แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงแม่สะเรียง ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตชนเผ่าบนพื้นที่สูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298431

227832

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงแม่สะเรียง ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตชนเผ่าบนพื้นที่สูง

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงแม่สะเรียง จำกัด อยู่ในความดูแลของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ปัจจุบันมีสมาชิก 215 คน เป็นชนเผ่าต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร เดิมก่อนที่จะมีการจัดตั้งสหกรณ์ ชาวเขาเผ่าต่างๆ ต่างคนก็ต่างทำต่างขาย และใช้สารเคมีในการผลิต ทำให้สุขภาพที่ไม่ค่อยดีเนื่องจากมีสารตกค้างในเลือด แต่หลังจากมีการจัดตั้งสหกรณ์ มีการรวบรวมสมาชิกใช้การบริหารจัดการแบบสหกรณ์เข้ามาช่วย ทำให้ระบบการผลิตพืชผลทางการเกษตรของสมาชิกมีมาตรฐานเป็นไปในเน้นทางเดียวกัน รวมทั้งลด ละ เลิก การใช้สารเคมีด้วย

ประสงค์ของการจัดตั้งสหกรณ์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ให้หันมาทำมากินบนพื้นที่ที่เหมาะสมไม่บุกรุกป่า หรือปลูกของผิดกฎหมาย ซึ่งสหกรณ์ได้ดำเนินธุรกิจประกอบด้วย ธุรกิจเงินรับฝากออมทรัพย์ จัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้กับสมาชิก สินเชื่อ บริการรถไถพรวน รวบผลผลิตสินค้าเกษตร แต่เนื่องจากเกษตรกรในชุมชนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมาชิกศูนย์โครงการหลวงแม่สะเรียง แต่ให้ความสนใจเป็นสมาชิกสหกรณ์และใช้บริการธุรกิจรับฝากเงินออมทรัพย์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชุมชน ซึ่งอยู่ห่างไกลจากธนาคารพาณิชย์ สหกรณ์จึงมีความจำเป็นรับสมาชิกในชุมชน และในอนาคตทางศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะเรียง มีแผนจะขยายพื้นที่งานส่งเสริมไม้ผลแก่สมาชิกสหกรณ์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกศูนย์ฯ ด้วย

ด้านการดำเนินงานด้านการผลิตพืชผลทางการเกษตรของสมาชิกสหกรณ์และศูนย์ฯ มีการวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรให้สมาชิกตั้งแต่การวางแผนก่อสร้างโรงเรือน การผลิตพืชแต่ละชนิด จากนั้นทางศูนย์ฯ จะรับแผนการผลิตผักและไม้ผลให้สอดคล้องกับพื้นที่ ให้พอดีกับโรงเรือนของสมาชิกแต่ละรายและแผนการปลูกสร้างโรงเรือนถัดๆ ไปด้วย โดยเฉลี่ยสมาชิกแต่ละรายจะมีโรงเรือนในการผลิตพืชผักรายละ 5 โรงเรือน หลังจากมีการวางแผนการผลิตแล้วสหกรณ์และศูนย์ฯ ก็จะติดตามผลการเพาะปลูกของสมาชิกอย่างทั่วถึง เพื่อให้ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพตามแผนการผลิตที่วางไว้

โดยจุดเด่นสำคัญของสหกรณ์แห่งนี้ก็คือ จะเน้นการเสริมความรู้ให้กับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยมีการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีจากศูนย์ฯ เช่น การอบรมระบบมาตรฐาน GAP และการตรวจวัดสารเคมีในร่างกายให้แก่สมาชิกเป็นประจำทุกปี ทำให้ผลผลิตของสมาชิกมีมาตรฐานเดียวกัน เป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงมีการส่งเสริมให้สมาชิกเน้นการประกอบอาชีพแบบพอเพียงฝึกการออมเงิน สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

เกษตรฯเร่งขับเคลื่อนแผน แก้ปัญหาราคาสินค้าผันผวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298433

เกษตรฯเร่งขับเคลื่อนแผน  แก้ปัญหาราคาสินค้าผันผวน

เกษตรฯเร่งขับเคลื่อนแผน แก้ปัญหาราคาสินค้าผันผวน

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในปัจจุบัน เป็นผลมาจากหลายปัจจุบัน เช่น ความต้องการสินค้ามีน้อยกว่าปริมาณผลผลิต และราคาขึ้นอยู่กับกลไกตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหา โดยใช้ตลาดนำการผลิตหรือผลิตตามตลาดต้องการ รวมทั้งแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมระบบตลาดออนไลน์ ขณะที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าที่สำคัญ เช่น

