เลาะรั้วเกษตร : สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300818

281225166

เลาะรั้วเกษตร : สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เชื่อว่า ณ เวลานี้ ภาพและบรรยากาศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังไม่จางหายไปจากความรู้สึกของคนไทย

ช่วงเวลาเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ สื่อต่างๆ งดนำเสนอรายการบันเทิง จึงมีโอกาสได้ชมรายการสารคดีเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริต่างๆ หลายเรื่อง ที่ไม่เคยได้ชมมาก่อน นอกจากนี้ยังมีการยกย่องพระเกียรติคุณจากองค์กรระหว่างประเทศอีกหลายองค์กร ทำให้ต้องหาข้อมูลที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯถวายรางวัล หรือ การยกย่องสดุดีจากองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ มาเสนอให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร

ปี 2530 สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองเฉลิมพระเกียรติคุณในการนำชนบทให้วัฒนา เพื่อเทิดพระเกียรติพระปรีชาสามารถในการริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร

ปี 2534 UNESCO ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญฟีแล (Philae Medal) เพื่อเทิดพระเกียรติพระราชกรณียกิจในการพัฒนาชนบทในถิ่นทุรกันดาร และยกระดับคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ปี 2535 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองประกาศเกียรติคุณด้านสิ่งแวดล้อม

ปี 2536 สมาคมควบคุมการพังทลายของดินสากล ทูลเกล้าฯถวายรางวัล The International Merit Award เพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงเป็นแบบอย่างสำหรับการพัฒนาให้กับประเทศอื่นๆ ในเรื่องของการอนุรักษ์ดินโดยใช้หญ้าแฝก และปีเดียวกัน ธนาคารโลก ยังได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลหญ้าแฝกชุบสำริด เพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงเป็นนักอนุรักษ์ดินและน้ำ

ปี 2538 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณด้านพัฒนาการเกษตร หรือเหรียญ Agricola ในฐานะที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ อุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะเกษตรกร นอกจากนี้ยังทรงบำรุงรักษาน้ำ และรักษาป่า

ปี 2539 สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ หรือ IRRI ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเทิดพระเกียรติที่ทรงมุ่งมั่นพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย ด้วยการส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับข้าว

ปี 2542 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเทเลฟู้ด เหรียญแรกของโลก เพื่อเทิดพระเกียรติที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความผาสุกของราษฎรในชนบทห่างไกล

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรางวัลที่องค์กรระหว่างประเทศทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังมีรางวัลในด้านอื่นๆ อีกมากมายที่ทรงได้รับ ซึ่งคงไม่มีคนธรรมดาหรือกษัตริย์พระองค์ใดในโลก จะมีผลงานเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องเชิดชูมากมายเท่านี้อีกแล้ว

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

แว่นขยาย

ของดีสหกรณ์ไทย : ข้าวกล้องหอมมะลิ เกิดบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300596

x

ของดีสหกรณ์ไทย : ข้าวกล้องหอมมะลิ เกิดบุญ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากความเครียดในชีวิตประจำวัน ทำให้ร่างกายของคนเราต้องการสารอาหารเพิ่มขึ้น ดังนั้น ข้าวกล้องหอมมะลิ เกิดบุญ ถือเป็นทางเลือกหนึ่ง
ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้ เนื่องจากมีสารกาบา ซึ่งเป็นสารสื่อประสาท ช่วยลดความตึงเครียด ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย นอนหลับได้ดีช่วยรักษาสมดุล ชะลอความเครียดของสมอง อีกทั้งยังกระตุ้นต่อมที่ทำหน้าที่ผลิต Growth Hormone (HGH) ที่ช่วยสร้างเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อทำให้กล้ามเนื้อกระชับ ป้องกันการเกิดริ้วรอยได้ ในทางการแพทย์มีการนำสารกาบาไปใช้เป็นยาและรักษาโรคทางระบบประสาทหลายโรค อาทิ โรควิตกกังวล นอนไม่หลับ ลมชัก ซึ่งหากได้รับสารกาบาอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ จะช่วยให้ความดันโลหิตลดลง นอนหลับได้ดีขึ้น ช่วยให้การทำงานของร่างกายในกลุ่มผู้สูงอายุเป็นไปได้ปกติ ทั้งยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย

นอกจากนี้ มีรายงานการวิจัยพบว่า สารกาบาสามารถป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์, พาร์กินสัน และลดการเกิดเซลล์มะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม การจะบริโภคข้าวกล้องหอมมะลิให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ควรบริโภคในปริมาณอย่างน้อยวันละ 150 กรัมต่อเนื่องอย่างน้อย 8 สัปดาห์ โดยสามารถหุงผสมกับข้าวขาวได้ตามปกติโดยไม่ต้องซาวน้ำทิ้ง

หากสนใจผลิตภัณฑ์ ข้าวกล้องหอมมะลิ เกิดบุญ สามารถติดต่อได้ที่ สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด เลขที่ 206 หมู่ 2 ตำบลเกษตรวิสัย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โทรศัพท์ 0-4358-9190, 08-9944-8779

