทาน้ำท่วมจากการใช้พื้นที่แก้มลิงเช่นกัน

ธรรมธุรกิจ สร้างสรรค์ จัดงาน “ปรุงด้วยรัก ปันด้วยใจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290812

ธรรมธุรกิจ สร้างสรรค์  จัดงาน “ปรุงด้วยรัก ปันด้วยใจ”

ธรรมธุรกิจ, สร้างสรรค์,  จัดงาน ปรุงด้วยรัก, ปันด้วยใจ, ปรุงด้วยรัก ปันด้วยใจ, ผู้จัดการ ธรรมธุรกิจ, ประธานธรรมธุรกิจ, รองประธานธรรมธุรกิจ, เชฟเยียร์, ข้าวกล้องคลุกน้ำพริก

ธรรมธุรกิจ สร้างสรรค์  จัดงาน “ปรุงด้วยรัก ปันด้วยใจ”

             ธรรมธุรกิจ โดยคุณหนาว – พิเชษฐ โตนิติวงศ์ (ผู้จัดการ ธรรมธุรกิจ) ได้เชิญชวนลูกศิษย์ อ.ยักษ์ – ดร. วิวัฒน์ ศัลยกำธร (ประธานธรรมธุรกิจ) และ อ.โจน จันใด (รองประธานธรรมธุรกิจ) ให้มาร่วมกันสร้างสรรค์เมนูสุดพิเศษที่ดีไซน์จากข้าวกล้องมหัศจรรย์ ภายใต้คอนเซ็ป “ปรุงด้วยรัก ปันด้วยใจ” โดยทุกเมนูจะต้องใช้ข้าวกล้องมหัศจรรย์มาเป็นส่วนประกอบหลัก พร้อมทั้งเลือกใช้วัตถุดิบทั้งหมดเป็นของที่ได้มาจากธรรมชาติเท่านั้น เจ้าของเมนูที่สร้างสรรค์ผลงานออกมาได้โดนใจ อ.ยักษ์ และ อ.โจน มากที่สุด จะได้รับข้าวกล้องมหัศจรรย์กลับบ้านเป็นรางวัลจำนวนถึง 100 กก. ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แม้เพิ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ตลาดนัดธรรมชาติ สวนสุขภาพ ลานพระพรหม เมืองเอก รังสิต เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา.

สำหรับเมนูสุดพิเศษในคอนเซ็ป “ปรุงด้วยรัก ปันด้วยใจ” ที่ลูกศิษย์ยักษ์กะโจนต่างตั้งใจคิดค้นดีไซน์กันขึ้นมาเพื่อส่งเข้าร่วมรายการครั้งนี้ มีเมนูที่น่าสนใจอยู่หลายเมนู อาทิ  ข้าวหลามมหัศจรรย์ โดย พัชรี ไทยเจริญ,  แหนมเห็ด โดย ดวงแก้ว คำสุระ,  ข้าวธัญพืช โดย ธนัชพร จูฑาวัฒนานนท์, ข้าวกล้องคลุกน้ำพริก โดย ชุติมา อรุณมาศ, ข้าวกล้องไก่มะแขว่น โดย นิติ พจน์ปฎิญญา (เชฟเยียร์) และ ข้าวยำปักษ์ใต้ โดย เสาวศักดิ์ ภูธรารักษ์  ซึ่งเจ้าของเมนูสุดพิเศษเหล่านี้ ต่างได้รับแรงบันดาลใจมาจากความสำนึกรักในบ้านเกิดเมืองนอนของตน การรู้คุณค่าของธรรมชาติ การมีความต้องการดูแลรักษาสุขภาพอย่างยั่งยืน และการกินอยู่อย่างพอเพียงเรียบง่ายตามแนวทางศาตร์พระราชา โดยทุกคนได้ถ่ายทอดออกมาในลักษณะของการปรุงแต่งอาหารสร้างสรรค์เมนูขึ้นมาด้วยการใช้วัตถุดิบที่ปลูกกินกันเองตามธรรมชาติ มุ่งเน้นทำเมนูที่เป็นอาหารพื้นบ้านของตน มีการโพสแชร์ภาพ #ปรุงด้วยรักปันด้วยใจ พร้อมเขียนคำบรรยายสั้นๆ เพื่อเป็นบอกเล่าถึงไอเดียที่เจ้าของเมนูต้องการสื่อสารออกมาผ่านการทำเมนูต่างๆ ซึ่งเป็นที่หนักใจของคณะกรรมการทั้ง 2 ท่านเป็นอย่างยิ่ง