ยางพารา มีการบริหารจัดการทั้งอุปสงค์และอุปทาน มีการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศเพื่อลดผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาด รวมทั้งรณรงค์ให้ใช้ผลผลิตภัณฑ์ยางและส่งเสริมสนับสนุนให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการยาง รวมทั้งมีการจัดการพื้นที่ปลูกยาง มีเป้าหมายลดพื้นที่ปลูกยางจำนวน 400,000 ไร่ต่อปี โดยลดพื้นที่ปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี 200,000 ไร่ และปลูกแทนด้วยพืชเศรษฐกิจอื่น 200,000 ไร่

ปาล์มน้ำมัน รัฐบาลได้หาแนวทางสนับสนุนให้ผู้ประกอบการส่งออกได้มากขึ้น โดยในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ส่งออกแล้ว 52,629 ตัน และคาดว่าส่งออกทั้งปีจะได้มากกว่า 100,000 ตัน

มันสำปะหลัง รัฐบาลอนุมัติในหลักการแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลังปี 2560/61 จำนวน 14 โครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต และแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงมีการดูแลด้านการตลาด

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีแนวทางบริหารจัดการการนำเข้าวัตถุดิบอื่นทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และได้ประสานให้สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยรับซื้อจากเกษตรกรไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8.00 บาท ที่ความชื้น 14.5% รวมทั้งส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา เป้าหมาย 31 จังหวัด 0.7 ล้านไร่ เกษตรกร 47,000 ราย

รายงานพิเศษ : ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาน่าน ผ่านการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงด้วยระบบสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298436

รายงานพิเศษ : ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาน่าน ผ่านการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงด้วยระบบสหกรณ์

รายงานพิเศษ : ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาน่าน ผ่านการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงด้วยระบบสหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากปัญหาการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าต้นน้ำเพื่อทำการเกษตร และไม่มีระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำ จนทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่จังหวัดน่าน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรีบแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลของแต่ละอำเภอในจังหวัดน่าน ที่ประสบปัญหานี้ จึงได้ขอรับการสนับสนุนไปยังมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อสนับสนุนให้เป็นโครงการขยายผลโครงการหลวง(ปัจจุบันเรียกโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง) ในเขตพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ให้มีความมั่นคงทางอาหาร มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้องค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ของโครงการหลวง ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน ภายใต้
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางของโครงการหลวง โดยการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในลักษณะโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง

นายสมเกียรติ ส่วนบุญ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน กล่าวว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน ได้รับนโยบายจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อดำเนินการตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีพระราชประสงค์จะช่วยชาวเขาให้สามารถช่วยตนเองในการปลูกพืชที่มีประโยชน์ และมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการดำรงชีพ มุ่งเน้น ให้พออยู่ พอกิน และพัฒนาไปสู่การอยู่ดี กินดี โดยการให้ความร่วมมือและช่วยเหลือสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน) ผ่านโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงในจังหวัดน่าน ในการส่งเสริมการนำระบบสหกรณ์ไปใช้ โดยการจัดตั้งกลุ่มเตรียมสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง เพื่อฝึกให้เกษตรกรรู้จักวิธีดำเนินงานของระบบสหกรณ์และเกิดทัศนคติ เห็นความสำคัญของการมีสหกรณ์ ที่จะช่วยอำนวยประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านการใช้เครื่องมือ เครื่องจักรมาช่วยในการขายพืชผลให้ได้ราคาสูงขึ้น ดีกว่าต่างคนต่างขายและยังช่วยให้ได้เงินทุนมาให้สมาชิกกู้ยืม เนื่องจากแหล่งการผลิต การขนส่งพืชผลไปขายยังตลาด ทำให้เห็นถึงพลังของการรวมกลุ่ม ซึ่งจะเกิดอำนาจในการเจรจาต่อรอง เงินกู้ให้ความเชื่อถือสหกรณ์มากกว่าเกษตรกรรายบุคคล นอกจากนี้ระบบสหกรณ์ยังเป็นพื้นฐานของการ สร้างระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย

ที่ผ่านมา ได้มีเกษตรกรชนเผ่าต่างๆในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงในจังหวัดน่าน รวมตัวกัน เพื่อช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยเน้นในด้านการส่งเสริมเกษตรกรรมที่ทดแทนการทำไร่ข้าวโพด โดยบูรณาการร่วมกับโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงในแต่ละพื้นที่ นำเอารูปแบบสหกรณ์เข้ามาทดลองใช้และจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ จำนวน 4 สหกรณ์ ด้แก่ 1.สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด อ.นาน้อย (ขุนสถาน) 2.สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงถ้ำเวียงแก จำกัด อ.สองแคว (ถ้ำเวียงแก) 3.สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด อ.นาหมื่น (น้ำแขว่ง) และ 4.สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแป่ง จำกัด อ.ท่าวังผา (น้ำแป่ง)

