“ณัฐวุฒิ”จี้พรรคการเมืองใหม่แสดงจุดยืนประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315671

“ณัฐวุฒิ”จี้พรรคการเมืองใหม่แสดงจุดยืนประชาธิปไตย

กปปส,ณัฐวุฒิ,นปช,สุเทพ  เทือกสุบรรณ

“ณัฐวุฒิ”จี้พรรคการเมืองใหม่แสดงจุดยืนประชาธิปไตยให้ชัดยันหนุนทุกพรรค แทงกั๊กกลับสนามการเมือง ยันหลักการไม่หนุนนายกฯคนนอก ให้กำลังใจกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

              7 มี.ค. 61 ที่ศาลทหารกรุงเทพ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึง กรณีที่มีกลุ่มคนหน้าใหม่ ๆ ออกมาตั้งพรรคการเมืองอย่างคึกคักว่า คิดว่าเป็นบรรยากาศที่ดีที่คนหลายกลุ่มออกมาแสดงความพร้อมตั้งพรรคการเมืองเพื่อลงสู่สนามเลือกตั้ง แต่ต้องดูว่ากลุ่มดังกล่าวนั้นจะผ่านกระบวนการตามกฎหมาย เพื่อที่จะเป็นพรรคการเมืองและส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้กี่พรรค เนื่องจากลำดับขั้นตอนและกรอบระยะเวลาที่มีอยู่ไม่ใช่เรื่องง่าย

นายณัฐวุฒิ มองว่า ทุกกลุ่มที่จะตั้งพรรคการเมืองในสถานการณ์เช่นนี้ แม้ว่านโยบายและแนวทางการเมืองหลังการเลือกตั้งจะยังพูดไม่ได้ แต่จุดยืนประชาธิปไตยทุกกลุ่มและทุกพรรคต้องแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ให้ชัดเจน ซึ่งพรรคการเมืองใดที่จะประกาศสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนนอก ก็สามารถทำได้ แต่พรรคที่ยืนยันหลักการประชาธิปไตยก็ไม่ควรรีรอ

” ผมแน่ใจว่าการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ นอกเหนือจากนโยบายเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนแล้ว เรื่องการต่อสู้ในหลักการประชาธิปไตยกับอำนาจระบบเผด็จการจะเป็นกระแสสูง เมื่อถึงตรงนั้นการตัดสินใจของประชาชนจะไม่สามารถมองข้ามประเด็นนี้ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพรรคเก่า พรรคใหม่ พรรคใหญ่ หรือพรรคเล็กต้องแสดงจุดยืนเรื่องนี้  สำหรับพรรคใดที่มีแผนอยู่ในใจที่จะจับมือกับการสืบทอดอำนาจและหวังผลประโยชน์ทางการเมืองจากเหตุการณ์นั้น ก็ขอให้ประชาชนช่วยกันจับตาดู “นายณัฐวุฒิกล่าว

ตนคิดว่าในส่วนกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)จะตั้งพรรคการเมืองนั้น มีการเตรียมตั้งพรรคการเมืองแน่นอน และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ก็มีความพร้อมที่จะมีบทบาทอยู่เบื้องหลัง

การดำเนินการน่าจะเกิดการผิดคิว เพราะเดิมจะเป็นการก่อตั้งโดยสมาชิก กปปส.และเชิญนายสุเทพมาเป็นที่ปรึกษาพรรค แต่นายธานี เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ กลับบอกว่าเป็นพรรคที่นายสุเทพจะตั้งขึ้นมาเอง ทำให้เกิดการรีรอกันอยู่ หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับฝ่ายผู้มีอำนาจร่วมมือกันให้มีการสืบทอดอำนาจหลังการเลือกตั้ง ตนคิดว่าอย่างไรก็ต้องเกิดพรรคจากกปปส.อยู่ดี แต่ไม่น่ามีอะไรที่ต้องวิตกกังวล เพราะอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนตัวจะกลับไปเล่นการเมืองอีกหรือไม่นั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้คิดถึงตรงนั้น เพราะยังไม่เห็นว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ การที่นายกรัฐมนตรีออกมายืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็จะมีเหตุและปัจจัยที่จะทำให้เลื่อนออกไปทุกที ดังนั้นการตัดสินใจส่วนตัวหรือท่าทีของนปช.ต่อการเลือกตั้ง คิดว่ายังมีเวลาที่จะแสดงออกในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตามเบื้องต้นยืนยันว่าหลักการประชาธิปไตยไม่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนนอก ดังนั้นพรรคใดที่ยืนยันหลักการประชาธิปไตยจะเป็นมิตรและแนวร่วมกับนปช. แต่ถ้าพรรคใดปฏิเสธหลักการดังกล่าวเราก็จะไม่สามารถร่วมทางกันได้ไม่ว่าพรรคเก่า พรรคใหม่ หรือพรรคใหญ่ พรรคเล็ก

