ปชป.แนะรัฐบาลสร้างกลไกคุ้มครองข้าราชการต้านทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/316085

ปชป.แนะรัฐบาลสร้างกลไกคุ้มครองข้าราชการต้านทุจริต

องอาจ,รองหนปชป,โกงเงินคนจน,ทุจริตเเงินคนไร้ที่พึ่ง

“องอาจ” กระตุ้นรัฐบาลนำบทเรียนโกงเงินคนจนสร้างกลไกคุ้มครองข้าราชการต้านทุจริต เชื่อ ปราบทุจริตในวงราชการมีประสิทธิภาพ

               11 มี.ค.61-  นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการทุจริตปลอมแปลงเอกสารรับเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย และผู้ป่วยเอดส์ของศูนย์ฯ ว่า การที่พนักงาน ข้าราชการในหน่วยงานเป็นผู้ทุจริต หรือมีส่วนร่วมกับการทุจริตคงมีอีกมากมายหลายหน่วยงาน คงไม่ใช่มีเฉพาะที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง สังกัดกระทรวงพัฒนสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เท่านั้น เชื่อว่าการทุจริตคงเกิดขึ้นอีกมากมายในหลายหน่วยงาน แต่ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาสู่สาธารณชน
นายองอาจ กล่าวว่า  การทุจริตที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง เป็นที่รับรู้ของสาธารณะ เพราะมีคนภายในองค์กร คือนักศึกษาฝึกงาน และอดีตลูกจ้าง นำข้อมูลการทุจริตมาเปิดเผย แต่กว่าจะนำข้อมูลทุจริตออกมาเปิดเผยได้ ก็ถูกหน่วงเหนี่ยวขัดขวางกลั่นแกล้งจนแทบหมดกำลังใจ แม้แต่นักศึกษาฝึกงานนำข้อมูลทุจริตไปบอกอาจารย์ แทนที่อาจารย์จะสนับสนุนให้ต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง อาจารย์กลับมีพฤติกรรมขัดขวางนักศึกษาที่มีจิตใจกล้าหาญ ไม่ยอมก้มหัวให้กับความไม่ถูกต้อง จนนักศึกษาฝึกงาน และอดีตลูกจ้างต้องไปหาช่องทางเปิดโปงการโกงเงินคนจนครั้งนี้ด้วยความยากลำบาก

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า เพื่อให้การป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในหน่วยงานราชการต่างๆ เกิดประสิทธิภาพ ขอฝากให้รัฐบาลนำกรณีโกงเงินคนจนมาเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างกลไกและกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตในหน่วยงานราชการต่างๆ พร้อมทั้งมีมาตรการคุ้มครองลูกจ้าง พนักงาน และข้าราชการดีๆ ที่ปฏิเสธการทุจริตให้มีช่องทางอย่างเป็นทางการ ที่จะแจ้งเบาะแสการทุจริต เพื่อจัดการกับข้าราชการที่เลวร้ายในหน่วยราชการได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกจ้าง พนักงาน ข้าราชการดีๆ รวมถึงนักศึกษาฝึกงานที่ถึงแม้จะเข้าไปฝึกงานในหน่วยงานราชการต่างๆ เพียงช่วงสั้นๆ ต้องแสวงหาช่องทางในการแจ้งเบาะแสตามลำพัง

“การสร้างกลไกและกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนทุจริตในหน่วยงานราชการพร้อมทั้งมาตรการคุ้มครองที่เข้มแข็ง จะเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกจ้าง พนักงาน ข้าราชการ ไม่ต้องเกรงกลัวที่จะหลีกเลี่ยงปฏิเสธที่จะต้องทำการทุจริตตามคำสั่งของข้าราชการระดับสูงอีกต่อไป ซึ่งจะช่วยทำให้มีคนกล้าออกมาแจ้งเบาะแสการทุจริตมากขึ้นอย่างแน่นอน อันทำให้การป้องกันปราบปรามการทุจริตในแวดวงราชการเกิดประสิทธิภาพตามมาในที่สุด”นายองอาจ กล่าว

ประชาชนหวังพรรคการเมืองใหม่ไม่โกงเป็นพึ่งได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/316084

ประชาชนหวังพรรคการเมืองใหม่ไม่โกงเป็นพึ่งได้

ดุสิตโพล,พรรคการเมืองใหม่,ประชาชนหวังพรรคการเมืองใหม่ไม่โกงเป็นพึ่งได้

ดุสิตโพลเผยประชาชน ร้อยละ 48.30 หวังพรรคการเมืองใหม่มีคุณธรรม ไม่โกง เป็นที่พึ่งประชาชนได้