ปัจจุบันทั้ง 4 สหกรณ์ มีสมาชิกรวมกัน จำนวน 265 ราย ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือด้านอุปกรณ์การผลิต การตลาดรวมจนถึงเงินอุดหนุนในการจัดจ้างเจ้าหน้าที่ช่วยปฏิบัติงานสหกรณ์ แก่สหกรณ์ผ่านสำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554 จนถึงปัจจุบัน โดยในแต่ละสหกรณ์มีพัฒนาการที่แตกต่างกันไป สำหรับสหกรณ์ที่มีพัฒนาการที่ดีที่สุด คือ สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด อ.นาน้อย (ขุนสถาน) ซึ่งปัจจุบันสมาชิกสามารถพึ่งพาตนเองได้แล้ว มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบมากขึ้น รวมทั้งสามารถคิดต่อยอดโครงการต่างๆเพื่อทำงานร่วมกับโครงการหลวงได้อีกด้วย ซึ่งในปีที่ผ่านมาสหกรณ์สามารถรวบรวมผลผลิตพืชผักจากสมาชิกรวม 4 ชนิด ได้แก่ พริกหวาน มะเขือเทศเนื้อ มะเขือเทศเชอร์รี่ และแตงกวาญี่ปุ่น ได้ผลผลิตประมาณ 189,744 กิโลกรัม เพื่อส่งไปยังโครงการหลวงร้อยละ 95 ที่เหลือเป็นผลผลิตที่เสียหายจากโรค และผลผลิตตกเกรดจะขายให้กับพ่อค้ารายย่อย สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับสมาชิก ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

และจากการที่สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด อ.นาน้อย (ขุนสถาน) มีเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติขุนสถาน ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ จึงมีแนวคิดในการพัฒนาสหกรณ์ในเชิงท่องเที่ยว โดยการให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเก็บผลผลิตพืชผัก ผลไม้ จากโรงเรือนพลาสติกของสมาชิก มารับประทานหรือนำไปประกอบอาหารได้ เป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกอีกทางหนึ่ง

เลาะรั้วเกษตร : งานล้นมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298432

281225166

เลาะรั้วเกษตร : งานล้นมือ

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อยู่ๆ อดีตรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รัตนะ สวามีชัย ก็โพสต์เฟซบุ๊ค ร่ำลาพี่น้องข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อย้ายไปเป็นรองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. หะแรกก็สงสัยอยู่ว่าถูกย้ายด้วยเหตุอันใด แต่พอเห็นคำสั่งก็ถึงบางอ้อว่า เจ้าตัวขอโอนย้ายไปเอง เบื้องลึกทราบมาว่าเพราะสนิทสนมแนบแน่นกับ เลขาธิการ ส.ป.ก. คนใหม่ อดีตหัวหน้า
ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ สุรจิตต์ อินทรชิต คงจะได้ทำงานเข้ากันได้เป็นอย่างดี…..

ถัดมาอีกหน่อย เมื่อวันพุธที่ผ่านมาก็มีคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ โอนย้าย 2 รองอธิบดี คือ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม ศิริพร บุญชู ไปเป็นรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ไพโรจน์ เฮงแสงชัย ไปเป็นรองอธิบดีกรมหม่อนไหม ที่ประวัติศาสตร์ออกจะซ้ำรอย ที่ครั้งหนึ่งอดีตอธิบดีกรมหม่อนไหม อภัย สุทธิสังข์ ก็มาจากกรมปศุสัตว์นี่แหละ แต่วันนี้กลับไปเป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์ สบายใจแล้ว ทำโครงการโคบาลบูรพาต่อไป

เดือนตุลา เดือนแรกของปีงบประมาณใหม่ อะไรๆ อาจจะยังรีๆ รอๆ ทำอะไรได้ไม่เต็มที่เพราะผลจากการเกษียณอายุราชการ และผลจากการแต่งตั้งโยกย้ายระดับอธิบดีไปแล้ว ทำให้หลายหน่วยงานขาดผู้บริหารระดับรองอธิบดีมาแบ่งเบาภาระงานของอธิบดี รองอธิบดีที่ยังอยู่กับที่ก็ต้องรับภาระไปพลางก่อน เพราะงานโครงการต่างๆ ยังต้องดำเนินการต่อเนื่องและรอไม่ได้ และบางหน่วยงานมีงานเข้าชนิดที่ทำให้เป๋ไปเหมือนกัน

หน่วยงานที่ตำแหน่งรองอธิบดีว่างอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ หน่วยงานที่รองอธิบดีเกษียณอายุราชการ หรือรองอธิบดีได้รับแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ หรือ ได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นอธิบดี คือ กรมชลประทาน ว่าง 2 ตำแหน่ง เพราะรองอธิบดีฯ ณรงค์ ลีนานนท์ เกษียณอายุ และรองอธิบดีฯ สมเกียรติ ประจำวงษ์ ขึ้นเป็นอธิบดี กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ว่าง 1 ตำแหน่ง เพราะรองอธิบดีฯ ชัยรัตน์ เกื้ออรุณ เกษียณอายุราชการ กรมส่งเสริมการเกษตร ว่าง 2 ตำแหน่ง เพราะรองอธิบดี สงกรานต์ ภักดีคง เกษียณอายุราชการ และ รองอธิบดีฯ รัตนะ สวามีชัย โอนไปเป็นรองเลขาธิการ ส.ป.ก.

