“บิ๊กป้อม”รูดซิปงดจ้อบอดี้การ์ดกันสื่อเข้าใกล้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310531

“บิ๊กป้อม”รูดซิปงดจ้อบอดี้การ์ดกันสื่อเข้าใกล้

การเมือง, พล.อ.ประวิตร, วงษ์สุวรรณ, ผู้สื่อข่าว, บิ๊กป้อม

“พล.อ.ประวิตร” ไม่ยอมปริปากให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

 

24 ม.ค.61  ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาล โดย พล.อ.ประวิตร ไม่ยอมให้สัมภาษณ์เรื่องใดๆ แม้ว่าผู้สื่อข่าวจะพยายามสอบถามถึงประเด็นการถ่ายทอดสดบอลโลก และเรื่องที่ฮิวแมนไรซ์ วอช เสนอรายงานต่อสภาสหประชาชาติ โดยแนะนำว่าถึงเวลาที่ต้องปิดตลาดประมงไทยแล้วเพราะรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ถึงแก่น  โดยพล.อ.ประวิตร เดินหน้านิ่งอมยิ้ม และไม่ยอมปริปากให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครั้งนี้ทีมรักษาความปลอดภัยของ พล.อ.ประวิตร มีการเตรียมการอย่างดี โดยใช้ ทส.จำนวน 6 คน ในการสกัดกั้นไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าใกล้ พล.อ.ประวิตร หลังจากที่เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ทีม ทส.เหล่านี้ได้ถูกตำหนิว่าทำไมไม่กันผู้สื่อข่าว ปล่อยให้เข้ามาได้อย่างไร

ยังไม่ชัด !! หมายจับกปปส.ไม่มาฟังสั่งคดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310466

ยังไม่ชัด !! หมายจับกปปส.ไม่มาฟังสั่งคดี

กปปส., กบฎ

“อธิบดีอัยการคดีพิเศษ”ยังไม่แน่ใจกปปส.มาครบหากไม่มาดูเหตุผลเฉพาะราย ไม่ให้กระทบรูปคดี-ความเป็นธรรม ปกติมีแนวทางจัดการ หมายจับต้องมีลักษณะพิเศษเบี้ยวหลายครั้ง

          23 ม.ค.61 นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ได้กล่าวถึงกรณีวันพรุ่งนี้ (24 ม.ค.) อัยการสำนักงานคดีพิเศษ นัดผู้ต้องหานายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. และแกนนำ รวมทั้งแนวร่วม กปปส. กว่า 40 ราย ผู้ต้องหาร่วมกบฏและข้อหาอื่นรวม 8 ข้อหา มาเพื่อรายงานตัวเเละฟังคำสั่งคดีว่า ที่ผ่านมามีข้อมูล 9 เเกนนำ กปปส. ยื่นคำร้องเเจ้งความจำนงว่าจะเดินทางมาเพื่อฟังคำสั่ง ส่วนผู้ต้องหารายอื่นนั้นยังไม่มีการเเจ้งเข้ามาว่าจะมารายงานตัวเพื่อฟังคำสั่งหรือไม่ เเต่อัยการก็นัดผู้ต้องหาทุกคนให้มาเพื่อฟังคำสั่ง แต่ถ้าผู้ต้องหาบางคนไม่มาตามนัดก็จะดำเนินการตามระเบียบ ซึ่งหาหมีเหตุอันสมควรเราก็จะพิจารณาตามเหตุผลของเเต่ละราย โดยขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีใครขอเลื่อนมาบ้างหรือไม่ หากจะขอเลื่อนต้องมีหนังสือเเจ้งเข้ามา

ส่วนถึงขั้นที่อัยการจะต้องขอศาลออกหมายจับหรือไม่ นายวงศ์สกุล กล่าวว่า ถ้านัดเเรกไม่มาตรงนี้จะต้องพิจารณาเป็นราย ๆไป เหมือนอย่างคดีอื่นเราก็พิจารณาในมาตรฐานเดียวกันถ้าเห็นว่ายังไม่เสียหายเเก่คดีเเละไม่เสียความเป็นธรรม เราก็ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐาน การออกหมายจับเราต้องมีเหตุผลลักษณะพิเศษ เช่นว่าไม่มาหลายครั้งหรือมีพฤติการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่จะทำให้ออกหมายจับได้ ตรงนี้เราจะพิจารณาเหมือนคดีทั่วไป คดีนี้เเม้จะเป็นคดีการเมืองที่โด่งดัง หลักการจะต้องพิจารณาเหมือนกันทุกคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีการเมืองหรือไม่ใช่การเมืองเราไม่ได้มองว่าคดีเล็กหรือใหญ่

