ส.ป.ก.ลงพื้นที่ตรวจติดตามการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน จ.ชลบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284058

ส.ป.ก.ลงพื้นที่ตรวจติดตามการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน จ.ชลบุรี

เลขาธิการ ส.ป.ก.ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนจ.ชลบุรี

         วันพฤหัสบดีที่  22  มิถุนายน 2560  เวลา 11.30 น. นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ ส.ป.ก และคณะผู้บริหารส.ป.ก. นายประเทือง  พงษ์ไทย ผู้อำนวยการสำนักจัดการพื้นที่และสารบบที่ดิน  นางอดุลลักษณ์ อาศนเลขา ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง  นายสุริยน  พัชรครุกานนท์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน นางสาวพรพรรณ ภูวนธรรม ผู้อำนวยการกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ ผู้อำนวยการกลุ่มต่างๆในสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล  ในพื้นที่ รวม 2 แปลง ใน 2 อำเภอ คืออำเภอบ่อทอง และอำเภอหนองใหญ่ จ.ชลบุรี คือ

–   แปลงที่ดิน No 378 เนื้อที่ 593 ไร่ 3 งาน  86 ตารางวา อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินอ.หนองใหญ่ เกษตรกรเข้าทำกิน 47 ราย (47 แปลง》แบ่งจัดเป็นที่อยู่อาศัย รายละ 1 ไร่  แปลงเกษตรกรรม รายละ 5 ไร่และพื้นที่แปลงรวม 16 ไร่

–  แปลงที่ดิน No 468 เนื้อที่ 535 ไร่ 1 งาน 7 ตารางวา  อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี เกษตรกรเข้าทำกิน 42 ราย (42 แปลง) แบ่งจัดเป็นที่อยู่อาศัย รายละ 1 ไร่ แปลงเกษตรกรรมรายละ 5 ไร่ พื้นที่แปลงรวม 47 ไร่ 37 ตารางวา พื้นที่ส่วนกลาง 74 ไร่ 1งาน 10 ตารางวา  พื้นที่แหล่งน้ำ 125 ไร่ 76 ตารางวา

งานเกษตรแห่งชาติ “เกษตรสืบสาน ปณิธานพ่อ”8-16 ก.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283972

งานเกษตรแห่งชาติ “เกษตรสืบสาน ปณิธานพ่อ”8-16 ก.ค.นี้

งานเกษตรแห่งชาติ, เกษตรสืบสาน, ปณิธานพ่อ8-16, กคนี้

งานเกษตรแห่งชาติ “เกษตรสืบสาน ปณิธานพ่อ”8-16 ก.ค.นี้

       นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยถึงการร่วมจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมไผ่ในงานเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2560 ว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติโดยสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดชลบุรีได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก จัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 8-16 กรกฎาคม 2560 ณ บริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ภายใต้แนวคิด “เกษตรสืบสาน ปณิธานพ่อ” โดยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จเป็นองค์ประธานพิธีเปิด ซึ่งงานเกษตรแห่งชาติประจำปี 2560 จัดขึ้นเพื่อเป็นการเทิดทูนพระเกียรติคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ถึงพระราชกรณียกิจ พระปรีชาสามารถ ตลอดรวมถึงแนวพระราชดำริที่ทรงบำเพ็ญด้วยพระวิริยะอุตสาหะจนก่อให้เกิดคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงนานัปการแก่เหล่าอาณาประชาราษฎร์ เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรม และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้กับเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ผู้สนใจทั่วไป เพื่อการมุ่งเน้นให้มีการผลิตทางด้านการเกษตรที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสู่ผู้บริโภค แลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตร และเพื่อสนับสนุนการแสดงผลิตภัณฑ์และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าการเกษตรด้วย ซึ่งในปีนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติได้นำนวัตกรรมไผ่ไปโชว์  “ ไผ่ ” เป็นพืชมหัศจรรย์ที่มีการเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ช่วยปรับปรุงระบบนิเวศ รากไผ่มีประสิทธิภาพในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างและการกัดเซาะพังทลายของหน้าดิน เกษตรกรจะสามารถปลูกเป็นอาชีพทางเลือกได้ และเพื่อให้เกษตรกรและประชาชนที่สนใจได้รับคำแนะนำ การถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรม การเพิ่มมูลค่า การแสดงผลงานวิจัยและเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญด้านไผ่  ด้วยพื้นที่ 4 ไร่เต็มโซนC6 กับกิจกรรมอัดแน่นไปด้วยนิทรรศการจัดแสดง สาธิตและจำหน่าย อาทิ น้ำไผ่เพื่อสุขภาพ ถ่านไผ่คุณภาพสูง ไผ่เพื่องานก่อสร้าง หน่อไม้หลากพันธุ์พร้อมการแปรรูป กล้าพันธุ์ไผ่แปลกๆ ตลาดข้าวหลาม เป็นต้น  เสวนา “มหัศจรรย์ไผ่พืชเศรษฐกิจใหม่ในอนาคต” , ไผ่เพื่ออาหารและยา   ร่วมฝึกอบรม “การสร้างบ้านจากไม้ไผ่ บ้านคนไทยและบ้านในอนาคต” โดยในงานจะนำไผ่ยักษ์มาแสดง พร้อมแจกพันธุ์ไผ่ฟรีด้วย

