นิทรรศการ“สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294259

นิทรรศการ“สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต”

นิทรรศการสร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต

ฉลอง 25 ปีอย่างยิ่งใหญ่ กับนิทรรศการ“สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต” โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

      สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. จัดงาน 25 ปี สกว.  เมื่อวันที่ 25-26 สิงหาคม 25670 ที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด “สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต” จากการสนับสนุนทุนวิจัยอย่างต่อเนื่องจนเกิดองค์ความรู้ใหม่ เกิดนวัตกรรม นโยบาย พัฒนาชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต โดยการสร้างนักวิจัยทุกระดับ มีการสร้างความรู้จากงานวิจัยไปต่อยอดให้เกิดนวัตกรรม เพื่อการมุ่งสู่ประเทศไทย 4.0 ซึ่งเป็นพื้นฐานในการสร้างอนาคตของประเทศต่อไป

ภายในงานได้รับเกียรติจากพลอากาศเอก ดร.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานและปาฐกถานำ เรื่อง “ทิศทางและนโยบายการพัฒนาประเทศ โดยใช้องค์ความรู้จากงานวิจัย” สรุปได้ว่าทางรัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพ รวมไปถึงการสร้างระบบการวิจัยของประเทศที่เข้มแข็ง จึงจัดทำยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ 20 ปีขึ้น มุ่งเน้นที่การปฏิรูประบบวิจัยของประเทศ มีหลักการของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs)ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่พัฒนาบนพื้นฐานการวิจัยและนวัตกรรม มีผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ นำองค์ความรู้และนวัตกรรมจากงานวิจัย ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงในด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

นิทรรศการ“สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต” นิทรรศการ“สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต”

 

นอกจากนี้ งาน 25 ปีสกว. มีกิจกรรมและนิทรรศการ เช่น งานวิจัยท่องเที่ยวตามรอยพระราชดำริ “แม่ของแผ่นดิน มิ่งขวัญชาวไทย” ย้อนรอยประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ 10 สปีชีส์เห็ดชนิดใหม่ของโลก ต้นแบบหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดอีโอดี และงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดอีกมากมาย  และยังมีการประชุมวิชาการ เสวนาหัวข้อพิเศษ และยังมีคลินิกวิจัยจาก สกว.ที่พร้อมให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางด้านงานวิจัย หรือสำหรับนักวิจัยมือใหม่

ส่วนกิจกรรมพิเศษบนเวทีนอกจากการแสดงต่างๆแล้ว  ร่วมพูดคุยกับ น็อต วรฤทธิ์ นักแสดง ที่นำงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ , การเปิดตัวสารานุกรมหอยทากบก ของ ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา , กิจกรรมพูดพร่ำฮัมเพลง กับ พี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง พร้อมกับการเปิดตัว WiTThai season2  กับนักสื่อสารวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ แทนไท ประเสริฐกุล และ อาบัน สามัญชน ที่จะทำให้เรื่องวิทยาศาสตร์ยากๆ กลายเป็นเรื่องง่าย

นิทรรศการ“สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต”

นิทรรศการ“สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต”

แม้ว่างาน 25 ปี สกว.จะผ่านไปแล้ว สำหรับคนที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมในการทำวิจัย สามารถเข้าไปดูรายละเอียดหรือติดตามกิจกรรมของ สกว.ต่อได้ที่www.trf.or.th หรือทาง Facebook ที่ สกว.

สสจ.สระแก้ว ตั้งทีมสอบสวนข้อเท็จจริง รพ.ปล่อยคนไข้ตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294279

สสจ.สระแก้ว ตั้งทีมสอบสวนข้อเท็จจริง รพ.ปล่อยคนไข้ตาย

นพสวรรค์ ขวัญใจพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จ พระยุพราชสระแก้ว , นพอภิรักษ์ พิศุทธ์อาภรณ์ , นพสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว , ญาติร้องสื่อ, รพชื่อดัง, โรงพยาบาลศูนย์ฯในจังหวัดสระแก้ว, สสจสระแก้ว, ผอรพ, 4กย

“สสจ.สระแก้ว”ชี้คนป่วยอยู่ในภาวะลิ่มเลือดอุดดัน เสี่ยงตาย ลั่น! ตั้งทีมสอบสวนข้อเท็จจริงรพ.ปล่อยคนไข้วิกฤตตายแล้วพร้อมนัด”ผอ.รพ.”ดังมาพูดคุยพรุ่งนี้(4ก.ย.)

      เมื่อวันที่ 3 ก.ย.60 กรณีสามีและญาติผู้เสียชีวิต ภายหลังส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลศูนย์ฯในจังหวัดสระแก้ว และถูกปล่อยให้คนไข้วิกฤตไว้ในห้องฉุกเฉินตั้งแต่ 12.00-17.00 น. โดยไม่รักษาอะไรจนน้ำเกลือหมดขวดและเลือดไหลย้อนกลับเข้าเส้นเลือด และช็อคเสียชีวิตในช่วงเช้าอีกวันนั้น ซึ่งจากการตรวจสอบไปที่ นพ.อภิรักษ์ พิศุทธ์อาภรณ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว(สสจ.สระแก้ว)ได้รับการเปิดเผยว่า ได้ประสานไปที่ นพ.สวรรค์ ขวัญใจพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จ พระยุพราชสระแก้ว เพื่อตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว จึงได้สั่งการให้ตั้งทีมคณะทำงานเพื่อสอบสวนสาเหตุดังกล่าว

      นพ.อภิรักษ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้ส่งทีมสอบสวนลงพื้นที่เพื่อเข้าพบกับญาติของผู้เสียชีวิตในช่วงบ่ายวันนี้(3ก.ย.2560) และ ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชสระแก้ว จะได้ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบต้นทางเพื่อหาข้อสรุปว่า สาเหตุเกิดจากอะไร เบื้องต้น ได้สั่งการให้มีการทบทวนขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติทั้งหมดของโรงพยาบาลว่า เกิดอะไรขึ้น ในระหว่างการดูแลผู้ป่วยหรือไม่ ทั้งนี้ทราบว่า ผู้ป่วยรายนี้มีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องการทราบกระบวนการดูแล ซึ่ง ผอ.โรงพยาบาลจะได้ดำเนินการและนำมาพูดคุยกันในวันพรุ่งนี้(4ก.ย.2560)อีกครั้ง

      นพ.สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว ยังบอกอีกว่า สั่งการให้ตรวจสอบกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ผู้ป่วยเข้าไปรับการรักษาที่ รพ.คลองหาด อ.คลองหาด ก่อนที่จะถูกส่งตัวมารักษาที่ รพ.สมเด็จพระยุพราชสระแก้วและเสียชีวิต ว่า คนไข้ควรจะเสียชีวิตหรือไม่ เมื่อทราบทั้งกระบวนการ ก็จะสามารถมาดำเนินการในขั้นตอนอื่น ๆ ต่อไปได้ เช่น การเยียวยา เป็นต้น โดยในอนาคตจะต้องมีการวางแนวทางที่ชัดเจนในการดูแลผู้ป่วย จะได้ไม่เกิดปัญหาขึ้นอีก

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

  *ญาติร้องสื่อ รพ.ชื่อดัง ทิ้งคนป่วยหนัก!!จนเสียชีวิต!!