ส.ป.ก. เอง เดิมว่าง 2 ตำแหน่งเนื่องจาก รองเลขาธิการฯ บพิตร อมราภิบาล และ ฉลอง มณีโชติเกษียณอายุราชการ แต่ได้ รองอธิบดี รัตนะ สวามีชัย ที่โอนมาจากกรมส่งเสริมการเกษตรมาแทน 1 ตำแหน่ง ยังเหลืออีก 1 ตำแหน่ง กรมวิชาการเกษตรเดิมว่าง 2 ตำแหน่ง เนื่องจากรองอธิบดีฯ วราภรณ์ พรหมพจน์ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ และรองอธิบดีฯ เสริมสุข สลักเพ็ชร์ ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ มกอช. แต่ก็ได้รองอธิบดีกรมหม่อนไหม ศิริพร บุญชู มาแทนแล้ว 1 ตำแหน่ง เหลือลุ้นกันอีก 1 ตำแหน่ง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. ว่าง 2 ตำแหน่ง เนื่องจากรองเลขาธิการ คมสัน จำรูญพงษ์ และ จันทร์ธิดา มีเดช ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. ว่าง 1 ตำแหน่ง เนื่องจาก รองเลขาธิการฯ อานัติ วิเศษรจนา ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ

กรมปศุสัตว์ ว่าง 2 ตำแหน่ง เนื่องจากรองอธิบดี สรวิศ ธานีโต ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ และ รองอธิบดีฯ ไพโรจน์ เฮงแสงชัย ย้ายมาเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม กรมพัฒนาที่ดิน รองอธิบดีว่าง 1 ตำแหน่ง เนื่องจาก รองอธิบดีฯ เบญจพร ชาครานนท์ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ กรมประมง ว่าง 1 ตำแหน่ง เนื่องจาก รองอธิบดีฯ มีศักดิ์ ภักดีคงไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ว่าง 1 ตำแหน่ง โดย รองอธิบดีฯ จิรทรัพย์ ปลอดกระโทก ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ กรมส่งเสริมสหกรณ์ว่าง 1 ตำแหน่ง เพราะ รองอธิบดี พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ ขึ้นเป็นอธิบดี

คงเป็นยุคที่ตำแหน่งรองอธิบดี หรือ รองเลขาธิการว่างมากที่สุด ขณะเดียวกันก็เป็นยุคที่มีงานโครงการที่ต้องดำเนินการมากที่สุด ยังมีเรื่องสำคัญรออยู่ข้างหน้า คือปัญหาการบริหารจัดการน้ำ การช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยที่จะตามมา แถมยังมีงานประจำของเอ็นจีโอที่เข้ามากวนใจอีก หน่วยงานไหนจะเชียร์ใครเป็นรองอธิบดี รองเลขาธิการ ก็เลือกที่ช่วยงานได้นะขอรับ……มิเช่นนั้นก็ตัวใครตัวคนนั้นละครับ…..

แว่นขยาย

เกษตรฯขับเคลื่อน ‘5 ประสาน’ สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298476

เกษตรฯขับเคลื่อน '5 ประสาน' สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9

เกษตรฯขับเคลื่อน ‘5 ประสาน’ สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 18.11 น.

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2560 ณ.  ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134-135  พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง”เตรียมดำเนินการต่อเนื่อง ปี พ.ศ.2561 ตั้งเป้าเกษตรกรสมัครใจ เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มจำนวน 70,000 ราย  รวมเป็น 140,000 ราย เพื่อถวายรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

