แตกใบอ่อน : พ่อยังอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299403

807934531

แตกใบอ่อน : พ่อยังอยู่

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แม้นไม่อยากให้มาถึง แต่วันนี้ก็ต้องมาถึง

“26 ตุลาคม 2560” วันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระผู้เปรียบเสมือนดั่ง “พ่อ” ผู้ดูแลทุกข์สุขของลูกหลานพสกนิกรชาวไทยทุกคนมาตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี ที่ทรงครองสิริราชสมบัติ

ผมเองเชื่อเหลือเกินว่า เราคนไทยที่อยู่ในยุคสมัยร่วมกันนี้ทุกคน แม้จะอยู่กันต่างที่ ต่างถิ่น มาจากสังคม มาจากบริบทที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราทุกคนมีเหมือนกันชนิดที่แทบจะไม่ผิดเพี้ยนไปเลยก็คือ ภาพความทรงจำเกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ 9 ของเรา

ผมเชื่อว่า สิ่งที่เราเป็นเหมือนๆ กัน คือ นับตั้งแต่เริ่มจำความได้ จนเติบโตมาถึงทุกวันนี้ ภาพที่คุ้นตามากที่สุดภาพหนึ่งในชีวิตของพวกเรา ก็คือภาพของชายใส่แว่นตาที่เอาแต่เดินทางขึ้นเหนือลงใต้บุกป่าฝ่าดงไปพบปะเยี่ยมเยียนชาวบ้านชนิดไม่เคยหยุดหย่อน

เป็นชายใส่แว่นคนเดียวกับที่ครูในโรงเรียนสอนว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ครองแผ่นดิน แต่หันไปหาปู่ ย่า ตา ยาย พี่ ป้า น้า อา ทุกคนต่างเรียกขานพระองค์ท่านว่า “พ่อ” ด้วยความภาคภูมิใจ

ที่สำคัญ อดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าประเทศไทยจะเผชิญกับปัญหาอะไร ไม่ว่าการเมือง เศรษฐกิจ ภัยแล้ง น้ำท่วม ภัยธรรมชาติ หรืออุปสรรคปัญหาอื่นใด เราทุกคนก็ต่างได้ “พ่อ” ของเรานี่แหละที่คอยออกมาช่วยคลี่คลายปัญหาให้ผ่านพ้นไปด้วยดี

กว่า 70 ปี หรือ 1 ชั่วอายุคนที่ผ่านมา คนไทยจึงมี “ในหลวง” รัชกาลที่ 9 เป็นเสาหลักที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจมาโดยตลอด

นาทีนี้จึงเชื่อว่า เราทุกคนคงมีความรู้สึกไม่ต่างกัน นั่นคือ เราต่างกำลังรู้สึกสูญเสีย

แต่ก่อนที่เราจะจมดิ่งไปกับความเศร้าโศกมากไปกว่านี้ จึงขออนุญาตอัญเชิญพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน เมื่อครั้ง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์เมื่อปี 2551 ว่า “เสียใจได้ แต่อย่าละเลยหน้าที่ คนที่อยู่ทางนี้ ก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไปให้ได้”

นี่คือคำพ่อสอน ที่เราอาจต้องนำมาเตือนสติตัวของเราเองเอาไว้ให้หนักแน่นในเวลานี้ “เสียใจ” ได้ แต่ต้องไม่ลืมหน้าที่ และเราต้องดำเนินชีวิตกันต่อไปให้ได้ ซึ่งโดยส่วนตัวผมเองก็ค่อนข้างเชื่อมั่นว่า พระองค์ผู้อยู่บนสรวงสวรรค์คงไม่ทรงปรารถนาที่จะมองลงมายังแผ่นดินไทย แล้วเห็นลูกหลานของพระองค์เอาแต่จับเจ่าอยู่กับความทุกข์โศก

ดังนั้นจึงอยากขอเชิญชวนเราคนไทยทุกคน แปรเปลี่ยนความเศร้าโศกเสียใจมาเป็น “พลัง” ในการสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน โดยการยึดถือเอาแนวทางของพระองค์มาปฏิบัติ เพื่อแก้ไขปัญหา และพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งของตนเองและสังคมตามแบบอย่างที่พ่อทำ โดยเฉพาะการสืบสาน “ศาสตร์พระราชา” ที่พระองค์ท่านเคยพร่ำสอนและเตือนสติคนไทยมาโดยตลอดรัชสมัย

ไม่ว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง… การเกษตรทฤษฎีใหม่… ความรู้รักสามัคคี… แนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา… ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็น “มรดกทางปัญญา” ที่เราสามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างประโยชน์สุขให้กับตัวเองและสังคมโดยรวมได้