ถกกม.แก้ปัญหาชายแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294254

ถกกม.แก้ปัญหาชายแดน

ชายแดน, มฟล

นิติศาสตร์ มฟล. ครบรอบ 15 ปี จัดสัมมนาวิชาการ ‘นโยบาย กฎหมาย และการพัฒนาเขตพื้นที่ชายแดน’

       สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จัดสัมมนาวิชาการระดับชาติ ว่าด้วยนโยบาย กฎหมาย และกาพัฒนาเขตพื้นที่ชายแดน เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี แห่งการก่อตั้งสำนักวิชา ที่ห้องประชุมคำมอกหลวง อาคาร M-Square มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมี รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ รองอธิการบดี กล่าวเปิดงานพร้อมแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง บทบาทมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงกับการพัฒนาพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีเนื้อหาส่วนหนึ่งเล่าถึงการก่อตั้งสำนักวิชานิติศาสตร์เมื่อ พ.ศ. 2546 เพื่อรองรับความต้องการด้านการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์ของไทย เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งทฤษฎีและสามารถประยุกต์ใช้ในภาคปฏิบัติ ทั้งยังจัดโครงการเพื่อบริการวิชาการทางกฎมายแก่สังคม ทั้งในเขตจังหวัดเชียงราย และใกล้เคียง มีการสร้างองค์ความรู้ด้วยการทำวิจัยทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ

ถกกม.แก้ปัญหาชายแดน

ทั้งยังได้ระบุถึงบทบาทของสำนักวิชาที่มีต่อสังคมในช่วงที่ผ่านมาว่ามี 2 เรื่องสำคัญ คือ เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ให้ความรู้ความเข้าใจ ทั้งวิเคราะห์ เผยแพร่ ตลอดจนวิพากษ์ โดยได้ทำหน้าที่เป็นเสาหลักด้านความรู้ทางด้านกฎหมายให้กับประชาชน และยังมีปัญหามลพิษหมอกควันที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงรายและหลายพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ที่มีผลกระทบในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม สังคม หรือเศรษฐกิจ และการรับมือหรือแก้ปัญหานั้นต้องดำเนินการในหลายส่วนด้านเช่นกัน สำหรับด้านกฎหมาย สำนักวิชาได้เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเผาหรือการรุกล้ำพื้นที่ป่า ทั้งยังได้เสนอแนวทางแก้ปัญหามลพิษหมอกควันในพื้นที่ชายแดน ทั้งระดับประเทศและระหว่างประเทศ ผ่านมหาวิทยาลัยไปยังรัฐบาล

ส่วนหนึ่งของการบรรยายของรองอธิการบดี ยังได้พูดถึงบทบาทของสำนักวิชานิติศาสตร์กับจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดน ที่เคยถูกมองเห็นแต่ส่วนที่เป็นปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงหรือยาเสพติด แต่ปัจจุบันมีมุมมองที่เปลี่ยนไป จากนโยบายต่างๆ ของรัฐที่พื้นที่ชายแดนได้รับการกำหนดให้เป็นพื้นที่การค้าขายระหว่างประเทศหรือการเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นตามแนวชายแดน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในฐานะสถาบันการศึกษาในพื้นที่และเห็นความสำคัญมาโดยตลอด ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านกฎหมาย

อาทิ โครงการวิจัยว่าด้วยมาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมและพัฒนาการคมนาคมขนส่งระหว่างไทย – เมียนมาร์  เส้นทางเชียงราย – ท่าขี้เหล็ก ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ แม่สาย จังหวัดเชียงราย, โครงการวิจัยว่าด้วยนโยบายและกฎหมายด้านการรักษาพยาบาลของแรงงานข้ามชาติศึกษาพื้นที่ อำเภอเชียงแสน และ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย, โครงการวิจัยว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศกับการใช้ประโยชน์จากน้ำในแม่น้ำระหว่างประเทศ : ศึกษาการสร้างเขื่อนในลุ่มแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง, โครงการวิจัยว่าด้วย ความพร้อมของภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดบริการสาธารณะเพื่อรองรับการท่องเที่ยวในเขตอำเภอ ชายแดน กรณีศึกษาอำเภอเชียงแสน และอำเภอเชียงของ ของจังหวัดเชียงราย เป็นต้น

ถกกม.แก้ปัญหาชายแดน

นอกจากนี้ภายในงานยังมีปาฐกถาพิเศษเรื่อง การปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เรื่อง กฎหมายครอบครัว และวัฒนธรรมสองฝั่งโขง โดย ศ.ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ คณบดีสำนักวิชานิติศาสตร์ และสัมมนาวิชาการเรื่อง กฎหมาย นโยบาย และการพัฒนาพื้นที่ชายแดน โดย ดร.วรรณชัย บุญบำรุง รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, คุณพรเทพ อินทะชัย ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย และวิทยากรภายในมหาวิทยาลัย ได้แก่ ผศ.ณัฐพรพรรณ อุตมา, ดร.ฤทธิภัฏ กัลป์ยาณภัทรศิษฎ์ และผู้ดำเนินรายการ ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ โดยมีผู้สนใจเข้ารับฟังอย่างล้นหลาม มีทั้งนักศึกษา นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป ตลอดจนมีผู้ร่วมนำเสนอบทความวิชาการในงานอีกจำนวนมาก

“ปีกหมุน”ภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294245

“ปีกหมุน”ภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่ 9

เทิดพระเกียรติ, ภาพยนตร์สั้น, สพฉ, ปีกหมุน

สพฉ. จัดทำภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติเรื่อง “ปีกหมุน” สนองพระราชปณิธาน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้คนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า

         จากพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่  9 ว่า “คนไทย ทุกคนต้องได้รับโอกาสในการบริการรักษาอย่างดีที่สุดได้รับการบำบัด ป้องกันอย่างดีที่สุด เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า”  ทำให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)   ได้น้อมนำพระราชปณิธานดังกล่าว สืบสานและจัดทำโครงการพัฒนาและบูรณาการการช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร โดยใช้อากาศยาน ที่เรียกว่า “Sky doctor”    โดยโครงการนี้ ริเริ่มมาตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2552  ด้วยความร่วมมือระหว่าง สพฉ.  กระทรวงสาธารณสุข กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ   กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการจำกัด(มหาชน) และบริษัท กานต์นิธิ เอวิเอชั่น จำกัด

