สศก.ถกความมั่นคงอาหารโลก ชูกลไก‘ศพก.’พัฒนาเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299060

สศก.ถกความมั่นคงอาหารโลก ชูกลไก‘ศพก.’พัฒนาเกษตรกร

สศก.ถกความมั่นคงอาหารโลก ชูกลไก‘ศพก.’พัฒนาเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการความมั่นคงอาหารของโลก หรือ CFS (Committee on Food Security) ครั้งที่ 44 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 9–13 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมี นายวินิต อธิสุข ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม เพื่อหารือเกี่ยวกับการบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน รวมถึงการขยายตัวของความเป็นเมือง การเปลี่ยนแปลงของชนบท และผลกระทบต่อความมั่นคงอาหารและโภชนาการ นอกจากนี้ ยังร่วมกันพิจารณาแผนการดำเนินการของ CFS สำหรับปี 2561–2562 และการมีส่วนร่วมของ CFS ในวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย

ในการนี้ สศก. ได้นำเสนอต่อที่ประชุมว่า รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการป่าไม้ โดยได้กำหนดกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ด้านการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องและฟื้นฟูป่า นอกจากนี้ยังได้นำเสนอถึงการพัฒนาระบบการจัดทำแผนที่เกษตร เพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ (Agri-Map) โดยบูรณาการข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตร มีการดำเนินโครงการความร่วมมือประชารัฐ พัฒนาความร่วมมือด้านดินในระดับนานาชาติ ได้แก่ ความร่วมมือด้านดินระดับภูมิภาคเอเชีย เพื่อเป็นเวทีในการส่งเสริมการบริหารจัดการดินในภูมิภาคอย่างยั่งยืน รวมทั้งจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงความรู้และเทคโนโลยี และดำเนินโครงการนมโรงเรียน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดปัญหาการขาดสารอาหารในเด็ก

รักษ์เกษตร : การปลูกพืชใช้น้ำน้อยทนแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299059

รักษ์เกษตร : การปลูกพืชใช้น้ำน้อยทนแล้ง

รักษ์เกษตร : การปลูกพืชใช้น้ำน้อยทนแล้ง

วันอังคาร ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำตอบ สถานการณ์ภัยแล้ง มีรุนแรงมากขึ้นทุกปี ปรากฏการณ์เอลนิโญ่ ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชีย ทำให้ปริมาณน้ำฝนมีน้อย การเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตรในเขื่อนมีจำนวนน้อย การเตรียมมือรับกับสถานการณ์ภัยแล้งจึงต้องให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ และลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่มีผลกระทบโดยตรง

วิธีหนึ่งที่จะรับมือกับภัยแล้ง ก็คือ การปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและพืชทนแล้ง ที่มีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวสั้น  ได้แก่

การปลูกถั่วเขียว ยังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยฤดูที่เริ่มปลูก ได้แก่ หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เนื่องจากในช่วงระยะเวลานั้น เนื้อดินยังมีความชุ่มชื้นจากน้ำอยู่พอสมควร จึงสามารถปลูกได้ ในเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวค่อนข้างสั้น ประมาณ 60-70 วันเท่านั้น และยังเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ส่วนในภาคอีสานและภาคเหนือ ควรให้พ้นฤดูหนาวไปก่อน จึงควรลงมือปลูกได้ในเดือนกุมภาพันธ์ เพราะจะทำให้ถั่วเขียวเจริญเติบโตได้ดี และจะได้ผลผลิตงอกงาม

การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชที่ทนแล้งได้ดีมาก อายุเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 110-120 วัน แต่ในระยะแรกที่ปลูกข้าวโพดไม่ควรให้ขาดน้ำ โดยเฉพาะช่วงการผสมเกสร หากขาดน้ำในช่วงนี้ อาจทำให้เมล็ดข้าวโพดเติบโตได้ไม่ดี กลายเป็นเมล็ดลีบแบน ไม่สวยงาม ทำให้ได้ราคาไม่ดี

การปลูกพืชสวนครัว เป็นที่กินก็ได้ขายก็ดี เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น หอม กระเทียม ผักต่างๆ วิธีปลูกคือ ฟางที่เหลือจากการทำนาในฤดูทำนา อย่าเผาทิ้ง สามารถนำมาใช้คลุมต้นหอมกระเทียมได้ จะช่วยลดการระเหยของน้ำ และช่วยไม่ให้พืชที่ปลูกโดนแสงแดดจนมากเกินไป เป็นวิธีการรักษาความชื้นในดินที่ดี

การปลูกมะละกอ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพภูมิอากาศ ดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ท่วมขัง ใช้ผลบริโภคทั้งผลดิบและผลสุก นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสดแล้ว ยังสามารถนำไปปรุงอาหาร หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้