จากปัญหาของภาคการเกษตรที่สำคัญ คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ และการบริหารจัดการผลิต ทั้งการพัฒนาเรื่องดินและน้ำ ขาดแคลนทุนและโครงสร้างพื้นฐาน มีหนี้สิ้นจากจากผลิตเชิงเดี่ยว และมีความเสี่ยงเสียหายจากภัยพิบัติธรรมชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร ให้เกษตรกรมีรายได้และความภาคภูมิใจในอาชีพ เป้าหมายเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรแปลงใหญ่ ในเขตพื้นที่เหมาะสม ซึ่งนอกเหนือจากการผลิตสินค้าหลักแล้ว ยังได้ส่งเสริมเกษตรกรมีการผลิตอาหารที่ปลอดภัยบริโภคอย่างเพียงพอในครัวเรือน และนำรายได้จากการผลิตสินค้าหลักมาเป็นเงินออม เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในอนาคต และสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ปี 2560 เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจากพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 70,000 ราย ได้น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือน และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยในการดำเนินงานดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา ปราชญ์เกษตร บริษัทเอกชน สนับสนุนการดำเนินงานในทั่วทุกพื้นที่เป็นอย่างดี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ) ได้เป็นประธานการประชุมโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ร่วมกับส่วนราชการในสังกัด สถาบันการศึกษา ปราชญ์เกษตร และภาคเอกชนที่สนับสนุนโครงการ เพื่อรับทราบสรุปผลการดำเนินงานโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ปี  2560 และร่วมกันขับเคลื่อนโครงการต่อเนื่องใน ปี 2561 โดยผลการดำเนินงานปี 2560 มีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 70,002 ราย พบว่าหลังจากร่วมโครงการแล้ว เกษตรกรได้นำความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ทำการเกษตรผสมผสานอย่างเกื้อกูลกัน ตามศักยภาพของตนเองในพื้นที่ เกิดพึ่งพาตนเอง โดยสามารถลดรายจ่ายจากการบริโภคผลผลิตที่ปลอดภัยของตนเองได้เฉลี่ยเดือนละ 533 บาท มีการลดต้นทุนการผลิต และลดใช้การใช้สารเคมี โดยใช้ปัจจัยการผลิตและใช้แรงงานของตนเองได้ เฉลี่ยเดือนละ 556 บาท เกษตรกรมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานในเมือง ลดลงร้อยละ 1.47 มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และจัดทำบัญชีครัวเรือน มีการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ครัวเรือนร้อยละ 18.38 สามารถลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ อีกทั้งยังมีการวางแผนและดำเนินการผลิตในแปลงที่เข้าร่วมโครงการ สร้างรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 4,613 บาท

เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและเกิดการพัฒนาความยั่งยืน ทุกภาคส่วนจึงได้ร่วมกันวางแผนขับเคลื่อนการดำเนินงาน ในปี พ.ศ.2561 โดยกำหนดรับสมัครเกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น จำนวน 70,000 ราย  รวมเป็น 140,000 ราย เพื่อถวายรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และร่วมกันทุกภาคส่วนในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมให้เกิดความมั่นคง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้อย่างเพียงพอและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

เกษตรฯงัด15แผนหลักลุยปี’61 ยกระดับ‘คน-มาตรฐานสินค้า’สู่ยุค4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298283

เกษตรฯงัด15แผนหลักลุยปี’61 ยกระดับ‘คน-มาตรฐานสินค้า’สู่ยุค4.0

เกษตรฯงัด15แผนหลักลุยปี’61 ยกระดับ‘คน-มาตรฐานสินค้า’สู่ยุค4.0

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับจัดสรรงบประมาณในภาพรวมทั้งหน่วยงานราชการในสังกัด องค์กรมหาชน และรัฐวิสาหกิจ รวม 103,586.6227 ล้านบาท จำแนกเป็น 1) งบบุคลากรภาครัฐวงเงิน 25,823.0087 ล้านบาท 2) งบรายจ่ายตามภารกิจ (Function) วงเงิน 17,422.3205 ล้านบาท 3) งบบูรณาการ (Agenda) วงเงิน 53,234.3502 ล้านบาท และ 4) งบพื้นที่ (Area) วงเงิน 7,106.9433 ล้านบาท ในจำนวนนี้ มีงานโครงการสนับสนุนนโยบาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ยกกระดาษ A4) และงานสำคัญอื่นๆ จำนวน 57,742.1386 ล้านบาท ประกอบ 15 โครงการ/แผนงานสำคัญ ประกอบด้วย

1) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 50,010.2374 ล้านบาท 2) ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ 1,868.4714 ล้านบาท3) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 449.0476 ล้านบาท 4) Zoning by Agri-Map 333.0441 ล้านบาท 5) Smart Farmer 143.7429 ล้านบาท 6) พัฒนาสถาบันเกษตรกรรูปแบบ ประชารัฐ 21.9530 ล้านบาท 7) ธนาคารสินค้าเกษตร 40.6349 ล้านบาท 8) เกษตรอินทรีย์ 910.4219 ล้านบาท 9) ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ 379.3885 ล้านบาท 10) จัดระเบียบการประมงให้เป็นมาตรฐาน 577.9542 ล้านบาท 11) ขยายศูนย์เมล็ดพันธ์ุข้าว 472.9215 ล้านบาท 12) ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน 351.1151 ล้านบาท 13) ตลาดสินค้าเกษตร 268.1654 ล้านบาท 14) พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน (GAP) 1,414.2919 ล้านบาท และ 15) การช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร 500.7488 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดเป้าหมายให้เป็น “ปีแห่งการยกระดับคน การบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่เกษตร 4.0” โดยมีกรอบแนวคิดและการดำเนินงานต่อเนื่องตามนโยบายยกกระดาษ A4 ซึ่งจะเป็นกลไกผลักดันให้แผนขับเคลื่อน Smart Agricultural Curve ในปี 2561 บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เร่งสร้างเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร และเชื่อมโยงตลาด ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการเกษตรเร่งเครื่องสู่เกษตร 4.0
อย่างต่อเนื่อง