ผู้สื่อขช่าวถามว่านปช.ยังสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยยังคงสนับสนุนหลักการประชาธิปไตย เรายังเป็นมิตรและแนวร่วมกันอยู่ รวมถึงเราเป็นมิตรกับพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่สนับสนุนหลักการประชาธิปไตยด้วย
“ส่วนตัวผมเห็นว่าพรรคการเมืองใดก็ตามที่แสดงตนชัดเจนว่าสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ เป็นเรื่องยากที่จะได้รับการตอบรับจากประชาชนส่วนใหญ่ สำหรับการเคลื่อนไหวของผมนั้นยังมีภาระหน้าที่เรื่องคดีความของแกนนำนปช.อยู่  ดังนั้นขอให้กำลังใจกลุ่มคนอยากเลือกตั้งและขอยืนยันว่าการแสดงออกว่าอยากเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฎหมาย โดยขอเรียกร้องให้รัฐบาลใช้อำนาจและบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ส่วนนักการเมืองคนใดที่เคลื่อนไหวสนับสนุนกลุ่มคนอยากเลือกตั้งก็ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรม” นายณัฐวุฒิ กล่าว

“ไพบูลย์” ยก “บิ๊กตู่” ความนิยมแซงหน้าทุกราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315662

“ไพบูลย์” ยก “บิ๊กตู่” ความนิยมแซงหน้าทุกราย

ปฏิรูปสงฆ์,ไพบูลย์,การเมือง,ถ่วงดุล,ชู 3 อุดมการณ์,นายกฯ,บิ๊กตู่,คะแนนนิยม,ความซื่อสัตย์

“ไพบูลย์”ชู 3 อุดมการณ์ ปฏิรูปสงฆ์-การเมือง-ถ่วงดุล และเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ ยัน “บิ๊กตู่” ซื่อสัตย์มีความสามารถ คะแนนนิยมมากกว่าทุกนายชื่อ เหมาะนั่งนายกฯต่อไป

 

7 มี.ค. 61 – นายไพบูลย์  นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป กล่าวว่า ตนได้ส่งหนังสือถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปแล้วเมื่อวันที่ 6 มี.ค. เพื่อขอเปิดประชุมพรรค คาดว่าปลายเดือน มี.ค. นี้จะสามารถจัดประชุมพรรคครั้งแรกได้ โดยรายชื่อและจำนวนกรรมการบริหารพรรค ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 10 จะต้องมีบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เหรัญญิก นายทะเบียน รวมถึงกรรมการบริหาร ซึ่งทั้งหมดจะชัดเจนในวันที่ประชุมกันครั้งแรก โดยกรรมการบริหารพรรคนั้นจะมาจากบุคคลหลายสาขาอาชีพ รวมถึงมีอดีตทหารยศ พลเอก ร่วมด้วยหลายคน เราเป็นพรรคของประชาชน ซึ่งทหารที่เกษียณแล้วก็คือประชาชนเหมือนกัน

เมื่อถามว่า จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นหนึ่งในรายชื่อเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ต้องรอให้พรรคได้ตั้งขึ้นก่อน และเมื่อชัดเจนแล้วสังคมคงจะสะท้อนว่า พรรคประชาชนปฏิรูปจะมีนโยบายอย่างไร ผู้บริหารเป็นอย่างไร และจะดำเนินการในแนวทางอย่างไร และพล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ที่อยู่ในฐานะที่เราเห็นว่ามีควมซื่อสัตย์ มีความสามารถ เหมาะกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเรายืนยันตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค. 59 โดยวันนี้จุดยืนของตนและผู้ร่วมก่อตั้งพรรคก็ยังเหมือนเดิม โดยเห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ มีความเป็นไปได้ ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

“แม้ตอนนี้คะแนนนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ จะตก แต่ผมว่าคนจะมองที่ความซื่อสัตย์สุจริต ถ้าเทียบแบบตัวต่อตัวแล้ว คะแนนนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ ดีกว่าทุกคนที่มีชื่อว่าจะเป็นนายกฯคนต่อไป แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัจจัยที่เราจะเลือกหรือไม่เลือก พล.อ.ประยุทธ์ แต่เป็นเรื่องคุณสมบัติความสามารถ” นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า จะพิจารณาเลือกพรรคการเมืองที่นโยบายนั้น ต้องเรียนว่าอุดมการณ์พรรคประชาชนปฏิรูปมีอยู่ 3 ข้อ คือ 1.ปฏิรูปคณะสงฆ์ให้อยู่ในพระธรรมวินัย 2.ปฏิรูปพรรคการเมือง และนักการเมือง โดยให้มีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลที่เหมาะสม เลือกนายกรัฐมนตรีโดยระบบคุณธรรม โดยต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความสามารถเช่น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นต้น 3.เพิ่มอำนาจให้ประชาชน โดยจัดตั้งสภาประชาชน มีระบบตรวจสอบอำนาจรัฐในทุกจังหวัด นอกจากนี้ยังมีอีก 1 ข้อคือ นโยบายทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ และสังคมจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