                  มหาวิทยาลัยสวนดุสิต หรือดุสิตโพล ได้สำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,083 คน ระหว่างวันที่ 6-10 มีนาคม 2561 เรื่อง “ประชาชนคาดหวังอะไรต่อพรรคการเมืองที่ตั้งใหม่ “เพื่อสะท้อนความเห็นของประชาชนจากกรณีที่คณะกรรมการเลือกต้ั้ง (กกต. )เปิดให้กลุ่มการเมืองเข้ายื่นความจำนงขอจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มการเมืองตั้งขึ้นใหม่ถึง 42 พรรค ซึ่งมีความหลากหลายและแตกต่างกัน ทำให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้นและมีความคาดหวังต่อพรรคการเมืองใหม่ว่าจะเข้ามาช่วยพัฒนาบ้านเมืองต่อไป  โดยผลสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 48.30 หวังว่าพรรการเมืองใหม่จะมีคุณธรรม ซื่อสัตย์ ไม่คดโกง ร้อยละ 43.98 อยากให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ทำเพื่่อส่วนรวม พัฒนาประเทศ ร้อยละ 35.34 อยากให้มีหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคที่เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ และร้อยละ31.02 เป็นคนรุ่นใหม่ มีนโยบายที่ดีมีแนวคิดใหม่ๆ
ขณะที่ประชาชนร้อยละ 51.78 มองว่าพรรคการเมืองใหม่จะเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนได้ เพราะเป็นผู้แทนของประชาชน ส่วนร้อยละ 48.22 มองว่า เป็นที่พึ่งไม่ได้ เพราะเป็นคนหน้าเดิม กลุ่มเดิม เป็นนอมินี ทั้งนี้หากพรรคการเมืองใหม่จะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้นั้น ต้องให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอย่างแรก รับฟังความเห็น ความเดือดร้อน รองลงมาต้องเข้าใจปัญหา และแก้ปัญหาให้ตรงจุด มีผลงานให้เห็น ทำงานต่อเนื่องสม่ำเสมอ ทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้

“สุเทพ”บอกกปปส.จบไปนานแล้ว !!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315997

“สุเทพ”บอกกปปส.จบไปนานแล้ว !!!

กปปส,สุเทพ  เทือกสุบรรณ,อภิสิทธิ์,ประชาธิปัตย์,ธานี เทือกสุบรรณ,ประยุทธ์ จันทร์โอชา

“สุเทพ”ยันกปปส.จบไปนานแล้วไม่คิดตั้งพรรคการเมืองแต่อาจมีคนตั้งพรรคสืบเจตนารมณ์ได้

           9 มี.ค. 61 ที่ศาลอาญารัชดา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านร่างสส.และสว. จะทำให้ทิศทางการเมืองจะเดินหน้าไปสู่โรดแม็พอย่างไรบ้าง ว่า ยินดีด้วยกับประชาชน เชื่อว่าประชาชนอาจจะใจไม่ดีมาหลายวันเพราะมีคนชอบออกมาให้ความเห็นว่ารัฐบาลงกโรดแม็พ อาจจะเบี้ยว ไม่มีการเลือกตั้งวิเคราะห์ไปถึงว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และที่มาส.ว.อาจจะถูกคว่ำก็อาจจะทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจหลายวัน

ฉะนั้นเมื่อสนช.ได้ผ่านร่างพ.ร.บ.2ฉบับนี้คำวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ร้ายก็จะได้ยุติลง คนก็จะได้สบายใจได้ คนทั้งหลายก็จะได้รู้ความจริงว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ไม่ได้ชี้นำ ให้สนช.กระทำการอย่างที่คนหลายคนคาดการณ์ไว้ ในทางกลับกันวันนี้มี่ความชัดเจนแล้วว่าคสช.หรือพล.อ.ประยุทธ์ ท่านก็ปฏิบัติตามโรดแม็ป ตามที่ตกลงกับประชาชนไว้ คาดว่าจะมีการเลือกตั้ง ในเดือนก.พ.2562

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จะทำให้การเลือกตั้งยืดออกไปหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่ามองอะไรในแง่ร้ายเกินไป มองในแง่ดีไว้ว่า เมื่อกฎหมายผ่านแล้ว นายกฯก็จะนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อลงพระปรมาภิไธย และเมื่อทรงพระปรมาธภิไธยลงเมื่อไรมาอีก 90 วันก็จะมีผลใช้บังคับ และอีก 150 วันก็จะต้องมีการเลือกตั้ง มองอะไรในแง่ดีไว้ดีกว่า ในส่วนกรณีที่มีพรรคการเมืองมาจดจองชื่อกว่า 50 พรรคนั้น ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีแสดงว่าประชาชนมีความตื่นตัวในทางการเมืองมากขึ้น มีประชาชนหลายฝ่ายที่ตั้งใจจะอาสาเสนอตัวมาให้ประชาชนพิจารณาเป็นทางเลือก

