นายกฯวอนขอความเข้าใจ ไม่ได้ส่งสัญญาณขยายโรดแม็พ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310846

นายกฯวอนขอความเข้าใจ ไม่ได้ส่งสัญญาณขยายโรดแม็พ

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  8 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นายกฯ, วอน, ประชาชนเข้าใจ, ไม่ได้ส่งสัญญาณ, ขยาย, โร้ดแม็พ

“บิ๊กตู่” เผยมติ “สนช.” ขยาย 90 วัน บังคับใช้ “พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส.” ไม่สามารถก้าวล่วงได้ ไปยุ่งมาก ทุกอย่างล้มตามกันไปหมด วอนประชาชนเข้าใจ

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.61 ที่กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ให้สัมภาษณ์ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน – อินเดีย ในโอกาสครบรอบ 25 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดีย และเป็นแขกเกียรติยศร่วมกับผู้นำอาเซียน ในงานวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย ครั้งที่ 69 ระหว่างวันที่ 25-26 มกราคม ถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. โดยให้บังคับใช้ภายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 90 วัน ว่า ตนรับทราบจากข่าว เป็นเรื่องของมติ สนช.ซึ่งตนเคยยืนยันไปแล้วว่าการทำงานของรัฐบาลนั้น มีโรดแม็พ โดยโรดแม็พนั้นเป็นไปตามที่ได้ประกาศไว้ ทั้งนี้ การแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องของสนช. ตนไม่สามารถก้าวล่วงได้ จำไว้ว่าเรื่องของกฎหมายเป็นส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณา หากเราไปยุ่งเกี่ยวมากๆ ก็จะทำให้ทุกอย่างล้มตามกันไปหมด จึงขอให้ฟังเหตุผลของ สนช. ว่าคืออะไร

“ผมเองพร้อมที่จะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และหลักการทุกประการตามขั้นตอนกฎหมาย หลายคนอาจมองว่าผมส่งสัญญาณอะไรหรือเปล่า ผมไม่อาจจะส่งสัญญาณได้หรอก และผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในช่วงเวลาที่ยังมีหน้าที่อยู่ การที่จะเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตาม ผมถือว่าเป็นขั้นตอนกฎหมาย ผมขอความเข้าใจจากประชาชน จากนักการเมืองและพรรคการเมืองด้วย ท่านก็ควรทำในส่วนของท่านให้ดีที่สุด เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ถ้าท่านทำให้พรรคหรือตัวของท่านได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ว่าจะไม่ทำให้เกิดความเสียหายอีกในอนาคต ผมว่าคงไม่เกิดปัญหาอะไรอีกทั้งสิ้น” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกคนอยากจะเลือกตั้ง แต่เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งแล้วตนก็จะไม่ไปขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น แต่อยากให้คิดว่าเมื่อถึงเวลาเลือกตั้งแล้ว สถานการณ์จะสงบหรือไม่ เหตุการณ์เดิมๆ จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ใครจะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในวันข้างหน้าก็ยังไม่ทราบ แต่สิ่งที่รัฐบาลคิดตอนนี้คือ ทำให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพ ทั้งที่ผ่าน วันนี้ และอนาคต จึงอยากฝากประชาชนทั้งประเทศให้ช่วยกันคิด เพราะเราไม่ควรมองเพียงด้านเดียว แต่ต้องมองในทุกปัญหา พร้อมเตรียมทุกมาตรการรองรับ เพราะนี่คือประเทศไทย คนที่อยู่ในห่วงโซ่ประชาธิปไตยคือคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้น ทุกคนควรประพฤติปฏิบัติดี มองแต่ละฝ่ายด้วยสายตาอันเป็นธรรม

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอฝากสื่อและโซเชียลมีเดียให้ช่วยกันพิจารณาด้วยว่าประเทศชาติมีความสำคัญที่สุด ความปลอดภัยมั่นคง การมียุทธศาสตร์คือสิ่งสำคัญต่อประเทศไทยเพื่อที่เราจะได้มีบ้านเมืองที่สงบเหมือนประเทศอื่นเขา ไทยมีโอกาสและศักยภาพมาก ดังนั้น จึงอย่าทำลายศักยภาพของตัวเองด้วยความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน

เมื่อถามว่า หากการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปเป็นกุมภาพันธ์ 2562 ได้วางแผนที่จะบริหารประเทศอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าต้องเป็นเช่นนั้นจริง ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งตนก็ทำงานไปตามโรดแม็พและขั้นตอนต่างๆ ที่วางไว้ อย่างที่เคยบอกแล้วว่า ตนมีแผนในการบริหารราชการแผ่นดินอยู่ 3 ขั้นตอน 1.แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด 2.เตรียมการ เช่น มีรัฐธรรมนูญ และ 3.เตรียมการปฏิรูป ทั้งนี้การปฏิรูปรัฐบาลคงทำไม่เสร็จ โดยแผนปฏิรูปต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทั้งสองส่วนไม่ใช่อยู่ดีๆ จะคิดออกมา ทั้งหมดได้ผ่านฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ผ่านคนหลายระดับ

“อย่าไปฟังหรืออย่าไปเชื่อใครที่บอกว่าจะให้โน้นให้นี่ หรือทำโน้นทำนี่ให้ เพราะความจริงแล้วมันทำไม่ได้มากนัก ที่สำคัญคือจะต้องรับผิดชอบถ้าเกิดปัญหาเกี่ยวกับการเงินการคลังของประเทศ เพราะจะทำให้ประเทศล้มเหลว เนื่องจากการเงินการคลังมีปัญหา รายได้ประชานไม่พอต่อรายได้ จึงอยากให้ทุกคนพิจารณาในทุกมิติ ส่วนใครอยากจะทำต่อจากที่ผมทำมา และถ้าจะพูดอะไรก็ขอให้นึกถึงสิ่งที่ผมพูดไว้ด้วย อย่าพูดให้ประชาชนเข้าใจว่าจะดีอย่างนู้นอย่างนี้ แต่ไม่พูดสิ่งที่ไม่ดีที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำจากนโยบาย จึงอยากให้ทุกคนได้เข้าใจผม ส่วนการเลือกตั้งจะเลื่อนหรือไม่เลื่อน วันนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ จะเกิดอะไรขึ้นอีกผมยังไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องของกลไกกฎหมาย แต่ถือว่าผมรับทราบแล้วกัน

“ชทพ.” แนะ สนช. ปรับทัศนคติ-เลิกสาดโคลนสไตล์การเมืองเก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310845

 “ชทพ.” แนะ สนช. ปรับทัศนคติ-เลิกสาดโคลนสไตล์การเมืองเก่า

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  8 ชั่วโมงที่ผ่านมา
90 วัน, กฎหมาย, บังคับใช้, ทอดเวลา, ร่าง พ.ร.ป.ส.ส., การเมืองเก่า, ทัศนคติ, สาดโคลน,  เลือกตั้ง, สนช., วราวุธ, ชทพ.

“วราวุธ” แนะ สนช. ปรับทัศนคติ-เลิกสาดโคลนสไตล์การเมืองเก่า ไม่ตอบ ร่าง พ.ร.ป.ส.ส. ทอดเวลาใช้บังคับ 90 วัน ระบุหน้าที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมสู่สนามเลือกตั้ง

ที่ร้านกาแฟพรรคชาติไทยพัฒนา 26 ม.ค. 61 – นายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำกลุ่มนิวบลัด พรรคชาติไทยพัฒนา เรียกร้องต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ปรับแนวความคิดให้เป็นความคิดใหม่ ลดการใช้รูปแบบการเมืองแบบเก่า ผ่านการอภิปรายสาดโคลนกับนักการเมืองในที่ประชุมสภา เพื่อให้เกิดแนวคิดใหม่ร่วมพัฒนาประเทศร่วมกับนักการเมืองรุ่นใหม่ หลังจากที่ได้ฟังการอภิปรายของสมาชิก สนช. ระหว่างการอภิปรายร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่ผ่านมา พบการอภิปรายโจมตีฝ่ายการเมือง

 

นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับการแก้ไข ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ในหลายประเด็น เช่น การอนุญาตให้จัดมหรสพเพื่อกระตุ้นความสนใจของประชาชนต่อเวทีหาเสียงของพรรคการเมือง และจำกัดวงเงินเพื่อใช้จัดงานดังกล่าว, การลงโทษบุคคลที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผ่านการตัดสิทธิเป็นข้าราชการรัฐสภา สะท้อนให้เห็นว่าขาดความเข้าใจและประสบการณ์ทางด้านการเมือง ซึ่งตนเข้าใจว่า สนช. ไม่เคยผ่านสนามเลือกตั้ง ไม่เคยลงพื้นที่หาเสียงจึงตรากฎหมายให้เป็นผลในลักษณะเหมือนตาบอดคลำช้าง

ขณะที่ประเด็นการขยายเวลาบังคับใช้ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ออกไป 90 วัน จะทำให้โรดแม็พเลือกตั้ง เดือนพ.ย. 61 ต้องเลื่อนออกไปนั้น นายวราวุธ ปฏิเสธให้ความเห็น ระบุเพียงว่า เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่ต้องเตรียมความพร้อมต่อวันเลือกตั้งที่จะมาถึง เพื่อไม่ให้ประเด็นความไม่พร้อมเป็นปัจจัยที่ทำให้เป็นปัญหาต่อการเลือกตั้ง ทั้งนี้ตนเชื่อว่าเมื่อมีกฎหมายบังคับใช้ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยไม่สร้างปัจจัยที่จะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีก ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าประเด็นดังกล่าวจะสร้างผลกระทบต่อรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนกลายเป็นวิกฤตศรัทธาหรือนั้น ตนฐานะอดีต ส.ส.ตอบไม่ได้ ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

ด้านนายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ อดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า คสช. เลื่อนกำหนดเลือกตั้งถึง 4 ครั้งภายใน 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นที่เกิดขึ้นผ่านที่ประชุมสนช. ตนหวังให้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะเลื่อนเลือกตั้งออกไป ทั้งนี้ตนขอฝากไปยัง สนช. ด้วยว่าประชาชนต้องการเห็นการทำงานที่มีธรรมาภิบาลและใช้จริยธรรมในการทำหน้าที่มากกว่าการใช้อภินิหารเพื่อตรากฎหมาย.

“วิษณุ”ชี้ปัจจัยอื้อเลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310804

“วิษณุ”ชี้ปัจจัยอื้อเลื่อนเลือกตั้ง

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  12 ชั่วโมงที่ผ่านมา
โรดแม็พ, สนช., เลือกตั้ง, วัชรพล, พล.อ.ประวิตร, นาฬิกา, วิษณุ

สนช.ถกกม. ส.ส.ย้ำจำเป็นต้องยืด90วันลุ้นพิจารณากม. สว.ต่อศูกร์นี้ ถกเดือด ม.35 ปมไม่เลือกตั้งตัดสิทธิรับราชการสังกัดรัฐสภา“วิษณุ”ไม่การันตีไม่เลื่อนเลือกตั้งอีก

 

สนช.ถกกฎหมายส.ส.ย้ำจำเป็นต้องขยายเวลาบังคับใช้ 90 วัน  “สุรชัย” ขอประชาชนฟังเหตุผลอย่าปล่อยให้ใครชี้นำสนช.เป็นพวกยื้อโรดแม็พ เผยถกกฎหมายส.ว.ต่อศุกร์นี้ ‘“วิษณุ” แบไต๋ เลื่อนโรดแม็พ ลั่นมิ.ย.ประกาศเลือกตั้ง เลือกจริงภายในก.พ.ปี62 ไม่การันตีไม่เลื่อนอีก อาจมีคว่ำร่าง ด้านประธานป.ป.ช.ยืดอกรับสนิทบิ๊กป้อมจึงถอนตัวจากคณะพิจารณาคดีนาฬิกาหรูเพราะก.ม.กำหนด พร้อมถกเดือดม.35 ปมไม่เลือกตั้งตัดสิทธิรับราชการสังกัดรัฐสภา อัดเละขัดรธน. ขู่ถ้ายังทำยื่นศาล

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2561 ที่รัฐสภา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ทำหน้าที่ประธานในการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวาระ 2 และ 3 จำนวน 178 มาตรา ทั้งนี้ ในการพิจารณามาตรา 2 การให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายหลังพ้น 90 วันนับจากการประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้น นายวิทยา ผิวผ่อง ประธานกรรมาธิการวิสามัญฯ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการขยายเวลาบังคับใช้ว่า เพื่อให้ประชาชนและพรรคการเมืองได้ศึกษาและทำความเข้าใจกฎหมายล่วงหน้า จะได้ไม่กระทำผิดโดยไม่เจตนา นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 1.5 ล้านคนจะได้ปฏิบัติหน้าที่ได้โดยไม่ผิดพลาด ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายออกไปเป็น 90 วัน อีกทั้งที่ผ่านมาก็มีกฎหมายหลายฉบับที่มีการขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายด้วย

สนช.ถกเสียงแตกปมยืด90วัน
นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนคำแปรญัตติไม่ให้ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย อภิปรายว่า สิ่งที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากทำนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการที่กรธ.กำหนดไว้ ทั้งนี้ การทำงานของกรธ.ทำตามมาตรา 267 มีกรอบเวลาชัดเจนคือ เขียนกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับภายใน 240 วันนับแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งกรธ.ทำตามกรอบและวางแผนอย่างดีว่าต้องทำอย่างไร เพราะรู้ดีว่ามีเวลาเพียง 240 วัน ดังนั้นการที่กรธ.เสนอว่าต้องดำเนินการเลือกตั้งใน 150 วันนับแต่ร่างกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้ จึงถือว่าระยะเวลาดังกล่าวมีความยืดหยุ่นเหมาะสมแล้ว นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ขยายเวลายาวกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนดไว้เพียง 90 วันเท่านั้น จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องขยายเวลาอีก 90 วัน

ด้านนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนคำแปรญัตติขอขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเป็น 120 วัน อภิปรายว่า การขยายเวลาบังคับใช้ 90 วันนั้นไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดปัญหากับพรรคการเมือง อาจจะไม่สามารถเตรียมการเลือกตั้งได้ทัน อาจจะต้องมาขอขยายเวลาเพิ่ม ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่ถาโถมเข้ามา ทั้งนี้ คำสั่งคสช.ที่ 53/2560 ที่ให้ขยับเวลาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยเริ่มต้นในเดือนมีนาคมและเมษายนนั้น ส่งผลให้เงื่อนเวลาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองถูกขยับออกไป 6 เดือน ถ้าจะขยายเวลาออกไป 6 เดือนก็จะถูกวาทกรรมต่างๆ อาทิ ยื้อเวลา สืบทอดอำนาจ อย่างไรก็ตามมีขั้นตอนหลายอย่างที่ต้องใช้เวลาดำเนินการมาก เช่น การทบทวนรายชื่อสมาชิกพรรคการเมือง ระบบไพรมารีโหวต ขณะที่กกต.เองก็มีประเด็นใหม่หลายเรื่องที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน อาทิ การหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งไม่รู้ว่ากกต.มีความพร้อมและความรู้แค่ไหน ดังนั้นหากกำหนดเงื่อนเวลา 90 วันตามแรงกดดัน ทำแบบกล้าๆ กลัวๆ เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งอาจจะเกิดปัญหาได้ จึงควรขยายเวลาเป็น 120 วันน่าจะเหมาะสมกว่า