เมื่อถามว่าการที่เป็นพรรคการเมืองใหม่ จะเสียเปรียบพรรคเก่าหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ให้ไปถามเขาดูว่า พรรคเก่าจำนวน ส.ส. จะลดลงเท่าใด ส่วนเราพรรคใหม่ที่ยังไม่เคยมี ส.ส. ก็ต้องคิดไปว่าจะมีเท่าไหร่ โดย ส.ส. บัญชีรายชื่อก็อยู่ที่ประชาชนว่าจะเลือกพรรคเราเท่าไหร่ ไม่ว่าจะแค่ไหนเราก็พอใจ แต่เชื่อว่ามีประชาชนที่มีอุดมการณ์ ตรงกับเราเป็นจำนวนมาก.

เตือน ! “ธนาธร” ล้ำเส้น คสช.เรียกปราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315660

เตือน ! “ธนาธร” ล้ำเส้น คสช.เรียกปราม

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,คสช,วิษณุ

“วิษณุ”เตือนธนาธรคสช.จับตาจ้อผ่านเฟชบุ๊ก ถ้าล้ำเส้นคงเรียกห้ามปราม

          นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ  ให้สัมภาษณ์กรณี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ที่เตรียมก่อตั้งพรรคการเมือง ออกมาพูดผ่านเฟชบุ๊กไลฟ์ จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าเหมือนเป็นการหาเสียงทั้งที่ คสช.ยังไม่ปลดล็อกทางการเมืองว่า ตนไม่อยากไปวินิจฉัย แต่คิดว่า คสช. คงจับตาดูอยู่ ถ้าไปถึงจุดที่ล้ำเส้นเมื่อไหร่ก็จะเตือน ถ้าเกินจากนั้นก็ต้องเชิญมาห้ามปราม

 

***เรื่องที่เกี่ยวข้อง

“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” โชว์กึ๋น ก่อนลุยการเมือง

“อภิสิทธิ์”เบิกความปากแรกฟ้อง ม.157 “ธาริต-DSI”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315601

“อภิสิทธิ์”เบิกความปากแรกฟ้อง ม.157 “ธาริต-DSI”

ศอฉ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ม็อบนปช,สุเทพ เทือกสุบรรณ,ธาริต เพ็งดิษฐ,ดีเอสไอ

“อดีตนายกฯอภิสิทธิ์”โจทก์เบิกความปากแรกลำดับเหตุการณ์สลายม็อบนปช.ถึงดีเอสไอ แถลงข่าวสรุปสำนวนฆ่า ขณะที่เรื่องยาวสืบไม่จบ ต้องเบิกต่ออีกนัด

 

6 มี.ค.61 ศาลนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก คดีหมายเลขดำ อ.310/2556 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) , พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ในฐานะอดีตหัวหน้าชุดคดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุรุนแรงทางการเมืองปี 2553 , พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ และ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ในฐานะพนักงานสอบสวน เป็นจำเลยที่ 1- 4            ในความผิดฐานเป็นร่วมกันเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตและเป็นเจ้าพนักงานสอบสวน กระทำการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 , 90 , 157 , 200 กรณีเมื่อเดือน ก.ค.54 – 13 ธ.ค.55 ดีเอสไอได้สรุปสำนวนดำเนินคดี นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ข้อหาก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าโดยเจตนาและเล็งเห็นผล จากการออกคำสั่ง ศอฉ.ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ กระชับพื้นที่การชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ซึ่งโจทก์เห็นว่าการแจ้งข้อหาบิดเบือนจากข้อเท็จจริงและดีเอสไอไม่มีอำนาจ เพราะต้องเป็นการวินิจฉัยของ ป.ป.ช.

โดยคดีนี้เดิม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งให้ยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ เนื่องจากเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ เป็นการดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน กระทำไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่ มีเจตนาบิดเบือนแจ้งข้อกล่าวหา หรือกลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใด เมื่อนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ยื่นฎีกา ศาลฎีกาก็มีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.60 สั่งให้ศาลชั้นต้น รับฟ้องคดี เนื่องจากเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ ที่ได้สอบสวนและแจ้งข้อหาโจทก์ทั้งสอง มีเหตุผลให้เชื่อว่า จำเลยทั้งสี่ อาจไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ อาจเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 และ 200 ได้ โดยหลังจากศาลฎีกาสั่งให้รับคดีไว้พิจารณาแล้ว ศาลอาญา จึงได้เริ่มกระบวนสืบพยานโจทก์ ตามขั้นตอน