เตือนเกษตรกรปลูกพืชอินทรีย์ ระวังการระบาด‘หอยทากบก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300594

x

เตือนเกษตรกรปลูกพืชอินทรีย์ ระวังการระบาด‘หอยทากบก’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกร จากสภาพภูมิอากาศที่มีฝนตกชุก ทำให้พื้นดินชุ่มชื้นในระยะนี้ จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชผักหรือผักอินทรีย์เฝ้าระวังการระบาดของหอยทากบก อาทิ หอยเจดีย์เล็ก หอยเจดีย์ใหญ่ หอยดักดาน และหอยสาริกา สามารถพบได้ในทุกระยะของการปลูกผัก เกษตรกรควรสังเกตหอยทากบกในช่วงระยะเมล็ดงอก หอยจะกัดกินต้นอ่อนที่งอกจากเมล็ด จนไม่พบต้นกล้าผักหรือจะพบเห็นต้นกล้าผักขึ้นเป็นหย่อม สำหรับในระยะเจริญเติบโตจนถึงเก็บเกี่ยว มักพบหอยเจดีย์กัดกินใบล่างที่อยู่ติดดินเป็นรูทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ส่วนหอยดักดานและหอยสาริกา จะพบกัดกินใบได้ทุกใบเป็นรูแหว่งขนาดใหญ่

หากพบหอยจำนวนมากเฉลี่ย 10 ตัวต่อตารางเมตร เกษตรกรควรใช้วิธีการป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน โดยวิธีการกำจัดวัชพืชทั้งภายในและภายนอกแปลงปลูก ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหอย จากนั้นเกษตรกรควรไถพรวนพลิกดินขึ้นมาตากแดด และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดไข่และลูกหอย โดยอาจโรยปูนขาวร่วมด้วย และให้หว่านเหยื่อพิษเมทัลดีไฮด์ 5% จีบี อัตรา 1 กิโลกรัมต่อไร่ หรือหว่านกากเมล็ดชาน้ำมัน อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ทั่วแปลงผักทั้งภายในและนอกแปลงปลูก เพื่อทำเป็นแนวป้องกันจากการเข้าทำลายของหอย กรณีที่เกษตรกรปลูกผักอินทรีย์ ห้ามใช้เหยื่อพิษเมทัลดีไฮด์

เร่งสำรวจภาคเกษตร รองรับแผนพัฒนาจากผู้ขายวัตถุดิบไปสู่อุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300595

x

เร่งสำรวจภาคเกษตร รองรับแผนพัฒนาจากผู้ขายวัตถุดิบไปสู่อุตสาหกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเสน่ห์ วิชัยวงศ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติมีนโยบายที่จะพัฒนาภาคเกษตรจากเกษตรกรผู้ขายวัตถุดิบไปเป็นอุตสาหกรรม จึงเป็นแนวทางให้สภาฯได้จัดทำแผนพัฒนาตำบลในทุกตำบลโดยเริ่มต้นที่อำเภอละ 1 ตำบล เจตนาที่ลงไปทำแผนก็เพื่อต้องการที่จะค้นหาศักยภาพของตำบลนั้นๆ ของกลุ่มเกษตรกร, เกษตรกรรายบุคคลว่ามีศักยภาพด้านใดบ้าง การที่เราลงไปทำแผนตำบล จะได้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลที่เป็นความต้องการของเกษตรกรจริงในความต้องการที่อยากจะได้รับการพัฒนาในเรื่องอะไร ความต้องการที่อยากจะต่อยอดเป็นเกษตรอุตสาหกรรมเรื่องใด โดยสภาเกษตรกรฯทำมาทุกปี ปีละ 888 อำเภอ 888 ตำบลในทุกปี ตอนนี้ขึ้นปีที่ 3 ซึ่งข้อมูลที่ได้มาเบื้องต้น 2 ปีนี้ ก็จะมีอยู่ประมาณ 2,000 ตำบล 2,000 กลุ่ม ในจำนวนนี้แต่ละจังหวัดต้องสำรวจและจัดเก็บข้อมูลว่าเกษตรกร/หมู่บ้าน/องค์กรนี้เหมาะที่จะทำอะไร มีความสนใจเรื่องอะไร มีองค์ความรู้เดิมเรื่องอะไร เหล่านี้เป็นพื้นฐานข้อมูลที่สำคัญ เมื่อได้ข้อมูลมาสิ่งที่เราต้องดำเนินการต่อคือคลังข้อมูล หรือดาต้าแบงก์ ที่เป็นความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง สภาเกษตรกรฯจึงต้องจัดทำเรื่องนี้ระดับจังหวัดและระดับชาติด้วย เพื่อเวลาที่จะไปบูรณาการโครงการเพื่อเกษตรกรกับหน่วยงานต่างๆ หากมีคลังข้อมูลก็สามารถดำเนินการได้ทันท่วงทีและตรงกับความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้มาในขณะนี้ความต้องการรับการพัฒนา 4 ภาคทั่วประเทศ รวม 636 หมู่บ้าน 547 องค์กร 32,292 ราย ต้องการพัฒนาด้านพืช สัตว์ ประมง อาหาร บรรจุภัณฑ์ ท่องเที่ยวเชิงเกษตร แปรรูป เครื่องจักรกล เป็นต้น สำหรับข้อมูลที่สภาเกษตรกรจังหวัดจัดเก็บเพื่อเตรียมทำแผนตำบล ณ วันที่ 16 ต.ค.2560 ภาคเหนือ 186 ตำบล ภาคกลาง 220 ตำบล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 317 ตำบล ภาคใต้ 157 ตำบล รวมทั้งสิ้น 880 ตำบล โดยข้อมูลนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่สภาเกษตรกรฯจะนำไปเชื่อมโยงในการพัฒนาเกษตรกรร่วมกับการบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆด้วย เช่นที่ผ่านมาสภาเกษตรกรฯได้นำข้อมูลเข้าบูรณาการร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 ภาค และล่าสุดประสานข้อมูลกับกรมการพัฒนาชุมชนเพื่อดำเนินการในปีงบประมาณ 2561 ต่อไป

“โลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เกษตรกรควรปรับตัว กระตือรือร้น พัฒนาตนเองไปสู่ผู้ประกอบการ สภาเกษตรกรฯจะเป็นกลไกในการเชื่อมโยง ประสานหน่วยงานต่างๆนำองค์ความรู้สู่เกษตรกรให้ตรงกับปัญหาและความต้องการพัฒนา” นายเสน่ห์ กล่าวปิดท้าย

จัดยิ่งใหญ่‘วันยุวเกษตรกรโลก’ l มุ่งเป้าขับเคลื่อนคนรุ่นใหม่ก้าวสู่ยุคไทยแลนด์4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300597

x

จัดยิ่งใหญ่‘วันยุวเกษตรกรโลก’ l มุ่งเป้าขับเคลื่อนคนรุ่นใหม่ก้าวสู่ยุคไทยแลนด์4.0

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมการประชุม The 1st Global 4-H Network Summit 2014 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งได้มีการลงนามร่วมกับผู้แทนภูมิภาคต่างๆ รับรองกฎบัตรเครือข่ายยุวเกษตรกรโลก และประกาศปฏิญญา กรุงโซล เพื่อการขับเคลื่อนงาน 4-H ร่วมกันเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 มีผลทำให้วันที่ 1 พฤศจิกายนของ ทุกปีถือเป็น “วันยุวเกษตรกรโลก (Global 4-H Day)” ดังนั้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของยุวเกษตรกร และมีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลอง “วันยุวเกษตรกรโลก” พร้อมกับประเทศสมาชิกที่มีการดำเนินงานยุวเกษตรกร (4-H) ทั่วโลก และเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การดำเนินงานยุวเกษตรกร (4-H) ของประเทศไทยในยุคก้าวสู่ Thailand 4.0 กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ จัดงาน “วันยุวเกษตรกรโลก”ประจำปี 2560 ในวันพุธที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดสุพรรณบุรี ภายใต้ Theme ความภูมิใจ ยุวเกษตรกรไทย ก้าวสู่ Thailand 4.0 โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ประกอบด้วย ยุวเกษตรกร ที่ปรึกษายุวเกษตรกร เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร และผู้เกี่ยวข้อง รวมจำนวนทั้งสิ้น 250 คน

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “4-H Growth Engine” โดย Dr. Charlene Yen, Committee of Global 4-H Network กิจกรรมประกวดเรียงความ กิจกรรมประกวดเพ้นท์สีลงบนภาพตราสัญลักษณ์ “วันยุวเกษตรกรโลก” การประกวดภาพถ่ายกิจกรรมยุวเกษตรกร และกิจกรรมสถานีเรียนรู้วิทยาศาสตร์เกษตร และนิทรรศการจากภาคีเครือข่ายต่างๆ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งหวังในการเสริมสร้างทัศนคติของยุวเกษตรกร ให้ภูมิใจในคุณค่าของการเกษตร ยอมรับอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีความสำคัญต่อการดำรงชีพ และเศรษฐกิจของประเทศ ก้าวทันความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีทักษะอาชีพเกษตร ทักษะการดำเนินชีวิตในสังคม โดยเน้นวิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์และการปฏิบัติจริง (Learning by doing) มีความพร้อมในการสืบทอดอาชีพการเกษตร และเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศต่อไป

เปิดตลาด‘เกษตรเกรดพรีเมียม’ ดีเดย์6-26พย.ระดมสินค้าออกบูธริมคลองผดุงกรุงเกษม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300601