จากนั้นสมาชิกสนช.อภิปรายสลับกันแสดงความเห็น ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย 90 วัน เพราะเป็นระยะเวลาเหมาะสมไม่มากเกินไป เชื่อว่ากกต.และพรรคการเมืองเตรียมตัวได้ทัน อาทิ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสนช. อภิปรายว่า ตัวแทนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องตอบคำถามด้วยว่าทำไมจึงเป็นกรรมาธิการเสียงข้างมาก เห็นด้วยกับการขยายเวลา 90 วัน ซึ่งเข้าใจเอาเองว่าเป็นเพราะกกต.ก็เห็นว่ากำหนดเวลาเดิมอาจจะดำเนินการไม่ทันใช่หรือไม่ จึงเห็นด้วยกับการขยายเวลาดังกล่าว กกต.ต้องอธิบายเหตุผลด้วยว่าทำไมต้องเป็น 90 วัน

 ชี้ขยาย 90 วัน เพื่อพรรคการเมือง
นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสนช. อภิปรายว่า ข่าวลือเรื่องที่ว่าจะมีการล้มกฎหมายลูกนั้นขอให้ผ่านไปได้เลย เพราะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว การขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ออกไปก็เพราะมีขั้นตอนในการดำเนินการแต่ละช่วง ทั้งนี้ การขยายเวลาออกไป 90 วันนั้นน้อยเกินไป ความจริงแล้วอยากได้ 180 วันด้วยซ้ำ แต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรขยายเวลาออกไป 90 วันตนก็เคารพและสนับสนุนกรรมาธิการเสียงข้างมาก ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองออกมาคัดค้านนั้น ขอให้กล้าเอาความจริงมาพูดด้วย ไม่ต้องการระบบไพรมารีโหวตใช่หรือไม่จึงออกมาคัดค้าน อย่างไรก็ตาม อยากให้แปะข้างฝาไว้เลยว่าถ้าไม่ทำไพรมารีโหวตในวันนี้ วันข้างหน้าก็จะไม่มีไพรมารีโหวตตลอดการ ดังนั้นอย่ากล่าวหาสนช.ว่าขยายเวลาเพื่อต่อเวลาให้แก่ตัวเอง

พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต สมาชิกสนช. อภิปรายว่า ถ้าประเทศไทยไม่มีวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จะไม่มีประเทศไทยแบบทุกวันนี้ จะมีแต่การเผาบ้านเผาเมือง แบ่งแยกประเทศ จับอาวุธสงครามมากมาย การพัฒนาประเทศจะไม่เกิดขึ้น ที่ผ่านมานักการเมืองทำอะไรเพื่อประเทศและประชาชนบ้าง มีแต่ใช้วาทกรรมบิดเบือน ชักศึกเข้าบ้าน เรื่องการขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ทั้งนี้ขอเสนอให้บังคับใช้กฎหมายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 60 เดือนหรือ 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

กกต.ชี้ขยาย90วันเพียงพอ
ขณะที่นายนัฏฐ์ เล่าห์สีสวกุล ตัวแทนกกต.ในฐานะคณะกรรมาธิการ ชี้แจงว่าไม่อยู่ในเสียงข้างมากหรือเสียงน้อย เนื่องจากในขณะที่ประชุมเรื่องขยายเวลาตนไม่ได้อยู่ในที่ประชุม แต่ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งมีความพร้อมตั้งแต่ยกร่างรัฐธรรมนูญเราก็เตรียมการเลือกตั้งไปพอสมควรแล้ว ซึ่งผู้ที่เป็นผู้สมัครส.ส.จะอ่านกฎหมายฉบับเดียวแล้วมาสมัครไม่ได้ ต้องอ่านทั้ง 3 ฉบับ ทั้งรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมายส.ส. เพราะมีการทำไพรมารีโหวตเพิ่มขึ้น และกกต.จะต้องดำเนินการตามกฎหมายที่บังคับใช้อยู่แล้ว ตนลองคาดคะเนดูแล้วในเดือนมกราคมกฎหมายดังกล่าวจะผ่านสนช. และอีกประมาณ 5 เดือนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือประมาณเดือนมิถุนายน ถ้าไม่มีการเลื่อนเวลาออกไปก็จะเริ่มนับ 150 วันซึ่งจะจบที่เดือนพฤศจิกายนนี้ ตามที่ผู้นำประกาศไว้ แต่เมื่อมีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560 และติดคำสั่งคสช.ที่ 57/2557 หากยกเลิกคำสั่งดังกล่าวพรรคการเมืองจะสามารถจัดประชุมใหญ่และทำไพรมารีโหวตได้

“สมมุติว่ากฎหมายประกาศในราชกิจจาฯ ในเดือนมิถุนายน พรรคก็จะสามารถประชุมและสามารถทำกิจกรรมทำการเมืองได้ รวมทั้งระยะเวลาในการปรับปรุงพรรคการเมืองใหม่และเก่า เวลาในการดำเนินการจะสิ้นสุดในวันที่ 27 กันยายน ซึ่งรวมแล้วเกือบ 3 เดือน ประมาณ 90 วัน ดังนั้นคณะกรรมาธิการเห็นว่า เพื่อให้เกิดประโยชน์และเป็นเวลาที่เหมาะสมคือ 90 วัน แต่การขยายเวลาการบังคับใช้ออกไป 90 วัน ไม่ได้แปลว่าวันเลือกตั้งต้องขยายออกไป 90 วัน เพราะอำนาจการขยายเวลาบังคับใช้เป็นของฝ่ายบริหาร แต่อำนาจการกำหนดวันเลือกตั้งเป็นของกกต. ดังนั้นปฏิทินการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นชัดเจนในเดือนมิถุนายน 2561 ซึ่งกิจกรรมพรรคการเมืองจะเริ่มได้เมื่อไหร่ก็จะอยู่ในเดือนมิถุนายนเช่นกัน และระยะเวลาภายใน 150 วัน ถ้าให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นเร็วที่สุดคาดว่าจะมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งในวันที่ 70 ของ 150 วันหลังจากพรรคการเมืองทำไพรมารีโหวตแล้ว ดังนั้นการขยายระยะเวลา 90 วันน่าจะเพียงพอ” นายณัฎฐ์ กล่าว

  “สุรชัย” ขอประชาชนฟังเหตุผล
ขณะที่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ว่าด้วยการแก้ไขมาตรา 2 ให้ขยายเวลาการบังคับใช้ ร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ออกไปจากเดิมที่ให้มีผลหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่า สนช.ได้นำเสียงท้วงติงและเหตุผลของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายรวมถึงเหตุผลของสังคมมารับฟัง โดย สนช.พิจารณาเรื่องดังกล่าวบนความยากลำบาก เพราะไม่ว่าจะพิจารณาอย่างไรก็ถูกมองว่าเป็นกระบวนการเดียวกันของการยื้อวันเลือกตั้งตามโรดแม็พ ทั้งนี้ขอให้เข้าใจว่า สนช.มีอำนาจอย่างจำกัด ทั้งประเด็นการปลดล็อก หรือไม่ปลดล็อกคำสั่งของคสช.ที่ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง โดยกระบวนการพิจารณาเรื่องขยายเวลานั้น ขอให้ประชาชนรับฟังเหตุผลของสนช.ด้วย อย่าฟังเฉพาะประเด็นที่ถูกชี้นำผ่านสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 26 มกราคมนี้ จะเข้าสู่การพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. เพื่อไม่ให้เวลาพิจารณาของ สนช.เกิน 60 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

“วิษณุ”รับเลื่อนโรดแม็พช้าสุดก.พ.62
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย ว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้พรรคเก่าหรือพรรคใหม่ เพราะจะมีเวลาทำกิจกรรมพอๆ กัน และตามคำสั่งคสช.ที่ 53/2560 ในข้อ 8 หัวหน้าคสช.จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องรวมถึงพรรคการเมืองมาหารือเกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้ง หลังพ.ร.ป.ดังกล่าวประกาศใช้ ยืนยันว่าการเลื่อนบังคับใช้จะไม่กระทบโรดแม็พ 1-2 ปี อย่างมากเต็มที่แค่ 1-2 เดือนเท่านั้น ทั้งนี้ การเลือกตั้งที่เกี่ยวโยงกับกฎหมายฉบับดังกล่าว สนช.มีเวลาพิจารณา 2 เดือน ซึ่งต้องเสร็จภายในมกราคมนี้ ถ้ามีข้อทักท้วงก็ต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายคือ สนช. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณาในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งจะใช้เวลาพิจารณา 1 เดือน ขณะเดียวกันตามรัฐธรรมนูญจะต้องทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยภายใน 90 วัน

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นอย่างช้าจะประกาศใช้ได้ในเดือนมิถุนายน 2561 และแม้สนช.จะแก้พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส.ให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายใน 90 วัน การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายใน 150 วันหรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2562 แต่ถ้าเลื่อนการบังคับใช้เป็น 120 วัน การเลือกตั้งก็จะเลื่อนออกไปอย่างช้าที่สุดก็คือเดือนมีนาคม 2562 อย่างไรก็ตาม เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้อย่างช้าในเดือนมิถุนายน ตามประกาศข้อ 8 ของคำสั่งคสช.ที่ 53/2560 หัวหน้าคสช.เชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งพรรคการเมือง และกกต.มาหารือถึงความพร้อมในการกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นโรดแม็พสุดท้ายของประเทศ และตรงนี้จะรู้ว่าจะมีการเลือกตั้งวันไหน แต่ถ้าทุกฝ่ายพร้อม การเลือกตั้งก็อาจจะมีก่อนครบกำหนด 150 วันก็ได้ แต่ไม่ช้ากว่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีส.ว.ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งส.ส.อยู่แล้ว

ชี้ยังมีเหตุปัจจัยทำเลือกตั้งเลื่อน
เมื่อถามว่าจะมีปัจจัยอะไรที่เหนือความคาดหมายจนทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มีแต่ไม่ขอพูด ซึ่งไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรและไม่ใช่อย่างที่สื่อคิด ขณะเดียวกันหากสนช.คว่ำกฎหมายก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่อยากพูดถึง เพราะหากสนช.คว่ำ ก็จะต้องช้าออกไป ถ้าร่างกฎหมายใหม่ก็ต้องเลื่อนแน่ แต่ไม่ควรจะเกิดขึ้น มีวิธีเลี่ยงได้ที่จะพบกันคนละครึ่งทาง

“ไม่ว่าใครก็ตามในประเทศนี้ไม่ควรบังอาจพูดเรื่องโรดแม็พเลือกตั้ง แม้แต่นายกฯ ก็ไม่ควรพูด แต่เพราะว่าถูกถามและคาดคั้นให้ตอบให้ได้ จึงต้องตอบจากความน่าจะเป็นไปได้ที่สุดและก็ถือว่าไม่ผิด ซึ่งกรณีนี้ไม่ว่าใครนับนิ้วมือนิ้วตีน ก็นับได้อย่างนั้นจริงๆ แล้วถ้าใครมาบอกว่าโกหก ไม่มีสัจจะ ไม่ใช่สัจจะ แต่เราถูกบีบคอให้พูด ซึ่งไปอธิบายนานาชาติ ชาติไหนเขาก็เข้าใจ เว้นแต่จะแกล้งและพยายามไม่เข้าใจ ส่วนการที่นายกฯ ไปประกาศที่สหรัฐว่าจะมีการเลือกตั้ง พฤศจิกายน 2561 นั้น เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการพูดคุย ไม่มีการลงนามใดๆ เกิดขึ้น เพราะหากลงนามนายกฯ ต้องขอความอนุมัติจากครม.และอาจถึงขั้นต้องแจ้งให้สนช.รับทราบด้วย” นายวิษณุ กล่าว

ลั่นก.ม.ปราบโกงไม่เว้นผู้มีอำนาจ
นายวิษณุยังกล่าวถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามทุจริต ในกิจกรรม “สื่ออยากรู้ รัฐอยากเล่า” ตอน “กฎหมายหลายรสเพื่ออนาคตประเทศ” ที่ได้เชิญคอลัมนิสต์และผู้สื่อข่าวทั้งในประทศไทยและต่างประเทศเข้าร่วมกิจกรรม ว่ายังมีกฎหมายป้องกันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม หรือกฎหมาย 4 ชั่วโคตรที่อยู่ระหว่างการปรับแก้ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และร่างพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ

เมื่อถามว่าไม่เห็นว่าผู้ที่มีอำนาจที่ปกปิดอะไรต่างๆ จะถูกกฎหมายเหล่านี้จัดการได้เลย นายวิษณุกล่าวว่า กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้ผู้ใด หรือยกเว้นให้ผู้ที่มีอำนาจวาสนา ถ้าจะเล็ดลอดจริงก็เพราะใช้กฎหมายไม่ได้ผล กฎหมายก็เหมือนกระดาษ เหมือนดาบถ้าไม่ชักหรือถอดออกจากฝักก็ไม่สามารถฟันใครได้ อยู่ที่เจ้าหน้าที่บังคับการ ของอย่างนี้อายุความไม่มี หรือมีอายุความยาว ต่อให้รอดวันนี้แต่ไม่รอดวันต่อไป วันหนึ่งก็ต้องโดนไม่ว่าจะทุจริตเรื่องใด ส่วนมีการจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินด้วยใช่หรือไม่นั้น ทุกเรื่อง หลายเรื่องที่เป็นคดีความไม่ได้เพิ่งมาเกิด เมื่อรัฐบาลพ้นไปก็สามารถหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ วันนี้มีศาลอาญาทุจริตแล้ว กรรมตามทันติดจรวดแน่นอน เพราะทำให้คดีทุจริตพิจารณาได้รวดเร็วขึ้น

สนช.ถกเดือดปมตัดสิทธิรับราชการ
วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า สนช.ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวาระ 2 และ 3 ทั้งนี้ ในมาตรา 35 เรื่องการจำกัดสิทธิของผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันควรนั้น กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เพิ่มการตัดสิทธิการสมัครเข้ารับราชการ พนักงาน ลูกจ้างของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ราชการฝ่ายรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา (กร.) การตัดสิทธิการได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง และการตัดสิทธิการได้รับการแต่งตั้งรองผู้บริหาร ผู้ช่วยและที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น โดยมีกำหนดการตัดสิทธิเป็นเวลา 2 ปี

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย อภิปรายว่า เห็นด้วยการตัดสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมืองหากไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่ไม่เห็นด้วยกับการจำกัดสิทธิสมัครรับราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการสังกัดรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา (กร.) โดยข้าราชการรัฐสภามีการสมัคร สอบบรรจุ แต่งตั้งตามบัญชี ตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของกร. ถือเป็นข้าราชการเหมือนกับข้าราชการกระทรวงอื่นๆ การที่เขียนจำกัดสิทธิ์เช่นนี้เท่ากับเป็นการเลือกปฏิบัติ ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 26 และมาตรา 40 เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ

ขู่ไม่ถอนยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
ด้านนายอัชพร จารุจินดา ตัวแทนกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น อภิปรายว่า การรับราชการคือการประกอบอาชีพเหมือนกับอาชีพอื่นๆ จึงถือเป็นการจำกัดสิทธิ์ในการประกอบอาชีพ สุ่มเสี่ยงกับการขัดรัฐธรรมนูญ การตรากฎหมายเช่นนี้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

นายตวง อันทะไชย สมาชิกสนช. อภิปรายว่า กรรมาธิการมีนักกฎหมายมากมาย น่าจะเข้าใจไม่ต่างไปจากพวกตน ย่อมรู้ว่าการเขียนกฎหมายจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เรากำลังเขียนกฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อใช้ในการเลือกตั้งส.ส. ดังนั้นน่าจะยอมรับความจริง หากถอนออกไปได้ก็ควรดำเนินการ เพราะถ้าไม่ยอมถอนก็คงต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

อัดซ้ำปมจัดมหรสพทำลต.ไม่สุจริต
นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง ตัวแทนกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยที่จะมีการจัดมหรสพ เพราะอาจจะทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรมได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในวิธีการหาเสียง ทำให้การเลือกตั้งเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องนโยบาย รัฐธรรมนูญปี 2540 พยายามดำเนินการให้พรรคการเมืองเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีความน่าเชื่อถือในฐานะเป็นองค์กรสำคัญของประเทศ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญปี 2560 จึงกำหนดการปฏิรูปประเทศเพื่อให้ประเทศเดินหน้า ที่สำคัญคือการปฏิรูปด้านการเมืองให้เป็นพรรคการเมืองที่มีมาตรฐาน ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานโยบายพรรคเพื่อนำมาโฆษณาหาเสียง แต่ไม่ใช่ใช้มาตรการอื่นมาชักจูงจนทำให้ประชาชนไขว้เขวในระบบการเมืองที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม

กมธ.ยันต้องมี-ให้กกต.วางเกณฑ์
ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการเสียงข้างมาก กล่าวว่า การให้มีมหรสพนั้นจะช่วยป้องกันการเกณฑ์คนมาฟังได้ การบอกว่าไม่มีมหรสพจะทำให้คนสนใจนโยบายพรรคมากกว่านั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดทั้งสิ้น เรื่องการได้เปรียบหรือเสียเปรียบไม่ใช่ปัญหา เพราะเรามีการควบคุมการใช้จ่ายเงิน นอกจากนี้มหรสพยังทำให้คนออกมาค้าขาย ก่อให้เกิดการทำมาหากินที่สุจริต ยืนยันว่าในอดีตที่มีปัญหานั้นเพราะไม่มีกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่วันนี้กกต.มีอำนาจมากมายและยังมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เข้ามาช่วยอีก รวมถึงมีกล้องมือถือถ่ายเป็นหลักฐานได้ ดังนั้นการมีมหรสพจะแก้เรื่องของการเกณฑ์คนและการควบคุมเสียงเลือกตั้งได้

ขณะที่นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ กรรมาธิการ กล่าวว่า กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกสนช.หลายคน รวมทั้งมีการหารือนอกรอบแล้ว ยืนยันว่าการให้จัดมหรสพระหว่างการหาเสียงนั้นยังต้องมีไว้ แต่จะให้กกต.ไปวางหลักเกณฑ์ให้อยู่ในวิสัยตามควรแก่กรณี ไม่ใช่ให้จัดได้โดยเสรี และเพื่อป้องกันการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคเล็กพรรคใหญ่ จะให้ปรับปรุงวงเงินสูงสุดในการว่าจ้างมหรสพของแต่ละเขตพื้นที่ไม่เกินร้อยละ 20 ของวงเงินหาเสียงในแต่ละเขต

“ปัด”บิ๊กตู่”ตั้ง”ไทยนิยม”ปูการเมือง
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน จะเป็นการปูทางเพื่อเข้าสู่การเมืองหรือไม่ ว่าตนเพิ่งเห็นคำสั่งดังกล่าว คิดว่านายกฯ คงอยากเห็นความชัดเจนการทำงานแต่ละเรื่องให้เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้นในช่วงท้ายนี้ ทั้งการลดความเลื่อมล้ำ และปัญหาต่างๆ ที่นายกฯ พูดถึงคงอยากให้มีการขับเคลื่อน ส่วนจะมีเสียงวิจารณ์ว่าปูทางสู่การเลือกตั้งหรือไม่นั้น ตนอยากให้ทุกคนมองว่าเป็นเจตนาที่ดี

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลมีคณะกรรมการหลายชุดแล้ว เหตุใดจึงต้องคณะกรรมการชุดนี้เพิ่มอีก พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า คงต้องถามนายกฯ ดู

  วัชรพลยอมรับสนิทกับ “ประวิตร”
ความคืบหน้าปมนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อเวลา 16.30 น. ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมป.ป.ช.หยิบยกประเด็นนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร ว่าไม่มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา ส่วนเหตุผลในการถอนตัวจากการพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวนั้น เพราะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องลักษณะต้องห้ามที่ไม่ให้เข้าไปทำหน้าที่ อาจจะมีเรื่องของความใกล้ชิด ซึ่งไม่ตรงเป๊ะนัก อีกทั้งเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านมาก่อน ดังนั้นคิดว่าการเข้าไปร่วมพิจารณาอาจจะทำให้มตินั้นเสียไป ตนจึงถอนตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด

เมื่อถามว่าแสดงว่ายอมรับว่าสนิทสนมกับพล.อ.ประวิตร พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า แน่นอนเพราะเคยทำงานกับท่านจึงไม่เหมาะสมที่จะไปพิจารณาเรื่องนี้ ส่วนที่ถามว่าถ้าบอกว่าเป็นการยืมเพื่อนมาแล้วไม่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ตามกฎหมายป.ป.ช.ถือว่าไม่ต้องแจ้งหรือไม่นั้น คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการเป็นผู้พิจารณา ส่วนขณะนี้กลายเป็นว่ากระแสโจมตีป.ป.ช.ว่าพยายามจะปกป้องเรื่องนี้ และจะกลายเป็นมวยล้มต้มคนดูนั้น เป็นกระบวนการทำงาน แต่สื่อมวลชนอาจจะไปคาดการณ์กัน แต่กระบวนการทำงานก็มีแนวทางและระเบียบปฏิบัติอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าท่านจะให้ความมั่นใจกับสังคมได้หรือไม่ว่านาทีสุดท้ายเรื่องนี้จะเกิดความกระจ่าง และสังคมยอมรับกับการตัดสิน พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า เรื่องนี้ประชาชนสนใจอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่และคณะกรรมการต้องทำงานอย่างถูกต้องและเป็นมืออาชีพ

“เพื่อไทย” เหน็บป.ป.ช.ปมนาฬิกา
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีเลขาธิการป.ป.ช.ชี้หากนาฬิกาเป็นของบุคคลอื่น พล.อ.ประวิตร ไม่ต้องแสดงทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ว่า ป.ป.ช.แสดงท่าที ที่ประชาชนอาจไม่มีความเชื่อมั่นว่าจะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ และส่งสัญญาณเหมือนไม่ค่อยเชื่อว่านาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร มีมากถึง 25 เรือนตามที่ปรากฏภาพในโซเชียลมีเดีย แม้ ป.ป.ช.จะเตรียมสอบพยานสำคัญคาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนกุมภาพันธ์นี้ แต่สังคมยังคงต้องจับตาการทำหน้าที่ตรวจสอบของ ป.ป.ช.ว่าตรวจสอบครบถ้วนครอบคลุมหรือไม่ ทั้งนี้น่าสนใจว่าถ้า ป.ป.ช.เชื่อว่าพล.อ.ประวิตร ยืมนาฬิกาเพื่อนมาใส่ทุกเรือนและยังเชื่อว่าแหวนเพชรก็ยืมของแม่มา จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปหรือไม่ว่าผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินแล้วไม่แจ้งต่อป.ป.ช.ก็จะอ้างว่ายืมคนอื่นมาทั้งนั้นแล้วจะทำกันอย่างไร

“การที่เครือข่ายของท่านพยายามเบี่ยงประเด็นว่าเรื่องนี้มีคนในต่างประเทศสั่งการสื่อระดับโลกให้ดิสเครดิตผู้นำรัฐบาลนั้นเป็นไปไม่ได้ ขนาดรัฐบาลนี้มีอำนาจเต็มยังไม่สามารถควบคุมสั่งการสื่อในประเทศได้เลย แล้วคนในต่างประเทศจะไปสามารถสั่งการสื่อต่างประเทศที่มีมาตรฐานและต้นทุนความน่าเชื่อถือสูงระดับโลกได้อย่างไร การที่สื่อต่างประเทศให้ความสนใจเรื่องนี้กันอย่างมากไม่ใช่แค่เรื่องนาฬิกาแต่เป็นความคาดหวังถึงมาตรฐานการตรวจสอบที่มีมาตรฐานมีธรรมาภิบาล ข้อเท็จจริงคือนาฬิกาหรูเหล่านั้นท่านใส่จริง ไม่มีใครยุยงหรือบังคับให้ท่านใส่ ท่านใส่ของท่านเอง และท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธ เอาเข้าจริงประชาชนยังไม่ได้รับฟังคำชี้แจงที่เป็นเรื่องเป็นราวจากท่านเลย แทนที่ท่านจะชี้แจงเองกลับมีแต่เครือข่ายของท่านพยายามออกมาเบี่ยงประเด็นหรือไม่ นาฬิการาคาแพงๆ ระดับนี้บริษัทผู้ขายจะต้องมีเลขทะเบียนกำกับว่าใครเป็นผู้ซื้อหรือไม่ ซื้อเงินสดหรือบัตรเครดิต ป.ป.ช.ได้เรียกให้ส่งนาฬิกามาตรวจสอบครบทุกเรือนหรือไม่ เป็นไปตามที่โชว์หน้าสื่อหรือไม่ ดังนั้นหน้าที่ของพล.อ.ประวิตร คือการไปชี้แจงต่อป.ป.ช.ไม่ใช่ปล่อยให้เครือข่ายไปกล่าวหาคนอื่นเพื่อปกป้องตนเองหรือไม่” นายอนุสรณ์ กล่าว

    จี้ป.ป.ช.หยุดไต่สวนเสนอนิรโทษกรรม
ที่สำนำกงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตัวแทนอดีต 40 ส.ส.พรรคเพื่อไทย นำโดย นายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี นางสมหญิง บัวบุตร อดีตส.ส.อำนาจเจริญ นายธวัชชัย สุทธิบงกช อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ผ่านนายสุทธิ บุญมี ผอ.สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ เพื่อขอความเป็นธรรมและคัดค้านกรณีที่ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมไต่สวนคดีการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยมี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ เป็นประธานคณะอนุกรรมไต่สวน

นพ.เชิดชัย อ่านคำแถลงของกลุ่ม 40 ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่า หลังจากได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีดังกล่าวแล้ว คณะ 40 ส.ส. ได้มีหนังสือไปยังคณะกรรมการป.ป.ช. เพื่อขอให้ทบทวนการมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน โดยเห็นว่าอาจกระทำการโดยไม่มีอำนาจและเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คณะ 40 ส.ส. จึงร่วมกันยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการป.ป.ช. และคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดดังกล่าวให้ยุติการไต่สวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวด้วยเหตุผล 7 ประเด็น คือ 1.การเสนอร่างพ.ร.บ.เป็นกระบวนการใช้สิทธิของฝ่ายนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่ได้รับการคุ้มครองเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ดังนั้นคณะ 40 ส.ส. จึงได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครอง 2.การเสนอร่างพ.ร.บ.เป็นกระบวนการหนึ่งในการตรากฎหมายที่อยู่ในงานของรัฐสภาโดยเฉพาะ จึงกฎหมายให้อำนาจ ป.ป.ช.เข้ามาตรวจสอบ 3.การตราพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นหลักการทางกฎหมายปกติ ที่ผ่านมามีการตรากฎหมายเช่นนี้ถึง 23 ฉบับ ซึ่งการเสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ก็ไม่ได้เป็นการขัดหรือแย้งต่ออนุสัญญาและกติการะหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตหรือคอร์รัปชั่น ไม่ได้มีบทบัญญัติใดขัดหรือแย้งต่อกติกาสากลระหว่างประเทศ

4.ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้มีเนื้อหาเป็นการไปเอื้อประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการเฉพาะ และการทำหน้าที่ดังกล่าวไม่ถือเป็นการบิดผันการใช้อำนาจ สำหรับข้อกังวลว่าร่างกฎหมายนี้จะมีผลต่อคดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในคดีที่ถูกศาลฎีกามีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินกว่า 46,000 ล้านบาท ก็ไม่เป็นความจริง เพราะแต่เนื้อหาของร่างกฎหมายมีการบัญญัติชัดเจนว่าผลของการนิรโทษกรรมไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใดๆ แก่ผู้ได้รับนิรโทษในอันที่จะเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และคดีดังกล่าวเป็นคดีแพ่งไม่ใช่คดีอาญาที่อยู่ในขอบเขตของร่างพ.ร.บ.นี้

นพ.เชิดชัย กล่าวอีกว่า 5.ในช่วงเวลาที่ส.ส.ได้เสนอร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว สถานการณ์ของประเทศอยู่ในภาวะที่เกิดความขัดแย้งแตกแยกรุนแรงในสังคมและในขณะนั้นมีการเสนอกฎหมายที่มีลักษณะเดียวกันถึง 6 ฉบับ ซึ่งมีเนื้อหาเป็นการนิรโทษกรรมเช่นกัน ซึ่งทุกฉบับล้วนมีเจตนาที่ต้องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นของคนในชาติ ลืมความขัดแย้งในอดีตและให้อภัยต่อกัน 6.ในท้ายที่สุดร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมไม่ถูกตราขึ้นเป็นกฎหมาย จึงไม่มีผลบังคับใช้ จึงอาจกล่าวได้ว่า คณะ 40 ส.ส.ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ จากการร่วมกันลงชื่อเสนอร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ไม่อาจกล่าวได้ว่าเกิดความเสียหายใดๆ ขึ้น และ 7.เทียบเคียงกับกรณีประธานป.ป.ช. และประธานอนุกรรมการไต่สวนได้ร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ…. ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญเช่นกัน และเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นลักษณะเดียวกับการเสนอและพิจารณาร่างพ.ร.บ.ทั่วไป

  กต.ย้ำสหรัฐหนุนเดินตามโรดแม็พ
ที่กระทรวงการต่างประเทศ น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว&l

สนช.โหวตขยายเลือกตั้ง 90 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310784

สนช.โหวตขยายเลือกตั้ง 90 วัน

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  1 วันที่ผ่านมา
สนช., เลือกตั้ง

สนช.ถกยาว 14 ชั่วโมงก่อนโหวตขยายเวลาบังคับใช้กม.เลือกตั้งส.ส. 90 วัน ด้วยคะแนน 196 ต่อ 12 งดออกเสียง 14 ไม่ตัดสิทธิรับราชการสังกัดรัฐสภา

            25 ม.ค.61   ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ส.ส.) ในวาระ2-3 ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.พิจารณาเสร็จแล้ว มีจำนวน 178 มาตรา โดยในมาตรา 2 ที่บัญญัติว่า พ.ร.ป.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขให้กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายหลังพ้น 90 วันนับจากการประกาศในราชกิจจานุเบกษา

