เกษตรบูรณาการ : 16 ตุลาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297671

251598

เกษตรบูรณาการ : 16 ตุลาคม 2560

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามมติการทำงานกระทรวงเกษตรฯ มาต่อเนื่อง สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่า กระทรวงเกษตรฯ การเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่อง ที่ต้องจับตามอง  โดยเฉพาะเรื่องทิศทางการทำงานกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การทำงานของ รมว. ชุดเก่า ที่นำโดยท่านรัฐมนตรี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ซึ่งภายใต้กรอบการทำงาน ในกรอบงบประมาณ ปี 2561 ต้องบอกว่า มีความพยายามปรับแนวทางกันหลายเรื่อง ซึ่งว่ากันว่า มีหลากหลายเรื่อง ที่กำลังโผล่มาให้เห็น ในอีกไม่นาน ส่วนเรื่องอะไร ต้องมาติดตามกันดูในเร็ววันนี้

เพราะแว่วเข้าหูมาว่า มีกลุ่มคนบางคนข้างกายรัฐมนตรี  มีความพยายามประสานกรมต่างๆ ดึงงบบางส่วนมาตั้งไว้ส่วนกลาง อ้างความเหมาะสมบางอย่างจะทำงานใหญ่ ให้กับกระทรวงอ้างสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเด่น ยังไงขอเตือน วันนี้ โซเชียลมันไว เดี๋ยวตกม้าตายง่ายๆ จะหาว่าไม่เตือน นะเจ้าคะท่านๆ ขอย้ำจะมาใช้มุขหน้ามึนผ่านๆไป เหมือนที่ผ่านมาอ้างโน่นอ้างนี่ ตีมึน ระวังอาจใช้มุขเก่า ไม่ได้เสมอเหมือนเดิมนะเออ…. อย่าทำเพราะตอนนี้ มีคนบอกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา  มีบิ๊กหลายถูกบีบหน้าเขียวรีดงบแถวกระทรวงยังไง … ปรับปรุงเสีย ยังไง…..ไม่สายหรอกหากทำเพื่อชาติ เพราะมีหลายเรื่อง ต้องบอกว่าคุมเครือ ไม่กระจ่าง

เตือนกันผ่านมาไป มาเรื่องดีๆ ที่ควรยกย่อง ไม่ใช่จะว่าแต่เรื่องไม่ดี สัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ พิธีกราบลาอุปสมบทหมู่ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ งานนี้ท่านรัฐมนตรี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี โดยกล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองราชย์ เสด็จฯทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรในทุกหนแห่ง ทรงพบเห็นความเดือดร้อนของราษฎร พระองค์ทรงคิดค้นหนทางในการแก้ปัญหา จนเกิดเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มากกว่า 4,000 โครงการ ซึ่งโครงการส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ การปฏิบัติการฝนหลวง การอนุรักษ์ดินและน้ำ เกษตรทฤษฎีใหม่ การพัฒนาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และพันธุ์ปลา การส่งเสริมกิจการโคนม การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นต้น ก่อให้เกิดความอยู่ดี กินดี และความสุขอย่างยั่งยืนกับราษฎรอย่างทั่วถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้น้อมนำพระราชปณิธานของพระองค์ท่านมาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และเนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 นี้ จึงเป็นโอกาสที่ตัวแทนของข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานต่างๆ จะได้แสดงออกซึ่งความจงรักภักดี และทำความดีตามแนวทางของชาวพุทธ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน โดยการอุปสมบทศึกษาพระธรรมวินัย และปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา ในช่วงระยะเวลา 10 วัน

โดยการอุปสมบทหมู่ในครั้งนี้ จะมีพิธีอุปสมบทในวันที่ 22 ตุลาคม 2560 ณ วัดใหม่ศรีร่มเย็น อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และกำหนดลาสิกขาบทในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 ซึ่งมีข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานต่างๆ สมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวน 59 รายซึ่งเป็นเรื่องดีที่น่ายกย่อง  ยังไง อนุโมทนาบุญ สาธุๆๆๆๆ เจ้าคะ

ราชดำเนินการ

เตือน‘เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล’ ย้ำสภาพอากาศเอื้อระบาดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297667

x

เตือน‘เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล’ ย้ำสภาพอากาศเอื้อระบาดหนัก