ที่สำคัญ การน้อมนำคำสอนของพระองค์ท่านมาปฏิบัติ ก็เหมือนกับว่า พระองค์ท่านยังคงอยู่กับเรา ไม่ได้จากเราไปไหนไกลแม้แต่นิดเดียว

“พ่อ”ยังอยู่กับเราเสมอครับ

มะลิลา

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด สร้างความเข้มแข็งด้วยระบบสหกรณ์-เดินตามรอยพ่อด้วยวิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299408

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด สร้างความเข้มแข็งด้วยระบบสหกรณ์-เดินตามรอยพ่อด้วยวิถีพอเพียง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด สร้างความเข้มแข็งด้วยระบบสหกรณ์-เดินตามรอยพ่อด้วยวิถีพอเพียง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากความเข้มแข็งอันเกิดจากการรวมกลุ่ม ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามวิธีการสหกรณ์ ประกอบกับการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์เล็กๆ อย่าง สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ประสบความสำเร็จ สมาชิกทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2558 ปัจจุบันมีสมาชิก 95 ราย ซึ่งเป็นชนเผ่าละว้าทั้งหมด เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร เช่น ปลูกผักในโรงเรือนพลาสติก และปลูกไม้ผลเมืองหนาว ได้แก่ เสาวรสหวาน เคปกูสเบอร์รี่ และอโวคาโด เป็นต้น

นายบรมัตถ์ ทิพกนก ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 5 อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมเกี่ยวกับการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และได้สนับสนุนรถไถพรวนในโรงเรือนให้กับสหกรณ์เพื่อให้สมาชิกได้ใช้ร่วมกัน นอกจากนี้ ยังได้อุดหนุนทุนหมุนเวียนในการสร้างโรงเรือนพลาสติกที่ใช้ในการปลูกผัก รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักการทำบันทึกบัญชีสหกรณ์ ตลอดจนการรับฝากเงินสมาชิกเพื่อส่งเสริมการออม และจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ประเภทวัสดุการเกษตร และสินค้าอุปโภค บริโภค

นายสมศักดิ์ สุนิติปัญญาวงศ์ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด กล่าวว่า เมื่อมีระบบสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการ ก็สามารถช่วยให้ลดต้นทุนการผลิตลงได้มาก เนื่องจากสหกรณ์จะเป็นตัวกลางในการรับซื้อสินค้าทั้งหมดจากสมาชิก เพื่อจำหน่ายให้กับโครงการหลวง ทำให้ไม่ต้องกังวลในเรื่องของราคา เพราะเป็นไปตามกลไกตลาด อีกทั้งยังเป็นแหล่งเงินทุนที่ดีให้แก่สมาชิกอีกด้วย ปัจจุบันสหกรณ์มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 2 ล้านบาท เป็นเงินทุนเรือนหุ้นกว่า 4 แสนบาท เฉลี่ยแล้วเกษตรกรที่เป็นสมาชิกจะมีรายได้ต่อคนปีละ 2 แสนกว่าบาทเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ในพื้นที่โครงการหลวงนั้น จะเน้นให้เกษตรกรมีโรงเรือนปลูกผัก จำนวน 5 โรงเรือนต่อครัวเรือน เพื่อสร้างรายได้ต่อเดือน และจะส่งเสริมให้ปลูกไม้ผล ไม่ว่าจะเป็น อโวคาโด เสาวรส เพื่อสร้างรายได้ประจำปี อีกทั้งยังส่งเสริมให้มีการปลูกผักที่สามารถเก็บผลผลิตขายสร้างรายได้ต่อวันด้วย จึงทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดปี นอกเหนือจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้วยการผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในครัวเรือน เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินชีวิต ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9

แม้ว่าสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด จะเพิ่งก่อตั้งขึ้นไม่นานนัก แต่จากผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันสมาชิกของสหกรณ์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีเงินเก็บเพิ่มขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้

จัดนิทรรศการสืบสานศาสตร์พระราชา เกษตรฯเปิดจุดบริการประชาชน ร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299405

x

จัดนิทรรศการสืบสานศาสตร์พระราชา เกษตรฯเปิดจุดบริการประชาชน ร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงร.9

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายให้จัดการรับรองและบริการประชาชน ที่เดินทางมาร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์และพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม โดยได้จัดซุ้มถวายดอกไม้จันทน์หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจุดอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน 2 จุด ได้แก่ บริเวณด้านหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน้าสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ถ.ราชดำเนินนอก ระหว่างเวลา 09.00- 22.00 น. ในโอกาสนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดนิทรรศการนำเสนอพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร บริเวณหน้าอาคาร 1 ภายในกระทรวงเกษตรฯ เพื่อถวายอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