โดยนายวิทยา ผิวผ่อง ประธานกมธ.วิสามัญฯชี้แจงความจำเป็นการเลื่อนเวลาบังคับใช้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้  90 วันว่า เพื่อให้ประชาชน พรรคการเมือง ได้ศึกษา ทำความเข้าใจกฎหมายล่วงหน้า จะได้ไม่กระทำผิดโดยไม่เจตนา จะได้ไม่กระทำผิดโดยไม่เจตนา อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 1.5 ล้านคน จะได้ปฏิบัติหน้าที่ได้โดยไม่ผิดพลาด จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายออกไปเป็น 90 วัน
นายประพันธ์ นัยโกวิท ตัวแทนจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ( กรธ.) ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อยที่สงวนคำแปรญัตติไม่ให้ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย โดยให้คงตามร่างเดิม กล่าวว่า สิ่งที่คณะกมธ.เสียงข้างมากทำ เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการที่กรธ.กำหนดไว้  โดยการทำงานของกรธ.ทำตามมาตรา 267 มีกรอบเวลาชัดเจนคือ เขียนกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับภายใน 240 วัน นับแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้  กรธ.ได้ทำตามกรอบและวางแผนอย่างดีว่าต้องทำอย่างไร เพราะรู้ดีว่า มีเวลาเพียง 240 วัน

ดังนั้นการที่กรธ.เสนอว่าต้องดำเนินการเลือกตั้งใน 150 วัน นับแต่ร่างดังกล่าวประกาศใช้ ถือว่าระยะเวลาดังกล่าวมีความยืดหยุ่นเหมาะสมแล้ว รวมทั้งกกต.ก็ใช้เวลาทำงานเท่ากัน  รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ขยายเวลายาวกว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ที่กำหนดเพียง 90 วันเท่านั้น จึงไม่เห็นความจำเป็นต้องขยายเวลาอีก 90 วัน เพราะแค่ 150 วันก็ยืดหยุ่นและสามารถปฏิบัติได้ โดยคสช.ไม่เคยขอให้กกต.มาทำอะไรเกี่ยวกับมาตรา 2 เลย

ขณะที่นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน กมธ.เสียงข้างน้อยที่สงวนคำแปรญัตติขอขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเป็น120 วัน ระบุว่า การขยายเวลาบังคับใช้ 90 วันไม่เพียงพอ ทำให้เกิดปัญหาแก่พรรคการเมือง ไม่สามารถเตรียมการเลือกตั้งได้ทัน อาจมาขอขยายเวลาเพิ่ม กลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่ถาโถมเข้ามา ทั้งนี้คำสั่งคสช.ที่ 53/2560 ที่ให้ขยับเวลาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเริ่มต้นในเดือนมี.ค.และเม.ย.ส่งผลให้เงื่อนเวลาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองถูกขยับออกไป 6 เดือน แต่ถ้าจะขยายเวลาออกไป 6 เดือน จะถูกวาทกรรมต่าง ๆ เช่น ยื้อเวลา  สืบทอดอำนาจมา ขณะที่กกต.มีประเด็นใหม่หลายเรื่องที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนเช่น การหาเสียงทางอิเลคทรอนิกส์ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง  ไม่รู้กกต.มีความพร้อมและความรู้แค่ไหน หากไปกำหนดเงื่อนเวลา 90 วัน ตามแรงกดดัน ทำแบบกล้าๆกลัวๆ เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งอาจเกิดปัญหาได้ ควรขยายเวลาเป็น 120 วัน จะเหมาะกว่า

จากนั้นสมาชิกได้อภิปรายส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย 90 วัน เพราะเป็นระยะเวลาเหมาะสม  ไม่มากเกินไป เชื่อว่ากกต.และพรรคการเมืองเตรียมตัวได้ทัน

นายณัฏฐ์ เล่าห์สีสวกุล ตัวแทนกกต.ในฐานะกมธ. ชี้แจงว่า ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งมีความพร้อมตั้งแต่ยกร่างรัฐธรรมนูญเราก็เตรียมการเลือกตั้งไปพอสมควรแล้ว เมื่อคาดคะเนดูว่ากฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาแน่นอน กระบวนการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ไปจบประมาณเดือนมิ.ย.  และหากกฎหมายฉบับนี้ลงราชกิจจานุเบกษาเดือนมิ.ย.2561 ถ้าไม่มีการเลื่อนการบังคับใช้ออกไประยะเวลา 150 วันตามรัฐธรรมนูญจะเริ่มนับทันที ไปจบในเดือนพ.ย.2561

แต่เนื่องจากมีคำสั่งที่ 53/2560 เรื่อง การแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง ผลที่เกิดขึ้น คือ กรณีที่จะจดแจ้งพรรคการเมืองใหม่จะต้องไปขอคสช.ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2561 ส่วนพรรคการเมืองเก่าถูกกำหนดให้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน โดยจะไปจบวันที่ 27 ก.ย.2561 ซึ่งรวมแล้วเกือบ 3 เดือน ประมาณ 90 วัน ดังนั้นทางกมธ.เห็นว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์และเป็นเวลาที่เหมาะสมคือ 90 วัน แต่การขยายเวลาการบังคับใช้ออกไป 90 วัน ไม่ได้แปลว่าวันเลือกตั้งต้องขยายออกไป 90 วัน เพราะอำนาจการขยายเวลาบังคับใช้เป็นของฝ่ายบริหาร แต่อำนาจการกำหนดวันเลือกตั้งเป็นของกกต. ดังนั้น การขยายระยะเวลา 90 วัน น่าจะเพียงพอ

จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาในมาตราต่อไปโดยในมาตรา  35 ที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดสิทธิของผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันควร กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เพิ่มตัดสิทธิการสมัครเข้ารับราชการ พนักงาน ลูกจ้างของส่วนราชการสังกัดรัฐสภาราชการฝ่ายรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา (กร.)  การตัดสิทธิการได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง และการตัดสิทธิการได้รับการแต่งตั้งรองผู้บริหาร ผู้ช่วยและที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น โดยมีกำหนดการตัดสิทธิเป็นเวลา 2 ปี ทั้งนี้สนช.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการ โดยเห็นว่า ข้าราชการรัฐสภาก็เป็นข้าราชการเหมือนกระทรวงอื่น ๆ การเขียนจำกัดสิทธินี้เท่ากับเป็นการเลือกปฏิบัติขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 26 มาตรา 40

ขณะที่นายอัชพร จารุจินดา ตัวแทนกรธ. ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่สงวนความเห็นให้คงตามร่างเดิม  ชี้แจงว่า การตัดสิทธิ์ต้องไม่ขัดกับหลักนิติธรรม ไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพ การตัดสิทธิ์ห้ามสมัครรับราชการสังกัดรัฐสภาเป็นการจำกัดสิทธิ์ในการประกอบอาชีพของบุคคล จึงสุ่มเสี่ยงกัยการขัดรัฐธรรมนูญ

นายวัลลภ ตังคนานุรักษ์ สนช. อภิปรายว่า  การตัดสิทธิการสมัครเข้ารับราชการ เป็นการตัดสิทธิเกินควร มีเจตนาให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รู้ชัด ๆ ว่าการเติมข้อความดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญ แล้วทำทำไม หรือเพื่อต้องการให้มีการยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการเมืองล้วนๆ ไม่มีเหตุผลรองรับ ดังนั้น ขอให้กมธ.ถอนการเพิ่ม (4 ) ออกไป
ขณะที่มาตรา  75 เกี่ยวกับข้อห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากมีมติให้สามารถจัดแสดงมหรสพ งานรื่นเริงระหว่างการหาเสียงได้ จากเดิมที่ห้ามการแสดงมหรสพ งานรื่นเริงระหว่างการหาเสียง อีกทั้งยังห้ามรณรงค์โหวตโนด้วย ซึ่งกรรมาธิการเสียงชข้างน้อยที่มาจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เห็นด้วยกับการจัดให้มีมหรสพ เพราะจะทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต และทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ส่วนกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยกเหตุผลที่ต้องจัดให้มีมหรสพเพราะจะช่วยป้องกันการเกณฑ์คนมาได้ ส่วนเรื่องการได้เปรียบหรือเสียเปรียบไม่ใช่ปัญหา เพราะเราควบคุมการใช้จ่ายเงินได้

จากนั้นเวลา 20.30 น. ภายหลังที่สมาชิกอภิปรายแสดงความเห็นครบทุกมาตราแล้ว ที่ประชุมได้ลงมติวาระ 2 เป็นรายมาตรา  โดยมาตรา 2 เรื่องการขยายเวลาบังคับใช้ร่างพ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส. 90 วัน นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นด้วยคะแนน  196  ต่อ 12  เสียง งดออกเสียง 14 ตามที่กมธ.เสียงข้างมากแก้ไขและได้ลงมติมาตรา 35 เกี่ยวกับการตัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่กมธ.เสียงข้างมากได้เพิ่มการตัดสิทธิการเข้ารับราชการในสังกัดในรัฐสภา ซึ่งที่ประชุมมีมติไม่เห็นด้วย ด้วยคะแนน 118 ต่อ 92 งดออกเสียง 13

แต่เห็นด้วยกับการตัดสิทธิการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองและผู้บริหารท้องถิ่นแก่ผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามที่กมธ.เสียงข้างมากเพิ่มเติม ขณะที่มาตรา 75 เกี่ยวกับเรื่องการจัดมหรสพและงานรื่นเริงระหว่างการหาเสียง ที่กมธ.เสียงข้างมากแก้ไขให้สามารถจัดมหรสพและงานรื่นเริงระหว่างการหาเสียงได้ โดยที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 136 ต่อ 78 งดออกเสียง 8 พร้อมทั้งเพิ่มเติมเนื้อหามาตรา 73 โดยกำหนดกรอบค่าใช้จ่ายการจัดงานมหรสพไม่เกินร้อยละ 20 ของวงเงินหาเสียงพรรคการเมืองตามหลักเกณฑ์ที่กกต.กำหนดในมาตรา 64 ส่วนมาตรา 87 เรื่องการขยายเวลาการลงคะแนนเลือกตั้งจากเดิม 08.00-16.00 น. เป็น 07.00-17.00 น.ตามที่กมธ.เสียงข้างมากแก้ไขนั้น ที่ประชุมลงมติเห็นด้วย 156 ต่อ 59 งดออกเสียง 5

กระทั่งเวลา 23.00 น. ที่ประชุมลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ในวาระ 3 ด้วยคะแนนเอกฉันท์ 213  เสียง งดออกเสียง 4   โดยใช้เวลาพิจารณาทั้งสิ้น 14 ชั่วโมง ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะส่งร่างพ.ร.ป.ดังกล่าวไปให้กกต.และกรธ.ต่อไป

“รัฐบาล”เร่งตีปี๊บแผนปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310754

“รัฐบาล”เร่งตีปี๊บแผนปฏิรูป

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  1 วันที่ผ่านมา

วิษณุ เครืองาม, ปฏิรูป, รัฐบาล

“รัฐบาล”เร่งตีปี๊บแผนปฏิรูป”วิษณุ”ย้ำยังแก้ไข-ปรับแต่งได้ก่อนชงครม.มี.ค.นี้ เผยแผนปฏิรูปการเมืองเล็งบรรจุหลักสูตรปชต.เข้าระบบการศึกษา ดึงไอทีทำธุรกรรมรัฐบาล

           25 ม.ค. 61 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงเรื่องแผนปฏิรูปประเทศไทย ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่  11 ด้านบวก 2 คณะ คือ ตำรวจและการศึกษา ทุกคณะร่างพิมพ์เขียวเสร็จแล้วได้ยกร่างที่หนึ่ง จนเป็นแผนปฏิรูปที่ชัดเจน ว่าแต่ละด้านมีประเด็นและกิจกรรมอะไรบ้าง รวมถึงหน่วยงานไหนดำเนินการและใช้งบประมาณเท่าไรอย่างไร จากนี้ไปประมาณเดือน ก.พ. จะเสนอแผนให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และในเดือน มี.ค. หรือ ต้นเดือนเม.ย. จะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณาและประกาศใช้ โดยจากนี้ไปจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนหรือสื่อพร้อมกับเปิดเวทีวิพากษ์วิจารณ์โดยจะนัดแถลงเป็นกลุ่ม เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยให้ประธานแต่ละคณะแถลงข่าวทุกช่องทางการสื่อสาร

“เหตุผลที่เราต้องดำเนินการปฏิรูป เพราะความต้องการของประชาชน ภาวะติดขัดทางเศรษฐกิจ และ กระแสโลกาภิวัตน์หรือแรงกดดันจากต่างประเทศ เพราะทุกประเทศต่างปฏิรูปประเทศตัวเอง” นายวิษณุ กล่าว

เบื้องต้นได้ตรวจสอบความสอดคล้องแผนปฏิรูปประเทศกับยุทธศาสตร์ชาติรวมถึงสอบถามความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำ หรือประเทศที่มีรายได้สูง และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และเน้นการพัฒนาด้านโครงสร้างและเชื่อมโยงระหว่างแผนหรือนโยบายรัฐบาล นอกจากนี้ได้ให้การบ้านเพิ่มเติมเรื่องการประชาสัมพันธ์ของทุกแผนปฏิรูปว่าประชาชนได้อะไรจากการปฏิรูปครั้งนี้ และ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่การเชิญประชาชน หรือ หน่วยงานรัฐหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับจะเปิดเวทีเฉพาะของแผนปฏิรูปโดยเน้นการพบปะพูดคุยเฉพาะเช่น ภาคธุรกิจ และ ภาคประชาสังคม

ทั้งนี้แผนปฏิรูป 11 ด้าน มีการนำเสนอข้อเสนอแนะ ทั้งที่เป็นข้อเสนอใหม่ ต้องใช้เวลาในการศึกษาเพิ่มเติมด้วย และบางข้อเสนอเป็นงานประจำของหน่วยงานเฉพาะอยู่แล้วที่ต้องไปดำเนินการ หรือบางข้อเสนอเกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมาย สามารถรวบรวมได้ จำนวน 119 ฉบับ บางส่วนเขียนกฎหมายขึ้นมาใหม่และปรับปรุงกฎหมายเดิม โดยจะเร่งดำเนินการต่อไป

สำหรับข้อเสนอของแต่ละคณะที่น่าสนใจ อาทิเช่น คณะปฏิรูปการเมือง เน้นการสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม แบบประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง โดยจะให้มีโรงเรียนประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นด้วยการบรรจุเป็นหลักสูตรพิเศษสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงอุดมศึกษา  โดยไม่ได้เป็นการตั้งโรงเรียนใหม่ขึ้นมา

คณะปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดิน เน้นการให้บริการภาครัฐที่ทันสมัยตอบโจทย์ชีวิตประชาชน ด้วยการนำระบบดิจิทัล e – governmentมาใช้ให้มากขึ้น รวมถึงให้ทบทวนความเป็นนิติบุคคลใหม่ของทุกหน่วยงานภาครัฐ  20 กระทรวง และ 140 กรม เพราะเมื่อมีสถานะเป็นนิติบุคคลเกิดปัญหาตามมามากมายด้านการหวงแหนอำนาจและงบประมาณตัวเอง เช่น งบประมาณเหลือจ่ายไม่สามารถแบ่งหรือจัดสรรให้ต่างกรมหรือต่างกระทรวงได้