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ช่วงนี้มีฝนตกชุกหลายพื้นที่สลับอากาศร้อนชื้นและมีแดดจัด เหมาะต่อการระบาดของศัตรูพืชโดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งเป็นศัตรูพืชสำคัญของข้าว จึงขอแจ้งเตือนชาวนาให้ติดตามสถานการณ์การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างใกล้ชิด แม้ขณะนี้ยังไม่พบการระบาดที่รุนแรง แต่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ

ด้าน นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า หากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 2-3 ตัว/กอ และเป็นระยะตัวอ่อนที่ยังไม่มีปีก แนะนำให้ใช้สารสกัดสะเดาผสมสารจับใบฉีดพ่นต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง ทุก 5 วัน แต่ถ้าพบส่วนใหญ่เป็นตัวเต็มวัยมีปีก แนะนำให้ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียฉีดพ่นในช่วงแสงแดดอ่อนหรือช่วงเย็น โดยใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย 1 กก./น้ำ 40 ลิตร ผสมสารจับใบ ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง ต่อเนื่องทุก 5 วัน หรือใช้กับดักแสงไฟจับตัวเต็มวัยมาทำลายควบคู่กันไป

สำหรับพื้นที่ที่มีการระบาดมากจำเป็นต้องใช้สารเคมีต้องคำนึงถึงความถูกต้องและปลอดภัย เช่น ในระยะแตกกอพบตัวอ่อนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากกว่า 10 ตัว/กอ ให้ใช้สารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน หรือสารอีโทเฟนพรอกซ์ ส่วนในระยะข้าวตั้งท้องถึงออกรวง หากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากกว่า 10 ตัว/กอ และไม่พบมวนเขียวดูดไข่หรือพบในปริมาณน้อย แนะนำให้ใช้สารไดโนทีฟูแรนหรือสารคาร์โบซัลเฟน ที่สำคัญการเลือกปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ก็สามารถลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น พันธุ์พิษณุโลก 2 สุพรรณบุรี 2 กข 41 กข 47 และ กข 49 เป็นต้น แต่ไม่ควรปลูกพันธุ์เดียวกันติดต่อกันเกิน 4 ฤดูปลูก ฉะนั้นการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้ได้ผลดีต้องใช้วิธีผสมผสานควบคู่กันไปและเกษตรกรควรสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ

เกษตรฯสั่งเชือดโกง‘9101’ พบพิรุธ1แห่ง-อีก110รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297668

x

เกษตรฯสั่งเชือดโกง‘9101’ พบพิรุธ1แห่ง-อีก110รอด

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯเป็นผลงานที่กระทรวงเกษตรฯภาคภูมิใจ ที่ผลักดันประชาชนได้เรียนรู้ในการคิดวิเคราะห์ วางแผน และร่วมกันดำเนินโครงการจนเกิดผลสำเร็จ 24,152 โครงการ งบประมาณ 19,783 หมื่นล้านบาท สมาชิกกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุน 1.56 ล้านราย เกษตรกรได้รับประโยชน์ 7.78 ล้านราย ส่วนการร้องเรียนทุจริตนั้น ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกันตรวจสอบ ซึ่งหากพบผู้กระทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิดทุกโครงการฯ ยืนยันว่า การตรวจสอบดำเนินการเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากเกิดการร้องเรียนก็ต้องมีการสอบสวนทันที

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในภาพรวมของการร้องเรียนจากศูนย์ดำรงธรรม พบจำนวน 132 โครงการ ใน 37 จังหวัด คิดเป็น 0.55% ของโครงการทั้งหมดที่ถูกร้องเรียน ซึ่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ทั้ง 132 โครงการ ปรากฏผลในจำนวน 110 โครงการ ไม่พบความผิดปกติ พบความผิดปกติ 1 โครงการ คือ “โครงการฟาร์มชุมชนหกหลัง” อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี และสำนักงานเกษตรอำเภอ ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีอีก 21 โครงการ 13 ที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ ซึ่งได้เน้นย้ำให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส โดยแบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การดำเนินโครงการไม่โปร่งใส เอื้อประโยชน์ ไม่ตรงกับความต้องการของชุมชน 12 โครงการ 8 จังหวัด 2.การจ้างแรงงานไม่โปร่งใส ทั้งที่เกษตรกรได้รับเงินค่าจ้างแรงงานไม่ตรงตามวันที่ปฏิบัติงาน การเปิดบัญชีเพื่อรับแรงงานแต่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริง จำนวน 2 โครงการ 2 จังหวัด และ 3. การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ทั้งราคาแพงเกินจริง ของไม่มีคุณภาพ ฯลฯ จำนวน 7 โครงการ 4 จังหวัด

