คัดสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320568

คัดสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปภาคเกษตร

คัดสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปภาคเกษตร

 

                    นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการจัดระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ใช้การตลาดมานำการผลิต ซึ่งสหกรณ์ภาคการเกษตรทั่วประเทศมีจำนวน 4,403 แห่ง  เป็นสหกรณ์ที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีศักยภาพและมีความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจ อยู่ในระดับชั้น 1และชั้น 2 จำนวน 3,200 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์ชั้น 1 จำนวน 629 แห่งและสหกรณ์ชั้น 2 จำนวน  2,648 แห่ง  ซึ่งกรมฯจะดึงศักยภาพสหกรณ์การเกษตรชั้นที่ 1 และ 2 มาทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตการเกษตรและแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตการเกษตรของสมาชิก รวมถึงรวบรวมผลผลิตการเกษตรจากพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรปลอดสารพิษ เกษตรผสมผสาน และเกษตรอินทรีย์ ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการด้วย

ปัจจุบัน ศักยภาพของสหกรณ์ในการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรนับว่ามีความพร้อมทั้งในด้านบุคลากร อุปกรณ์และเครื่องมือการตลาด และประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ โดยจะเน้นสินค้าการเกษตรสำคัญ 11 ชนิด ปริมาณการรวบรวมผลผลิตการเกษตรทั้งหมด 5.32 ล้านตันต่อปี  ได้แก่ 1.ข้าว มีสหกรณ์ 618 แห่ง รวบรวมผลผลิต 1,610,000 ตัน 2. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีสหกรณ์            97 แห่ง รวบรวมผลผลิต 1,087,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งประเทศ 3. มันสำปะหลัง          มีสหกรณ์ 96 แห่ง รวบรวมผลผลิต 576,000 ตัน 4. ยางพารา มีสหกรณ์ 430 แห่ง รวบรวมผลผลิต 416,000 ตัน  5. ปาล์มน้ำมัน มีสหกรณ์ 72 แห่งรวบรวมผลผลิต 968,000 ตัน 6. ผลไม้ มีสหกรณ์ 55 แห่ง รวบรวมผลผลิต 32,000 ตัน 6.ผัก มีสหกรณ์ 44 แห่งรวบรวมผลผลิต 3,800 ตัน 7.กาแฟ มีสหกรณ์ 20  แห่ง สามารถเก็บรวบรวมผลผลิต 4,300 ตัน 9.โคเนื้อ มีสหกรณ์ 37 แห่งรวบรวมผลผลิต 4,000 ตัน 10.โคนม 86 สหกรณ์ รวบรวมผลผลิต 613,200 ตัน 11.สินค้าประมง มีสหกรณ์ 18 แห่ง รวบรวมผลผลิต 10,000 ตัน

นอกจากนี้ ยังมีสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการแปรรูปผลผลิตการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอีกจำนวน 718 แห่ง ปริมาณรวม 1.102 ตันต่อปี ได้แก่ 1.สหกรณ์ที่มีโรงสีเพื่อแปรรูปข้าว 133 แห่ง แปรรูปข้าวสาร 120,000 ตัน 2.สหกรณ์แปรรูปโคนมและน้ำนมดิบ 36 แห่ง สามารถแปรรูปนมพร้อมดื่มในรูปนมพาสเจอร์ไรซ์และนม UHT157,000 ตัน 3.สหกรณ์แปรรูปโคเนื้อและโคขุน 7 แห่ง สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โคขุน 4,000 ตัน 4. สหกรณ์ผลิตน้ำมันปาล์ม 4 แห่ง สามารถแปรรูปปาล์มน้ำมัน 690,000 ตัน                5. สหกรณ์ยางพารา 430 แห่ง สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เป็นยางแผ่นรมควัน ยางอัดก้อนยางแผ่นดิบ ยางคอมปาวด์และยางแท่ง ปริมาณ 100,000 ตัน  6.สหกรณ์กาแฟ 5 แห่ง แปรรูปกาแฟ 4,300 ตัน และ7.สหกรณ์แปรรูปผัก ผลไม้ 100 แห่ง ทำหน้าที่คัดเกรดและรักษาคุณภาพผลผลิตผักและผลไม้ ปริมาณ 27,000 ตันต่อปี

“สหกรณ์ที่มีศักยภาพสามารถแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศจนเป็นที่ยอมรับมีอยู่หลายชนิดสินค้า เช่น ข้าวสารบรรจุถุง ผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม เนื้อโคขุน ผลิตภัณฑ์ยางพารา กาแฟสำเร็จรูป 3in1 กล้วยหอมทองปลอดสารเคมี มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง  สินค้าผักปลอดภัย ซึ่งตลาดที่สำคัญในประเทศได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ในจังหวัดต่าง  ๆ  ร้านค้าสหกรณ์  ร้านอาหาร โรงแรม 5 ดาว โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และห้างโมเดินเทรด เช่น แม็คโคร  โลตัส  บิ๊กซี และเซ็นทรัล ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของสหกรณ์การเกษตร  สำหรับตลาดต่างประเทศ เช่น อเมริกา จีน ญี่ปุ่นและประเทศในภูมิภาคเอเชีย และในอนาคตจะสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ ในการเข้ามาสนับสนุนดูแลเรื่องการผลิตสินค้าการเกษตรของสหกรณ์ให้มีคุณภาพ และเชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์ในการจัดหาตลาดมารองรับและเป็นช่องทางในการกระจายผลผลิตการเกษตรของสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เปิดตลาดกากถั่วเหลือง ปี 61-63 กว่า 2 แสน 3 หมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320566