“ส่วนแต่ละพรรคต่างออกมาบอกว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะได้กลับมาเป็นนายกฯหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเพราะไม่ใช่หมอดู เอาว่าพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาย่อมมีความคิดเป็นของตัวเองมีความตั้งใจที่อาจจะแตกต่างกันเราก็ต้องเคารพ ในความคิดของแต่ละฝ่าย ส่วนเลือกตั้งแล้วใครจะเป็นนายก ก็มาดูกันต่อไป ในส่วนของกปปส.นั้นภารกิจได้จบไปแล้วตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2557 แต่อุดมการณ์และเจตนารมณ์ของกปปส.ยังอยู่ในความคิดของประชาชนจำนวนมากและเป็นไปได้ที่ประชาชนจำนวนมากเขาอาจจะทำพรรคการเมืองและตั้งพรรคการเมืองของประชาชน เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของกปปส. แต่ว่าจะมาตีขุมเอาว่า กปปส.จะมาทำพรรคการเมืองไม่ใช่ ตนยืนยันว่า กปปส.มันจบไปนานแล้ว” นายสุเทพกล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า การที่นายธานี เทือกสุบรรณ อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ ออกมาประกาศตั้งพรรคนั้น นายสุเทพ กล่าวว่านายธานีเป็นประชาชนคนหนึ่งและบังเอิญนายธานีคิดว่าจะทำพรรคการเมืองของประชาชนเพื่อที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปประเทศตามเจตนารมณ์ของประชาชน ตนคิดว่ายังมีประชาชนที่มีแนวคิดอย่างนี้อีกมากมาย

ส่วนหากมีมวลชนของกปปส.เสนอให้นายสุเทพตั้งพรรคเอง นายสุเทพกล่าวว่าคงไม่ใช่ ตนบอกแล้วว่า เคยประกาศตัวชัดเจน ว่าไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้ว ไม่ต้องการเป็นส.ส.ไม่ต้องการตำแหน่งทางการเมือง และจะไม่เข้าไปดำรงตำแหน่งเมืองในพรรคการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น ได้ประกาศตัวกับประชาชนว่าเป็นคนของประชาชน ออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นคนของประชาชนและถ้าประชาชนตั้งพรรคการเมืองก็เรียกใช้ได้

ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ ออกมาประกาศว่าจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ กับกปปส.แตกต่างกันนนายสุเทพกล่าวว่า ก็ให้นายอภิสิทธิ์พูดไปคนเดียวเถอะอย่ามาชวนตนไปทะเลาะกับนายอภิสิทธิ์เลย

“สุเทพ”เดินหน้าฟ้องธาริตปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315994

“สุเทพ”เดินหน้าฟ้องธาริตปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

สุเทพ  เมือกสุบรรณ,ดีเอสไอ,อภิสิทธิ์,กปปส,ธาริต เพ็งดิษฐ์

“สุเทพ”เดินหน้าฟ้องธาริตปฏิบัติหน้าที่มิชอบ สอบทำคนเสียชีวิตเหตุการณ์ชุมนุมปี 52 – 53 ทั้งที่ไม่มีอำนาจ

         9 มี.ค. ที่ศาลอาญารัชดา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) และอดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินทางเป็นมาโจทก์ในคดีฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กับเจ้าหน้าที่ ดีเอสไอว่า เหตุที่ต้องมาฟ้องเพราะนายธาริต ไปทำสำนวนแล้วรวบรวมสำนวนไปส่งอัยการไปฟ้องศาลว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายรัฐมนตรี กับตนเมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่ง แล้วมาแก้ไขปัญหาการจลาจลเมื่อครั้งปี 2552-2553 ในเหตุการณ์ 2 ปีนั้น มีคนที่เสียชีวิตทั้งที่เป็นประชาชนและเป็นเจ้าหน้าที่

