ประกันภัยพืชผล ลดผลกระทบ“น้ำท่วม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290642

ประกันภัยพืชผล ลดผลกระทบ“น้ำท่วม”

ประกันพืชผล, ประกันภัยพืชผล, ลดผลกระทบน้ำท่วม, น้ำท่วม, ครม, ประกันภัยข้าวนาปี, สศก,  KOFC, อีสาน, ภัยพิบัติ, จีดีพี

ประกันภัยพืชผล ลดผลกระทบ“น้ำท่วม”

             หลังมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบดำเนินโครงการ “ประกันภัยข้าวนาปี” ปีการผลิต 2560 พื้นที่เป้าหมายการเอาประกันภัยขั้นต่ำ จำนวน 25 ล้านไร่ ทั่วประเทศ วงเงิน 1,841.10 ล้านบาท ครอบคลุมภัยธรรมชาติทั้ง 7 ประเภท

             ได้แก่ 1.น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก 2.ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง 3.ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น 4.ภัยอากาศหนาว หรือน้ำค้างแข็ง 5.ลูกเห็บ 6.ไฟไหม้ และ7.ภัยศัตรูพืช หรือโรคระบาด โดยภัยธรรมชาติ 6 ประเภทแรก มีวงเงินความคุ้มครอง 1,260 บาทต่อไร่ และภัยศัตรูพืชโรคระบาด คุ้มครอง 630 บาทต่อไร่

           ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร ( KOFC) ได้ติดตามและพบว่า ปัญหาน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) โดยเฉพาะจ.สกลนคร ที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี ประมาณ 8.8 แสนไร่ การทำประกันภัยข้าวนาปี จะช่วยลดผลกระทบการสูญเสียรายได้และความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น

              อาทิ หากเกิดความเสียหายในพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 30% หรือคิดเป็นพื้นที่ 2.56 แสนไร่ จะมีมูลค่าความเสียหายสูงสุดอยู่ที่ 955 ล้านบาท แต่ถ้ามีการทำประกันภัยจะทำให้มูลค่าความเสียหายลดลงเหลือ 632 ล้านบาทหรือลดลง 323 ล้านบาท และหากเกิดความเสียหายในพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 50% หรือ 4.27 แสนไร่ มูลค่าความเสียหายสูงสุดจะขยับมาอยู่ที่ 1,591 ล้านบาท แต่ถ้ามีการทำประกันภัยจะทำให้มูลค่าความเสียหายลดลงเหลือ 1,052 ล้านบาท หรือลดลง 539 ล้านบาท

            ส่วนภาพรวม “การเบิกสินไหมทดแทนประกันภัยข้าว” ในปีนี้ ประเมินว่า จะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ประมาณ 3% ของพื้นที่ เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเกิด “ภัยพิบัติ” เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม ซึ่งแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น

              กรณีพื้นที่เกิดภัยพิบัติคิดเป็น 3% ของพื้นที่เข้าร่วมโครงการตามเป้าหมายขั้นต่ำ 25 ล้านไร่ เกษตรกรจะได้รับค่าสินไหมทดแทน มูลค่า 935.55 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากภัย 6 ประเภทแรก มูลค่า 926.10 ล้านบาท และภัยศัตรูพืชโรคระบาด มูลค่า 9.45 ล้านบาท กรณีพื้นที่เกิดภัยพิบัติคิดเป็น 4% ของพื้นที่เข้าร่วมโครงการ เกษตรกรจะได้รับค่าสินไหมทดแทน มูลค่า 1,247.40 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากภัย 6 ประเภท มูลค่า 1,234.80 ล้านบาท และภัยศัตรูพืชโรคระบาด มูลค่า 12.60 ล้านบาท

              ในขณะที่เกษตรกรทั่วไป ซื้อประกันภัยครบตามเป้าหมายสูงสุด 8 แสนไร่ และเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ มีส่วนต่างของเบี้ยจ่ายและค่าสินไหมทดแทน มูลค่า 38.76 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากภัย6ประเภท มูลค่า 38.38 ล้านบาท และภัยศัตรูพืช โรคระบาด มูลค่า 3.8 แสนบาท

              กรณีพื้นที่เกิดภัยพิบัติคิดเป็น5%ของพื้นที่เข้าร่วมโครงการ เกษตรกรจะได้รับค่าสินไหมทดแทน มูลค่า1,559.25ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากภัย6ประเภท มูลค่า 1,543.50 ล้านบาท และภัยศัตรูพืชโรคระบาด มูลค่า 15.75 ล้านบาท

               “จากตัวเลขของสินไหมทดแทน จะเห็นได้ว่ามีมูลค่าสูงมาก หากมีเกษตรกรได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้จำนวน 25 ล้านไร่ เมื่อเกิดภัยพิบัติ จะช่วยลดผลกระทบด้านรายได้ของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังจะช่วยให้ไม่เกิดผลกระทบต่อการหดตัวของผลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)มากนัก ซึ่งควรผลักดันให้เป็นมาตรการหลักอย่างยั่งยืน”

กรมชลฯ แจ้งเตือนสะพานประชาธิปไตยอุบลฯจุดเสี่ยงต้องเฝ้าระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290601

กรมชลฯ แจ้งเตือนสะพานประชาธิปไตยอุบลฯจุดเสี่ยงต้องเฝ้าระวัง

สะพานเสรีประชาธิปไตย, กรมชลฯ, 3 สค 60 เวลา 1300, สะพานอำเภอพิบูลมังสาหาร

กรมชลฯ แจ้งเตือนสะพานประชาธิปไตยอุบลฯจุดเสี่ยงต้องเฝ้าระวัง

          นายสมชาย คณาประเสริฐกุล ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำบริเวณสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง ในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 7 คือ สถานีวัดน้ำท่า M7 สะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ซึ่งยู่ด้านท้ายห่างจากจุดไหลรวมกันระหว่างมูลและชีประมาณ 27 กิโลเมตร ปัจจุบัน (3 ส.ค. 60 เวลา 13.00)  ระดับน้ำอยู่ที่ +112.37 ม.รทก. เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 5 เซนติเมตร สูงกว่าตลิ่งฝั่งขวา อ.วารินชำราบ 0.37 ม.มีอัตราการไหล 2,522.00 ลบ.ม./วินาที และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้คาดการณ์อีกประมาณ 5 วัน ระดับน้ำที่สถานี M7 จะสูงสุดประมาณ +112.90 ม.รทก. ซึ่งจะส่งผลให้น้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ฝั่งอำเภอวารินชำราบสูงประมาณ 0.90 ม. ส่วนฝั่งอำเภอเมืองยังไม่มีผลกระทบ

ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทนที่ 7 กล่าวต่อว่า กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 7 ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และบูรณาการเตรียมความพร้อมสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานภายในจังหวัด จังหวัดอุบลราชธานี โดยประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้ได้รับทราบรับทราบผ่านช่องทางต่างๆ อย่างต่อเนื่อง  พร้อมเตรียมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ ที่ขออนุมัติจากสำนักเครื่องจักรกล จำนวน 30 เครื่อง บริเวณสะพานเสรีประชาธิปไตย เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำจากตัวเมืองอุบลราชธานี พร้อมกันนี้ได้เสนอแนะไปยังทางจังหวัด เตรียมขอสนับสนุนเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรือ จำนวน 30 ลำ ติดตั้งบริเวณหน้าแก่งสะพือ (สะพานอำเภอพิบูลมังสาหาร) เพื่อช่วยเร่งการระบายน้ำหน้าแก่งสะพือลงสู่แม่น้ำโขงต่อไป

จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้จึงขอให้ประชาชน หน่วยงาน ห้างร้านต่างๆ ที่อยู่พื้นที่ริมตลิ่งยกของขึ้นที่สูง ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สิน และขอให้ติดตามสถานการณ์พร้อมการแจ้งเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด สามารถสอบถามข้อมูลและขอความช่วยเหลือได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 061-5494194 และ 081-9778688

กรมชลฯ รุดให้ความช่วยเหลือคันกั้นน้ำหนองเลิงเปือย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290589

กรมชลฯ รุดให้ความช่วยเหลือคันกั้นน้ำหนองเลิงเปือย

หนองเปือย, กรมชลฯ, กรมชล, รุด, ให้, ความช่วยเหลือ, คัน, กั้น, น้ำ, หนอง, เลิง, ือย

กรมชลฯ รุดให้ความช่วยเหลือคันกั้นน้ำหนองเลิงเปือย

          ตามที่ปรากฏมีการแชร์ข้อความกันในสื่อสังคมออนไลน์ว่า “ด่วน!! #เริงเปือยขาดแล้ว บริเวณเลยวัดกู่ อุปถ์โมงไปประมาณ 400 เมตร จุดหลังคลองส่งน้ำขาดแล้วหน้ากว้างประมาณ 10 เมตร ตอนนี้มวลน้ำกำลังมุ่งหน้าสู่บ้านท่าโพธิ์ ต.โพธิ์ใหญ่ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด เวลา 13.30 น. วันที่ 3 ส.ค.60 สถานการณ์น้ำถึงท้ายบ้านท่าโพธิ์-ท่าไฮนั้น

กรมชลประทานโดยโครงการชลประทานร้อยเอ็ด สำนักงานชลประทานที่ 6 เข้าตรวจสอบพื้นที่แล้วพบว่า บริเวณดังกล่าวเกิดน้ำกัดเซาะพนังกั้นน้ำแก้มลิงธรรมชาติหนองเลิงเปือยซึ่งเป็นจุดที่อยู่ติดกับแม่น้ำชี ทำให้เกิดความเสียหายกับคันดินประมาณ 30 เมตร ส่งผลให้เกิดน้ำเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรบริเวณตำบลโพธิ์ใหญ่ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ประมาณ 2,000 ไร่

โครงการชลประทานร้อยเอ็ดได้ส่งเครื่องจักร เครื่องมือเข้าพื้นที่เพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ใหญ่แล้ว ในส่วนของสถานการณ์น้ำในแม่น้ำชี จังหวัดร้อยเอ็ด ยังคงมีปริมาณน้ำเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกทางตอนบนและปริมาณน้ำจากการระบายน้ำของเขื่อนลำปาวเดินทางมาถึงแล้ว ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำชีติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดต่อไป

ทั้งนี้ หนองเลิงเปือย ตำบลโพธิ์ใหญ่ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นแก้มลิงธรรมชาติ ความจุ 140,000 ลูกบาศก์เมตร กรมชลประทานได้ดำเนินการขุดลอก ทำประตูรับน้ำ และได้ถ่ายโอนให้องค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ใหญ่รับไปดูแลบำรุงรักษา ตั้งแต่ปี 2546

เขื่อนราษีไศล เร่งการระบายน้ำในแม่น้ำมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290579

เขื่อนราษีไศล เร่งการระบายน้ำในแม่น้ำมูล

เขื่อนราษีไศล เร่งการระบายน้ำในแม่น้ำมูล

           นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุ “เซินกา” ส่งผลให้จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดใกล้เคียง มีฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้างในหลายพื้นที่ และทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำมูลเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์น้ำในเขื่อนราษีไศล มีปริมาณน้ำในเขื่อน 55.46 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 74.49 ของความจุเก็บกักสูงสุดซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากการตรวจสอบพบว่า ระดับของแม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 2.5 เมตร จึงได้สั่งการให้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง สำนักงานชลประทานที่ 8 ทำการแขวนบานระบายเขื่อนราษีไศล ทั้ง 7 บาน ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยสามารถระบายน้ำได้ในอัตรา 667.43 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือคิดเป็น 58.53 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำมูลบริเวณด้านเหนือเขื่อนราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษลงสู่แม่น้ำโขงที่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ให้รวดเร็วขึ้น และเพื่อเป็นการรองรับปริมาณน้ำในแม่น้ำมูลที่จะไหลมาจากจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ เข้าสู่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อป้องกันไม่ให้มวลน้ำเอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรกว่า 100,000 ไร่ ที่อยู่ติดสองฝั่งแม่น้ำมูลโดยเฉพาะนาข้าวถูกน้ำท่วมเสียหายด้วย