เปิดผลขับเคลื่อน‘นาแปลงใหญ่’ n ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตจากเดิม20%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297670

เปิดผลขับเคลื่อน‘นาแปลงใหญ่’ n ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตจากเดิม20%

เปิดผลขับเคลื่อน‘นาแปลงใหญ่’ n ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตจากเดิม20%

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุวัฒน์ เจียระคงมั่น รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงผลการการดำเนินโครงการส่งเสริมระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ หรือนาแปลงใหญ่ว่า จากเดิมโครงการนาแปลงใหญ่ที่กรมการข้าวดำเนินการนั้นรับสมัครเกษตรกรรวมกลุ่มตั้งแต่ 50 รายขึ้นไป พื้นที่รวมกัน 1,000 ไร่ขึ้นไป ทำให้มีกลุ่มที่เข้าร่วมดำเนินการในปี 2559 ที่ผ่านมาจำนวน 425 กลุ่ม คิดเป็นพื้นที่รวมกันประมาณ 1 ล้านไร่ จากพื้นที่ทำนาทั้งประเทศกว่า 60 ล้านไร่ ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้ปรับหลักเกณฑ์เงื่อนไขใหม่ โดยลดจำนวนเกษตรกรเหลือกลุ่มละ 30 รายขึ้นไป และมีพื้นที่รวมกัน 300 ไร่ขึ้นไป และไม่จำเป็นต้องเป็นแปลงติดกันเป็นผืนเดียวกัน แต่ควรมีพื้นที่อยู่ภายในชุมชนใกล้เคียงกัน ส่งผลให้มีกลุ่มเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการในปีนี้อีกจำนวน 750 กลุ่ม รวมเป็น 1,175 กลุ่ม คิดเป็นพื้นที่นาแปลงใหญ่ 1.799 ล้านไร่

ในอดีตการผลิตข้าวของประเทศไทย เกษตรกรจะทำนาแบบต่างคนต่างทำ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตสูง ประสิทธิภาพการผลิตค่อนข้างต่ำ รายได้เกษตรกรจึงต่ำตามไปด้วย รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมการข้าวดำเนินโครงการนาแปลงใหญ่ โดย
ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกร มีหน่วยงานภาครัฐบูรณการร่วมกับภาคเอกชน เข้าไปถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ ตลอดจน
มีการเชื่อมโยงการตลาด เกษตรกรมีการบริหารจัดการที่ดีขึ้น การรวมกันซื้อปัจจัยการผลิตทำให้ต้นทุนต่ำลง รวมกันผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งด้านปริมาณและคุณภาพที่ดีขึ้นตามลำดับ

ที่ผ่านมามีกลุ่มนาแปลงใหญ่หลายแห่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพระดับประเทศประสบความสำเร็จจากการเข้าร่วมทำนาแปลงใหญ่ เช่น กลุ่มผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้บ้านจันทร์หอม ตำบลหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ ที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 20% จากเดิม ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20% ที่สำคัญมีการแปรรูปผลผลิตเป็นข้าวสารที่ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐาน GAP จากกรมการข้าว สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ยกระดับรายได้ของสมาชิกกลุ่ม ก่อเกิดความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : พระราชดำริแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297673

รายงานพิเศษ : พระราชดำริแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : พระราชดำริแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็น “ปราชญ์แห่งน้ำ” ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการพัฒนาแหล่งน้ำในทุกด้าน เห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำมากกว่า 2,700 โครงการ ที่สามารถแก้ไขทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง คุณภาพน้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลเป็นรูปธรรม จนปัจจุบันกลายเป็น “ศาสตร์พระราชา” ที่ถ่ายทอดและสืบสานไปชั่วลูกชั่วหลาน

กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้งศึกษา วางแผน และก่อสร้าง ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ

ในพื้นที่ต้นน้ำ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริในการการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธารและพื้นที่ป่า ด้วยการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น หรือ ฝายต้นน้ำ (CHECK DAM) โดยได้พระราชทานพระราชดำริความตอนหนึ่งว่า

