วธ.ชวนร่วมประเพณีอุ้มพระดำน้ำ@ เพชรบูรณ์ เริ่ม18-23 ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294385

วธ.ชวนร่วมประเพณีอุ้มพระดำน้ำ@ เพชรบูรณ์ เริ่ม18-23 ก.ย.นี้

เพชรบูรณ์, ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ, หนึ่งเดียวในโลก, ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จเพชรบูรณ์

วธ.ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จ.เพชรบูรณ์” เริ่มวันที่18 – 23 กันยายน 2560 ณ วัดไตรภูมิ วัดโบสถ์ชนะมารและพุทธอุทยานเพชบุระ

      นายกฤษศญพงษ์  ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) แถลงข่าวงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จ.เพชรบูรณ์ พร้อมด้วย นายพิบูลย์ หัตถโกศล  ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีจังหวัดเพชรบูรณ์ ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ผู้แทนหน่วยงานรัฐและเอกชน  ร่วมแถลงข่าวการจัดประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จ.เพชรบูรณ์  ที่หอศิลป์ร่วมสมัย ราชดำเนิน
นายกฤษศญพงษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีอริยธรรมงดงาม ยิ่งใหญ่มาแต่อดีตและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ดำเนินการส่งเสริม วัฒนธรรม ประเพณีดีงามทั่วทุกภูมิภาคให้ยิ่งใหญ่ เผยแพร่อัตลักษณ์สิ่งดีงามในท้องถิ่นสู่สายตาประชาชน สำหรับประเพณีอุ้มพระดำน้ำ วธ.ร่วมกับจ.เพชรบูรณ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ เอกชนและภาคประชาชน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 23 กันยายน 2560 ณ วัดไตรภูมิ วัดโบสถ์ชนะมารและพุทธอุทยานเพชบุระ จ.เพชรบูรณ์

วธ.ชวนร่วมประเพณีอุ้มพระดำน้ำ@ เพชรบูรณ์ เริ่ม18-23 ก.ย.นี้

สำหรับกิจกรรมในงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำอาทิ พิธีกวนกระยาสารท พิธีบวงสรวงเทพยดา การแข่งขันพายเรือทวนน้ำ 18 ฝีพาย การแสดงแสง สี เสียง ตำนานอุ้มพระดำน้ำ การแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีพื้นบ้าน ตลาดนัดวิถีชุมชนคุณธรรม เพชรบูรณ์ และเทศกาลอาหารอร่อย การประกวดอาหารพื้นบ้าน การประกวดโต๊ะหมู่บูชา เป็นต้น โดยมีพิธีสำคัญคือ การอัญเชิญ “พระพุทธมหาธรรมราชา” จากวัดไตรภูมิแห่รอบเมืองเพชรบูรณ์ในวันที่ 19 กันยายนนี้ และพิธีอุ้มพระดำน้ำในวันที่ 20 กันยายนนี้  ณ บริเวณท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร
 “งานประเพณีนี้ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเผยแพร่ประเพณีศิลปวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ รวมถึงสนับสนุน ให้เด็ก เยาวชนและประชาชนได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ พัฒนาและสืบทอดประเพณีท้องถิ่นไปสู่คนรุ่นหลัง“ปลัด วธ.กล่าว

วธ.ชวนร่วมประเพณีอุ้มพระดำน้ำ@ เพชรบูรณ์ เริ่ม18-23 ก.ย.นี้วธ.ชวนร่วมประเพณีอุ้มพระดำน้ำ@ เพชรบูรณ์ เริ่ม18-23 ก.ย.นี้
สำหรับงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำของชาวเพชรบูรณ์ เป็นงานประเพณีเก่าแก่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะหนึ่งเดียวในโลก แสดงถึงความศรัทธาอันเปี่ยมล้นที่มีต่อพระพุทธศาสนา และเป็นการสร้างจิตสำนึกให้แก่พุทธศาสนิกชนได้น้อมนำหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาใช้ในการดำเนินชีวิต รวมทั้งก่อให้เกิดกำลังใจในการสร้างความดีและละเว้นความชั่ว ทำให้สังคมเกิดความสงบสุข โดยถือเอาวันสารทไทย ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี เป็นวันประกอบพิธีโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อัญเชิญ “พระพุทธมหาธรรมราชา” ที่เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองลงดำน้ำตามความเชื่อเก่าแก่ที่มีมานานกว่า 400 ปี ทั้งนี้  เชื่อกันว่าพิธีนี้จะทำให้ “น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข” นำความสุข ความสงบร่มเย็น ทำให้ฝนฟ้า  ตกต้องตามฤดูกาล พืชผลการเกษตรอุดมสมบูรณ์ และช่วยให้ชาวเพชรบูรณ์มีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป

บอร์ดสปสช.อนุมัติงบ1.2 หมื่นล้านบาทจัดหายาฯพิเศษปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294395

บอร์ดสปสช.อนุมัติงบ1.2 หมื่นล้านบาทจัดหายาฯพิเศษปี 61

อร์ดสปสชอนุมัติงบ12 หมื่นล้านบาทจัดหายาฯพิเศษปี 61

บอร์ดสปสช.อนุมัติงบ1.2 หมื่นล้านบาทจัดหายาฯพิเศษปี 61 ไฟเขียว “เครือข่ายหน่วยบริการ”จัดหาแทนสปสช.  พร้อมทำคู่ขนานส่งเรื่องกฤษฎีกาตีความทำได้หรือไม่