ซึ่งวันนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โจทก์ เดินทางมาเบิกความด้วยตนเอง เพียงปากเดียว สรุปว่า ขณะพยานมีตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2553 มีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ก่อความไม่สงบ จึงแต่งตั้งให้นายสุเทพ เป็น ผอ.ศอฉ. เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ หลีกเลี่ยงความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน สั่งเป็นระบบตามกฎหมายเป็นไปตามหลักสากล ไม่มีการสั่งให้ใช้อาวุธกับกลุ่มผู้ชุมนุม แต่จะใช้อาวุธได้เฉพาะป้องกันตัว และรักษาทรัพย์สินและความรุนแรงอื่น ๆ ไม่มุ่งเน้นเอาชีวิต โดยยิงปืนในทิศทางที่ต่ำกว่าระดับเข่าลงไป การปฏิบัติงานของ ศอฉ.ทำหน้าที่ไม่เกินกว่าเหตุ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และรักษาความสงบในบ้านเมือง เหตุที่ต้องใช้อาวุธเพราะกลุ่มผู้ชุมนุมมีบุคคลอื่น (ชายชุดดำ) แฝงตัว

ต่อมาหลังการเลือกตั้งปี 2554 พรรคเพื่อไทย ชนะการเลือกตั้งทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หัวหน้าพรรคขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 ยังคงดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ได้สนองนโยบายรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการทำลายล้างพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม โดยจำเลยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองมีเจตนาสั่งฆ่าประชาชนในระหว่างการชุมนุม ต่อมาจำเลยที่ 1 และ 2 ดำเนินการสอบสวนตนที่ห้องประชุมดีเอสไอ ระหว่างเดือน ก.ค.54 -วันที่ 13 ธ.ค.55 จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้แจ้งข้อกล่าวหาโจทก์ทั้งสอง ฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา โดยใช้อำนาจหน้าที่ในการทำร้ายและฆ่าประชาชน โดยมีการแถลงข่าวยืนยันให้สัมภาษณ์เรื่องการแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวแก่สื่อมวลชน

การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่กลั่นแกล้งให้โจทก์ทั้งสองได้รับโทษทางอาญา และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงให้โจทก์ทั้งสองได้รับโทษทางอาญาสูงสุด ทั้งที่จำเลยทั้งสี่ทราบดีว่าการทำหน้าที่ของ ศอฉ.เป็นไปตามหลักสากล จำเลยทราบว่าการชุมนุมของกลุ่ม นปช.เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับบิดเบือนว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวหาว่าตนมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยไม่ชอบธรรม นำไปสู่การยัดเยียดข้อกล่าวหาและกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง ทั้งนี้จำเลยทั้งสี่ทำหน้าที่สนองความต้องการของผู้นำรัฐบาล

อย่างไรก็ดีเมื่อสิ้นสุดเวลาทำการศาลแล้ว นายอภิสิทธิ์ ยังเบิกความไม่เสร็จสิ้น ศาลจึงนัดสืบพยานโจทก์ปาก นายอภิสิทธิ์ ต่อในวันที่ 7 มี.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

สนช.โหวตกม.ลูก 2 ฉบับ 8 มี.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315596

สนช.โหวตกม.ลูก 2 ฉบับ 8 มี.ค.

โรดแม็พ,สนช,กฏหมายลูก

“วิปสนช.”เผยโหวตกฏหมายลูก 2 ฉบับ 8 มี.ค. ให้กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย แจงเหตุผลก่อนลงมติ

           6 มี.ค.61  นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์  โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) แถลงว่า ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)วันที่ 8 มี.ค.จะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยในส่วนของร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.จะมีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในสัดส่วนของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ขอสงวนความเห็นจะอภิปรายประเด็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพที่ห้ามผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง และให้บุคคลอื่นหรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นผู้กระทำการแทนคนพิการ

ขณะที่กมธ.ในสัดส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้ขอสงวนความเห็นในประเด็นกรณีให้ศาลสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้งตามมาตรา 133 ส่วนร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.ไม่มีกมธ.ฝ่ายใดสงวน ในการพิจารณาจะพิจารณาครั้งเดียวจากนั้นก็จะมีการลงมติ ซึ่งเสียงที่ไม่เห็นชอบกับร่างพ.ร.ป.ในแต่ละฉบับนั้นจะต้องมีเสียงเกิน 166  เสียง

ส่วนทีี่่นายกฯประกาศไม่มีการคว่ำกม.ลูกเป็นการส่งสัญญาณให้สนช.หรือไม่ นพ.เจตน์ กล่าวว่า สนช.ก็เป็นหนึ่งในแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งการทำงานต้องสัมพันธ์สอดคล้องกัน การพิจารณากฎหมายกม.ลูกทั้ง 2 ฉบับเป็นไปอย่างรอบคอบยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักและสอดรับการโรดแม็พเลือกตั้ง คาดว่าจะไม่มีปัญหา