 "ปีกหมุน"ภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่  9

 "ปีกหมุน"ภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่  9

Sky doctor  มีเครือข่ายทั่วประเทศ ได้ออกปฏิบัติการให้การช่วยเหลือลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยฉุกเฉินซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ที่การเดินทางด้วยรถยนต์ รถพยาบาลอาจจะล่าช้าหรือไม่สามารถเข้าถึงได้

 เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ  กล่าวว่า  เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่ 9  สพฉ. จึงได้จัดทำภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติเรื่อง  “ปีกหมุน”  ซึ่งเป็นการจำลองเรื่องราวของหมออนามัยคนหนึ่ง ณ หมู่บ้านตะเข็บชายแดน กับภารกิจที่ต้องนำส่งหญิงสาวชาวกะเหรี่ยงใกล้คลอด ไปรักษาที่โรงพยาบาลในเมือง  กับความเชื่อของชาวบ้านที่ต่างคิดว่า  คนในพื้นที่ชายขอบ ที่ห่างไกลแบบนี้ จะมีใครสนใจเอาเฮลิคอปเตอร์เข้ามาช่วยเหลือและภารกิจนี้จะเป็นจริงได้หรือไม่ รวมทั้งช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้สำเร็จจริงหรือไม่  และการถ่ายถ่ายทำภาพยนตร์เทิดพระเกียรติเรื่องนี้

 "ปีกหมุน"ภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่  9  "ปีกหมุน"ภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่  9

ทางทีมงานได้เข้าไปถ่ายทำถึงยังหมู่บ้านไล่ป้า อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้เห็นสภาพภูมิประเทศจริง และเข้าใจถึงความลำบากของการนำส่งผู้ป่วยเมื่อเกิดเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน   นำแสดงโดย   สนธยา ชิตมณี  , ธนฉัตร ดุลยฉัตร ,  นาตาเลีย คอฟแมน  และนักแสดงชั้นนำของไทย  สามารถติดตามความเข้มข้นของละครเทิดพระเกียรต์  ได้ทางไลน์ ทีวี  https://tv.line.me/v/1960152  และทางช่องยูทู้บแชนแนลสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ https://www.youtube.com/watch?v=qZgoALmn90k  หรือ สามารถติดตามข่าวความเคลื่อนไหว ได้ทางเพจเฟซบุ๊กของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

องค์กรต้องรู้! 5 สิ่งจูงใจคนทำงานรุ่นใหม่ไม่คิดย้ายงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294175

องค์กรต้องรู้! 5 สิ่งจูงใจคนทำงานรุ่นใหม่ไม่คิดย้ายงาน

่ว่างงาน, ทำงาน, คนรุ่นใหม่, 5 สิ่งจูงใจคนทำงานรุ่นใหม่ไม่คิดย้ายงาน

คนรุ่นใหม่มีทัศนคติและค่านิยมในการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด คนรุ่นใหม่มักมองหาความก้าวหน้า ความท้าทาย และค่าตอบแทนที่ได้รับเป็นสำคัญ

      โลกปัจจุบันที่ไร้พรมแดนทำให้คนรุ่นใหม่มีช่องทางการหารายได้ที่มากมายนอกเหนือจากการทำงานประจำ จึงมีคนรุ่นใหม่หันไปประกอบอาชีพอิสระกันมากขึ้น ซึ่งที่กล่าวมาเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายองค์กรต้องปรับวิธีการบริหารพนักงานรุ่นใหม่ รวมถึงหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความผูกพันและรักษาพนักงานรุ่นใหม่ให้รู้สึกอยากทำงานกับองค์กรยาวนานขึ้น เพื่อให้องค์กรยังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) ในฐานะผู้นำด้านเว็บไซต์หางาน สมัครงาน อันดับ 1 ของประเทศไทย ที่มีผู้ลงทะเบียนฝากประวัติกว่า 1.2 ล้านคน รวมถึงมีจำนวนงานจากบริษัทชั้นนำต่างๆ อีกกว่า 86,000 อัตรา ซึ่งเปรียบเสมือนตัวกลางระหว่างคนหางานและองค์กร จึงได้ทำแบบสำรวจความคิดเห็นคนทำงานรุ่นใหม่ทั่วประเทศกว่า 1,500 คน พบว่ามี 5 สิ่งที่ คนทำงานรุ่นใหม่มองว่าเป็นแรงจูงใจให้อยากทำงานอยู่กับองค์กรไปนานๆ ดังนี้

องค์กรต้องรู้! 5 สิ่งจูงใจคนทำงานรุ่นใหม่ไม่คิดย้ายงาน

·         สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี คิดเป็น 15.07 เปอร์เซ็นต์ – เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานของพนักงาน หากองค์กรมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี ยิ่งจะช่วยทำให้พนักงานเกิดความพึงพอใจในการทำงาน สามารถทำผลงานให้ออกมาดียิ่งขึ้น ที่สำคัญนอกจากจะช่วยรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรแล้ว ยังเป็นปัจจัยดึงดูดความสนใจของบุคลากรที่มีความสามารถให้เข้ามาร่วมงานกับองค์กรอีกด้วย

·        เส้นทางความก้าวหน้าในสายงานที่ชัดเจน คิดเป็น 13.08 เปอร์เซ็นต์ – คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มีความกระตือรือร้นและต้องการความสำเร็จในการทำงานที่รวดเร็ว ดังนั้นหากองค์กรสามารถสื่อสารให้เห็นถึงความก้าวหน้าหรือช่องทางการเติบโตในสายงานได้อย่างชัดเจน ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยดึงดูดพนักงานรุ่นใหม่ให้อยากทำงานกับองค์กรต่อไป

  • งบประมาณในการอบรมพัฒนาความรู้ของพนักงาน คิดเป็น 12.36 เปอร์เซ็นต์ – เพื่อแสดงให้เห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรให้สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้พนักงานมีทัศนคติที่ดีกับองค์กร และเป็นการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อการเติบโตไปพร้อมกับองค์กรในระยะยาว
  • ความสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร คิดเป็น 11.62 เปอร์เซ็นต์ – ความสัมพันธ์ที่ดีเป็นสิ่งที่ช่วยให้การดำเนินงานในองค์กรราบรื่น การพูดคุยและประสานงานในแต่ละหน่วยงานล้วนมีผลมาจากความสัมพันธ์ทั้งสิ้น ดังนั้นหากองค์กรรู้จักสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นในองค์กรก็จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อประโยชน์ต่อการทำงาน ทำให้พนักงานเกิดความพึงพอใจ และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • เปิดโอกาสให้ได้แสดงศักยภาพและความคิดเห็นอย่างเต็มที่ คิดเป็น 11.48 เปอร์เซ็นต์ – การที่พนักงานได้แสดงศักยภาพและความคิดเห็นจะทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองกรค์ อีกทั้งยังช่วยให้องค์กรได้เห็นมุมมองหรือไอเดียใหม่ๆ ที่อาจต่อยอดไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้
  • องค์กรต้องรู้! 5 สิ่งจูงใจคนทำงานรุ่นใหม่ไม่คิดย้ายงาน

