ส่องเกษตร : ‘ในหลวง’กับวิกฤติ‘น้ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298028

449007

ส่องเกษตร : ‘ในหลวง’กับวิกฤติ‘น้ำ’

วันพุธ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ยิ่งใกล้วันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในวันที่ 26 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ทุกดวงจิตดวงใจพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดี ก็มุ่งความสนใจเฝ้าติดตามเรื่องราวของพระราชพิธีที่กำลังจะมาถึงด้วยความอาลัยรัก และมุ่งหวังที่จะร่วมกันส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยเป็นครั้งสุดท้ายให้ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก

สื่อมวลชนต่างๆทั้งในประเทศทุกสำนัก ตลอดจนสื่อมวลชนนานาประเทศจากทั่วโลก ในช่วงเวลานี้จึงมุ่งนำเสนอข้อมูลข่าวสารพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเป็นสำคัญ รวมถึงเรื่องราว
พระราชปณิธาน แนวทางพระราชดำริต่างๆ จนถึงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ได้ทรงงานเพื่อความผาสุกของปวงชนชาวไทยและเผื่อแผ่ถึงพี่น้องชาวโลกในประเทศต่างๆ อาทิ แนวพระราชดำริปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” โครงการตามแนวพระราชดำริต่างๆในการแก้ไขปัญหาความยากจน ปัญหาของเกษตรกร ไม่ว่าเรื่องดินหรือเรื่องน้ำ จนถึง“ฝนหลวง” เป็นต้น

ยิ่งในช่วงเวลานี้ที่ปัญหาเรื่อง“น้ำ”กำลังสร้างความเดือดร้อนหนักให้หลายพื้นที่ของประเทศไทยเกิดวิกฤติ รวมถึงกรุงเทพมหานครเองด้วย (โดยเฉพาะวันเสาร์ 14 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา ฝนตกหนักในกรุงเทพฯจนน้ำท่วมถนนสายสำคัญๆ กว่า 50 จุด จราจรเป็นอัมพาตตลอดทั้งวัน เดือดร้อนกันแสนสาหัส ซึ่งยังคงเป็นประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ มาจนถึงสัปดาห์นี้) จากการที่ปีนี้มี“น้ำฝน”มากเกินไป จนเกิดการท่วมท้นหลายระลอก แม้เข้าสู่ปลายฤดูฝนกำลังจะเริ่มต้นหนาวแล้วก็ตาม น้ำในเขื่อนใหญ่ๆหลายแห่งก็ยังต้องเร่งระบายมากขึ้น เพื่อรองรับน้ำฝนใหม่ที่ตกหนักลงมามาก

ภาวการณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้คนไทยคิดถึงแนวทางพระราชดำริและโครงการตามแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหา“น้ำท่วม”อย่างยั่งยืนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นแนวทาง“แก้มลิง” หรือหลายโครงการอย่าง เช่น คลองลัดโพธิ์,เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นต้น

รวมถึงรำลึกถึงน้ำพระราชหฤทัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีให้กับพสกนิกรไทยในยามที่ต้องเดือดร้อนกับภาวะน้ำท่วมทุกครั้ง โดยจะพระราชทานความช่วยเหลือทั้งด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และผ่านองค์กรต่างๆ ซึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ 10 ก็ได้รับสืบทอดน้ำพระราชหฤทัยนี้ต่อมา โดยจะพระราชทานความช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม ตลอดจนได้รับสั่งต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เข้าเฝ้าฯถวายรายงานเมื่อเดือนสิงหาคม ให้เร่งช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่ ตามมาตรการต่างๆ ด้วยความรวดเร็วและทั่วถึง ลดภาระความซ้ำซ้อน ซึ่งสิ่งใดที่สถาบันจะช่วยได้ ก็จะพระราชทานมาให้ และยังรับสั่งให้แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในแต่ละพื้นที่ด้วย

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งจากสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เปรียบประดุจ“ฟ้า”ของปวงชนชาวไทยที่เปรียบดัง“ดิน” ขณะที่พสกนิกร“ชาวดิน”ไม่เพียงแต่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ยังพร้อมจะเสียสละทุกอย่าง เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณ“ฟ้า”ด้วย

ดังจะเห็นได้จากชาวบ้านและเกษตรกรในหลายพื้นที่ซึ่งกำลังประสบกับภัยน้ำท่วมในช่วงเวลานี้ จนทรัพย์สินบ้านเรือนและไร่นาเสียหายอย่างหนัก แต่ก็ยังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ไม่เป็นไร พร้อมที่จะเสียสละยอมให้ที่ดินตัวเองเป็นพื้นที่รับน้ำแทนกรุงเทพฯ เพราะกลัวว่า น้ำจะไหลเข้าไปท่วมกรุงเทพฯ จนเกิดความเสียหายให้กับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพที่ใกล้จะมาถึง

นี่เป็นคำพูดของป้าวันดี ศรีอุดุมเวชและมารดา ที่กำลังประสบภัยน้ำท่วมอยู่ที่ จ.สิงห์บุรี ซึ่งเชื่อว่าตรงกับใจของชาวบ้านและเกษตรกรอีกหลายพื้นที่ และได้สร้างความซาบซึ้งตรึงใจให้กับคนไทยทั้งแผ่นดินที่พากันแชร์ข้อความนี้ผ่านทางโซเชียลมีเดียอย่างมากมาย

ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว ไม่ได้อยู่บนผืนโลกที่จะสามารถพระราชทานความช่วยเหลือต่างๆ แก่คนไทยได้อีกต่อไป แต่แนวทางพระราชดำริในการแก้ปัญหา“น้ำ”ที่ได้พระราชทานไว้ให้ ถ้ารัฐบาลและผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนชาวดินทั้งหลายได้นำไปสืบสาน การปฏิบัติอย่างจริงจัง…ก็เชื่อว่า จะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ซึ่งเท่ากับพระองค์ท่านไม่ได้จากไปไหน แต่ยังอยู่คู่แผ่นดินไทยไปตลอดกาล

สาโรช บุญแสง

ดัชนีราคาสินค้าเกษตรวูบร้อยละ6.12 สศก.แจงสาเหตุผลผลิตเพิ่ม-ฝนหนักทำซื้อขายฝืด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298032

ดัชนีราคาสินค้าเกษตรวูบร้อยละ6.12  สศก.แจงสาเหตุผลผลิตเพิ่ม-ฝนหนักทำซื้อขายฝืด

ดัชนีราคาสินค้าเกษตรวูบร้อยละ6.12 สศก.แจงสาเหตุผลผลิตเพิ่ม-ฝนหนักทำซื้อขายฝืด

วันพุธ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนกันยายน 2560 ลดลงร้อยละ 6.12 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลงได้แก่ สุกร ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตเพิ่มขึ้น ประกอบกับหลายพื้นที่มีฝนตกชุกต่อเนื่อง ทำให้การซื้อขายไม่คล่องตัว ส่งผลต่อความต้องการบริโภคชะลอตัวลงเล็กน้อย ไข่ไก่ ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อีกทั้งเป็นช่วงโรงเรียนปิดภาคเรียน ทำให้ปริมาณการบริโภคไข่ไก่ชะลอตัว กุ้งขาวแวนนาไม ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกจำหน่ายสู่ตลาดปริมาณเพิ่มขึ้น และ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่ยังคงได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ประกอบกับมีการใช้วัตถุดิบชนิดอื่นทดแทนในการผลิตอาหารสัตว์ ส่งผลความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง

สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากภาครัฐขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้เข้าซื้อขายยางพารา ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น และ ไก่เนื้อ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณผลผลิตไก่เนื้อออกสู่ตลาดมีความสอดคล้องกับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยสำหรับเดือนตุลาคม 2560 คาดว่า ดัชนีราคาจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคม 2559 สินค้าสำคัญที่ราคาลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลองกอง สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม ในขณะเดียวกันแนวโน้มเดือนพฤศจิกายน 2560 คาดว่าดัชนีราคาลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ อาทิ ข้าวนาปี และยางพารา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนกันยายน 2560 พบว่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.03 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (กันยายน 2559) สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ลองกอง และเงาะโรงเรียน สำหรับเดือนตุลาคม 2560 คาดว่า ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรจะลดลงเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคม 2559 โดยสินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือก ยางพารา สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม ในขณะที่แนวโน้มเดือนพฤศจิกายน 2560 คาดว่าดัชนีผลผลิตจะเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ภาพรวมดัชนีรายได้ของเกษตรกร เดือนกันยายน 2560 เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2559 ร้อยละ 0.48 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.03 และดัชนีราคาปรับตัวลดลง ร้อยละ 6.12 โดยในเดือนตุลาคม 2560 คาดว่าดัชนีรายได้เกษตรกรจะลดลงเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2559 ในขณะที่แนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนพฤศจิกายน 2560 คาดว่าอยู่ในระดับทรงตัว

เร่งก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ‘ยะรม’ รองรับเปิดสนามบินเบตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298103

เร่งก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 'ยะรม' รองรับเปิดสนามบินเบตง

เร่งก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ‘ยะรม’ รองรับเปิดสนามบินเบตง

วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 18.44 น.

กรมชลประทานเดินหน้าเร่งรัดก่อสร้างอ่างเก็บน้ำยะรม อ.เบตง จ.ยะลา แล้วเสร็จโดยเร็ว  ระบุต้องการให้รองรับการเปิดสนามบินเบตงตามแผนพัฒนาเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจได้เลย  นอกเหนือจากน้ำเพื่อการเกษตร และอุปโภคบริโภคในพื้นที่

นายประพิศ จันทร์มา ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมชลประทานวางแผนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำยะรม อ.เบตง จ.ยะลา โดยกำหนดระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2560-2563) นั้น ตนได้สั่งการให้สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 16 เร่งรัดก่อสร้างอ่างเก็บน้ำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาพื้นที่การเกษตร การอุปโภคบริโภคครอบคลุมพื้นที่ ต.ยะรมทั้งตำบลแล้ว ยังสอดรับกับท่าอากาศยานเบตงที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จปลายปี 2562 และคาดว่าจะเปิดให้บริการต้นปี 2563

“เป็นการเร่งรัด เพื่อให้ครอบคลุมเป้าหมายทุกด้านพร้อมๆ กันเลยทีเดียว  เพราะคณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติก่อสร้างโครงการสนามบินเบตงในปีนี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของโครงการพัฒนาเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ”

อ่างเก็บน้ำยะรม มีขนาดความจุอ่าง 8.34 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ชลประทาน 3,500 ไร่ ขณะเดียวกันแก้ไขปัญหาราษฎรประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค

แผนงานก่อสร้างเดิมของอ่างเก็บน้ำยะรม ประกอบด้วย ก่อสร้างทำนบดินหัวงานและอาคารประกอบ และงานก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ (พ.ศ.2560-2563)

อ่างเก็บน้ำยะรมจะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค รวมทั้งน้ำประปาสำหรับสนามบินเบตง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ประกอบด้วยประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งจะพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่กำหนด ไม่ได้ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยประเทศไทยกำหนดพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล โดยจัดทำพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส และ อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งจะเน้นด้านการท่องเที่ยว การบริการ และการค้าเป็นพิเศษที่สามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียได้สะดวกยิ่งขึ้น

ตามแผนการก่อสร้างสนามบินเบตง ต.ยะรม อ.เบตง เริ่มก่อสร้างในปี 2560 และอาคารผู้โดยสารจะแล้วเสร็จเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และทางวิ่งสนามบินแล้วเสร็จเดือนกรกฎาคมเดียวกัน และเป็นส่วนสำคัญเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจากปีละ 6 แสนคน เป็น 1 ล้านคน เนื่องจากสะดวกในการเดินทาง จากเดิมต้องใช้เวลาเดินทางจากสนามบินหาดใหญ่หรือสนามบินนราธิวาส 3-4 ชั่วโมง

เดินหน้าพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจบัญชี เสริมแกร่งระบบการเงินสหกรณ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298030

เดินหน้าพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจบัญชี เสริมแกร่งระบบการเงินสหกรณ์ไทย

เดินหน้าพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจบัญชี เสริมแกร่งระบบการเงินสหกรณ์ไทย

วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 15.54 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2561 จะมุ่งเน้นในการพัฒนาองค์กรควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร สนองตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการพัฒนาคนและยกระดับการบริหารจัดการ โดยในด้านบุคลากร ต้องได้รับการพัฒนาให้มีความรู้ ความสามารถ มีศักยภาพ สามารถเป็น Smart Officer ได้ โดยเฉพาะการสร้างความเข้มแข็งให้กับบุคลากรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชี ในการเข้าไปตรวจสอบสหกรณ์แต่ละแห่งอย่างรู้เท่าทัน รองรับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ที่มีหลากหลายและมีความซับซ้อนในระบบสหกรณ์มากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจในสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและมีเงินทุนหมุนเวียนสูง จึงต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมมีความถูกต้องตามมาตรฐานสากล โดยทำให้ระบบบัญชีมีคุณภาพ เชื่อถือได้ เกิดความโปร่งใส และมีการบริหารจัดการด้วยระบบธรรมาภิบาล อีกด้านคือ การดำเนินงานขององค์กร ที่จำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างอัตรากำลังคนให้เหมาะสมกับงาน

นอกจากนี้ ยังได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคลให้กับเกษตรกรในโครงการต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำบัญชีได้ ใช้ข้อมูลเป็นสามารถนำข้อมูลทางบัญชีไปวางแผนในการดำเนินชีวิตวางแผนการลงทุนและการผลิตได้ดียิ่งขึ้น และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจภายในครอบครัวต่อไป

“การดำเนินธุรกิจสหกรณ์ จำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของสมาชิก จึงขอเน้นย้ำให้สมาชิกสหกรณ์ทุกประเภท พึงระลึกว่าการดำเนินงานของสหกรณ์ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน สมาชิกควรมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของสหกรณ์ โดยร่วมตรวจสอบการดำเนินการของสหกรณ์ ซึ่งจะนำมาสู่ความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก และพัฒนาสหกรณ์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สำหรับเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเรียนรู้การทำบัญชี สามารถแจ้งเกษตรตำบลซึ่งอยู่ใกล้ชิดในพื้นที่มากที่สุดได้ ซึ่งกรมก็จะดำเนินการจัดหาครูบัญชีเข้าไปสอนการทำบัญชีให้ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

เกษตรกร3.3ล้านคน ได้รับผลประโยชน์ รัฐออก‘บัตรคนจน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297858

x

เกษตรกร3.3ล้านคน ได้รับผลประโยชน์ รัฐออก‘บัตรคนจน’

วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้กับผู้มาลงทะเบียนรายได้น้อยที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดแล้ว โดยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นการลดค่าใช้จ่ายการดำรงชีพ และส่วนที่ 2 เป็นเรื่องของการเดินทาง วงเงินทั้งหมด หากประชาชนใช้ไม่หมดจะถูกตัดยอดทันที ไม่มีการสะสมในเดือนถัดไป ขณะที่มาตรการค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้มาตรการที่เคยดำเนินการมาไปพลางก่อน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ผู้มีรายได้น้อย

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2560 กระทรวงการคลังได้สรุปข้อมูลยอดผู้ลงทะเบียนมีทั้งสิ้น 14,176,170 คน โดยมีจำนวนผู้ลงทะเบียนที่ผ่านหลักเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 11,431,681 คน แบ่งเป็นผู้ลงทะเบียนที่มีอาชีพเกษตรกร จำนวน 3,322,214 คน ไม่ใช่เกษตรกร จำนวน 8,109,467 คน