โดยนายธาริต ตั้งข้อหาตน 2 คน ว่า ฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลตั้งตัวเป็นพนักงานสอบสวนสอบเอง เมื่อเสร็จส่งอัยการฟ้องทำเองเสร็จ ในที่สุดเรื่องไปถึงศาลฎีกา และศาลมีคำพิพากษาว่า นายธาริต ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการมาสอบสวน ผู้ปฎิบัติหน้าที่เป็นนายกฯหรือรองนายกฯ เรียกว่าเป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการหรือผู้ที่มีหน้าที่คือ ป.ป.ช.เมื่อคดีถึงที่สิ้นสุดแล้ว ตนกับนายอภิสิทธิ์ จึงมาดำเนินคดีกับนายธาริตว่า เขาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตั้งใจที่จะเอาใจรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ และเอาใจร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มาดำเนินคดีพวกตนเราก็ต้องมาดำเนินคดีกับนายธาริต

จับตาสนช.ยื่นศาลรธน.ตีความกม.ส.ว.สัปดาห์หน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315982

จับตาสนช.ยื่นศาลรธน.ตีความกม.ส.ว.สัปดาห์หน้า

กรธ,มีชัย,สนช,โรดแม็พ

สนช.จ่อยื่นศาลรธน.ตีความกม.ส.ว. ด้าน”มนุชญ์”ปัดไม่เห็นแย้งแค่ท้วงติง เชื่อยื่นศาลรธน.กระทบโรดแม็พเลือกตั้ง.

           9 มี.ค.61  นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.)กล่าวว่า  ในที่ประชุมวิปสนช.ไม่ได้มีการพูดคุยกันว่าหลังจากที่สนช.เห็นชอบกม.ลูกทั้ง ส.ส.และส.ว.จะต้องมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรธ.พูดไว้แล้วว่า มีบางประเด็นที่อาจขัดรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องคุยกันว่าจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ส่วนตัวเห็นว่า ไม่มีประเด็นที่ต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งประเด็นที่ตนแปรญัตติไว้ในเรื่องการแบ่งกลุ่มก็ไม่มีจะมีปัญหาแล้ว เพราะกมธ.ร่วม 3 ฝ่ายได้แก้ไขให้ไปบัญญัติในบทเฉพาะกาลแล้ว แต่เมื่อนายมีชัย ท้วงติงมา ก็อาจนำเรื่องนี้ไปหารือในที่ประชุมวิปสนช.สัปดาห์หน้า

นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร  สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการที่สนช.จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างพ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ว่า ในการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.ป.ดังกล่าว ตนได้อภิปรายท้วงติงว่า การแก้ไขของกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย อาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่เป็นการไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข

ดังนั้นเมื่อที่ประชุมลงมติเห็นชอบกับร่างพ.ร.ป.ดังกล่าว ตนก็ยอมรับในมตินั้น และจะไม่เป็นผู้ที่รวบรวมรายชื่อสมาชิกสนช.เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะการจะยื่นได้สมาชิกสนช.ต้องช่วยกันลงชื่อ 25 คน   แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครแสดงตัวว่าจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ  ดังนั้นจึงเชื่อว่า  สนช.ไม่น่าจะมีการยื่นให้ศาลตีความ อย่างไรก็ตามหากมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก็อาจจะกระทบโรดแม็พเลือกตั้งได้ เพราะยังมีกระบวนการนำขึ้นทูลเกล้าฯที่ต้องรอ และต้องรอให้กฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง  4 ฉบับเสร็จ ประกาศใช้ก่อนจึงจะเลือกตั้งได้

รายงานข่าวแจ้งว่า  ในการประชุมวิปสนช.เมื่อวันอังคารที่  6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการพูดคุยในกรณีที่นายมีชัยมีความเป็นห่วงการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายเกี่ยวกับการแบ่งกลุ่มเลือกส.ว.จาก 20 กลุ่มเหลือเพียง 10 กลุ่มและนำไปบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล.อาจขัดรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตสนช.ควรจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  ดังนั้น ที่ประชุมจึงได้มีมติให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หลังจากที่สนช.มีมติให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.ป.ดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้การยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความต้องรวบรวมรายชื่อสมาชิก 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ ก็คือ 25  คน เพื่อให้ประธานสนช.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมติสนช.ที่ผ่านร่างส.ว.ด้วยคะแนน 202 ต่อ 1 งดออกเสียง 13  หากจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญต้องรวบรวมรายชื่อจากสมาชิกสนช.ที่ไม่เห็นด้วย 1 คน งดออกเสียง 13 คน และผู้ที่ไม่มาร่วมประชุมในวันดังกล่าวรวมแล้ว  32 คน  ให้ได้รายชื่อเพียง 25 คนขึ้นไปก็สามารถยื่นต่อศาลได้ คาดว่าอาจจะมีการยื่นภายในสัปดาห์หน้า

ปชป. แฉทุจริตรัฐสภาใหม่ เอื้อเอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315956