ก้าวผ่านตุลาอาลัย ด้วยใจน้อมรำลึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298281

x

ก้าวผ่านตุลาอาลัย ด้วยใจน้อมรำลึก

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

…แล้วก็ “มาถึง” เดือนที่ประชาชนคนไทยทุกคนไม่อยากจะ “ให้ถึง” นั่นก็คือ “ตุลาอาลัย” เดือนแห่งความโศกเศร้าครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศอันหาที่เปรียบมิได้ และเป็นเดือนครบรอบ 1 ปีแห่งการสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 โดยจะมีงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 นี้ ซึ่งก็อดใจหายไม่ได้เพราะไม่มีใครอยากจะให้ถึงวันนั้น และเชื่ออย่างยิ่งว่าคนไทยทุกคนคงมีความรู้สึกไม่แตกต่างกัน

“ผล” แห่งประการทั้งปวง ล้วนมาจาก “เหตุ” ความดีที่พระองค์ท่านทรงมีความเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดมา นับแต่พระองค์ได้ทรงขึ้นครองราชย์ และมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” จึงทำให้พระองค์ท่านเป็นที่รักใคร่ของปวงประชาชนนับแต่นั้น พระองค์ท่านยังได้ทรงสร้างคุณูปการเยอะแยะมากมายแก่ประเทศชาติและพสกนิกร จนมิอาจจะเขียนกล่าวในที่นี้ได้หมด โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “แกล้งดิน” โดยการแปรสภาพดินเปรี้ยวจัดให้สามารถเพาะปลูกได้ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช การบริหารจัดการน้ำในรูปแบบต่างๆ ทั้ง เขื่อน ฝาย ฯลฯ อย่างเช่น เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โครงการแก้มลิงต่างๆ ที่ช่วยทำให้กรุงเทพฯ นครนายก พ้นจากภัยน้ำท่วมมาหลายครั้งหลายครา ก็ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน รวมถึงโครงการฝนหลวงที่แก้ปัญหาภัยแล้งให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ โครงการชั่งหัวมันที่จังหวัดราชบุรี เพื่อเป็นต้นแบบให้พี่น้องในพื้นที่และใกล้เคียงสามารถใช้วิชาชีพเกษตรที่หลากหลาย เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตโดยเน้นพึ่งพิงอิงอาศัยตนเอง ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างแห้งแล้ง และอื่นๆ อีกมากมาย

สิ่งที่พวกเราชาวไทยทุกคนจะก้าวผ่านความโศกเศร้าในครั้งนี้ และเปรียบดังพระองค์ท่านยังอยู่กับเราตลอดไป ก็น่าจะมีวิธีอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นก็คือ การทำให้พระองค์ท่านภูมิใจในตัวเราทุกคน โดยการน้อมนำทำตามที่พระองค์ท่านทรงสอนสั่งและวางแบบแผนเอาไว้ โดยเฉพาะในเรื่องการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียง ที่พวกเราสามารถน้อมนำไปใช้กันได้จริงทุกคน ไม่ว่าจะ “รวย” หรือ “จน” ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยเริ่มต้นจากเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่ง คือการทำให้ตนเอง “พออยู่พอกิน” สามารถช่วยเหลือแบ่งปันแลกเปลี่ยนกันได้ก่อน เริ่มจากการแบ่งพื้นที่เพียง 1 ไร่ออกเป็น 4 ส่วนคือ 30 : 30 : 30 : 10 เพื่อทำสระน้ำ ปลูกข้าว ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น และที่อยู่อาศัย ทำแบบนี้ไปจนกว่าจะเข้าใจ แล้วจึงค่อยๆ เริ่มไปสู่เกษตรทฤษฎีขั้นที่ 2 คือการทำให้ตนเองก้าวไปสู่การ “พอมีอันจะกิน” โดยการรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์เพื่อให้เกษตรกรมีพลัง มีอำนาจการต่อรอง จนไปสู่เกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 คือต้องรู้จักติดต่อประสานงานกับแหล่งเงินทุน ธนาคาร ภาคเอกชน เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพสินค้า คุณภาพชีวิต เพื่อให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตร่วมกันได้อย่างยั่งยืน และดียิ่งๆ ขึ้นไป เพียงเท่านี้ก็เชื่อว่า “ในหลวง รัชกาลที่ 9” พระองค์ท่านจะมีความสุขและคอยดูแลปกป้องคุ้มครองพวกเราให้มีความสุขตลอดไป

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง เฝ้าระวังหนอนม้วนใบระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298031

เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง  เฝ้าระวังหนอนม้วนใบระบาด

เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง เฝ้าระวังหนอนม้วนใบระบาด

วันพุธ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศเตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองเฝ้าระวังการระบาดของหนอนม้วนใบและมวนถั่วเหลือง สามารถพบได้ในระยะที่ต้นถั่วเหลืองออกดอก เกษตรกรควรสังเกตหนอนม้วนใบ มักพบหนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ชักใยบางๆ คลุมตัวไว้แล้วกัดกินผิวใบ เมื่อหนอนโตขึ้นจะกระจายกันออกไปทั่วทั้งแปลง เพื่อสร้างใยยึดใบพืชจากขอบใบของใบเดียวเข้าหากัน หรือชักใยดึงเอาใบมากกว่า 2 ใบมาห่อรวมเข้าหากัน และอาศัยกัดกินอยู่ในใบที่ห่อม้วนนั้นจนหมด จึงเคลื่อนย้ายเข้าไปทำลายใบอื่นต่อไป

สำหรับในระยะก่อนออกดอกถึงระยะฝักยังเขียวอยู่ หากพบใบถูกทำลาย 30% หรือในระยะหลังดอกบาน 4 สัปดาห์ กรณีพบใบถูกทำลาย 60% ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

นอกจากนี้ เกษตรกรควรติดตามเฝ้าระวังมวนถั่วเหลือง จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของมวนถั่วเหลืองดูดน้ำเลี้ยงจากใบ ลำต้น ดอก และฝักของต้นถั่วเหลือง ซึ่งฝักอ่อนที่ถูกทำลายจะลีบและร่วงหล่น ทำให้ ผลผลิตถั่วเหลืองลดลง หากพบตัวเต็มวัยของมวนถั่วเหลือง 2-3 ตัวต่อแถวถั่วยาว 1 เมตร ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 2 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% ซีเอส อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

ระดมสมองป้อง‘พะยูน’ กรมอุทยานฯเปิดเวทีถกต้นแบบจัดระบบนิเวศหญ้าทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298033

ระดมสมองป้อง‘พะยูน’  กรมอุทยานฯเปิดเวทีถกต้นแบบจัดระบบนิเวศหญ้าทะเล

ระดมสมองป้อง‘พะยูน’ กรมอุทยานฯเปิดเวทีถกต้นแบบจัดระบบนิเวศหญ้าทะเล

วันพุธ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ เล็งเห็นความสำคัญของพะยูนและแหล่งหญ้าทะเล ที่เป็นระบบนิเวศชายฝั่งที่จะเชื่อมต่อระหว่างระบบนิเวศป่าชายเลนกับแนวปะการัง จึงได้จัดเวทีประชุมการอนุรักษ์พะยูนและแหล่งหญ้าทะเลระดับประเทศขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการพะยูนและแหล่งหญ้าทะเล ตลอดจนการอนุรักษ์พะยูนและแหล่งหญ้าทะเลในประเทศไทย เมื่อ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ สำหรับใช้เป็นต้นแบบในการบูรณาการจัดการระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของพะยูน นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังเป็น 1 ใน 5 กิจกรรม ของกรม
อุทยานแห่งชาติฯ ที่ดำเนินโครงการ “อนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตในทะเลไทย ในพระดำริของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์”ร่วมกับกองทัพเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนองพระดำริที่ทรงมีเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์แนวปะการัง และสิ่งมีชีวิตในทะเลไทย

โดยการประชุมมีการเสวนาและแลกเปลี่ยนความรู้จากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยมีหัวข้อเสวนา เช่น การบรรยายเรื่อง “เส้นทางการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติสู่การอนุรักษ์และฟื้นฟูพะยูนและแหล่งหญ้าทะเล” การบรรยายเรื่อง “ระบบนิเวศพะยูนและการอนุรักษ์” การบรรยายเรื่อง “แหล่งหญ้าทะเลในประเทศไทย” พร้อมทั้งการเสวนาเรื่อง “การอนุรักษ์พะยูนและอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเล”

พะยูนเป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และอยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ CITES กล่าวคือ ชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าที่ห้ามค้าโดยเด็ดขาด เนื่องจากใกล้สูญพันธุ์ ยกเว้นเพื่อการศึกษาวิจัยหรือเพาะพันธุ์ ซึ่งต้องได้รับคำยินยอมจากประเทศที่จะนำเข้าเสียก่อน ซึ่งขณะนี้พะยูนในประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤติ เนื่องจากถูกคุกคามอย่างหนักในเรื่องถิ่นที่อยู่อาศัย และการทำลายแหล่งหญ้าทะเลอันเป็นแหล่งอาหารของพะยูน รวมทั้งการล่าและการติดเครื่องมือประมงเป็นสาเหตุทำให้พะยูนลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันคาดว่าในน่านน้ำไทยมีพะยูนไม่เกิน 200 ตัว

สั่งเข้มตรวจสอบย้อนกลับประมง ‘บิ๊กฉัตร’กำชับคุมเรือแจ้งเข้า-ออกสินค้าทั้งระบบ100%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298036