และผู้ที่สามารถเอาชนะใจอาจารย์ทั้งสองได้ ก็คือเจ้าของเมนูที่ชื่อว่า “ข้าวกล้องคลุกน้ำพริก” โดย ชุติมา อรุณมาศ ที่มีรสชาติอร่อย จัดแต่งสวยงาม และมีการบรรยายถึงไอเดียในการสร้างสรรค์เมนูได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นที่น่าพอใจของคณะกรรมการจึงได้รับข้าวกล้องมหัศจรรย์ 100 กก. จากธรรมธุรกิจไปครอง ทำการมอบรางวัลโดย อ.ยักษ์ – ดร. วิวัฒน์ ศัลยกำธร และ อ.โจน จันใด ณ ตลาดนัดธรรมชาติ สวนสุขภาพ ลานพระพรหม เมืองเอก รังสิต

ทั้งนี้ ภายในงานตลาดนัดธรรมชาติ นอกจากจะมีกิจกรรมดังกล่าวที่มาสร้างความครึกครื้นให้กับคนที่ผ่านเข้ามาเยี่ยมชมงานได้มีรอยยิ้มกันไปแล้ว ในช่วงบ่ายยังได้มีการล้อมวงนั่งทานมื้อเที่ยงพร้อมกันอย่างใกล้ชิด และมีการสนทนาพูดคุยด้วยความเป็นกันเองระหว่างลูกศิษย์-อาจารย์ และคนทั่วไปที่สนใจ สำหรับครั้งต่อไป เตรียมพบกับผลผลิตจากธรรมชาติ ทั้งสดและแปรรูป พร้อมกิจกรรมสนุกๆได้ในทุกๆเดือนที่งานตลาดนัดธรรมชาติ หรือสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมน่าสนใจมากมายได้ที่แฟนเพจธรรมธุรกิจ https://www.facebook.com/Thamturakit

ชาวบ้านเมืองอุบลฯ เริ่มขนย้ายสิ่งของไปจุดอพยพหลังน้ำขึ้นสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290782

ชาวบ้านเมืองอุบลฯ เริ่มขนย้ายสิ่งของไปจุดอพยพหลังน้ำขึ้นสูง

ชาวบ้านเมืองอุบลฯ เริ่มขนย้ายสิ่งของไปจุดอพยพหลังน้ำขึ้นสูง

       นายสมชาย คณาประเสริฐกุล ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่สำนักงานชลประทานที่ 7 ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ในพื้นที่สถานีวัดน้ำท่า M7 สะพานเสรีประชาธิปไตย อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งอยู่ด้านท้ายห่างจากจุดไหลรวมกันระหว่างมูลและชีประมาณ 27 กิโลเมตร อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภายในจังหวัด จังหวัดอุบลราชธานี ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวได้รับทราบ ปัจจุบัน (4 ส.ค. 60) ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวเริ่มอพยพและขนย้ายสิ่งของขึ้นมาที่จุดอพยพผู้ประสบภัยน้ำท่วมแล้วกว่า 5 ชุมชน รวม 115 ครัวเรือน ได้แก่ ชุมชนห้วยม่วง จำนวน 40 ครัวเรือน ชุมชนวัดสว่าง (หลังเรือนจำ) จำนวน 15 ครัวเรือน ชุมชนวัดบูรพา1 (บ่อบำบัด) จำนวน 20 ครัวเรือน ชุมชนวัดบูรพา2 (หลังวัดศรีประดู่) จำนวน 10 ครัวเรือน และชุมชนบ้านทัพไทย จำนวน 30 ครัวเรือน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน เตรียมความพร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 22 เครื่อง บริเวณสะพานเสรีประชาธิปไตย เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำจากตัวเมืองอุบลราชธานี พร้อมกันนี้ได้เสนอแนะไปยังทางจังหวัด เตรียมขอสนับสนุนเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรือ จำนวน 30 ลำ ติดตั้งบริเวณหน้าแก่งสะพือ (สะพานอำเภอพิบูลมังสาหาร) เพื่อช่วยเร่งการระบายน้ำหน้าแก่งสะพือลงสู่แม่น้ำโขงต่อไป และหากประชาชนท่านใดต้องการสอบถามข้อมูลและขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่โทร.061-5494194 และ 081-9778688