คณะปฏิรูปกฎหมายเน้นการปฏิรูปกฎหมายที่ช่วยการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงให้ทบทวนกฎหมายทั้งหมด และให้ออก พ.ร.บ.กลางเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์การออกกฎหมายใหม่ ต้องมีการพิจารณาถึงความจำเป็นเท่านั้น

คณะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เน้นการให้ความช่วยเหลือด้านความเป็นธรรม , คณะปฏิรูปเศรษฐกิจ เน้นการแข่งขันลดความเหลื่อมล้ำและความยากจน ดัวยการตั้งสำนักงานแก้ปัญหาความยกจน คณะปฏิรูปสิ่งแวดล้อม เน้นการดูแลทรัพยากรธรรมชาติทั้งระบบ  คณะปฏิรูปสาธารณสุข เน้นการให้บริการสุขภาพแบบถึงตัวประชาชน และเสนอให้ตั้งแพทย์ครอบครัวขึ้นทุกตำบล เน้นการรักษาพยาบาลประชาชนถึงบ้านโดยเน้นคนจนที่ขึ้นทะเบียนบัตรสวัสดิการของรัฐบาล

คณะปฏิรูปสื่อสารมวลชน เน้นดุลยภาพ เสรีภาพกับการกำกับด้วยความชอบธรรม หรือเสรีภาพบนความรับผิดชอบ , คณะปฏิรูปสังคม เน้นการสร้างบทบาทชุมชนให้เข้มแข็ง คณะปฏิรูปพลังงาน เน้นส่งเสริมโซลาร์ฟาร์ม และ คณะปฏิรูปการทุจริต เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งเบาะแสการทุจริต

“วิษณุ” ลั่นกม.ไม่ยกเว้นคนมีอำนาจโกงแค่ไม่มีใครชักออกมาฟัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310743

“วิษณุ” ลั่นกม.ไม่ยกเว้นคนมีอำนาจโกงแค่ไม่มีใครชักออกมาฟัน

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  1 วันที่ผ่านมา
รัฐบาล, ผลงาน, พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ, ทุจริต,  กฎหมาย, อำนาจ, สนช., วิษณุ

“วิษณุ” เผย รัฐบาลนี้ ออกกม.แล้ว 280 ฉบับ ผลงานชิ้นโบว์แดง คือ “พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ” ลั่น กม. ไม่ได้ยกเว้นคนมีอำนาจทุจริต

 

25 ม.ค.61 เวลา 13.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในกิจกรรม “สื่ออยากรู้ รัฐบาลอยากเล่า” ตอนกฎหมายหลายรส เพื่ออนาคตประเทศไทย จัดโดยสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยมีบรรณาธิการ คอลัมนิสต์ สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมว่า

หน่วยงานที่ทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริต ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) คณะกรรมการป้องกันและการปราบปรามการฟองเงิน(ปปง.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และวันนี้มีศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) มาบูรณาการทำงานร่วมกัน และผลงานที่เห็นคือเรื่องการตรวจสอบข้าราชการพัวพันการทุจริตที่มีคำสั่งและประกาศคสช.ที่มีพักงานไปแล้ว และในอนาคตศอตช.อาจจะยกฐานะขึ้นมา

"วิษณุ" ลั่นกม.ไม่ยกเว้นคนมีอำนาจโกงแค่ไม่มีใครชักออกมาฟัน

นายวิษณุ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีการกฎหมายป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการเล็ดลอดที่เกี่ยวข้องการปราบปรามการทุจริต พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาล ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม หรือกฎหมาย 4 ชั่วโคตรที่อยู่ระหว่างการปรับแก้ของสนช. และร่างพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่เห็นว่าผู้ที่มีอำนาจที่ปกปิดอะไรต่างๆ จะถูกกฎหมายเหล่านี้จัดการได้เลย นายวิษณุ กล่าวว่า กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้ผู้ใด ไม่ได้ยกเว้นให้กับผู้ที่อำนาจวาสนา ถ้าจะเล็ดลอดจริงๆ ก็เพราะใช้กฎหมายไม่ได้ผล กฎหมายก็เหมือนกระดาษ เหมือนดาบถ้าไม่ชักหรือถอดออกจากฝักก็ไม่สามารถฟันใครได้ อยู่ที่เจ้าหน้าที่บังคับการ ของอย่างนี้อายุความไม่มีหรือมีอายุความยาว ต่อให้รอดวันนี้ แต่ไม่รอดวันต่อไป วันหนึ่งก็ต้องโดนจนได้ ไม่ว่าจะทุจริตเรื่องใด

"วิษณุ" ลั่นกม.ไม่ยกเว้นคนมีอำนาจโกงแค่ไม่มีใครชักออกมาฟัน

 

เมื่อถามว่า รวมถึงการจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินด้วยใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ทุกเรื่อง หลายเรื่องที่เป็นคดีความไม่ได้เพิ่งมาเกิด เมื่อรัฐบาลพ้นไปก็สามารถหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ วันนี้มีศาลอาญาทุจริตแล้ว กรรมตามทันติดจรวดแน่นอน เพราะทำให้คดีทุจริตพิจารณาได้รวดเร็วขึ้น

 

เมื่อถามว่า มูลนิธิองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยเปิดเผยว่าองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยได้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติแล้ว นายวิษณุ กล่าวว่า ไทยไม่ได้ถอนตัว เพราะไทยไม่เคยเป็นสมาชิก เป็นเรื่องของเอกชนกับเอกชน.

“วิษณุ”ฉายภาพ”โรดแม็พเลือกตั้ง”ช้าสุดมี.ค.62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310741

“วิษณุ”ฉายภาพ”โรดแม็พเลือกตั้ง”ช้าสุดมี.ค.62

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  1 วันที่ผ่านมา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา, นายกฯ, เลือกตั้ง, วิษณุ

“วิษณุ”เผย มิ.ย.61 รู้โรดแม็พสุดท้ายของประเทศหลัง”กม.ลูกส.ส.” บังคับใช้ “คสช.”อาจเชิญ”กกต.-พรรคการเมือง”ถกเคาะวันเลือกตั้งแนะนับนิ้วมือ นิ้วตีนจะรู้ ช้าสุด 62

            25 ม.ค.61 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีหากสนช.พิจารณาเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งส.ส.90 วัน ในกิจกรรม “สื่ออยากรู้ รัฐบาลอยากเล่า” ตอนกฎหมายหลายรส เพื่ออนาคตประเทศไทย จัดโดยสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยมีบรรณาธิการ คอลัมนิสต์ สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้พรรคเก่าหรือพรรคใหม่ เพราะจะมีเวลาทำกิจกรรมพอ ๆ กัน และตามคำสั่งคสช.ที่ 53/2560 ในข้อ 8 หัวหน้าคสช.อาจจะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องรวมถึงพรรคการเมืองมาหารือเกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้ง หลังกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้ ยืนยันการเลื่อนบังคับใช้ จะไม่กระทบโรดแม็พมากขนาด 1-2 ปี เต็มที่แค่ 1-2 เดือนเท่านั้น

ทั้งนี้โรดแม็พการเลือกตั้งที่เกี่ยวโยงกับกฎหมายฉบับนี้ สนช.มีเวลาพิจารณา 2 เดือน ซึ่งต้องเสร็จภายในมกราคมนี้ ถ้ามีข้อทักท้วง ก็ต้องตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายคือ สนช. กรธ.และกกต. โดยจะใช้เวลาพิจารณา 1 เดือน คือเดือนกุมภาพันธ์ 61 และตามรัฐธรรมนูญจะต้องทูลเกล้าฯ ให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยภายใน 90 วัน คาดว่าประมาณมีนาคม 61 เพราะฉะนั้นอย่างช้า จะประกาศใช้ได้ในเดือนมิถุนายน 61  แม้สนช.จะแก้พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส.ให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายใน 90 วัน และจะมีการเลือกตั้งหลังจากนั้นภายใน 150 วันหรือประมาณเดือนกุมภาพันธุ์  62 แต่ถ้าเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายลูกส.ส.เป็น 120 วัน การเลือกตั้งก็จะเลื่อนออกไปอย่างช้าที่สุดก็คือเดือนมีนาคม 62
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้อย่างช้าในเดือนมิถุนายน 61 ตามประกาศข้อ 8 ของคำสั่งคสช.ที่ 53/2560 หัวหน้าคสช.อาจเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งพรรคการเมือง และกกต.มาหรือถึงความพร้อมในการกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นโรดแม็พสุดท้ายของประเทศ ตรงนี้จะรู้ว่าจะมีการเลือกตั้งวันไหน อย่างไร และการที่คสช.คลายล็อกทีละขั้นเพราะยังไม่รู้ว่าจะมีปัญหาอะไรข้างหน้าบ้าง ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นจะมีกกต.ชุดใหม่แล้วหรือยัง พรรคการเมืองมีความพร้อมแค่ไหน ดังนั้นหัวหน้าคสช.จึงกำหนดในคำสั่งว่าอาจเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองและกกต.มาหารือร่วมกัน ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่เชิญ เราเชิญแน่ แต่ถ้าทุกฝ่ายพร้อม การเลือกตั้งก็อาจจะมีก่อนครบกำหนด 150 วันก็ได้ แต่ไม่ช้ากว่านั้น และถึงอย่างไรก็ต้องมีส.ว.ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งส.ส.อยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีปัจจัยอะไรที่เหนือการควบคุมจนทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มีแต่ไม่ขอพูด ซึ่งไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไร และไม่ใช่อย่างที่สื่อคิด

เมื่อถามว่า การที่สนช.คว่ำกฎหมายเลือกตั้งส.ส. จะถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่เหนือการควบคุมหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ตนไม่อยากพูดถึง เพราะหากสนช.คว่ำ มันก็จะต้องช้าออกไป ถ้าร่างกฎหมายใหม่ก็ต้องเลื่อนแน่ แต่ไม่ควรจะเกิดกรณีเช่นนี้ มันมีวิธีเลี่ยงได้ ถ้าไม่พอใจก็มาแก้ที่จุดนั้น มันต้องมีวิธีจัดการพบกันคนละครึ่งทาง

“ไม่ว่าใครก็ตามในประเทศนี้ ไม่ควรบังอาจพูดเรื่องโรดแม็พเลือกตั้งเลยด้วยซ้ำไป พูดก็พูดเถอะ แม้แต่นายกฯ ก็ไม่ควรพูด แต่เพราะว่าถูกถามและคาดคั้นให้ตอบให้ได้ จึงต้องตอบจากความน่าจะเป็นไปได้ที่สุดและก็ถือว่าไม่ผิด  ซึ่งกรณีนี้ ไม่ว่าใคร นับนิ้วมือ นิ้วตีน ก็นับได้อย่างนั้นจริง ๆ ผมก็นับให้คุณฟัง ถ้าเราตัดปัจจัยที่มันเพิ่งโผล่ขึ้นมา มันก็เป็นเช่นนั้น แต่ถ้ามีโน่นนี่โผล่ขึ้นมา เช่น 90 วัน แล้วใครมาบอกว่านี่โกหก ไม่มีสัจจะ มันไม่ใช่สัจจะ แต่เราถูกบีบคอให้พูด เรื่องแบบนี้ปัจจัยที่ทำให้ไม่เป็นไปตามกำหนดเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 61 นั้น ไปอธิบายนานาชาติ ชาติไหนเขาก็เข้าใจ เว้นแต่จะแกล้งและพยายามไม่เข้าใจ” นานวิษณุ กล่าว
เมื่อถามว่า คสช.คิดจะปลดล็อกหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ต้องถามคสช.ว่าจะปลดล็อกหรือไม่ ตนไม่ได้เป็นคสช. จึงไม่ทราบรายละเอียด รู้แต่เพียงว่าเขาพูดคุยกันถึงเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายกฯไปประกาศที่สหรัฐฯ ว่าจะมีการเลือกตั้ง พ.ย.61  นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นเพียงการพูดคุย ไม่มีการลงนามใด ๆ เกิดขึ้น เพราะหากลงนามนายกฯต้องขอความอนุมัติจากครม.และอาจถึงขั้นต้องแจ้งให้สนช.รับทราบด้วย

นาฬิกาส่อมวยล้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310649

นาฬิกาส่อมวยล้ม

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  1 วันที่ผ่านมา
นาฬิกา, บิ๊กป้อม, พล.อ.ประวิตร, สุเทพ, วัชรพล

“ป.ป.ช.” คาดปมนาฬิกาหรู สรุปได้ภายใน ก.พ. แบไต๋หากสอบได้ว่าเป็นของบุคคลอื่น “บิ๊กป้อม” ไม่ต้องแสดงในบัญชีทรัพย์สิน ด้าน “วัชรพล” ขอถอนตัวจากการพิจารณาคดีแล้ว

 

“ป.ป.ช.” คาดปมนาฬิกาหรู สรุปได้ภายใน ก.พ. แบไต๋หากสอบได้ว่าเป็นของบุคคลอื่น “บิ๊กป้อม” ไม่ต้องแสดงในบัญชีทรัพย์สิน ด้าน “วัชรพล” ขอถอนตัวจากการพิจารณาคดีแล้ว ขณะที่ “ประวิตร” รูดซิปปาก ทีมรปภ.6 คนประกบติดกันสื่อเข้าใกล้ “สุเทพ” พร้อมแกนนำ กปปส.สู้คดีกบฏ ด้านศาลให้ประกันตัวสั่งห้ามออกนอกประเทศ สหรัฐแถลงจุดยืนหวังไทยจัดเลือกตั้งพ.ย.61 ขณะที่ “บิ๊กตู่” ตั้งคณะกรรมการไทยนิยมยั่งยืน “ขนครม.-ปลัด-ผบ.เหล่าทัพ-สมช.” ร่วมทีม

ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงถึงความคืบหน้าการตรวจสอบนาฬิกาและแหวนเพชร ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ว่า ปัจจุบันมีภาพนาฬิกาปรากฏผ่านสื่อทั้งหมด 25 เรือน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะต้องตรวจสอบความมีอยู่จริง การตรวจสอบเบื้องต้นได้ให้รองนายกฯ ชี้แจง ซึ่งมีการชี้แจงผ่านสื่อว่าไม่ใช่ของท่าน ก็เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบเพื่อยืนยันข้อมูล ทั้งนี้จากการที่สื่อนำเสนอข้อมูลนาฬิกาทั้ง 25 เรือนนั้น บางเรือนมีรูปที่ไม่ชัดเจน บางเรือนเห็นเพียงแค่สาย จึงต้องตรวจสอบว่าข้อมูลเท็จจริงเป็นอย่างไร มี 25 เรือนจริงหรือไม่ หรืออาจเป็นภาพซ้ำ ซึ่งความจริงแล้วอาจมีแค่ 15 เรือน และต้องตรวจสอบว่าเป็นนาฬิกาของใคร ใครเป็นเจ้าของ ส่วนการสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้น สัปดาห์ที่ผ่านมาสอบพยานไปทั้งหมดแล้ว ยังเหลือพยานอีก 1 ราย ซึ่งเป็นพยานสำคัญ ขณะนี้อยู่ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ โดยจะกลับมาสัปดาห์หน้าและมีการนัดหมายที่จะไปรับฟังการชี้แจงในสัปดาห์หน้า