ฝนหลวงฯ ประเมินสถานการณ์น้ำอีสาน-กลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283971

ฝนหลวงฯ ประเมินสถานการณ์น้ำอีสาน-กลาง

ฝนหลวงฯ, ฝนหลวง, ประเมิน, สถานการณ์, น้ำ, อีสาน, กลาง

ฝนหลวงฯ ประเมินสถานการณ์น้ำอีสาน-กลาง

         วันที่ 21 มิถุนายน 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ การบินเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ทำให้มีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออก ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น

ในระยะนี้ จากสภาพอากาศดังกล่าว จึงได้มอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางทำการบินสำรวจพื้นที่การเกษตรในบริเวณที่รับผิดชอบการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำและวางแผนการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ โดยจากการบินสำรวจพบว่าพื้นที่การเกษตร    ส่วนใหญ่ในจังหวัดลพบุรีและจังหวัดนครสวรรค์ เป็นพื้นที่ปลูกข้าว อ้อย มันสำปะสัง และข้าวโพด ซึ่งพื้นที่บางส่วนกำลังเริ่มทำการเพาะปลูก และมีปริมาณน้ำฝนเพียงพอ นอกจากนี้มีพื้นที่การเกษตรบางส่วนของอำเภอตาคลี อำเภอตากฟ้า อำเภอท่าตะโก อำเภอชุมแสง อำเภอพยุหคีรี อำเภอไพศาล และอำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์มีน้ำขัง และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณอำเภอเมือง อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอกันทรวิชัย อำเภอวาปีปทุม อำเภอนาดูน อำเภอยาสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่    ทำการเพาะปลูกข้าว มีปริมาณน้ำค่อนข้างมากและมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่

อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงในภารกิจ    เติมน้ำในเขื่อน และพื้นที่ที่ปริมาณฝนลดลงจนส่งผลกับพื้นที่การเกษตร โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่    ทางการเกษตรที่ไม่ต้องการน้ำ และพื้นที่น้ำหลาก น้ำท่วมขัง สำหรับประชาชนและผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่องได้ที่ เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือเว็บไซต์กรมฝนหลวงและ การบินเกษตร

เกษตรฯ จับมือ GIZ สนอแนวคิดโครงการ THAI RICE NAMA

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283969

เกษตรฯ จับมือ GIZ สนอแนวคิดโครงการ THAI RICE NAMA

เกษตรฯ, จับมือ, GIZ, สนอแนวคิดโครงการ, Thai, Rice, NAMA, GAP, 2 โครงการ, IRRI, CO2eq

เกษตรฯ จับมือ GIZ สนอแนวคิดโครงการ Thai Rice NAMA

          นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความก้าวหน้าและสถานการณ์การผลิตข้าวคุณภาพมาตรฐานสากลของประเทศไทย ว่า รัฐบาลไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว โดยมีการดำเนินงานพัฒนาการผลิตข้าวที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับอย่างต่อเนื่อง มีการผลิตข้าวคุณภาพมาตรฐานปลอดภัย (GAP) ในพื้นที่นาแปลงใหญ่ที่มีการดำเนินการในปี 2560 จำนวน 1,175 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1.8 ล้านไร่ ชาวนาประมาณ 130,230 ราย ซึ่งมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 มีการนำร่องยกระดับการผลิตให้ได้ตามมาตรฐานสากลที่มีการพัฒนาระบบการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรให้มีผลผลิตสูงขึ้น ด้วยต้นทุนการผลิตที่ลดลง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว จึงร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน (GIZ) และภาคีความร่วมมืออื่น ๆ สนับสนุนให้มีการผลิตข้าวมาตรฐานยั่งยืน (SRP = Sustainable Rice Production Standard) ในจังหวัดอุบลราชธานี และในปี 2560 จะมีการขยายการผลิตข้าวมาตรฐานยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในภาคกลาง 6 จังหวัด ถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและขยายผลการสนับสนุนการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน

ในปี 2560 กรมการข้าวร่วมกับ GIZ ได้เสนอแนวคิดโครงการ Thai Rice NAMA โดยจะเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการเพิ่มรายได้และยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกรอย่างแท้จริง ต่อ NAMA Facility ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติ ซึ่งข้อเสนอของไทยได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 โครงการ เพื่อรับเงินสนับสนุน จากทั้งหมด 75 โครงการ มีประเทศอื่นที่ได้รับคัดเลือก ได้แก่ ประเทศบราซิล เม็กซิโก (2 โครงการ) ฟิลิปินส์ ตูนีเซีย และประเทศอุกันดา ซึ่งโครงการ Thai Rice NAMA ถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน และขยายผลการสนับสนุนการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ที่สอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวไทย อาทิ การลดต้นทุนการผลิต การเสริมสร้างศักยภาพชาวนาและศูนย์ข้าวชุมชน โครงการนาแปลงใหญ่ เป็นต้น โดยไทยจะต้องเสนอรายละเอียดโครงการ Thai Rice NAMA ภายในเดือนพฤศจิกายน 2560 หากได้รับคัดเลือกรอบสุดท้ายจะมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี โครงการของไทยจะมุ่งเน้นให้เกษตรกรรายย่อย ปรับเปลี่ยนการทำนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ซึ่งมาตรฐานข้าวยั่งยืนนี้สอดคล้องกับมาตรฐาน GAP โดยเพิ่มวิธีการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสภาวะภูมิอากาศ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme – UNEP) และสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐาน GAP และสามารถพัฒนาต่อยอดสู่มาตรฐานอินทรีย์ สร้างทางเลือกให้เกษตรกรในการเชื่อมโยงตลาด โดยมีเป้าหมายที่จะทำงานกับเกษตรกรรายย่อย 100,000 ครัวเรือน ใน 6 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชัยนาท สิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง ซึ่งคาดการณ์ว่าการผลิตข้าวในเขตชลประทานจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้ถึง 1.664 ล้านเมตริกตัน (CO2eq) หรือร้อยละ 26 ตลอดระยะเวลาโครงการ 5 ปี โดยการประเมินจากสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI)