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560   ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) กล่าวว่า บอร์ดมีมติเห็นชอบเรื่อง  “การปรับปรุงประกาศคณะกรรมการการฯเรื่องหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสำหรับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปีงบประมาณ 2561 และหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการรับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ
อย่างไรก็ตาม มีข้อทักท้วงจากคณะกรรมการฯบางท่านที่ต้องการให้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการกฤษฎีให้ตีความว่าการให้เครือข่ายหน่วยบริการ จัดหายา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษทำได้หรือไม่ จึงให้มีการดำเนินการคู่ขนานไปทั้งการให้เครือข่ายหน่วยบริการด้านยาฯ เดินหน้าจัดหายา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษในปีงบประมาณ 2561 และส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ
“ที่ต้องมีการเพิ่มเติมเรื่องการจัดหายา วัคซีน เวชภัณฑ์ฯในปีงบประมาณ 2561 โดยให้เครือข่ายหน่วยบริการดำเนินการแทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)เหมือนที่เคยดำเนินการมา เพราะสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ทักท้วงว่าสปสช.ไม่สามารถดำเนินการในเรื่องนี้ได้  ก็ต้องมีการพิจารณาแนวทางอื่นที่จะให้ดำเนินการได้โดยไม่ผิดกฎหมาย และที่ไม่สามารถรอให้คณะกรรมการกฤษฎีตีความแล้วเสร็จก่อนได้นั้น เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับผลกระทบหากไม่สามารถดำเนินการจัดหายาฯได้ทันในปีงบฯ2561 จึงต้องทำคู่ขนานกันไปทั้งหมดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว
ด้านนพ.จักรกริช โง้วศิริ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า ประกาศฯในส่วนที่มีการเพิ่มเติม อาทิ ในปีงบประมาณ 2561 อาจมีการกำหนดแนวทางการจ่ายค่าใช้จ่ายสำหรับบริการผ่าตัดแบบไม่ค้างคืน(One day surgery) โดยจะมีการวิเคราะห์ข้อมูลผลกระทบต่อหน่วยบริการและผู้รับบริการ การหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการเตรียมระบบการจ่ายค่าใช้จ่ายก่อนที่จะมีการดำเนินการ
นอกจากนี้ เพิ่มในหมวด 9 เรื่องค่ายา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ โดยให้เครือข่ายหน่วยบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากกองทุน เพื่อดำเนินการจัดหายา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษในภาพรวมและสนับสนุนให้แก่หน่วยบริการในเครือข่ายในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นอกจากนี้  เมื่อเครือข่ายหน่วยบริการด้านยาฯดำเนินการจัดหาแล้วเสร็จ หากมีเงินเหลือให้ใช้สำหรับการจัดหายาฯตามโครงการพิเศษครั้งถัดไป หากไม่มีการจัดหาครั้งถัดปให้ส่งเงินคืนกองทุนพร้อมดอกผล แต่หากเงินงบประมาณไม่เพียงพอ ให้แจ้งต่อคณะอนุกรรมการที่บอร์ดสปสช.มอบหมายเพื่อให้สปสช.รวบรวมข้อมูลเสนองบประมาณเพิ่มเติมตามความเหมาะสมต่อไป
สำหรับแผนและวงเงินการจัดหายา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ ปี 2561 รวม 12,092.76 ล้านบาท แยกเป็นยาบัญชี จ(2) ยาซีแอล ยากำพร้าแฃะยาต้านพิษ จำนวน 2,426.78 ล้านบาท ยาวัณโรค จำนวน 440.31 ล้านบาท  โครงการวัคซีน 1,866.90 ล้านบาท  ยาสำหรับผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ จำนวน 2,594.445 ล้านบาท ยาสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จำนวน 4,107.31 ล้านบาท และค่าอุปกรณ์และอวัยวะเทียม ได้แก่ ข้อเข่าเสื่อมและขดลวดค้ำยันผนังหลอดเลือดโคโรนารี(stent) จำนวน 926.83 ล้านบาท
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ มติบอร์ดสปสช.เห็นชอบให้ เครือข่ายหน่วยบริการโรงพยาบาลราชวิถี เป็นเครือข่ายหน่วยบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ เพื่อจัดหายา เวชภัณฑ์ฯในปีงบประมาณ  2561

ไตรมาส2ปี60สภาพัฒน์ชี้แรงงานใหม่ว่างงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294359

ไตรมาส2ปี60สภาพัฒน์ชี้แรงงานใหม่ว่างงาน

ภาวะสังคมไทยไตรมาส2ปี60, แรงงานใหม่ว่างงานไตรมาส2ปี60, นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช, รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2560

สภาพัฒน์ เผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส2ปี2560พบการว่างงานในกลุ่มแรงงานใหม่การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังไข้เลือดออก และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่เตรียมพร้อมสังคมผู้สูงอายุ

     สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงข่าว“รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2560″ นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญในไตรมาส 2 ของปีนี้ พบว่า การจ้างงาน รายได้และผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น เด็กไทยมีระดับไอคิวและอีคิวดีขึ้น คนไทยมีอายุยืนยาว ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินดีขึ้น การเกิดอุบัติเหตุลดลง

     ทั้งนี้ ในประเด็นการจ้างงาน พบว่า มีการจ้างงานทั้งสิ้น 37.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสสองปี 2550 ร้อยละ 0.4 เพิ่มขึ้นครั้งแรกในช่วงสี่ไตรมาสที่ผ่านมา จากภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 6.3 หรือ 11.6 ล้านคน เพราะสภาพอากาศที่อำนวย นำ้ในเขื่อนเข้าสู่ภาวะปกติ ราคาสินค้าเกษตรในไตรมาสแรกที่สูงขึ้นเป็นตัวจูงใจให้เกษตรกรขยายกิจกรรมเกษตรกรรม

ไตรมาส2ปี60สภาพัฒน์ชี้แรงงานใหม่ว่างงาน

     ขณะที่ การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม ลดลงร้อยละ 2.1 หรือ 25.9 ล้านคน จากไตรมาสเดียวกันในปี 2559 จ้างงานอยู่ที่ 26.4 ล้านคน ในสาขาอุตสาหกรรมและก่อสร้าง เนื่องจากการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวช้า แต่สาขาค้าปลีก/ค้าส่ง การขนส่งยังขยายตัวได้ดี

       อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการใช้วิธีการบริหารจัดการแรงงานที่มีอยู่และใช้เทคโนโลยีมาใช่ในกระบวนการผลิต การก่อสร้างและการบริการ ทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้นเล็กน้อย ร้อยละ 1.2 โดยมีผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 24.1 เนื่องจากเป็นช่วงจบการศึกษาและแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน ประมาณ ร้อยละ 39 จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งปกติแรงงานกลุ่มนี้จะว่างงานสูงในช่วงไตรมาสที่สองและสาม และจะลดลงในไตรมาสที่สี่ของทุกๆปี

      นายปรเมธี กล่าวต่อไปว่า ในไตรมาสสองปี 2560 มีผู้ป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังรวม 102,236 รายเพิ่มจากไตรมาสเดียวกันในปี 2559 ร้อยละ 14.9 โดยผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 31.1 ยังต้องเฝ้าระวังโรคมือ เท้า ปาก เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 ซึ่งพบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี รวมถึงโรคซึมเศร้าพบผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

     นอกจากนั้น ในปี 2560 จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก พบว่าอายุเฉลี่ยของภาวะสุขภาพดี มีค่าต่ำกว่าอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิด สะท้อนว่าคนไทยไม่ได้มีสุขภาพสมบูรณ์ตลอดช่วงชีวิต มีจะมีช่วงเวลาการอยู่อย่างเจ็บป่วยหรือพิการ และจากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่าคนไทยมีแนวโน้มเจ็บป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย และลดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เป็นปัจจัยที่จะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

      ทั้งนี้ ยังพบว่าค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีมูลค่า 35,097 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่าน ร้อยละ 1.0 ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริโภคบุหรี่มีมูลค่า 14,878 ล้านบาท ลดลลงร้อยละ 0.8 อย่างไรก็ตาม จำนวนนักดื่มยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและยังต้องเฝ้าระวังบุหรี่อิเล็คทรอนิกส์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน เนื่องจากสามารถหาซื้อได้แพร่หลายทางอินเทอร์เน็ต แม้จะมีการสั่งห้ามนำเข้ามาในประเทศตั้งแต่ปี 2557