ทั้งนี้ ได้มอบหมายหน่วยงานในสังกัดร่วมกันจัดแสดงนิทรรศการ และจัดกิจกรรมอื่นเพื่อบริการประชาชนทั่วไป ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย ที่จะมาร่วมงานพระราชพิธีฯ ส่วนรูปแบบการจัดนิทรรศการ ประกอบด้วยนิทรรศการการดำเนินงานตามพระราชดำริที่กระทรวงเกษตรฯ น้อมนำมาดำเนินการ และมีการนำไปส่งเสริมและขยายผลจนเกิดประโยชน์อย่างกว้างขวาง และพระราชกรณียกิจที่นำมาร้อยเรียงเนื้อหาเป็นภาพต่อเนื่อง อันแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นต่อปวงชนชาวไทยตลอดมา นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการมีชีวิตซึ่งตกแต่งด้วยภาพหรือสิ่งของที่ทรงใช้งานจริง เช่น รถจี๊ปพระที่นั่ง เป็นต้น รวมทั้งได้จัดทำโปสต์การ์ดแจกประชาชนที่มาร่วมงานพระราชพิธีฯ

นายเลิศวิโรจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า “กระทรวงเกษตรฯ มุ่งหวังให้ประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการน้อมรำลึกและตระหนักถึงพระเกียรติคุณ พระอัจฉริยภาพ และพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อเกษตรกรและการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทย ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ รวมทั้งให้ประชาชนทั่วไปได้น้อมนำแนวพระราชดำริไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้นด้วย” ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

กรมชลเตรียมพร้อม รับฝนเคลื่อนลงใต้ เฝ้าระวังเข้ม4จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299400

x

กรมชลเตรียมพร้อม รับฝนเคลื่อนลงใต้ เฝ้าระวังเข้ม4จังหวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 14 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ช่วงปลายเดือนตุลาคม-ธันวาคม เป็นช่วงที่ฝนเคลื่อนตัวลงสู่ภาคใต้ กรมชลประทานจึงเตรียมความพร้อมรับมือ โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง โดยดำเนินการกำจัดวัชพืชบริเวณแม่น้ำปราณบุรี แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำชุมพร ขุดลอกวัชพืช ขยะต่างๆ บริเวณคลองส่งน้ำ คลองระบายน้ำชลประทาน และคลองธรรมชาติเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งน้ำและการระบายน้ำ พร้อมทั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 60 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำอีก 8 เครื่อง เสร็จเรียบร้อย

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมชลประทานทำการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำท่วมเป็นพิเศษ คือ เขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี เขตเทศบาลหัวหิน อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ บริเวณทางหลวงหมายเลข 4 และ อ.หลังสวน จ.ชุมพร พร้อมทั้งได้ทำหนังสือแจ้งข่าวสารสถานการณ์น้ำไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ เทศบาล ในพื้นที่แล้วอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำ

เกษตรกรเฮ!กฟก.ไฟเขียวซื้อหนี้ ลอตแรก739ราย135ล้าน เร่งสำรวจรอบสองพ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299198

เกษตรกรเฮ!กฟก.ไฟเขียวซื้อหนี้  ลอตแรก739ราย135ล้าน  เร่งสำรวจรอบสองพ.ย.นี้

เกษตรกรเฮ!กฟก.ไฟเขียวซื้อหนี้ ลอตแรก739ราย135ล้าน เร่งสำรวจรอบสองพ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ชุดเฉพาะกิจ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ซึ่งจากการปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว 5 เดือน สามารถจัดการปัญหาหนี้ของเกษตรกรได้ตามลำดับ ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกรและตรวจสอบข้อมูลหนี้ จากเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 465,925 ราย มายืนยัน
ตัวตน 290,657 ราย ประสงค์ให้ กฟก.จัดการหนี้ 164,360 ราย ตรวจสอบข้อมูลแล้วผ่านเงื่อนไข 16 ขั้นตอน 85,864 ราย และมีการจัดการหนี้ โดยเจรจากับสถาบันการเงินกำหนดหลักเกณฑ์การซื้อหนี้ ซึ่งทั้งสองสถาบันการเงินถือเป็นเงื่อนไขการชำระหนี้แทนที่ถูกที่สุดตั้งแต่มีการชำระหนี้แทน

สำหรับการซื้อหนี้สินเกษตรกร บอร์ดอนุมัติซื้อหนี้ลอตแรกกลุ่มที่จัดการหนี้ได้โดยหลักเกณฑ์ กฟก. จำนวน 739 ราย มูลหนี้ 135,457,984.46 บาท แบ่งเป็น ธกส. 716 ราย มูลหนี้ 129.4 ล้านบาท โดยชำระหนี้แทนในเงื่อนไข 50% ของเงินต้น ตัดดอกเบี้ยและค่าปรับสหกรณ์การเกษตร 23 ราย มูลหนี้ 5.9 ล้านบาท ชำระหนี้แทนในเงื่อนไข 100% ของเงินต้น ตัดดอกเบี้ยและค่าปรับ