“…ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุราคาถูกและหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบหินทิ้งคลุมด้วย ตาข่ายปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่กักเก็บไว้จะซึมเข้าไปในดินทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายออกไปทั้งสองข้างต่อไปจะสามารถปลูกพันธุ์ไม้ป้องกันไฟ พันธุ์ไม้โตเร็วและพันธุ์ไม้ไม่ทิ้งใบเพื่อฟื้นฟูที่ต้นน้ำลำธารให้มีสภาพเขียวชอุ่มขึ้นเป็นลำดับ…”

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในทุกๆพื้นที่ที่กรมชลประทานเข้าไปพัฒนาแหล่งน้ำ จะต้องมีการปลูกป่าทดแทนบริเวณป่าเสื่อมโทรมไม่น้อยกว่า 2 เท่าของพื้นป่าเดิม รวมทั้งยังได้น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ในเรื่องฝายชะลอความชุ่มชื้น มาดำเนินการในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ บริเวณชายขอบป่า กรมชลประทาน ยังได้พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ เพื่อให้เป็นเครื่องมือ
บริหารจัดการน้ำ ในการแก้ปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย คุณภาพน้ำ และรักษาระบบนิเวศน์ของลำน้ำ ตลอดจนสร้างอาชีพเสริมให้กับประชาชนในพื้นที่หลายโครงการ อาทิ

เขื่อนขุนด่านปราการชลอันเนื่องจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ที่ทรงมีพระราชดำริเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2536 ให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการ และก่อสร้าง ที่ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เพื่อช่วยให้ราษฎรทางตอนล่างมีน้ำใช้ทำการเกษตร การอุปโภคบริโภค รวมทั้งช่วยบรรเทาอุทกภัย โดยได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ ในปี 2547

อ่างเก็บน้ำคลองหลวง รัชชโลทรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี เปิดดำเนินการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 มีพื้นที่ได้รับประโยชน์กว่า 44,000 ไร่ ช่วยป้องกันและบรรเทาอุทกภัย รวมทั้งเอื้อประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา หรือ โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งการก่อสร้างตัวอ่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว สามารถเก็บกักน้ำและช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม ให้กับพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุุรีได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์กว่า 111,300 ไร่

ส่วนพื้นที่กลางน้ำ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำหลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ ฝาย แก้มลิง สระเก็บน้ำ เป็นต้น อาทิ

โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตรสำหรับพื้นที่ชลประทานใหม่กว่า 174,500 ไร่ และเสริมความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่โครงการชลประทานเดิมในทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างอีก 2.2 ล้านไร่ ทั้งยังช่วยบรรเทาอุทกภัยทั้งในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก และลุ่มน้ำเจ้าพระยา

นอกจากนี้ในพื้นที่กลางน้ำ ทรงมีพระราชดำริให้สร้างฝายขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ในลำน้ำ และทดน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตร แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ หลายแห่ง เช่น โครงการฝายแม่งาวพร้อมระบบส่งน้ำบ้านประชาภักดีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เป็นต้น

ส่วนพื้นที่กลางน้ำที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ ได้พระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้แก้มลิง ซึ่งเปรียบเทียบได้กับเมื่อเกิดน้ำท่วมก็ขุดคลองต่างๆเพื่อชักน้ำให้รวมกันแล้วนำมาเก็บไว้เป็นบ่อพักน้ำอันเปรียบได้กับแก้มลิง แล้วจึงระบายน้ำออกภายหลัง

สำหรับพื้นที่ปลายน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ และเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ แต่มักประสบปัญหาน้ำท่วม กรมชลประทาน ได้นำแนวพระราชดำริแก้มลิงมาใช้ โดยได้ดำเนินโครงการแก้มลิงในพื้นที่ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยตามแนวพระราชดำริ ในพื้นที่มีความเสี่ยงอีกหลายแห่ง อาทิ

โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมชลประทาน ได้ขุดลอกคลองธรรมชาติที่มีอยู่เดิมทั้งหมด พร้อมขุดคลองระบายน้ำสายใหม่คือ “คลองภูมินาถดำริ” ทำให้ในปัจจุบัน ปัญหาอุทกภัยของอำเภอหาดใหญ่ได้บรรเทาเบาบางลงไปเป็นอย่างมาก