สั่งเข้มตรวจสอบย้อนกลับประมง  ‘บิ๊กฉัตร’กำชับคุมเรือแจ้งเข้า-ออกสินค้าทั้งระบบ100%

สั่งเข้มตรวจสอบย้อนกลับประมง ‘บิ๊กฉัตร’กำชับคุมเรือแจ้งเข้า-ออกสินค้าทั้งระบบ100%

วันพุธ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในภาพรวมการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ของประเทศไทย ถือว่ามีการพัฒนาในหลายด้านและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าสัตว์น้ำที่ กรมประมง ได้ปรับปรุงระบบ เพื่อไม่ให้มีสัตว์น้ำที่มาจากการทำประมง IUU เข้ามาในประเทศไทย รวมถึงไม่ให้มีการส่งออกสัตว์น้ำที่มาจากการทำประมงแบบ IUU อย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้สำหรับสัตว์น้ำที่จับโดยเรือประมงไทย มีการจัดวางระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อให้ทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงทะเลได้ตลอดสายการผลิต โดยกำหนดให้เรือประมงที่จับสัตว์น้ำต้องจดบันทึกการทำการประมงตามความเป็นจริงทุกครั้ง และมีรายละเอียดของชนิดสัตว์น้ำ ปริมาณสัตว์น้ำ บริเวณที่จับ และเครื่องมือการทำประมง เมื่อนำสัตว์น้ำขึ้นที่ท่าเทียบเรือ กำหนดให้ท่าเทียบเรือต้องคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด กรณีขนส่งไปขายที่ตลาดกลางโดยยังไม่มีการคัดแยกและชั่งน้ำหนักต้องชั่งน้ำหนักโดยประมาณของสัตว์น้ำที่ขนส่ง และเมื่อถึงตลาดกลางต้องคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด และเมื่อมีการซื้อขายสัตว์น้ำ ผู้ซื้อผู้ขายต้องกรอกข้อมูลชนิดสัตว์น้ำและปริมาณที่ซื้อขายในเอกสารกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ เพื่อให้มีข้อมูลในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสัตว์น้ำได้ทุกขั้นตอนตลอดสายการผลิต

ส่วนสัตว์น้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศ ผู้ประกอบการนำเข้าต้องขออนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำ โดยด่านตรวจสัตว์น้ำของกรมประมงจะดำเนินการตรวจสอบสัตว์น้ำและเอกสาร เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์น้ำไม่ได้มาจากการทำการประมง IUU โดยทำการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น ใบรับรองการจับสัตว์น้ำ, ล็อกบุ๊ค ใบอนุญาตทำการประมง ใบอนุญาตขนถ่าย แหล่งทำการประมง พฤติกรรมเรือ เส้นทางเดินเรือ ข้อมูลการทำการประมง และแผนผังการเก็บสัตว์น้ำ เป็นต้น หากข้อมูลถูกต้องจะอนุญาตให้เรือเทียบท่าและขนถ่ายสัตว์น้ำได้

นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมการขนถ่ายและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำที่ขนขึ้นรถบรรทุก และจัดทำเอกสารเพื่อกำกับรถบรรทุกทุกคันที่ขนส่งไปยังโรงงาน และบันทึกข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อสัตว์น้ำไปถึงโรงงานจะมีการคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด และออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำนำเข้าให้กับผู้นำเข้าสัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบย้อนกลับ กรมประมงได้มีการระบบอิเล็กทรอนิกส์ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.ระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำที่จับจากเรือประมงไทย และ 2.ระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำนำเข้า เพื่อให้สามารถตามสอบเส้นทางไหลของสัตว์น้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดสายการผลิต ตั้งแต่การนำเข้าสัตว์น้ำ การขึ้นท่าสัตว์น้ำ การกระจายสัตว์น้ำ การแปรรูป การออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำ การออกใบรับรองการแปรรูปสัตว์น้ำ ตลอดจนถึงกระบวนการสุดท้าย คือ การส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำทั้งระบบ ตั้งแต่การตรวจสอบเรือประมงที่แจ้งเข้า–แจ้งออกให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำสัตว์น้ำขึ้นท่า ควบคุมการขนถ่ายสัตว์น้ำและลูกเรือกลางทะเล สร้างความตระหนักให้ผู้ประกอบการประมงตลอดสายการผลิตให้ความร่วมมือ และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างเข้มงวด และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำที่จับจากเรือประมงไทย โดยได้มีการนำระบบเครื่องชั่ง Smart scale ที่สามารถส่งข้อมูลชนิดและน้ำหนักที่ชั่งเข้าระบบ ที่ได้มีการนำร่องใช้กับท่าเทียบเรือขององค์การสะพานปลาที่สงขลาเป็นแห่งแรก และที่สมุทรสาครเป็นแห่งที่สอง ซึ่งจะทำให้ข้อมูลชนิดและน้ำหนักสัตว์น้ำมีความโปร่งใสและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากขึ้นด้วย