ทั้งนี้ โครงการ Thai Rice NAMA จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการผลิตข้าว ได้สร้างความตระหนักรู้ และกำหนดมาตรการในการหาแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิตข้าวร่วมกัน ซึ่งประกอบด้วย หน่วยงาน อาทิ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น และได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชน ได้แก่ สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) สำนักงานเลขาธิการ SRP และบริษัท OLAMInternational ทั้งนี้ โครงการ Thai Rice NAMA อย่างเต็มรูปแบบ จะจัดทำขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน 2560 เพื่อเสนอต่อ NAMA Facility เพื่อรับการเงินทุนสนับสนุนหากได้รับการอนุมัติ โครงการจะสามารถดำเนินการในปี 2561 เป็นต้นไป

“บิ๊กฉัตร” ปลื้มนโยบายแปลงใหญ่ถูกทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283943

“บิ๊กฉัตร” ปลื้มนโยบายแปลงใหญ่ถูกทาง

ปาล์มแปลงใหญ่, บิ๊กฉัตร

“บิ๊กฉัตร” ปลื้มนโยบายแปลงใหญ่ถูกทาง

              พล.อ.ฉัตรชัย  สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นโยบายเกษตรแปลงใหญ่ที่กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนและผลักดันมาตลอดในระยะสองปีที่ผ่านมา ปัจจุบันพบว่า มีเกษตรแปลงใหญ่ทั้งประเทศ 2,138 แปลง รวมพื้นที่ 3.10 ล้านไร่ เกษตรกร 225,010 ราย จำ
นวน 67 ชนิดสินค้า ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ประเมินผลการดำเนินการพบว่า เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 992 – 1,565 บาท/ไร่

และหนึ่งในตัวอย่างพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่อีกแห่งหนึ่งที่เห็นผลชัดเจน คือ  เกษตรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน อ.สิเกา จ.ตรัง ที่มีการผลิตในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมตาม Agri-Map มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดใน จ.ตรัง พื้นที่ 44,074 ไร่  โดยเกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนการปลูกปาล์มแบบเดิมมารวมกันจัดตั้งกลุ่มในรูปวิสาหกิจชุมชน “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน กลุ่มสิเกา-วังวิเศษ” มีสมาชิก 99 ราย พื้นที่ 182 แปลง มีพื้นที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 2,756 ไร่ เป็นลักษณะเกษตรแปลงใหญ่ และได้นำระบบ RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) มาใช้ คือ การผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรฯ เข้าไปให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ และ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรองค์ความรู้ที่จำเป็นแก่เกษตรกร ซึ่งมีฐานเรียนรู้ 3 ฐาน คือ 1) การจัดการสวนปาล์มน้ำมันก่อนให้ผลผลิต 2) การจัดการสวนปาล์มน้ำมันช่วง 10 ปีแรกของการปลูก และ 3) การจัดการสวนปาล์มน้ำมันช่วง 10 ปีหลังของการปลูก
โดยผลการดำเนินการทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน อาทิ ค่าปุ๋ย ที่ได้ปุ๋ยอินทรีย์จากโรงงาน เช่น ทะลายปาล์ม/ขี้เค้ก ในอัตราอย่างน้อยไร่ละ 1 ตัน ลดต้นทุนได้ไร่ละ 1,000 บาท  มีการตรวจดินเบื้องต้นเพื่อจัดทำเป็นปุ๋ยสั่งตัด ซึ่งปุ๋ยสั่งตัดราคาถูกกว่าปุ๋ยทั่วไป 5 บาท/กก. ซึ่งจะใช้ปุ๋ยไร่ละ 264 กก. สามารถลดต้นทุนปุ๋ยได้ ไร่ละ 1,320 บาท  ขณะเดียวกัน ผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยก่อนเข้าร่วมเกษตรแปลงใหญ่ มีผลผลิตเฉลี่ย 3.2 ตัน/ไร่/ปี หลังเข้าร่วมโครงการ ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 4.2 ตัน/ไร่/ปี คิดเป็นร้อยละ 31 ผลผลิตเพิ่มขึ้นไร่ละ 4,000 บาท  และจากการเข้าร่วมตามมาตรฐาน RSPO ราคาเพิ่มขึ้น 0.15 บาท/กก. เพิ่มขึ้นไร่ละ 630 บาท รวมแล้ว ใน 1 ไร่ ลดต้นทุนได้ 2,320 บาท เพิ่มราคาผลผลิตได้ 4,630 บาท รวมแล้วเกษตรมีเงินเพิ่ม 6,950 บาท/ไร่/ปี
“เกษตรแปลงใหญ่หรือ  Collaborative Farming ที่หลายๆ ประเทศกำลังนำมาใช้ในเร็วๆ นี้ เช่น ประเทศไอร์แลนด์ และ ประเทศออสเตรเลีย เพื่อแก้ปัญหาภาคการเกษตรในด้านโครงสร้างแรงงาน การรวมกลุ่มซื้อปัจจัยการผลิต การถ่ายทอดความรู้ การใช้เทคโนโลยีร่วมกัน และ การบริหารจัดการ/การตลาด ซึ่งต้องทำงานร่วมกัน ทำการเกษตรที่สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และ ผลผลิตมีคุณภาพ เพื่อตอบโจทย์ 2 ข้อ คือ 1. เกษตรกรมีรายได้เพียงพอ/มีเกียรติความภาคภูมิใจ 2. มีสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพที่ตรงความต้องการผู้บริโภคนั้น ซึ่งประเทศไทยได้ดำเนินการอย่างจริงจังมาแล้วสองปี และจะเริ่มผลักดันให้เกิดมากขึ้นต่อเนื่อง โดยขณะนี้หลายพื้นที่เริ่มเห็นผลที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งสะท้อนได้ว่านโยบายเดินมาถูกทางแล้ว โดยในอีก 5 ปีข้างหน้า กระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าหมายว่าประเทศไทยจะมีเกษตรแปลงใหญ่ไม่น้อยกว่า 25 ล้านไร่ ร่วมกันผลักดันเกษตรแปลงใหญ่ หรือ Collaborative Farming เพื่อเกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย และ เพื่ออาหารที่มีคุณภาพความปลอดภัยต่อผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ” พลเอก ฉัตรชัย กล่าว