นอกจากนี้ บอร์ดยังมีมติรับทราบ กลุ่มที่รอการเจรจาระยะต่อไป ซึ่งคุณสมบัติครบในการจัดการหนี้ได้ 9,942 ราย มูลหนี้ 2,870 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าต่อจากนี้ทุกการประชุมประจำเดือนจะสามารถจัดการหนี้ของเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเจ้าหนี้ได้แจ้งความจำนงมาแล้วว่าพร้อมจะให้ กฟก.ชำระหนี้แทน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่ยังไม่มายืนยันสิทธิ 255,816 ราย ทางรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรฯ และ กฟก. จะเปิดให้มีการสำรวจข้อมูลอีกรอบในวันที่ 1-30 พฤศจิกายน เพื่อให้เกิดความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

เฝ้าระวังสารตกค้างพืชผัก l ลุยสุ่มตรวจแหล่งผลิตทั่วปท. l ยืนยันแปลงGAPยังปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299199

เฝ้าระวังสารตกค้างพืชผัก l ลุยสุ่มตรวจแหล่งผลิตทั่วปท. l ยืนยันแปลงGAPยังปลอดภัย

เฝ้าระวังสารตกค้างพืชผัก l ลุยสุ่มตรวจแหล่งผลิตทั่วปท. l ยืนยันแปลงGAPยังปลอดภัย

วันพุธ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอุทัย นพคุณวงศ์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการเฝ้าระวังสารพิษตกค้างจากแหล่งผลิตพืชทั่วประเทศ 196 ชนิดพืช รวม 4,518 ตัวอย่าง ในช่วงเดือนตุลาคม 2559-กรกฎาคม 2560 แบ่งเป็นแปลงที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) 1,608 ตัวอย่าง และแปลงที่อยู่ระหว่างการตรวจรับรอง GAP 2,904 ตัวอย่าง และแปลงเกษตรอินทรีย์ 6 ตัวอย่าง สรุปได้ว่า สินค้าเกษตรที่เก็บจากแปลงที่ได้มาตรฐาน GAP ผ่านมาตรฐานสารพิษตกค้าง 92.2% และแปลงที่อยู่ระหว่างการตรวจรับรอง GAP ผ่านมาตรฐาน 93.6% ส่วนแปลงเกษตรอินทรีย์ 6 แปลง ไม่พบสารตกค้างทั้งหมด

รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวด้วยว่า กระทรวงเกษตรฯ มีแนวทางในการกำกับดูแล คือ สินค้าเกษตรที่อยู่ระหว่างการขอการรับรองมาตรฐานที่ตรวจพบการตกค้างที่เกินค่ามาตรฐาน กรมวิชาการเกษตร จะไม่ออกใบรับรองแหล่งผลิตพืชให้เกษตรกรรายนั้นๆ และต้องดำเนินการขอยื่นการขอรับรองใหม่ ส่วนสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานและตรวจพบการตกค้างที่เกินค่ามาตรฐาน กรมวิชาการเกษตร จะดำเนินการแจ้งเตือนเกษตรกรให้ปรับปรุงระบบการผลิตพร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา หากแนวทางแก้ไขปรับปรุงไม่ได้ผลหรือไม่มีประสิทธิภาพและตรวจพบปัญหาซ้ำ กรมวิชาการเกษตร จะพิจารณาให้พักใช้ใบรับรองแหล่งผลิตพืชต่อไป

นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ผักผลไม้ที่พบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐาน สูงกว่าผักผลไม้อื่น เช่น คะน้า พริก มะเขือเทศ ส้ม องุ่น ซึ่งพบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานประมาณ 7% ของตัวอย่างทั้งหมด ในขณะที่ผักผลไม้บางชนิด เช่น กะเพรา โหระพา ผักชี ผักชีฝรั่ง มะม่วง ลำไย แก้วมังกร ฝรั่ง มังคุด เป็นพืชที่ยังมีมาตรฐานสารพิษตกค้าง (MRLs) กำหนดไว้น้อยมาก ซึ่งผลการพบสารพิษตกค้างนั้น แม้พียงปริมาณน้อยๆ ก็สรุปว่าเกินมาตรฐานแล้ว

สินค้าที่พบสารตกค้างเกินมาตรฐานส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทพืชผักสวนครัว ซึ่งบริโภคในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีการเพาะปลูกในประเทศอื่นๆ จึงยังไม่มีข้อมูลการทดลองทางวิทยาศาสตร์เพื่อกำหนดมาตรฐาน เรื่องนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย
มกอช. จะเร่งดำเนินการกำหนดมาตรฐานตามหลักสากลร่วมกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับใช้ในการกำหนดค่ามาตรฐานต่อไป