เกษตรขยายผลจัด‘โซนนิ่ง’ ตั้งเป้าปีหน้าเพิ่ม2.6แสนไร่-เกษตรกรรายใหม่4.3หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297859

x

เกษตรขยายผลจัด‘โซนนิ่ง’ ตั้งเป้าปีหน้าเพิ่ม2.6แสนไร่-เกษตรกรรายใหม่4.3หมื่น

วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การดำเนินงานโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม หรือ Zoning by Agri-map ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถสร้างแรงจูงใจและสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่การผลิตที่ไม่เหมาะสมได้ถึง 190,319 ไร่ มีเกษตรกรได้รับผลประโยชน์ 40,946 ราย โดยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความรู้แก่เกษตรกรผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศ.พ.ก.) และเครือข่าย ในการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกร ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า และช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พัฒนาระบบการจัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ (Agri–Map Online) โดยให้บริการผ่านระบบอินเตอร์เนต เพื่อให้ใช้ได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเพิ่มความสะดวก และรวดเร็วให้กับผู้ใช้งาน สามารถตอบสนองการใช้งานในพื้นที่ได้ จึงมีการพัฒนาแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ให้อยู่ในระบบโมบาย (Agri-Map Mobile) เกษตรกรสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลตัดสินใจในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำการเกษตรให้ตรงตามศักยภาพของพื้นที่ (Zoning) ได้

ช่วงที่ผ่านมา โครงการ Zoning by Agri-map เป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ มีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจหลังการปรับเปลี่ยนและเกษตรกรได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น อาทิ การปรับเปลี่ยนจากข้าวเป็นอ้อยโรงงาน สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย ปีที่ 1 อยู่ที่ 3,093 บาท/ไร่ จากเดิมที่การปลูกข้าวจะให้ผลตอบแทน 500-700 บาท/ไร่ สำหรับแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนทั้งหมด 260,304 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 43,313 ราย ใน 67 จังหวัด โดยจะเน้นการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวและยางพาราในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ไปเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของตลาด

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พร้อมขับเคลื่อนสหกรณ์ไทย สร้างธรรมาภิบาลด้านบัญชีการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297863

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พร้อมขับเคลื่อนสหกรณ์ไทย สร้างธรรมาภิบาลด้านบัญชีการเงิน

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พร้อมขับเคลื่อนสหกรณ์ไทย สร้างธรรมาภิบาลด้านบัญชีการเงิน

วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“สหกรณ์” นับเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีส่วนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศไทย ทุกรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นผ่านระบบสหกรณ์ โดยมุ่งพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง สามารถเป็นที่พึ่งแก่สมาชิกได้ แต่การที่สหกรณ์จะดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ยังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความเข้มแข็งทางการเงินและสร้างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวให้กับสหกรณ์ โดยมีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ด้วยการนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความโปร่งใส เริ่มตั้งแต่การเข้าไปตรวจสอบบัญชีให้มีความเข้มแข็งและเป็นมาตรฐานสากล สร้างธรรมาภิบาลด้านบัญชีการเงิน และพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชี เพื่อเป็นเครื่องมือให้สหกรณ์สามารถดำเนินธุรกิจที่โปร่งใส มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ และสามารถนำระบบโปรแกรมบัญชีช่วยบริหารจัดการการดำเนินงานของสหกรณ์ ซึ่งนอกจากการตรวจสอบบัญชีแล้ว กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังทำหน้าที่กำกับแนะนำด้านการเงินการบัญชีสหกรณ์และติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีหน้าที่หลักคือเป็นผู้ตรวจบัญชีของสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท เพื่อให้สหกรณ์ต่างๆ ดำเนินการด้านบัญชีได้อย่างถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ดูแลเกษตรกรด้วยการทำหน้าที่ดูแลบัญชีให้กับกลุ่มเกษตรกรซึ่งมีอยู่ทั้งประเทศ 4,000 กว่าราย และสุดท้ายคือ การสอน แนะนำให้เกษตรกรรู้จักการทำบัญชี ทำเป็น ทำได้ ทำจริง ด้วยการสอนแนะการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินและวางแผนการจัดระเบียบรายรับ-รายจ่าย โดยเฉพาะการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นหรือฟุ่มเฟือยลง รู้จักความพอมี พอกิน พอใช้ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งแก่ตนเองและครอบครัว โดยมี “ครูบัญชีอาสา” เครือข่ายตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้การจัดทำบัญชีสู่เกษตรกร ชุมชน และประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งครูบัญชีอาสาก็ควรจะต้องได้รับการฝึกอบรมองค์ความรู้เพิ่มเติมเพื่อรองรับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น นโยบายเกษตรแปลงใหญ่ เป็นต้น ทั้งนี้ รูปแบบการทำงานของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จำเป็นจะต้องพัฒนาให้ก้าวทันกับธุรกิจในยุคปัจจุบัน เนื่องจากธุรกิจของสหกรณ์ไม่ได้มีเฉพาะสหกรณ์ด้านการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่ธุรกิจของสหกรณ์ก้าวไกลไปมากกว่านั้น เป็นการทำงานร่วมกันของสมาชิก ดังนั้น สมาชิกทุกรายย่อมมีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของอย่างเท่าเทียมกัน จึงจำเป็นต้องรับทราบข้อมูลต่างๆ อย่างเท่าเทียมกันไปด้วย ไม่ใช่ให้ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้นำทางความคิดหรือการกระทำเพียงผู้เดียว