ทั้งนี้ ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง สำนักงานชลประทานที่ 8 ได้ติดตาม วิเคราะห์ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่ตลอด 24 ชม. และเตรียมพร้อมติดตั้งเครื่องจักร เครื่องมือ สำหรับช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดน้ำท่วมไว้แล้ว จำนวน 14 เครื่อง

ปศุสัตว์ผลักดัน “9 จังหวัด 109 เถ้าแก่เล็ก มาตรฐานOK

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290576

ปศุสัตว์ผลักดัน “9 จังหวัด 109 เถ้าแก่เล็ก มาตรฐานOK

ปศุสัตว์, ปศุสัตว์ผลักดัน, จังหวัด, 109, เถ้าแก่เล็ก, มาตรฐานok, GAP

ปศุสัตว์ผลักดัน “9 จังหวัด 109 เถ้าแก่เล็ก มาตรฐานok

              น.สพ.สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดนโยบายให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความยั่งยืน เพื่อดูแลและปกป้องสุขภาพคนไทย ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินโครงการอาหารปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการเนื้อสัตว์ปลอดภัยใส่ใจผู้บริโภค หรือ ปศุสัตว์ OK ที่เพิ่มมาตรการตรวจสอบย้อนกลับตลอดกระบวนการผลิตของเนื้อสัตว์ เพื่อความปลอดภัยด้านอาหาร 
            ทั้งนี้ ผู้ประกอบการได้การรับรอง ปศุสัตว์ OK เนื้อสัตว์ต้องมาจากฟาร์มที่ได้รับรองฟาร์มมาตรฐาน (GAP) ผ่านโรงฆ่าที่ถูกต้องตามกฎหมายและถูกสุขลักษณะ และจำหน่ายในร้านที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นใจว่าสินค้าในสถานที่จำหน่ายดังกล่าวมีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐาน สด สะอาด ปลอดภัย ด้วย ปลอดสารเร่งเนื้อแดง และปลอดภัยจากยาปฏิชีวนะ 
              น.สพ.สรวิศ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการปศุสัตว์ OK ขยายสู่ผู้ประกอบการกว่า 3,000 รายทั่วประเทศ ทั้งร้านจำหน่ายเนื้อหมูขนาดใหญ่-Meat shop ห้าง Modern trade ร้านค้าในตลาดสด โดยเฉพาะร้านจำหน่ายเนื้อหมูในลักษณะตู้หมูชุมชนที่เร่งดำเนินการขอการรับรองมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง คาดว่าโครงการจะบรรลุเป้าหมาย 4,000 แห่ง ภายในปีนี้ โดยกรมฯยังคงสนับสนุนให้ร้านค้าจัดเก็บผลิตภัณฑ์ก่อนจำหน่ายในตู้แช่เย็น เพื่อคงคุณภาพของเนื้อสัตว์ก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างความมั่นใจได้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารปลอดภัย
               “กรมฯจะมีการสุ่มตรวจผู้ประกอบการที่ได้การรับรองมาตรฐานปีละ 1 ครั้ง โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า เพื่อติดตามและตรวจสอบผู้ประกอบการมีการรักษามาตรฐานตลอดอายุการรับรอง” น.สพ.สรวิศ กล่าว
              นอกจากกรมปศุสัตว์ได้ขยายการรับรองเนื้อสัตว์ ในโครงการ “9 จังหวัด 109 เถ้าแก่เล็ก ก้าวใหม่ ใส่ใจผู้บริโภคด้วยมาตรฐานปศุสัตว์ OK” พร้อมขยายการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์แก่ผู้ประกอบการรายย่อยตู้หมูชุมชนที่กระจายไปยังหมู่บ้านต่างๆในพื้นที่ห่างไกลแล้ว ปัจจุบันยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการทั่วไปอีกหลายราย ที่แสดงเจตจำนงเข้าร่วมโครงการ ขณะเดียวกัน กรมปศุสัตว์ยังคงเดินหน้าแผนขยายขอบข่ายการรับรองไปยังสินค้าอื่นๆ อาทิ ไข่สด เพื่อให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีโอกาสเข้าถึงสินค้าปศุสัตว์ที่ได้มาตรฐานอาหารปลอดภัยที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองให้มากที่สุด 
            โครงการดังกล่าว ริเริ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายกรมปศุสัตว์ที่มุ่งเน้นขยายผลโครงการนี้ให้กระจายไปทั่วประเทศ เพื่อส่งต่ออาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภคของทุกพื้นที่ ได้แก่ ปศุสัตว์จังหวัดในภาคอีสานตอนล่าง ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ร้อยเอ็ด และมุกดาหาร 
             ด้านนายสืบศักดิ์ ศรีสุข เถ้าแก่เล็กเนื้อหมูตู้เย็นชุมชน จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ตนเองและเพื่อนๆเถ้าแก่เล็กฯ ทั้ง 109 ราย ที่ร่วมโครงการ ได้เรียนรู้ทั้งเรื่องเทคนิคการขายและการบริหารร้านค้าปลีก และความรู้เรื่องร้านจำหน่ายสุกรปลอดภัยตามมาตรฐานปศุสัตว์ OK เพื่อให้มีพื้นฐานที่ดีในการก้าวสู่การเป็นเถ้าแก่เล็กมืออาชีพที่สามารถส่งต่อเนื้อหมูปลอดสาร อาหารปลอดภัยถึงมือผู้บริโภคต่อไป 
            “ขอขอบคุณกรมปศุสัตว์ที่มีนโยบายยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความยั่งยืน และเปิดโอกาสให้เถ้าแก่เล็กตู้หมูชุมชนทุกคนได้ร่วมโครงการดีๆเช่นนี้ โครงการนี้เป็นการตอกย้ำว่าทุกภาคส่วนได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยในอาหารและสุขภาพของผู้บริโภคอย่างแท้จริง” นายสืบศักดิ์ กล่าว 
            ส่วน นางสาวปฎิมา ทั่วสูงเนิน ตัวแทนเถ้าแก่เล็กเนื้อหมูตู้เย็นชุมชน  จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ตนเองร่วมโครงการเถ้าแก่เล็ก CP Pork Shop เนื่องจากเป็นโครงการที่ซีพีเอฟมุ่งสร้างอาชีพและรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไป ซึ่งนอกจากจะทำให้ชาวชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากตลาดได้มีกิจการเป็นของตนเองและมีรายได้ที่มั่นคง ได้ทำงานอยู่กับบ้านและครอบครัวแล้ว ยังได้ห่วงโซ่สำคัญในการส่งมอบเนื้อสุกรที่ปลอดภัยให้กับคนในชุมชนของตนเอง ที่สำคัญการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนให้เถ้าแก่เล็กได้ร่วมกันยกระดับมาตรฐานในโครงการปศุสัตว์ OK ยิ่งทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์และช่วยสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น 
               “เถ้าแก่เล็กทุกคนมีความยินดีมากที่ได้มีส่วนร่วมในโครงการปศุสัตว์ OK พวกเรารู้สึกภูมิใจมากที่สามารถผ่านการรับรองมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ ที่นอกจากจะทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าเนื้อหมูที่เราขายมีคุณภาพแล้ว ตัวผู้ขายเองก็มั่นใจยิ่งขึ้นว่าเนื้อหมูที่เราขายนั้นสด สะอาด ปลอดภัย เนื่องจากเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์จะตรวจสอบทั้งที่ร้าน และตรวจสอบย้อนกลับไปที่บริษัทว่าผ่านกระบวนการชำแหละและการเลี้ยงสุกรที่ได้มาตรฐาน นำไปสู่การบริโภคอาหารปลอดภัยอย่างแท้จริง” นางสาวปฎิมา กล่าว