การปลูกงาดำ เป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย และสามารถทนแล้งได้ดี มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างต่ำ แต่ให้ราคาขายที่ค่อนข้างเหมาะกับการทำการเกษตรเป็นอย่างยิ่ง งายังมีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ โดยเฉพาะแคลเซียมที่มีมากกว่านมวัวถึง 6 เท่า มีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และทองแดง และมีวิตามินบีมาก

การปลูกข้าวฟ่างหวาน ปลูกเพื่อผลิตเอทานอล เป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย พันธุ์ข้าวฟ่างลูกผสมสีแดง ส่วนใหญ่เกษตรกรจะปลูกตามหลังข้าวโพดในเขตการปลูกข้าวโพดจังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี และเพชรบูรณ์ ตามระบบการจำหน่ายเมล็ดพันธ์ และการรับซื้อผลผลิตกลับคืน เป็นพืชที่มีความไวต่อช่วงแสง เหมาะสำหรับปลูกในปลายฤดูฝน ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนกันยายน

ถึงแม้ว่าในช่วงนี้ ปริมาณน้ำค่อนข้างมีจำนวนมาก แต่ในหลายพื้นที่ก็ยังคงขาดน้ำอยู่ ดังนั้น การปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและทนแล้ง จึงมีความสำคัญมาก และเป็นแนวทางเลือกที่ดี ที่เกษตรกรควรเตรียมการรับมือกับปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้น นะครับ

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่‘มหาสารคาม’ พลิกชีวิตชาวนาขายข้าวเปลือกสู่การแปรรูปข้าวสารตรา‘เขียบนคร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299062

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่‘มหาสารคาม’ พลิกชีวิตชาวนาขายข้าวเปลือกสู่การแปรรูปข้าวสารตรา‘เขียบนคร’

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่‘มหาสารคาม’ พลิกชีวิตชาวนาขายข้าวเปลือกสู่การแปรรูปข้าวสารตรา‘เขียบนคร’

วันอังคาร ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ที่ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการเข้าไปถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลอดจนสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น แม้กระทั่งทำการเชื่อมโยงตลาดจับคู่กลุ่มนาแปลงใหญ่กับผู้ประกอบการ เพื่อหาตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอนให้ มาในวันนี้กลุ่มนาแปลงใหญ่จำนวนไม่น้อยที่ประสบผลสำเร็จ สามารถก้าวพ้นการทำนาในรูปแบบเดิมที่เรียกว่ายิ่งทำยิ่งจน มาสู่การพัฒนาเป็นชาวนารุ่นใหม่ที่นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวให้มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด

กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่บ้านเขียบ ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนาในพื้นที่ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น สามารถขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม คุ้มค่ากับการลงทุน

นายนัธทวัฒน์ โชติกิตติเสถียร ประธานกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่บ้านเขียบ เล่าถึงที่มาในการเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ว่า เดิมทีชาวนาในพื้นที่ก็ต่างคนต่างทำก็มักประสบปัญหาขายข้าวเปลือกได้ในราคาที่ไม่เป็นธรรม จึงมาคิดว่าทำอย่างไรจะได้ข้าวที่มีคุณภาพเพื่อขายให้ได้ราคาดีขึ้น จึงได้รวบรวมสมาชิกได้ 36 คน ดำเนินการเป็นศูนย์ข้าวชุมชนตำบลขามเรียง เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพจำหน่ายให้กับชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง ต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำโครงการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ ทางกลุ่มจึงได้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2558 มีสมาชิกเริ่มแรก 120 คน พื้นที่นารวม 1,000 ไร่ พอปี 2559 ได้เข้ามาอยู่ในส่วนของนาแปลงใหญ่ของกรมการข้าว มีสมาชิกที่อยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 1,3,11,12,13,15,17,19 และ 22 ต.ขามเรียง รวม 200 ราย คิดเป็นพื้นที่ 3,000 ไร่

การดำเนินงานของกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเขียบ จะมีการบริหารงานในรูปแบบของคณะกรรมการ แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันไป และทางกลุ่มมีการปันผลกำไรให้แก่สมาชิกผู้ถือหุ้นด้วย ส่วนด้านการปลูกข้าวนั้นสมาชิกส่วนใหญ่จะปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 และปลูกข้าวเหนียวไว้เพื่อการบริโภคในครัวเรือนด้วย เมล็ดพันธุ์ข้าวส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมการข้าว อีกส่วนทางกลุ่มจะผลิตเอง ทำให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี มีการคัดพันธุ์ปน เก็บไว้ใช้ปลูกในฤดูกาลต่อไปก็ทำให้ข้าวมีคุณภาพ หรือขายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงก็ได้ราคาดี สิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจนหลังจากเข้าร่วมทำนาแปลงใหญ่คือ ได้รับความรู้และการสนับสนุนเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีในการผลิตข้าว โดยเฉพาะเครื่องหยอดข้าว ทำให้ต้นทุนทำนาลดลง จากการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมใช้อยู่ที่ 25-30 กก./ไร่ ก็ลดลงมาที่ 10-15 กก./ไร่ ร่วมกับใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ลดการใช้สารเคมี หันมาผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้แทน ที่สำคัญได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องการผลิตข้าวมาตรฐาน GAP และได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมการข้าว ก็เป็นเครื่องการันตีคุณภาพที่ทำให้ขายข้าวได้ราคามาตรฐานสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากงบจังหวัดมหาสารคาม ทั้งเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ เครื่องเกี่ยวข้าว โรงสีข้าว ก็ช่วยลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตได้มากขึ้น

“จากเดิมเกษตรกรจะขายแต่ข้าวเปลือกให้กับโรงสี ไม่มีการแปรรูปอะไรทั้งสิ้น พอเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่หน่วยงานต่างๆ ก็เข้ามาให้ความช่วยเหลือสนับสนุนทุกด้าน จนวันนี้ทางกลุ่มเราสามารถแปรรูปข้าวสาร มีผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิเป็นของตัวเอง ภายใต้แบรนด์ ข้าวเขียบนคร จำหน่ายในร้านค้าชุมชน รวมทั้งทำตลาดออนไลน์ สำหรับเป้าหมายของกลุ่มในอนาคตต้องการผลิตข้าวคุณภาพดีเพื่อส่งออกต่างประเทศ เพื่อให้สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่มีความเข้มแข็ง มีรายได้ที่มั่นคง”

ด้าน นายวัลลภ ไชยโสดา สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเขียบ กล่าวเสริมว่า ตนอายุ 65 ปี มีอาชีพทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ ตนเองก็ทำนามาประมาณ 50 ปี บนเนื้อที่ 31 ไร่ ซึ่งชาวนาก็ทำนากันแบบพื้นบ้านธรรมดาทั่วไป ทำเองขายเอง ราคาก็ไม่ยุติธรรม พอมีการส่งเสริมให้ทำนาแปลงใหญ่ ตนก็คิดว่าจะสามารถเพิ่มอำนาจต่อรองกับโรงสีได้ จึงเข้ามาร่วมกลุ่มกับสมาชิกคนอื่นๆ พอเข้ามาแล้วก็ได้รับความรู้มากมายที่สามารถแก้ปัญหาที่เคยมีมาได้ โดยเฉพาะปัญหาด้านเมล็ดพันธุ์ แต่เดิมทำนาดำก็ไม่ค่อยมีปัญหา แต่พอช่วงหลังนิยมทำนาหว่าน ชาวนาก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจก็คิดว่าหว่านเยอะๆ ไว้ดี ก็หว่านไร่ละ 20-30 กก. ไม่เพียงต้นทุนสูง ยังทำให้มีผลเสียตามมาทั้งข้าวไม่มีคุณภาพและมีปัญหาโรคแมลง พอกรมการข้าวมาแนะนำให้ใช้เมล็ดพันธุ์น้อยลงและให้ใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ต้นข้าวไม่แออัดอากาศถ่ายเทสะดวก ต้นข้าวก็แข็งแรงสมบูรณ์ดี

นอกจากนี้ ก่อนหน้าที่มีโครงการเวลาเกษตรกรจะเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้ต้องไปจ้างให้เขาเป่าเพื่อคัดเมล็ดพันธุ์ดีเก็บไว้ใช้ ราคากระสอบละ 5-10 บาท พอได้รับการสนับสนุนเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์สมาชิกก็มาใช้บริการโดยจ่ายค่าบริการตามที่ตกลงไว้ เพื่อนำมาเป็นทุนหมุนเวียนในกลุ่ม สมาชิกก็จะมีเมล็ดพันธุ์ที่ดี เปอร์เซ็นต์ความงอกสูงเฉลี่ย 80-100% ผลผลิตข้าวที่ได้ก็มีคุณภาพดีตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันเรามีโรงสีข้าวแปรรูปข้าวได้เอง ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ที่ดีขึ้นกว่าการขายแต่ข้าวเปลือกเพียงอย่างเดียว คิดว่าถ้าวันนี้ไม่มีกรมการข้าวและหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ไม่มีโครงการนาแปลงใหญ่ ชาวนาก็คงทำนากันแบบเดิมเหมือนที่เคยทำกันมา ก็คงจะไม่ก้าวหน้ามาถึงขนาดนี้หรอก