ในปี 2561 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้เตรียมนโยบายที่สอดรับกับนโยบายของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งในด้านของการพัฒนาบุคลากรและพัฒนาองค์กร ซึ่งในส่วนของบุคลากรของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์นั้น จะต้องพัฒนาเข้าสู่ Smart Officer ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะต้องมีองค์ความรู้ด้านตรวจสอบบัญชีในระดับมาตรฐานสากล จึงจำเป็นต้องผลักดันหรือสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรของกรมฯ เข้าสอบบัญชีรับอนุญาต (Certified Public Accountant) หรือ CPA ให้มากกว่าเดิม
นอกจากนี้ บุคลากรของกรมฯ จะต้องเรียนรู้ธุรกิจที่มีการแปรสภาพ โดยเฉพาะธุรกิจด้านการเงินที่อยู่ในรูปของสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ซึ่งทั้ง 2 ประเภทมีมูลค่าทุนการดำเนินงานสูงมากและส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้าง ดังนั้น บุคลากรของกรมฯ จำเป็นต้องเรียนรู้ธุรกิจด้านนี้ให้รอบคอบมากขึ้น ส่วนการพัฒนาด้านองค์กร ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมากำลังพลของกรมฯ ยังไม่สอดคล้องกับภารกิจงาน ซึ่งจะต้องกลับมาพิจารณาให้สอดคล้องและสัมพันธ์กับความจำเป็นต่อไป

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมหรือที่เรียกว่า Thailand 4.0 ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง วางรากฐานการพัฒนาประเทศระยะยาว โดยขับเคลื่อนไปสู่วิสัยทัศน์ประเทศ “มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน” ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวและตอบสนองภาวะความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจสหกรณ์และกฎระเบียบต่างๆ ที่มีความก้าวหน้าและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยพัฒนางานระบบบัญชีด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ มาเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการเงินของสหกรณ์ อาทิ โปรแกรมระบบบัญชีให้เหมาะสมและครอบคลุมลักษณะการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ตามสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการภาครัฐ และทำให้สหกรณ์มีระบบการเงินและบัญชีที่เป็นมาตรฐาน มีระบบการควบคุมภายในด้านสารสนเทศที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้สหกรณ์มีเครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ และช่วยให้ผู้บริหารสหกรณ์สามารถนำข้อมูลสารสนเทศทางการเงิน มาใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สหกรณ์ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการในการเฝ้าระวังและกำกับดูแล โดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการสร้างระบบเตือนภัยทางการเงินแก่สหกรณ์ในระบบ Real Time เพื่อให้สหกรณ์ได้มีข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง ทันการณ์ และสามารถรู้เท่าทันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งยังได้วางกลยุทธ์ในการสร้างมาตรฐานจริยธรรมด้านการเงินการบัญชีแก่ผู้บริหารสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์มีผู้บริหารที่มีความเป็นมืออาชีพ สามารถรับมือกับภาวะความเสี่ยงในการบริหารการเงิน ความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากระบบสหกรณ์

“ขบวนการสหกรณ์จะเข้มแข็ง ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลสหกรณ์โดยตรง ดังนั้น ต่อจากนี้ไปกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์จะต้องบูรณาการร่วมมือกันทำงานให้เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งตนจะหาโอกาสหารือราชการกับอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อหาแนวทางทำงานร่วมกันต่อไป รวมถึงความร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรอื่นๆ เช่น วิทยาลัยอาชีวศึกษา ซึ่งได้ MOU ไปแล้ว 140 กว่าแห่ง เพื่อให้จัดหลักสูตรในการสอนการทำบัญชีสหกรณ์ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถด้านบัญชีสหกรณ์รองรับสหกรณ์ต่างๆ ในอนาคต” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

ปราชญ์ชาวบ้านย้ำนาแปลงใหญ่ สร้างอาชีพมั่นคง-ลดต้นทุนกว่า2พันบาทต่อไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297860

x

ปราชญ์ชาวบ้านย้ำนาแปลงใหญ่ สร้างอาชีพมั่นคง-ลดต้นทุนกว่า2พันบาทต่อไร่

วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเล็ก พวงต้น ปราชญ์เกษตรกรและประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า การส่งเสริมการทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ที่รัฐบาล รวมไปถึงหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญผลักดันเป็นนโยบายหลักเพื่อให้เกษตรกรมีการรวมตัวกันผลิต รวมตัวกันซื้อปัจจัยการผลิต รวมกันขายนั้นถือเป็นแนวนโยบายที่มาถูกทางแล้ว เนื่องจากแต่ก่อนการทำนาเกษตรกรจะต่างคนต่างทำ ทำให้ต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง โดยในพื้นที่อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เกษตรกรส่วนใหญ่จะมีต้นทุนการทำนาอยู่ที่เฉลี่ย 4,900 บาทต่อไร่ ส่วนของตนเองที่เน้นการลดต้นทุนโดยเลิกใช้สารเคมี หันมาพึ่งพาตนเองด้วยการผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้เองมาได้ 10 กว่าปีแล้ว สามารถลดต้นทุนลงมาที่ 2,000 กว่าบาทต่อไร่

หลังจากกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะกรมการข้าวได้เข้ามาส่งเสริมการรวมกลุ่มเป็นนาแปลงใหญ่ ได้ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการผลิตข้าวที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทำให้เกษตรกรสมาชิกสามารถลดต้นทุนจากเดิมได้ไม่ต่ำกว่า 20% จาก 4,900 บาท เหลือ 3,000 บาท ส่วนของตนเองก็ลดลงจากเดิมเหลืออยู่ที่ 1,900 บาทต่อไร่ ซึ่งตนก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็น และส่งเสริมให้สมาชิกนาแปลงใหญ่ได้ผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้ในกลุ่มเพื่อลดต้นทุน การลด ละ เลิกใช้สารเคมีนอกจากต้นทุนลดลงอย่างเห็นได้ชัดแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศน์ในแปลงนา มีแมลงที่มีประโยชน์ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน แมลงปอ ช่วยกำจัดศัตรูข้าวมากขึ้น ผลผลิตข้าวก็ดีขึ้นตามไปด้วย โดยเฉลี่ยผลผลิตข้าวของตนจะอยู่ที่ 1 ตันต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบราคาขายข้าวได้ตันละ 6,000 บาท ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ไร่ละ 1,900 บาท ก็จะเหลือส่วนต่างที่เป็นรายได้สุทธิที่สามารถจะเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างพออยู่พอกินไม่เดือดร้อน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9

“การทำนาให้ประสบผลสำเร็จสิ่งสำคัญชาวนาต้องรู้จักตัวเองก่อน ต้องรู้ว่าทำนารุ่นนี้ลงทุนไปเท่าไร ขายได้เท่าไร เหลือกำไรไหม รายจ่ายมีอะไรบ้าง จะรู้ได้ก็ต้องทำบัญชีฟาร์ม เพื่อไว้วางแผนการผลิตฤดูกาลต่อไปว่าจะลดต้นทุนส่วนไหนได้บ้าง ยิ่งลดต้นทุนได้มากเท่าไรก็จะเหลือส่วนต่างเป็นกำไรมากขึ้น อยากให้เกษตรกรลองลดการพึ่งพาสารเคมี หันมาพึ่งพาตนเองโดยการผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้เอง จะรู้ว่าต้นทุนลดลงได้จริงอีกทั้งสุขภาพก็ดีขึ้นด้วย ที่สำคัญอยากให้เกษตรกรรวมตัวกันเข้าร่วมทำนาแบบแปลงใหญ่ ที่สามารถสร้างอำนาจต่อรองทั้งการซื้อและการขาย และได้รับการดูแลจากภาครัฐที่เข้ามาบูรณาการส่งเสริมถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการจำหน่ายอย่างครบวงจร ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและอยู่ในอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง” ปราชญ์เกษตรกร กล่าวย้ำ

รักษ์เกษตร : การเลือกพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297861

รักษ์เกษตร : การเลือกพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์

รักษ์เกษตร : การเลือกพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์

วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมมีที่นาหลายไร่ อยากจะเลี้ยงสัตว์และทำทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ขอทราบวิธีเลือกพันธุ์หญ้าที่เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์ด้วยครับ

เจริญศักดิ์ ตราปวิไล

อ.เมือง จ.อุดรธานี

คำตอบ หญ้า เป็นอาหารของสัตว์ทุกชนิด ทั้งสัตว์ใหญ่ และสัตว์เล็ก ก็กินหญ้าเป็นอาหาร แม้สัตว์เลี้ยงในบ้าน ก็กินหญ้าเพื่อเป็นยา เพื่อรักษาตัว หญ้าจะช่วยคลุมดิน ทำให้เป็นสนามสวยงามอีกด้วย เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ จึงมักจะพาวัวควายของเขาไปกินหญ้ากลางทุ่ง สัตว์เหล่านั้น จะได้เลือกกินหญ้าได้ตามใจชอบ หญ้าที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมีไม่พอ หรือที่มีอยู่ก็ให้คุณค่าอาหารแก่สัตว์เหล่านั้น ได้ไม่มากนัก จึงมีผู้คิดหาวิธีปลูกหญ้า ทำทุ่งเลี้ยงสัตว์ เตรียมหญ้าอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพ และมีจำนวนมาก เพียงพอกับฝูงสัตว์ที่เลี้ยงไว้

การเลือกพันธุ์หญ้า ต้องเลือกให้ได้พันธุ์ที่ดีและมีคุณภาพ เกษตรกรต้องศึกษา เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม และเรียนรู้เรื่องการเตรียมดิน การปลูก รวมทั้งการดูแล ให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด เพื่อประโยชน์ของสัตว์เหล่านั้น ในการเลือกพันธุ์หญ้า มีวิธีดังนี้

1.เลือกพันธุ์หญ้าให้เหมาะกับชนิดสัตว์เลี้ยง เช่น เลี้ยงโค กระบือ ควรเลือก พันธุ์ที่ทนต่อการเหยียบย่ำ เพราะโคกระบือแทะเล็มและเหยียบย่ำทำลายทุ่งหญ้าอย่างรุนแรง ควรปลูกหญ้าซิกแนล กินนี และฮามาตา จึงจะเหมาะสม ถ้าเลี้ยงแกะ ไม่ควรใช้หญ้ารูซี เพราะมีสารพิษจากเชื้อราบางชนิด ซึ่ง แกะแพ้มาก หรือถ้าเลี้ยงสุกร ก็ไม่ควรใช้ใบกระถินเลี้ยง เพราะจะทำให้การผสมพันธุ์ผลิตลูกไม่ดีเท่าที่ควร