ทส.หนุนโครงการเติมน้ำบาดาลระดับตื้นช่วยแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290776

ทส.หนุนโครงการเติมน้ำบาดาลระดับตื้นช่วยแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง

ทส.หนุนโครงการเติมน้ำบาดาลระดับตื้นช่วยแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง

               จากการที่ประเทศไทยต้องประสบปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยแล้งเนื่องจากภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน หรือในฤดูฝนที่มีน้ำหลากก็เกิดปัญหาอุทกภัยขึ้นในหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำหลักของประเทศ บางครั้งทั้งปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยก็เกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน เพียงแต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ทำให้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่ที่ประสบปัญหาดังกล่าวอย่างกว้างขวาง ประกอบกับในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาและขยายตัวของประชากรและชุมชนเพิ่มมากขึ้น ความต้องการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นด้วย

โดยเฉพาะด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำในขั้นตอนการผลิต และน้ำบาดาลซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย  มีการพัฒนาและสูบขึ้นมาใช้ประโยชน์จนทำให้บางพื้นที่เกิดวิกฤตเสียสมดุล เพราะมีการลดระดับของน้ำบาดาลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องขุดเจาะบ่อลึกลงไปมากกว่าเดิมเพื่อที่จะสูบน้ำบาดาลขึ้นมา เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและส่งผลกระทบต่อต้นทุนในการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย
รัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจัดทำแผนที่เติมน้ำบาดาลทั่วประเทศ พร้อมเร่งดำเนินโครงการเติมน้ำลงสู่แหล่งน้ำใต้ดินระดับตื้นเพื่อให้สัมฤทธิ์ผลภายในฤดูฝนของปี 2560 นี้ โดยระบบเติมน้ำดังกล่าวจะดำเนินการใน 3 รูปแบบ ได้แก่ การเติมน้ำฝนผ่านบ่อวง เติมน้ำผ่านสระหรือคลองก้นรั่ว และเติมน้ำฝนผ่านหลังคาลงสู่บ่อน้ำบาดาลระดับตื้น

ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้คัดเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสมไว้แล้ว รวม 17 แห่ง ประกอบด้วย พื้นที่ในจังหวัดเชียงราย สุพรรณบุรี นครสวรรค์ สระบุรี ขอนแก่น สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี เพชรบุรี จันทบุรี อุบลราชธานี สงขลา อุดรธานี  2 แห่ง  และพิษณุโลก 4 แห่ง ใช้งบประมาณ 5.5 ล้านบาท และจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จทั้งหมดได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน ทั้งนี้
พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่เติมน้ำบาดาลระดับตื้น ณ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อชมการสาธิตระบบเติมน้ำผ่านบ่อวง (แก้มลิงที่มองไม่เห็น) ของปราชญ์ชาวบ้าน (นายทองปาน เผ่าโสภา) ที่บ้านหนองปลวก ตำบลหนองกุลา และชมจุดก่อสร้างระบบเติมน้ำบาดาลระดับตื้นผ่านบ่อทรายเก่า ที่บ้านคลองวัดไร่เหนือ ตำบลบางระกำ ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่อง 2 แห่ง ใน 17 แห่ง ที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลคัดเลือกที่จะจัดทำระบบเติมน้ำบาดาลระดับตื้น
ภายหลังการตรวจเยี่ยม พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า การเติมน้ำลงสู่ชั้นบาดาลแบบปราชญ์ชาวบ้านที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เป็นเรื่องที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม คงจะต้องมีงานทางด้านวิชาการมาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เนื่องจากน้ำใต้ดินกับบนผิวดินต้องมีความสัมพันธ์กัน ทั้งนี้ หากหาวิธีการนำน้ำไปเก็บไว้ในชั้นน้ำตื้นมากได้เท่าไร พี่น้องประชาชนก็จะมีความสะดวกสบายมากขึ้น