กรมชลดันปรับปรุง ระบบระบายน้ำ700ล. แก้ท่วมซ้ำซากพัทลุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298930

x

กรมชลดันปรับปรุง ระบบระบายน้ำ700ล. แก้ท่วมซ้ำซากพัทลุง

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนจะดำเนินการปรับปรุงระบบระบายน้ำฝายคลองหลักสาม ต.คลองเฉลิม อ.กงหรา จ.พัทลุง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก บรรเทาปัญหาอุทกภัย โดยคลองหลักสามมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปีประมาณ 2,307 มิลลิเมตร และปริมาณท่าไหลผ่านเฉลี่ยประมาณปีละ 124.18 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีต้นน้ำจากเทือกเขาบรรทัด ไหลลงมาทางทิศตะวันออก มีความลาดชันสูง ดังนั้นในช่วงฤดูน้ำหลากจะไหลเร็วและแรงมาก ประกอบกับมีลำน้ำสาขาหลายสาขาที่ไหลมาบรรจบกันทำให้มีปริมาณน้ำมาก

สำหรับแผนดำเนินโครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำฝายคลองหลักสามในเบื้องต้นนั้น จะประกอบด้วย การก่อสร้างท่อระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบยาว 345 เมตร ก่อสร้างคลองระบายน้ำดินขุด พร้อมอาคารประกอบ และคันดินถมบดอัดแน่น ความยาว 11.35 กิโลเมตร ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำกลางคลอง 4 แห่ง ก่อสร้างประตูระบายน้ำ 1 แห่ง และก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก 18 แห่ง คาดว่าจะใช้งบลงทุนทั้งสิ้นเกือบ 700 ล้านบาท

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯขับเคลื่อน5ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298935

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯขับเคลื่อน5ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯขับเคลื่อน5ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แม้จะผ่านเวลามากว่า 1 ปี แล้วที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จสู่ดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ แต่พระองค์ก็ได้ทรงพระราชทาน “มรดก” ล้ำค่ามากมายไว้ให้กับลูกหลานไทย โดยเฉพาะปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” อันเป็นแนวทางดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความมั่นคงและยั่งยืน และ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ระบบการเกษตรที่สามารถจัดการทรัพยากรน้ำและพื้นที่เพาะปลูกให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนคนทั้งโลกต่างยกย่องว่า นี่คือ “ศาสตร์พระราชา” อันยิ่งใหญ่ และควรอย่างยิ่งที่จะเดินตามรอย

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัญหาของภาคเกษตรที่สำคัญ คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ และการบริหารจัดการผลิต ทั้งการพัฒนาเรื่องดินและน้ำ ขาดแคลนทุนและโครงสร้างพื้นฐาน มีหนี้สิ้นจากจากผลิตเชิงเดี่ยว และมีความเสี่ยงเสียหายจากภัยพิบัติธรรมชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร ให้เกษตรกรมีรายได้และความภาคภูมิใจในอาชีพ เป้าหมายเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรแปลงใหญ่ ในเขตพื้นที่
เหมาะสม ซึ่งนอกเหนือจากการผลิตสินค้าหลักแล้ว ยังได้ส่งเสริมเกษตรกรมีการผลิตอาหารที่ปลอดภัยบริโภคอย่างเพียงพอในครัวเรือน และนำรายได้จากการผลิตสินค้าหลักมาเป็นเงินออม เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในอนาคต และสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ปี 2560 ขึ้นเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจากพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 70,000 ราย ได้น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือน
และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยในการดำเนินงานดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา ปราชญ์เกษตร บริษัทเอกชน สนับสนุนการดำเนินงานในทั่วทุกพื้นที่เป็นอย่างดี

สำหรับผลการดำเนินงานโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ปี 2560 มีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 70,002 ราย พบว่าหลังจากร่วมโครงการแล้ว เกษตรกรได้นำความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงไปประยุกต์ใช้ทำการเกษตรผสมผสานอย่างเกื้อกูลกัน ตามศักยภาพของตนเองในพื้นที่ เกิดพึ่งพาตนเอง โดยสามารถลดรายจ่ายจากการบริโภคผลผลิตที่ปลอดภัยของตนเองได้เฉลี่ยเดือนละ 533 บาท มีการลดต้นทุนการผลิต และลดใช้การสารเคมี โดยใช้ปัจจัยการผลิตและใช้แรงงานของตนเองได้ เฉลี่ยเดือนละ 556 บาท เกษตรกรมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานในเมือง ลดลงร้อยละ 1.47 มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และจัดทำบัญชีครัวเรือน มีการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ครัวเรือนร้อยละ 18.38 สามารถลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ อีกทั้งยังมีการวางแผนและดำเนินการผลิตในแปลงที่เข้าร่วมโครงการ สร้างรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 4,613 บาท