2.เลือกพันธุ์หญ้าให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ พื้นที่ดอน อาจใช้หญ้า ได้หลายพันธุ์ เช่น กินนี รูซี ซิกแนล ถั่วลาย เหล่านี้สามารถขึ้นได้ดีในที่ดอน ในพื้นที่ลุ่ม ที่มีการระบายน้ำไม่ดี ให้ใช้พันธุ์ปุลิแคตูลัม หรือหญ้าขน พื้นที่เนินสูง ให้ใช้หญ้าซิกแนล เซตาเรีย และกัวเตมาลา และในพื้นที่สวนไม้ผล เป็นที่ที่มีร่มเงา แสงแดดน้อย ให้ใช้หญ้ากรีนแพนิค กินนี ถั่วลาย และหญ้าซิกแนล

3.เลือกพันธุ์ให้เหมาะกับวิธีการเลี้ยงสัตว์ ถ้าเลี้ยงโคกระบือแบบปล่อยทุ่ง ให้สัตว์แทะเล็ม ควรใช้หญ้าที่ทนต่อการเหยียบย่ำแทะเล็ม เช่น ซิกแนล รูซี กินนี และถั่วฮามาตา ถ้าเลี้ยงโดยวิธีตัดหญ้าให้กิน แบบหญ้าสวนครัว ควรเลือกพันธุ์ที่มีลักษณะเป็นกอ ไม่เลื้อย เพื่อสะดวกแก่การตัด หรือเกี่ยวด้วยมือ เช่น หญ้าเนเปียร์ เฮมิล และเซตาเรีย

4.เลือกพันธุ์หญ้าให้เหมาะกับการใช้ประโยชน์ ต้องรู้จุดประสงค์ของการปลูกหญ้า เพื่อการแทะเล็ม เพื่อทำหญ้าหมัก เพื่อทำหญ้าแห้ง เช่น ถ้าต้องการทำเป็นหญ้าหมัก ควรใช้ต้นข้าวโพด ข้าวฟ่าง หญ้าเนเปียร์ เป็นต้น

5.เลือกพันธุ์หญ้าที่มีคุณค่าอาหารสูง ได้แก่ พันธุ์หญ้าที่กล่าวในข้อ 1 และข้อ 2 เป็นพันธุ์ที่ดี มีคุณภาพ และให้คุณค่าอาหารสูง เพียงแต่เลือกให้เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการปลูกเท่านั้น และควรปลูกพืชตระกูลถั่วปะปนไปด้วย เพื่อเพิ่มสารอาหารประเภทโปรตีน

การปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ ให้มีคุณภาพที่เอื้อประโยชน์แก่สัตว์ เป็นเรื่องที่ใช้ความรู้ ทั้งด้านพืช ดิน ปุ๋ย รวมทั้งการเลี้ยง และดูแลสัตว์ด้วย พื้นที่ที่จะใช้ปลูก อาจทำได้ในพื้นที่ทุกขนาด พื้นที่ขนาดเล็ก อาจปลูกหญ้าสำหรับตัดให้สัตว์กิน อาจปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ สำหรับปล่อยสัตว์เข้าไปกินหญ้าทั้งฝูง หรืออาจปลูกผสมผสานแซมในสวนไม้ผล แล้วเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป ทำให้เกิดรายได้เสริมแก่ผู้เลี้ยงสัตว์อีกด้วย

นาย รัตวิ

‘บิ๊กฉัตร’เตรียมตรวจเข้มประมงไทย ส่องทั้งระบบรับอียูพย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297847

'บิ๊กฉัตร'เตรียมตรวจเข้มประมงไทย ส่องทั้งระบบรับอียูพย.นี้

‘บิ๊กฉัตร’เตรียมตรวจเข้มประมงไทย ส่องทั้งระบบรับอียูพย.นี้

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 16.11 น.

‘บิ๊กฉัตร’ลงพื้นที่เช็คความพร้อม ระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประมงไทยวางแนวทางรับอียู ก่อนตรวจเข้มประมงไทยทั้งระบบพฤศจิกายนนี้  

16 ต.ค.60 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และสมุทรปราการ เพื่อตรวจติดตามการปฏิบัติงานระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าสัตว์น้ำ ก่อนคณะกรรมาธิการยุโรปด้านประมงและทะเล (DG MARE) ของสหภาพยุโรป (EU) จะเดินทางมาตรวจประเมินในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 60 นี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้อุตสาหกรรมประมงไทยปราศจากการทำประมง IUU ทั้งระบบ โดยจุดแรกคณะได้เดินทางไปยังสะพานปลาสมุทรสาครเพื่อรับฟังบรรยายสรุปการควบคุมระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำจากเรือประมงไทย พร้อมตรวจการปฏิบัติงานการควบคุมการเข้า – ออก ของเรือประมง จากนั้นได้เดินทางตรวจการปฏิบัติงานการขนถ่ายสัตว์น้ำที่ท่าเทียบเรือประมงพรพีรพัฒน์ จ.สมุทรสาคร ก่อนรับฟังบรรยายสรุป และตรวจการปฏิบัติงาน ณ โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ บ.ไทยยูเนียน จ.สมุทรสาคร

ส่วนในช่วงบ่าย คณะได้เดินทางต่อไปยังท่าเรือหมายเลข 23 บริษัท ธนาพรชัย จำกัด อ.พระประแดง จ.สุมทรปราการ เพื่อตรวจการปฏิบัติงานควบคุมเรือประมงต่างชาติภายใต้มาตรการรัฐเจ้าของท่า (PSM) อาทิ การควบคุมก่อนการนำเข้า ข้อมูลเส้นทางการเดินเรือ การตรวจสอบความปลอดภัยของเรือ ลูกเรือ และการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายกรมเจ้าท่า  รวมถึงตรวจการควบคุมการขนถ่ายสัตว์น้ำและตรวจการปฏิบัติงานตรวจการขนถ่ายสัตว์น้ำ และการออกเอกสารเพื่อควบคุมการขนถ่ายสัตว์น้ำจากท่าเพื่อไปโรงงานและห้องเย็น