นายกลุงตู่มอบหนังสืออนุญาตฯ( ส.ป.ก 4-01) แก่เกษตรกรจ.ขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283937

นายกลุงตู่มอบหนังสืออนุญาตฯ( ส.ป.ก 4-01) แก่เกษตรกรจ.ขอนแก่น

นายกลุงตู่มอบหนังสืออนุญาตฯ( ส.ป.ก 4-01)แก่เกษตรกรจ.ขอนแก่น

              วันพุธที่ 21 มิถุนายน 2560  เวลา 13.15 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน(ส.ป.ก.4-01) แก่ ผู้แทนเกษตรกร 5 ราย (มีราษฏรผู้เป็นเกษตรกร หมู่ 6 , 8, 10 ต.กุดเค้า อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิปที่ดิน หรือเอกสารส.ป.ก.4-01 จำนวนทั้งสิ้น 100 ราย ซึ่งได้ผ่านการคัดเลือกได้รับการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามมติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดขอนแก่น(คปจ.1/2560 เมื่อวันที่29 มีนาคม 2560) มอบโรงรวบรวมน้ำนมดิบและโรงผสมอาหารสัตว์ให้กับสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด  มอบงบประมาณโครงการธนาคารโคนมทดแทน จำนวน 4.95 ล้านบาท มอบเงินโครงการยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ 1.99 ล้านบาท
โอกาสนี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น  กล่าวต้อนรับและรายงานสรุปผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวรายงานกิจการสหกรณ์โคนมจ.ขอนแก่น นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรนายสัญช้ย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทานและนายบพิตร อมราภิบาล รองเลขาธิการ ส.ป.ก. ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

สำหรับรายนามของเกษตรกรที่เข้ารับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน(ส.ป.ก.4-01) 5 ราย ได้แก่ 1.) นางเหมือน สุขวิเศษ 2.) นายจันทร์ลา อ่อนละออ 3.) นางมะลิวัลย์ แก้วมืด 4.) นางร้ศมี หล่มช่างคำ และ 5.) นายสวาท ผกาหวล ซึ่งเป็นราษฎรผู้ประกอบอาชีพการเกษตร(ทำไร่ทำนา) โดยปลูกมันสำปะหลังเป็นหลัก ราคามันสำปะหลังเฉลี่ย ตันละ 1,500 บาท เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายมันสำปะหลัง ปีละ 1 ครั้ง) ทั้งนี้ เกษตรกรทั้ง 5 ราย ได้ทำกินในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน หมู่ 10 ตำบลกุดเค้า อำเภอมัญจาคีรีจังหวัดขอนแก่น     จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้กล่าวปราศรัยและเยี่ยมชมนิทรรศการภายในงานดังกล่าว รวม 8 จุด คือ
จุดที่ 1  ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร(ศพก.) อ.บ้านไผ่
จุดที่ 2  ผลงาน Young Smart Farmer
จุดที่ 3   Zoning by Agri-Map
จุดที่ 4   การบริหารจัดการน้ำ
จุดที่ 5   เกษตรแปลงใหญ่(ข้าว,มะม่วง,ผักซำสูง ผักบ้านโนนเขวา  โคเนื้อ)
จุดที่ 6  บริษัทประชารัฐรักส่ามัคคีขอนแก่น
จุดที่ 7  โรงผลิตนมโรงเรียน
จุดที่ 8  บูธนมโรงเรียน และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ณบริเวณที่ทำการสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด อ.เมือง จังหวัดขอนแก่น