ขับเคลื่อน “9101 ตามรอยเท้าพ่อ”พลิกโฉมเกษตรไทยในทุกมิติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290772

ขับเคลื่อน “9101 ตามรอยเท้าพ่อ”พลิกโฉมเกษตรไทยในทุกมิติ

ขนาดเล็ก, สายโซ่, ขับเคลื่อน, 9101, ร10

ขับเคลื่อน “9101 ตามรอยเท้าพ่อ”พลิกโฉมเกษตรไทยในทุกมิติ

            ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 4 ก.ค.2560 เห็นชอบ“โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ วงเงิน22,800 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาเกษตรกร 9,101 ชุมชนๆ ละ 2.5 ล้านบาท

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตกรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติแก่ผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้ขับเคลื่อนโครงการ9101ฯ ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้สำเร็จ โดยมีลักษณ์เป็น “สายโซ่” เชื่อมโยงทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทุกมิติ ซึ่งโครงการ ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืช ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ด้านการจัดการศัตรูพืช ด้านฟาร์มชุมชน ด้านการผลิตอาหาร และการแปรรูปการผลิต ด้านปศุสัตว์ (ขนาดเล็ก) และการประมง ที่สำคัญจะต้องเป็นการจ้างแรงงานในท้องถิ่นร้อยละ 50 โดยชุมชนจะคัดเลือก และรับรองกันเอง

“การปฏิรูปภาคการเกษตรกรไทยภายใต้แนวคิด ไทยแลนด์ 4.0 จะต้องนำนวัตกรรมแบบอัฉริยะมาใช้ ตั้งแต่การผลิต แปรรูป และการตลาด นั้นหมายถึงเราจะต้องดูแลพี่น้องเกษตกรกรตั้งแต่การลดความเสียหายจากภัยพิบัติ เช่น ปัญหาท่วมท่วม ภัยแล้ง หรือแม้แต่การป้องกันความเสียหายจากการแพร่ระบาดของศัตรูพืชหนอนหรือแมลงต่างๆ เรียกว่าต้องดูแลกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำเลยทีเดียว “พล.ฺฉัตรชัย กล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย เห็นว่าปัญหาของพี่น้องเกษตรกรต้องได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที แม้ว่าหลายเรื่องถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การแพร่ระบาดของศัตรูพืช และโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง ซึ่งแต่ละปีเกิดความเสียหายที่เปีเป็นเงินจำนวนมหาศาล จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ความสำคัญกับเรื่องนี้ เมื่อมีปัญหาต้องลงพื้นที่อย่างทันท่วงที่ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสามารถป้องกันปัญหาต่างๆได้

“ปีที่ผ่านมา มีหลายประเทศให้ความเชื่อมั่นนำเข้าเนื้อไก่สด และไข่ไก่จากประเทศไทยมากขึ้น โดยประเทศจีนได้ขอเข้ามาชมการผลิตของประเทศไทย และได้กล่าวชื่นชมกระบวนการผลิตของไทยที่มีมาตรฐานสูง อยากจะนำเข้าสินค้าเกษตรเป็นจำนวนมาก” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