    ป.ป.ช.แจงนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม
นายวรวิทย์ กล่าวว่า นอกจากนั้นได้สอบถามไปยังตัวแทนจำหน่ายด้วยแต่ยังตอบมาไม่หมด คิดว่าต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบสักพัก คาดว่าถ้ารวบรวมข้อมูลครบถ้วนเรียบร้อยข้อเท็จจริงยุติตามแผน ก็สามารถสรุปได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ อย่างไรก็ตาม ถ้านาฬิกาเป็นของบุคคลอื่น พล.อ.ประวิตรก็ไม่ต้องแสดง แต่หากเป็นของท่านต้องถามว่าท่านได้มาเมื่อไหร่ และถ้าได้มาก่อนรับตำแหน่งทำไมไม่แจ้งในบัญชีทรัพย์สิน แต่หากได้มาหลังจากรับตำแหน่งก็ยังไม่ถึงเวลายื่น ส่วนการให้ยืมจะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 103 หรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงเขายังไม่บอกว่าเป็นการให้หรืออะไร แต่ ป.ป.ช.ก็ดูครอบคลุมทั้งหมด หากเกี่ยวข้องกับกฎหมายเรื่องไหน เจ้าหน้าที่ก็ดูรอบด้านอยู่แล้ว ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา ได้นำเสนอความคืบหน้าในการรวบรวมข้อมูลกรณีดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุม โดย พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ได้แถลงต่อที่ประชุมว่าเมื่อสำนักงาน ป.ป.ช.ได้รวบรวมข้อมูลเรื่องดังกล่าวแล้วเสร็จ และเสนอให้ ป.ป.ช.พิจารณา จะขอถอนตัวจากการพิจารณาคดีนี้

    ชี้ผิดตามม.103ต้องตีเป็นเงินได้
นายวรวิทย์ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งกรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุ พล.อ.ประวิตรอาจเข้าข่ายความผิดกฎหมายป.ป.ช. มาตรา 103 กรณีการให้หรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาทนั้นว่า การจะตีความกรณีการรับประโยชน์อื่นใดนั้น ต้องตีราคาเป็นตัวเงินได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่เป็นข่าวเจ้าหน้าที่ไปใช้บริการสถานบริการวิคตอเรีย ซึ่งได้รับส่วนลดกี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไปตามนั้น ซึ่งสามารถตีเป็นเงินได้ อาจเข้าข่ายความผิด แต่ในกรณีนาฬิกาหรูนั้น ไม่สามารถให้ความเห็นได้ว่า จะเข้าข่ายหรือไม่ ต้องให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเป็นผู้พิจารณาวิเคราะห์ อย่างไรก็ตามยืนยันว่า ป.ป.ช.จะพิจารณาทุกประเด็น เรื่องการเอาผิดตามมาตรา 103 ที่ผ่านมา ป.ป.ช. เคยเอาผิดประเด็นดังกล่าวมาแล้ว แต่จำไม่ได้จึงไม่สามารถบอกว่ามีกรณีใดบ้าง

ส่องสัมพันธ์ลึกวัชรพล-บิ๊กป้อม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสาเหตุที่ พล.ต.อ.วัชรพลต้องถอนตัวจากการสอบสวนปมนาฬิกาหรู เพื่อลบข้อครหาที่สังคมจับตามอง เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าสายสัมพันธ์ของประธานป.ป.ช.กับพล.อ.ประวิตรสนิทแนบแน่นกันมายาวนาน ตั้งแต่ช่วงหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 พล.ต.อ.วัชรพล ได้รับการวางตัวให้มาปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แทน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ถูกคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิก สนช. และได้รับตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ก่อนจะลาออกจาก สนช. และรองเลขาธิการฯ เพื่อลงสมัครเป็นกรรมการ ป.ป.ช. จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน ป.ป.ช.ในที่สุด
ความสัมพันธ์นี้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อ พล.อ.ประวิตรส่งสัญญาณไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และ สนช. ไม่ให้มีการเซตซีโร่ ป.ป.ช.ชุดนี้ ต่างจากองค์กรอิสระอื่นๆ ดังนั้นการชี้ขาดแหวนเพชรและนาฬิกาหรู ของ ป.ป.ช.ครั้งนี้ จึงมีผลต่อความเชื่อมั่นในสายตาประชาชนเป็นอย่างมาก รวมไปถึงภาพลักษณ์ข้อครหาเดิมที่มององค์กรอิสระในอดีตว่าถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

ยิ่งเมื่อเจาะลึกลงไปถึงการทำงานของ ป.ป.ช. 9 คน ยังแบ่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ที่ยังอยู่ในตำแหน่ง 4 คน ประกอบด้วย นายปรีชา เลิศกมลมาศ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง นายณรงค์ รัฐอมฤต และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กับกรรมการ ป.ป.ช.ที่เพิ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุม สนช.อีก 5 คน คือ พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ นายวิทยา อาคมพิทักษ์ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ นางสุวณา สุวรรณจูฑะ และนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร ซึ่งแรงกดดันนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปเฉพาะ ป.ป.ช.เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อรัฐบาล นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ประกาศเดินหน้าปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นถึงขั้นหยิบยกให้เป็นวาระแห่งชาติ และไม่คบคนโกง

      “วีระ”สวนทำไมไม่แจงทรัพย์สิน
ด้านนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กแสดงความเห็นกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ยุติปมนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ ป.ป.ช.ตรวจสอบ เพราะมองเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทุจริตงบประมาณแผ่นดินว่า พล.อ.ประยุทธ์บอกนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตรเป็นเรื่องส่วนตัว พูดออกมาอย่างไม่มีสำนึกและความรับผิดชอบ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องที่จงใจปกปิด ถ้าสุจริตและโปร่งใสทำไมไม่แจ้งบัญชีต่อ ป.ป.ช. ประชาชนสงสัยพล.อ.ประวิตรว่าทำไมจึงร่ำรวยผิดปกติ และอยากรู้ที่มาของเงินที่เอามาซื้อนาฬิกาหรู หากเป็นเงินที่ได้มาจากการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ นั่นไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเพราะรัฐและประชาชนเสียหาย
ทีมรปภ.เข้ม“บิ๊กป้อม”สกัดสื่อ

ด้านความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตร พบว่าได้เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เมื่อมาถึง ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงการที่รัฐบาลจะซื้อลิขสิทธิ์ให้คนไทยได้ดูบอลโลก และเรื่องที่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมนไรท์ วอทช์” เสนอรายงานต่อสภาของสหภาพยุโรป(อียู) โดยแนะนำว่าถึงเวลาที่ต้องปิดตลาดประมงไทยแล้ว เพราะรัฐบาลไทยแก้ปัญหาไม่ถึงแก่น แต่พล.อ.ประวิตรเดินหน้าอมยิ้ม ไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมครั้งนี้ทีมรักษาความปลอดภัยของพล.อ.ประวิตร มีการเตรียมการอย่างดี โดยใช้ทีมรักษาความปลอดภัยถึง 6 คน ในการสกัดกั้นไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าใกล้ หลังจากเมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา ทีมรปภ.ถูกตำหนิว่าทำไมไม่กันผู้สื่อข่าว ปล่อยให้เข้ามาได้อย่างไร จากนั้นเวลา 12.00 น. ภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ พล.อ.ประวิตรได้เดินลงจากตึกบัญชาการ 1 ด้วยสีหน้าเรียบเฉย มุ่งหน้าขึ้นรถยนต์เพื่อออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยมีคณะผู้ติดตามและเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย 6 คน เดินตามขนาบข้างซ้ายขวาตั้งแต่ประตูเข้า-ออกตึก จนถึงประตูรถ

    “เพื่อไทย” แถลงต้านยืดกฎหมายส.ส.
วันเดียวกัน พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เรื่องขอคัดค้านการเลื่อนระยะเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการมีมติดังกล่าวขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยมีวาระทางการเมืองแอบแฝง เปิดช่องให้มีการสืบทอดอำนาจและอยู่ในตำแหน่งต่อไป กล่าวคือ 1.คสช.ใช้เทคนิคหรืออภินิหารทางกฎหมายหลายครั้ง ซึ่งอาจทำให้เข้าใจว่าต้องการอยู่ในอำนาจให้ยาวนานที่สุดหรือไม่ 2.เมื่อพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ประกาศใช้แล้ว กฎหมายได้กำหนดให้พรรคการเมืองที่มีอยู่ คงเป็นพรรคการเมืองต่อไป และรับรองสมาชิกพรรคให้เป็นสมาชิกพรรคต่อไป และได้กำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินงานด้านธุรการของพรรคเพื่อเตรียมพร้อมในการเลือกตั้ง แต่ คสช. และ กกต.กลับตีความว่าประกาศ คสช.ฉบับที่ 57/2557 ที่ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองมีผลใช้บังคับอยู่ ทำให้พรรคการเมืองไม่อาจปฏิบัติตามกฎหมายได้ แทนที่ คสช.จะยกเลิกประกาศและคำสั่งดังกล่าว กลับออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 ซึ่งมีแต่เกิดผลเสียต่อพรรคการเมืองเดิม แต่กลับเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มการเมืองที่เตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่หรือไม่

3.ระหว่างมีการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ของสนช. คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กลับเสนอให้มีการเลื่อนระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไปอีก 90 วัน โดยอ้างเรื่องเงื่อนไขและกรอบเวลาตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ทำให้ คสช. สนช. รวมถึง องค์กรในเครือข่ายของ คสช.ได้อยู่ในอำนาจต่อไป เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง และเปิดโอกาสให้หัวหน้า คสช.ใช้ทรัพยากรของรัฐในการหาเสียงล่วงหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ หรือไม่ 4.การขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมาย เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถจัดประชุม จัดหาสมาชิก เตรียมผู้สมัคร อาจรวมถึงการหาเสียงล่วงหน้าได้ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 แล้ว การขยายเวลาไปอีก 90 วัน ย่อมทำให้กลุ่มการเมืองนี้ มีเวลาเตรียมการสำหรับส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งถึงหนึ่งปีเต็ม ขณะที่พรรคการเมืองเดิมยังไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ เมื่อมีการยืดเวลาบังคับใช้กฎหมายต่อไปเท่าใดก็จะมีผลกระทบต่อพรรคการเมืองเดิมมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

5.อาจเห็นชัดเจนแล้วว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นย่อมมิได้เป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรมตามหลักการสากลหรือไม่ และ 6.การที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ต่อประชาชนและนานาชาติและยืนยันคำประกาศดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง ว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561 การเลื่อนกำหนดวันเลือกตั้งออกไปจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น พรรคเพื่อไทยจึงขอคัดค้านและไม่เห็นด้วยต่อการเลื่อนระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งออกไปอีก 90 วัน และขอให้เร่งคืนอำนาจให้แก่ประชาชนตามโรดแม็พที่ประกาศไว้

  “วิษณุ”ชี้สนช.ต้องแจงให้ชัด
ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์คัดค้านการขยายเวลาบังคับใช้ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ตามข้อเสนอของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เนื่องจากมองว่า ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ว่า ไม่ขอออกความเห็นในเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องของ สนช. ที่จะพิจารณากฎหมายนี้ในวันที่ 25 มกราคมนี้ ทั้งนี้การทำงานทุกอย่างมีขั้นตอนอยู่แล้ว อีกทั้งทาง สนช.ก็ยังไม่ทราบว่าจะมีการปรับแก้หรือไม่ ซึ่งเมื่อเข้าที่ประชุมใหญ่ก็มีทางอยู่ 3 ทาง คือ 1.ตามร่างเดิมที่ให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ในวันถัดไปหลังมีมติเห็นชอบ 2.ตามที่กรรมาธิการฝ่ายข้างมากเสนอให้เลื่อนการบังคับใช้กฎหมายออกไป 90 วัน และ 3.ตามที่ฝ่ายกรรมาธิการฝ่ายข้างน้อยเสนอให้เลื่อนบังคับใช้กฎหมายออกไป 120 วัน ซึ่งก็อาจจะกระทบโรดแม็พการเลือกตั้งหรือไม่ก็ได้ และอาจต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีกประมาณ 1 เดือน แต่จะต้องอธิบายและชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงเลื่อนออกไป เชื่อว่าทุกคนเข้าใจในส่วนนี้

      ชี้พรรคการเมืองใช้ทุกวิธีปลดล็อก
ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตรวจสอบคำสั่งคสช.ที่ 53/2560 เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีพูดแล้ว นายกฯ ตอบว่าไม่เป็นไร ว่าไปตามขั้นตอน ไม่มีความผิดที่จะสงสัยหรือจะยื่น ส่วนยื่นไปแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะรับหรือไม่ก็ว่าไป ถ้าบอกว่าขัดก็ปรับแก้ ถ้าไม่ขัดก็ใช้ไป

เมื่อถามว่าการใช้วิธีไปยื่นเรื่องเพราะต้องการให้ปลดล็อกทางการเมืองหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ทราบมานานแล้วว่าพรรคการเมืองต้องการให้ปลดล็อก จึงใช้ทุกวิธี

    “บิ๊กป๊อก”ลั่นงานเดินไม่ได้ต้องใช้ม.44
ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า จัดโครงการเสวนาเรื่อง “การปฏิรูประบบราชการ 4.0 ประชาชนอยากได้อะไร” โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดการเสวนา ตอนหนึ่งว่า การบริหารราชการแผ่นดินของทุกรัฐบาลต้องตอบสนองความต้องการของประชาชนในทุกเรื่องโดยผ่านกลไกราชการเป็นระบบสำคัญ ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันพยายามนำพาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยใช้แนวทางประชารัฐ และใช้ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปของรัฐลงไปข้างล่าง โดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 12 เป็นกรอบให้หน่วยงานต่างๆ ใช้ดำเนินงาน ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังพัฒนาระบบราชการคือ 1.พัฒนาการให้บริการประชาชน 2.ปฏิรูปกฎหมายที่ยังไม่สามารถให้บริการประชาชนได้ดี 3.การใช้ดิจิทัลเข้ามาในระบบราชการ รวมถึงการพัฒนาคนไปสู่ศตวรรษที่ 21 โดยต้องพัฒนาเรื่องการเรียนรู้ วิเคราะห์และสังเคราะห์ได้ ถ้าทำได้ครบก็จะพัฒนาไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการทำงานของกรรมาธิการศึกษาระบบข้อมูลกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินแบบประชารัฐ มองว่าถือเป็นเรื่องดี เพราะจะสะท้อนให้เห็นถึงการใช้งบประมาณ ใช้กลไกที่มีอยู่ว่าคุ้มค่าหรือไม่ ตอบสนองประชาชนหรือไม่ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีโครงสร้างการบริหารงานผ่านกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งให้รองนายกฯ เป็นผู้ขับเคลื่อน ติดตาม ดูแลและกำกับทุกแผนงาน โดยแบ่งการดูแลรัฐมนตรีเป็นกลุ่มๆ และแต่ละประเภท เช่น กลุ่มงานความมั่นคง กลุ่มเศรษฐกิจ นอกจากนี้รัฐบาลได้ตั้งกลไกป.ย.ป.ขึ้นมาอีกกลไกหนึ่งเพื่อให้ทราบความคืบหน้าการขับเคลื่อนงานมากยิ่งขึ้น มาเสริมสิ่งที่มีอยู่ และถ้างานไปไม่ได้ก็ต้องใช้มาตรา 44