“ณัฐวุฒิ”ยันนปช.เป็นมิตรทุกกลุ่มไม่เอานายกฯคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315580

“ณัฐวุฒิ”ยันนปช.เป็นมิตรทุกกลุ่มไม่เอานายกฯคนนอก

นปช,กปปส,สุเทพ  เทือกสุบรรณ,ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ

“ณัฐวุฒิ”ยันนปช.เป็นมิตร-แนวร่วมทุกกลุ่ม-ทุกพรรคที่ไม่ยอมรับนายกฯคนนอก จี้ปชป.ประกาศชัดไม่จับมือคสช.หนุนนายกฯคนนอกเชื่อ”สุเทพ”หนุนพรรคกปปส.

          6 มี.ค.61 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า ถ้าดูจากกติกาซึ่งมีผู้แสดงตัวแล้วกว่า 40 รายชื่อ การตั้งพรรคการเมืองก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนปช.และมั่นใจว่ามีความพร้อมไม่น้อยกว่าหลายกลุ่มในขณะนี้ เพียงแต่โจทย์เฉพาะหน้าสำหรับองค์กรที่ยืนในสนามการต่อสู้มากว่า 10 ปีคือการสรุปบทเรียน จุดแข็งจุดอ่อนจากการขับเคลื่อนที่ผ่านมา คำว่าปฏิรูปแม้ดูเลื่อนลอยถ้าออกจากแม่น้ำ 5 สาย แต่สำหรับนปช.เป็นคำที่จำเป็นต้องคิดและทำร่วมกันให้เป็นรูปธรรม รวมถึงการจัดการบาดแผลและสัมภาระที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ ซึ่งยังมีผลต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ด้วย

ทั้งนี้หลักการเบื้องต้นสำหรับนปช.คือ เป็นมิตรและแนวร่วมกับทุกกลุ่มทุกพรรคที่ยืนยันหลักการประชาธิปไตย ไม่ยอมรับนายกฯคนนอกและการสืบทอดอำนาจ ส่วนท่าทีที่ชัดเจนในสนามเลือกตั้งเห็นว่า ยังมีเวลาที่จะแสดงออกหลังจากนี้  ส่วนตัวยังเชื่อว่า พรรคกปปส.จะเกิดขึ้น และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะมีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลังแน่ ๆ เพียงแต่ที่ผ่านมาเกิดการผิดคิวเพราะนายธานี เทือกสุบรรณ ทำปืนลั่นไปตอบคำถามสื่อมวลชนว่านายสุเทพจะตั้งพรรค ทั้งที่ความตั้งใจเดิมคงอยากให้เป็นภาพว่ามาจากความคิดของประชาชนที่เป็นแนวร่วม แต่มาถึงขั้นนี้ไม่มีอะไรต้องเหนียม เพราะประชาชนเขารู้ทันหมดแล้ว

“การที่พรรคประชาธิปัตย์ย้ำหลายครั้งว่า จะไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทยเพราะอุดมการณ์ต่างกัน แต่ไม่เคยฟันธงชัด ๆ ว่าจะไม่จับมือกับคสช.สนับสนุนนายกฯ คนนอก น่าสนใจว่า อุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์คือร่วมสืบทอดอำนาจเผด็จการหรือไม่ ก่อนเลือกตั้งอาจยังไม่ชัด แต่หลังเลือกตั้งเชื่อว่าทุกอย่างจะชัดเจนว่าใครเป็นใคร”แกนนำนปช.กล่าว

เพื่อไทย จวก 4 ปี รบ.บิ๊กตู่ เหลว ใช้ ม.44 สวนทางปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315568

เพื่อไทย จวก 4 ปี รบ.บิ๊กตู่ เหลว ใช้ ม.44 สวนทางปฏิรูป

เพื่อไทย,ชวลิต,รัฐบาล,ประยุทธ์,ม44,สวนทาง,ปฏิรูป,นายก อบจ,พักงาน

“ชวลิต” ชี้ปฏิรูปท้องถิ่น เหลว ใช้ ม.44 สวนทางปฎิรูป ซัดพักงานนายก อบจ. บีบ เป็นพวก

 

6 มี.ค. 61 – นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พบผู้นำท้องถิ่นภาคกลางตอนล่าง ประกอบด้วย คณะผู้นำท้องถิ่น จ.สมุทรสาคร จ.สมุทรสงคราม จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง) จ.เพชรบุรี เมื่อ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา โดย นายกฯขอให้ผู้นำท้องถิ่นตอบโจทย์การปฏิรูป และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่า ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่ติดตามการปฏิรูปประเทศของรัฐบาล ขอถามว่า เกือบ 4 ปีของรัฐบาล การปฏิรูปท้องถิ่นมีความคืบหน้าอย่างไร การปฏิรูปท้องถิ่นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะแทนที่จะปฏิรูปให้ก้าวหน้า ทั้งโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ การกระจายอำนาจทั้งกำลังคนและงบประมาณ แต่กลับไม่มีความคืบหน้าว่าจะปฏิรูปท้องถิ่นอย่างจริงจัง