เปิดตลาด‘เกษตรเกรดพรีเมียม’ ดีเดย์6-26พย.ระดมสินค้าออกบูธริมคลองผดุงกรุงเกษม

เปิดตลาด‘เกษตรเกรดพรีเมียม’ ดีเดย์6-26พย.ระดมสินค้าออกบูธริมคลองผดุงกรุงเกษม

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ในระหว่างวันที่ 6-26 พฤศจิกายน บริเวณเลียบคลองผดุงกรุงเกษม ภายใต้แนวคิด “ตลาดเกษตรเกรดพรีเมียม” เพื่อเผยแพร่และแนะนำสินค้าเกษตรคุณภาพได้มาตรฐาน เช่น สินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP หรือเกษตรปลอดภัย ซึ่งใช้สัญลักษณ์ Q, สินค้าอินทรีย์ หรือออร์แกรนิคไทยแลนด์, สินค้าที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI, สินค้าแปรรูปที่นำมาจำหน่ายก็เป็นสินค้าที่ใช้วัตถุดิบ Q หรืออินทรีย์ หรือผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP/HACCP, สินค้าคุณภาพมาตรฐานจากแปลงใหญ่, สินค้าจากโครงการข้าวครบวงจร Young Smart Farmer, สินค้าจากสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ

โดยตลาดเกษตรเกรดพรีเมียมครั้งนี้ จะมีพื้นที่จำหน่ายสินค้าภายกว่า 150 บูธ มีร้านค้าร่วมจำหน่ายสินค้า 300 ร้านค้า หมุนเวียนตลอด 3 สัปดาห์ ทั้งสัตว์น้ำสวยงาม พันธุ์ไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ กล้วยไม้ สวนถาด ผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวสี ผ้าไหม – ผ้าฝ้าย ปศุสัตว์ ประมง ผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น ผลิตภัณฑ์นมจากสหกรณ์โคนม ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ, ส้มโอทับทิมสยาม GIจ.นครศรีธรรมราช, ส้มสายน้ำผึ้งที่ได้รับมาตรฐาน GAP ที่ปลูกในพื้นที่อุดมไปด้วยน้ำแร่ธรรมชาติ อ.ฝาง, ผลิตภัณฑ์เห็ดโคน-เห็ดเผาะในน้ำเกลือ, ไข่มดแดงกระป๋อง, ทุเรียนหลงลับแล

ตลอดจนสินค้าเกษตรนวัตกรรมต่างๆ เช่น ปลาเค็มอบโอโซน ซึ่งใช้เทคโนโลยีเข้ามาในกระบวนการผลิตและบรรจุด้วยระบบสุญญากาศ, น้ำมันรำข้าวเพื่อสุขภาพ, มะนาวผง, เครื่องสำอางทั้งสบู่, ครีม, เซรั่มจากสินค้าเกษตร เช่น ข้าว, หัวหอม, มังคุด, มาร์กหน้าจากใยไหม อีกทั้งพบกับสินค้าใหม่ที่จะเปิดตัววางจำหน่ายในงานนี้เป็นครั้งแรก เช่น ข้าว กข 43 ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ใหม่เพื่อสุขภาพจากกรมการข้าว มีน้ำตาลต่ำเหมาะกับผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมน้ำตาลและผู้ป่วยเบาหวาน ปลาซิวสมพงษ์ ซึ่งเป็นปลาสวยงามที่สูญพันธุ์ไปจากไทยแล้วกว่า 30 ปี และไทยประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ขึ้นมาได้ ปลาลายธงชาติไทย รวมทั้งสินค้าที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับปลากัดซึ่งเป็นปลาประจำชาติ เช่น แสตมป์, แก้วน้ำ, ผ้าพันคอ, ถุงผ้า

นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารหมุนเวียนจำหน่ายกว่า 90 ร้าน และมี Food Truck ด้วย โดยเป็นร้านอาหารชื่อดัง รวมทั้ง Q Restaurant ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งใช้วัตถุดิบปลอดภัยและสะอาด มีสุขอนามัย สินค้าจำหน่ายทั้งหมดจะแบ่งออกเป็น 9 โซน ได้แก่ 1.โซน Young Smart Farmer และแปลงใหญ่ 2.โซน GAP และ Organic 3.โซน Q Food Court 4.โซนผู้ประกอบการ 4.0 5.โซน Show Case 6.โซนนวัตกรรม 7.โซนไม้ดอกไม้ประดับและเครือข่าย 8.โซนหม่อนไหม แปลงใหญ่ และ 9.โซนข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวครบวงจร และพบกับกิจกรรมที่น่าสนใจทุกวัน ทั้งกิจกรรมฝึกอาชีพในด้านเกษตร-หัตถกรรม-การทำอาหาร-อาชีพเสริมโดยใช้วัตถุดิบ หรือวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร การถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการส่งเสริมการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กิจกรรมฝึกทำบัญชีผ่าน Smart Phone กิจกรรมการประกวดสัตว์น้ำสวยงามผ่านระบบออนไลน์ กิจกรรมสาธิตระบบนวัตกรรมตลาดสินค้าเกษตร : ผู้ซื้อพบผู้ขายออนไลน์ กิจกรรมส่งเสริมการขายซึ่งมีทุกวัน เป็นต้น จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วม ชม ชิม ช็อป สินค้าเกษตรคุณภาพดีของเกษตรกรไทยทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพเป็นของขวัญปีใหม่ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสินค้าเกษตร สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน

แตกใบอ่อน : ม.44 ลักหลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300593

807934531

แตกใบอ่อน : ม.44 ลักหลับ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ไม่รู้เป็นเจตนาหรือเรื่องบังเอิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงอาศัยจังหวะเวลาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวลาที่คนไทยทั้งประเทศกำลังใจจดจ่ออยู่กับงานพิธีสำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มาใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ออกประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 47/2560 เรื่อง ข้อกําหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาค
ตะวันออก หรือ อีอีซี (Eastern Economic Corridor – EEC) โดยให้มีผลบังคับใช้ทันที

แต่ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใด ก็คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะสิ่งสำคัญมันอยู่ที่ข้อใหญ่ใจความของเนื้อหาคำสั่งดังกล่าวมากกว่า โดยในคำสั่งที่ 47/2560 มีสาระสำคัญอยู่ที่การกำหนด “อำนาจ” ในการจัดทำแผนนโยบายและแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินขึ้นใหม่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งหลักๆ มีอยู่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง

หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจเป็นภาษาชาวบ้าน ก็คือ คำสั่งฉบับนี้เป็นคำสั่งให้ไม่ต้องนำกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองมาใช้บังคับในการจัดทำแผนการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบ สาธารณูปโภค หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือ เป็นการ “ฉีก” ผังเมืองรวมที่ใช้ในปัจจุบันซึ่งเป็นผังเมืองที่จัดทำขึ้นโดยผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียกับการก่อเกิดของ “นิคมอุตสาหกรรม” ทิ้งไปทั้งหมด โดยให้อำนาจ “คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” เป็น
ผู้พิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนการใช้ประโยชน์ในที่ดินและจัดทำผังเมืองใหม่ขึ้นแทน

ถามว่าเรื่อง “ผังเมือง” มันสำคัญมากขนาดไหน

คำตอบก็ต้องบอกว่าสำคัญมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะในจังหวัดที่มี “นิคมอุตสาหกรรม” ซึ่งที่ผ่านมามักต้องประสบกับปัญหาการรั่วไหลของ “มลพิษ” ทั้งทางอากาศ ทางน้ำ จากโรงงานอุตสาหกรรมอยู่เป็นระยะ ซึ่งแน่นอนว่า คนที่ได้รับผลกระทบก็ล้วนเป็นชาวบ้านที่อยู่อาศัยรอบๆ โรงงานเหล่านั้น ดังนั้นจึงมีความพยายามมาโดยตลอดจากฝ่ายชาวบ้านและภาคประชาชน ที่ต้องการ “จำกัด” การเติบโตและการขยายตัว รวมทั้งเพิ่มกระบวนการตรวจสอบควบคุมการปล่อย “มลพิษ” ของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งแน่นอนเช่นกันว่า การกระทำแบบนี้นักลงทุนไม่ชอบแน่

ปัญหาเรื่อง “ผังเมือง” จึงเป็นปัญหาที่คอยแยกขั้วระหว่างชาวบ้านกับนักลงทุน และอาจรวมถึงรัฐบาลที่อยากจะได้เม็ดเงินของนักลงทุนเพื่อมาปั้นตัวเลขทางเศรษฐกิจกันใจแทบขาด

และที่ผ่านมา กลุ่มนักลงทุนก็มักใช้เงื่อนไข “ผังเมือง” โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการขยายพื้นที่สีม่วง หรือพื้นที่เขตอุตสาหกรรม มาต่อรองกับรัฐให้ปรับผังเมืองใหม่ เพื่อแลกกับการเพิ่มการลงทุนอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา “เสียง” ของประชาชนจะค่อนข้างมีน้ำหนักความสำคัญมากกว่า เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะเต็มใจหรือไม่ แต่ “กฎหมายผังเมือง” มีข้อกำหนดเกี่ยวกับขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียงในการจัดทำผังเมืองเอาไว้ ซึ่งเท่ากับเป็น “หลักประกัน” ให้กับประชาชนในพื้นที่เพื่อไม่ป้องกันการได้รับผลกระทบนั่นเอง

ด้วยกฎหมายผังเมืองฉบับเดียวกันนี้เอง จึงทำให้เมื่อต้นปีที่ผ่านมาคนชลบุรีและระยอง ได้ “ผังเมือง” ฉบับใหม่ ที่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งให้ความสำคัญต่อประเด็นการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ ลดพื้นที่อุตสาหกรรม และจัดสรรพื้นที่กันชนระหว่างภาคอุตสาหกรรมและชุมชนที่อยู่อาศัยมากขึ้น

คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับนี้จึงไม่ต่างไปจากการ “ลักหลับ” เพื่อทำลาย “หลักประกัน” ของประชาชนจนแทบไม่เหลือชิ้นดีไปนั่นเอง

มะลิลา

ผู้ว่าฯกยท.แจงเหตุราคายางตกต่ำ เล็งลดพื้นที่ปลูกปีละ4แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300614

ผู้ว่าฯกยท.แจงเหตุราคายางตกต่ำ เล็งลดพื้นที่ปลูกปีละ4แสนไร่

ผู้ว่าฯกยท.แจงเหตุราคายางตกต่ำ เล็งลดพื้นที่ปลูกปีละ4แสนไร่

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 17.32 น.