      ซึ่งผลการสำรวจของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่า เยาวชนอายุ 13-15 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่ร้อยละ 3.3 เพศชาย ร้อยละ 4.7 และเพศหญิง 1.9 ซึ่งยังไม่มีข้อมูลชัดเจนเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการช่วยเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งอาจเป็นจุดตั้งต้นในการเสพติดบุหรี่หรือสารเสพติดประเภทอื่นๆในกลุ่มเด็กและเยาวชน

      “ประเด็นที่ต้องติดตามต่อในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 ได้แก่ การว่างงานในกลุ่มแรงงานใหม่ การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวัง เช่น มือ เท้า ปาก,ปอดอักเสบ,ไข้เลือดออก ฯลฯ และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ แนวโน้มการป่วยและตายด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น การสูบบุหรี่อิเล็คทรอนิกส์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ รวมทั้งการพัฒนาระบบคุ้มครองผู้บริโภคในโลกดิจิทัล ส่วนการเตรียมพร้อมสังคมผู้สูงอายุในระยะยาวนั้น ต้องเตรียมเรื่องการวางแผนการออม ถือเป็นมาตรมาสำคัญ นอกจากนี้ การดูแลผู้สูงอายุก็ต้องดำเนินการตั้งแต่เรื่องสุขภาพ การป่วยโรคต่างๆ ไปจนถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการดำเนินชีวิตซึ่งแต่ละหน่วยงานก็ได้ดำเนินการอยู่”นายปรเมธี กล่าว

ครั้งแรก! อสังหาริมทรัพย์จัดพื้นที่ลดหัวใจหยุดเต้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294356

ครั้งแรก! อสังหาริมทรัพย์จัดพื้นที่ลดหัวใจหยุดเต้น

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน, เอพี

“เอพี” อสังหาริมทรัพย์รายแรกจัดสรรพื้นที่ช่วยชีวิต ติดตั้งเครื่องช็อกไฟฟ้า AED ลดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ที่คร่าชีวิตคนไทยอันดับ3 เทียบเท่า 1ชม.6 คน

     “หัวใจ” เปรียบเสมือนเครื่องจักรที่คอยสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย และประเทศไทยพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เป็นอันดับ 3 หรือมีผู้เสียชีวิตมากกกว่า 54,000 คน หรือเทียบได้ว่า ทุกๆ 1 ชั่วโมงจะมีคนเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันมากถึง 6 คน ซึ่งหากได้มีการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ทันก็จะสามารถลดอัตราการตายของคนไทยได้

     พล.ต.ต.นพ.โสภณ กฤษณะรังสรรค์ ประธานมูลนิธิสอนช่วยชีวิตและที่ปรึกษาคณะกรรมการมาตรฐานการช่วยชีวิต สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่า การสอนแพทย์กู้ชีพเพียงหน่วยงานเดียวไม่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ เนื่องจากภาวะนี้มักเกิดนอกโรงพยาบาล และผู้ป่วยไม่สามารถถึงโรงพยาบาลภายใน 4 นาที ซึ่งเป็นเวลาที่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทัน ดังนั้น การช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน คือ การส่งต่อความรู้ให้ประชาชนทั่วไปสามารถทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้เมื่อประสบเหตุและควรมีอุปกรณ์เครื่อง AED ติดตั้งอยู่ในจุดที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ทันที

ครั้งแรก! อสังหาริมทรัพย์จัดพื้นที่ลดหัวใจหยุดเต้น

ปัจจุบันมีสถานที่ที่มีผู้คนสัญจรคับคั่งมีการติดตั้ง AED เพื่อช่วยชีวิต อาทิ สนามบิน สวนหลวงร.9 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหารหรือวัดโพธิ์ แต่อาจจะไม่มากพอควรมีมากกว่าทั้งในส่วนของสนามบิน สถานีขนส่ง รถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ภาคเอกชน บมจ.เอพี ไทยแลนด์ จำกัด(มหาชน) บริษัทพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของไทยได้ริเริ่มติดตั้งเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ AED ในอาคารที่พักอาศัย อย่างคอนโดมิเนียมในโครงการต่างๆ  เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย เป็นส่วนหนึ่งในพลังขับเคลื่อนสังคมให้เกิดความตระหนักถึงภัยใกล้ตัว ซึ่งถ้าทุกคนมีความรู้ในการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน รู้จักวิธีการโทรขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานเฉพาะด้าน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) เบอร์1669 ทุกคนจะช่วยลดการสูญเสียได้ และอยากให้ทุกคนร่วมด้วยช่วยกันผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน”พล.ต.ต.นพ.โสภณ กล่าว

ครั้งแรก! อสังหาริมทรัพย์จัดพื้นที่ลดหัวใจหยุดเต้น

นายวิทการ จันทรวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียม บมจ.เอพี (ไทยแลนด์)  กล่าวว่าภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัน โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ผู้ประสบภาวะดังกล่าวควรได้รับการช่วยเหลือ ทางบมจ.เอพี ได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับคุณภาพชีวิตและการสร้างคุณค่าให้กับพื้นที่เพื่อคุณภาพชีวิต จึงริเริ่มจัดสรรพื้นที่ 0.1 ตารางเมตรภายในคอนโดของเราเป็นพื้นที่ช่วยชีวิตโดยเริ่มติดตั้งเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ AED เพื่อช่วยชีวิตเบื้องต้นของผู้ที่ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลักก่อนส่งถึงมือแพทย์

“ได้กำหนดว่าจะมีการติดตั้งเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ AED ในคอนโดที่สร้างเสร็จและบริหารจจัดการโดยบริษัทสมาร์ท เซอร์วิส แอนด์ แมนเนจเมนท์ จำกัด ซึ่งดูแลอสังหาริมทรัพย์ในเครือเอพีอยู่กว่า  40 โครงการ ประมาณ 25,000 ครอบครัว  โดยเบื้องต้นขณะนี้ได้ติดตั้งบริเวณล็อบบี้ของโครงการ หรือฟิตเนสไปแล้ว 20 กว่าโครงการ และจะทยอยดำเนินให้ครบทุกโครงการ รวมถึงได้มีการฝึกอบรมหลักสูตรการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน แก่เจ้าหน้าที่บริษัท สมาร์ท เซอร์วิส แอนด์ แมนเนจเมนท์ จำกัด รวมกว่า 300 คน ที่ประจำการและพร้อมให้ความช่วยเหลือหากลูกบ้านของเอพี ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันตลอด24 ชม.” นายวิทการ กล่าว

ครั้งแรก! อสังหาริมทรัพย์จัดพื้นที่ลดหัวใจหยุดเต้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีสมองขาดเลือดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจะหมดสติลงในเวลาเพียง 10 วินาที  ซึ่งผู้ป่วยที่หมดสติควรได้รับการช่วยเหลือภายในระยะเวลา 4 นาที ดังนั้น ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงนอกจากมีประสบการณ์การใช้เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติAED สลับกับการทำCPR จะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หรือเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตได้มากถึง 50%

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294353

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

รศสุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร, ดรพสิษฐ์ สุวรรณภิงคาร อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทรพระนคร, อาคารประหยัดพลังงาน มทรพระนคร

จากสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงมากขึ้นทุกวันจึงทำให้เกิดกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกต่างพร้อมใจกันให้ความสำคัญ

  ประเทศไทยเองก็มีความตื่นตัวไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการสร้างอาคารใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการประหยัดและการจัดการด้านพลังงานของอาคารแบบยั่งยืน ล่าสุด นักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร สร้าง“ระบบตรวจสอบและดูแลความปลอดภัยสำหรับอาคารสีเขียวอัจฉริยะ 4.0 ผ่านโทรศัพท์มือถือ” (อาคารสีเขียว 4.0)

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

     ซึ่งผลงานชิ้นนี้ได้รับถ้วยรางวัลระดับดีมาก จากการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2560 กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะระบบเครื่องกลที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ควบคุมปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว ถือเป็นการการันตีผลงานที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ ได้จริง”

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

    รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครกล่าวว่า จากสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงมากขึ้นทุกวันจึงทำให้เกิดกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกต่างพร้อมใจกันให้ความสำคัญประเทศไทยเองก็มีความตื่นตัวไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการสร้างอาคารใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการประหยัดและการจัดการด้านพลังงานของอาคารแบบยั่งยืน

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

      ล่าสุดนักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร สร้าง“ระบบตรวจสอบและดูแลความปลอดภัยสำหรับอาคารสีเขียวอัจฉริยะ 4.0 ผ่านโทรศัพท์มือถือ” (อาคารสีเขียว 4.0) ซึ่งผลงานชิ้นนี้ได้รับถ้วยรางวัลระดับดีมาก จากการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2560 กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะระบบเครื่องกลที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ควบคุมปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว ถือเป็นการการันตีผลงานที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ ได้จริง”

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

        ว่าที่ร.ต.อภินันท์ สุทธิสม นักศึกษาสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม เป็นหนึ่งในทีมคิดระบบตรวจสอบและดูแลความปลอดภัยสำหรับอาคารสีเขียวอัจฉริยะ 4.0 ผ่านโทรศัพท์มือถือ กล่าวว่า ได้จำลองตึกขึ้นมาเหมือนจริง โ ดยออกแบบลักษณะของอาคารให้เป็นอาคารสีเขียว คำนึงถึงระบบแสงสว่างและการระบายอากาศภายในอาคารให้เหมาะสมกับการใช้สอยในแต่ละพื้นที่

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

      พร้อมให้ความสำคัญของการประหยัดและการจัดการด้านพลังงานของอาคารแบบยั่งยืน ภายในอาคารใช้เทคโนโลยีควบคุมระบบหลักทั้ง 4 อย่าง คือ ระบบแสงสว่าง เฉพาะจุด ระบบระบายอากาศ ระบบพลังงานไฟฟ้า

     โดยนำแหล่งพลังงานจากระบบโซล่าร์เซลล์พร้อมระบบการจัดการพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบที่สามารถรองรับระบบ off-grid, on-grid และ Hybrid ซึ่งสามารถจัดการพลังงานภายในอาคารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และช่วยลดปริมาณความต้องการไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าหลักได้อีกทางหนึ่ง

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

    สุดท้ายคือระบบการแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งคำนึงถึงความปลอดภัยของการใช้งานภายในอาคารจึงมีการวิเคราะห์ระบบการแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้ด้วยสัญญาณเสียงผ่านโทรศัพท์มือถือและแนวการออกแบบเส้นทางการอพยพการหนีไฟอีกด้วย เชื่อว่าอาคารสีเขียวอัจฉริยะ 4.0 ชิ้นนี้จะเป็นหนึ่งในแนวทางที่ นำไปสู่การอนุรักษ์พลังงานโลกทางอ้อมควบคู่กับการคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้พื้นภายในอาคารทุกรูปแบบและสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานจริง

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

                            ว่าที่ร.ต.อภินันท์ สุทธิสม

    ดร.พสิษฐ์ สุวรรณภิงคาร อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการเล่าเสริมว่า ระบบที่ติดตั้งในตัวอาคารทั้งหมดสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ หากระบบเกิดปัญหาขัดข้องหรือมีเหตุอัคคีภัยระบบจะส่งข้อความหรือSMS เข้าโทรศัพท์มือถือเช่นกัน

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

     ผลงานนี้เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจและแสดงให้เห็นถึงความมานะในการทำโครงการนี้จนจบและสำเร็จด้วยดี ซึ่งผลงานที่ออกมาถือว่าประสบความสำเร็จ โดยนักศึกษานำความรู้จากในห้องเรียนมาปรับใช้สู่การลงมือปฏิบัติจริง และนำไปต่อยอดในอาชีพในอนาคตได้

สสส.ร่วมกับกรมอนามัย มอบโล่ชูเกียรติ “อร่อยได้ไร้แอลกอฮอล์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294337

สสส.ร่วมกับกรมอนามัย มอบโล่ชูเกียรติ “อร่อยได้ไร้แอลกอฮอล์”

สสส.ร่วมกับกรมอนามัย มอบโล่เชิดชูเกียรติ “อร่อยได้ ไร้แอลกอฮอล์”

             สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และภาคีเครือข่ายประชาคมอาหาร  จัดพิธีมอบโล่ เชิดชูเกียรติ “อร่อยได้ ไร้แอลกอฮอล์” โดยนายแพทย์ดนัย  ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข  พร้อมด้วยนายแพทย์คำนวณ อึ้งชูศักดิ์  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นประธานมอบ ทั้งนี้เพื่อสร้างพลังการขับเคลื่อนและส่งเสริมพลังใจเจ้าภาพที่ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงและเป็นแบบอย่างให้แก่สังคมในการสร้างพื้นที่จัดงานเทศกาลอาหารปลอดภัย เพื่อสุขภาพ  ปลอดเหล้า ปลอดโฟม อย่างยั่งยืน 3 ปี ติดต่อกัน ในรูปแบบงานภายใต้คำขวัญ “อร่อยได้ ไร้แอลกอฮอล์”