ปชป. แฉทุจริตรัฐสภาใหม่ เอื้อเอกชน

รัฐสภาใหม่,วัชระ,เอื้อประโยชน์,เอกชน,งบฯ

 “วัชระ” ชี้ รัฐสภาใหม่งบบานอื้อ เอื้อประโยชน์ให้เอกชน

 

9 มี.ค. 61 – นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กลาวว่า การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่มีการเสนองบประมาณติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจากเดิมที่มีการเสนอไว้ 3,000 ล้านบาท มีการเสนอเพิ่มขึ้นถึง 8,000 ล้านบาท ซึ่งทางรัฐสภาจะเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันที่ 13 มี.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นการทุจริตรูปแบบใหม่ที่อาศัยมติคณะรัฐมนตรีเป็นตรายางประทับ เรื่องนี้ก็อยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ จะเห็นชอบหรือไม่เพราะ 1.งบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเดิมของรัฐสภาใหม่ตั้งไว้สูงถึง 3,000 ล้านบาท กลับเพิ่มเติมงบขึ้นไปสูงถึง 8,000 ล้านบาท ภาษางบประมาณเขาเรียกว่างบโป่งพอง 2.ผู้เขียนโครงการเพิ่มงบประมาณคือบริษัทเอกชนของนักการเมือง ไม่ใช่ข้าราชการเป็นผู้ทำเสนอ

นายวัชระ กล่าวต่อไปว่า 3.ข้าราชการสภาฯด้านคอมพิวเตอร์ ได้ทำบันทึกไม่เห็นด้วย และข้าราชการกลุ่มงานพัสดุ สำนักการคลัง 18 คนทำหนังสือเสนอนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯให้ใช้วิธีเชิญชวนประมูล แต่กลุ่มคนมีอำนาจการเมืองบังคับให้ใช้วิธีการคัดเลือก 3 บริษัทซึ่งเป็นบริษัทในเครือนักการเมืองทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีการสั่งการให้นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ ตั้งกก.สอบสวนข้าราชการชั้นผู้น้อยเหล่านั้น

“ผมถือว่าเป็นการจงใจกลั่นแกล้งข้าราชการที่ทำหน้าที่ด้วยความซื้อสัตย์สุจริต และจงใจที่จะทุจริตเงินงบประมาณของประเทศผ่านคณะรัฐมนตรี โดยอาศัยจังหวะช่วงไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งไม่อาจยอมได้ จึงขอให้นายสรศักดิ์ ยุติการกระทำดังกล่าว ทั้งนี้ผมขอให้กำลังใจข้าราชการที่ซื่อสัตย์สุจริตทุกคน ให้ใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ 2560 ทำบันทึกโต้แย้งและแจ้งข้อเท็จจริงการส่อทุจริตต่อป.ป.ช.ได้ หากไม่ทำในอนาคตก็จะถูกดำเนินคดีฐานทุจริต โดยวันพรุ่งนี้ (10 มี.ค.) ผมจะแถลงข่าวเปิดโปงการทุจริตการก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ทั้งหมดที่พรรคประชาธิปัตย์” นายวัชระ กล่าว.

“วิษณุ”มั่นใจยื่นศาลรธน.ตีความกม.ลูกส.ว.ไม่กระทบโรดแม็พ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315937

“วิษณุ”มั่นใจยื่นศาลรธน.ตีความกม.ลูกส.ว.ไม่กระทบโรดแม็พ

โรดแม็พ,กรธ,วิษณุ เครืองาม,มีชัย ฤชุพันธ์,รัฐธรรมนูญ,สว,กฏหมาย

“วิษณุ”มั่นใจยื่นศาลรธน.ตีความกม.ลูกส.ว.หากขัดรธน.แก้เฉพาะบางมาตราเชื่อไม่กระทบโรดแม็พ

         9 มี.ค.61 เวลา 10.30 น.   นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯให้สัมภาษณ์กรณี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และพระราชบัญญัติว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. หากมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปหรือไม่ว่า เชื่อว่าจะไม่เป็นการดึงเวลา เพราะประเด็นการสมัคร ส.ว.ที่เป็นห่วงอยู่นั้น เป็นประเด็นข้อกฎหมายคงใช้เวลาไม่นาน และได้มีการเผื่อเวลาไว้แล้ว แต่หากยื่นไปแล้วศาลตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญก็อาจจะกระทบ แต่อย่าไปสมมติเช่นนั้น

เชื่อว่าหากมีการยื่นตีความก็จะยื่นแค่มาตราที่มีการตั้งข้อสังเกตกัน หากมีปัญหาศาลก็จะส่งกลับมาให้แก้ไขเฉพาะมาตรานั้น มั่นใจว่าไม่มีอะไรกระทบโรดแม็พตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เคยบอกว่าจะส่งหรือไม่ส่งศาลตีความ ก็เป็นเพียงโรดแม็พเล็กที่อยู่ในโรดแม็พใหญ่ เพราะฉะนั้นมันไม่เกินโรดแม็พใหญ่ไป

สนช.ไฟเขียวกฎหมายเลือกส.ว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315838

สนช.ไฟเขียวกฎหมายเลือกส.ว.