“นายกลุงตู่”ลุยขอนแก่น”ติดตามงานส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283910

“นายกลุงตู่”ลุยขอนแก่น”ติดตามงานส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

เกษตรแปลงใหญ่, นายกลุงตู่, ศพก, ศูนย์

“นายกลุงตู่”ลุยขอนแก่น”ติดตามงานส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

                พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ สหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด บ้านซำจาน ตำบลบ้านค้อ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบอุปกรณ์การตลาดและเงินทุนให้กับสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด ได้แก่ โรงรวบรวมน้ำนมดิบมาตรฐานปลอดภัย โรงงานผลิตอาหารสัตว์ รวมทั้งมอบเงินเพื่อดำเนินโครงการธนาคารโคนมทดแทนฝูง จำนวน 4.95 ล้านบาท มอบเงินเพื่อจัดซื้อยางพาราปูพื้นโรงเลี้ยงโคนม 1.99 ล้านบาท มอบเครื่องมือตรวจสารอัลฟาท็อกซินในน้ำนม 10 ชุด นอกจากนี้ยังได้มอบ ส.ป.ก. 4 – 01 ให้กับเกษตรกร 100 ราย พื้นที่ 850 ไร่ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีที่ดินทำกิน

พร้อมกันนี้ได้กล่าวมอบนโยบายและพบปะเกษตรกรจำนวน 1,200 คน จากนั้น ได้เยี่ยมชมนิทรรศการภายในงานเกี่ยวกับผลสำเร็จจากการดำเนินนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร (ศพก.) การดำเนินนโยบาย Zoning by Agri-Map การบริหารจัดการน้ำ มาตรฐานสินค้าเกษตร เกษตรอินทรีย์ การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ข้าว  มะม่วง และผักปลอดภัย การดำเนินงานตามนโยบายแปลงใหญ่ของสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด  การส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่  Young Smart Farmer  รวมทั้งได้เยี่ยมชมโรงผลิตนมโรงเรียนพร้อมกับชมการสาธิตการตรวจสอบคุณภาพนมโรงเรียน ก่อนจะถ่ายภาพร่วมกับนักเรียน จำนวน 50 คน

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรให้เกษตรกรมีรายได้และความภาคภูมิใจในอาชีพ เป้าหมายเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร นำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยจังหวัดขอนแก่น ได้มีการขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญต่าง ๆ ที่เห็นเป็นรูปธรรม 3 ด้าน ได้แก่

1.  การส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ มีจำนวนทั้งสิ้น 145 แปลง พื้นที่  138,420.50 ไร่ เกษตรกร 15,987 ราย 13 ชนิดสินค้า ได้แก่ ข้าว พืชผัก มะม่วง ฝรั่ง มันสำปะหลัง อ้อย  แปลงหญ้า ยางพารา ไม้ดอก/ไม้ประดับ จิ้งหรีด ปลานิล  โคเนื้อ โคนม ซึ่งจากการดำเนินงานใน 4 ชนิดสินค้า เกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้รวม 49.57  ล้านบาท และเพิ่มผลผลิตรวม 46.12 ล้านบาท มีรายได้เพิ่มขึ้น 95.69  ล้านบาท

2. การสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer ได้สนับสนุนให้มีเกษตรกรรุ่นใหม่ จำนวน 90 ราย ให้เป็นผู้มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพการเกษตร สามารถนำองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการผลิตสินค้าเกษตรกรมาใช้ในการพัฒนาการประกอบอาชีพ ซึ่งสอดรับกับแนวทาง Thailand 4.0

และ 3. การส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์โคนม ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดูแลส่งเสริมสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ จำนวน 101 สหกรณ์ สมาชิก 41,128 คน มีปริมาณน้ำนมรวม  2,083.817 ตัน/วัน รวมทั้งสนับสนุนจัดซื้อแผ่นยาง ปูพื้นคอกสัตว์ 40 สหกรณ์  จำนวน 16,800 แผ่น เพิ่มปริมาณการใช้น้ำยาง  240 ตัน งบประมาณ 39.66 ล้านบาท  ภายใต้ “โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ” เพื่อเพิ่มการใช้ยางพาราและขยายแผ่นยางพาราปูพื้นคอกสัตว์ให้โคนมที่สุขภาพเท้าที่ดีได้ผลผลิตนมโคเพิ่มขึ้น