โดยมีเจ้าภาพจัดงานเทศกาลปลอดเหล้าได้รับโล่เชิดชูเกียรติ จำนวน 12 พื้นที่ทั่วประเทศ ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ส่วนราชการจำนวน 7 แห่ง และพื้นที่เจ้าภาพ สมาคม เครือข่ายประชาคมอาหารเพื่อสุขภาพ จำนวน 5 แห่ง และคาดว่าในปีต่อไปจะได้รับความสนใจและขยายผลลงสู่การทำงานระดับจังหวัดมากขึ้น ซึ่งในโอกาสนี้ได้มีพิธีการสถาปนาเครือข่ายประชาคมอาหารเพื่อสุขภาพ “อร่อยได้ ไร้แอลกอฮอล์” จำนวน 19 จังหวัด ประกอบด้วย ปทุมธานี  สงขลา ฉะเชิงเทรา พะเยา ปัตตานี สระบุรี อุตรดิตถ์ เชียงราย สตูล ปราจีนบุรี สุรินทร์ กาญจนบุรี หนองคาย ศรีสะเกษ นราธิวาส น่าน พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี และเพชรบุรี
สำหรับเครือข่ายประชาคมอาหารเพื่อสุขภาพ  เป็นองค์กรเชิงกลไกการขับเคลื่อนงานในระดับจังหวัด เกิดขึ้นภายใต้ยุทธศาสตร์ โครงการส่งเสริมสนับสนุนอาหารปลอดภัย เพื่อสุขภาพ “อร่อยได้ ไร้แอลกอฮอล์”  แผนพัฒนากระบวนการนโยบายสาธารณะฯ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีภารกิจในการส่งเสริมสนับสนุนกระบวนการทำงานของเครือข่ายชมรมร้านอาหารทุกพื้นที่ สร้างความเข้มแข็ง ความสามัคคี การแบ่งปัน ให้แก่กัน ตลอดถึงประสานความร่วมมือหน่วยงานองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดกิจกรรมงานเทศกาลอาหารที่ไม่ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตาม พรบ.ควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ พ.ศ.2551  ตลอดจนการจัดการหนุนเสริมพัฒนาศักยภาพเครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร เพื่อให้ส่งมอบให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี  สอดคล้องหนึ่งในยุทธศาสตร์เพื่อการบริหารประเทศ ที่สำคัญของรัฐบาล คือ ความปลอดภัย และความมั่นคงทางด้านอาหาร  รวมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการเฝ้าระวังดูแลสุขภาพที่ดีแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งหวังที่จะให้สมาชิกเครือข่ายที่ได้ผ่านกระบวนการอบรมแล้ว ได้ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการและมีส่วนร่วม กับหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคของประชาชน ให้ได้รับและเข้าถึงอาหารทีปลอดภัย ร่วมรณรงค์ ลด ละ เลิกการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  เพื่อการหลีกเลี่ยงโรคร้ายที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD’s) การร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมโดยการไม่ใช้ภาชนะโฟมบรรจุอาหาร  สร้างมุมมองห่วงใยด้านสุขภาพมากขึ้น ส่งเสริมให้ประชาชนได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
นางสาวณัจยา  แก้วนุ้ย  ผู้จัดการโครงการส่งเสริม สนับสนุนอาหารปลอดภัย เพื่อสุขภาพ
“อร่อยได้  ไร้แอลกอฮอล์” ภายใต้การสนับสนุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่าจากการดำเนินโครงการฯ ในวันนี้เป็นการต่อยอดมากจากการได้ร่วมทำ MOU กับผู้ประกอบการอาหาร  ในเรื่องการปฎิบัติตาม พรบ.ควบคุมคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 การปฎิเสธการใช้ภาชนะโฟมบรรจุอาหาร “Say No To Foam”  การรณรงค์ ลด หวาน มัน เค็ม ไม่ใช้สารปนเปื้อนในการปรุงอาหาร สนับสนุนการใช้ผลผลิตการเกษตรที่ปลอดภัย และส่งเสริมเมนูอาหารท้องถิ่น จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาส่งผลให้หลายพื้นที่ได้ประกาศเป็นวาระของจังหวัด ให้เป็น “เมืองอาหารปลอดภัย ใส่ใจดูแลสุขภาพ”  ทำให้เกิดภาคีเครือข่ายประชาคมอาหารเพื่อสุขภาพ แล้ว จำนวน 19 พื้นที่ มีสมาชิกจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เข้าร่วมการทำงานแบบบูรณาการมีส่วนร่วมเพื่อสังคม อาทิเช่น ผู้ประกอบการร้านอาหาร เกษตรกร สาธารณสุข อสม.  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)  สถานศึกษา ผู้นำชุมชน ชมรมเพื่อสุขภาพ  เป็นต้น ซึ่งสมาชิกเครือข่ายฯทั้งหมดจะมุ่งสู่การบริหารจัดการตัวเอง สร้างสุขภาวะของประชาชน ส่งเสริมด้านเศรษฐกิจชุมชน สังคม รักษาสิ่งแวดล้อม เกิดแนวคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม ให้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนนโยบายการพัฒนาประเทศไทยของรัฐบาลได้อย่างยั่งยืนสืบต่อไป

คันจุดซ่อนเร้น ภัยเงียบผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294330

คันจุดซ่อนเร้น ภัยเงียบผู้หญิง

เชื่อราช้องคลอด, คันช่องคลอด, ภัยเงียบผู้หญิง, อาการคัน ตกขาว จากเชื้อราในช่องคลอด, คัน

ฤดูฝนปนอากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้ มีหลายโรคให้ระวัง โดยเฉพาะผู้หญิงหลายคน อาจไม่รู้ว่า อาการ “คัน” บริเวณจุดซ่อนเร้น จะบานปลายเป็น“เชื้อราในช่องคลอด” โรคที่ต้องใส่ใจ

     อาการคันของโรค ไม่ใช่แค่คันแบบปกติทั่วไป แต่ส่งผลเสียกับบุคลิกภาพ ถ้าต้อง “หยุกหยิก” ตลอดเวลา หรือเกิด กลิ่นไม่พึงประสงค์ จะทำให้หมดความมั่นใจ ทั้งๆ ที่ ถ้าเริ่มเป็นไม่นานและรักษาอย่างใส่ใจ จะยุติปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

สาเหตุของโรคนี้ เกิดจากภาวะเสียสมดุลของช่องคลอด ทำให้เชื้อแบคทีเรียดีๆ อย่าง “แลคโตบาซิลลัย” ที่ทำหน้าที่ป้องกันโรค มีจำนวนลดลง ส่งผลให้เชื้อราในกลุ่ม “แคนดิดา” ซึ่งมีในช่องคลอดตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพิ่มจำนวนขึ้น เป็นที่มาของการอักเสบ ติดเชื้อรา

นอกจากนั้น หลายคนอาจไม่รู้เลยว่า “กางเกงคับๆ” ที่ผู้หญิงใส่แทบทุกวัน เพื่ออวดขาเรียวงาม ก็เป็นสาเหตุที่เร่งให้เชื้อราเพิ่มจำนวนขึ้น เพราะกางเกงรัดรูปแน่น เป็นอุปสรรคในการระบายอากาศ ยิ่งร้อนปะปนฝนในตอนนี้ ก็ทำให้ต้องใส่กางเกงอับชื้นเป็นเวลานานขึ้นอีก

เช่นเดียวกัน ผู้หญิงนักกิน ที่ชื่นชอบอาหาร คาร์โบไฮเครตสูง ก็เป็นอีกกลุ่มเสี่ยงจากโรคเชื้อราในช่องคลอด รวมไปถึงผู้มีโรคประจำตัว เช่น “เบาหวาน” และผู้ที่กินยาปฏิชีวนะหรือสเตียรอยด์บ่อยและนาน เพราะยากลุ่มนี้จะไปลดภูมิคุ้มกันโรค นอกจากนั้น ยังพบได้ในหญิงตั้งครรภ์อีกด้วย