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี โดยการขุด“คลองภักดีรำไพ” แยกออกจากแม่น้ำจันทบุรีก่อนเข้าถึงตัวเมือง เพื่อผันน้ำส่วนเกินศักยภาพของแม่น้ำจันทบุรีที่จะรองรับปริมาณน้ำได้ ไม่ให้ไหลเข้าสู่ตัวเมืองจันทบุรี ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ยังสามารถใช้กักเก็บน้ำจืดได้อีกประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้กรมชลประทานยังเตรียมขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เพื่อเปิดโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจาก
พระราชดำริ ซึ่งจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

“กรมชลประทานจะนำพระราชดำริที่เกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำของพระองค์ท่าน ทั้งที่ยังไม่ดำเนินการ และดำเนินการแล้วยังไม่สมบูรณ์แบบ มาสานต่อดำเนินการให้สำเร็จตามพระราชประสงค์ พร้อมทั้งน้ำศาสตร์พระราชา ในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวน้ำมาศึกษาพัฒนาต่อยอดดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

กรมชลปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอีกระลอก เพิ่มความมั่นคงแข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297597

กรมชลปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอีกระลอก เพิ่มความมั่นคงแข็งแรง

กรมชลปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอีกระลอก เพิ่มความมั่นคงแข็งแรง

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 21.00 น.

กรมชลประทานปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอีกระลอก หลังซ่อมแซมใช้การได้ตั้งแต่ 11 สิงหาคม 2560 เพื่อเพิ่มความมั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มความจุอ่างอีก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเร่งงานก่อสร้างหลังสิ้นสุดฤดูฝนปลายปีนี้ เพื่อให้แล้วเสร็จภายในปี 2562

นายประพิศ  จันทร์มา  ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง  กรมชลประทาน เปิดเผยว่า  หลังจากกรมชลประทานดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.พังขว้าง อ.เมือง จ.สกลนคร จนกลับมาใช้งานตามปกติได้ในเวลารวดเร็ว หลังถูกน้ำกัดเซาะสันทำนบพัง กรมชลประทานยังวางแผนปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นให้มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น หลังจากใช้งานมานานกว่า 60 ปี  ขณะเดียวกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงวางแผนเพิ่มความจุอ่างฯอีก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเดิม 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 3.4 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้ ได้เร่งรัดให้เริ่มดำเนินการก่อสร้างทันทีที่สิ้นสุดฤดูฝนในราวๆเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม 2560 นี้ เพื่อให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 โดยในเนื้องานประกอบด้วย งานปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นเดิม งานก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน งานปรับปรุงอาคารท่อส่งน้ำฝั่งซ้ายและฝั่งขวา

“ส่วนที่เพิ่มความจุอ่างฯห้วยทรายขมิ้น มาจากงานขุดลอกอ่างฯบริเวณตอนบน 600,000 ลูกบาศก์เมตรและงานเสริมความสูงของสันเขื่อนเพิ่มความจุ 400,000 ลูกบาศก์เมตร รวมแล้วเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านลูกบาศก์เมตร” นายประพิศกล่าว

อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นก่อสร้างตั้งแต่ปี 2496 แล้วเสร็จปี 2499 โดยมีความจุระดับเก็บกัก 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร ความจุระดับสูงสุด 2.66 ล้านลูกบาศก์เมตร ความยาวสันเขื่อน 1,300 เมตร ความกว้างสันเขื่อน 5 เมตร มีพื้นที่ชลประทาน 3,000 ไร่ ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2560 อิทธิพลของพายุโซนร้อนตาลัสและพายุโซนร้อนเซินกา ทำให้มีปริมาณน้ำฝนสะสมมากถึง 254 มิลลิเมตรในชั่วระยะ 20 ชั่วโมง มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างจำนวนมาก เอ่อล้นทำนบดินและกัดเซาะจนพังทลาย 2 ช่วงด้วยกันในวันที่ 28 กรกฎาคม 2560 ซึ่งกรมชลประทานได้เร่งซ่อมแซมแล้วเสร็จ และเก็บกักน้ำได้ตามปกติในวันที่ 11 สิงหาคม 2560

เลาะรั้วเกษตร : เดือนแห่งความอาดูร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297293

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เดือนแห่งความอาดูร

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เดือนตุลาคม สำหรับข้าราชการถือเป็นเดือนแห่งการเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ บางหน่วยงานอาจจะได้เจ้านายใหม่ มีนโยบายใหม่ๆ หรือโครงการใหม่ๆ มาให้ทำ แต่สำหรับปีนี้เดือนตุลาคม เป็นเดือนที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกใจหาย เป็นเดือนที่กลับมาสู่บรรยากาศของความโศกเศร้าอาดูรอีกครั้ง เพราะใกล้วันที่จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งกำหนดไว้ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560