นอกจากนี้ พล.อ.ฉัตรชัย ยังกล่าวถึงการเข้ามาแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในไทย ซึ่งอียูเข้ามาตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่กรมประมง กรมเจ้าท่า และ หน่วยอื่นๆ ได้ทำงานหนักมา กว่า 2 ปี เพื่อยกมาตรฐานการทำประมงให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ ทั้งการดูแลสัตว์น้ำให้มีปริมาณที่เหมาะสม และดูแลแรงงานประมงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาหมักหมมมาอย่างยาวนานรัฐบาลชุดนี้ได้ออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวเพื่อทำให้อุตสาหกรรมประมงไทย โดยเฉพาะชาวประมงเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ปัญหาที่ทำกิน ส.ป.ก. มีการดำเนินการพัฒนาพื้นที่ยึดคืน เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ พร้อมหน่วยทหารข่างเข้าไปเร่งพัฒนาพื้นที่ให้มีความพร้อม หน่วยอื่นๆ เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร และ อื่นๆ ลงพื้นที่เตรียมการเสริมสร้างอาชีพให้เกษตรกรมีความพร้อม

ขณะเดียวกันยังได้จัดทำกฎกระทรวงรองรับการอนุญาตใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานก็ทำงานกันทั้งวันทั้งคืนให้เสร็จทัน 3 เดือน อันนี้ เป็นเรื่องในอดีตที่รัฐบาลนี้มาแก้ไข เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้ สำหรับนโยบายข้าว การติดตามข้าวที่ประมูลออกจากคลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ติดตามดูตลอดเวลา ไม่ให้ข้าววนกลับมาใช้บริโภคสำหรับคนอีก ทำให้ราคาข้าวดีขึ้น เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักมาก พร้อมกับการวางรากฐาน คือ ข้าวแปลงใหญ่ ข้าวอินทรีย์ และ เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ดี เจ้าหน้าทำแคมเปญส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าใจ ที่ผ่านมามีเกษตรกรให้ความสนใจสมัครร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ซึ่งการรวมกลุ่มจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและทำให้ข้าวมีราคาที่ดีขึ้น ที่สำคัญ คือการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรต่างๆ ในส่วนแปลงใหญ่ มาตรฐาน GAP

สำหรับ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี” มีที่มาจาก 9 หมายถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช (ร.9), เลข 10 หมายถึง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (ร.10) และ 1 หมายถึงปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน” ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปโฉมหน้าเกษตกรไทยยุคไทยแลนด์ 4.0 เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน”โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ นำทัพ ซึ่งมีการประมาณการณ์ว่า โครงการดังกล่าวจะมีเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 7.78 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยถึง 4 ล้านราย

กยท. จับมือ สมาคมน้ำยางข้น ลงนาม MOU พัฒนาธุรกิจยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290717

กยท. จับมือ สมาคมน้ำยางข้น ลงนาม MOU พัฒนาธุรกิจยางพารา

กยท, กยท, จับมือ, สมาคมน้ำยางข้น, ลงนาม, MOU, พัฒนาธุรกิจยางพารา

กยท. จับมือ สมาคมน้ำยางข้น ลงนาม MOU พัฒนาธุรกิจยางพารา

       ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า กยท.ในฐานะองค์กรกลางที่รับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบอย่างครบวงจร ตระหนักถึงความสำคัญข้อมูลสารสนเทศอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนายางพาราไทย ซึ่งการร่วมมือกับสมาคมน้ำยางข้นไทยครั้งนี้ เป็นการพัฒนาการส่งเสริม และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับยางพาราเพื่อพัฒนาด้านธุรกิจยางทั้งในและต่างประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมของไทย เพื่อนำไปถ่ายทอดเทคโนโลยี และอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางบุคลากร ตลอดจนประชาชนทั่วไป