รัฐธรรมนูญ,สนช,พรเพชร วิชิตชลชัย,ศาลรัฐธรรมนูญ,สมคิด เลิศไพฑูรย์

สนช.มีมติท่วมท้น 202คะแนน เห็นชอบกฎหมายสว.”สมคิด”มั่นใจไม่ขัดรธน. ชี้กฎหมายเปิดทางให้ทำได้

            8 มี.ค.61 มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธาน โดยได้พิจารณา ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายแก้ไข

สำหรับสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯดังกล่าว คือ การกำหนดในบทเฉพาะกาลให้นำวิธีการได้มาซึ่งสว.ที่สนช.ได้เสนอทั้งเรื่องการให้สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพ 10 กลุ่ม การให้บุคคลสมัครสว.ในนามอิสระและผ่านองค์กรนิติบุคคล และการยกเลิกระบบการเลือกไขว้ มาใช้กับการเลือกสว.ใน 5 ปีแรก แต่หลังจากเมื่อพ้นเวลา 5 ปี จะกลับไปใช้ระบบการได้มาซึ่งสว.ตามที่กรธ.บัญญัติมาใช้ ทั้งการให้สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่ม การสมัครสว.ในนามอิสระเท่านั้น และการเลือกด้วยวิธีการเลือกไขว้

มาตรา 92/2 ได้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับการสมัครผ่านการเสนอชื่อจากองค์กรนิติบุคคลว่า มีสิทธิสมัครตามกลุ่มวิชาชีพได้เพียงกลุ่มเดียว รวมทั้งมีสิทธิสมัครได้เพียงอำเภอเดียว และต้องเลือกว่าจะลงสมัครสว.โดยอิสระหรือผ่านการเสนอชื่อจากองค์กรนิติบุคคลเท่านั้น หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี

ด้านองค์กรนิติบุคคลที่มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลให้เป็นสว.ได้ มาตรา 92/3 ระบุว่าต้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไรมาแบ่งปันกันหรือดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและต้องได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ขององค์กรมาอย่างต่อเนื่อง

นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชี้แจงว่า  การเปลี่ยนจำนวนกลุ่มการสมัครสว.จาก 20 กลุ่มมาเหลือเพียง 10 กลุ่มนั้นรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 มาตรา 107 ไม่ได้กำหนดจำนวนกลุ่มการสมัครไว้แต่อย่างใด โดยเพียงแค่บัญญัติไว้กว้าง ๆ ว่าให้มีการแบ่งกลุ่มและให้มีสิทธิสมัครรับเลือกได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่สนช.ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว และเมื่อประเด็นดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มีความเห็นร่วมกันว่าไม่ได้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

“จำนวนกลุ่มไม่ได้ถูกระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญ การแบ่งกลุ่มเป็นเรื่องของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยตรงที่จะระบุว่าควรแบ่งเป็นกี่กลุ่มอย่างไร ส่วนเรื่องการเลือกไขว้นั้น มาตรา 107 วรรคสองของรัฐธรรมนูญได้เขียนไปในทำนองว่าอาจใช้วิธีการอื่นใดหรือวิธีเลือกไขว้ก็ได้ ดังนั้น ทั้งเรื่องจำนวนกลุ่มและการเลือกไขว้ จึงไม่มีประเด็นขัดรัฐธรรมนูญใด ๆ ทิ้งสิ้น ซึ่งอาจารย์มีชัยก็ไม่ได้ติดใจในสองประเด็นนี้แต่ประการใด” นายสมคิด กล่าว

นายสมคิด กล่าวอีกว่า หากจะถามว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญสามารถเขียนบทเฉพาะกาลที่แตกต่างไปจากบทหลักในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ คำตอบ คือ ทำได้ ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด ถ้าดูบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ จะพบว่าสว.ตามบทเฉพาะกาลจะมีเรื่องที่แตกต่างจากไปสว.ตามบทหลักในรัฐธรรมนูญเช่นกัน เช่น จำนวนสว. โดยในบทหลักให้จำนวน 200 คน แต่ตามบทเฉพาะกาลให้มี 250 คน เป็นต้น