“อัยการเราจะต้องพิจารณาเหตุผล ถ้าผู้ต้องหาเเจ้งว่ามีธุระเร่งด่วนสำคัญไม่สามารถมาได้ หรือมีเหตุเจ็บป่วยหลักประกันไม่พร้อม เราก็ต้องพิจารณาให้ตามเหตุผลที่ไม่กระทบคดีเเละเสียความเป็นธรรม”

นายวงศ์สกุล กล่าวอีกว่า ขณะนี้เราก็ยังไม่ทราบว่าผู้ต้องหารายใดจะมาบ้าง จนกว่าจะถึงวันนัดพรุ่งนี้ซึ่งคดีมีผู้ต้องหาจำนวนมาก ในทางปฏิบัติจริงๆโอกาสที่จะมาครบทุกคนก็ถือว่ายากอยู่ ดังนั้นถ้าผู้ต้องหาไม่มาก็ต้องดูเหตุผล เราดำเนินการตามหน้างานและตามหลักเกณฑ์ที่ปฏิบัติ ส่วนการเตรียมคำฟ้องนั้น ปัจจุบันเรามีคำฟ้องหลักอยู่ซึ่งครอบคลุมทั้งหมดกับผู้ต้องหาที่เราจะมีคำสั่งฟ้อง โดยอาจะปรับถ้ามีผู้ต้องหามาไม่ครบเราก็ต้องปรับฟ้องให้เข้ากับสถานการณ์ซึ่งผู้ต้องหามีหลายคนความผิดหลายฐาน

“อัยการ”สั่งฟ้องสุเทพ-แกนนำกปปส.กบฎ !!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310463

“อัยการ”สั่งฟ้องสุเทพ-แกนนำกปปส.กบฎ !!!

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, สุเทพ  เทือกสุบรรณ, กปปส., อัยการ

ลุ้น”สุเทพ-แกนนำแนวร่วมกปปส.”กว่า 40 คน ฟังคำสั่งคดีชุมนุมปิดกทม.อัยการคงความเห็นเดิม สั่งฟ้องร่วมกันกบฏ-ขวางเลือกตั้งกับความผิดอื่น ร่วม 8 ข้อหา

           23 ม.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเห็นของอัยการในการสั่งคดี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.และแกนนำกับแนวร่วม กปปส.นั้น ที่ได้ชุมนุมปิด กทม. ระหว่างปี 2556-2557มีรายงานว่า คณะทำงานของอัยการสำนักงานคดีพิเศษได้เสนอความเห็นต่ออธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีหลักฐานและข้อเท็จจริงใหม่ที่จะกลับความเห็นและคำสั่งเดิมของคณะทำงานที่เคยมีคำสั่งไว้เมื่อปี 2557 โดยนัดสั่งคดีแกนนำ กปปส.ในวันพรุ่งนี้(24 ม.ค.) เวลา 09.30 น. อัยการจะแจ้งความเห็นสั่งคดีให้ผู้ต้องหาทั้งหมดทราบ โดยอัยการมีความเห็น ดังนี้

ให้สั่งฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ต้องหาที่ 1 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ผู้ต้องหาที่ 2 นายชุมพล จุลใส ผู้ต้องหาที่ 3 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ต้องหาที่ 4 นายอิสระ สมชัย ผู้ต้องหาที่ 5 นายวิทยา แก้วภราดัย ผู้ต้องหาที่ 6 นายถาวร เสนเนียม ผู้ต้องหาที่ 7 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ผู้ต้องหาที่ 8 นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้ต้องหาที่ 9 นางอัญชะลี ไพรีรักษ์ ผู้ต้องหาที่ 10 นายนิติธร ล้ำเหลือ ผู้ต้องหาที่ 11 นายอุทัย ยอดมณี ผู้ต้องหาที่