ทั้งนี้ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ เปิดเผยหลังการตรวจสอบว่า ในภาพรวมถือว่า ไทยมีการพัฒนาการแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูในหลายๆ ด้านไปค่อนข้างมาก และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้อุตสาหกรรมประมงไทยปราศจากการทำประมง IUU ทั้งระบบ โดยเฉพาะการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าสัตว์น้ำที่กรมประมงได้มีการปรับปรุงระบบตรวจสอบย้อนกลับของไทย เพื่อไม่ให้มีสัตว์น้ำที่มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมเข้ามาในประเทศไทย รวมถึงไม่ให้มีการส่งออกสัตว์น้ำที่มาจากการทำประมงแบบ  IUU อย่างเด็ดขาด ทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับสำหรับสัตว์น้ำที่จับโดยเรือประมงไทย และสัตว์น้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยสัตว์น้ำที่จับโดยเรือประมงไทย ได้มีการจัดวางระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อให้ทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงทะเลได้ตลอดสายการผลิต โดยกำหนดให้เรือประมงที่จับสัตว์น้ำต้องจดบันทึกการทำการประมงตามความเป็นจริงทุกครั้ง และมีรายละเอียดของชนิดสัตว์น้ำ ปริมาณสัตว์น้ำ บริเวณที่จับ และเครื่องมือการทำประมง  เมื่อนำสัตว์น้ำขึ้นที่ท่าเทียบเรือ กำหนดให้ท่าเทียบเรือต้องคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด กรณีขนส่งไปขายที่ตลาดกลางโดยยังไม่มีการคัดแยกและชั่งน้ำหนัก ต้องชั่งน้ำหนักโดยประมาณของสัตว์น้ำที่ขนส่ง และเมื่อถึงตลาดกลางต้องคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด และเมื่อมีการซื้อขายสัตว์น้ำ ผู้ซื้อผู้ขายต้องกรอกข้อมูลชนิดสัตว์น้ำและปริมาณที่ซื้อขายในเอกสารกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ เพื่อให้มีข้อมูลในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสัตว์น้ำได้ทุกขั้นตอนตลอดสายการผลิต ส่วนสัตว์น้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศ  ผู้ประกอบการนำเข้าต้องขออนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำ โดยด่านตรวจสัตว์น้ำของกรมประมงจะดำเนินการตรวจสอบสัตว์น้ำและเอกสาร เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์น้ำไม่ได้มาจากการทำการประมง IUU โดยทำการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่น ใบรับรองการจับสัตว์น้ำ, ล็อคบุ๊ค ใบอนุญาตทำการประมง ใบอนุญาตขนถ่าย แหล่งทำการประมง พฤติกรรมเรือ เส้นทางเดินเรือ ข้อมูลการทำการประมง และแผนผังการเก็บสัตว์น้ำ เป็นต้น หากข้อมูลถูกต้องจะอนุญาตให้เรือเทียบท่าและขนถ่ายสัตว์น้ำได้

ขณะเดียวกันยังมีการควบคุมการขนถ่ายและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำที่ขนขึ้นรถบรรทุก และจัดทำเอกสารเพื่อกำกับรถบรรทุกทุกคันที่ขนส่งไปยังโรงงาน และบันทึกข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อสัตว์น้ำไปถึงโรงงานจะมีการคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด และออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำนำเข้าให้กับผู้นำเข้าสัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบย้อนกลับ กรมประมงได้มีการระบบอิเล็กทรอนิกส์ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. ระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำที่จับจากเรือประมงไทย และ 2. ระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำนำเข้า เพื่อให้สามารถตามสอบเส้นทางไหลของสัตว์น้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดสายการผลิต ตั้งแต่การนำเข้าสัตว์น้ำ การขึ้นท่าสัตว์น้ำ การกระจายสัตว์น้ำ การแปรรูป การออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำ การออกใบรับรองการแปรรูปสัตว์น้ำ ตลอดจนถึงกระบวนการสุดท้าย คือ การส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้สั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำทั้งระบบ ตั้งแต่การตรวจสอบเรือประมงที่แจ้งเข้า – แจ้งออกให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำสัตว์น้ำขึ้นท่า  ควบคุมการขนถ่ายสัตว์น้ำและลูกเรือกลางทะเล สร้างความตระหนักให้ผู้ประกอบการประมงตลอดสายการผลิตให้ความร่วมมือ  และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างเข้มงวด  และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำที่จับจากเรือประมงไทย โดยได้มีการนำระบบเครื่องชั่ง Smart scale ที่สามารถส่งข้อมูลชนิดและน้ำหนักที่ชั่งเข้าระบบ ที่ได้มีการนำร่องใช้กับท่าเทียบเรือขององค์การสะพานปลาที่สงขลาเป็นแห่งแรก และที่สมุทรสาครเป็นแห่งที่สอง ซึ่งจะทำให้ข้อมูลชนิดและน้ำหนักสัตว์น้ำมีความโปร่งใสและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากขึ้นด้วย