“มีกฎหมายที่อนุญาตให้สามารถเขียนบทเฉพาะกาลที่แตกต่างไปจากบทหลักได้ด้วย โดยในมาตรา 269 ที่อยู่ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ระบุไว้ชัดการได้มาซึ่งสว.จำนวน 200 คนให้เป็นไปตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. จึงเป็นเหตุผลที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯเห็นว่าไม่น่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ” นายสมคิด กล่าว

นายสมคิด กล่าวว่า  สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการสมัครออกเป็นสองแบบ ได้แก่ 1.การสมัครโดยอิสระ และ 2.สมัครผ่านองค์กรนิติบุคคล นั้น ที่ประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯเห็นว่าเมื่ออ่านถ้อยคำในมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ ยังคงเป็นการสมัครเองของบุคคลตามเดิมไม่ว่าจะในนามอิสระหรือองค์กรนิติบุคคล อีกทั้งรัฐธรรมนูญยังเขียนไว้ชัดเจนว่าวิธีการเลือกสว.ในวาระเริ่มแรกให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

“ผมเชื่อว่าการแบ่งกลุ่มเป็นสองกลุ่มจะทำให้เราได้สว.ที่มีคุณภาพและทำงานที่สอดคล้องกับบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ขอย้ำว่าบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญไม่ใช่บทเฉพาะกาลของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแบ่งแยกจากบทหลักของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ทั้งจำนวน ที่มา และอำนาจหน้าที่ ดังนั้น การที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯแบ่งบทหลักกับบทเฉพาะกาลของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญออกเป็นสองส่วน เชื่อว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญแต่ประการใด” นายสมคิด กล่าว

จากนั้นเปิดให้สมาชิกได้อภิปราย โดยสมาชิกแสดงความกังวลว่าการแก้ไขอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่นายสมคิดยืนยันว่า ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ที่ประชุมใช้เวลาพิจารณาเพียง  30 นาที ได้ลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ด้วยคะแนน 202 ต่อ 1 เสียงงดเสียงจำนวน 13 เสียง

ทั้งนี้ ตามขั้นตอนสนช.จะส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป เว้นแต่จะมีการส่งร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จะส่งผลให้นายกฯต้องชะลอการนำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้า จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

กมธ. 3 ฝ่ายขอทบทวนกม.ลูกก่อนโหวต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315743

กมธ. 3 ฝ่ายขอทบทวนกม.ลูกก่อนโหวต

ราชกิจจานุเบกษา,สนช,วัลลภ ตังคณานุรักษ์,กรธ,มีชัย ฤชุพันธุ์

กมธ. 3 ฝ่ายขอทบทวนกม.ลูกก่อนโหวต หลังหลายฝ่ายท้วงติง อาจขัดรธน.ห่วงเจอยื่นตีความหลังกม.ประกาศใช้

           7 มี.ค.61 นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 8 มี.ค.ก่อนที่จะมีการประชุมสนช.เพื่อลงมติร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนญูว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.จะมีการประชุมกมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ของกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ เพื่อพิจารณาถึงข้อท้วงติงและห่วงใยในเนื้อหาของกฎหมายที่ถูกมองว่า อาจจะเข้าข่ายขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญซึ่งมีหลายฝ่ายให้ความห่วงใย ไม่ใช่แค่เฉพาะนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.เพียงคนเดียว แต่ยังมีคณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมายของสนช. ที่ประชุมวิปสนช. ก็ยังแสดงความเป็นห่วงด้วย เมื่อหลายฝ่ายมีข้อห่วงใยพร้อมกัน

จึงต้องนำมาทบทวนให้เกิดความรอบคอบอีกครั้ง ก่อนจะลงมติโหวตในที่ประชุมสนช.จะได้ไม่เกิดเหตุคว่ำกฎหมายกลางสภา โดยประเด็นที่กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายจะหารือกันอีกครั้งก่อนประชุมสนช. ในส่วนร่างพ.ร.บ.การเลือกตั้งส.ส.คือ การตัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ห้ามดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น ส่วนร่างพ.ร.บ.การได้มาซึ่งส.ว.คือ ประเด็นการเขียนบทเฉพาะกาลให้ส.ว.มีที่มาจากการสมัครอิสระ และหน่วยงานส่งมา ซึ่งยังไม่รู้ว่า จะมีการทบทวนแก้ไขเนื้อหาอะไรหรือไม่