“ผู้ว่าฯกยท.แจงราคายางต่ำ เพราะทั่วโลกปลูกเพิ่ม 12 ล้านไร่ ชี้ทางออกจากกับดักความยากจน ลดพื้นที่ปลูกปีละ 4 แสนไร่ ปลูกพืชผสมผสานและเพิ่มการใช้ยางในประเทศ”

1 พ.ย.60 นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)เปิดเผยถึงกรณีนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศ(สยยท.) ระบุถึงปัญหาราคายางพาราตกต่ำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ นั้น ว่าไม่เป็นความจริงช่วงนี้ราคาน้ำยางสด ยังไม่ถึง 3 กิโลกรัม 100 บาท แต่อย่างใดตอนนี้อยู่ที่ 43 บาท ขณะนี้ยางแผ่นรมควันชั้นสามโดยเฉลี่ยอยู่ที่ราคา 46-47 บาทต่อ กก. ส่วนตอนต้นปีราคาดีกว่าปัจจุบันเพราะภาคใต้เจอปัญหาอุกภัย และยางสต็อกโลกลดลง ทั้งนี้ ตนไม่ทราบการเคลื่อนไหวของสยยท.ที่จะตั้งโต๊ะล่ารายชื่อปลดตนจากตำแหน่ง เพราะเกษตรกรมีการตั้งกลุ่มขึ้นมามากหลายกลุ่มไม่รู้ว่าใครเป็นใครบ้าง รวมทั้งนายอุทัย และกลุ่มเกษตรกรที่ออกมาเรียกร้องเป็นประจำ ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสถาบันเกษตรกร ไว้กับ กยท. ซึ่งขอร้องว่า อย่าทำโดยอคติ ให้ใช้เหตุผล การเคลื่อนไหวให้ระมัดระวังเพราะความขัดแย้งเกิดขึ้นในประเทศจะไปส่งผลไม่ดีต่อราคาตลาดโลกด้วย โดยล่าสุด บอร์ด กยท.ได้เห็นชอบให้สนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อดูดซับปริมาณยางแห้งออกจากตลาด

นายธีธัช กล่าวว่า อย่างไรก็ตามสภาวะราคายางยังได้รับผลกระทบจากประเทศต่างๆขยายพื้นที่ปลูกยางมากขึ้นกว่าร้อยละ 50 โดยทั่วโลกปลูกมากถึง 12 ล้านไร่ ตั้งแต่ปี 2554 ราคายางพุ่งมากที่สุด จึงเกิดปรากฎการณ์ยางฟีเวอร์ โดยในปี2559 ประเทศผู้ปลูกยางรายใหม่มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น เช่น กัมพูชา ร้อยละ 33 อินเดีย ร้อยละ 21 และเวียดนาม ร้อยละ 11 ทำให้ยางล้นตลาดและในอนาคตก็มีแนวโน้มสูงขึ้น หากไม่ปรับวิธีคิด ใช้วิธีการพยุงราคาจากรัฐแบบเดิม ก็ต้องเผชิญอยู่กับการขึ้นลงของราคาซ้ำรอยปัญหาเดิม ที่จะติดกับดักความยากจนของภาคเกษตร โดยในปี2561 ขับเคลื่อนโครงการสำคัญเพื่อสร้างเสถียรภาพราคาและความมั่นคงผู้ปลูกยาง เช่นลดพื้นที่ปลูกยางในพื้นที่ไม่เหมาะสมเพื่อจำกัดปริมาณยาง เป้าหมายปีละ 4 แสนไร่ เพิ่มรายได้เกษตรกรสวนยางด้วยระบบปลูกยางแบบผสมผสาน เสริมอาชีพอื่นให้กับเกษตรกร ที่โค่นต้นยางปลูกใหม่ และเพิ่มการใช้ยางในประเทศ โดยหน่วยงานรัฐแจ้งความประสงค์ใช้ยางมาแล้วแบ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นน้ำยางข้น 9,916 ตัน ยางแห้ง 1,132 ตัน เป็นงบประมาณ 11,583 ล้านบาท