“การที่พบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ในกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าผักผลไม้เหล่านี้ ไม่สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย ผู้บริโภคไม่ต้องวิตกกังวลในเรื่องความปลอดภัยผัก ผลไม้ จนเกินไป เพราะสารตกค้างนี้จะเกิดอันตรายต่อ
เมื่อผู้บริโภค บริโภคในปริมาณมาก นอกจากนี้การล้างผักผลไม้ก็ยังเป็นกระบวนสำคัญที่จะช่วยลดสารตกค้างเหล่านี้ได้” รองเลขาธิการ มกอช. กล่าว

เปิดผลศึกษาวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ แปลงใหญ่‘ข้าว-ทุเรียน-ปาล์ม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299197

เปิดผลศึกษาวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ แปลงใหญ่‘ข้าว-ทุเรียน-ปาล์ม’

เปิดผลศึกษาวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ แปลงใหญ่‘ข้าว-ทุเรียน-ปาล์ม’

วันพุธ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรส่วนภูมิภาค ได้บูรณาการศึกษาวอเตอร์ฟุตพริ้นท์การผลิตข้าวหอมมะลิ ในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จ.เชียงใหม่ และ จ.ศรีสะเกษ การผลิตข้าว กข ในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จ.ลพบุรี สุพรรณบุรี และสงขลา การผลิตทุเรียนในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จ.ตราด และการผลิตปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จ.ชุมพร พบว่า

ข้าวหอมมะลิ พื้นที่ส่งเสริม จ.เชียงใหม่ มีปริมาณการใช้น้ำต่อไร่ 995.24 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ส่วน จ.ศรีสะเกษ ปริมาณการใช้น้ำต่อไร่ 1,024.80 ลูกบาศก์เมตร หรือเท่ากับปริมาณการใช้น้ำต่อตันข้าว 2,590.97 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งการที่ จ.ศรีสะเกษ ใช้น้ำมากกว่า เพราะพื้นที่ส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่จังหวัดมีปริมาณผลผลิตข้าวค่อนข้างน้อย ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำของพื้นที่ต่อไร่และต่อตันผลผลิตสูงตามไปด้วย

การผลิตข้าว กข พื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จ.ลพบุรี ปริมาณการใช้น้ำต่อไร่ 1,075.09 ลูกบาศก์เมตร จ.สุพรรณบุรี ปริมาณการใช้น้ำต่อไร่ 1,053.23 ลูกบาศก์เมตร จ.สงขลา ปริมาณการใช้น้ำต่อไร่ 1,188.14 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ของการผลิตข้าว กข ในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ทั้ง 3 แปลง พบว่า แปลงใหญ่ จ.ลพบุรี มีปริมาณการใช้น้ำต่อตันข้าวน้อยที่สุด เพราะมีปริมาณผลผลิตข้าวในพื้นที่ส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ค่อนข้างมากและใช้น้ำน้อยที่สุด

การผลิตทุเรียน พื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จ.ตราด ปริมาณการใช้น้ำต่อไร่ 1,525.86 ลูกบาศก์เมตร หรือเท่ากับปริมาณการใช้น้ำต่อตันผลผลิต 868.45 ลูกบาศก์เมตร โดยการปลูกทุเรียน 1 ไร่ ควรมีแหล่งน้ำเพื่อใช้การเกษตรขนาด 793.97 ลูกบาศก์เมตร ถึง 1,525.86 ลูกบาศก์เมตร หรือหากต้องการปลูกทุเรียน 10 ไร่ ควรมีพื้นที่สระน้ำ 1 ไร่

รายงานพิเศษ : ‘กรมการข้าว’เปิดเกมรุก ใช้นวัตกรรมเกษตรแม่นยำสูงสร้างต้นแบบนาแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299204

รายงานพิเศษ : ‘กรมการข้าว’เปิดเกมรุก ใช้นวัตกรรมเกษตรแม่นยำสูงสร้างต้นแบบนาแปลงใหญ่

รายงานพิเศษ : ‘กรมการข้าว’เปิดเกมรุก ใช้นวัตกรรมเกษตรแม่นยำสูงสร้างต้นแบบนาแปลงใหญ่

วันพุธ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากนโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป้าหมายหลักคือมุ่งพัฒนาเกษตรกรรายย่อย ให้เกิดการรวมกลุ่ม รวมกันบริหารจัดการ เพื่อให้มีพลังของตัวเกษตรกรเอง มีอำนาจในการต่อรองและมีการเชื่อมโยงระหว่างการผลิตกับการตลาดให้ครบวงจร