นายชวลิต กล่าวว่า ทั้งนี้ไม่เห็นการปฏิรูปท้องถิ่นให้ก้าวหน้าด้วยการกระจายอำนาจแล้ว การณ์กลับตรงข้าม กระทรวงคมนาคม และกมธ.คมนาคม สนช. กลับมีแนวคิดย้อนยุคถอยหลังเข้าคลองจะดึงอำนาจและงบประมาณถนนท้องถิ่นกลับไปรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง สะท้อนหลักคิดอำนาจนิยม ที่มีหลักคิดตรงข้ามกับการกระจายอำนาจ อันจะส่งผลให้ประเทศก้าวไม่ทันโลก

“การใช้ ม.44 พักงานนายก อบจ.ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตหลายจังหวัดเป็นเวลานานเป็นปี นำความเสื่อมเสียชื่อเสียงแก่ผู้ที่ถูกพักงาน ทั้งยังมีข่าวแอบอ้างวิ่งเต้นเสียเงิน เสียทองเพื่อให้หลุดพ้นจากความผิดบ้าง หรือบีบเพื่อให้ยอมมาเป็นพวกเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งบ้าง เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องชี้แจงต่อสังคมให้หายเคลือบแคลง” นายชวลิต กล่าว

นายชวลิต กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามใกล้จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นใน ส.ค.61 ซึ่งเป็นเวลาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จึงขอให้รัฐบาลให้ความชัดเจนในเรื่องการปฏิรูปท้องถิ่น และรีบพิจารณากรณีนายก อบจ.หลายจังหวัดที่ถูกพักงาน ตาม ม.44 ด้วยการทำความจริงให้ปรากฎอย่างถูกต้อง และเป็นธรรมโดยเร็ว.

“มีชัย” เสนอส่งศาลรธน.ตีความ แยกสมัครสว. 2 ประเภท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315563

 “มีชัย” เสนอส่งศาลรธน.ตีความ แยกสมัครสว. 2 ประเภท

มีชัย,ศาลรธน,ตีความ,สว,ขัดเจตนารมณ์,รธน,แยกสมัคร,ลงสมัคร

“มีชัย” เสนอส่งศาลรธน. ตีความแยกสมัคร ส.ว.2ประเภท ห่วงมีปัญหาภายหลัง-ขัดเจตนารมณ์รธน. ให้สิทธิทุกคนลงสมัครได้

 

6 มี.ค. 61 – นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวยอมรับถึงข้อกังวลของการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่คณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่ายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไข ให้คงบทบัญญัติให้แยกประเภทผู้สมัคร ส.ว. จากการสมัครอิสระ และการสมัครผ่านการส่งชื่อขององค์กร แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล เพราะอาจเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่กำหนดเจตนารมณ์ ให้บุคคลที่มีคุณสมบัติครบสามารถลงสมัครส.ว. ได้ แต่กรณีดังกล่าวหากที่ประชุมสนช. ให้ความเห็นชอบ อาจมีประเด็นที่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นดังกล่าวเพื่อให้เกิดความชัดเจน

“ผมมองว่าหากปล่อยไป ในวันข้างหน้าอาจมีผู้ยกเป็นประเด็นเกิดปัญหาได้ ซึ่งการส่งศาลรัฐธรรมนูญหลังจาก สนช.เห็นชอบแล้วจะไม่กระทบต่อปฏิทินเลือกตั้ง ตามกรอบเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เพราะการคำนวณเวลาดังกล่าวถือเป็น เวลาที่ยาวเต็มเหยียด” นายมีชัย กล่าว

นายมีชัย ยังให้ความเห็นต่อร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ว่า ไม่มีปัญหา เพราะประเด็นที่กังวลได้รับการแก้ไขแล้ว เช่น การตัดสิทธิผู้ไม่เลือกตั้ง เข้ารับราชการ แม้ยังเขียนระบุว่าห้ามเป็นราชการการเมือง ก็ตาม อย่างไรก็ดีประเด็นดังกล่าวตนต้องขอพิจารณาช่วงอภิปรายอีกครั้ง ว่า การตัดสิทธิดังกล่าวจะเป็นข้อจำกัดด้านสิทธิหรือเสรีภาพหรือไม่.