“สถานการณ์ราคายางในประเทศระยะเวลา2เดือนที่ผ่านมา ระดับราคายางมีการปรับตัวในทิศทางเดียวกันราคายาง 3 ตลาดของต่างประเทศ ทั้งโตเกียว เซี่ยงไฮ้ ไซคอม ที่มีการปรับลดทุกตลาด ซึ่งมาจากปัจจัยพื้นฐานโดยรวมของโลกและการซื้อขายทำกำไรในตลาดล่วงหน้า โดยกยท.ทำหน้าที่ลดความผันผวนของราคาในมาตรการบูรณาการระหว่างรัฐและเอกชน จัดตั้งบริษัทร่วมทุนยางพาราไทย เป็นกลไกแก้ปัญหานำมาใช้ครั้งแรก เข้าซื้อยางในราคาชี้นำ ในตลาดกลาง กยท.ทั้ง 6 แห่ง พร้อมกับมาตรการสร้างเสถียรภาพยางโดยเพิ่มกำลังซื้อและบริหารจัดการตลาดเปิดประมูล ไม่สูงหรือต่ำกว่าราคากลางเกิน 2 บาทต่อกก. ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ยางพารา มีโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร วงเงิน 6.4 พันล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อรวมรวมยาง 10,000 ล้านบาท โครงการสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการยาง วงเงิน 10,000 ล้านบาท และทั้งนี้ กยท.ได้เสนอขอขยายเวลา การรับสมัครผู้เข้าร่วม โครงการสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการกิจการผลิตภัณฑ์ยาง 15,000 ล้านบาท ทั้งหมดรัฐชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ซึ่งจะเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ในเดือนพ.ย.นี้”นายธีธัช กล่าว

ดัชนีรายได้เกษตรกรยังขยายตัว สศก.แนะเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300375

ดัชนีรายได้เกษตรกรยังขยายตัว  สศก.แนะเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

ดัชนีรายได้เกษตรกรยังขยายตัว สศก.แนะเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาพรวมรายได้เกษตรกร สะท้อนจากดัชนีรายได้เกษตรกร ในระยะ 9 เดือน ปี 2560 (มกราคม – กันยายน) อยู่ที่ระดับ 155.34 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (มกราคม – กันยายน 2559) ร้อยละ 8.88 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.50 ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลงร้อยละ 1.47 และหากพิจารณาแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559 เป็นผลจากผลผลิตสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น อาทิ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ แม้ว่าดัชนีราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มลดลงก็ตาม

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรลดลงในปี 2560 เป็นผลมาจากการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทำให้ปริมาณผลผลิตเพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากปัญหาคุณภาพสินค้าที่มีความชื้นค่อนข้างสูงจากฝนตกชุกและต่อเนื่อง จึงส่งผลกระทบต่อราคา ซึ่งรัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้ตลาดนำการผลิตหรือผลิตตามตลาดต้องการ รวมทั้งแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมระบบตลาดออนไลน์ ซึ่งในปี 2561 ภาครัฐ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดเป้าหมายให้เป็น “ปีแห่งการยกระดับคน การบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่เกษตร 4.0” ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรวม 103,586.6227 ล้านบาท ในจำนวนนี้ มีงานโครงการสนับสนุนนโยบาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ยกกระดาษ A4) และงานสำคัญอื่นๆ จำนวน 57,742.1386 ล้านบาท

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายขับเคลื่อนการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาและกระตุ้นความเป็นอยู่ของเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก และช่วยให้รายได้เกษตรกรขยายตัวต่อเนื่อง พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเกษตรในไตรมาสที่ 1 ปี 2561 วงเงิน 33,891.39 ล้านบาท (ร้อยละ 32.72) ไตรมาสที่ 2 จำนวน 23,478.51 ล้านบาท (ร้อยละ 22.67) ไตรมาสที่ 3 จำนวน 22,359.16 ล้านบาท (ร้อยละ 21.58) และไตรมาสที่ 4 จำนวน 23,857.56 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23.03 ซึ่งเชื่อมั่นว่าผลสัมฤทธิ์จะได้รับจากการดำเนินงานตามงบประมาณปี 2561 ซึ่งหากเป็นไปตามแผน จะช่วยสนับสนุนให้ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น มีคุณภาพมาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งส่งผลให้รายได้เกษตรกรเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ส่องเกษตร : ศาสตร์พระราชา..ต้องทำให้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300371

449007

ส่องเกษตร : ศาสตร์พระราชา..ต้องทำให้จริง

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ประเทศไทย“ออกทุกข์”แล้ว หลังจากผ่านงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม ด้วยความยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่จะติดตรึงตาตรึงใจของคนไทยในยุคสมัยนี้ไปตลอดชีวิตอย่างที่ไม่มีวันลืมเลือนได้

“ความยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ”ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงแต่จากภาพรวมของงานพระราชพิธี แต่ที่สำคัญก็คือ การหลอมรวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ ที่ร่วมกันออกมาแสดงความอาลัยครั้งสุดท้ายอย่างมืดฟ้ามัวดิน ไม่ว่าบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวงหรือในทุกจังหวัด ในทุกพื้นที่ซึ่งจัดให้เป็นสถานที่ของการวางดอกไม้จันทน์ โดยมิได้ย่อท้อต่อความลำบากตรากตรำ ทั้งจากการที่ต้องยืนต่อคิวยาวนานเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนถึงข้ามวันข้ามคืน(สำหรับผู้ที่ไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง) ท่ามกลางสภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวน แดดร้อนจัดสลับฝนฟ้ากระหน่ำหนัก