วันที่ 13 ตุลาคม เมื่อปีที่แล้ว เป็นวันแห่งการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทย คนไทยทั้งประเทศ และคนไทยที่อยู่ใน
ต่างประเทศคงไม่มีใครที่จะไม่เสียใจ คงไม่มีใครที่จะไม่โศกเศร้า คงไม่มีใครที่จะไม่ร่ำไห้ แม้บางคนจะไม่หลั่งน้ำตาให้เห็น แต่ก็ร่ำไห้อยู่ในอกเพราะ 13 ตุลาคม 2559 เป็นวันสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9

นับตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไป ขึ้นไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง จนถึงวันสุดท้ายเมื่อ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา รวมเวลา 335 วัน ไม่มีสักวันที่บริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวังจะไร้ผู้คน มีแต่ประชาชนหลั่งไหลมาเข้าแถวรอกราบพระบรมศพวันละหลายหมื่นคน แม้จะรอนานนับสิบชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ก็ไม่มีย่อท้อ ทุกคนตั้งใจแน่วแน่ที่จะขอกราบพระบรมศพสักครั้ง ด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่ทรงครองราชย์

ในจำนวนพสกนิกรกว่า 12 ล้านคนที่มีโอกาสได้เข้ามากราบถวายบังคมพระบรมศพ มีชาวไทยภูเขาจำนวนไม่น้อยรวมอยู่ด้วย ชาวไทยภูเขาเหล่านี้ต่างยืนยันว่า พ่อหลวง ทำให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พ่อหลวงสอนให้พวกเขาทำการเกษตร ปลูกพืชบนที่สูง ทั้งผัก ไม้ผล ไม้ดอก เป็นอาชีพที่ทำรายได้อย่างยั่งยืนมาจนทุกวันนี้

คนไทยบนพื้นราบเองก็ยืนยันเช่นกันว่า ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ มาปฏิบัติ ปลูกพืชผสมผสาน เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ ใช้พื้นที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้มีอาหารเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ยังมีรายได้เป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน จากผลผลิตต่างๆ ในไร่นาของตนเอง ทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีความสุข

เช่นนี้….ทำไมคนไทยจะไม่รักพระองค์

เดือนตุลาคม 2560 เป็นเดือนแห่งการเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งอันที่จริงได้เตรียมการมาโดยตลอดเป็นเวลาเกือบ 1 ปี โดยเฉพาะการจัดสร้างพระเมรุมาศ และการตกแต่งบริเวณโดยรอบ โดยเฉพาะการตกแต่งพื้นที่ด้านนอกรั้วราชวัตรทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นทางเข้าหลักของพระเมรุมาศ ซึ่งจะมีภูมิสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงพระราชกรณียกิจของในหลวง รัชกาลที่ 9 อันได้แก่ โครงการพระราชดำริที่สำคัญ ๆ เช่น หญ้าแฝก ข้าว การทำแก้มลิงเก็บกักน้ำ กังหันน้ำชัยพัฒนา ฝายน้ำล้น ต้นยางนา ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ทรงมีพระราชดำริให้อนุรักษ์ไว้ เป็นต้น

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ได้รับมอบหมายให้ปลูกข้าวในบริเวณดังกล่าว โดยมีการออกแบบแปลงนา ให้มีขอบคันนาเป็นเลขเก้าไทย กรมศิลปากรต้องการให้ข้าวที่นำมาปลูกในแปลงนานั้นเป็นพันธุ์ข้าวที่มีกลิ่นหอม และแสดงถึงการเจริญเติบโตของต้นข้าวในระยะต่างๆ ตั้งแต่ต้นกล้า แตกกอ และออกรวง

กรมการข้าวจึงใช้กลุ่มพันธุ์ข้าวที่มีกลิ่นหอม จำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ ระยะต้นกล้า คือ พันธุ์ปทุมธานี 1 เป็นตัวแทนของข้าวภาคกลางซึ่งนิยมปลูกกันมาก ถือเป็นข้าวพรีเมียมเป็นที่ต้องการของตลาด สำหรับระยะแตกกอใช้ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นตัวแทนของข้าวในภาคอีสานและเหนือที่นิยมปลูกข้าวพันธุ์นี้กันมากถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ เป็นพันธุ์ข้าวที่สร้างชื่อเสียงให้ผู้บริโภคในต่างประเทศรู้จักข้าวไทยเรื่องคุณภาพการหุงต้มที่อ่อนนุ่มและมีกลิ่นหอม