ประมงเตรียมคลอดกฎหมายปิดบัญชี “หมอสีคางดำ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290470

ประมงเตรียมคลอดกฎหมายปิดบัญชี “หมอสีคางดำ”

ประมงเตรียมคลอดกฎหมายปิดบัญชี “หมอสีคางดำ”

            จากกรณีพบปลาหมอสีคางดำแพร่กระจายพันธุ์ในบ่อเลี้ยงของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและกุ้ง
ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดสมุทรสงคราม สร้างความเสียหายเป็นอย่างมากให้กับผู้เลี้ยงปลา
และกุ้ง

ล่าสุดกรมประมงได้จัดวาระการประชุมเร่งด่วน เพื่อกำหนดนโยบายในการแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อหยุดวงจรการแพร่ระบาดของปลาสายพันธุ์นี้ไม่ให้ไปทำลายสัตว์น้ำพื้นถิ่นของประเทศ
​             นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปลาหมอสีคางดำเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นครอบครัวเดียวกับปลาหมอสีและปลาหมอเทศ จัดเป็นปลาที่กินอาหารเก่ง โดยสามารถกินได้ทั้งแพลงก์ตอนพืช และลูกกุ้ง ลูกปลาที่มีขนาดเล็กๆ รวมทั้งมีความสามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว อัตราการรอดตายสูง

ดังนั้นเมื่อมีการแพร่ระบาดจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นรวมถึงบ่อเลี้ยงของเกษตรกร จากการสำรวจปริมาณปลาหมอสีคางดำในแหล่งน้ำสาธารณะยังพบปริมาณน้อยส่วนมากจะพบในบ่อเลี้ยวสัตว์น้ำเนื่องจากวิถีชีวิตของเกษตรกรจะใช้วิธีเปิดน้ำเข้าบ่อเลี้ยงของตนเพื่อรับลูกพันธุ์จากธรรมชาติโดยไม่ใช้ถุงกรองส่งผลทำให้ปลาชนิดดังกล่าวหลุดรอดเข้าไปแพร่ขยายพันธุ์กินสัตว์น้ำขนาดเล็กและลูกสัตว์น้ำรุ่นอนุบาล ซึ่งหลังจากเกิดการระบาดกรมประมงได้จัดส่งทีมเจ้าหน้าที่กรมประมงลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความเสียหาย และช่วยบรรเทาปัญหาในเบื้องต้นไปเรียบร้อยแล้ว ล่าสุดกรมประมงได้จัดประชุมผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการประมง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดนโยบายในการช่วยเหลือ   ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยได้ข้อสรุปดังนี้
​แนวทางระยะสั้นที่จะดำเนินการอย่างเร่งด่วน
​1. กรมประมงเตรียมจัดโครงการกำจัดปลาหมอสีคางดำเพื่อลดปริมาณในธรรมชาติและบ่อเลี้ยง โดยภายใต้โครงการนี้จะมีการรับซื้อปลาชนิดนี้ในช่วงระยะเวลาจำกัด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดเงื่อนไขและคำนวณราคารับซื้อให้เหมาะสมเพื่อจูงใจให้เกษตรกรและประชาชนจับมาขึ้นมาขาย ทั้งนี้ กรมประมงได้ขอความร่วมมือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และประชาชนในพื้นที่ในการช่วยกันนำอวนไปลากจับปลาหมอสีคางดำขึ้นจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
​2. กรมประมงได้เตรียมปล่อยปลากะพงขาวลงแหล่งน้ำเพื่อตัดวงจรการแพร่ขยายพันธุ์ปลาหมอสีคางดำ ส่วนเหตุผลที่กรมประมงไม่ปล่อยลงแหล่งน้ำทันที เนื่องจากปลากะพงขาวเป็นปลากินเนื้อ แต่การเลี้ยงปลากะพงขาว ในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะให้อาหารเม็ดส่งผลให้พฤติกรรมในการล่าเหยื่อที่เคลื่อนไหวลดน้อยลงไป ดังนั้นกรมประมงจึงจำเป็นที่จะต้องฝึกกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าของปลากะพงขาวก่อนที่จะนำไปปล่อยลงในแหล่งน้ำ
​3.กรมประมงได้มีการประชาสัมพันธ์ให้จับปลาหมอสีคางดำไปแปรรูปเพื่อบริโภค เนื่องปลาชนิดนี้สามารถจับนำมาขึ้นมาแปรรูปรับประทานได้
​แนวทางระยะยาวที่จะดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกับแนวทางระยะสั้น
​1.กรมประมงได้เตรียมร่างกฎหมายลำดับรองโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการประมง ปี 2558  ซึ่งกรมประมงจะมีอำนาจอย่างชัดเจนในการควบคุมดูแลสัตว์น้ำต่างถิ่น โดยจะขึ้นบัญชีปลาหมอสีคางดำเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด สำหรับสัตว์น้ำต่างถิ่นชนิดอื่นๆ หากจะนำเข้ามาในประเทศก็จะต้องพิจารณารายชนิดไป