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า “เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและเกิดการพัฒนาความยั่งยืน ทุกภาคส่วนจึงได้ร่วมกันวางแผนขับเคลื่อนการดำเนินงาน ในปี พ.ศ.2561 โดยกำหนดรับสมัครเกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น จำนวน 70,000 ราย รวมเป็น 140,000 ราย เพื่อถวายรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และร่วมกันทุกภาคส่วนในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมให้เกิดความมั่นคง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้อย่างเพียงพอและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน”

เกษตรบูรณาการ : ทำดี เพื่อพ่อยึดแนวพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298932

251598

เกษตรบูรณาการ : ทำดี เพื่อพ่อยึดแนวพอเพียง

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามติดเรื่องการทำงานกระทรวงเกษตรฯมาอย่างต่อเนื่อง มาถึงวันนี้ต้องบอกว่ากระทรวงเกษตรฯถือเป็นหน่วยงานหลัก ในการแก้ปัญหาภาคการเกษตรของไทย ที่ต้องทำทุกวิถีทางให้ประชาชนกินดีอยู่ดี และกระทรวงเกษตรฯ เองถือเป็นหน่วยงานหลักที่ต้องดำเนินโครงการ กิจกรรมภายใต้โครงการพัฒนาตามแนวทางพระราชดำริ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งโครงการส่วนใหญ่จะเป็นการส่งเสริมอาชีพตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ โครงการบริหารจัดการแหล่งน้ำ และโครงการด้านการฟื้นฟูอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกโครงการล้วนเป็นหลักการทรงงานแนวทางพระราชดำริ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีเป้าหมายลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้ประชาชนพ้นความยากจน สามารถพึ่งพาตนเองได้ในทุกสถานการณ์อย่างยั่งยืน ให้สมกับที่ในหลวง ทรงสอนสั่งและแนะแนวทางให้ประชาชนของพระองค์ ไว้เป็นแนวทาง เมื่อยามที่พระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย

มาวันนี้เพื่อให้เป็นไปตามพระประสงค์ กระทรวงเกษตรฯ โดยท่านพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯบอกเล่าว่า ในปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าส่งเสริมให้เกษตรกรเดินตามรอยพ่อสืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ให้ได้ 140,000 ราย หลังประเมินเกษตรกรเข้าร่วมโครงการผ่านบันไดขั้นแรกลดรายจ่าย เพิ่มรายได้อยู่อย่างพอเพียงได้ตามเป้า  ซึ่งตามเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการตามโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ร่วมกับส่วนราชการในสังกัด สถาบันการศึกษา ปราชญ์เกษตร และภาคเอกชนที่สนับสนุนโครงการ ซึ่งการดำเนินงานปี 2560 พบว่า มีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 70,002 ราย ซึ่งหลังจากเข้าร่วมโครงการแล้ว เกษตรกรได้นำความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ทำการเกษตรผสมผสาน ตามศักยภาพของตนเองในพื้นที่ เกิดการพึ่งพาตนเอง สามารถลดรายจ่ายจากการบริโภคผลผลิตที่ปลอดภัยของตนเองได้เฉลี่ยเดือนละ 533 บาท มีการลดต้นทุนการผลิต และลดการใช้สารเคมี โดยใช้ปัจจัยการผลิตและใช้แรงงานของตนเองได้เฉลี่ยเดือนละ 556 บาท เกษตรกรมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานในเมือง ลดลงร้อยละ 1.47 มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามหลัก เศรษฐกิจพอเพียง และจัดทำบัญชีครัวเรือน มีการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ครัวเรือนร้อยละ 18.38 สามารถลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ อีกทั้งยังมีการวางแผนและดำเนินการผลิตในแปลงที่เข้าร่วมโครงการ สร้างรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 4,613 บาท และในปี 2561 โดยกำหนดรับสมัครเกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น จำนวน 70,000 ราย รวมเป็น 140,000 ราย เพื่อถวายรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และร่วมกันทุกภาคส่วนในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมให้เกิดความมั่นคง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้อย่างเพียงพอและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