อาการ “เป็นๆ หายๆ” เป็นปัญหาเรื้อรังที่สร้างความรำคาญให้ผู้หญิง เนื่องมาจากการรักษาไม่ถูกวิธีนั่นเอง โดยสงสัยกันว่า “คัน ตกขาว เป็นแล้วก็หายเองไม่จำเป็นต้องรักษาจริงหรือไม่?” ซึ่งคำตอบคือ “ควรรีบรักษา” ให้ตรงจุดโดยเร็ว เพื่อไม่ให้โรคลุกลามหรือกลับมากวนใจซ้ำอ

ปัจจุบัน มียาที่รักษาอาการ คัน ตกขาว จากเชื้อรา คือการใช้ “ยาเม็ดสอดช่องคลอด” ที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อราซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการคัน ตกขาว

นอกจากนั้น กรดแลคติก จะช่วยปรับสมดุลภายในช่องคลอด และทำให้เชื้อดี อย่าง แลคโตบาซิลลัย เพิ่มขึ้น ช่วยต้านการเจริญเติบโตของเชื้อรา

ยารักษาอาการคัน ตกขาว จากเชื้อรา ชนิดเม็ดสอด ที่มีคุณภาพ ใช้ก่อนนอนเพียงครั้งเดียวในหนึ่งวัน ไม่สร้างภาระให้ผู้หญิงยุคใหม่ ที่ทำงานนอกบ้านหรือมีไลฟ์สไตล์ทันสมัย เช่น ออกกำลังกายประจำ มีเหงื่อและต้องสวมเสื้อผ้าอับชื้น สามารถตัดวงจรโรคได้อย่างปลอดภัย และหากใช้ยาฆ่าเชื้อราชนิดครีมทาภายนอกควบคู่ด้วย จะทำให้อาการคันลดลงได้เร็วขึ้น

     รศ.นพ.พัญญู พันธ์บูรณะ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี แนะนำว่า นอกจากการใช้ยาชนิดเม็ดสอดแล้ว การดูแลให้ โรคคัน ตกขาว หายขาดนั้น ต้องมาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จะช่วยป้องกันหรือไม่ให้โรคนี้กลับมาเป็นอีก

อันดับแรก แนะนำคุณผู้หญิงไม่ควรสวมใส่กางเกงที่คับแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้อับชื้น และไม่ควรเลือกกางเกงใน ที่ทำจากไนลอน แต่ให้เลือกใช้วัสดุเป็นผ้าฝ้ายแทน จะช่วยระบายอากาศได้ดีกว่า

โดยเฉพาะในฤดูฝนที่มีความเปียกชื้นสูง ต้องหมั่นรักษาความสะอาด และไม่ควรใช้แผ่นอนามัยทุกวัน หากอยู่ในช่วงมี รอบเดือน ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ ไม่ใช้ผ้าอนามัยแผ่นเดียวเป็นเวลานาน และต้องตากกางเกงใน บริเวณที่มีแดดอ่อนๆ เพื่อฆ่าเชื้อรา

ที่สำคัญคือ ไม่ควร สวนล้างทำความสะอาด ช่องคลอดด้วยน้ำยาล้างช่องคลอด เพราะจะทำให้เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ทำให้อาการคันหายขาด แต่ซ้ำร้ายจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคด้วย เนื่องจากน้ำยานั้น จะทำให้เกิดภาวะช่องคลอดเสียสมดุล เชื้อแบคทีเรียที่ช่วยต่อต้านโรคสูญเสียไป เปิดทางให้เชื้อราเติบโตขึ้นมาแทน

.     ..อาการคัน ตกขาว จากเชื้อราในช่องคลอด ถือเป็น ภัยเงียบ อย่างหนึ่ง ที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากให้เป็น แต่ดูแลรักษาได้ ถ้ามีความรู้ ความเข้าใจ และที่สำคัญคือใช้ยารักษาอาการคันตกขาวอย่างถูกวิธีด้วย!!

เก็บขยะสร้างวินัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294276

เก็บขยะสร้างวินัย

จัดการขยะ

สพฐ.เตรียมดัน 1.5 หมื่นโรงเรียนต้นแบบสิ่งแวดล้อม ในโครงการสร้างจิตสำนึกบริหารจัดการขยะในสถานศึกษา เร็วๆนี้เปิดตัว 2 ศูนย์การเรียนรู้ลดใช้พลังงานจัดการขยะนำร่อง

      นายบุญรักษ์ ยอดเพชร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ กพฐ. เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) โดย สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ได้ดำเนิน “โครงการสร้างจิตสำนึกด้านการบริหารจัดการขยะ การลดปริมาณขยะ ใช้ประโยชน์จากขยะและน้ำเสียจากขยะในสถานศึกษาสู่ชุมชนในสถานศึกษา”  เพราะเล็งเห็นความสำคัญเพื่อสร้างวินัยด้านการบริหารจัดการขยะในโรงเรียนให้แก่เด็กนักเรียนทุกระดับชั้น

โครงการฯ ดังกล่าวมุ่งสร้างวินัยในการบริหารจัดการขยะ สร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่เด็กนักเรียนร่วมลดปริมาณขยะสถานศึกษาให้มากที่สุด สร้างองค์ความรู้รวมถึงจิตสำนึกการนำขยะมาใช้ประโยชน์  และมีเป้าหมายสร้างโรงเรียนทั่วประเทศ 15,000 โรงเพื่อเป็นโรงเรียนต้นแบบสิ่งแวดล้อม

“เร็วๆ นี้จะเปิดตัวศูนย์การเรียนรู้ลดใช้พลังงาน การจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นศูนย์นำร่อง 2 แห่งที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)ขอนแก่น เขต 3 และที่สพป.กระบี่ ซึ่งจะเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและประชาชนได้ศึกษาหาข้อมูลการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม”นายบุญรักษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะ ตามแนวทางประชารัฐระยะที่ 1(พ.ศ.2559-2560) ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ พ.ศ.2559-2564 และในยุทธศาสตร์ที่ 5 ของยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ได้กำหนดเรื่องคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โวยตั้งก.การอุดมศึกษา ทำเอกชนเดือดร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294270

โวยตั้งก.การอุดมศึกษา ทำเอกชนเดือดร้อน

กการอุดมศึกษา, เอกชน

เอกชน เห็นต่างตั้งก.การอุดมศึกษา รู้สึกพะอืดพะอม เชื่อทำเอกชนเดือดร้อน เหตุเป็นระบบราชการ มหาวิทยาลัยทำงาน วิจัยกับภาคเอกชนได้ยาก แจงคิดดีแต่ผลไม่ดีอย่างที่คิด

       นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ ภาคเอกชน เปิดเผยว่า ภาคเอกชนไม่มีขีดความสามารถเพียงพอในการทำงานบางเรื่องหรือสร้างสิ่งใหม่ได้เอง ดังนั้น ต้องอาศัยมันสมองของประเทศ คือ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยผู้ที่มีความรู้ และความสามารถให้เข้ามาช่วยในการทำงานวิจัย และต่อยอดผลงานต่างๆได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เป็นส่วนราชการสามารถทำงานร่วมกับภาคเอกชนได้อย่างคล่องตัวมาก เพราะไม่ต้องไปยึดกับระบบราชการมากเกินไป