ทั้งนี้กรมประมงไม่ได้กำหนดห้ามนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นทุกชนิด การที่จะนำเข้าจะต้องให้คำตอบได้อย่างชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ของการนำเข้าสัตว์น้ำชนิดนี้ และมีวิธีป้องกันไม่ให้สัตว์น้ำต่างถิ่นหลุดออกไปยังแหล่งน้ำสาธารณะ สำหรับบทลงโทษถ้ามีการประกาศกฎหมายบังคับใช้หากพบผู้ใดกระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้กระทำผิดนำสัตว์น้ำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
​2.กรมประมงมอบหมายให้ทางสำนักงานประมงจังหวัดทุกจังหวัดได้ประชาสัมพันธ์ถึงผลเสียจากการแพร่ระบาดของสัตว์น้ำต่างถิ่นที่รุกรานสัตว์น้ำพื้นถิ่นและรณรงค์ให้ประชาชนชาวไทยที่นิยมปล่อยปลาทำบุญเนื่องในโอกาสต่างๆ ให้หันมาปล่อยปลาสายพันธุ์ไทยแท้เพื่อช่วยรักษาสมดุลให้กับระบบนิเวศ
​           ​สำหรับการหาผู้ปล่อยให้ปลาชนิดนี้ให้หลุดรอดลงแหล่งน้ำสาธารณะจนสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศและเกษตรกรนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากเนื่องจากคาดว่าปลาอาจหลุดรอดลงแหล่งน้ำสาธารณะมาประมาณ 4 – 5 ปีที่แล้ว แต่เพิ่งจะพบแพร่กระจายอย่างมากในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
​อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากท่านเลี้ยงหรือครอบครองสัตว์น้ำต่างถิ่น(สัตว์น้ำจากต่างประเทศ) และไม่ต้องการเลี้ยงอีกต่อไปแล้ว อย่านำไปปล่อยลงในแหล่งน้ำสาธารณะ ขอให้ท่านนำสัตว์น้ำต่างถิ่นมามอบให้กับทางกรมประมง หรือสำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน เพื่อให้กรมประมงรับไปดูแลและป้องกันไม่ให้สัตว์น้ำต่างถิ่นหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะอันจะสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศของประเทศต่อไป

สภาเกษตรกรฯขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290439

สภาเกษตรกรฯขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์

สภาเกษตรกร, สภา, เกษตรกร, ขับเคลื่อน, โครง, การพัฒนา, ด้วย, วิทยาศาสตร์

สภาเกษตรกรฯขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์

    

                นายเสน่ห์  วิชัยวงษ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่ครม.ได้มีมติเห็นชอบแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560 – 2564 ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอ ในมติได้บอกให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานประสานบูรณาการกับกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ร่วมขับเคลื่อนแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมเป็นกระทรวงแรกร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติในโครงการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป้าหมายพัฒนาร่วมกันกับกลุ่มองค์กรเกษตรกรที่สภาเกษตรกรฯได้ขึ้นทะเบียนไว้รวมทั้งลูกค้าของธกส.

โดยทำแผนระยะยาว 4 ปีที่จะพัฒนา จำนวน 15,000 กลุ่ม เพื่อให้กลุ่มองค์กรเกษตรกรกลายเป็นผู้ประกอบการโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนวัตกรรมในด้านการผลิต,การแปรรูป,การตลาด การให้ความรู้แก่เกษตรกรเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป้าหมาย 260,000 คน สร้างชุมชนทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ทำ MOU. เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 และได้ดำเนินการโครงการร่วมกันโดยจัดเวทีอบรมเกษตรกรตามภูมิภาค โดยเริ่มต้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 12-16 กรกฎาคม 2560  เป้าหมายเรื่องข้าว/หอม/กระเทียม , จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 26-30 กรกฎาคม 2560 เป้าหมายเรื่องพริก/เห็ด/ลำไย เมื่อจบกิจกรรมให้เกษตรกรกรอกแบบฟอร์มเพื่อขอความช่วยเหลือทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่าต้องการเรื่องใดบ้าง กระทรวงวิทย์ฯจะรวบรวมเข้าสู่โปรแกรมโครงการลงมาสนับสนุนชุมชนตามความต้องการ โดยส่งนักวิทยาศาสตร์/งบประมาณลงมาช่วย ซึ่งสภาเกษตรกรฯจัดหากลุ่มเป้าหมาย ขณะเดียวกันองค์ความรู้ไหนที่ยังไม่มีกระทรวงวิทย์ฯก็จะศึกษาวิจัยแล้วเผยแพร่สู่เกษตรกรต่อไป

และหลังจากนี้ไปกระทรวงเกษตรฯจะต้องเชิญกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่ระบุไว้ในแผนมาร่วมหารือกันว่าจะแปลงแผนแม่บทไปสู่การปฏิบัติร่วมกันได้อย่างไร พร้อมกันนี้กระทรวงเกษตรฯจะร่วมกันจัดทำแผนกับกลไกในระดับจังหวัดร่วมกับสภาเกษตรกรฯ สร้างกลไกในการขับเคลื่อนแผน โดยแยกเป็นปี 2561 ซึ่งอาจยังไม่เห็นผล แต่จะขับเคลื่อนเป็นบางกิจกรรม กับเตรียมบูรณาการโครงการเข้าสู่ปีงบประมาณปี 2562  ร่วมกับกระทรวงฯอื่นๆ

โดยเฉพาะสภาเกษตรกรฯก็จะเป็นกลไกไปขับเคลื่อนร่วมกับเกษตรกรให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นมิติใหม่ที่จะนำแผนลงไปสู่การปฏิบัติ และแผนเหล่านี้เป็นแผนที่ระดมมาจากความคิดเห็นของเกษตรกร  ตัวเกษตรกรต้องคิดเป็นผู้ดำเนินการเองไม่ใช่เป็นผู้รอรับบริการอย่างเดียว ก็จะเป็นส่วนที่สะท้อนกลับขึ้นมาในส่วนดำเนินการร่วมกับรัฐบาลและโครงการต่างๆ รวมทั้งเกษตรกรต้องปรับตัวแล้วเรียนรู้ในเรื่องใหม่ๆเพราะต่อไปนี้งบประมาณในการจัดทำจะไปอยู่กลุ่มภูมิภาคเป็นหลักเพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาและยุทธศาสตร์กลุ่มภูมิภาคซึ่งมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเป็นตัวขับเคลื่อน / แผนพัฒนาฯฉบับที่ 12 รวมทั้งแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560 –2564 ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอ ซึ่งทั้ง 3 แผนนี้จะไปสอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดคือเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำที่จะนำไปสู่ความมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืนในระยะยาว

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 5 สิงหาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284483

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 5 สิงหาคม 2560

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 5 สิงหาคม 2560

วันเสาร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชวนชิม

“Rose Up Your Day” ชวนชิมเครื่องดื่มเมนูใหม่สุดพิเศษ ฉลองครบรอบ 10 ปี แมคคาเฟ่ที่ผสานความหอมกรุ่นละมุนของกาแฟและกุหลาบอย่างลงตัว กับฮอตโรสลาเต้, โรสคอฟฟี่เฟรปเป้, ไอซ์โรสลาเต้ และไอซ์มิลกี้โรส วันนี้-30 ก.ย. หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ที่ร้านแมคคาเฟ่ ทุกสาขา

“Starbucks Frappuccino” ชวนชิมเครื่องดื่ม 2 เมนูใหม่รับเทรนด์รักสุขภาพ กับอาซาอี มิกซ์ เบอร์รี่ โยเกิร์ต แฟรบปูชิโน่ เครื่องดื่มแฟรบปูชิโน่ผสมโยเกิร์ตและผลอาซาอีเบอร์รี่ และกราโนล่า ดาร์ก มอคค่า แฟรบปูชิโน่เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของช็อกโกแลต กาแฟ ผสานผงซีเรียล และกราโนล่าที่มีส่วนผสมของผลไม้รวมเพิ่มความกรุบกรอบโรยด้านบน นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารเช้า อาทิ Egg Florentine, Turkey & Gouda Croissant Bun, Custard Mochi Belgium Waffle, Riceberry Club Sandwich, Foccacia Bacon ฯลฯ ในราคาเริ่มต้นที่ 55-150 บาท วันนี้-18 ก.ย. ที่ร้านสตาร์บัคส์ ทุกสาขาทั่วประเทศ

“Krispy Kreme Coffeehouse Doughnuts” ชวนชิมโดนัทรสชาติกาแฟแท้ 3 รสชาติใหม่ ทั้งซอลท์เท็ด คาราเมล ลาเต้ โดนัทสอดไส้ครีมเอสเพรสโซ่ เคลือบซอลท์คาราเมล โรยด้วยเกล็ดเครมบรูเล่, วานิลลา ลาเต้ โดนัทสอดไส้ครีมเอสเพรสโซ่เคลือบด้วยเอสเพรสโซ่ผสานวานิลลา และมอคค่า ครีมโดนัทไส้ครีมมอคค่า เคลือบไวท์ช็อกโกแลต พร้อมลวดลายเอสเพรสโซ่ ตกแต่งด้วยเมล็คมอคค่า ในราคาชิ้นละ 35 บาท และแบบเซ9ในราคา 296 บาท พิเศษ! ซื้อเครื่องดื่มคาราเมลโดนัทชิลเลอร์ ในราคาเพียง 69 บาท เมื่อซื้อ 1 เซต วันนี้-31 ส.ค. ที่ร้านคริสปี้ ครีมทั้ง 28 สาขาใกล้บ้าน

“Pablo x Mamuang” ชวนชิมขนมชีสทาร์ตรสมะม่วง ที่ผสมผสานระหว่างเนื้อชีสเข้มข้น และแยมแมงโก้เพียวเร่เข้าด้วยกัน เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน รสชาติหวานอมเปรี้ยวจากมะม่วงแท้ ในราคาชิ้นละ 475 บาท และชีสทาร์ตรสมะม่วงแบบมินิ ที่ให้รสชาติหอมมันจากชีสทาร์ต และให้ความสดชื่นจากเนื้อมะม่วงและซอสมะม่วงที่อยู่ด้านบน ในราคาชิ้นละ 95 บาท พิเศษ! รีบฟรี ร่มน้องมะม่วงจัง ลิมิเต็ดอิดิชั่น เมื่อซื้อครบตามเงื่อนไข วันนี้-14 ก.ย. ที่ร้านพาโบล ชีสทาร์ต สาขาสยามพารากอน และเซ็นทรัล ลาดพร้าว

“Katsu O Miso Ramen” ชวนชิมราเมนซุปปลาแห้งสูตรมิโซะต้นตำรับ ที่ผสานความอร่อยจาก 3 สุดยอดวัตถุดิบจากญี่ปุ่น ทั้งกระดูกหมูชั้นดี, ปลาทะเลอบแห้ง และมิโซะคัดพิเศษ นำมาเคี่ยวจนได้น้ำซุปหอมๆ รสชาติกลมกล่อม เสิร์ฟคู่ท็อปปิ้งจุใจทั้งหมูชาชูสูตรดั้งเดิม และไข่ต้มยางมะตูมหมักซอส ขนาดปกติ หมูชาชู 2 ชิ้น ในราคา 289 บาท และขนาดเล็ก หมูชาชู 1 ชิ้น ในราคา199 บาท พร้อมแลกซื้อฟรายโปเตโต้หรือเกี๊ยวซ่า 6 ชิ้นได้ในราคาพิเศษเพียง 40 บาท จากปกติ 59-69 บาท วันนี้-30 ก.ย. ที่ร้านชาบูตง ทุกสาขา โทร.02-6633888

“Seabass Katsu” ชวนชิมเมนูปลากะพงชิ้นใหญ่ นำมาชุบเกล็ดขนมปังสีทอง กรอบอร่อยเต็มคำ 2 ชิ้นเต็มอิ่ม เสิร์ฟพร้อมข้าวญี่ปุ่น และซุปมิโซะร้อนๆ ในราคาพิเศษเพียง 159 บาท จากปกติ 189 บาท และเพิ่มเงิน10 บาท รับเป๊ปซี่ 16 ออนซ์ หรือเพิ่มเงิน 60 บาทรับเกี๊ยวซ่าและเป๊ปซี่ 16 ออนซ์ และยังมีเกี๊ยวซ่าอัดแน่นด้วยไส้หมูสับ 4 ชิ้น ในราคาพิเศษเพียง 59 บาท จากปกติ 69 บาท วันนี้-15 ส.ค. ที่ร้านคัตสึยะ ทุกสาขา