12 ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ผู้ต้องหาที่ 13 พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ ผู้ต้องหาที่ 14 นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ผู้ต้องหาที่ 15 นายยศศักดิ์ โกโศยกานนท์ ผู้ต้องหาที่ 16 นายสุภวัฒน์ สุปิยะพาณิชย์ ผู้ต้องหาที่ 17 น.ส.จิตรภัสร์ กฤดากร ผู้ต้องหาที่ 19 นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้ต้องหาที่ 25 นายถนอม อ่อนเกตุพล ผู้ต้องหาที่ 28 พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ผู้ต้องหาที่ 31 นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ต้องหาที่ 32 นายอมร อมรรัตนานนท์ หรือรัชต์ชยุตม์ ศิรโยธินภักดี ผู้ต้องหาที่ 37 นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ผู้ต้องหาที่ 39

พระสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือพระพุทธะอิสระ ผู้ต้องหา ,นายสาธิต เซกัล ผู้ต้องหาที่ 42 นายกิตติชัย ใสสะอาด ผู้ต้องหาที่ 43 นายคมสัน ทองศิริ ผู้ต้องหาที่ 44 นายพิเชษฐ พัฒนโชติ ผู้ต้องหาที่ 46 นายมั่นแม่น กะการดี ผู้ต้องหาที่ 47 นายประกอบกิจ อินทร์ทอง ผู้ต้องหาที่ 48 นายนัสเซอร์ ยีหมะ ผู้ต้องหาที่ 49 นายพานสุวรรณ ณ แก้ว ผู้ต้องหาที่ 50

นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ผู้ต้องหาที่ 51 น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ผู้ต้องหาที่ 54 นางทยา ทีปสุวรรณ ผู้ต้องหาที่ 55 พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี ผู้ต้องหาที่ 56 พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ ผู้ต้องหาที่ 57 (รวม 38 ราย) ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ , ยุยง หรือจัดให้เกิดการร่วมกันปิดงาน หยุดงาน , กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลฯ , อั้งยี่ , ซ่องโจร , มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ผู้กระทำคนหนึ่งคนใด มีอาวุธ หรือผู้มีหน้าที่สั่งการ , เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกไปแล้วไม่เลิก , ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายร้ายหรือขู่เข็ญฯ

โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปในเวลากลางคืน และร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง และร่วมกันกระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อมิให้สามารถใช้สิทธิได้ หรือขัดขวางการเลือกตั้ง การลงคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,113,116,117,209,210,215,216,362,364,365 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 มาตรา 76,152

นอกจากนี้ในส่วนของ “นายสุเทพ” ผู้ต้องหาที่ 1 และ “นายชุมพล” ผู้ต้องหาที่ 3 ยังสั่งฟ้องฐานร่วมกันก่อการร้ายด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135/1 ด้วย

โดยในส่วนของ นายนิติธร ล้ำเหลือ ผู้ต้องหาที่ 11, นายอุทัย ยอดมณี ผู้ต้องหาที่ 12 และนายอมร อมรรัตนานนท์ ผู้ต้องหาที่ 37 ยังสั่งฟ้องฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 358 ด้วย

ขณะที่ยังให้สั่งฟ้อง นายแก้วสรร อติโพธิ ผู้ต้องหาที่ 24 นายกิตติศักดิ์ ปรกติ ผู้ต้องหาที่ 27 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ต้องหาที่ 30 นายพิภพ ธงไชย ผู้ต้องหาที่ 33 และนายถวิล เปลี่ยนศรี ผู้ต้องหาที่ 58 (รวม 5 คน) ฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ฯ , ฐานสนับสนุนการกบฏ และเป็นผู้สนับสนุนยุยงหรือจัดให้เกิดการร่วมกันหยุดงาน ร่วมกันปิดงานงดจ้าง, อั้งยี่, ซ่องโจร, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป

ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธเป็นหัวหน้าหรือ ผู้มีหน้าที่สั่งการ , เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกไปแล้วไม่เลิก, ร่วมกันบุกรุก โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญฯ โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปในเวลากลางคืน และร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และร่วมกันขัดขวางเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง และร่วมกันกระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อไม่ให้ผู้เลือกตั้งสามารถใช้สิทธิ หรือขัดขวางหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้งหรือเข้าไป ณ ที่ลงคะแนนเลือกตั้ง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 86, 113, 116, 117, 209, 210, 215, 216, 362, 364, 365 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ มาตรา 76, 152

“นายกฯ”ใช้ E-OFFICE วัดผลสัมฤทธิ์ขรก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310406

“นายกฯ”ใช้ E-OFFICE วัดผลสัมฤทธิ์ขรก.