ขณะนี้เห็นว่ามหาวิทยาลัยไทยไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายคนเข้าใจ และก็ไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไรจนถึงต้องตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษาที่ตั้งใหม่ต้องเป็นหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทำให้การทำงานกับภาคเอกชนยุ่งยากมากขึ้น

“การตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาขึ้นมาทำให้รู้สึกพะอืดพะอม และภาคเอกชนจะเดือดร้อนแน่ เพราะจะไม่มีที่พึ่ง เนื่องจากมหาวิทยาลัยจะต้องกลับไปเป็นส่วนงานราชการซึ่งเป็นเรื่องที่หดหู่ต้องบริหารงานโดยยึดระเบียบของราชการ กฏหรือระเบียบราชการที่มีการกำหนดไว้ในดำเนินการตามในขณะนี้เป็นเรื่องที่โหดร้ายมาก ที่ผ่านมาภาครัฐออกระเบียบที่มาควบคุมประชาชนมากอยู่แล้ว โดยมีคู่มือต่างๆในต้องทำตามถึง8แสนเล่ม” นายชัยณรงค์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม  เข้าใจว่าคนที่มาทำเรื่องการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษานั้นคิดดี แต่ผลที่ได้อาจจะไม่ดีอย่างที่คิด อีกทั้งยังไม่เคยทำงานในส่วนราชการ หรือเป็นปลัดกระทรวง จึงทำให้ไม่รู้ว่ากฏกติกาของราชการนั้นสุดจะทนทาน จึงอยากให้ฟังเสียงของภาคเอกชนบ้าง และผมเห็นด้วยปัญหาอุดมศึกษาแก้ไขด้วยการแก้พ.ร.บ.การอุดมศึกษาก็พอแล้ว ขอย้ำการหวังดีนั้นไม่ได้จะจบดีเสมอไป

ด้าน   นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ(ศธ.)กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เสนอแนวคิดให้รวมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.)เข้าไว้อยู่ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษานั้น ที่ผ่านมา ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้มีข้อคิดเสนอต่อคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ถ้าแยกงานอุดมศึกษาออกเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาแล้วต้องมีอะไรใหม่ เพราะหากทุกอย่างยังเหมือนเดิมหรือปรับเปลี่ยนเล็กน้อยจะไม่สามารถตอบประชาชนได้

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังเร่งปรับโครงสร้างด้านการวิจัยและนวัตกรรม ดังนั้นจึงมองว่าหากกระทรวงการอุดมศึกษาจะตอบโจทย์สังคมได้ก็ควรรวมงานวิจัย นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ เข้าไว้ด้วยกัน แต่ทุกอย่างให้ดำเนินการเมื่อพร้อม คำนึงถึงภาพรวม ค่อยเป็นค่อยไปด้วยความระมัดระวัง แต่ไม่ได้มีข้อเสนอให้นำ วท.มารวมอยู่ในกระทรวงการอุดมศึกษาแต่อย่างใด

“ผมไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดของคณะกรรมการอิสระฯ ซึ่งเข้าใจว่าคณะกรรมการอิสระฯคิดไปถึงปลายทางไว้ก่อน แต่ผลสุดท้ายเมื่อได้ข้อสรุป     แล้กระทรวงการอุดมศึกษาอาจจะมี วท.รวมอยู่ด้วยหรือไม่ผมไม่รู้ ซึ่งหากมีการรวมจริงก็ต้องไปคุยกับ วท.เพราะได้รับผลกระทบโดยตรง แต่อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่คณะกรรมการอิสระฯมีสิทธิ์นำเสนอ และถึงแม้ว่าจะเป็นข้อเสนอที่หลายคนต้องประหลาดใจก็ตาม ก็ต้องรับฟัง แต่คณะกรรมการอิสระฯต้องอย่าลืมว่าในที่สุดแล้วผู้ตัดสินใจคือฝ่ายนโยบาย เพราะคณะกรรมการ   อิสระฯไม่ใช่ผู้ที่เข้าไปนั่งบริหารงาน ทั้งนี้หากมีการรวมกระทรวงจริงก็ไม่น่าจะส่งผลให้การดำเนินงานจัดตั้งกระทรงวงการอุดมศึกษาเกิดความล่าช้า เพราะถึงอย่างไรก็ต้องให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

โดยส่วนตัวชัดเจนว่าต้องการให้แยกงานอุดมศึกษาออกเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา แต่จะเพิ่มงานวิจัย นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ ไว้ด้วยหรือไม่ เป็นอำนาจที่สูงกว่าการพิจารณาของตน

หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294265

หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”

สาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม

ความคิดสร้างสรรค์ไม่มีอายุ เด็กหรือผู้ใหญ่ก็ช่วยคิดนวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคมได้

      น้องน้อยวัยละอ่อน สาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมเพื่อผู้พิการ สามารถคว้า 8 รางวัลจากการประกวดและจัดแสดงนิทรรศการในเวทีระดับนานาชาติ ประจำปี 2560 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคม 2560 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ การต่อยอดจากความคิดสร้างสรรค์สู่ผลงานจริง

       เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เพียงได้รับโอกาส “ศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.)” เล็งเห็นการเปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ และโอกาสแก่เด็กได้ส่งผลงานนักเรียน เพื่อเข้าประกวดในเวทีดังกล่าว โดยมีชิ้นงานจาก 12 ประเทศเข้าร่วม

หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”

     โดยนักเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ได้รับรางวัล 2เหรียญทอง จากผลงานอุปกรณ์ในการเปิดประตูสำหรับผู้พิการ ของด.ช.ณัฐพัชร์ ทรัพย์สมพล นักเรียนชั้นป.5 และผลงาน Smart Wheelchair สำหรับผู้พิการขา ของทีมSWCนักเรียนชั้นป. ได้แก่  ด.ช.ณัฎญดนัย ปิณฑานนท์   ด.ช.ปัณณธร พินิจวงศ์วิทยา ด.ช.ณฤชล ชินวัฒนกูล และด.ช.จีรทีปต์ โฆษะวิสุทธิ์

     รางวัล 2 เหรียญเงิน จากผลงาน ไม้เท้าช่วยพยุงเดินเพื่อเสริมกำลังใจให้ผู้พิการของด.ช.มัชฒิมา สุวิชชโสภณ นักเรียนชั้นป. 5  ด.ช.สิรวิชญ์ พิพิธธนาบรรพ์ ด.ญ.อันนา นววิธวัฒนา และด.ช.กร เหมรัญช์โรจน์ นักเรียนชั้นป. 6 รวมถึงอุปกรณ์เสริมพัฒนาการสำหรับผู้พิการทางสมองของนักเรียนชั้นป. 5 ได้แก่ ด.ญ.ณิชมน สุภัทรเกียรติ ด.ญ.ไอริณรยา โสตางกูร ด.ช.ศุภวิชญ์ วรรณดิลก และด.ช.สุภชีพ สหกิจรุ่งเรื่อง