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้ดำเนินการตามนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในรูปของนาแปลงใหญ่โดยบูรณการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน ที่สำคัญคือกลุ่มเกษตรกรชาวนา ซึ่งการขับเคลื่อนส่งเสริมนาแปลงใหญ่อย่างจริงจังในช่วงที่ผ่านมานี้ เกษตรกรมีความเข้าใจและตื่นตัวที่จะเข้าสู่ระบบทำนาแปลงใหญ่มากขึ้น เพราะแค่เกษตรกรมารวมตัวกัน วางแผนจัดการทรัพยากรด้วยกัน บริหารจัดการผลผลิตร่วมกัน และเชื่อมโยงตลาด ก็จะก้าวไปสู่ความเข้มแข็งได้ ทั้งนี้ กรมการข้าวได้เปิดรับสมัครกลุ่มนาแปลงใหญ่อย่างต่อเนื่อง จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรที่รวมกลุ่มมากกว่า 30 คนขึ้นไป พื้นที่รวมกันมากกว่า 300 ไร่ มาสมัครเข้าสู่โครงการนาแปลงใหญ่ได้ที่หน่วยงานของกรมการข้าว หรือสมัครที่สำนักงานเกษตรตำบล เกษตรอำเภอก็ได้

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์

ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่ จะมุ่งไปที่การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกัน และบริหารจัดการเพื่อการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รวมทั้งการบริหารจัดการผลผลิตและเชื่อมโยงตลาด ซึ่งก็มีการดำเนินการไปตามขั้นตอนและเป้าหมายที่กำหนดไว้ จนกระทั่งมีกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ส่วนหนึ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง สามารถบริหารจัดการต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง ขณะที่ผลผลิตมีคุณภาพและปริมาณเพิ่มขึ้น

ฉะนั้นทิศทางการขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่ ในปี 2561 จะดำเนินการตามนโยบายของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ส่งเสริมการทำเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Agriculture) ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่หรือนวัตกรรม และเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาใช้ในการบริหารจัดการระบบการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่การเตรียมดิน การปลูก วางแผนการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ระยะเวลาการเก็บเกี่ยว เป้าหมายคือการบริหารจัดการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ได้มากกว่าเดิม และเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นไปอีก ที่สำคัญคือป้องกันความเสี่ยงโดยใช้นวัตกรรมต่างๆ เข้ามาช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กรมการข้าวได้เริ่มนำร่องการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำมาบ้าง เช่น การปรับระดับพื้นที่นา (Land leveling) โดยใช้ระบบเลเซอร์ เพื่อให้ที่นาสม่ำเสมอสามารถควบคุมและรักษาระดับน้ำได้ดี เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น หรือการใช้โดรน (Drones) ฉีดพ่นยากำจัดศัตรูพืช ซึ่งขณะนี้กำลังพัฒนาไปสู่การใช้โดรนหว่านข้าวด้วย โดยเป็นความร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (NECTEC สวทช.) เป็นส่วนใหญ่ แต่ปี 2561 จะสร้างความร่วมมือกับทุกหน่วยที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการนาข้าวที่ดียิ่งขึ้น โดยกำหนดแผนขับเคลื่อนโครงการนำร่องการบริหารจัดการนาแปลงใหญ่ประชารัฐ โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรกรรมความแม่นยำสูง ที่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่ 3,000 ไร่ เพื่อเป็นแปลงต้นแบบของการบริหารจัดการพื้นที่นาข้าวที่ประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิต และมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการข้าวยังวางเป้าหมายทำแปลงขยายผลใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำสูง อีก 20 แปลง ซึ่งขณะนี้ได้กำหนดพื้นที่จังหวัดที่จะดำเนินการไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเน้นพื้นที่แปลงใหญ่ประชารัฐและแปลงใหญ่ทั่วไปที่มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นแปลงต้นแบบเฉพาะของแต่ละสภาพพื้นที่ เช่น พื้นที่นาปี พื้นที่นาปรัง เนื่องจากแต่ละพื้นที่จะมีการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน ดังนั้นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่นำไปส่งเสริมก็อาจจะแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ และความพร้อมของแต่ละกลุ่มแปลงใหญ่ อย่างไรก็ตาม คาดหวังว่าการขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่ไปสู่การใช้เทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูงนี้ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตภาคเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ลดผลกระทบจากการเสี่ยงภัยด้านต่างๆ และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ทางด้านการเกษตรแก่คนรุ่นใหม่ และจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาประกอบอาชีพทำการเกษตรกันมากขึ้น และจะเป็นอีกก้าวที่ช่วยยกระดับคุณภาพข้าวและคุณภาพชีวิตชาวนาไทยให้ดีขึ้น