“ปัญหาที่ผ่านมาของสหกรณ์ พบว่า มักเป็นเพียงสถาบันการเงินสำหรับดำเนินการดำเนินธุรกรรมการเงินเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเข้ามาในการทำการเกษตรของสมาชิกมากเท่าที่ควร  ผู้บริหารสหกรณ์มักหาโอกาสจากสหกรณ์ เช่น กรณีตั๋วปุ๋ยผี จึงได้มีนโยบาสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ คือ ยุบเลิกสหกรณ์ที่มีปัญหา พร้อมยกระดับสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งขึ้น โดยการจัดทำบัญชี ตรวจบัญชีอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการทุจริต ในส่วนสหกรณ์การเกษตร มุ่งไปสู่การเกษตรแปลงใหญ่ซึ่งสหกรณ์การเกษตรมีพื้นฐานที่ดี เนื่องจากสมาชิกรวมกลุ่มกันอยู่แล้ว มีระบบการบริหารจัดการ มีแหล่งเงินทุน และมีการเชื่อมโยงตลาด” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

ดร.วิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดขอนแก่น มีสหกรณ์โคนม จำนวน  3  สหกรณ์  มีปริมาณน้ำนมทั้งจังหวัดรวม 90 ตัน/วัน  จำนวนโคนมทั้งจังหวัด 17, 779 ตัว ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เร่งยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์โคนมทุกแห่ง โดยสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด เป็นสหกรณ์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเป็นสหกรณ์ระดับชั้น 1 ปัจจุบันมีสมาชิก 183 คน โคนมจำนวน 8,830 ตัว ปริมาณน้ำนมดิบ 44 ตัน/วัน พื้นที่สหกรณ์ 32 ไร่ ซึ่งเดิมสมาชิกสหกรณ์ประสบปัญหาคุณภาพน้ำนมไม่คงที่  ขาดแคลนเงินทุน ต้นทุนอาหารสัตว์มีราคาสูง มีค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพโคนม ภายหลังได้นำนโยบายการยกระดับเกษตรกร และการปฏิรูปภาคการเกษตรไปดำเนินการหลายด้าน อาทิ กรมปศุสัตว์ส่งเสริมด้านการเลี้ยงโค การพัฒนาคุณภาพน้ำนม กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมการทำแปลงใหญ่หญ้าเนเปียร์ ส่งผลให้คุณภาพน้ำนมโคของสหกรณ์มีคุณภาพมากขึ้น ผลการดำเนินการ ปี 2559 มีรายได้ 19.71 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 11.87 ล้านบาท กำไร 7.84 ล้านบาท

นอกจากนี้สหกรณ์ได้เข้าร่วมโครงการอาหารเสริม  (นม) โรงเรียน โดยแปรรูปนมโรงเรียน จำนวน 18.47 ตัน/วัน ส่งให้โรงเรียนในพื้นที่ภาคอีสาน 7 จังหวัด จำนวน 1,000 แห่ง  แจกนักเรียน  119,712  คน ทำให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น  โดยมีการเปรียบเทียบกับ ปี 2558 มีปริมาณน้ำนมเพิ่มขึ้นจาก 36 ตัน/วัน เป็น 44 ตัน/วัน อัตราสูญเสียน้ำนมลดลง จากวันละ 1 ตัน เป็น 0 (ศูนย์) ปริมาณน้ำนมเฉลี่ย/ตัว/วัน จาก  10 กิโลกรัม เป็น 13 กิโลกรัม ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นรายละ 8,000 บาท/เดือน

ยก 5 เหตุผลจำเป็นต้องมี“ธนาคารที่ดิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283900

ยก 5 เหตุผลจำเป็นต้องมี“ธนาคารที่ดิน”

ยก 5 เหตุผลจำเป็นต้องมี“ธนาคารที่ดิน”ลดความเหลื่อมล้ำ-เป็นธรรมถือครอง

              สถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินกล่าวถึงความจำเป็นต้องมีธนาคารที่ดินว่าปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำในเรื่องของการถือครองที่ดินในระดับสูง ทั้งปัญหาผู้ไร้ที่ดินทำกิน ผู้จะสูญเสียสิทธิในที่ดิน การไม่ใช้ประโยชน์ในที่ดิน การบุกรุกที่ดินรัฐและเอกชน โดยที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เนื่องจากติดปัญหาในข้อกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ธนาคารที่ดิน จึงเป็นส่วนสำคัญที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ตลอดจนให้การสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งเหตุผลสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินไม่ประสบความสำเร็จ มาจากสาเหตุใน 5 ประการด้วยกัน ประกอบด้วย ประการแรก การขาดข้อมูลที่แท้จริงของเกษตรกรและราษฎรผู้ยากไร้ แม้ว่าจะมีการพูดถึงตัวเลขอยู่ที่ 6-7 แสนราย แต่ก็เป็นเพียงตัวเลขกลม ๆ เท่านั้นยังไม่ใช่ข้อมูลที่แท้จริง

             “ข้อมูลที่แท้จริงของเกษตรกรที่ถือครองที่ดินในปัจจุบันอาจจะไม่ใช่อยู่ที่ 6-7 แสนรายตามที่กล่าวอ้าง อาจจะเป็นล้านก็ได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะต้องตรงกับความเป็นจริง เพราะปัจจุบันโฉนด นส.3 มีความชัดเจนเพียงแต่ว่าขาดการประมวล รวบรวมและทำให้เห็นในระบบออนไลน์ได้จะทำยังไง เช่นเดียวกันกับการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งจริง ๆ แล้วท้องถิ่นเขารู้ว่าแปลงไหนทำประโยชน์หรือไม่ทำประโยชน์ การประมวลเอามารวมกันเพื่อใช้ในกิจการนี้มันจำเป็นต้องมี ฉะนั้นข้อมูลการถือครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินมันมีความจำเป็นอย่างยิ่งและเป็นหน้าที่ของสถาบันที่ต้องทำออกมาเพื่อให้สังคมเห็น”

             ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินเผยต่อไปว่า ประการต่อมา การขาดความต่อเนื่องด้านนโยบาย ประการที่สาม การขาดงบประมาณดำเนินการ ประการที่สี่ การขาดแหล่งทุน หากมีธนาคารที่ดินจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้และประการสุดท้ายการขาดองค์กรที่เป็นศูนย์กลางและบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ยากจนไม่มีที่ดินทำกิน ซึ่งจะได้รับความช่วยเหลือคำตอบก็คือธนาคารที่ดิน อย่างไรก็ตามรัฐมีนโยบายที่ชัดเจนในการก่อตั้งธนาคารที่ดินมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสในความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำที่ดินทำกินและใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเต็มศักยภาพ

             “คือประเทศเรา เป็นประเทศที่เกษตรกรสูญเสียที่ดินเป็นจำนวนมาก ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบันแล้วก็มีเกษตรกรอีกกลุ่มซึ่งไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ต้องเช่าเขาทำ ที่จริงแล้วประเทศไทยได้แก้ไขปัญหาเรื่องพวกนี้มาเป็นเวลานานแล้ว แต่เรายังไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้เลย สิ่งสำคัญที่เป็นปัญหาก็เพราะว่ามันไม่มีแหล่งทุน แหล่งทุนที่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินโดยเฉพาะ ให้เกษตรกรกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อไปซื้อที่ดินคืน ดังนั้นประเทศไทยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีธนาคารที่ดินขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือในเรื่องของสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำแล้วดำเนินการที่เกี่ยวกับว่าเมื่อให้สินเชื่อไปแล้วก็ต้องดูแลไปจนกว่าเขาจะมีกำลังแรงพอที่จะทำให้ที่ดินนั้นมีคุณค่าและนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่”ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินกล่าวย้ำ

              สถิตย์พงษ์ยอมรับว่านโยบายของหลายรัฐบาลที่ผ่านมาจะเน้นการใช้ประโยชน์ และผลิตผลที่เป็นรูปธรรม แต่ในเรื่อสิทธิไม่มีใครดูแล ทำให้สิทธิจึงตกอยู่กับคนรวย ซึ่งเราต้องยอมรับว่าที่ดินเป็นทรัพย์สิน มีราคา มีมูลค่าสามารถสร้างประโยชน์ได้ เมื่อทุกคนมุ่งสร้างประโยชน์จากที่ดินทำให้การถือครองที่ดินส่วนใหญ่จึงตกอยู่ในมือคนรวยหรือนายทุน ในที่สุดคนกลุ่มนี้ก็รวบรวมที่ดินมาเป็นของตนเองทั้งหมด ดังนั้นความไม่เป็นธรรมในสังคมจึงเกิดขึ้น ทำให้คนยากจนก็ไปบุกรุปถางป่าเพื่อเอาที่ดินมาใช้ประโยชน์ต่อไปหรือไม่ก็กลายเป็นแรงงานรับจ้างในพื้นที่ของนายทุน ซึ่งในอดีตคือพื้นที่ของตนเอง

            “ต้องยอมรับว่าประเทศไทยพื้นที่ดิน 100 ส่วน เป็นของนายทุน 80 ส่วน แม้คนกลุ่มนี้จะมีแค่ 20% จากสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ แต่การถือครองที่ดินสูงถึง 80 ส่วน ขณะที่ประชากรส่วนใหญ่กว่า 80 % มีที่ดินถือครองจริง ๆ แค่ 20 %เท่านั้นเอง นี่คือเหตุลผทำไม่ต้องมีธนาคารที่ดินก็เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรและราษฎรผู้ยากไร้นั่นเอง”ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินย้ำทิ้งท้าย

มกอช. มั่นใจยกระดับมาตรฐานดันส่งออกสินค้าเกษตรไทยฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283895

มกอช. มั่นใจยกระดับมาตรฐานดันส่งออกสินค้าเกษตรไทยฉลุย

มกอช, มกอช, มั่นใจ, ยกระดับ, มาตรฐาน, ดัน, ส่งออก, สินค้า, เกษตร, ไทย, ฉลุย

มกอช. มั่นใจยกระดับมาตรฐานดันส่งออกสินค้าเกษตรไทยฉลุย

                นางสาวดุจเดือน    ศศะนาวิน เลขาธิการ มกอช.      กล่าวว่า ปี 2560       กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบายให้เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน มุ่งขับเคลื่อนงานเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทยทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หรือ ตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค โดยเน้นสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและที่ส่งออกด้วย เพราะเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แสดงถึงความยั่งยืนและเพื่อยกระดับให้เป็นสินค้าคุณภาพสูง โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาและแปรรูปสินค้าด้วย