เป็นภาพ“ยิ่งใหญ่”ที่สะท้อนถึงความจงรักภักดีอย่างสุดหัวใจ ที่พสกนิกรชาวไทยถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มหาราชแท้จริง “ผู้ครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ตลอดรัชสมัยแห่งการครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปี

บรรทัดนี้ขอตอกย้ำต่อทุกดวงใจไทยทั้งราษฎรทั่วไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารชาติบ้านเมืองที่ประกาศความจงรักภักดี จะไม่มีวันลืมเลือนพระองค์ท่าน และจะเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธานตลอดไป…ก็จะต้องลงมือปฏิบัติกันอย่างจริงจัง

ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในนามรัฐบาลออกมากล่าวขอบคุณประชาชนที่ร่วมแรงร่วมใจทำให้งานพระราชพิธีสำคัญนี้ สำเร็จลุล่วงไปด้วยความยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก และย้ำว่า ต่อแต่นี้ไปขอให้คนไทยร่วมกับสืบสานพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง น้อมนำศาสตร์พระราชาเป็นแนวทางพัฒนาประเทศ

“พระบรมราโชวาท ศาสตร์พระราชาและคำสอนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ยังคงดำเนินการต่อไป สิ่งเหล่านี้จะเป็นความทรงจำยิ่งใหญ่ ที่จะสืบสานเจริญรอยพระยุคลบาท อันจะเป็นพระบรมราชานุสรณ์ สนองพระมหากรุณาธิคุณเป็นมงคลแก่ตน และเป็นพลังของแผ่นดินอย่างยั่งยืน”พล.อ.ประยุทธ์กล่าวไว้ จึงเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาลของท่านเองด้วย ที่จะต้องปฏิบัติตามศาสตร์พระราชาอย่างจริงจัง เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับประชาชน ไม่ให้ถูกใครปรามาสได้ว่า “อย่าดีแต่พูด”

เสร็จจากช่วงเวลาแห่งงานพระราชพิธีสำคัญแล้ว กระแสข่าวทุกด้านกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้ความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม กลับมาเป็นประเด็นสำคัญเรื่องแรกที่พล.อ.ประยุทธ์เดินหน้าให้ความช่วยเหลือ โดยลงไปดูพื้นที่ด้วยตัวเองที่จ.อ่างทองเมื่อวันวานและจะไปขอนแก่นเป็นคิวต่อไป ซึ่งถือเป็นเรื่องเหมาะสมอย่ายิ่งที่รัฐบาลต้องใส่ใจ เร่งช่วยเหลืออย่างจริงจัง ให้ทันการณ์ โดยเฉพาะหลายๆจังหวัดที่เต็มใจเป็นพื้นที่รับน้ำแทนกรุงเทพฯในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพได้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ความจริงที่ต้องยอมรับคือ ภาวะน้ำท่วมปีนี้ รุนแรงไม่น้อย จากการที่มีน้ำฝนปริมาณสูงมากๆ…สูงในระดับใกล้เคียงกับปี 2554 เลยทีเดียว ทำให้โลกสังคมออนไลน์ช่วงที่ผ่านมา มีการปล่อยข่าวลือกันเป็นระยะๆให้ชวนผวาว่า จะเกิด“มหาอุทกภัย”ซ้ำรอยปี 2554 แบบยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แต่ก็เป็นความโชคดี ที่ก่อนหน้านี้ เราเผชิญวิกฤติภัยแล้งมาก่อน จนน้ำในเขื่อนต่างๆมีปริมาณต่ำมาก จึงมีส่วนที่รองรับน้ำฝนไปได้มหาศาล ที่สำคัญต้องยอมรับว่า การบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะการวางแผนระบายน้ำช่วงวิกฤติที่น้ำเต็มเขื่อนต่างๆ ถือว่ามีประสิทธิภาพดีกว่ายุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งจุดนี้ดูจะเป็นเรื่องที่แกนนำรัฐบาล คสช.มั่นใจ จนพูดได้ว่า จะไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่แบบยุคยิ่งลักษณ์แน่!

การบริหารจัดการระบายน้ำได้ดีขึ้น ด้านหนึ่งคงเพราะเคยมีบทเรียนเลวร้ายปี 2554 ทำให้เพิ่มการระมัดระวังมากขึ้น อีกด้านก็ต้องยอมรับว่า เมื่อไม่มีประเด็นการเมืองหวังคะแนนนิยม หรือหวังใช้เรื่อง “น้ำ” เป็นเครื่องมือหาเสียง จึงทำให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องสามารถระบายน้ำตามหลักวิชาการได้มากขึ้น

นี่เป็นข้อคิดเล็กๆน้อยๆที่อยากฝากไว้ เมื่อถึงยุครัฐบาลจากการเลือกตั้งอีกครั้ง อย่าได้คิดเรื่องการบริหาร “น้ำ”แบบการเมืองอย่างเด็ดขาด

สาโรช บุญแสง