นายสหพรรณ์ ทองพันธุ์ สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม กล่าวว่า โครงการนาแปลงใหญ่เปิดโอกาสให้ชาวนาได้มารวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ชาวนาได้รับประโยชน์หลายอย่าง โดยเฉพาะการได้ไปอบรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกลุ่มที่ประสบความสำเร็จ ก็ได้เอาความรู้กลับมาปรับปรุงแก้ไขพื้นที่ของตนเอง ซึ่งสภาพพื้นที่ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนเป็นนาดอน บางคนเป็นที่ลุ่ม การปรับเปลี่ยนก็แตกต่างกันไป ดังนั้น หากกรมการข้าว มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ต่างๆ ไว้เป็นต้นแบบ จะช่วยสนับสนุนให้ชาวนาได้เรียนรู้และพัฒนาไปในทางที่ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น

ส่องเกษตร : พระราชมรดกเพื่อเกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299195

449007

ส่องเกษตร : พระราชมรดกเพื่อเกษตรกรไทย

วันพุธ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้วยไม่อาจหยุดยั้ง“เวลา” ในที่สุดวันที่พสกนิกรไทยทั่วทั้งแผ่นดินไม่อยากให้มาถึง ก็กำลังจะมาถึงจนได้ วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560 นี้แล้ว วันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชาผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชาทั้งมวล

เมื่อชีวิตต้องดำเนินต่อไป ธ ผู้เสด็จสู่สรวงสวรรค์ คงไม่ทรงปรารถนาให้พสกนิกรลูกหลานของพระองค์ ต้องจมอยู่กับความโศกเศร้าตลอดไป เสร็จพระราชพิธีสำคัญเพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยนี้แล้ว ทุกชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า แต่สิ่งที่จะเป็นเข็มทิศนำทาง เมื่อไม่มีพระองค์ ก็ยังมี“พระราชมรดกทางปัญญา”ต่างๆมากมายที่ได้พระราชทานไว้ให้ สุดแต่ลูกหลานไทยจะรู้จักนำไปปรับใช้เพื่อประโยชน์สุขแก่ตัวเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติส่วนรวมกันได้มากน้อยขนาดไหน

สำหรับเกษตรกรที่พระองค์ทรงทุ่มเทตลอดทั้งชีวิต 70 ปี แห่งการครองราชย์นั้น มี“พระราชมรดกทางปัญญา”ที่พระราชทานไว้ให้มากล้น โดยเฉพาะ“เกษตรทฤษฎีใหม่” การทำไร่นาสวนผสม ให้สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่เท่าที่มีอยู่ได้เต็มประสิทธิภาพ เกื้อหนุนให้ดำเนินชีวิตได้อย่าง“พอเพียง”พออยู่ พอกิน และต่อยอดไปสู่ความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นได้ ถ้าไม่งอมืองอเท้า

ในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานด้านการผลิต เรื่องสำคัญคือ“ดิน” ก็ได้พระราชทานแนวทางในการฟื้นฟูดินไม่ว่า ดินเสื่อมโทรม ดินเค็ม ดินเปรี้ยว ฯลฯ ให้กลับเป็นดินสมบูรณ์เหมาะกับการเพาะปลูกได้อีก มีแบบอย่างให้ศึกษาเรียนรู้แล้วนำไปปรับใช้ ไม่ว่าโครงการแกล้งดิน ตลอดจนการปรับปรุงคุณภาพดินแบบต่างๆที่ปรากฏในพื้นที่สาธิตโครงการพระราชดำริ เช่น โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา,โครงการศึกษาฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม จ.ราชบุรี, โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จ.เชียงใหม่,โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย จ.เพชรบุรี,โครงการทดลองแก้ปัญหาดินเปรี้ยว จ.นครนายก เป็นต้น

สำหรับชาวนา“กระดูกสันหลังชาติ”เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ “พันธุ์ข้าว”นับเป็นหัวใจสำคัญยิ่งที่ทรงตระหนักดี จึงทรงทุ่มเทพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ดี พระราชทานให้เป็น“พระราชมรดก” โดยนับตั้งแต่ครองราชย์ไม่นาน ก็ได้แปลงพื้นที่พระราชวังสวนจิตรลดาเป็นแปลงนา สถานที่ทดลองพันธุ์ข้าวและการเกษตร ทรงหว่านและขับรถไถนาควายเหล็กด้วยพระองค์เอง ผลผลิตที่ได้ข้าวพันธุ์ดี ก็พระราชทานให้เกษตรกรนำไปปลูกต่อยอด ทั้งมอบหมายผู้เกี่ยวข้องให้พัฒนาพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่อง ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ชาวนา และใช้พระราชพิธีนี้ในการพระราชทานพันธุ์ข้าวที่ดี เผยแพร่สู่ชาวนาด้วย