    ยันไม่มีใบสั่งให้ สนช.ยืด90 วัน
นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ สนช.จะพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.โดยให้เลื่อนออกไป 90 วัน หลังมีผลบังคับใช้ ว่า “เป็นเรื่องของ สนช.จริงๆ ต้องบอกจริงๆ ว่า ไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นหน้าที่ของ สนช.ที่ต้องพิจารณา” ส่วนที่ฝ่ายการเมืองออกมาระบุว่าไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าวนั้น เป็นหน้าที่ของ สนช.ที่จะต้องรับฟังข้อมูลตรงนี้ให้ถ้วนถี่ ทั้งนี้เมื่อเรียนเรื่องนี้ต่อนายกฯ ในที่ประชุม ครม. นายกฯ ก็บอกให้ยึดโรดแม็พเดิม ใครมีหน้าที่อะไรก็ให้ทำงานไปตามหน้าที่ของตนเอง ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาล คสช.เป็นผู้ตั้ง สนช.ขึ้นมานั้น อย่างนี้ไม่ใช่ข้อสังเกต แต่เป็นการกล่าวอ้าง ตอบได้เพียงว่า นายกฯ ยืนยันว่าให้ยึดตามโรดแม็พเดิม และยืนยันว่าไม่มีใบสั่งจากรัฐบาลอย่างแน่นอน ส่วนที่ สนช.ไปเสนอหรือคิดอะไรมา ก็ต้องตอบสังคมให้ได้

  ไม่แน่ใจเลือกท้องถิ่นก่อนเลือกตั้งใหญ่
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องกฎหมายท้องถิ่นหลังจากเมื่อวันที่ 23 มกราคม มีการนำเรื่องเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ว่า กฎหมายท้องถิ่นแบ่งออกเป็น 2 เรื่อง คือ เรื่องที่จะมีการปฏิรูปโครงสร้างท้องถิ่น เช่น การยุบ ควบรวม ฯลฯ ซึ่งส่วนนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่คาดว่าจะใช้เวลาตรงนี้ประมาณ 1 ปี อีกเรื่องคือเรื่องที่เข้าที่ประชุม ครม.เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยสาระสำคัญว่าด้วยเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครเข้ารับการเลือกตั้ง ขณะนี้ที่ทราบคือยังขาดความเห็นในส่วนของ กกต. หากส่งมาเมื่อใดทางกฤษฎีกาคงจะได้รวบรวมความเห็นและนำเข้าสภาต่อไป

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวต่อว่า สำหรับที่ถามถึงปฏิทินการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะต้องรอให้กฎหมายเสร็จก่อน และยังไม่สามารถระบุได้ว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดก่อนหรือหลังการเลือกตั้งใหญ่ ส่วนประเด็นที่จะยุบ ส.ข.นั้น รายละเอียดส่วนนี้อยู่ในกฎหมายใหญ่ที่ได้บอกได้ คาดว่าจะใช้เวลา 1 ปี

องอาจ ชี้่ปลดล็อกพรรคทุกอย่างจบ
ขณะที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีมติขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายออกไป 90 วัน เป็นเพราะคำสั่ง คสช. 53/2560 จึงต้องแก้ไขร่างกฎหมายเลือกตั้งส.ส.ให้สอดคล้องกับคำสั่งคสช. เพื่อทำให้พรรคการเมืองมีเวลาจัดการประชุมใหญ่ เพื่อทำตามที่กฎหมายกำหนด การทำไพรมารีโหวตเพื่อเลือกผู้สมัครส.ส.ว่า ถ้าต้องการให้พรรคการเมืองมีเวลาเพียงพอที่จะปฏิบัติตามกฎหมายตามที่กล่าวอ้างจริง ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งส.ส.ออกไป 90 วันแต่อย่างใด เพราะวิธีการที่เหมาะสมคือการคลายคำสั่งประกาศคสช.ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ถ้าคสช.กังวลว่าการคลายคำสั่งคสช.จะกระทบต่อความมั่นคง คสช.ก็อาจกำหนดกิจกรรมที่ไม่กระทบต่อความมั่นคง เช่น การรับสมัครสมาชิกพรรค การบริจาคเงินบำรุงพรรค การจัดประชุมใหญ่เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรครวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่พึงกระทำได้ตามกฎหมาย ถ้าคสช.คลายคำสั่งประกาศคสช.ที่ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม ก็ทำให้ไม่ต้องเขียนกฎหมายให้ขยายเวลาบังคับใช้ออกไป 90 วัน แต่อย่างใด

“ในความเป็นจริงแล้วถ้าปลดล็อกคำสั่งประกาศคสช.หลังจากประกาศใช้กฎหมายพรรคการเมืองตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2560 ที่ผ่านมาเพื่อให้พรรคการเมืองทำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ทุกอย่างก็เป็นไปตามโรดแม็พ และสามารถทำตามคำประกาศคำมั่นสัญญาของนายกฯ ที่จะมีการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน 2561 ได้โดยไม่มีปัญหา การขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งออกไปอีก 90 วันได้ ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อนายกฯ และเกิดผลกระทบต่อประเทศโดยรวม ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจทั้งต่อคนไทย ที่รอคอยการเลือกตั้ง และเชื่อว่าการเลือกตั้งจะช่วยทำให้เศรษฐกิจ ปากท้องที่กำลังย่ำแย่อยู่ขณะนี้ดีขึ้น จึงอยากฝากให้ผู้เกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องการคลายคำสั่งคสช.จะช่วยแก้ปัญหาไม่ทำให้ต้องไปหาอภินิหารทางกฎหมายมาก่อให้เกิดความยุ่งยากต่างๆ มากมาย และอาจจะบานปลายก่อให้เกิดปัญหาตามมาในที่สุด” นายองอาจ กล่าว

  สหรัฐแถลงจุดยืนไทยเลือกตั้งปี61
วันเดียวกัน นายจิลเลียน บอนนาร์โด โฆษกสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย แถลงถึงท่าทีและจุดยืนต่อการเลือกตั้งของประเทศไทยว่า สหรัฐยังมีท่าทีต่อการเลือกตั้งยังไม่เปลี่ยนแปลง สหรัฐยินดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้แสดงพันธกรณีต่อสาธารณชนในการจัดเลือกตั้งไม่เกินเดือนพฤศจิกายน 2561 และสหรัฐยังรอให้ประเทศไทยกลับคืนสู่การบริหารงานโดยรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยผ่านทางการเลือกตั้งที่เสรียุติธรรมเร็วที่สุด เรื่องนี้จะทำให้สหรัฐสามารถสร้างเสริมความสัมพันธ์เพื่อที่ประเทศไทยจะสามารถเป็นประเทศที่แข็งแกร่งและเป็นผู้นำในภูมิภาค

    “สุเทพ”รายงานตัว-ลั่นพร้อมสู้คดี
ที่ศาลอาญา และสำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก อัยการคดีพิเศษ 4 นัดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส.และแกนนำ และแนวร่วมอีก 43 คน ผู้ต้องหาคดีกบฏ เข้ารายงานตัวเพื่อฟังคำสั่งคดี ซึ่งบรรยากาศบริเวณศาลอาญาพบว่า เจ้าหน้าที่จัดกำลังตำรวจ-รปภ.พร้อมแผงกั้นเหล็กอย่างเข้มงวด เพื่อรอรับการส่งตัวผู้ต้องหาที่อัยการจะสั่งฟ้อง โดยวันนี้มีสื่อมวลชนและผู้ที่มาให้กำลังใจ มารอติดตามการส่งตัวผู้ต้องหาอย่างคึกคัก บริเวณทางเข้าอาคารสำนักงานอัยการที่อยู่ด้านข้างศาลอาญา ซึ่งเป็นสถานที่แรกรอผู้ต้องหามารายงานตัว แล้วหากอัยการสั่งฟ้องรายใด ก็จะนำตัวขึ้นรถตู้ที่เตรียมไว้ หรือเดินผ่านทางเชื่อมไปยังศาลอาญา แล้วแต่กรณีที่ผู้ต้องหาสมัครใจ โดยเวลา 08.00 น. นายอิสสระ สมชัย อดีตแกนนำ กปปส.เวทีห้าแยกลาดพร้าว เดินทางมาถึงสำนักงานอัยการฯ เป็นคนแรก จากนั้นเวลา 09.20 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. และแกนนำ กปปส.รายอื่นๆ อาทิ นายถาวร เสนเนียม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาถึงสำนักงานอัยการฯ พร้อมกันเป็นขบวนแกนนำ 9 คน

      ปัดเป็นกบฏ-ตรวจพยาน19มี.ค.
นายสุเทพ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า พร้อมสู้คดี วันนี้เตรียมตัวมาแล้ว อัยการคงสั่งฟ้องแน่นอน รับสภาพเป็นจำเลยเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทุกคนอยู่กันครบไม่หนีไปไหน

นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า หลังจากที่ผู้ต้องหาบางส่วนมาตามนัดที่สำนักงานอัยการคดีพิเศษ หลังจากขึ้นไปประสานงานพร้อมแล้ว จะแถลงขั้นตอนการดำเนินการต่อไป

ต่อมาพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 นำตัว นายสุเทพและแกนนำ รวม 9 คน ยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลอาญาในความผิดร่วมกันเป็นกบฏ ก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยศาลอาญาประทับรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำ ที่ อ.247/2561 จากนั้น ศาลได้นำจำเลยทั้ง 9 คน ไปสอบคำให้การว่าจะรับสารภาพหรือจะให้การปฏิเสธในความผิด ปรากฏว่าจำเลยทั้ง 9 คน ได้แถลงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะขอต่อสู้คดี ศาลจึงนัดแนะตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 19 มีนาคม เวลา 09.00 น.

    ศาลให้ประกันห้ามออกนอกปท.
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทนายความของ 9 แกนนำ กปปส. ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นกรมธรรม์ประกันภัย บ.วิริยะประกันภัย คนละ 8 แสนบาท รวม 7.2 ล้านบาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีที่อัยการคดีพิเศษ 4 ได้ยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำอีก 8 คน ร่วมกันกบฏและก่อการร้าย รวมทั้งความผิดอื่นรวม 9 ข้อหา โดยศาลพิจารณาคำร้องแล้ว อนุญาตให้จำเลยทั้ง 9 ราย ประกันตัวไป โดยตีราคาประกันคนละ 6 แสนบาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยทั้งหมดออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้มีจำเลยจำนวนมากเพื่อให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปโดยปราศจากอุปสรรค จึงเห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขกับจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณา ดังนี้ 1.ให้จำเลยดำเนินการแต่งตั้งทนายความเป็นที่เรียบร้อยก่อน หรือในวันนัดพร้อมเพื่อประชุมคดี ตรวจพยานหลักฐาน

2.กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์–จำเลย ให้ถือวันนัดของศาลเป็นหลักสำคัญ หากทนายความจำเลยติดภารกิจหรือเจ็บป่วย ก็ให้จำเลยแต่งตั้งทนายความคนใหม่ ศาลจะไม่ให้อนุญาตให้เลื่อนคดีเพราะเหตุขัดข้องเรื่องทนายความ และศาลจะถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางประวิงคดีอันเป็นอุปสรรคแก่การดำเนินคดีในศาลที่ศาลจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับการสั่งปล่อยชั่วคราว

    อดีต 40 ส.ส.โต้ปมนิรโทษกรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย 1 ใน 40 ส.ส.ที่ถูกยื่นฟ้องกรณีเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเมื่อปี 2556 ให้สัมภาษณ์ว่า ตัวแทน 40 ส.ส.ประมาณ 20 คน อาทิ นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ นางสมหญิง บัวบุตร อดีต ส.ส.อำนาจเจริญ นายธวัชชัย สุทธิบงกช อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นต้น จะเข้ายื่นเอกสารต่อป.ป.ช. ในวันที่ 25 มกราคมเวลา 10.00 น. เพื่อขอความเป็นธรรมและคัดค้านการไต่สวนกรณีที่ ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมไต่สวนฯ ชุดที่มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ เป็นประธาน ทั้งนี้ อดีต 40 ส.ส.ไม่เห็นด้วยที่ ป.ป.ช.ตั้งอนุคณะกรรมการไต่สวนเรื่องดังกล่าว เพราะพวกเราใช้สิทธิในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติในการเสนอขอออกกฎหมาย และได้รับการคุ้มครองตามเอกสิทธิ์ ดังนั้น ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจในการตั้งอนุกรรมการไต่สวนเช่นนี้

    “บิ๊กตู่”ตั้งกก.“ไทยนิยม ยั่งยืน”
วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 21/2561 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ลงวันที่ 23 มกราคม 2561 โดยเนื้อหาในคำสั่งระบุว่า ด้วยนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 ให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการขับเคลื่อนการทำงานในระดับพื้นที่ตามแนวทางประชารัฐ โดยให้ส่วนราชการ หน่วยงานที่มีหรือจะมีโครงการกิจกรรมลงดำเนินการในพื้นที่ระดับตำบล หมู่บ้าน ใช้ทีมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” ระดับตำบลเป็นแกนหลัก และให้ทุกส่วนราชการ หน่วยงาน สนับสนุนกลไกขับเคลื่อนในพื้นที่ทุกระดับตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน

จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และแก้ไขเพิ่มเติม จึงแต่งตั้งคณะกรรมการในระดับต่างๆ โดยมีองค์ประกอบในระดับต่างๆ และมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

1.คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศโครงการไทยนิยมยั่งยืน จำนวน 61 คน มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ พ ล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ยุติธรรม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ มีกรรมการที่ประกอบด้วย นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรมว.ทุกกระทรวง รวมทั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงทุกกระทรวง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

    ครม.-ปลัด-ผบ.เหล่าทัพร่วมทีม
ขณะที่ รมว.มหาดไทย เป็นกรรมการและเลขานุการ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และรองปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ช่วยเลขานุการ สำหรับคณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและแนวทางในการบูรณาการขับเคลื่อนงานโครงการของส่วนราชการของหน่วยงานต่างๆ ที่มีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่ในระดับหม

“สุเทพ”บอกเราคนไทยเคารพกฏหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310618

“สุเทพ”บอกเราคนไทยเคารพกฏหมาย

สุเทพ เทือกสุบรรณ, กปปส., สุเทพ

“สุเทพ”บอกเราคนไทยเคารพกม.หลังถูกฟ้องกบฏถึงขั้นตั้งสนง.กม.ช่วยแนวร่วมถูกดำเนินคดี ยันไม่คิดประวิงเวลาพร้อมหาหลักฐานสู้คดี ฝากปชช.ร่วมต่อสู้หากมีภาพ-พยานช่วยแจ้ง