โดยแนวทางในความร่วมมือครั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดในด้านการพัฒนากิจการยางพาราของประเทศให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมและสนับสนุนด้านการเพิ่มมูลค่ายางพารา ด้านอุตสาหกรรม และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราที่มีความหลากหลายและมีคุณภาพ เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางให้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขสถานการณ์ราคายางให้เกิดเสถียรภาพ สร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง และวงการยางพาราทั้งระบบ

              นายชัยพจน์ เรืองวรุณวัฒนา นายยกสมาคมน้ำยางข้นไทย กล่าวว่า สมาคมน้ำยางข้นไทยเป็นองค์กรภาคเอกชน จัดตั้งสมาคมเพื่อให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรสวนยาง ให้สามารถขายยางได้ในราคาที่ยุติธรรม สนับสนุนและส่งเสริมน้ำยางข้นของไทยให้มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ต้องการของลูกค้า รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารที่สำคัญ             ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของสมาคมน้ำยางข้นไทยในการให้ความร่วมมือสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยางพารา และการขับเคลื่อนนโยบาย และยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราของประเทศ โดยเน้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำยางข้นเป็นหลัก ซึ่งเป้าหมายในดำเนินงานของทั้ง 2 หน่วยงานมีความสอดคล้องและมีเป้าหมายเดียวกัน

ดังนั้น การร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาข้อมูลข่าวสารและธุรกิจยางพาราครั้งนี้ จึงถือเป็นการผนึกกำลังร่วมกันบนพื้นฐานความเข้าใจอันดีต่อกัน และประสานผลประโยชน์ในการพัฒนาความรู้ทางวิชาการ พัฒนาการศึกษา วิจัย และเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับยางพารา เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อการพัฒนาวงการยางพาราไทยต่อไป

กยท.ทุ่มหมื่นล้านหนุนสินเชื่อผู้ประกอบการยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290709

กยท.ทุ่มหมื่นล้านหนุนสินเชื่อผู้ประกอบการยาง

กยท.ทุ่มหมื่นล้านหนุนสินเชื่อผู้ประกอบการยาง

 

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย แถลงว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศ ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องกับยางพารามากถึงร้อยละ15 ของประชากรไทย และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางผันผวนให้เกิดเสถียรภาพด้านราคามากขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาราคายางให้กับเกษตรกรชาวสวนยางผู้ผลิตได้ โดยทางรัฐบาล ได้ให้ความสำคัญในแก้ไขปัญหาราคายาง จึงได้อนุมัติโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง หวังดูดซับยางออกจากระบบ ซึ่งจะช่วยยกระดับราคาให้สูงขึ้น เป็นการสร้างเสถียรภาพด้านราคายาง ซึ่งผู้ประกอบกิจการยางสามารถรับซื้อผลผลิตไปแปรรูปเป็นยางประเภทต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป

โดยโครงการนี้ กำหนดระยะเวลาโครงการตั้งแต่ พฤษภาคม 2560 – เมษายน 2562 และระยะเวลาในการอนุมัติวงเงินกู้จนสิ้นสุดการชำระเงินกู้ตามโครงการฯ 1 ปี ไม่เกิน 30 เมษายน 2562 โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการชดเชยดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 กับผู้เข้าร่วมโครงการฯ หรือคิดเป็นเงินช่วยเหลือจำนวนไม่เกิน 300 ล้านบาท จากวงเงินกู้ 1 หมื่นล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการโดยใช้แหล่งสินเชื่อวงเงินกู้เดิมจากธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ประกอบการใช้บริการอยู่แล้ว

“สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนสินเชื่อฯ10,000 ล้านบาท จะเป็นผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้นที่จดทะเบียนในประเทศไทย และมีผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยมากกว่าร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 35 บริษัท 49 โรงงาน วงเงินกู้รวมประมาณ 9,600 ล้านบาท คาดว่าโครงการนี้ จะสามารถดูดซับยางออกจากระบบประมาณร้อยละ 20 ของผลผลิตน้ำยางข้น เป็นการผลักดันราคายางให้สูงขึ้นโดยใกล้เคียงหรือสูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกรชาวสวนยาง และรักษาเสถียรภาพราคายางไม่ให้เกิดความผันผวนมากเกินจุดวิกฤต” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติม

               นายชัยพจน์ เรืองวรุณวัฒนา นายกสมาคมน้ำยางข้นไทย กล่าวว่า โครงการนี้ ทำให้เกิดความร่วมมือสามประสานระหว่างเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และรัฐบาลในการร่วมกันแก้ไขปัญหาราคายาง ซึ่งผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้นที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องยื่นขอรับการสนับสนุนสินเชื่อที่ กยท. เพื่อรวบรวมคำขอส่งให้ธนาคารที่ให้การสนับสนุนสินเชื่อต่อไป โดยแหล่งสินเชื่อใช้วงเงินกู้เดิมจากธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ประกอบการใช้บริการอยู่แล้ว และรัฐบาลจะเงินชดเชยดอกเบี้ยสนับสนุนในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 จำนวนไม่เกิน 300 ล้านบาทจากวงเงินกู้รวม 10,000 ล้านบาท คาดว่า จะสามารถเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อฐานของราคายางปรับสูงขึ้นเกษตรกรชาวสวนยางมีอำนาจการใช้จ่ายมากขึ้น จะสร้างวงจรเศรษฐกิจให้เคลื่อนไหวได้รับประโยชน์กันในทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยต่อไป

จัดใหญ่ SIMA ASEAN THAILAND 2017 เพื่อธุรกิจการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290706

จัดใหญ่ SIMA ASEAN THAILAND 2017 เพื่อธุรกิจการเกษตร

จัดใหญ่ SIMA ASEAN Thailand 2017 เพื่อธุรกิจการเกษตร

 

           อิมแพ็ค คอมเอ็กซ์โพเซียม และแอ็คซีม่า ผนึกกำลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมแถลงข่าวประกาศความพร้อมจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2017 งานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติเพื่อธุรกิจการเกษตรที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาคอาเซียน จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ตอกย้ำการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืนโดยใช้นวัตกรรมและเทโนโลยีเครื่องจักรการเกษตรที่เหมาะสมกับความต้องการในภูมิภาค ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพผลผลิตท้องถิ่นให้ได้มาตรฐานระดับสากล และจัดพื้นที่แสดงการสาธิตเครื่องจักรกลทางการเกษตรแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน ระหว่างวันที่7 – 9 กันยายน 2560 ณ อาคาร 5 – 6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี และริมทะเลสาบ เมืองทองธานี

            ดร.วราภรณ์ พรหมพจน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า “ในปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 20 ปีตามแนวคิดประเทศไทย 4.0 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงรู้สึกยินดีในการเป็นเจ้าภาพร่วมจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2017 โดยกระทรวงฯ ได้เตรียมความพร้อมในการจัดแสดงผลงานงานวิจัย ที่โดดเด่นและใหม่ด้านเทคโนโลยีการเกษตรที่รวบรวมผลงานมาจากกรมวิชาการเกษตร เช่น เครื่องใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินแบบอัตโนมัติ งานวิจัยพันธุ์ถั่วเหลืองโปรตีนสูง งานวิจัยมันฝรั่งพันธุ์ใหม่ งานวิจัยด้านสารชีวภัณฑ์ การผลิตปุ๋ยหมักเติมอากาศและนวัตกรรมการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เป็นต้น รวมถึงจัดสัมมนาในหัวข้อ“นวัตกรรมเกษตรไทยมุ่งสู่ Thailand 4.0” โดยมุ่งเน้นในการพัฒนาศักยภาพของภาคเกษตรไทย เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและขยายเครือข่ายทางธุรกิจสู่ระดับสากล ซึ่งงาน SIMA ASEAN จะเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ให้เกิดความรวดเร็วในเกษตร 4.0”