นายวัลลภ  กล่าวว่า  มั่นใจว่า ร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับจะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสนช.และคงไม่มีสนช.เข้าชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก่อนที่จะนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ เพราะเท่าที่ดูท่าทีของสนช.ไม่มีใครติดใจประเด็นเนื้อหาที่กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายเสนอมา แต่ไม่แน่ใจว่า หลังจากที่ร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีใครยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะจะมีผู้ที่สามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยื่นวินิจฉัยได้มากกว่าเดิม ทั้งสนช.  ภาคประชาชน และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมาย

“เพื่อไทย”ยัน”ทักษิณ”ไม่ยอมรับกม.พิจารณาคดีลับหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/315739

“เพื่อไทย”ยัน”ทักษิณ”ไม่ยอมรับกม.พิจารณาคดีลับหลัง

เพื่อไทย,วิษณุ เครืองาม,ทักษิณ,รัฐประหาร,ปฏิวัติ,อัยการสูงสุด

“เด็กเพื่อไทย”ยัน”ทักษิณ”ไม่ยอมรับกม.พิจารณาคดีลับหลัง ซัดผลไม้พิษ จี้ป.ป.ช.-อัยการสูงสุดตรวจสอบวิษณุเสนอกฎหมายดำเนินคดีทักษิณ

            7  มี.ค.61 นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังที่ทนายความ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ชี้แจงถึงเหตุที่ ดร.ทักษิณ ไม่แต่งตั้งทนายความเข้าต่อสู้คดี เพราะไม่เห็นด้วยกับการแก้กฎหมายให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยอันขัดต่อหลักนิติธรรมสากล ตนเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติเมื่อ 22 พ.ค.57 จากสภาที่แต่งตั้งขึ้นโดยคณะปฏิวัติ ท่ามกลางการคัดค้านของหลายฝ่ายแต่ก็มีการผ่านกฎหมายเพื่อเลือกปฏิบัติ  มุ่งหมายใช้บังคับกับคนใดคนหนึ่ง ทั้งที่ โดยหลักของการออกกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อใช้บังคับเป็นการทั่วไป และหลักการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยในคดีอาญาก็ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศนี้ หากเทียบกับคดีอาญาอื่น ๆ อาทิ  คดีฆ่าคนตาย  คดีค้ายาเสพติดรายใหญ่ หรือคดีอาญาร้ายแรงอื่น ล้วนต้องพิจารณาคดีต่อหน้าจำเลยทั้งสิ้น

ทั้งนี้ในชั้นกรรมาธิการร่างกฎหมายตนทราบว่า ตัวแทนฝ่ายศาลยุติธรรมก็ไม่เห็นด้วยกับแก้กฎหมายให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ ดังนั้น ตนจึงเห็นด้วยที่ ดร.ทักษิณ ใช้วิธีการคัดค้านกฎหมายโดยไม่แต่งตั้งทนายความเข้าต่อสู้คดีถือเป็นสิทธิของ ดร.ทักษิณ ที่จะคัดค้านกฎหมายดังกล่าวที่ถือเป็น ผลไม้เป็นพิษ จากการปฏิวัติรัฐประหาร

นอกจากนี้ตนเสียดายที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งเป็นเนติบริกรของรัฐบาล กล่าวว่า ช่วยไม่ได้ที่ ดร.ทักษิณฯ ไม่ส่งทนายสู้คดี  ถือเป็นคำพูดที่ไม่ควรใช้พูดซ้ำเติมกัน เพราะหากดูภูมิหลังบุคคลคนนี้ ได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งทางการเมืองในสมัย ดร.ทักษิณ อีกทั้ง เหตุในคดีนี้เกิดขึ้นในระหว่าง ปี 2544 – 2549  ตนอยากถามว่า ในขณะนั้น นายวิษณุ มีตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลของ ดร.ทักษิณ ด้วยหรือไม่และตำแหน่งอะไร

อย่างไรก็ตามตนจึงขอแจ้งให้ป.ป.ช.และอัยการสูงสุด ไปตรวจสอบว่า ในช่วงเวลาของรัฐบาล ดร.ทักษิณ ในขณะนั้น นายวิษณุ ทำหน้าที่อะไรและเกี่ยวข้องกับการเสนอกฎหมายที่ ดร.ทักษิณ ถูกดำเนินคดีนี้หรือไม่อย่างไร แต่ทางที่ดี นายวิษณุ ช่วยชี้แจงด้วยว่าในขณะนั้น นายวิษณุทำหน้าที่ใด เพื่อให้สังคมได้ตรวจสอบกันต่อไป