เปิดตลาดกากถั่วเหลือง ปี 61-63  กว่า 2 แสน 3 หมื่นตัน

ถั่วเหลือ

เปิดตลาดกากถั่วเหลือง ปี 61-63  กว่า 2 แสน 3 หมื่นตัน

 

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชว่า ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2561 คณะรัฐมนตรีได้รับทราบสรุปมติคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 3/2560 และเห็นชอบให้เปิดตลาดสินค้ากากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเพื่อมนุษย์บริโภคและกากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ปี 2561 – 2563 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ประธานกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชเสนอ

สำหรับผลการประชุมของคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 3/2560 ที่ประชุมได้เห็นชอบให้เปิดตลาดและบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลือง ตามที่ผูกพันภายใต้ WTO ปริมาณ 230,559 ตัน/ปี ภาษีในโควตาลดลงจากที่ผูกพัน ร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 10 ส่วนภาษีนอกโควตาร้อยละ 133 และให้มีการบริหารการนำเข้าเช่นเดียวกับปี 2560   คือ เป็นนิติบุคคลที่ใช้กากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบในการผลิตในกิจการของตนเอง และให้นำเข้าเฉพาะด่านศุลกากรที่มีด่านพืช และด่านอาหารและยา เท่านั้น

ในส่วนของผู้นำเข้ากากถั่วเหลือง เฉพาะที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภค จะต้องแสดงใบรับรอง Non-GMO จากประเทศผู้ผลิตต้นทางประกอบการนำเข้า  ส่วนหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตา กำหนดให้เป็นไปตามที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนด ซึ่งเป็นการเปิดตลาดและบริหารนำเข้าคราวละ 3 ปี หลังจากที่ได้แยกพิกัดสินค้ากากถั่วเหลืองออกเป็น 3 รหัสย่อย ในปี 2560 คือ 1) เพื่ออาหารสัตว์ 2) เพื่อมนุษย์บริโภค และ 3) เพื่ออุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งนี้ ในส่วนของพิกัดเพื่อมนุษย์บริโภค และเพื่ออุตสาหกรรมอื่นๆ นับได้ว่าเปิดเป็นปีแรกใน ปี 2560  เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีวัตถุดิบเพียงพอต่อความต้องการใช้

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการบริหารการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง ปี 2561 ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และกรอบการค้าอื่น โดยมีผู้มีสิทธินำเข้าจำนวน 6 สมาคม 18 บริษัท และผู้มีสิทธินำเข้าจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนการบริหารการนำเข้าน้ำมันถั่วเหลือง มะพร้าว เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว ปี 2561 ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับปี 2560 โดยที่หลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาให้เป็นไปตามที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนด และให้กำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ในการนำเข้ามาเพื่อใช้ในกิจการของตนเอง ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ

ทั้งนี้ จากสถานการณ์พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองของไทยที่ลดลง และความต้องการใช้ถั่วเหลือง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา  มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยแนวโน้มการผลิตในประเทศได้มุ่งเน้นการผลิตถั่วเหลืองคุณภาพดีเพื่อใช้ในการแปรรูปอาหาร ซึ่งคาดว่าความต้องการเพื่อแปรรูปอาหารจาก 89,776 ตันในปี 2560 จะเพิ่มขึ้นเป็น 115,494 ตันในปี 2564 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.50 ต่อปี) ดังนั้น คณะอนุกรรมการพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 เห็นชอบ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ถั่วเหลืองเพื่อความมั่นคงทางอาหาร ปี 2561 – 2564 ด้วยวิสัยทัศน์  ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตถั่วเหลือง สำหรับอุตสาหกรรมในกลุ่มแปรรูปอาหาร อาหารสัตว์และสกัดน้ำมัน เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงทางด้านอาหารในประเทศอย่างยั่งยืน

กยท. จัดงานวันยางพาราแห่งชาติ ปี 61 น้อมรำลึก 2 บิดาแห่งยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320430

กยท. จัดงานวันยางพาราแห่งชาติ ปี 61 น้อมรำลึก 2 บิดาแห่งยางพ

กยท. จัดงานวันยางพาราแห่งชาติ ปี 61 น้อมรำลึก 2 บิดาแห่งยางพาราของไทย

             วันที่ 10 เม.ย. 61 การยางแห่งประเทศไทย จัดงานวันยางพาราแห่งชาติ ปี 2561 น้อมรำลึก 2 บิดาแห่งยางพาราไทย ร่วมสักการะและบวงสรวงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี และอนุสาวรีย์หลวงราชไมตรี พร้อมชมนิทรรศการชีวประวัติเพื่อรำลึกคุณูปการ ณ อนุสาวรีย์หลวงราชไมตรี ต.พลิ้ว อ.เมือง จ.จันทบุรี
ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 เห็นชอบให้วันที่ 10 เมษายนของทุกปี เป็นวันยางพาราแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันถึงแก่อนิจกรรมของ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) หรือ บิดาแห่งยางพาราไทย ผู้ริเริ่มแนวคิดนำพันธุ์ยางพารามาเข้ามาปลูกในประเทศไทย และส่งเสริมให้เกิดอาชีพชาวสวนยาง สร้างรายได้จากการทำสวนยางในประเทศไทยเป็นคนแรก ซึ่งปีนี้กำหนดจัดงานขึ้นที่จังหวัดจันทบุรี เนื่องจากเป็นจังหวัดแรกของภาคตะวันออกที่มีการนำยางพารามาปลูก โดยหลวงราชไมตรี (ปูม ปุณศรี) ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งยางพาราภาคตะวันออก
ดร.ธนวรรธน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงานวันยางแห่งชาติครั้งนี้ ได้ประดิษฐานรูปปั้นจำลองพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี คู่กับอนุสาวรีย์หลวงราชไมตรี เพื่อร่วมพิธีสักการะและบวงสรวงโดยพร้อมกัน เป็นการน้อมรำลึกถึงพระคุณและเชิดชูเกียรติของบิดายางพาราไทยทั้ง 2 ท่าน ที่ได้สร้างคุณูปการไว้ให้แก่วงการยางพาราสืบมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ยางพารากลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ นอกจากนี้ ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ “รำลึกคุณูปการบิดาแห่งยางพาราไทย และบิดาแห่งยางพาราภาคตะวันออก” ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ศึกษาชีวประวัติ ความเป็นมาของยางพาราในประเทศไทย
นอกจากนี้ ในวันที่ 10 เมษายน 2561 กำหนดให้มีกิจกรรมอ่านสารวันยางพาราแห่งชาติ ประจำปี 2561 โดย นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งออกอากาศทางช่อง 9 MCOT HD เวลาประมาณ 13.00 น. เป็นต้นไป เพื่อสร้างการรับรู้ให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกรชาวสวนยาง และผู้มีส่วนได้เสียในแวดวงยางพาราให้ตะหนักถึงความสำคัญของยางพารา โดยการช่วยกันขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมไทย ร่วมใช้ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากยางพารา พัฒนายางพาราไทยในทุกมิติให้เกิดความยั่งยืน อันจะส่งผลให้ให้พืชเศรษฐกิจสำคัญอย่าง “ยางพารา” เป็นฐานรากเศรษฐกิจไทยสืบไป รักษาการผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย

สหกรณ์ร้อยเอ็ด-ลำพูนเชื่อมโยงธุรกิจแลกเปลี่ยนสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320429

สหกรณ์ร้อยเอ็ด-ลำพูนเชื่อมโยงธุรกิจแลกเปลี่ยนสินค้า

สหกรณืร้อยเอ็ด

สหกรณ์ร้อยเอ็ด-ลำพูนเชื่อมโยงธุรกิจแลกเปลี่ยนสินค้า

นายเสฐียรพงษ์ อินเพน สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า ขณะนี้สหกรณ์ในจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ร่วมมือกับสหกรณ์ของจังหวัดลำพูน ในการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรระหว่างกัน โดยเฉพาะการนำผลไม้จากทางภาคเหนือมากระจายจำหน่ายแก่ผู้บริโภคในภาคอีสาน ทั้งลำไยสด และลำไยอบแห้งสีทอง เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตลำไยของภาคเหนือล้นตลาด เช่นเดียวกับทางสหกรณ์ในจังหวัดร้อยเอ็ดขยายช่องทางตลาดข้าวสาร               ผ่านกลไกของสหกรณ์ในจังหวัดลำพูนเป็นผู้กระจายข้าวหอมมะลิเกรดพรีเมี่ยมในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งคาดว่าการเชื่อมโยงตลาดระหว่างกันครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรทั้งสองจังหวัดได้มีช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้  ในขั้นตอนการดำเนินงาน สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ดได้นำผู้บริหารของสหกรณ์ที่เป็นผู้นำด้านการผลิตข้าวหอมมะลิในจังหวัดร้อยเอ็ด 4 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ร้อยเอ็ด จำกัด สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด สหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด และสหกรณ์การเกษตรโพนทราย จำกัด พบปะกับตัวแทนสหกรณ์ในจังหวัดลำพูนเรียบร้อยแล้ว โดยได้หารือถึงแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน ทั้งการจัดหาตลาดจำหน่ายข้าวหอมมะลิและลำไย ซึ่งแต่ละจังหวัดต้องมีการตรวจสอบความต้องการในพื้นที่ว่ามีจำนวนเท่าใด จากนั้นทั้ง 2 ฝ่ายจะมาหารือถึงขั้นตอนการกระจายสินค้าระหว่างกันต่อไปในปริมาณที่เหมาะสม

สหกรณ์ร้อยเอ็ด-ลำพูนเชื่อมโยงธุรกิจแลกเปลี่ยนสินค้า

สำหรับความร่วมมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยกระจายผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการทำตลาดของสินค้าสำคัญของทั้ง 2 พื้นที่แล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเกษตรกรจากภาคเหนือ ซึ่งทุกปีจะได้รับผลกระทบจากปัญหาผลผลิตลำไยล้นตลาด และถูกกีดกันจากประเทศอินโดนีเซีย โดยเฉพาะสหกรณ์ชาวสวนลำไยในจังหวัดลำพูนนั้น ทำการส่งออกลำไยไปต่างประเทศปีละ 100,000 ตัน เป็นการส่งออกไปตลาดอินโดนีเซียถึง 40,000 ตัน ดังนั้น เมื่อถูกทางอินโดนีเซียกีดกัน โดยมีข้อกำหนดให้ไม่นำเข้าลำไยจากต่างประเทศ เพราะต้องการรักษาความสมดุลของตลาดผลไม้ในประเทศเอาไว้ก่อน  จึงส่งผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรไทย ทำให้ต้องหันมาร่วมมือเชื่อมโยงทำตลาดและกระจายสินค้าในระหว่างสหกรณ์ด้วยกัน เพื่อแก้ไขปัญหา หรือลดผลกระทบจากกรณีการส่งออกไปต่างประเทศไม่ได้
ด้านนายณรงค์ชัย ปริโส รักษาการหัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า  การพบปะกันของสหกรณ์ทางเหนือและอีสานในครั้งนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ และความรู้ในการดำเนินการธุรกิจระหว่างกัน โดยสหกรณ์ในลำพูนนำตัวอย่าง ลำไยสด ลำไยอบแห้งสีทอง และน้ำผึ้ง เป็นสินค้าหลักของสหกรณ์  ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์ได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของลำไยสดให้มีความแข็งแรง ระบายอากาศได้ดี ลดปัญหาการเน่าเสียได้ ส่วนลำไยอบแห้งมีรูปแบบที่สวยงามทันสมัยน่าซื้อหา ส่วนสหกรณ์ในจังหวัดร้อยเอ็ด มีสินค้าหลักได้แก่ ข้าวหอมมะลิเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งเป็นสินค้าที่จะทดลองไปทำตลาดในภาคเหนือ คาดว่า จะสามารถแลกเปลี่ยนและกระจายสินค้าระหว่างกันได้ และเพิ่มยอดขายรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ทั้งสองภาคได้อย่างยั่งยืนต่อไป

เกษตรฯหนุนวิจัย’กัญชง’ เพิ่มมูลค่ารับสังคมสูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/319962

เกษตรฯหนุนวิจัย’กัญชง’ เพิ่มมูลค่ารับสังคมสูงวัย

กัญชา

เกษตรฯหนุนวิจัย’กัญชง’ เพิ่มมูลค่ารับสังคมสูงวัย

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อรองรับการที่ประเทศไทยจะเข้าสังคมผู้สูงอายุ กระทรวงเกษตรฯ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมหารือในสัปดาห์หน้า เพื่อร่วมทำวิจัยกัญชง ยารักษาโรคเบื้องต้น โดยคุณสมบัติของกัญชง สามารถช่วยลดความเสื่อมของสมอง หรือลดการเป็นความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ในคนชรา ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด คลายกล้ามเนื้อ รักษาโรคเกาต์ด้วย

ทั้งนี้ การวิจัยกัญชงเพื่อทำยา ที่ผ่านมามีการทำกันอยู่แล้ว ชาวบ้านทำเป็นยารักษากันเอง ในขณะที่ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น สิ่งที่ต้องเร่งคือหายามาช่วยเหลือ รักษาไม่ให้เป็นคนพิการ ให้สามารถดูแลตัวเองได้ ซึ่งประโยชน์ทางตัวยา กระทรวงสาธารณสุข หรือ ภาครัฐหลายหน่วยงานทำวิจัยไว้แล้ว แต่ยังไม่ลงมือเดินหน้าใดๆ ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะหารือในทุกมิติ ทั้งเรื่องของคุณสมบัติทางยา เรื่องของกฎหมายที่ควบคุม งบประมาณ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นหากงานวิจัยเสร็จสมบูรณ์

“โครงการพัฒนากัญชง คาดใช้เวลาประมาณ 1 ปี จะสามารถวิจัยและพัฒนาเป็นยาที่ภาครัฐจะใช้ไว้แจกคนยากจน ใช้เป็นยารักษาคนสูงวัย ซึ่งงานวิจัยหลายที่ชี้ชัดว่ากัญชงมีคุณสมบัติเป็นยารักษาโรคได้มากมาย จึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้ยาเหล่านั้นตกอยู่ในมือภาคเอกชน เพื่อช่วยเหลือคนจน คนชราที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น ส่วนที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีเบรกเรื่องการทำวิจัยกัญชานั้น อาจเป็นเพราะกังวลว่า ประชาชนจะแตกตื่นกับการวิจัยเรื่องนี้ แต่ถ้าหากกระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการจริง คงต้องรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบด้วย”

ทั้งนี้ เมื่อปลายปี 2560 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้กัญชงสามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่จำกัดใน 6 จังหวัด 15 อำเภอ คือ จ.เชียงใหม่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่วาง แม่ริม สะเมิง และแม่แจ่ม จ.เชียงราย 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เทิง เวียงป่าเป้า และแม่สาย จ.น่าน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.นาหมื่น สันติสุข และสองแคว จ.ตาก เฉพาะที่ อ.พบพระ

จ. เพชรบูรณ์ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.หล่มเก่า เขาค้อ และ อ.เมือง และ จ.แม่ฮ่องสอน ในพื้นที่ อ.เมือง สำหรับสายพันธุ์ที่นำมาปลูกได้ต้องมีนั้นจะต้องมีสารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทหรือสารทีเอชซี ไม่เกิน 1% หากตรวจพบว่าแปลงใดมีต้นกัญชงที่มีสารดังกล่าวเกินจะถือว่ามีความผิด

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

ทุ่ม 30 ล้าน! ผุด ‘ทับเบิกโมเดล’ แก้เขาหัวโล้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/319912

ทุ่ม 30 ล้าน! ผุด ‘ทับเบิกโมเดล’ แก้เขาหัวโล้น

ทับเบิก

กรมวิชาการเกษตร จัด 30 ล้าน! ผุด ‘ทับเบิกโมเดล’ แก้เขาหัวโล้น

              นางสาววราภรณ์ พรหมพจน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลที่วางแผนฟื้นฟูป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชันหรือเขาหัวโล้นเป้าหมาย 15 จังหวัด รวมกว่า 8.6 ล้านไร่ภายในระยะเวลา 20 ปี (ปี 2558-2578) รวมทั้งแผนขับเคลื่อนพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ ภายใต้ยุทธศาสตร์การบูรณาการจัดการป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตรได้จัดสรรทุนวิจัย จำนวน 30 ล้านบาท จากเงินรายได้จากการดำเนินงานวิจัยด้านการเกษตรกรมวิชาการเกษตร เพื่อดำเนินโครงการวิจัยการพัฒนาระบบการผลิตพืชอย่างยั่งยืนบนพื้นที่เขาหัวโล้นภูทับเบิก หรือ ทับเบิกโมเดล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์

โครงการฯดังกล่าว จะสร้างต้นแบบระบบการผลิตพืชที่มีไม้ยืนต้นเป็นพืชหลักอย่างยั่งยืน เช่น มะคาเดเมีย อะโวกาโด กาแฟ และพลับหวาน โดยปลูกแบบผสมผสานกับพืชเสริม เช่น กล้วยน้ำว้า และสมุนไพรที่มีศักยภาพทางการตลาด เช่น บัวหิมะ ขมิ้นชัน ขิง ไพล ว่านชักมดลูกกระเจี๊ยบแดง และปัญจขันธ์หรือเจียวกู่หลาน เป็นต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำบนพื้นที่เขาหัวโล้นภูทับเบิก สร้างป่าเศรษฐกิจ 3 ชั้นที่เกื้อกูลกัน และลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ได้แก่ กะหล่ำปลี ผักกาดขาว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อใช้เป็นต้นแบบขยายผลสู่พื้นที่เขาหัวโล้นรอยต่อ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เลย และพิษณุโลก

ทุ่ม 30 ล้าน! ผุด 'ทับเบิกโมเดล' แก้เขาหัวโล้น

“การพัฒนาต้นแบบระบบการผลิตพืชผักปลอดภัยตามมาตรฐานจีเอพี (GAP)และพืชผักอินทรีย์บนพื้นที่สูง เพื่อลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรและส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมและพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรโดยเฉพาะกาแฟที่มีรสชาติเฉพาะถิ่นของภูทับเบิก และสมุนไพรต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างอัตลักษณ์ให้แก่ชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาดอย่างยั่งยืนภายใต้รูปแบบประชารัฐ ทั้งตลาดชุมชน ตลาดโมเดิร์นเทรด ตลาดเฉพาะรวมถึงนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตให้กับเกษตรกรด้วย” นางสาววราภรณ์ กล่าว

นางสาววราภรณ์กล่าวว่า เบื้องต้นมีแผนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างแปลงต้นแบบนำร่องในพื้นที่ภูทับเบิก จำนวน 20 แปลง เกษตรกร 20 รายๆ ละ 5 ไร่ รวม 100 ไร่ คาดว่า จะสามารถใช้เป็นแนวทางลดการบุกรุกพื้นที่ป่าได้อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม ทั้งยังช่วยฟื้นฟูป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่เขาสูงชัน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจทำให้เกษตรกรในพื้นที่เขาหัวโล้นสามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืนและมีรายได้ที่มั่นคง อนาคตคาดว่า จะสามารถนำ ทับเบิกโมเดล ไปใช้เป็นต้นแบบขยายผลแบบบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ครอบคลุม 15 จังหวัดเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ และสามารถใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่ที่ ส.ป.ก.ยึดคืนไม่ต่ำกว่า 300,000 ไร่
“ขณะนี้ทีมนักวิจัยของกรมวิชาการเกษตรได้เริ่มลงพื้นที่สำรวจการปลูกพืชในพื้นที่ภูทับเบิกแล้ว ทั้งยังมีการสำรวจศัตรูพืช การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร สำรวจประเมินสารเคมีตกค้างในดินและแหล่งน้ำ สำรวจสมุนไพรพื้นที่ที่ปลูกอยู่เดิม สำรวจความต้องการของเกษตรกรและวิเคราะห์ชุมชนด้วย จากนั้นจะเร่งคัดเลือกเกษตรกรที่สนใจและมีศักยภาพเข้าร่วมโครงการฯนำร่อง คาดว่า กลุ่มเกษตรกรนำร่องจะเริ่มปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นได้ในฤดูเพาะปลูกปี 2560 นี้ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้จัดเตรียมต้นพันธุ์ดีไว้ให้เกษตรกรแล้ว ทั้งกาแฟอาราบิก้า อะโวกาโด มะคาเดเมีย กล้วยน้ำว้า และสมุนไพร” นางสาววราภรณ์ กล่าว

ทุ่ม 30 ล้าน! ผุด 'ทับเบิกโมเดล' แก้เขาหัวโล้น

นอกจากนี้ยังจะเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรนำร่องผลิตพืชผักปลอดภัยตามมาตรฐานGAPและผลักดันให้เกษตรกรที่มีความพร้อมปรับเปลี่ยนการผลิตเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ด้วย คาดว่า จะเกิดการสร้างเครือข่ายผลิตพืชผักปลอดภัยบนพื้นที่ภูทับเบิก ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีการเกษตรลงได้ และทำให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าพืชผักที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยสูงขึ้นด้วย

STCชวนเรียนปลูกมะม่วงเพื่อส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/319698

STCชวนเรียนปลูกมะม่วงเพื่อส่งออก

วิทยาเทคโนโลยีสยาม,ชวนคนไทยปลูกมะม่วง,หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ

หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ชวนประชาชนเรียนรู้หลักสูตร เทคนิคการปลูกมะม่วงแบบออร์แกนิกส์เพื่อการส่งออก

         หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) จัดโครงการพัฒนาและสร้างผู้ประกอบการโดยใช้ความรู้ในสถาบันอุดมศึกษาเป็นฐาน (ทักษะการประกอบอาชีพเบื้องต้น) ประจำปี 2561 หลักสูตร “เทคนิคการปลูกมะม่วงแบบออร์แกนิกส์เพื่อการส่งออก” ระหว่างวันที่ 25 – 27 เมษายน 2561 เวลา 08.30 น. – 16.00 น.

          ทั้งนี้ หลักสูตร “เทคนิคการปลูกมะม่วงแบบออร์แกนิกส์เพื่อการส่งออก” จัดอบรมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย  ณ ห้อง 9201 ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) เขตบางพระ  กรุงเทพมหานคร

         ประชาชน สนใจเข้ารับการอบรม สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-2878-5014 e-mail : stc-abi@siamtechno.ac.th หรือ http://www.ubi-siamtechu.net สมัครผ่านออนไลน์ลิงค์ : https://goo.gl/BYX6Ff

STCชวนเรียนปลูกมะม่วงเพื่อส่งออก

ปศุสัตว์ยันห้ามนำเข้าหมูสหรัฐเปื้อนสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/319594

ปศุสัตว์ยันห้ามนำเข้าหมูสหรัฐเปื้อนสาร

สุกร

 “เกษตรฯ” ยันต้องทำตามกฎหมายไทย ห้ามนำเข้าสุกรปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สัปดาห์หน้ากระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกรมปศุสัตว์จะเดินทางไปเจรจาด้านการค้ากับสหรัฐเรื่องการนำเข้าเนื้อสุกร ซึ่งสืบเนื่องจากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางเยือนสหรัฐ และทางสหรัฐต้องการส่งออกเนื้อสุกรมายังประเทศไทย แต่เนื้อสุกรของสหรัฐมีสารเร่งเนื้อแดง ทำให้มีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย จนนายกรัฐมนตรีสั่งให้ตั้งคณะกรรมการศึกษาเรื่องการนำเข้าเนื้อสุกรนี้อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ครบ 6 เดือนแล้ว กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเตรียมไปให้คำตอบกับสหรัฐ

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้คณะทำงานในการหารือเรื่องของการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ เตรียมเดินทางไปเจรจาเงื่อนไขการนำเข้า ซึ่งน่าจะเป็นการเจรจาด้านเทคนิค โดยกรมปศุสัตว์ รับผิดชอบ พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 ที่ห้ามผู้เลี้ยงผสมสารเร่งเนื้อแดงในอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ รวมถึงสุกร จะร่วมเป็นคณะเจรจาด้วย เบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯ ยังคงยืนยันไม่ให้นำเข้าหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งฟาร์มหมูของสหรัฐยังอนุญาตให้ใช้ได้

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า หากสหรัฐต้องการเปิดตลาดก็ต้องมาจากฟาร์มที่ปลอดภัย ไม่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงเท่านั้น ซึ่งขณะนี้มาตรฐานที่ไทยกำหนดถือว่าดีอยู่แล้ว เนื้อสุกรในประเทศไม่มีปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงเลย นอกจากนี้ปริมาณผลผลิตสุกรในประเทศไทย ขณะนี้ก็ล้นตลาดเกินความต้องการอยู่จำนวนมาก ทำให้ราคาตกต่ำมาระยะหนึ่งแล้ว จนต้องมีมาตรการลดแม่พันธุ์ นำลูกไปทำหมูหัน และเชือดสุกรขุนเก็บในห้องเย็นเพื่อไม่ให้ออกสู่ตลาดจนราคาตกต่ำ

“ที่ผ่านมาไทยซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท หากมีการให้นำเข้าหมูเข้ามาขายในเมืองไทยอีก ถือว่าเป็นการซ้ำเติมตลาดหมูในประเทศที่มีผลผลิตเกินกว่าความต้องการอยู่แล้วทุกปี กรมปศุสัตว์จึงยังยืนยันเหมือนเดิมคือไม่ให้มีการนำเข้าหมูจากสหรัฐ”

ส่วนผลผลิตสุกรที่ล้นตลาดอยู่ขณะนี้ ไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อส่งออกไปจีน คาดว่าไม่มีปัญหาเพราะขณะนี้จีนได้นำเข้าไก่ไปแล้ว ต้องให้เวลาสักระยะเพื่อเจรจาในรายละเอียดต่อไป

ที่มา:·กรุงเทพธุรกิจ

บอร์ดกยท. ตั้ง”ดร.ธนวรรธน์” นั่งเก้าอี้รักษาการผู้ว่าการฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/319511

บอร์ดกยท. ตั้ง”ดร.ธนวรรธน์” นั่งเก้าอี้รักษาการผู้ว่าการฯ

กยท

บอร์ดกยท. ตั้ง”ดร.ธนวรรธน์” นั่งเก้าอี้รักษาการผู้ว่าการฯ เพื่อขับเคลื่อนองค์กร สานต่อนโยบายช่สู่ความเป็นหนึ่งด้านยางพารา

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย เปิดเผยว่า การเข้ารับตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการ กยท. ครั้งนี้ เพื่อทำหน้าที่ในการขับเคลื่อน กยท. พร้อมเดินหน้านโยบายด้านต่างๆ ของ กยท. นโยบายตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนรัฐบาลวางแนวทางไว้ เพื่อพัฒนาวงการยางพาราไทยทั้งระบบ ดังนั้น เป้าหมายสำคัญที่พนักงานและบุคลากร กยท.ต้องคิดและทำร่วมกันคือ การแก้ปัญหาเรื่องราคายางพาราที่มีความผันผวน เพราะเรื่องนี้จะสะท้อนถึงความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยาง ต้องทำให้เกษตรกรเข้าใจในสาเหตุและปัจจัยของปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์ และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ โดยทำงานร่วมกับรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยการแก้ปัญหาดังกล่าวแต่อาจยังไม่เป็นผลที่ชัดเจนมากนัก เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าราคามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบถึงเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ซึ่งการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา ยังมีสัดส่วนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตในระบบ ซึ่งหากมีการส่งเสริมให้เกิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารามากขึ้น พัฒนาตลาด เทคโนโลยีการผลิต และทุนสนับสนุนเข้ามารองรับก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา ผลักดันราคายางให้เพิ่มสูงขึ้นได้

 

 

ดร.ธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า นโยบายสำคัญที่รัฐบาลมุ่งให้เกิดผลสำเร็จ คือ ราคายางที่สูงขึ้น จึงเกิดการผลักดันมาตรการต่างๆ เช่น โครงการใช้ยางของหน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้โครงการนี้สำเร็จไปตามเป้าหมาย ซึ่ง กยท.เข้าไปช่วยเสริมด้วยการทำงานในเชิงรุก เพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น นโยบายลดการกรีดยางในพื้นที่ภาครัฐ การคุมปริมาณการส่งออกยาง และการลดพื้นที่ปลูกยางในเดือน มกราคม-มีนาคม 2561 ซึ่งทั้งหมดเป็นมาตรการระยะสั้นที่ผ่านไปแล้ว ส่งผลให้ราคายางในประเทศปรับสูงขึ้นได้บางช่วงเท่านั้น ดังนั้น กยท. จะต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อพิจารณาและหามาตรการอื่นเข้ามาแก้ปัญหา
“วันนี้ผู้บริหาร พนักงานของ กยท.เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง จะต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความสำเร็จและความเชื่อมั่นแก่วงการอุตสาหกรรมยางของโลก เพราะ กยท. คือผู้ที่เชี่ยวชาญและผู้รู้จริงเรื่องยางมากว่า 50 ปี” ดร.ธนวรรธน์ กล่าวทิ้งท้าย

12 year old kids selected to represent Thailand at Football for Friendship programme in Russia

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/sports/30343366

Ittipolchana Kaewsawad
Ittipolchana Kaewsawad

12 year old kids selected to represent Thailand at Football for Friendship programme in Russia

sports April 18, 2018 06:31

By Agencies

 Ittipolchana Kaewsawad and Preechayan Piyachatiwongs, 12 year old football enthusiasts from Thailand, have been selected as country’s representatives at the global FOOTBALL FOR FRIENDSHIP (F4F) social programme.

The F4F programme, supported by Gazprom and FIFA aims at developing youth football and a healthy lifestyle as well as promoting tolerance, open-mindedness and respect of different cultures and nationalities between children from across the globe. Thailand joins the programme for the first time and will participate alongside 210 other countries and regions.

Ittipolchana will join Young footballers from around the world in Moscow in June 2018. The children will be a part of the 32 International Teams of Friendship and play against each other in the Gazprom FOOTBALL FOR FRIENDSHIP International Championship. The friendly tournament aims to bring together children from around the world and celebrate the unifying spirit of football.

Preechayan will act as the young journalist and report on all the local and global activities of the F4F programme as part of the International Children’s Press Center. He will also spread awareness on the Nine Values (friendship, equality, fairness, health, peace, devotion, victory, traditions and honour) of the F4F programme.

Ittipolchana and Preechayan will also participate in the Sixth Football for Friendship International Children’s Forum in Russia, which will allow youngsters to meet their peers from other countries, share their experiences, and discuss with famous footballers and journalists on how to promote key values of the F4F Programme around the world

The sixth season of the F4F programme will conclude with a visit by the participating children to the opening ceremony and the first match of the FIFA World Cup 2018

A sports enthusiast, Ittipolchana started playing football at the age of 5. Ittipolchana has participated in football tournaments across the country and was named the best player of the year of his school football team for 6 consecutive years. He currently plays for his school team, AFA Ascot, and dreams to play for a professional football club in the future. This talented, young footballer believes it is important to promote friendship, equality and peace because he believes that we need each of these three things to brighten our world.

Preechayan Piyachatiwong

Preechayan is a football enthusiast who likes to read and research about sports. A firm believer in the power of friendship, he believes that everyone should help one another and respect each other regardless of one’s ethnicity, gender, religion and status.

Speaking on the selection of the young ambassadors by the Football Association of Thailand, International Relation Officer Mr. Parkpoom Potivetgul said, “The selection of the young ambassadors from Thailand is an extension of our support to this unique global initiative. The programme is a wonderful opportunity for the ambassadors to build ties of friendship among children from around the world and foster peace and harmony through the beautiful game of football. We wish our young ambassadors all the best for the programme and look forward to their contribution in promoting the key values of the programme, in Russia, as well as in Thailand”

BACKGROUND

Since 2013, PJSC Gazprom has been organizing the International Children’s social programme Football for Friendship. The key values promoted by the programme participants include friendship, equality, fairness, health, peace, devotion, victory, tradition and honour. The participants are Young Players (girls and boys, including those physically challenged), as well as Young Journalists covering the F4F events within the framework of the The Football for Friendship International Children’s Press Center. Geographical scope of the programme expand annually: from 8 countries in 2013 to 211 countries in 2018. For the past five years, more than 3,700 people have participated in the programme. Football for Friendship is supported by FIFA, UEFA, International Olympic Committee, football federations of various countries, international children’s charity funds, and world’s leading football clubs.

32 International Teams of Friendship were formed during the Open Draw, as well as playing roles for each Young Player from each country (goalkeeper, defender, midfielder or forward) were determined. After definition of the roles for the Young Players, their coaches will be selected this way: 19 countries which will represent the Young Coaches were defined in an unpredictable manner as a result of an Open Draw, 11 coaches will be chosen from the cities hosting the 2018 FIFA World Cup Russia™, 2 Young Coaches will be selected from the best participants of the previous seasons of the Football for Friendship programme.