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังเผยให้เห็นถึงเป้าหมายการทำงานในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าของคนทำงานรุ่นใหม่ โดยส่วนใหญ่บอกว่าต้องการเป็น 1) เจ้าของกิจการ คิดเป็น 55.24 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วย 2) ข้าราชการ คิดเป็น 21.22เปอร์เซ็นต์ 3) พนักงานเอกชนขององค์กรต่างประเทศ คิดเป็น 6.79 เปอร์เซ็นต์ 4) พนักงานรัฐวิสาหกิจ คิดเป็น 6.47เปอร์เซ็นต์ และ 5) พนักงานเอกชนขององค์กรไทย คิดเป็น 6.08 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ซึ่งก็สอดคล้องกับเทรนด์ในปัจจุบันที่คนรุ่นใหม่ต้องการทำงานที่เป็นอิสระมากขึ้น ซึ่งถือเป็นความท้าทายขององค์กรในการดูแลรักษาพนักงานกลุ่มนี้

อย่างไรก็ตามนอกจากการสำรวจฝั่งคนทำงานรุ่นใหม่แล้ว เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม ยังได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของฝ่ายทรัพยากรบุคคลจากหลากหลายองค์กร กว่า 480 คน ในเรื่อง สิ่งที่องค์กรใช้เป็นแรงจูงใจให้แก่พนักงานรุ่นใหม่ ได้แก่ 1) เปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงศักยภาพและความคิดเห็นอย่างเต็มที่ คิดเป็น 15.34 เปอร์เซ็นต์ 2) มีความสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร คิดเป็น 12.92 เปอร์เซ็นต์ 3) มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี คิดเป็น 11.63 เปอร์เซ็นต์ 4) มีงบประมาณในการอบรมพัฒนาความรู้ของพนักงาน คิดเป็น 10.09 เปอร์เซ็นต์ และ 5) เปิดโอกาสให้พนักงานได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้บริหาร คิดเป็น 9.26 เปอร์เซ็นต์ จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ทั้งคนทำงานรุ่นใหม่และองค์กรมองเห็นตรงกัน ดังนั้นหากองค์กรนำข้อมูลที่ได้รับไปเป็นแนวทางในการปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็จะช่วยให้สามารถรักษาพนักงานรุ่นใหม่ให้ทำงานร่วมกับองค์กรต่อไปได้ นางสาวแสงเดือน กล่าวทิ้งท้าย

ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ “เพลิน” โฉมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294182

ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ “เพลิน” โฉมใหม่

พิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม, เพลิน

มิวเซียมสยาม เปิด ไฮไลท์สื่อพิพิธ‘เพลิน’ โฉมใหม่ที่ ดูกับตา มือจับต้อง ของก็ไม่เสีย!

      ก้าวข้ามข้อจำกัดของพิพิธภัณฑ์รูปแบบเดิม เพิ่มบทบาทการให้การศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เยาวชน สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับพิพิธภัณฑ์ ดูกับตา มือจับต้อง ของก็ไม่เสีย

พันธกิจทางสังคมของพิพิธภัณฑ์นั้นให้ความสำคัญกับการเก็บรักษา อนุรักษ์ ถ่ายทอดประสบการณ์ความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม จริยธรรมรวมถึงธรรมชาติ แก่คนรุ่นต่อไป และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยเอง มีพิพิธภัณฑ์เชิงอนุรักษ์ที่เน้นการจัดแสดงวัตถุในลักษณะดังกล่าวอยู่ไม่น้อย แต่ในยุคสมัยที่พฤติกรรมการเสพสื่อของคนเปลี่ยนไป เทคโนโลยีอันทันสมัยเข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมเพิ่มขึ้น จึงทำให้เกิดบทบาทของพิพิธภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมนั่นคือ บทบาทด้านการให้การศึกษา ซึ่งปัจจุบัน หลายๆ พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ทั่วประเทศ เล็งเห็นถึงความสำคัญและเร่งพัฒนาเพื่อให้พิพิธภัณฑ์สามารถเป็นส่วนหนึ่งกับระบบการศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเยาวชน และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ "เพลิน" โฉมใหม่

ล่าสุด มิวเซียมสยาม เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ องค์กรด้านศิลปวัฒนธรรม และองค์กรด้านการศึกษา รวมตัวกันจัดการประชุมวิชาการด้านพิพิธภัณฑ์ Museum Forum 2017 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการปฏิบัติงานที่ผ่านมา และขับเคลื่อนบทบาทด้านการศึกษาของพิพิธภัณฑ์ให้เด่นชัดมากขึ้น

       นายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กล่าวว่า จากการศึกษาทฤษฎีการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้และผลวิจัยจากต่างประเทศ พบว่า สมองจะเปิดรับการเรียนมากที่สุดเมื่อรู้สึกสนุก และกระบวนการซึมซับความรู้ผ่านเพียงการดูการฟัง สมองจะสามารถเรียนรู้จดจำได้มากที่สุดแค่เพียง 50% เท่านั้น ดังนั้น สื่อการเรียนรู้พิพิธภัณฑ์ยุคใหม่จึงมุ่งประเด็นไปที่การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์และการมีปฏิสัมพันธ์ (Active Learning) สอดแทรกองค์ความรู้ ผ่านในรูปแบบของสื่อบันเทิงเชิงสาระสร้างสรรค์ (Edutainment) เช่น เกมส์ กิจกรรมอินเตอร์แอ๊กทีฟ และกิจกรรมประกอบการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ซึ่งคำนึงถึงความเหมาะสมของรูปแบบการสื่อสารในแต่ละช่วงวัย เข้ากับยุคสมัยและพฤติกรรมการเรียนรู้ของเยาวชน โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนตั้งแต่ระดับปฐมวัย ไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัยและอุดมศึกษา ที่จะเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้มีศักยภาพต่อไปในอนาคต

ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ "เพลิน" โฉมใหม่

ไฮไลท์ของงาน Museum Forum 2017 หนีไม่พ้นการจัดแสดงสื่อการเรียนรู้พิพิธภัณฑ์ที่ มิวเซียมสยาม และเครือข่ายพิพิธภัณฑ์นำมาจัดแสดงไว้ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความรู้ด้านสังคมศาสตร์ ที่หากเทียบกับสาขาวิชาอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์ หรือ คณิตศาสตร์แล้ว สื่อสำหรับวิชาสังคมศาสตร์ยังขาดความปัจจุบันทันสมัยอยู่มาก เช่น

·        แบบจำลองบ้านเรือนไทย พูดถึงเรือนไทย หลายคนคงเคยเห็นแต่ในแบบเรียน แต่จะให้ไปปีนเรือนไทยส่องกันก็คงจะลำบาก แบบจำลองบ้านเรือนไทยนี้จึงถูกออกแบบ เพื่อเป็นสื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรม ให้ได้เรียนรู้ส่วนประกอบสำคัญของบ้านเรือนไทย วิธีการก่อสร้าง ส่วนประกอบต่างๆ ของเรือนไทย ทั้งพื้น ประตู โครงหลังคาและการมุงหลังคา ที่ทุกคนสามารถทดลองประกอบได้เอง

ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ "เพลิน" โฉมใหม่

ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ "เพลิน" โฉมใหม่

·        เกมเศรษฐียุคสุวรรณภูมิ สื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบของเกมส์กระดานที่เด็กๆ คุ้นเคยกันอย่างดีอย่างเกมเศรษฐีและเกมบันไดงู ที่สอดแทรกความรู้เรื่องเส้นทางการค้าโบราณ ชนิดสินค้าที่ค้าขาย ในสมัยสุวรรณภูมิ สภาพภูมิประเทศ ชื่อเมืองท่าการค้าและปัญหาอุปสรรค ต่างๆ ที่คนในสมัยก่อนต้องประสบ โดยลดข้อจำกัดเรื่องเวลา เพราะสามารถร่วมกิจกรรมได้หลายๆ คนในครั้งเดียว

·        จิ๊กซอว์สามมิติ หมดปัญหา “กรุณาอย่าจับ” ในพิพิธภัณฑ์ไปได้เลย โดยออกแบบสื่อให้ทั้งขนาด น้ำหนัก และใช้วัสดุใกล้เคียงกับโบราณวัตถุจริง เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ การสัมผัสและลงมือทำ ที่ช่วยกระตุ้นให้สมองในการจดจำและเรียนรู้อย่างยั่งยืน ตลอดจน ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านความคิดเชื่อมโยง มิติสัมพันธ์ และความคิดสร้างสรรค์ด้วย

·        เทคโนโลยีภาพเสมือน 3 มิติ และโฮโลแกรม (AR3D) นอกจากสื่อพิพิธภัณฑ์ทั่วไปแล้ว ยังมีการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เพื่อให้รองรับกับพฤติกรรมการใช้สื่อของเยาวชนยุคดิจิทัล โดยออกแบบแอปพลิเคชันสำหรับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ที่เมื่อเพียงนำมาส่องกับสื่อที่จัดวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ ก็จะแสดงภาพให้เห็นกันแบบ 3 มิติ 360องศา

ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ "เพลิน" โฉมใหม่ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ "เพลิน" โฉมใหม่

นอกจากการพัฒนาสื่อพิพิธภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการศึกษาสำหรับเยาวชนแล้ว ยังมีการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ นิทรรศการ รวมถึงสื่อพิพิธภัณฑ์ เพื่อลดปัญหาด้านช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ที่ไม่เฉพาะสำหรับเยาวชนทั่วไป แต่ยังรวมถึงผู้ที่มีความบกพร่องของร่างกายอีกด้วย

ศิษย์เก่าจุฬาฯยื่นจันทร์นี้หนุนฝ่ายบริหารรักษาเกียรติภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294240

ศิษย์เก่าจุฬาฯยื่นจันทร์นี้หนุนฝ่ายบริหารรักษาเกียรติภูมิ

ศิษย์ฺเกา่จุฬายืนหนังสือผู้บริหารจันทร์นี้ฃ

ศิษย์เก่ารวมพลังยื่นจันทร์นี้หนุนฝ่ายบริหารรักษาเกียรติภูมิจุฬา ที่รักษาชื่อเสียงขนบธรรมเนียมประเพณีและระเบียบวินัยของมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม

       สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยในพิธีถวายสัตย์ฯของนิสิตชั้นปีที่หนึ่งเมื่อวันที่  3 สิงหาคม พ.ศ.2560 ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีกระบวนการดำเนินการทั้งในส่วนของอาจารย์และนิสิตที่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว  โดยล่าสุด ทางคณะกรรมการส่งเสริมวินัยนิสิต จุฬาฯ ได้มีการพิจารณาเห็นว่า การกระทำของนิสิตทั้ง 8 รายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยดังกล่าว เป็นการกระทำความผิดวินัยนิสิต เนื่องจากนิสิตทั้ง 8 รายซึ่งเป็นตัวแทนสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมิได้ประพฤติปฏิบัติตัวตามบทบาทหน้าที่ที่พึงจะเป็น

      ต่อมา นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อดีตประธานสภานิสิตฯ หนึ่งในผู้ถูกปลดจากตำแหน่ง ได้แสดงจุดยืนไม่ยอมรับคำสั่งดังกล่าว พร้อมโพสภาพผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว โดยมีข้อความว่า อดีต ประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโกนหัวประท้วงมหาวิทยาลัยของเขา

     นายชัยธวัชว์ ไทยยง นายกสมาคมครุศาสตร์สัมพันธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าช่วงบ่ายวันจันทร์กลุ่มสมาคมศิษย์จุฬาฯ จะรวมตัวกันไปยื่นหนังสือสนับสนุนการดำเนินการของฝ่ายบริิหารจุฬาลงกรณฺ์มหาวิทยาลัย เนื่องจากเห็นว่าจากการที่ฝ่ายบริหารของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มีการดำเนินการสอบสวนนิสิตทั้ง8รายและได้มีผลการตัดสินลงโทษทางวินัยมาแล้วในการดำเนินการที่รักษาชื่อเสียงขนบธรรมเนียมประเพณีและระเบียบวินัยของมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคมต่อไป

    “จริงๆแล้วการรับน้องหรือพิธิถวายสัตย์นิสิตปี 1 ไม่มีการบังคับ ใช้ความสมัครใจ ถ้านิสิตต้องการเรียนและมีประสบการณ์ ก็เข้าร่วมได้   และจริงๆแล้ววันนั้นก็ไม่ใช่กิจกรรมเด็กปี 2  ด้วย เรื่องนี้ ผู้บริหารต้องดำเนินการให้ชัดเจนรวมทั้งในส่วนของอาจารย์ด้วย ที่ตั้งกรรมการสอบคาดว่าจะประกาศผลได้เร็วๆนี้เช่นกัน ”    นายชัยธวัชว์ กล่าว

ศิษย์เก่าจุฬาฯยื่นจันทร์นี้หนุนฝ่ายบริหารรักษาเกียรติภูมิ

      ทั้งนี้ นายสรัญ รังคสิริ นายกสมาคมศิษยฺ์เก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ออกแถลงการณ์ สนับสนุนการดำเนินการของฝ่ายบริิหารจุฬาลงกรณฺ์มหาวิิทยาลัยเมื่อวันที่ 1 กันยายนเช่นเดียวกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อาจารย์จุฬาฯ ภาพดราม่านิสิตออกจากถวายบังคมเครียดอยู่CCU

จุฬาฯ แจงส่งจม.ถึง “เนติวิทย์”