เพื่อเป็นการแสดงความไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย แด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 และพสกนิกร ร่วมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี เทิดทูนในสถาบันพระมหากษัตริย์ พ่อหลวงของชาวไทย กระทรวงเกษตรฯ ขอน้อมนำแนวทางที่พระองค์ท่านทรงแนะนำให้เกษตรกร ในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรฯ และทุกภาคส่วนจึงได้ร่วมกันวางแผนขับเคลื่อนการดำเนินงาน ในปี 2561 โดยกำหนดรับสมัครเกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น จำนวน 70,000 ราย รวมเป็น 140,000 ราย เพื่อถวายรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และร่วมกันทุกภาคส่วนในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมให้เกิดความมั่นคง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้อย่างเพียงพอและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อที่จะเป็นรากฐานสำคัญตามนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร ให้เกษตรกรมีรายได้และความภาคภูมิใจในอาชีพให้สมกับที่พ่อหลวงตั้งใจ สืบไป

ราชดำเนิน

ดันยุทธศาสตร์จัดการเชื้อดื้อยา ปศุสัตว์เดินหน้าควบคุมเข้มในสัตว์และคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298931

x

ดันยุทธศาสตร์จัดการเชื้อดื้อยา ปศุสัตว์เดินหน้าควบคุมเข้มในสัตว์และคน

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ การควบคุมให้มีการใช้ยา และการจัดการเชื้อดื้อยาทั้งในคนและสัตว์ โดยคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560-2564 และนายกรัฐมนตรีได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ เพื่อกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ ในการจัดการปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เชื้อดื้อยา เป็นเรื่องสำคัญในระดับโลก ที่มีความเคลื่อนไหวกันมากในหลายภาคส่วน ซึ่งกรมปศุสัตว์มีการควบคุมการใช้ยาในสัตว์มาอย่างต่อเนื่องและให้ความสำคัญทั้งเรื่องการพัฒนามาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ คุณภาพยา
อาหารสัตว์ และวัคซีน เพื่อให้สัตว์ปลอดโรค มีการควบคุม ป้องกัน เชื้อดื้อยา และสารตกค้าง โดยมีหน่วยงานและคณะกรรมการที่เฝ้าระวังเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ

สำหรับการดำเนินการตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพยาปฏิชีวนะที่จำหน่ายในท้องตลาด มีการประกาศห้ามการใช้ยาในวัตถุประสงค์เพื่อเสริมการเจริญเติบโตในทุกชนิดสัตว์ สำหรับสัตว์ปีกมีประกาศห้ามตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 จัดตั้งคณะกรรมการควบคุม แก้ไข และป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยาในสัตว์ และคณะทำงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายคณะ เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบาย พัฒนาและจัดทำแผนเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาในการปศุสัตว์ มีคณะกรรมการเฝ้าระวังสารตกค้าง การจัดทำแผนเพื่อตรวจสอบสารตกค้างจากยาสัตว์ เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะสัตว์ปีก และสุกร เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยเก็บตัวอย่างสินค้าปศุสัตว์ทั้งจากที่ฟาร์มและโรงฆ่า

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาพบปัญหาน้อยมาก เนื่องจากได้จัดทำและรับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์เป็นรายชนิด มาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2543 ซึ่งครอบคลุมทุกชนิดสัตว์ปศุสัตว์ที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเลี้ยงสัตว์เป็นรายชนิด ซึ่งผู้ที่ได้รับการรับรองต้องผ่านการฝึกอบรม โดยหลักสูตรของกรมปศุสัตว์และสัตวแพทยสภา และมีแนวทางร่วมกันกับกระทรวงสาธารณสุข ที่จะออกประกาศให้การใช้ยาปฏิชีวนะทั้งในคนและสัตว์ต้องเป็นไปตามใบสั่งแพทย์และสัตวแพทย์

สศก.เปิดผลศึกษาโลจิสติกส์‘กุ้ง’ แนะเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยง-พัฒนาพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298934

สศก.เปิดผลศึกษาโลจิสติกส์‘กุ้ง’ แนะเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยง-พัฒนาพันธุ์

สศก.เปิดผลศึกษาโลจิสติกส์‘กุ้ง’ แนะเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยง-พัฒนาพันธุ์

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ดำเนินการศึกษาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานกุ้ง ใน 3 มิติ คือ มิติต้นทุน มิติเวลา และมิติความน่าเชื่อถือ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย คือ จังหวัดจันทบุรีและตราด ที่มีผลผลิตกุ้งมากเป็นอันดับ 2 และ 3 ของประเทศ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า มิติต้นทุน ต้นทุนโลจิสติกส์รวมต่อยอดขายของเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 4.84 และสถาบันเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 5.37 ตามลำดับ โดยเกษตรกรมีต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขายที่สูงที่สุด คือ ต้นทุนการจับกุ้ง คิดเป็นร้อยละ 2.14 หรือประมาณครึ่งหนึ่งของต้นทุน โลจิสติกส์ที่เกษตรกรรับผิดชอบ ซึ่งเกิดจากเกษตรกร/สถาบันเกษตรกร ยังไม่มีทักษะและความเชี่ยวชาญในการเลี้ยงและจับกุ้งที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับในส่วนสถาบันเกษตรกร มีต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขาย สูงที่สุด คือ ต้นทุนการเก็บรักษาอาหารกุ้ง ร้อยละ 2.12 เนื่องจากต้องสำรองอาหารกุ้งให้กับเกษตรกรสมาชิก