ปฏิรูป, คณะรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์, นายกฯ

“นายกฯ”ระบุดูการปฏิรูปภายในองค์กร – ขับเคลื่อนงานแบบ E-Office วัดผลสัมฤทธิ์ข้าราชการ

          23 ม.ค.61 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลทำงานมาตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ในเรื่องการปฏิรูปและจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ  เราได้เตรียมการทำศูนย์ข้อมูลหรือ Big Data ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกอย่างเหมือนที่ต่างประเทศทำ  วันนี้มีคณะทำงานในการขับเคลื่อนเพื่อจะใช้ Big Data นี้ในการจัดทำยุทธศาสตร์ ในการจัดทำแผนงานโครงการ การจัดใส่งบประมาณ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน โครงการใดที่มีปัญหาหรือทำแล้วไม่ประสบผลสัมฤทธิ์ ต้องยกเลิกแล้วทำใหม่ รัฐบาลทำมาตลอด แต่จะสร้างการรับรู้ให้มากยิ่งขึ้น ในเรื่องการดำเนินการใช้ข้อมูลการศูนย์ Big Data นี้ นั่นคือการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินของเรา ที่จะไปสู่การเป็นข้าราชการ 4.0 คือการบริหารราชการโดยใช้ Big Data เป็นเครื่องมือกลไกหลักในการบริหารราชการแผ่นดิน สอดคล้องเรื่องการอบรมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คนรุ่นใหม่ในระบบราชการ

“วันนี้ต้องพิจารณาดูการทำงาน ไม่ใช่ทุกหน่วยงานคิดโครงการออกมาแล้ว ก็ทำโครงการให้สำเร็จ แล้วนั่นคือผลสัมฤทธิ์ มันไม่ใช่ แต่ต้องดูกระบวนการภายในของส่วนราชการด้วย ว่าทำให้เกิดการปฏิรูประบบราชการภายในของตัวเองด้วยหรือไม่ เกิดความร่วมมือหรือไม่ และรับฟังความเห็นกันหรือเปล่า การขับเคลื่อนลักษณะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Office ได้ทำหรือไม่ เหล่านี้จะอยู่ในตัวชี้วัด ที่รัฐบาลนี้จะกำหนดลงไปทุกหน่วยงาน จึงอยากจะเกริ่นไว้ให้ทราบล่วงหน้าก่อน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

“บิ๊กป้อม”โบ้ยสนช.ทำเลือกตั้งเลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310399

“บิ๊กป้อม”โบ้ยสนช.ทำเลือกตั้งเลื่อน

โรดแมพ, เลือกตั้ง, สนช., สมุย, มาเฟีย, พล.อ.ประวิตร, บิ๊กป้อม

“บิ๊กป้อม”โบ้ยสนช.ทำเลือกตั้งเลื่อนยันรัฐบาลไม่เกี่ยว เผยฝ่ายความมั่นคงเร่งวางมาตรการเข้ม หลังมาเฟียฆ่ากันโหดปมยาเสพติด

         23 ม.ค. 61 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม  กล่าวถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ปรับแก้ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส.ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 90 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 90 วัน จะกระทบกับโรดแมพหรือไม่ว่า รัฐบาลจะชี้แจงอะไร เรื่องนี้เป็นเรื่องของสนช. ให้เขาว่าไป

ส่วนเมื่อถามถึงข้อเสนอของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่ระบุปลดล็อคทางการเมืองจะง่ายกว่าขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ถือเป็นคนละมุมมอง โดย กกต. มองอีกอย่าง รัฐบาลก็มองอีกอย่าง และกกต.มีสิทธิ์มาบอกให้รัฐบาลทำอย่างนั้นอย่างนี้หรือไม่ และที่บอกว่ามองคนละมุมนั้น ขณะนี้กฎหมายลูกยังไม่เสร็จ ให้เขาทำให้เสร็จก่อน ขอให้ใจเย็น ปลดล็อคแน่