ชวนช็อป

“โมเดิร์น ลอฟท์” ชวนช็อปเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านคอลเลคชั่นใหม่ แฝงด้วยความดิบเท่เป็นเอกลักษณ์ในสไตล์ลอฟท์ และเรียบหรูทันสมัยในสไตล์โมเดิร์น อาทิ ชุดห้องนอน 3 ดีไซน์ราคาเริ่มต้น 22,900 บาท, โซฟาปรับนอน,เดย์เบด, ตู้วางทีวี., โต๊ะกลาง ฯลฯ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ทุกสาขาทั่วประเทศ โทร.02-4171111

“VISA Thailand Grand Sale 2017” ชวนช็อปมหกรรมลดราคากว่า 300 ร้านค้า พร้อมรับฟรี คูปองรับประทานอาหาร 100 บาท, กระเป๋าผ้าจังซีลอน Colorful Bag และคูปองชิงโชคลุ้นรางวัลใหญ่แพ็กเกจท่องเที่ยวไทย 365 วัน ลูกค้าที่ถือบัตรเครดิตวีซ่าที่ช็อปครบตามเงื่อนไข วันนี้-31 ส.ค. ที่เคาน์เตอร์ Tourist Privilege Card โซนเดอะพอร์ท ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต โทร.076-600111

“Esan Expo 2017” ชวนช็อปงานมหกรรมสินค้าดี วิถีอีสานเชื่อมธุรกิจไทยสู่สากล จากหลากหลายประเภศ อาทิ จีน, เมียนมา, ลาว, เวียดนาม, กัมพูชา และสินค้าชั้นเยี่ยมจากวิสาหกิจชุมชน OTOP SMEs ทั่วไทย พร้อมชมนิทรรศการ, แฟชั่นโชว์, การแสดงศิลปวัฒนธรรม และดาราศิลปินมากมาย ระหว่างวันที่ 8-14 ส.ค. ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา อุดรธานี

ชวนใช้

“พาคุณแม่ขึ้นรถไฟฟ้าฟรี” ชวนคุณลูกพาคุณแม่ใช้บริการรถไฟฟ้า BTS และ MRT ฟรีตลอดสาย ตลอดระยะเวลาให้บริการ ในวันเสาร์ที่12 ส.ค. ติดต่อขอรับคูปองได้ที่ห้องออกบัตรโดยสารรถไฟฟ้า BTS สายสีลมและสายสุขุมวิท และ MRT สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) และสายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) โทร.02-6176000, 02-6245200

“Happy Mother’s Day” ชวนใช้บัตรชมภาพยนตร์ฟรีสำหรับคุณแม่ 15,000 ที่นั่ง และคู่แม่-ลูกที่แต่งชุดเหมือน รับป๊อปคอร์นและน้ำอัดลมเพิ่มฟรี 1 ชุด ในวันเสาร์ที่ 12 ส.ค. ที่โรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์กรุ้ป และเล่นไอซ์สเก็ตฟรี หรือรับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพฟรี เมื่อมาโยนโบว์ลิ่งหรือร้องคาราโอเกะ ที่บลูโอริธึมแอนด์โบว์ล และซับซีโร่ไอซ์สเก็ต ทุกสาขาทั่วประเทศ

“ดรีมเวิลด์ฉลองวันแม่” ชวนใช้บัตรรวมเครื่องเล่นพร้อมบัตรเมืองหิมะราคาพิเศษเพียง 599 บาท จากปกติ 650 บาท วันนี้ -31 ส.ค. และสำหรับคุณแม่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ผ่านประตูลด 50% เหลือเพียง 125 บาท จากปกติ 250 บาท พร้อมร่วมกิจกรรมพิเศษและการแสดงมากมายอาทิ ซุ้มรดน้ำขอพรคุณแม่, ซุ้มถ่ายรูปครอบครัวสุขสันต์ ฯลฯ ในวันเสาร์ที่12 ส.ค. ที่สวนสนุกดรีมเวิลด์ โทร.02-5778666

ชวนชม

“กระจกหกด้าน” ชวนชมสารคดีกระจกหกด้าน ตอนอักษรวิจิตร ศิลปะตัวอักษร แสดงออกถึงเอกลักษณ์ ความหมาย ความกลมกลืนในวันพุธที่ 9 ส.ค. และตอนมารดรแห่งแผ่นดินในวันพฤหัสบดีที่ 10 ส.ค. เวลา 15.45-16.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

“Mom’s Festival 2017” ชวนชมนิทรรศการพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเทิดพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2560 พร้อมร่วมซื้อดอกมะลิจากเหล่านักแสดงชื่อดังและกิจกรรม
อีกมากมาย วันนี้-14 ส.ค. ที่บริเวณลานกิจกรรมชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่น ไอส์แลนด์ โทร.02-9475000

“The Memory of Love” ชวนชมการประกวดร้องเต้นเล่นกับแม่ ร่วมถ่ายภาพความประทับใจคู่กับคุณแม่ฟรี ร่วมเวิร์กช็อปประดิษฐ์ของขวัญแทนใจเพื่อบอกรักแม่ฟรี พร้อมร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ในวันเสาร์ที่ 12 ส.ค.เวลา 19.00 น. ที่ศูนย์การค้าเดอะวอล์ค สาขาราชพฤกษ์ และสาขาเกษตร-นวมินทร์ โทร.081-4569323

กรุงเทพประกันภัย ปลูกฝังเยาวชนส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284463′

กรุงเทพประกันภัย ปลูกฝังเยาวชนส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน

กรุงเทพประกันภัย ปลูกฝังเยาวชนส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน

วันเสาร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มูลนิธิกรุงเทพประกันภัยนำพนักงานจิตอาสาจัดกิจกรรมในโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ โรงเรียนบ้านหนองใหญ่ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2560

โครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีนิสัยรักการอ่านโดยกรุงเทพประกันภัยได้มอบชั้นวางหนังสือจัดมุมหนังสือ พร้อมมอบหนังสือพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในรูปแบบที่อ่านง่าย หนังสือแบบเรียนรวมถึงหนังสือความรู้อื่นๆ ให้แก่โรงเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้และได้รับประสบการณ์จากการอ่านมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ พนักงานจิตอาสายังได้ร่วมระบายสีบริเวณรอบอาคาร ปรับภูมิทัศน์รอบโรงเรียน และจัดกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ให้แก่เด็กนักเรียน ได้แก่ เล่านิทาน พับกระดาษ และวาดภาพให้นักเรียนได้รับความรู้และความเพลิดเพลิน รวมทั้งกิจกรรมสันทนาการ เพื่อช่วยสร้างเสริมคุณภาพการศึกษาที่ดีและสร้างความสุขให้แก่เด็กนักเรียนอีกด้วย

‘โทลล์เวย์’ พาน้องผจญภัยกับอาณาจักรของสัตว์แสนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284467

‘โทลล์เวย์’ พาน้องผจญภัยกับอาณาจักรของสัตว์แสนรู้

‘โทลล์เวย์’ พาน้องผจญภัยกับอาณาจักรของสัตว์แสนรู้

วันเสาร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สถานที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯมีมากมาย แต่สำหรับเปิดเทอมใหม่ปีนี้  บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) เลือกพาเด็กๆ โรงเรียนวัดดอนเมืองไปเที่ยวสัมผัสชีวิตสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิด ที่สวนสัตว์เปิดซาฟารีเวิลด์ย่านรามอินทรา โดยกิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ของผู้บริหารบริษัท ที่เล็งเห็นว่า การศึกษาคือรากฐานสำคัญสำหรับทุกคนในสังคมและส่งผลให้สังคมเกิดคุณภาพชีวิตที่ดี และเกิดการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

ธานินทร์ พานิชชีวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) และเหล่าพนักงานจิตอาสาร่วมกันสานต่อโครงการ  “โทลล์เวย์ พาน้องท่องโลกกว้าง”  มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และในปีนี้เองได้ชัยภัฎ เตมียบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายสำนักกรรมการผู้จัดการ และ อัจฉรา เจริญพร ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และสื่อสารองค์กร อาสานำคุณครูและเด็กๆ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5จำนวน 50 ชีวิต จากโรงเรียนวัดดอนเมือง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงที่ตั้งของบริษัท ไปทัศนศึกษา พร้อมมอบขนมและของว่างให้ทานระหว่างการเดินทางไปที่สวนสัตว์เปิดซาฟารีเวิลด์อาณาจักรแห่งความสุข เด็กๆ ได้เรียนรู้และสนุกไปกับความน่ารักแสนรู้ของสัตว์มากมาย เป็นการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียนที่สามารถเรียนรู้ธรรมชาติของสัตว์ป่าจากของจริง ส่งเสริมจินตนาการของเด็กๆ ให้เบ่งบานขึ้น ซึ่งเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่าการดูจากจอโทรทัศน์หรือรูปภาพจากหนังสือเรียน

เมื่อถึงวันนัดหมายที่เด็กๆ ตั้งตาคอย พี่ๆจิตอาสาจากดอนเมืองโทลล์เวย์ อาสาเป็นไกด์ไปรับเด็กๆ ที่โรงเรียน และพาเด็กๆ เดินทางไปยังซาฟารีเวิลด์ เด็กๆได้นั่งรถบัสดูชีวิตความเป็นอยู่ของฝูงสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ และสัตว์อนุรักษ์นับพันตัวจากทั่วโลกอย่างใกล้ชิดอาทิ ยีราฟ แรด กวาง หมี เสือ สิงโต ฯลฯ รวมระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร จากนั้นก็พาไปชมการแสดงโชว์ของสัตว์โลกผู้น่ารักทั้งโชว์อุรังอุตัง โชว์สิงโตทะเล โชว์โลมาและวาฬขาว จบด้วยโชว์การแสดงสตันท์และสงครามจารชน ทำให้เด็กๆ สนุกสนานและตื่นตากับโชว์ต่างๆ เป็นอย่างมาก จนทำให้ ด.ช.กัณฑ์อเนก มั่นเศรษฐโชตนักเรียนชั้น ป.5/3 ต้องเอ่ยปากขึ้นมาว่า “ผมมีความสุขมากเลย ที่ได้เห็นสัตว์ต่างๆ มากมาย ทั้งช้าง สิงโตยีราฟคอยาวตัวจริงๆ ผมตื่นเต้นมากที่ได้มาสวนสัตว์ ได้ดูการแสดงน่ารักของโลมาด้วย ถ้ามีโอกาสผมอยากมาอีกครับ” โอ้โห้ ได้ฟังเสียงตอบรับของเด็กๆ แบบนี้แล้วบอสธานินทร์คงยิ้มแก้มปริกันเลยทีเดียว!!

สุดท้ายนี้ ธนวัฒน์ คงเกต อาจารย์วิชาภาษาไทยประจำชั้นป.5 บอกเล่าถึงความรู้สึกว่า “ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่มีบริษัทจัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ เพราะทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องสัตว์ เรื่องธรรมชาติจากประสบการณ์จริง และคิดว่าการที่เด็กๆ ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงทำให้เข้าใจมากขึ้น และต้องขอบคุณบริษัท ดอนเมืองโทลล์เวย์ และผู้บริหารทุกท่านที่เปิดโอกาสให้โรงเรียนได้เข้าร่วมในกิจกรรมนี้ด้วย”

ทั้งนี้ การดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคมของ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ได้ตั้งอยู่บนแนวคิด “พนักงานจิตอาสา” ที่ปลูกฝังให้พนักงานโทลล์เวย์ลงมือทำกิจกรรมเพื่อสังคมด้วยตนเอง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเยาวชนในวันนี้ ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ มุ่งเน้นในการสร้างรากฐานทางการศึกษาและมอบความรู้ใหม่ๆ ให้กับเด็กๆ ได้เรียนรู้ โดยมีบริษัทเป็นผู้ให้การสนับสนุนอย่างรอบด้าน