ส่วนระยะออกรวง ใช้ข้าวพันธุ์ กข 31 หรือพันธุ์ปทุมธานี 80 เป็นพันธุ์ข้าวที่ มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เมื่ออยู่ในระยะออกรวงจะชูรวงสวยงาม ไม่โน้มรวงลงกับพื้นเหมือนพันธุ์อื่นๆ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญกับข้าวมาก นับตั้งแต่ทรงรื้อฟื้นพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ทรงปลูกข้าวในบริเวณสวนจิตรลดา ทรงแนะนำให้คนไทยบริโภคข้าวกล้อง เพราะข้าวกล้องมีประโยชน์ และทรงแนะนำผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯในยุคสมัยหนึ่งว่า อย่างอื่นไม่ปลูกไม่เป็นไร แต่ข้าวต้องปลูก เพราะข้าวคืออาหารหลักของคนไทย

วันนี้ 13 ตุลาคม ครบ 1 ปี ที่ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย ไม่มีสักวันที่คนไทยจะไม่คิดถึงพระองค์
แว่นขยาย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด น้อมนำพระราชดำริระบบสหกรณ์ในหลวง‘รัชกาลที่ 9’พลิกฟื้นชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297298

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด น้อมนำพระราชดำริระบบสหกรณ์ในหลวง‘รัชกาลที่ 9’พลิกฟื้นชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด น้อมนำพระราชดำริระบบสหกรณ์ในหลวง‘รัชกาลที่ 9’พลิกฟื้นชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด

น้อมนำพระราชดำริระบบสหกรณ์ในหลวง‘รัชกาลที่ 9’พลิกฟื้นชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ

สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่น้อมนำพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีพระราชประสงค์เพื่อช่วยเหลือราษฎรกลุ่มชนเผ่าในพื้นที่สูงให้สามารถดำเนินชีวิต และประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องเร่ร่อน บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำกิน ให้รวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ เพื่อจะได้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง และขายผลผลิตได้ในราคายุติธรรม

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด มีสมาชิก 431 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม มีที่ตั้งบ้านเรือนและมีพื้นที่เกษตรกรรมใกล้เคียงกันมารวมตัวกัน

นายธิติสรรค์ คำนึงวศิน ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สมาชิกดำเนินธุรกิจร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ในการผลิตและการจำหน่ายตามแนววิธีทางสหกรณ์ เป็นองค์กรกลางให้ทราบถึงภาวะราคาและการตลาดเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการผลิตเพื่อให้ได้คุณภาพและปริมาณตามความต้องการของตลาด ส่งผลให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่ดีกว่าเดิม ทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนดีขึ้น ก่อให้เกิดความมั่นคงแก่ครอบครัวและประเทศชาติ

สำหรับสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ ที่สมาชิกทั้งหมดเป็นชนเผ่าปกาเกอะญอ ประกอบอาชีพหลักทำไร่ข้าวโพด ทอผ้า และทำเครื่องเงิน โดยสหกรณ์ดำเนินธุรกิจกับสมาชิก รวม 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจเงินรับฝาก และธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้กับสมาชิก สำหรับธุรกิจสินเชื่อถือเป็นธุรกิจหลักของสหกรณ์ ในแต่ละปีจะมีสมาชิกมากู้ยืมเงินกับสหกรณ์มากกว่า 70% สหกรณ์จะจ่ายเงินกู้ระยะสั้นให้กับสมาชิกเพื่อนำไปลงทุนในการประกอบอาชีพ เช่น ทำไร่ข้าวโพด จุดเด่นของธุรกิจสินเชื่อ คือ เมื่อครบกำหนดชำระคืน สมาชิกสามารถส่งคืนทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยได้ครบ 100% เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าปกาเกอะญอ มีลักษณะนิสัยประจำชนเผ่า คือ มีความซื่อสัตย์และตรงเวลา รักษาคำมั่นสัญญา ดังนั้น เมื่อสมาชิกกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ไปแล้ว เมื่อถึงเวลาครบกำหนดส่งชำระคืนเงินกู้ สมาชิกจะถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามสัญญา

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด มีความเข้มแข็ง เกษตรกรทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีพระราชประสงค์ให้การช่วยเหลือราษฎรชนเผ่าปกาเกอะญอ ให้สามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องเร่ร่อน และบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำกินอีกต่อไป

กรมชลสืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297292

x

กรมชลสืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2561 กรมชลประทาน จะเร่งดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้แล้วเสร็จ ตามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และแนวพระราชดำริต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พร้อมกับนำ “ศาสตร์พระราชา” มาขยายผลแก้ปัญหาเรื่องน้ำในภูมิภาคต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับราษฎร

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กรมชลประทานจะขอเปิดดำเนินการในปี 2561 ประกอบด้วยโครงการสำคัญๆ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ โครงการที่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เนื่องจากวงเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำทบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย และ โครงการอ่างเก็บน้ำป่าละอูอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

โครงการประเภทที่สอง เป็นโครงการที่ต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเพื่อเปิดโครงการโดยจะใช้ระยะเวลาในก่อสร้างประมาณ 5 ปี ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ โครงการอ่างเก็บน้ำวังหีบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช และโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เร่งพัฒนา‘ข้าวแปลงใหญ่’GAP n รองรับแผนเชื่อมโยงตลาดข้าวครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297294

เร่งพัฒนา‘ข้าวแปลงใหญ่’GAP n รองรับแผนเชื่อมโยงตลาดข้าวครบวงจร

เร่งพัฒนา‘ข้าวแปลงใหญ่’GAP n รองรับแผนเชื่อมโยงตลาดข้าวครบวงจร

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุวัฒน์ เจียระคงมั่น รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า รัฐบาลพยายามส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพดีเพื่อยกระดับราคาให้สูงขึ้น ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP โดยจับคู่ผู้ประกอบการ โรงสี กับกลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวอินทรีย์จากโครงการส่งเสริมข้าวอินทรีย์ (1 ล้านไร่) และข้าว GAP จากโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) เพื่อให้มีตลาดรองรับแน่นอน และได้ราคาขายตามคุณภาพสูงกว่าท้องตลาดอัตรา 4% อาทิ ข้าวหอมมะลิขายได้ราคาสูงกว่าตลาดเฉลี่ยตันละ 500 บาท โดยภาครัฐสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ย 3% ให้กับผู้ประกอบการที่กู้เงินธนาคารมารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในโครงการ พร้อมกันนี้ หากผู้ส่งออกที่สนใจเข้าร่วมโครงการข้าวอินทรีย์ จะได้รับการจัดสรรโควตาส่งออกข้าวไปอียูตามสัดส่วนที่กำหนด โดยปีนี้กำหนดแผนการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ จำนวน 60,000 ตัน และข้าว GAP จำนวน 100,000 ตัน และจะขยับเป้าหมายเพิ่มขึ้นทุกปี

นายสุวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการข้าวพยายามผลักดันให้กลุ่มนาแปลงใหญ่ทั้งหมดได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP เพื่อยกระดับคุณภาพและราคา แต่การเข้าสู่ระบบมาตรฐานต้องปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด ซึ่งปีแรกที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่นั้นเกษตรกรจะได้รับการเตรียม
ความพร้อมและปรับเปลี่ยน พัฒนาไปสู่ระบบการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยมีเจ้าหน้าที่กรมการข้าวให้คำแนะนำ ตรวจประเมินและให้การรับรองมาตรฐาน GAP ได้ในที่สุด ทั้งนี้ ตามแผน 5 ปีข้างหน้า จะมีนาแปลงใหญ่ทั้งหมด 18,800 แปลง คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 20 ล้านไร่ หรือคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของพื้นที่นาทั้งประเทศ ซึ่งนาแปลงใหญ่เหล่านี้จะต้องเป็นแปลง GAP ทั้งหมดด้วย เพื่อสร้างความปลอดภัยต่อตัวเกษตรกร และที่สำคัญสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค สำหรับเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ เพียงรวมกลุ่มกันมากกว่า 30 คนขึ้นไป พื้นที่รวมกันมากกว่า 300 ไร่ สมัครได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ศูนย์วิจัยข้าว หรือที่กรมการข้าว หรือโทรศัพท์สายด่วน หมอข้าว 1170 กด 4  สอบถามได้ทุกเรื่องเกี่ยวกับข้าวได้ในวันเวลาราชการ