ต่อข้อถามที่ว่าหากมีการเลื่อนโรดแมพอาจจะกระทบกับภาพลักษณ์ของรัฐบาลจะไปพูดคุยทำความเข้าใจกับ สนช.หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบกลับว่า “เรายังไม่ได้เลื่อน รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไร เป็นเรื่องของสนช. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ รัฐบาลไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง จะมาโทษรัฐบาลได้อย่างไร เขาทำกฎหมาย และเราไม่สามารถไปเปลี่ยนความคิดของแต่ละบุคคลได้ คน200กว่าคนเราจะไปพูดกับเขาได้อย่างไร ถ้ารัฐบาลไปยุ่งก็จะถูกโจมตีว่าเข้าไปยุ่ง

ส่วนหากการเลือกตั้งต้องขยับออกไป จะดูแลความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ต้องห่วง เราจะดูไม่ให้มีอะไรกระทบกับประชาชน

 ฝ่ายความมั่นคงเร่งวางมาตรการเข้ม หลังมาเฟียฆ่ากันโหดปมยาเสพติด

พล.อ.ประวิตร  กล่าวถึงกรณีกลุ่มมาเฟียชาวชาวอิสราเอล ก่อเหตุขับรถไล่ชนคู่อริ แล้วตามลงไปแทงจนเสียชีวิตที่เกาะสมุยว่า ขณะนี้สามารถจับตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว และจากรายงานเหตุดังกล่าวเป็นความขัดแย้งระหว่าง 2 กลุ่มที่ค้ายาเสพติด ทางฝ่ายความมั่นคง พยายามป้องกันไม่ให้เกิดการก่อเหตุเช่นนี้อยู่แล้ว

“บิ๊กป้อม”ฉุนถูกจี้ถามนาฬิกาหรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310394

“บิ๊กป้อม”ฉุนถูกจี้ถามนาฬิกาหรู

ประวิตร วงษ์สุวรรณ, นาฬิกาหรู, บิ๊กป้อม

“บิ๊กป้อม”ฉุนหลังถูกจี้ถามปมนาฬิกาหรู โบ้ยสื่อไทย​โหนกระแส จนสื่อนอกเล่นตาม

         23 ม.ค. 61  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม  กล่าวถึงกรณีสื่อต่างชาติเสนอข่าวการครอบครองนาฬิกาหรูว่า ก็เพราะสื่อไทยเสนอกันออกไป และตนไม่ได้กังวลอะไร เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามถามถึงเรื่องดังกล่าวต่อ พล.อ.ประวิตร กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “พรุ่งนี้จะไม่ให้ถามแล้ว” พร้อมกับเดินขึ้นรถออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที

“จ่านิว” บุกสภา ทวงถามสนช.ซักฟอกรัฐบาล-คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310386

“จ่านิว” บุกสภา ทวงถามสนช.ซักฟอกรัฐบาล-คสช.

คสช., สนช., รัฐสภา, รัฐบาล, ซักฟอก, เตรียมตัว, เคลื่อนไหว, สภาฯ, จ่านิว

“จ่านิว” บุกสภาฯ ถามคืบหน้า สนช. จะเปิดซักฟอกรัฐบาล คสช.วันใด ประกาศให้เวลา  7 วัน หากนิ่งเฉย เตรียมตัวเคลื่อนไหวใหญ่

23 ม.ค.61 – เมื่อเวลา 12.00 น.ที่ด้านหน้าสวนสัตว์เขาดิน ฝั่งตรงข้ามอาคารรัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มสตาร์ทอัพพีเพิลและประชาธิปไตยศึกษา พร้อมด้วยประชาชนจำนวนหนึ่ง ได้มาติดตามความคืบหน้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และถอดถอนรัฐบาลคสช.ทั้งคณะ ตามที่ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกไว้ถึงประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยนายสิรวิชญ์ อ่านแถลงการณ์ตอนหนึ่งว่า ตามที่เคยยื่นหนังสือเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 60 จนถึงบัดนี้ ทางประธานสนช. รวมไปถึงสมาชิกสนช. ซึ่งทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎรอยู่เวลานี้ ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เลย ทางกลุ่มจึงมายื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้าว่าจะดำเนินการเมื่อใด โดยจะยื่นข้อเสนอ 2 ข้อ คือ 1.จะให้เวลาสนช.ภายใน 7 วัน ในการกำหนดเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และลงมติถอดถอนรัฐบาลคสช.ทั้งคณะ และ 2.ภายใน 7 วัน หากสนช.ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทางกลุ่ม จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการกดดันเพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และลงมติถอดถอนรัฐบาลทั้งคณะ