ชี้ “สภานิสิตจุฬาฯ” ผิดวินัยนิสิต

สภานิสิตจุฬาฯ ออกแถลงการณ์ต้านคำสั่งถูกลงโทษวินัย

จัดทีมแพทย์ดูแลจิตใจประชาชนพิธีถวายพระเพลิงศพในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294176

จัดทีมแพทย์ดูแลจิตใจประชาชนพิธีถวายพระเพลิงศพในหลวง ร.9

พระราชพิธีศพ

กรมสุขภาพจิต เตรียมพร้อม MCATT กว่า 70 ทีม เสริมทัพด้วย MCATT น้อย รุกดูแลจิตใจประชาชน ตลอด 7วัน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร. 9

       นาวาอากาศตรี นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึง การเตรียมความพร้อมดูแลจิตใจพี่น้องประชาชน ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า นับตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม เป็นต้นมา กระทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมายทีมสุขภาพฝ่ายกายและทีมสุขภาพจิตลงพื้นที่ดูแลประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการดูแลด้านจิตใจนั้น กรมสุขภาพจิตได้จัดทีม MCATT หรือ ทีมปฏิบัติการช่วยเหลือเยียวยาจิตใจ จากหน่วยงานสังกัดกรมสุขภาพจิตทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้บริการปฐมพยาบาลทางใจประชาชน จำนวน 183 ทีม ให้บริการด้านสุขภาพจิตพี่น้องประชาชนไปแล้วทั้งสิ้น 19,474 ราย พบภาวะสุขภาพจิต รวม 5,425 ราย และปัจจุบันยังคงมีประจำการอยู่ที่จุดปฐมพยาบาลท่าช้าง ทั้งนี้ ภาวะสุขภาพจิต ที่พบ ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา พบมากที่สุด คือ ภาวะเครียดสะสมที่มาจากปัญหาส่วนตัว/การงาน/หนี้สิน  รองลงมา คือ เสี่ยงซึมเศร้า  โศกเศร้าจากการสูญเสีย เป็นโรคทางจิตเวช โดยเฉพาะ โรคจิตเภท  นอกจากนี้ ยังพบภาวะหายใจเร็วเกิน มือเท้าเกร็ง และเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ซึ่งทั้งหมดได้รับการปฐมพยาบาลทางใจและส่งต่อเข้าสู่ระบบการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงทีแล้ว

สำหรับการเตรียมความพร้อมช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9  ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ นั้น พี่น้องประชาชนอาจมีโอกาสเกิดปฏิกิริยาเช่นเดิมขึ้นมาได้ กรมสุขภาพจิตจึงได้เตรียมจัดทีม MCATT ในการดูแลจิตใจพี่น้องประชาชนไว้มากกว่า 70 ทีม ตลอดระยะเวลา 7 วันระหว่างวันที่ 23-29 ตุลาคม 2560 ให้บริการ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น. โดยจะเพิ่มจำนวนทีมมากขึ้นในวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ และขยายเวลาให้บริการจนถึงเที่ยงคืน นอกจากนี้ ยังได้เตรียมติดอาวุธความรู้ด้านการปฐมพยาบาลทางใจ ด้วยหลัก 3 ส. (สอดส่องมองหา ใส่ใจรับฟัง ส่งต่อเชื่อมโยง) การสังเกตและแนวทางการให้ความช่วยเหลือดูแลจิตใจและส่งต่อในเบื้องต้น ให้กับทีมอาสาสมัคร ทีมจิตอาสา ทีมกู้ชีพ และทีมบริการสุขภาพทางกาย หรือเรียก “ทีม MCATT น้อย” เพื่อเป็นกำลังเสริมดำเนินงานเชิงรุกเข้าช่วยเหลือดูแลจิตใจพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงทีต่อไป อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

“5 สิ่ง” วางแผนชีวิตโสดเกษียณอย่างสมาร์ท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294173

“5 สิ่ง” วางแผนชีวิตโสดเกษียณอย่างสมาร์ท

วางแผนชีวิต, โสด, 5 สิ่ง

อย่าพลาด!! ถ้าคุณคิดจะเป็นโสดอย่างสมาร์ท ต้องคิดถึง 5 สิ่งต่อไปนี้

        นับวัน คนโสดดูจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ผลการสำรวจของบริษัทจัดหาคู่บางแห่งพบว่า ร้อยละ 40 ของคนวัยทำงาน หรือประมาณ 17 ล้านคนเลือกที่จะเป็นโสด การอยู่คนเดียวให้เป็นสุขตลอดชีวิต ต้องอาศัยการวางแผนที่ดีซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการวางแผนชีวิตของคนมีครอบครัวเลย  ถ้าคุณคิดจะเป็นโสดอย่างสมาร์ท ต้องคิดถึง 5 สิ่งต่อไปนี้เลย