    รางวัล 1 เหรียญทองแดง จากผลงานไม้เท้า Hi-tech สำหรับผู้พิการทางสายตาของ นักเรียนชั้นป. 4 ได้แก่ ด.ญ.มาวิตรา เตชพลกุล ด.ญ.บุญญาดา แสงมณี และด.ญ.ชุติญา จิตบุญทวีสุข

หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”

     ด.ช.ณัฐพัชร์ กล่าวว่ารู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัลดังกล่าว เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ทำสิ่งประดิษฐ์และเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งแรงบันดาลใจในการคิดอุปกรณ์ดังกล่าว เนื่องจากคุณย่านั่งวิลแชร์ และเวลาเปิดปิดประตูค่อนข้างลำบาก ต้องใช้แรงจำนวนมาก จึงมองหาอุปกรณ์ที่จะช่วยให้คุณย่าได้ใช้ชีวิตเปิดปิดประตูได้สบายมากขึ้น  โดยอุปกรณ์ช่วยในการเปิดปิดประตูนี้ จะสามารถทำได้ทั้ง ผลักได้ ดึงได้ และสไลด์ได้  ทำให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกสบายมากขึ้น อยากให้สนับสนุนให้เด็กประถมมีเวทีในการแสดงความคิด จินตนาการ

     เช่นเดียวกับ 3 หนูน้อย เจ้าของเหรียญทองแดง จากผลงานไม้เท้า Hi-tech สำหรับผู้พิการทางสายตา ช่วยกันเล่าว่าพวกเราเลือกประดิษฐ์ไม้เท้า Hi-tech สำหรับผู้พิการทางสายตา  เพราะสายตา เป็น 80% ที่ทุกคนใช้งาน หากเราพิการทางสายตาย่อมใช้ชีวิตประจำวันยากลำบาก อย่าง การเลือกเสื้อผ้า สีเสื้อผ้า พวกเขาไม่สามารถเลือกเสื้อผ้าในการแต่งตัวได้ หรือการเดินทาง การใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ และผู้พิการทางสายตาส่วนใหญ่จะมีการใช้ไม้เท้าคอยช่วยเวลาเดินทางอยู่แล้ว

หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”

     “พวกหนูได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ไฮเทคเชื่อมต่อระบบจีพีเอส และมือถือสามารถบอกเส้นรถเมล์ สีของเสื้อผ้า รวมถึงการใช้ชีวิตประจำต่างๆ ได้สะดวกมากขึ้น นอกจากนั้นได้พัฒนาสามารถชาร์ตแบต และติดตั้งไว้ตามที่ต่างๆของไม้เท้าได้ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้สร้างสิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้พิการ ได้ช่วยเหลือผู้อื่น แถมได้ไปแข่งขันต่างประเทศเกาหลี ได้เจอเพื่อนๆ พี่ๆ การใช้ชีวิตของผู้คนเกาหลี ก่อนทำสิ่งประดิษฐ์ก็ต้องศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล การทำกิจกรรมเหล่านี้ให้ประโยชน์ เปิดโลกทัศน์ และประสบการณ์ชีวิตแก่พวกเรามากมาย อยากให้มีหน่วยงานต่างๆ จัดเวทีให้เด็กประถมได้แข่งขัน ใช้จิตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างผลงานสิ่งประดิษฐ์เพื่อสังคม” 3 หนูน้อยจากสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถมกล่าว

     องค์ความรู้ไม่ได้มีเฉพาะในชั้นเรียนเพียงอย่างเดียว  น้องๆทีม SWC   เจ้าของ ผลงานชื่อ  SMART WHEELCHAIR ได้รับรางวัลเหรียญทอง และรางวัลพิเศษจาก WORLD INTELLECTUAL PROPERTY ORGANIZATION (WIPO) เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ชิ้นดังกล่าวว่ามีแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นที่อยากจะช่วยพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ต้องถูกตัดขา เหนือเข่า 2 ข้างตอนอายุ 15 ปี เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นนักเรียนอยู่ อ.บ้านนา จ.นครนายก เวลาเธอลงมานั่งทำกิจกรรมบนพื้นแล้วจะกลับขึ้นไปนั่งบนรถเข็นธรรมดาลำบากมาก และไม่ปลอดภัย เด็ก ๆ จึงมีแนวคิดอยากสร้างรถ SMART WHEELCHAIR ที่  สามารถ “ปรับระดับลงถึงพื้นได้” ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อช่วยให้ผู้ที่ขาขาดทั้งสองข้างสามารถขึ้นลงได้ง่าย ปลอดภัย  และ “ปรับสูงกว่าปกติ” เพื่อให้หยิบของบนที่สูงหรือนั่งกับโต๊ะระดับสูงหรือเคาน์เตอร์ได้

หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”

       “พวกเราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายจากการประดิษฐ์รถ SMART WHEELCHAIR ให้ ได้ศึกษาหาข้อมูลรู้ถึงความต้องการของผู้พิการจริงๆ ซึ่งพวกพี่เขาแม้นั่งวิลแชร์แต่ก็เวลาขึ้นลงลำบากมาก รถของพวกเราจะช่วยให้พวกพี่ๆ ได้ใช้ชีวิตได้สะดวกสบายมากขึ้น และได้มีการนำรถไปให้พี่เขาทดลองขึ้นรถ โดยลดระดับเก้าอี้ลงมาถึงพื้น ได้เห็นว่าพี่เขาขึ้นได้ง่ายมาก และปลอดภัย ได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอพวกเราก็สุขใจ อยากให้ผู้ใหญ่ช่วยต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ เพราะเด็กทุกคนล้วนมีความสามารถเพียงแต่พวกเขาอาจขาดโอกาส” 4 หนุ่มน้อยกล่าว

หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”

     ตบท้ายด้วย อ.จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์อาจารย์ที่ปรึกษาของน้องๆ ที่เข้าร่วมการประกวด เล่าว่าศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ได้ส่งเสริมให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ได้เข้าร่วมการประกวดแข่งขันต่างๆ ปีนี้เป็นปีที่ 3 ซึ่งได้สร้างสรรค์ผลงานมาแล้ว 19 ชิ้น และในปีนี้พิเศษเพราะมีการจำกัดหัวข้อว่าต้องสร้างสิ่งประดิษฐ์สำหรับผู้พิการ ทำให้เด็กๆ ต้องไปศึกษาข้อมูล สำรวจความต้องการของผู้พิการถึงจะคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ได้ และเมื่อพวกเขาได้ไปสัมผัส เรียนรู้จะทำให้ได้ทั้งความรู้ ความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่นในสังคม อยากทำสิ่งดีๆ ช่วยเหลือผู้พิการ

      เวทีสำหรับเด็กประถมมีไม่มากนัก อยากให้ทุกหน่วยงานเปิดโอกาสให้เด็กประถมได้มีแสดงความรู้ความสามารถ ซึ่งเด็กประถมมีความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และพวกเขามีไอเดียมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0 qualitylife4444@gmail.com 0