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังเน้นนโยบายขยายเกษตรอินทรีย์ให้มีจำนวนพื้นที่การเกษตรอินทรีย์ให้เพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้า 6 แสนไร่ ภายในสิ้นปี 2560 นี้ และลดการใช้สารเคมีที่ไม่ปลอดภัย พร้อมให้ความรู้แก่เกษตรกรในการควบคุมหรือการนำมาใช้ รวมถึงการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายตลาดควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าด้วย

สำหรับภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรในปัจจุบัน สินค้าที่ได้รับความนิยมมาก อาทิ ข้าว เนื้อไก่ ยางพารา เป็นต้น รวมไปถึงสินค้าประมง คือปลาและกุ้ง ส่วนผลไม้ไทยที่ได้รับความนิยมสูงมากในปีนี้คือทุเรียนและมังคุด ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำมูลค่าส่งออกได้ถึงสามหมื่นล้านบาท นับเป็นมูลค่าที่มากกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อตลาดในต่างประเทศมีความต้องการสินค้าเกษตรของไทยสูง ประเทศไทยจึงต้องมีการควบคุมคุณภาพของสินค้าเพื่อป้องกันปัญหาในการส่งออก ซึ่งประเทศที่นำเข้าสินค้าไทยอันดับต้นๆ คือ 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียน รองลงมาคือญี่ปุ่นและยุโรป  นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่กำลังรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือทุเรียนแช่เยือกแข็ง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกสูง โดยมีการตั้งเป้าไว้ว่าภายใน 4-5 ปี จะมีมูลค่าส่งออกจากเดิมคือ 500 ล้านบาทเป็น 2,000 ล้านบาท โดยต้องควบคุมหลายอย่างรวมทั้งเรื่องอุณหภูมิเพื่อให้สินค้าคงคุณภาพไปจนถึงปลายทาง

“การส่งออกของไทยยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องแม้จะมีกฎระเบียบจากประเทศต่างๆ ที่เข้มงวด แต่สินค้าเกษตรของไทยก็ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งออกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานคุณภาพสินค้าในการส่งออก เนื่องจากต่างประเทศให้การยอมรับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยมากขึ้น” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

สำหรับประชาชนที่สนใจการยกระดับมาตรฐานสินค้าของตนให้ได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพมาตรฐาน สามารถติดต่อขอข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ในทุกพื้นที่ และยังสามารถขอฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสินค้าเกษตรของตนเองได้ด้วย ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารได้ที่เว็บไซต์ มกอช. http://www.acfs.go.th

“ชุติมา”ลงพื้นที่จ.ร้อยเอ็ดตรวจเยี่ยมผลิตและตลาดข้าวครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283711

“ชุติมา”ลงพื้นที่จ.ร้อยเอ็ดตรวจเยี่ยมผลิตและตลาดข้าวครบวงจร

ข้าวอินทรีย์, ชุติมา, PGS, Organic Thailand

รมช.เกษตรฯ ลงพื้นที่จ.ร้อยเอ็ดตรวจเยี่ยมผลิตและตลาดข้าวครบวงจร

       นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรและแผนปฏิบัติงานเกษตรอินทรีย์ พร้อมพบปะเกษตรกร ณ จังหวัดยโสธร และจังหวัดร้อยเอ็ด ว่า การลงพื้นที่ดังกล่าว ได้มีการประชุมติดตามการดำเนินงานในเรื่องข้าวครบวงจร นาแปลงใหญ่ และเกษตรอินทรีย์ ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการดำเนินการนาแปลงใหญ่จะทำให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้ ส่งผลให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยกระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการในรูปแบบโครงการประชารัฐ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่ระดับต้นทางถึงปลายทาง เกษตรกรต้องมีการรวมตัวกันในการผลิตข้าวคุณภาพทั้ง GAP และข้าวอินทรีย์ ผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับการผลิตมีส่วนช่วยให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ อาทิ การรับซื้อข้าวจากโครงการนาแปลงใหญ่ในราคานำตลาด
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เล็งเห็นถึงศักยภาพการผลิตข้าวอินทรีย์ของภาคอีสาน จึงมีความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร มีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกข้าวอินทรีย์โดยผลักดันผ่านโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 1 ล้านไร่ เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกร ในประเด็นดังต่อไปนี้
1. พื้นที่ที่จะเข้าร่วมโครงการต้องเป็นพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์มาก่อน
2. หากเกษตรกรที่อยู่ในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ซึ่งเป็นระบบการรับรองคุณภาพที่มุ่งเน้นการรับประกันคุณภาพในท้องถิ่น มีความสนใจสามารถเข้าร่วมโครงการนาอินทรีย์ได้ โดยไม่ต้องออกจากกลุ่มเดิม
3. เกษตรกรที่อยู่ในกลุ่มที่ต้องการมาตรฐานสากล เช่น IFOAM USDA หรือ EU สามารถเข้าร่วมโครงการนาอินทรีย์ได้ โดยกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ถ้าผ่านการตรวจสอบ จะได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Organic Thailand) นอกเหนือจากการรับรองตามมาตรฐานสากลของกลุ่ม
การทำเกษตรอินทรีย์ นอกจากจะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกร เนื่องจากการทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช้ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี และสารเคมี อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้ด้วย