"5 สิ่ง" วางแผนชีวิตโสดเกษียณอย่างสมาร์ท

  1. วางแผนการเงินตั้งแต่เนิ่นๆ รองรับวัยเกษียณ – สมมติว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ถึง 75 ปี และจะเกษียณตัวเองตอนอายุ 55 ปี คุณต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่ ถึงจะอยู่ได้สบายๆ หลังเกษียณไปอีก 20 ปี ที่ว่าสบายๆ นั้นหมายถึงว่าคุณต้องมีเงินสำหรับดำรงชีวิตประจำวัน เช่น ค่ากิน ค่ายา ค่าหมอ ค่าประกัน ค่าน้ำไฟ ที่อยู่อาศัย และค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ค่าท่องเที่ยว ค่าช็อปปิ้ง ค่ารักษาพยาบาลกรณีฉุกเฉิน  ทุกวันนี้มีโปรแกรม และแอพพลิเคชั่นมากมายที่ช่วยให้คุณคำนวณเงินสำหรับใช้ชีวิตวัยเกษียณได้ง่ายๆ ลองคำนวณดูว่าคุณมีเงินพอไหม ต้องเก็บหรือวางแผนใช้จ่ายอย่างไรจึงจะพอ  ยิ่งเริ่มเร็วก็ยิ่งดี
  2. ลงทุนเติบโตรับเทรนด์ผู้สูงวัย กำไรและมั่นคง – แม้คุณจะมีรายได้จากงานประจำหรือธุรกิจที่ทำให้คุณใช้ชีวิตสบายๆ ได้ในวันนี้  แต่การลงทุนเพิ่มเติมจะช่วยสร้าง “ความมั่นคง” ให้กับชีวิตในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรมทั้งสำหรับคนโสดและมีครอบครัวแล้ว ไม่ว่าจะป็นการลงทุนในตลาดเงิน ตลาดทุน หรือโครงการที่มีศักยภาพ เช่น โครงการที่พักอาศัยที่เจาะตลาดผู้สูงวัย นับว่าเป็นทางเลือกที่ดี เพราะแม้ว่าคุณจะยังไม่ได้เข้าไปอยู่เองเร็วๆ นี้ แต่มีไว้เพื่อการลงทุนปล่อยเช่าก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะความต้องการอยู่อาศัยในโครงการประเภทนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นโครงการใดที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตสูงวัยได้ครบครัน โดดเด่นและออกมาเปิดตัวในเวลาที่เหมาะสมก็ถือเป็นอีกการลงทุนที่คนโสดควรจับตามอง"5 สิ่ง" วางแผนชีวิตโสดเกษียณอย่างสมาร์ท
  3. ที่อยู่อาศัยที่ชวนให้ “ใช้ชีวิต” –  คนโสดหลายรายเลือกที่จะอาศัยในคอนโดมิเนียม เพราะความสะดวกสบายและคล่องตัว แต่อย่าลืมว่า สังคมและสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น สุขภาพร่างกาย จิตใจ และการใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไป คนสูงอายุมักจะเหงา ขาดสังคม ทำให้มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าสูง การเลือกที่อยู่อาศัยที่ออกแบบมาเพื่อ “ส่งเสริม” ไลฟ์สไตล์ของคนสูงวัย ได้พบปะทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ล้อมรอบด้วยสภาพแวดล้อมที่ชวนให้ “คุณในอนาคต” ออกมาสนุกกับการใช้ชีวิต จึงเป็นเรื่องใหม่ที่คนโสดไม่ควรมองข้าม
  4. ดูแลสุขภาพแบบ “ป้องกัน” ดีกว่า “รักษา” – เพราะร่างกายของคุณต้องอยู่กับคุณไปจนวันสุดท้ายของชีวิต เสียหายไปจะซ่อมยาก คุณจึงต้องรักมันไม่น้อยไปกว่าชีวิตโสดที่คุณเลือก คนโสดควรให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพเชิงป้องกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดภาวะเสี่ยงของโรคต่างๆ  การเริ่มวางแผนดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกิน การออกกำลังกาย ลดพฤติกรรมเสี่ยง ควบคู่ไปกับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ จึงเป็นสิ่งที่คนโสดไม่ควรละเลยขณะที่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ในปัจจุบัน"5 สิ่ง" วางแผนชีวิตโสดเกษียณอย่างสมาร์ท"5 สิ่ง" วางแผนชีวิตโสดเกษียณอย่างสมาร์ท
  5. ไม่มีแฟน ก็มี “คนดูแล” แทนได้ – คนโสดจำนวนมากมีญาติพี่น้องหรือหลานดูแลชีวิตบั้นปลาย และมีอีกหลายคนที่เลือกจะไม่เป็นภาระต่อใคร แต่สุดท้ายเมื่อถึงวันที่สภาพร่างกายเปลี่ยนไปก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีคนช่วยเหลือดูแล ถ้าจะให้ดี ควรพิจารณาที่อยู่อาศัยซึ่งมีคนพร้อมดูแลชีวิตเราในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิดและเป็นระบบ อบอุ่น เป็นกันเอง รวมถึงการดูแลด้านการใช้ชีวิต ช่วยผลักดันให้ออกมาทำกิจกรรมเป็นส่วนหนึ่งของสังคม สร้างแรงบันดาลใจให้ยังรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง  พร้อมๆ กับไม่ทำให้รู้สึกว่าการที่มีอายุเพิ่มขึ้นนั้นเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตแต่อย่างใด "5 สิ่ง" วางแผนชีวิตโสดเกษียณอย่างสมาร์ท"5 สิ่ง" วางแผนชีวิตโสดเกษียณอย่างสมาร์ท

เริ่มต้นวางแผนโสดเกษียณอย่างสมาร์ทด้วยการเตรียมตัวใน 5 สิ่งนี้ จะอยู่อีกกี่ปีหลังเกษียณ คุณก็สูงวัยได้แบบยังมีไฟ และสุขได้แบบไร้กังวล

จากขยะ..สู่เทรนด์รักษ์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294172

จากขยะ..สู่เทรนด์รักษ์โลก

รักษ์โลก, ขยะ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ขยะในประเทศไทยและทั่วโลกมีสถิติเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร

      การประชุมเชิงปฏิบัติการ สร้างจิตสำนึกพลเมือง “พลเมืองรุ่นใหม่ เท่าทันสถานการณ์ขยะ” จัดโดยสงขลาฟอรั่ม สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อปลูกจิตสำนึกและหาแนวทางร่วมกันของเยาวชนในฐานะพลเมืองรุ่นใหม่ โดยมีประเด็นการเรียนรู้ 5 หัวข้อ ได้แก่ 1. พฤติกรรมการทิ้งขยะของคนในสังคม 2. การสร้างขยะในชีวิตประจำวัน 3. การจัดการขยะ  4. ศึกษามุมมอง/ความคิดของคนทั่วไปเกี่ยวกับขยะ และ 5. ขยะอันตราย ผ่านมุมมองถึง“วิถี”ชุมชนโดยเยาวชนรุ่นใหม่ที่บอกเล่าในการจัดการ“ขยะเจ้าปัญหา”

จากขยะ..สู่เทรนด์รักษ์โลก

จากขยะ..สู่เทรนด์รักษ์โลก

ซึ่งการจัดกรรมในครั้งนี้นอกจากการได้รับความรู้จากวิทยากรแล้ว เยาวชนได้ลงพื้นที่และทำกิจกรรมต่างๆประกอบด้วย “กิจกรรม ขยะที่ฉันผลิตใน 1 วัน” เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการสร้างขยะจากตัวเราเองที่การเป็นต้นทางของขยะ ด้วยการแจกกระเป๋าผ้าให้น้องๆคนละ1ใบเพื่อเก็บขยะของตัวเองที่สร้างขึ้นให้น้องๆ เยาวชนเห็นว่าใน “หนึ่งวัน” เราสร้างขยะของตัวเองเป็นปริมาณเท่าไร จากการถุงขนม เปลือกลูกอม ขวดน้ำพลาสติก  “กิจกรรมลงพื้นที่บ่อขยะที่เทศบาลตำบลเกาะแต้ว” เพื่อให้น้องๆเยาวชนได้เห็นภาพขยะปลายทางหลังจากที่รถเทศบาลเก็บแล้วนำมาทิ้ง หลายคนถึงกับอึ้งเมื่อเห้นภาพกองขยะที่สูงราวกับภูเขาขยะย่อมๆที่มาพร้อมกับกลิ่นเหม็นตลบอบอวล

         “กิจกรรมเก็บ กวาด ร่อน” เป็นกิจกรรมลงพื้นที่ชุมชนเก้าเส้ง ซึ่งเป็นชุมชนริมหาดและเป็นชุมชนปากคลองที่ขึ้นชื่อว่ามีขยะและสิ่งปฏิกูลจำนวนมาก เพราะนอกจากชาวบ้านในตัวชุมชนทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางแล้ว ชุมชนดังกล่าวยังเป็นพื้นที่รองรับขยะจากชุมชนอื่นด้วย นอกจากเก็บ กวาด ร่อนแล้ว เยาวชนยังเข้าไปพูดคุยสื่อสารและทำความเข้าใจกับคนในชุมชนถึงผลกระทบของการทิ้งขยะ แล้วกลับมาทบทวนถึงปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่จริง โดยเยาวชนสะท้อนว่า ขยะในชุมชนส่วนใหญ่ที่พบเจอมากที่สุดคือ ถุงพลาสติก ขวดเครื่องดื่มชูกำลังที่แตกร้าวริมหาด เหล็กขึ้นสนิม ซากอวนเก่า ฯลฯ