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงมีมติเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็น“พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย“เช่นเดียวกับเรื่อง“ดิน”ที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ประกาศให้ 5 ธันวาคมทุกปี ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ เป็น“วันดินโลก”เพื่อเทิดพระเกียรติที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพัฒนาดินมาอย่างยาวนาน ผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก

ยังมี“พระราชมรดกทางปัญญา”ที่พระราชทานให้อีกมากมาย เกินจาระไนได้ในเนื้อที่จำกัดของคอลัมน์นี้ แต่ที่จะขอเขียนถึงอีกสักเรื่องคือ “ปลา”…เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วเรื่องของ “ปลานิล” ปลาพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ช่วยสร้างอาหารโปรตีนราคาถูกให้คนไทย ทั้งเป็นอาชีพเสริมจนถึงอาชีพหลักให้เกษตรกร คงจะไม่เล่าที่มาที่ไปอีก แต่ที่อยากเสริมคือ พระวิสัยทัศน์ของพระองค์ในเรื่องนี้ ที่สะท้อนชัดถึงการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของทั้งเกษตรกรและคนไทยได้อย่างลึกซึ้ง

เรื่อง“ปลา”ยังลึกซึ้งยิ่งขึ้นเมื่อมีพระราชดำรัสวโรกาศวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อ 4 ธันวาคม 2541 ตอนหนึ่งว่า “เราไม่ควรให้ปลาแก่เขา แต่ควรจะให้เบ็ดตกปลาและสอนให้รู้จักวิธีตกปลาจะดีกว่า”

เพราะการหยิบยื่นปลาเป็นอาหารแก่คนยาก แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ถ้าให้อุปกรณ์และสอนให้เขาจับปลาเองได้ ก็จะแก้ปัญหาความอดยากได้อย่างยั่งยืน นี่เป็นวิสัยทัศน์พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นรัฐบุรุษของโลกซึ่งจะมองไปถึงอนาคตข้างหน้า แตกต่างสิ้นเชิงกับนักการเมืองหรือนักปกครองที่คิดแต่ให้“ปลา” เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือหวัง“ตกเบ็ด”คะแนนนิยมเท่านั้น

“พระราชมรดก”ที่พระราชทานให้คนไทย ให้กับเกษตรกรไทย นั่นคือสิ่งที่จะบอกคนทั่วหล้าว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ได้จากไปไหน ยังคงอยู่คู่กับประเทศไทยไปตราบชั่วนิจนิรันดร์

สาโรช  บุญแสง

กรมชลเดินเครื่องสาน‘ศาสตร์พระราชา’ เล็งดัน5โครงการน้ำอันเนื่องจากพระราชดำริทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299061

กรมชลเดินเครื่องสาน‘ศาสตร์พระราชา’ เล็งดัน5โครงการน้ำอันเนื่องจากพระราชดำริทั่วประเทศ

กรมชลเดินเครื่องสาน‘ศาสตร์พระราชา’ เล็งดัน5โครงการน้ำอันเนื่องจากพระราชดำริทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2561 กรมชลประทานจะเร่งดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้แล้วเสร็จ โดยแบ่งโครงการที่จะขอเปิดดำเนินการในปี 2561 เป็น 2 ประเภท คือ โครงการที่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เนื่องจากวงเงินก่อสร้างไม่เกิน 1,000 ล้านบาท อาทิ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำทบ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.วังสะพุง จ.เลย เมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 7,348 ไร่ และ โครงการอ่างเก็บน้ำป่าละอู อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 6,490 ไร่

โครงการประเภทที่สองเป็นโครงการที่ต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี โดยจะใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี อาทิ โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 75,000 ไร่ ใช้เงินลงทุนประมาณ 2,938 ล้านบาท โครงการอ่างเก็บน้ำวังหีบ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ใช้งบประมาณ 2,377 ล้านบาท เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 13,014 ไร่ และโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาใน อ.พระพรหม อ.เมือง และพื้นที่ใกล้เคียง มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่ ใช้เงินลงทุน 9,580 ล้านบาท

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังจะนำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งที่เป็น ฝาย อ่างเก็บน้ำ และรูปแบบอื่นๆ ที่ยังไม่มีระบบชลประทาน ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 1,645 โครงการ มาทำการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้คลอบคลุมในทุกมิติ เพื่อก่อสร้างระบบชลประทานให้สามารถใช้ประโยชน์จากโครงการได้เต็มศักยภาพ เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเพาะปลูกของประชาชนได้ตลอดทั้งปี โดยจะร่วมดำเนินงานในลักษณะบูรณาการกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ จังหวัดที่ตั้งโครงการ หน่วยงานปกครองในท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่