ต่อมา เวลา 12.45 น. นายนายนัฑ ผาสุข เลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะเลขานุการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ออกมารับหนังสือที่หน้าอาคารกองรักษาการณ์ หน้าประตูทางเข้ารัฐสภา โดย นายสิรวิชญ์ กล่าวว่า ความจริง อยากให้สมาชิกสนช.เป็นผู้มารับมากกว่า การที่สนช.ไม่ลงมารับเองแสดงว่า พวกเขาไม่เห็นหัวประชาชน ดังนั้น ตนก็ไม่ง้อ จึงขอยื่นหนังสือผ่านเลขาฯเพื่อส่งต่อให้สมาชิกรับทราบเพื่อเปิดอภิปรายรัฐบาลคสช.ทั้งคณะ ส่วนเรื่องการขยายเวลาการบังคับใช้ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วัน เชื่อว่ามีใบสั่งมาจากคสช. เพราะ คสช.ได้ผลประโยชน์อยู่ในอำนาจต่อไป ขณะที่สนช.ก็ได้รับเงินเดือนต่อไปอีก อย่างไรก็ตาม ถ้าสนช.ไม่เปิดอภิปรายตามข้อเรียกร้องภายในวันที่ 1 ก.พ.นี้ ตนจะกำหนดท่าทีอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ ระหว่างที่ตัวเทนกลุ่มสตาร์ทอัพพีเพิลและประชาธิปไตยศึกษา กำลังแลกบัตรที่กองรักษาการณ์ ปรากฏว่า นายเอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง ที่พยายามมอบนาฬิกาให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินเข้ามาบริเวณภายในอาคารรัฐสภา โดยนำไวนิลสกรีนภาพข่าวนาฬิกาหรู 25 เรือนที่เสนอโดยสื่อต่างประเทศที่นำไปทำกิจกรรมที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าที่ผ่านมาติดตัวมาด้วย แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาเห็นก่อน จึงได้เชิญตัวนายเอกชัยออกไปบริเวณด้านนอกทันที.

“มาร์ค”ชำแหละคำสั่งคสช.53 ขัดรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310379

“มาร์ค”ชำแหละคำสั่งคสช.53 ขัดรธน.

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, สนช., กม.เลือกตั้ง, พรรคประชาธิปัตย์, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, มาร์ค

“ปชป.”ยื่นผู้ตรวจพิจารณาคำสั่ง คสช.ที่53 ขัดรธน. 4 มาตรา-หมวดปฏิรูปการเมือง ชำแหละเนื้อหาพร้อมเหตุผลประกอบลั่นไม่ต้องการสร้างปัญหาให้คสช.แต่ทนไม่ได้

 

23 ม.ค. 61  ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายนิพิฏฐ์  อินทรสมบัติ  รองหัวหน้าพรรค, นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เข้ายื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้พิจารณาประเด็นคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 ซึ่งแก้ไข พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 นั้นขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ​มาตรา 26,มาตรา 27,มาตรา 45, มาตรา77 และ หมวดปฏิรูปด้านการเมือง หรือไม่

โดยนายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.​ที่ 53 นั้นสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน กรณีให้ผู้ที่จะยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคต้องแสดงหลักฐานการมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนด ซึ่งหากแปลความจะทำให้ประชาชนที่ต้องการยืนยันต้องไปขอใบรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งสิ้น 19 หน่วยงาน ขณะที่การยืนยันดังกล่าวผู้ที่ประสงค์จะยื่นเอกสารให้ยื่นต่อหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของหัวหน้าพรรคที่ต้องตรวจสอบรายละเอียด ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิก จำนวน 2.5 ล้านคน หากการยืนยันทั้งหมดต้องมีเอกสารให้พิจารณา หัวหน้าพรรคต้องตรวจสอบทั้ง 2.5 ล้านคนภายในเวลาจำกัด คือ 30 วันเท่านั้น

คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53 ยังสร้างความไม่เป็นธรรมระหว่างพรรคการเมืองเก่าและพรรคที่เตรียมจัดตั้งใหม่ โดยกรณีที่กำหนดให้พรรคการเมืองที่เตรียมจดจัดตั้งสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ที่สามารถหาสมาชิกพรรคได้ และสามารถโน้มน้าวให้ผู้ที่สังกัดเป็นสมาชิกพรรคหนึ่งลาออกแล้วไปสังกัดพรรคใหม่นั้นได้ ขณะที่พรรคเก่ากำหนดให้เพียงแค่ยืนยันความเป็นสมาชิก ไม่สามารถหาสมาชิกใหม่ได้ อีกทั้งจะเริ่มดำเนินการ ในวันที่ 1 เมษายน และ คำสั่งยังสร้างภาระเกินจำเป็นให้กับประชาชน โดยเฉพาะการยืนยัน ทั้งที่กระบวนการดังกล่าวสมัยปัจจุบันสามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็คทรอนิกส์ได้

จากเนื้อหาของคำสั่ง คสช. ที่ 53 เห็นว่ามีเนื้อหาที่ขัดกับเจตนารมณ์และมาตราของรัฐธรรมนูญ ได้แก่ มาตรา 26 ประเด็นการตรากฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล และไม่เป็นตามกระบวนการตรากฎหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในส่วนของบทเฉพาะกาล  เพราะการออกคำสั่งที่เป็นการแก้ไข พ.ร.ป. นั้นมีขั้นตอนที่ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็น ตามมาตรา 77 และความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญด้วย, มาตรา27 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่ต้องได้รับความคุ้มครอง  และไม่ถูกเลือกปฏิบัติจากความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งการเขียนเนื้อหาให้มีข้อแตกต่างกันระหว่างพรรคใหม่กับพรรคเก่า ถือว่าเป็นประเด็นที่แสดงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติในเชิงการเมือง

คำสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าว อาจขัดกับมาตรา 45  สอดคล้องกับหมวดการปฏิรูปด้านการเมือง ว่าด้วยเสรีภาพของบุคคลที่จะจัดตั้งพรรคการเมือง ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมกับพรรคอย่างกว้างขวางทั้งการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรรับเลือกตั้ง ทั้งนี้ในคำปรารภของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ระบุเพื่อแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อน และต้องการให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมกับพรรคอย่างกว้างขวาง แต่เนื้อหานั้นพบว่ามีความขัดกับอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะประเด็นที่ไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองได้จัดประชุมเพื่อกำหนดนโยบายหรือประกาศอุดมการณ์ของพรรค

“ผมไม่มีเจตนาที่จะสร้างปัญหาให้กับผู้ออกคำสั่งดังกล่าว แต่คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 นั้นมีประเด็นที่ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน, สวนทางการปฏิรูปการเมือง, การตราคำสั่งไม่เป็นไปตามกระบวนการตรากฎหมายในรัฐธรรมนูญและไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรม แม้หลายคนบอกว่า การใช้ มาตรา 44 เพื่อออกคำสั่งหัวหน้าคสช.จะทำได้ แต่ในรัฐธรรมนูญมาตรา 265 ไม่ได้รับรองการบังคับใช้ซึ่งเป็นที่สิ้นสุด ดังนั้นผมมองว่าการออกคำสั่งดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามกรอบและเงื่อนไขที่จะใช้บังคับได้ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูป, ความมั่นคง และปรองดอง สมานฉันท์ ดังนั้นจึงอยากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งรัดพิจารณาก่อนวันที่ 1 มีนาคมนี้ ที่คำสั่งจะมีผลบังคับใช้เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายรักษเกชา กล่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินจะรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาโดยรวมเข้ากับคำร้องที่พรรคเพื่อไทยส่งมาให้ก่อนหน้านี้ โดยประเด็นสำคัญจะพิจารณาในรายละเอียด เหตุผล หากจำเป็นที่ต้องเชิญผู้ออกคำสั่ง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงจะเร่งดำเนินการ นอกจากนั้นแล้วตนยืนยันในความเป็นอิสระขององค์กร ที่จะพิจารณาคำร้อง บนหลักเหตุผลและข้อเท็จจริง โดยไม่ตกอยู่ภายใต้ความกดดันหรือการแทรกแซงจากบุคคลภายนอก ซึ่งการทำงานจะเร่งทำให้เกิดข้อยุติโดยเร็ว และหากมีประเด็นที่สามารถส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญจะเร่งดำเนินการส่งต่อ รวมถึงหากพิจารณาแล้วเสร็จไม่มีประเด็นใดตามคำร้องหากจะยุติเรื่องจะแจ้งไปยังผู้ร้องโดยเร็วเช่นกัน.