จากขยะ..สู่เทรนด์รักษ์โลก

       สุริยา ยีขุน นายกเทศมนตรี ตำบลปริก อําเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ในฐานะวิทยากร กล่าวว่า“นโยบายการจัดการขยะนั้น ต้องทำให้นโยบายเป็นปฏิบัติการทางสังคมที่เกิดจากประชาชนมิใช่จากภาครัฐหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ภายใต้กระบวนการที่สังคมต้องเป็นผู้กำหนดกติกาเอง โดยมองว่า ความรู้ความเข้าใจในการจัดการขยะในชุมชนเป็นแบบ“เกิดช่องว่างของความรู้” เพราะไม่สามารถสื่อสารกันได้ ดังนั้น การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมแก่ชุมชนในการดำเนินการจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้ชุมชนเกิดความร่วมมือและเห็นปัญหาเรียนรู้การแก้ปัญหาร่วมกัน ขณะเดียวกันหากมีการจัดการที่ดีจะทำให้ขยะกลายเป็นทรัพยากรมีมูลค่า และสามารถนำกลับมาใช้กับภาคสังคมได้มากขึ้น

ทั้งนี้ แนวทางที่เทศบาลตำบลปริกนำมาใช้ในการจัดการขยะโครงการด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชน พบว่าชุมชนส่วนใหญ่ที่อยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบนั้นจะมีปริมาณขยะค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากร รวมทั้ง การปลูกฝังให้คนในชุมชนช่วยกันคัดแยกขยะ โดยให้ความรู้ความเข้าใจแก่คนในชุมชน เช่น การคัดแยกขยะอินทรีย์ที่มีทุกบ้าน และการมีสำนึกในการรักษาความสะอาดของชุมชน  จะทำให้สามารถลดขยะปริมาณขยะลงได้

นายกเทศมนตรี ตำบลปริก ยังกล่าวอีกว่า แม้ทิศทางการจัดการปัญหาขยะในปัจจุบัน เริ่มมีทิศทางการจัดการไปได้ด้วยดี อย่างการนำสิ่งเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ หรือแปรสภาพไปเป็นอย่างอื่นที่เกิดมูลค่า แต่ยังจำเป็นต้องมีแนวทางส่งเสริมให้ลดปริมาณขยะลง รวมถึงการหลีกเลี่ยงใช้บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ไม่ได้ ขณะเดียวกันการสร้างจิตสำนึกสาธารณะแก่คนทั่วไปให้รู้จักรับผิดชอบต่อสังคม จะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนที่สุด ที่สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนภาคสังคมไปได้ไกลกว่าการจัดการขยะที่เกิดขึ้นเวลานี้

จากขยะ..สู่เทรนด์รักษ์โลก

      ด้านสาคร จันทร์มณี เจ้าพนักงานสุขาภิบาลชำนาญงาน สำนักงานเทศบาลนครสงขลา ในฐานะวิทยากร กล่าวว่าปัจจุบันเทศบาลนครสงขลามีชุมชนทั้งหมด 56 ชุมชน ประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 80,000 คน โดยมีขยะเฉลี่ยประมาณ 80-82 ตัน/วัน ส่วนใหญ่เป็นขยะประเภทกิ่งไม้ สิ่งของจากบ้านเรือนที่ไม่ได้ใช้แล้ว เช่น ที่นอน หมอน มุ้ง เป็นต้น ส่วนขยะอินทรีย์หรือพลาสติกมีจำนวนลดหลั่นกันไป และเมื่อรถเก็บขยะจากบ้านเรือนแล้วจะนำไปกำจัดแบบฝังกลบที่เทศบาลตำบลเกาะแต้วซึ่งเป็นบ่อขยะขนาดใหญ่ ปัญหาที่พบจากการสำรวจ คือการทิ้งขยะโดยไม่ได้คัดแยก โดยเฉพาะนักเรียน-นักศึกษาที่อาศัยในหอพัก ส่วนบ้านเรือนของประชาชนยังมีแยกบ้างแม้จะไม่เต็ม100% ก็ตาม

       “เพราะในเทศบาลนครสงขลามีประชากรแฝงเยอะ นักท่องเที่ยวเยอะ การปลูกจิตสำนึกให้เขารักในชุมชนจึงเป็นเรื่องยาก แต่ทางเทศบาลก็ไม่นิ่งนอนใจที่จะรณรงค์ให้เกิดการคัดแยกขยะ เพราะจะทำให้ง่ายต่อการกำจัด และการคัดแยกขยะเป็นเรื่องสำคัญเพราะขยะบางประเภทสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ จะช่วยลดปริมาณขยะลงได้ด้วย”

จากขยะ..สู่เทรนด์รักษ์โลก

        ด้านน.ส.ดารารัตน์ ไหมแก้ว เยาวชนจากโครงการเปลี่ยนชานอ้อยให้เป็นกระดาษ กล่าวว่า การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ทำให้เกิดความตระหนักในการใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องเกี่ยวข้องกับการสร้างขยะ และมองว่าปัญหาขยะเป็นปัญหาที่แก้ได้ไม่ยาก หากทุกคนเริ่มต้นที่ตัวเราเอง ด้วยการสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นกับตัวเองก่อน จะทำให้ขยะลดลงด้วยเช่นกัน

       “กิจกรรม 2 วันที่ผ่านมาเมื่อได้มาเข้าร่วมกิจกรรมหนูเริ่มไม่รับถุงจากการซื้อขนมที่ร้านค้า และหากจะซื้อน้ำดื่มสักแก้วหรือใส่ถุง ก็เริ่มคิดเอะใจว่าน้ำ 1แก้วหรือน้ำ 1 ถุง ประกอบด้วยขยะกี่ชิ้น และหากเปลี่ยนมาเป็นใส่แก้วน้ำของเราจะทำให้เราสามารถลดปริมาณขยะได้ในแต่ละวันด้วย เพราะแม้ว่าถุงพลาสติกจะสร้างความสะดวกแก่เราแต่ถ้าเราลดการใช้จะทำให้ช่วยลดขยะไปได้ด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม เยาวชนหลายคนสะท้อนว่า การลดขยะที่แท้จริงเริ่มต้นจากตัวเอง ขณะเดียวกันรู้สึกเข้าใจและมองเห็นปัญหาขยะว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หรือเรื่องของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป แต่นี่คือปัญหาที่ทุกคนต้องช่วยกันแก้ไข…โดยเริ่มต้นที่ต้นทางของขยะนั่นเอง