มิติเวลา พบว่าการจัดหาลูกกุ้ง มีต้นทุนมิติเวลามากที่สุด คือ เกษตรกรจะสั่งล่วงหน้า 15 วัน สถาบันเกษตรกรสั่งล่วงหน้า 20 วัน เนื่องจากลูกกุ้งมีผู้จำหน่ายน้อยรายและขาดแคลนลูกกุ้งต้านทานโรค และ มิติความน่าเชื่อถือ พบว่า อัตราความสามารถในการจัดส่งปัจจัยการผลิตครบตามจำนวนและตรงเวลาของเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 98.05 สถาบันเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 95.75 และสำหรับอัตราความสามารถในการจัดส่งครบตามจำนวนและตรงเวลานัดหมาย คิดเป็นร้อยละ 99.75 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีมาก

ผลจากการศึกษาข้างต้น สศก. ได้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องสำคัญ คือ ควรเน้นถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้มีทักษะและความเชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงและจับกุ้ง รวมทั้งสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมาใช้ในการเลี้ยงกุ้ง จับกุ้ง และรวบรวมกุ้ง เป็นต้น รวมทั้งมีการพัฒนาพันธุ์กุ้งที่มีความต้านทานโรคและมีคุณลักษณะกุ้งที่ตรงกับความต้องการของเกษตรกร ควบคุมกำกับดูแลให้มีการจำหน่ายอาหารกุ้งแบบเสรี เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพและราคาอาหารกุ้งที่เป็นธรรม

กยท.จับมือธ.ก.ส.จัดสัมมนาพัฒนาธุรกิจ- เทคโนโลยี สำหรับสถาบันเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298574

กยท.จับมือธ.ก.ส.จัดสัมมนาพัฒนาธุรกิจ- เทคโนโลยี สำหรับสถาบันเกษตรกร

กยท.จับมือธ.ก.ส.จัดสัมมนาพัฒนาธุรกิจ- เทคโนโลยี สำหรับสถาบันเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 14.00 น.

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กยท. และ ธ.ก.ส. จัดเวทีให้ความรู้และจุดประกายด้านธุรกิจและเทคโนโลยีแก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง SMEs กว่า 40 แห่ง ณ โรงแรม ลี การ์เด้น หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อพัฒนาด้านธุรกิจ และพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ยางพาราให้มีมาตรฐานสากล ตรงตามความต้องการของกลุ่มลูกค้า ที่สำคัญ กิจกรรมครั้งนี้ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันพัฒนาธุรกิจ และเป็นตัวอย่างต้นแบบให้กับสถาบันเกษตรกร หรือกลุ่มอื่นๆ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ยางพาราให้ก้าวสู่ความเป็นสากล และต่อยอดสร้างรายได้ถึงมือเกษตรกรโดยตรง

ทั้งนี้ผู้ร่วมสัมมนาจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง SMEs จาก 40 แห่ง ประมาณกว่า 100 คน จะได้รับความรู้ ความเชี่ยวชาญจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ องค์ความรู้ และการต่อยอดพัฒนาธุรกิจกลับไปเป็นเม็ดเงินที่สร้างรายได้ต่อไป นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันทั้งจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางที่ประสบความสำเร็จสามารถส่งขายผลิตภัณฑ์ไปทั่วโลก กับผู้ประกอบกิจการยางรายใหม่ที่มีความพร้อมนำผลิตภัณฑ์จากยางพาราก้าวสู่ตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะพัฒนาผู้ประกอบการในทุกมิติ ตั้งแต่การเป็นนักคิด นักการตลาดในการนำผลผลิตที่มาจากต้นยางพาราไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และพัฒนาตนเองเป็นนักเทคโนโลยีควบคู่ด้วย เพราะในยุคโลกาภิวัตน์ สามารถส่งผลิตภัณฑ์ตรงถึงมือผู้บริโภคได้ง่าย รวดเร็ว จึงจำเป็นต้องรู้ เข้าใจและเท่าทันเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตามปัจจุบันประเทศผู้ผลิตยางกำลังเผชิญกับกับปัญหาหลักๆ ที่สร้างผลกระทบต่อยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่ ปัญหาโครงสร้าง ในฐานะผู้ส่งออกยางรายใหญ่ แต่ประเทศไทยกลับใช้ยางพาราภายในประเทศเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด ส่งผลกระทบต่อราคา จึงจำเป็นต้องเพิ่มการใช้ทดแทนในประเทศมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับยางพารา และยังมีปัญหาด้านต้นทุนการผลิตในประเทศไทยที่ยังคงสูง อย่างไรก็ตามการสร้างให้เป็นแบรนด์ยางพาราไทยที่ไม่มีประเทศใดสามารถลอกเลียนแบบได้ ตามระบบคุณภาพที่มีมาตรฐานคุณภาพในระดับสากล เป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจค้าขายระหว่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุนและรายได้ที่เข้ามา ให้เกิดความคุ้มค่ากับการลงทุน ปัญหาด้านการกีดกันทางการค้า การลดปัญหาเรื่องนี้ ต้องเรียนรู้ให้เท่าทัน เพราะโลกมีการติดต่อสื่อสารในเรื่องของข้อมูล ดังนั้น การกำหนดมาตรฐานที่สากลยอมรับจะช่วยลดปัญหานี้ได้ ปัญหาแรงงาน ในอดีตมีคนเพียงพอที่จะสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ แต่ปัจจุบันปัญหาแรงงานเกิดขึ้นกับทุกภาคธุรกิจ รวมถึงภาคเกษตรอย่างสวนยางพารา ดังนั้น เทคโนโลยีการผลิตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะลดปัญหาได้

วำหรับการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ยางพาราของประเทศไทย ต้องมีความชัดเจนร่วมกัน ทั้งในเรื่องของคุณภาพ ราคา และการส่งเสริมการขาย โดยต้องร่วมกันคิด เพื่อให้สามารถขายผลิตภัณฑ์ได้ สร้างให้เห็นเอกลักษณ์ของสินค้าอย่างชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกเกิดความสนใจในผลิตภัณฑ์ และสิ่งสำคัญคือการสร้างความน่าเชื่อถือ ที่จะแสดงให้เห็นถึงเรื่องราวความเป็นมาของผลิตภัณฑ์และคุณภาพ ทั้งนี้ ต้องบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเกษตรกร และภาคเอกชน โดยรัฐเปรียบเหมือนศูนย์บ่มเพาะที่จะช่วยสนับสนุนให้ทั้งสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ให้เข้าใจในผลิตภัณฑ์และพัฒนาธุรกิจให้แข็งแรง สามารถเติบโตได้ด้วยตนเอง สร้างความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

กรมชลลุยแก้ปัญหาน้ำพัทลุง ปรับปรุงโครงการ‘ท่าเชียด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298435

กรมชลลุยแก้ปัญหาน้ำพัทลุง ปรับปรุงโครงการ‘ท่าเชียด’

กรมชลลุยแก้ปัญหาน้ำพัทลุง ปรับปรุงโครงการ‘ท่าเชียด’

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าเชียด ต.โคกสัก อ.บางแก้ว จ.พัทลุง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการและพื้นที่เกี่ยวเนื่องครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำ ตลอดจนศึกษาแนวทางเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอกับความต้องการ และแนวทางระบายน้ำท่วมขังในพื้นที่ โดยพิจารณาถึงสภาวะที่น้ำทะเลหนุนบริเวณพื้นที่ตอนล่างของโครงการ พร้อมเสนอระบบการเกษตรและแผนการปลูกพืชที่เหมาะสม โดยนำ Agri-map และเกษตรแปลงใหญ่มาประยุกต์ใช้

นอกจากนี้ ยังจะศึกษาวางระบบโทรมาตรและการเตือนภัยอีกด้วย โดยให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานทุกขั้นตอน ตลอดจนส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ และรูปแบบองค์กรบริหารจัดการน้ำชลประทานที่เหมาะสม

สำหรับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษท่าเชียดดังกล่าว เป็นโครงการชลประทานประเภทฝายทดน้ำ ก่อสร้างเมื่อปี 2514 พื้นที่ 121,527 ไร่ เป็นพื้นที่ชลประทาน 103,298 ไร่ เพื่อส่งน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูกในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำท่าเชียด-บางแก้วตอนล่าง ป้องกันน้ำท่วมเทศบาลแม่ขรี และยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการให้ดีขึ้น แต่ปัจจุบันประสบปัญหาการแพร่กระจายน้ำ เนื่องจากคูส่งน้ำเป็นคลองดิน ระดับน้ำส่วนใหญ่ต่ำกว่าพื้นที่นา และปัญหาการระบายน้ำ เนื่องจากใช้คลองธรรมชาติเป็นคลองระบายน้ำซึ่งมีสภาพตื้นเขินไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างเต็มที่