              มร.ซาจิด อูเซนี ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายงานแสดงสินค้าภาคธุรกิจ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า “การจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2017 ได้มุ่งเน้นการแสดงสินค้าเครื่องจักรกล เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่การทำการเพาะปลูกในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ไฮไลท์ในปีนี้ได้แก่ แปลงสาธิตเครื่องจักรกลการเกษตร ที่แรกที่เดียวในเมืองไทยที่นำเครื่องจักรแบรนด์ชั้นนำมาสาธิตนการทำงานที่จริง โดรนพาวิลเลียนและเวิร์กชอป ที่รวบรวมเทคโนโลยีทางอากาศเพื่อการเกษตรจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีพาวิลเลียมนานาชาติจากหลายหลายประเทศ อาทิ จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และตุรกี เป็นต้น เพื่อช่วยเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจและพัฒนาศักยภาพทางการค้าและอุตสาหกรรมเกษตรของภูมิภาคอาเซียนไปสู่ตลาดโลกอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

                  ผศ.ดร.รัชด ชมภูนิช รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์และสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวถึงการร่วมงานในปีแรกกับงาน SIMA ASEAN 2017 ว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลให้เป็นแกนนำในการพัฒนาคลัสเตอร์ด้านเกษตรอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเครื่องจักรกลการเกษตรหรือนวัตกรรมการเกษตรก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้การผลิตของเกษตรกรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น งาน SIMA ASEAN จะเป็นช่องทางในการกระจายองค์ความรู้และนวัตกรรมเชื่อมโยงกับเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ สำหรับการจัดงานปีนี้มหาวิทยาลัยฯ เข้ามามีบทบาทในการจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดทางการเกษตรเพื่อการส่งเสริมความรู้พัฒนาภาคเกษตรไทยที่มีศักยภาพในการผลิตและจัดการสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะงาน “มินิเกษตรแฟร์” จะจัดขึ้นเป็น โซนพิเศษ ณ บริเวณริมทะเลสาบ เมืองทองธานี เพื่อจัดแสดงและขายสินค้าแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร เมล็ดพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับรวมถึงการจัดการสัมมนาทางวิชาการโดยผู้เชี่ยวชาญในวงการ”

              นางจารุวรรณ สุวรรณศาสน์ ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ กล่าวว่า “ทีเส็บมีความยินดีที่จะเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของงาน SIMA ASEAN Thailand 2017 เนื่องจากทีเส็บมีพันธกิจในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรม MICE ซึ่งในปีนี้งาน SIMA ASEAN Thailand ได้รับการคัดเลือกอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้โครงการ ASEAN Rising Trade Show (ART) ในด้านงานแสดงสินค้าประเภทอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร เราคาดการณ์ว่าจะสามารถดึงดูดนักเดินทางกลุ่มไมซ์ ทั้งผู้เข้าร่วมงานและผู้แสดงงานจากในประเทศและต่างประเทศ กว่า 20,000 คน โดยมีการสร้างรายได้ให้ประเทศประมาณ 160 ล้านบาท สามารถขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเกษตรในภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง”

               SIMA ASEAN Thailand 2017 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด บริษัท คอมเอ็กซ์โพเซียม และ แอ็คซิมา จากประเทศฝรั่งเศส โดยมีกำหนดการจัดงานในวันที่ 7- 9 กันยายน 2560 ณ อาคาร 5 – 6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี และริมทะเลสาบ เมืองทองธานี ภายในงานจัดแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยีเครื่องจักร และอุปกรณ์ใหม่ล่าสุดด้านการเกษตรที่เหมาะสมกับภูมิภาคอาเซียนไว้อย่างครบครัน สามารถติดตามข่าวสาร และความเคลื่อนไหวของการจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2017 ได้ที่เว็บไซต์ http://www.sima-asean.com