“บิ๊กตู่” ขออย่าวิจารณ์เลือกตั้งเพื่อนบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315538

“บิ๊กตู่” ขออย่าวิจารณ์เลือกตั้งเพื่อนบ้าน

ประยุทธฺ์,นายกฯ,วิจารณ์,เลือกตั้ง,เพื่อนบ้าน,สว

“ประยุทธ์” ขอรักษามารยาท อย่าวิจารณ์เลือกตั้งส.ว.ประเทศเพื่อนบ้าน ขอดูแลสถานการณ์ในบ้านให้ดี

 

6 มี.ค. 61 – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์กรณีสั่งให้ติดตามปัญหาการเลือกตั้งส.ว. ประเทศเพื่อนบ้าน มีข้อกังวลในประเด็นใดว่า ก็ขอให้ติดตามก็แล้วกันกับสถานการณ์ทางการเมืองต่างประเทศ ใครจะเป็นประธานาธิบดี หรือจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ว่ากันไป ก็ขอให้ติดตามด้วย แต่อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์เขามานัก ด้วยมารยาทเราไม่ควรไปวิจารณ์ แต่เราควรจะดูแลสถานการณ์ในบ้านเราให้ที่ดีที่สุด เพื่อให้เขาไว้วางใจ.

ออกหมายจับ “ทักษิณ” – ศาลเดินหน้าพิจารณาคดีลับหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315510

ออกหมายจับ “ทักษิณ” – ศาลเดินหน้าพิจารณาคดีลับหลัง

ศาลฎีกานักการเมือง,ทักษิณ,ทนายความ,ไม่มาศาล,จำเลย,ปฏิเสธ,ฟ้องโจทก์,แปลงค่าสัมปทาน,กิจการโทรคมนาคม,ออกหมายจับ,กฎหมายใหม่

ศาลฎีกาฯพิจารณาลับหลัง”ทักษิณ”แปลงสัมปทานกิจการโทรคมนาคม ศาลระบุไม่มาถือว่าจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์ พร้อมสั่งออกหมายจับใหม่ตามกฎหมายใหม่ ไม่มีอายุความ

 

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 6 มี.ค.61 เวลา 10.00 น. นายไพโรจน์ วายุภาพ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมด้วยองค์คณะผู้พิพากษา 9 คนคดีแปลงสัมปทานกิจการโทรคมนาคม คดีหมายเลขดำ อม.9/2551 ได้ออกบัลลังก์นั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ภายหลังนายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด โจทก์มอบอำนาจให้อัยการสำนักงานคดีพิเศษ ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 21 พ.ย.60 ขอให้ศาลพิจารณานำคดีที่ได้ยื่นฟ้อง “นายทักษิณ ชินวัตร” อายุ 69 ปี อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 เป็นจำเลยตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค.51 ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตัวเอง หรือผู้อื่น , เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152,157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 ,100 ,122

กรณีแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพาสามิต ด้วยการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพาสามิต ( พ.ศ.2527) พ.ศ.2546 เอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2551 ซึ่งเคยถูกจำหน่ายออกจากสารบบความชั่วคราวเพราะตัวจำเลยหลบหนีคดีโดยจำเลยถูกออกหมายจับตามขั้นตอนไปแล้ว ขึ้นมาพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้เป็นไปตามกระบวนพิจารณา มาตรา 28 พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (วิ อม.) ฉบับใหม่ พ.ศ.2560 ที่มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วจำเลยไม่มาศาลและได้ออกหมายจับแล้ว ถ้าไม่สามารถจับจำเลยได้ภายใน 3 เดือนนับแต่ออกหมายจับ ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะตั้งทนายความมาดำเนินการแทนตนได้ และไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะมาต่อสู้คดีเมื่อใดก็ได้ ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา

โดยองค์คณะ 9 คนซึ่งประกอบด้วย นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย รองประธานศาลฎีกา 1 , นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง รองประธานศาลฎีกา คนที่ 2 , นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ รองประธานศาลฎีกา คนที่ 3 , นายโสภณ โรจน์อนนท์ รองประธานศาลฎีกาคนที่ 4 , นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกาคนที่ 5 ,นายพิศล พิรุณ ประธานแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา , นายไพโรจน์ วายุภาพ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานศาลฎีกา, นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา , นายดิเรก อิงคนินันท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานศาลฎีกา

เมื่อถึงเวลานัด อัยการโจทก์ เดินทางมาศาล ขณะที่ฝ่ายจำเลยไม่มีผู้ใดมาศาลและไม่มีการแต่งตั้งทนายความ สู่กระบวนพิจารณาคดี โดยก่อนหน้านี้ ศาลได้สำเนาฟ้องและปิดหมายที่บ้านพัก ย่านจรัญสนิทวงศ์ ของจำเลยให้ทราบแล้ว

องค์คณะพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า นัดพิจารณาคดีครั้งแรก อัยการโจทก์มาศาล โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องในวันนี้