สนช.ยันไร้ใบสั่งยืดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310375

สนช.ยันไร้ใบสั่งยืดเลือกตั้ง

ไพรมารี่โหวต, คสช., เลือกตั้ง, สนช.

สนช.ยันไร้ใบสั่งยืดเลือกตั้ง เผย มี 3 แนวทางกำหนดโรดแมป ชี้ขาด 25 ม.ค.นี้

           23 ม.ค.61  นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส. กล่าวว่า การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 25 ม.ค.กรรมาธิการวิสามัญฯจะเสนอความเห็นต่อประชุมเพื่อกำหนดระยะเวลาการให้ร่างกฎหมายเลือกตั้งสส.มีผลใช้บังคับ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.การให้มีผลใช้บังคับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอต่อสนช.ในคราวแรก 2.ให้ยืดเวลาการใช้บังคับกฎหมายออกไป 90 วันตามมติเสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และ 3.ให้ยืดระยะเวลาการใช้บังคับกฎหมายออกไป 120 วัน ซึ่งกรรมาธิการวิสามัญฯได้เคยเสนอเอาไว้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้พิจารณาเห็นแล้วว่าการกำหนดระยะเวลา 90 วันมีความเหมาะสมและเพียงพอต่อการให้พรรคการเมืองได้เตรียมตัวทั้งในเรื่องการประชุมพรรคการเมือง และการทำไพรมารี่โหวต ขณะที่ ระยะเวลา 120 วันนั้นเป็นระยะเวลาที่นานเกินไป ทั้งนี้ ยืนยันว่ามติของที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯไม่ได้รับใบสั่งมาจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่เป็นความเห็นของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯที่เป็นอำนาจโดยชอบธรรมของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งทั้งหมดคงต้องรอดูการประชุมสนช.ในวันที่ 25 ม.ค.อีกครั้ง

ต่อข้อถามที่ว่ามติของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อตัวนายกฯ นายนิพันธ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับมุมของแต่ละคน แต่ไม่อยากให้ขยายไปให้มากกว่านี้ โดยขอให้แต่ละฝ่ายยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

ยื่นสนช.ทบทวนกม.เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310372

ยื่นสนช.ทบทวนกม.เลือกตั้ง

สนช., พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พรเพชร วิชิตชลชัย

กลุ่มปฏิรูปการเมือง ยื่นหนังสือเสนอสนช.ทบทวนกม.เลือกตั้ง หวั่นเลื่อนเลือกตั้งกระทบเศรษฐกิจ แนะยกเว้นใช้ไพรมารี่โหวตไปก่อน

            23 ม.ค.61 กลุ่มปฏิรูปการเมือง 19 พรรค นำโดยนายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ เข้ายื่นหนังสือต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านทางนายตวง อันทะไชย สมาชิกสนช.เพื่อขอให้สนช.ทบทวนการให้ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส.มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

นายสุรทิน กล่าวว่า หากปล่อยให้การเลือกตั้งล่าช้าออกไปจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งที่ผ่านมารัฐบาลประกาศมาตลอดว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2561 จึงเห็นว่าควรให้การเลือกตั้งมีขึ้นตามโรดแมพเดิม ขณะเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมืองเก่าและพรรคการเมืองใหม่ จึงควรชะลอการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องทำไพรมารี่โหวตออกไปก่อน เนื่องจากตามกฎหมายบัญญัติให้การทำไพรมารี่โหวตดังกล่าวได้นั้นก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองมีสมาชิกพรรคการเมืองครบทุกจังหวัด จึงเห็นว่ายังไม่ควรให้มีการทำไพรมารี่โหวตในเวลานี้

นายตวง กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวจะนำไปพิจารณาในที่ประชุมสนช.วันที่ 25 ม.ค.เพื่อเป็นข้อมูลให้กับสมาชิก ขณะเดียวกัน ยืนยันว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับการพิจารณากฎหมาย เนื่องจากเป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