           24 ม.ค.61 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 24 ม.ค.61 ‪เวลา 15.45 น. ภายหลังได้รับการประกันตัวคดีกบฏ “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการมูลนิธิ กปปส. กล่าวว่า “พวกตนทั้ง 9 คนได้ตกลงกันตั้งแต่ต้นแล้วว่าที่อัยการนัดหมายให้มามอบตัวเพื่อส่งฟ้อง เราก็จะเข้ามามอบตัว เราเป็นคนไทย เราต้องเคารพกฎหมายไทย เคารพกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย จะถูกจะผิดอย่างไร ก็ไปสู้ในกระบวนการยุติธรรม จะนำเอาพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ไปเสนอต่อศาล เพราะเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย”

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า การที่เราออกมาสู้เคียงข้างประชาชน อาจจะบาดเจ็บ อาจจะเสียชีวิต อาจจะถูกดำเนินคดี เรายังนึกถึงพี่น้องประชาชนนับพันคนที่ได้รับบาดเจ็บ เสียเลือดเนื้อและอวัยวะ จากการมาร่วมต่อสู้กับเรา แล้วถูกฝ่ายตรงข้ามทำร้ายจนเสียชีวิต แต่เราก็จะยืนหยัดต่อสู้ต่อไป เพื่ออนาคตของประเทศ เรายืนหยัดผลักดันเพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ถ้าเราพลาดพลั้งแพ้คดีถูกศาลลงโทษก็พร้อมจะน้อมรับเพราะถือว่าเป็นการตัดสินใจเลือกทางนี้แล้ว โดยเรื่องที่ถูกฟ้องนี้เป็นเรื่องที่ตนคิดไว้ก่อนแล้ว เพราะการต่อสู้ครั้งนั้น รู้อยู่แล้วว่า ไม่มีอะไรได้เปรียบ อาจจะถูกทำร้าย หรือถูกตั้งข้อหา ซึ่งตนเห็นว่า มีประชาชนเสียสละมาเพื่อเรา วันนี้พวกตนภาคภูมิใจที่ได้เป็นกำลังต่อสู้เพื่อชาติ

“การพิจารณาคดีในชั้นศาล พวกตนทุกคนของประกาศว่า จะไม่ประวิงคดีเป็นอันขาด เราต้องการเร่งรัดให้มีการไต่สวน สืบพยานโจทก์จำเลย โดยรวดเร็วที่สุด เพราะเราทราบดีว่า คดีนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน”

ส่วนที่วันนี้ ผู้ต้องหาอีกกว่า 30 คนยังไม่ถูกนำตัวมาฟ้อง นายสุเทพ กล่าวว่า ความจริงตนไม่อยากจะก้าวล่วงในดุลพินิจของอัยการ แต่ในความรู้สึกตนคิดว่าจำเลยในคดีนี้สมควรที่จะมีเฉพาะพวกตน 9 คน เพราะเป็นกลุ่มที่ริเริ่มชักชวนประชาชนออกมาร่วมขบวนการต่อสู้เคียงข้างประชาชนมา โดยตลอด 240 วันผู้ที่มาร่วมบางคนขึ้นเวทีเพื่อตอบปัญหาข้อสงสัยแก่มวลชน อย่างเช่น นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็ขึ้นเวทีอธิบายเกี่ยวกับเหตุผลการต่อสู้กับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เช่นคดีที่มีการฟ้องที่ศาลปกครอง และนักวิชาการมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ก็มาให้ความเห็น ความรู้ แก่ประชาชน คนเหล่านี้ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง ควรจะใช้เวลาไปสอนหนังสือ หรืออย่าง น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ที่ไม่ได้เข้ามามีบทบาทอะไรทั้งสิ้นก็โดนข้อหาร่วมกันกบฏ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากอัยการได้ตระหนักในเรื่องนี้ก็ควรจะมีการสั่งให้สอบสวนผู้ต้องหาเหล่านี้ใหม่ เพื่อที่จะดำเนินการให้เกิดความยุติธรรม

เมื่อถามถึงการเตรียมทนายความและพยานหลักฐานในการสู้คดี  นายสุเทพ  กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการต่อสู้ ตนก็ได้ตั้งสำนักงานทนายความขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาต่าง ๆ เนื่องจากจะไม่ปล่อยให้พี่น้องโดนคดีโดยไม่มีการช่วยเหลือ ส่วนพวกเราทั้ง 9 คน ก็ตรียมทนายไว้สู้คดีจากนี้หน้าที่ของพวกเราที่ต้องหาพยานหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย วีดีโอ หรือพยานบุคคลนำมาต่อสู้คดี อยากฝากไปถึงพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ หากทราบเรื่องและเห็นเหตุการณ์ สามารถเข้ามาเป็นพยานได้ เพื่อพวกตนจะได้ใช้ประโยชน์ในการต่อสู้คดี ขณะนี้เรายังไม่ทราบว่า จะยื่นบัญชีพยานจำเลยขึ้นสู่การพิจารณาของศาลกี่ปาก เพราะเพิ่งทราบข้อหาวันนี้ ต้องขอเวลาปรึกษากันก่อน

ต่อข้อถามที่ว่าภายหลังจากชุมนุมต่อสู้จนมีการเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหาร พอใจหรือไม่  นายสุเทพ  กล่าวว่า ต้องแยกกัน เพราะรัฐบาลนี้ไม่ได้เป็น กปปส. ต่างคนต่างทำหน้าที่ รัฐบาลชุดนี้มารับช่วงงานต่อจึงเป็นเรื่องของรัฐบาล แต่ที่ตนออกมาต่อสู้จนล้มรัฐบาลที่แล้วได้ ถือว่า คุ้ม เพราะถ้าเราไม่ออกมาต่อสู้ในวันนั้น วันนี้ประเทศก็คงเป็นเหมือนเดิม ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลอำนาจมืด ภายใต้การปกครองของรัฐ ที่ไม่ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ประชาชน ชาวนา คงน้ำตาตกใน ประชาชนยังคงไม่ได้ค่าข้าว ชาวนาอาจจะต้องฆ่าตัวตายอีกจำนวนมาก อย่างน้อยที่สุด ที่เราได้พบคือ ได้ผ่านภาวะเลวร้ายทางการเมืองนั้นมา แต่คนไทยทุกคนยังมีพันธกิจหน้าที่ต้องเดินหน้า ปฏิรูปประเทศต่อให้เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอันสมบูรณ์

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเห็นอย่างไรกับรัฐบาลนี้ถูกวิจารณ์ถึงปัญหาการทุจริต นายสุเทพ  กล่าวว่า แล้วแต่คนมอง แล้วแต่เหตุการณ์ แล้วแต่กรณี สำหรับพวกตนมองว่า นับจาก คสช. เข้ามายึดอำนาจ แม้จะไม่ใช่ความต้องการของพวกตน แต่อย่างน้อยเขาได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ที่จะเดินหน้าปฏิรูปประเทศ รัฐธรรมนูญเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่ได้คิดตามแนวทางของการปฏิรูปประเทศ ส่วนเมื่อปฏิบัติแล้วมีปัญหาอย่างไร ก็จะต้องแก้ทีละเรื่อง ที่ตนเคยประกาศว่า ต้องการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เพราะคาดว่า ข้าราชการและประชาชนทุกฝ่าย จะได้รวมพลังกันต่อสู้อำนาจรัฐก่อตั้งรัฐบาลและสภาของประชาชน วันนี้เราไม่ได้เป็นรัฐบาลไม่ได้อยู่ในสภา หาก คสช.ทำได้แค่ไหน ก็ยินดีแค่นั้น แต่พันธกิจเรื่องนี้เราต้องเดินหน้าต่อไป

ต่อข้อถามที่ว่า หน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลของกปปส.ยังมีอยู่หรือไม่ เช่น นาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม  นายสุเทพ  กล่าวว่า กปปส.ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน แล้วตนคิดว่ารัฐบาลขณะนี้ก็ไม่มีฝ่ายค้านเพราะฉะนั้น กปปส.ก็ไม่มีหน้าที่ไปตรวจสอบรัฐบาล หน้าที่ของเราคือ ต้องบอกประชาชนว่า อะไรที่ คสช.ปฏิรูปแล้ว ก็ขอขอบคุณ ส่วนที่ยังทำไม่ได้ ก็ต้องทำต่อ

ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ คำสั่ง คสช. ที่ 53/60 เรื่องการแก้ไขกฎหมายพรรคเมือง  นายสุเทพ  กล่าวว่า ตนกับพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เหมือนน้ำบ่อกับแม่น้ำ ตนไม่วิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์ เพราะลาออกมาแล้ว

ส่วนการเลื่อนเลือกตั้งที่ผ่านมาหลายครั้ง ล่าสุดเลื่อนอีก 90 วัน ตามที่ กมธ. เสียงข้างมากของสนช.เสนอ  นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่เป็นไร เลือกตั้งเลือกเมื่อใดก็ได้ แต่ขอให้การเลือกตั้งนั้น บริสุทธิ์ยุติธรรม ได้คนดีมาทำหน้าที่แทนประชาชน ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่า จะมีการสืบทอดอำนาจ ก็ต้องมองด้วยหัวใจที่เป็นธรรม อย่าไปมองด้วยอคติ หรือหัวใจที่ทำตัวเป็นฝ่ายค้าน เพราะตนไม่ใช่ฝ่ายค้าน

ส่วนถ้ามีการเลือกตั้งแล้วจะมีตัวแทนของ กปปส. ร่วมด้วยหรือไม่  นายสุเทพ  กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่า จะมีใครตั้งพรรคการเมืองบ้าง ต้องรอให้ถึงเวลา ส่วนตนจะสนับสนุนฝ่ายใดหรือไม่ เมื่อถึงเวลาก็จะบอก ตนเป็นคนตรงไปตรงมา เปิดเผยชัดเจน

“อัยการ”นัดกปปส.อีก 34 คนสั่งคดี 14 มี.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310604

“อัยการ”นัดกปปส.อีก 34 คนสั่งคดี 14 มี.ค.นี้

สุเทพ เทือกสุบรรณ, กปปส., อัยการ

“อัยการ”นัดกปปส.อีก 34 คนสั่งคดี 14 มี.ค.คนที่หลักฐานไม่ชัดเหตุขัดข้องให้รีบส่งเอกสารแจงด่วน”วิญญัติ”ตั้งข้อสังเกตเหตุผลไม่ชัด 22 คน ต้องตรวจสอบเลี่ยงคดีหรือไม่

            24 ม.ค.61 แหล่งข่าวอัยการ กล่าวถึงกรณีกลุ่มแกนนำและแนวร่วมกปปส. อีก 34 ราย ที่ยังไม่มารายงานตัวเพื่อฟังคำสั่งฟ้องคดีในวันนี้ว่า หลังจากที่ผู้ต้องหาทั้ง 34 รายได้มีหนังสือแจ้งขอเลื่อนเข้ามาด้วยหลายเหตุผลแตกต่างกันไป ล่าสุดคณะทำงานอัยการที่มีนายชาติพงษ์ จีระพันธุ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทำงานคดี กปปส.นี้ ร่วมพิจารณากันแล้วเห็นว่าจะต้องให้ผู้ต้องหายื่นเอกสารมาแสดงเพิ่มเติมชี้แจงเหตุจำเป็นก่อน ดังนั้นจึงแจ้งผู้ต้องหาทั้งหมดต้องยื่นเอกสารเข้ามาเพิ่มโดยไม่ล่าช้า เพื่ออัยการจะพิจารณาแล้วนัดให้มารายงานตัวเพื่อสั่งคดีทันกับคดีที่ศาลอาญานัดพร้อม 9 แกนนำ กปปส.ในวันที่ 19 มี.ค.ที่ฟ้องไปแล้ววันนี้ เพราะคดีเนื้อหาเดียวกันพยานหลักฐานก้อนเดียวกัน

โดยคดีที่ฟ้อง 9 แกนนำนี้เราจะไม่ขอศาลรวมกับคดีที่ได้ยื่นฟ้องนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม  , นายสกลธี ภัททิยกุล , นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ , อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และนายเสรี วงศ์มณฑา 4 แกนนำไปก่อนหน้านี้แล้วเมื่อปี 2557 เนื่องจากสำนวนนั้นศาลได้สืบพยานโจทก์ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว แต่ในส่วนของผู้ต้องหาที่เหลือ 34 คนนี้อัยการจะพยายามรวมฟ้องไปทั้งหมดกับ 9 แกนนำเพราะเนื้อหาและหลักฐานเป็นก้อนเดียวกันก็จะได้ไม่ต้องแยกสืบพยานทำให้เสียเวลาไปอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ดีจนกระทั่งสิ้นสุดเวลาราชการ 16.30 น. ก็ไม่ปรากฏว่าในแกนนำ หรือแนวร่วม กปปส. จำนวน 34 คน จะมาพบอัยการเพิ่มเพื่อฟังคำสั่ง ซึ่งมีรายงานแจ้งในกลุ่มผู้ต้องหาบางส่วนที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับเหตุผลที่ขอเลื่อนนัดแล้ว อัยการได้นัดให้มารายงานตัวเพื่อฟังคำสั่งในวันที่ 14 มี.ค.นี้ ส่วนที่ยังต้องรอเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมก็ให้เร่งดำเนินการเพื่อให้นัดรายงานตัวได้พร้อมกันทั้งหมด

นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) และทนายความของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ซึ่งเป็น 1 ในผู้กล่าวคดี กปปส. กล่าวภายหลังที่อัยการยื่นฟ้อง 9 แกนนำ กปปส.ต่อศาลอาญาแล้วว่า ตนติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่า วันนี้มีผู้ต้องหาที่เหลือ 34 คนที่ขอเลื่อนการมาพบอัยการ โดยมีหลักฐานประกอบการเลื่อนมายื่นว่าติดกิจธุระเพียง 12 คน ที่เหลือ 22 คนขอเลื่อนโดยไม่มีหลักฐานหรือเหตุอันสมควร เช่น นางอัญชะลี ไพรีรักษ์ , น.ส.จิตภัสร์ หรือตั๊นกฤดากร , นายสุริยะะใส กตะศิลา

จึงขอเรียกร้องให้อัยการเร่งพิจารณาตรวจสอบเหตุที่ทั้ง 22 คนไม่มาตามนัดมีเหตุผลใด และต้องแสดงหลักฐานต่ออัยการ เพราะที่ผ่านมาดีเอสไอและอัยการเคยนำเหตุไม่ให้เลื่อนนัดไปขอศาลอาญาออกหมายจับกับบุคคลอื่นมาแล้ว คดีนี้ก็เช่นกันบางคนอ้างว่าเดินทางไปสิงคโปร์  ทั้ง ๆ ที่ทราบนัดล่วงหน้านานแล้ว มีเจตนาหลบเลี่ยงคดีหรือไม่

“ขอให้อัยการที่รับผิดชอบสั่งการดีเอสไอไปนำตัวผู้ต้องที่เหลือมาฟ้องต่อศาลอาญาโดยเร็ว ยิ่งช้ายิ่งเป็นเรื่องสงสัยถึงมาตรฐานและอาจถูกตั้งคำถามว่าอภิสิทธิ์ชนในสังคมไทยมีได้เฉพาะบางคนหรือไม่ นี่จะกลายเป็นความแตกแยกจากการใช้อำนาจรัฐอีก”