ส่วนจำเลยทราบนัดโดยชอบ แต่ไม่เดินทางมาและไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนนัดพิจารณาคดี จึงให้ออกหมายจับจำเลย โดยให้อัยการ โจทก์ ติดตามดำเนินการจับกุมจำเลยและรายงานให้ศาลทราบทุกๆ 1 เดือน

เมื่อจำเลยไม่เดินทางมาศาล ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ จึงนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 10 ก.ค.นี้. เวลา 09.30 น. และให้แจ้งนัดให้จำเลยทราบตามที่อยู่ทะเบียนราษฎร์ที่แจ้งไว้ย่านจรัญสนิทวงศ์ หากไม่มีผู้รับให้ติดหมายนัดที่บ้านพักจำเลย

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหมายจับให้มาฟังพิจารณาคดีที่ศาลออกให้วันนี้ เป็นหมายจับที่ออกใหม่ เนื่องจากเป็นการเริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีตามกฎหมายใหม่และเป็นหมายจับไม่มีอายุความ เนื่องจาก พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 25 ระบุว่าในการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.ป. ฉบับนี้ เมื่อได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้วให้อายุความสะดุดหยุดลง

และในวรรค 2 ระบุว่า ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาหรือจําเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดําเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจําเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ แต่หมายจับใบเดิมในคดีนี้ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งยกเลิกและยังไม่ถือว่าหมดอายุความ 

ทั้งนี้ นอกจากคดีดังกล่าวแล้ว ยังมีคดีที่อัยการสูงสุดและป.ป.ช. ในฐานะโจทก์ยื่นฟ้องคดี และยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีลับหลังจำเลยตามวิ.อม.ใหม่ อีก 3 สำนวน ประกอบด้วย คดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย, คดีทุจริตการปล่อยกู้เอ็กซิมแบงค์ และคดีหวยบนดิน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคำฟ้องคดีนี้ อัยการ ระบุพฤติการณ์สรุปว่า  ระหว่างวันที่ 9 ก.พ.44 – วันที่ 19 ก.ย.49 จำเลยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งการสั่งราชการที่เกี่ยวข้องกับภาษีสรรพสามิต ผ่านทาง รมว.คลัง และที่เกี่ยวข้องกับทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารผ่าน รมว.ไอซีที ได้ปฏิบัติหรือและเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการโทรคมนาคมด้วยการกระทำการ สั่งการตามอำนาจหน้าที่ให้มีการแปลงค่าสัมปทานในกิจการโทรคมนาคมให้เป็นภาษีสรรพสามิตเพื่อประโยชน์แก่ธุรกิจของ บมจ.ชินคอร์ปฯ

โดยค่าสัมปทานดังกล่าว บมจ.แอดวานซ์ฯ บมจ.ดิจิตอลโฟนฯ ที่ บมจ.ชินคอร์ปฯ ถือหุ้นใหญ่ มีหน้าที่ต้องชำระให้แก่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยมอบนโยบายและสั่งการให้ออก พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 68 ) ลงวันที่ 28 ม.ค.46 และมติ ครม. วันที่ 11 ก.พ.46 กรณีที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากกิจการโทรคมนาคม และให้นำค่าสัมปทานหักกับภาษีสรรพสามิต

โดยการกระทำดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ , กระทรวงการคลัง , กระทรวงไอซีที , บมจ.ทีโอที และบมจ.กสท. รวมทั้งบริษัทอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยทำให้ บมจ.ทีโอที และบมจ.กสท.ที่เป็นคู่สัญญานำค่าภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากค่าสัมปทาน ทำให้เสียหายจำนวน 41,951.68 ล้านบาท และจำนวน 25,992.08 ล้านบาท นอกจากนี้จำเลยไม่กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการดาวเทียม ทั้งที่เป็นกิจการโทรคมนาคม และเป็นกิจการที่ บมจ.ชินคอร์ปฯ ได้รับสัมปทานจากรัฐเช่นเดียวกับโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์เคลื่อนที่

จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายและเป็นการใช้อำนาจของจำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่สุจริต เหตุตามฟ้องเกิดที่แขวง-เขตดุสิต และ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.โดยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.ทีโอที มีหนังสือลงวันที่ 29 พ.ย.49 ถึงประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ตรวจสอบการตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราสรรพสามิต ดังกล่าว ซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาล ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี

ซึ่ง คตส.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานที่ตรวจสอบมาพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ให้บุคคลอื่นเป็นผู้ถือหุ้นแทนใน บมจ.ชินคอร์ปฯ ซึ่งเป็นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ เป็นการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ ม.100, 122 และ เป็นความผิด ตาม ป.อาญา ม.152 และ 157 จึงเสนอ คตส.ซึ่งได้มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบแล้วต่อมาจำเลยได้ชี้แจงข้อกล่าวหาโดยให้การปฏิเสธโดยระหว่างไต่สวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัว.