สหกรณ์จับมือพาณิชย์ดันตลาดข้าว กข 43 เข้าห้างโมเดินเทรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/322868

สหกรณ์จับมือพาณิชย์ดันตลาดข้าว กข 43 เข้าห้างโมเดินเทรด

ข้าวกข43

สหกรณ์จับมือพาณิชย์ดันตลาดข้าว กข 43 เข้าห้างโมเดินเทรด

กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือกระทรวงพาณิชย์ขยายตลาดข้าวกข 43 ของสหกรณ์ วางแผนจำหน่ายตาม ห้างโมเดิร์นเทรดร้านสหกรณ์ในมหาวิทยาลัยและร้านสหกรณ์ในโรงพยาบาล รวมถึงศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ทั่วประเทศหลังกระแสตอบรับจากผู้บริโภคชื่นชอบรสชาติอร่อย เหนียวนุ่ม แคลอรี่ต่ำ ไฟเบอร์สูง และมีน้ำตาลน้อย ตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและลดเบาหวานเตรียมหนุนขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มอีก 1 แสนไร่ โดยกรมการข้าวสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการรับรองคุณภาพแก่สหกรณ์

สหกรณ์จับมือพาณิชย์ดันตลาดข้าว กข 43 เข้าห้างโมเดินเทรด

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวถึงผลสำเร็จของการจัดทำโครงการส่งเสริมสหกรณ์ขยายพื้นที่ปลูกข้าวกข 43 ว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับกรมการข้าวส่งเสริมให้สหกรณ์เพิ่มปริมาณการผลิตข้าวกข 43 โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานสนับสนุนเรื่องพื้นที่ปลูกข้าวกข 43คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการผลิตข้าว และสนใจเข้าร่วมโครงการ ทำหน้าที่ดูแลและสนับสนุนเกษตรกรที่เป็นสมาชิกปลูกข้าวกข 43 ตามข้อกำหนด เริ่มตั้งแต่ การขึ้นทะเบียนสมาชิกผู้ปลูกข้าวกข 43 การดูแลแปลงปลูกและควบคุมคุณภาพแปลงตามมาตรฐานGAPจนถึงขั้นตอนรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรและหากสหกรณ์ใดมีโรงสีข้าวที่ผ่านมาตรฐานGMPแล้ว ก็สามารถแปรรูปเป็นข้าวสาร เพื่อจำหน่ายสู่ตลาดได้ทันที แต่ถ้าสหกรณ์ยังไม่มีโรงสีก็สามารถที่จะรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกเพื่อส่งจำหน่ายให้กับโรงสีเอกชน

ขณะเดียวกันกรมการข้าวจะเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนคัดเมล็ดพันธุ์ดูแลแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์และ แปลงผลิตข้าวของสมาชิกสหกรณ์การตรวจรับรองระบบมาตรฐานGAPและรับรองGMPโรงสีข้าวของสหกรณ์ สำหรับการสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธุ์ หากเป็นสหกรณ์ที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุน30%จากกรมการข้าว ส่วนที่เหลือเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ผ่านสหกรณ์ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวกข 43และผ่านการตรวจสอบรับรองคุณภาพจากกรมการข้าวแล้ว ในราคากิโลกรัมละ19บาทซึ่งกรมการข้าวมีเมล็ดพันธุ์เพียงพอที่จะจำหน่ายให้กับสหกรณ์ที่จะนำไปส่งเสริมสมาชิกได้เพาะปลูกในเดือนเมษายนนี้โดยจะเริ่มที่สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำก่อน ส่วนพื้นที่อื่นจะเริ่มปลูกในเดือนพฤษภาคม 2561 ซึ่งคาดว่าการปลูกข้าวกข 43จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรที่ทำนาปีและนาปรังประมาณ19,000บาทต่อฤดูกาลผลิต

นายพิเชษฐ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีสหกรณ์ได้วางแผนการผลิตข้าวกข 43 นาปี พื้นที่เพาะปลูกรวม 15,016 ไร่ จำนวน 12 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์จำกัด500ไร่สหกรณ์การเกษตรบ้านลาดจำกัด300ไร่สหกรณ์การเกษตรเขาย้อยจำกัด200ไร่สหกรณ์การเกษตรท่าเรือจำกัด300ไร่สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินช้างใหญ่ จำกัด2,000ไร่สหกรณ์นิคมลานสักจำกัด3,000ไร่สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์จำกัด1,220ไร่สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด5,014ไร่สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำจำกัด1,000ไร่ สหกรณ์การเกษตรบางมูลนาก จำกัด 452ไร่สหกรณ์การเกษตรโพทะเลจำกัด500ไร่และสหกรณ์นิคมสวรรคโลกจำกัด(กลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวคลองมะพลับ) 500ไร่ และยังมีสหกรณ์ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมอีก 4 แห่งคือสหกรณ์การเกษตรคลองหลวงจำกัดสหกรณ์การเกษตร ลำลูกกาจำกัดสหกรณ์การเกษตรบรรพตจำกัดและสหกรณ์การเกษตรเมืองอุทัยธานีจำกัด

 ทั้งนี้ กรมฯจะเร่งส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์หันมาปลูกข้าวพันธุ์กข 43แทนข้าวพันธุ์ทั่วไปเนื่องจากเป็นข้าวที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันคุณสมบัติของข้าวกข 43เป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ รสชาติเหนียวนุ่มรับประทานอร่อยมีค่าน้ำตาลอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำเหมาะกับผู้บริโภคที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานและผู้ที่ห่วงใยสุขภาพรวมถึงผู้ที่กำลังลดน้ำหนักเพราะเมื่อรับประทานข้าวกข 43 ซึ่งมีน้ำตาลต่ำ ร่างกายก็จะเปลี่ยนแป้งไปเป็นน้ำตาลได้ช้าลงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและช่วยอิ่มท้องนานไม่หิวง่าย ซึ่งในอนาคตกรมฯมีแผนที่จะสนับสนุนสหกรณ์ต่าง ๆ ขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวกข 43 ให้ครบ1แสนไร่และขณะนี้มีหลายสหกรณ์ทยอยสมัครเข้าร่วมโครงการ แต่เนื่องจากข้าวพันธุ์กข 43 เป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกได้เฉพาะในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นข้าวไม่ไวแสง อายุเก็บเกี่ยวเพียง 95 วัน ดังนั้นลักษณะพื้นที่ปลูกจะมุ่งไปที่สหกรณ์ที่ผลิตข้าวในระบบแปลงใหญ่หากสหกรณ์ใดยังไม่ได้เป็นสหกรณ์ที่อยู่ในระบบแปลงใหญ่ จะต้องสมัครเข้าเป็นระบบการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่เสียก่อนเพื่อให้หน่วยงานราชการอื่นเข้าไปส่งเสริมในเรื่องของการปลูกทั้งการให้ข้อมูลและการถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะปลูก การตรวจรับรองระบบการผลิตที่ตรงตามมาตรฐาน และการส่งเสริมการตลาดนำการผลิต

       สำหรับการขยายช่องทางการจำหน่ายข้าวกข 43 ภายในประเทศ กรมฯได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการวางแผนการตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกับภาคเอกชน ทั้งโรงสีและผู้ประกอบการที่สนใจทำข้อตกลงซื้อขายข้าวร่วมกับเครือข่ายสหกรณ์ ในเบื้องต้นจะมีสหกรณ์ 9 แห่งในจังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบุรี อยุธยา อุทัยธานีและชัยนาท รวบรวมผลผลิตข้าวกข 43 ในฤดูนาปรังที่ผ่านมาจำนวน 941 ตัน เพื่อเตรียมส่งมอบตามข้อตกลงซื้อขายในล็อตแรก มูลค่า 11.763 ล้านบาท

       “ตลาดหลัก ๆที่สหกรณ์จะส่งจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ตกลงจะซื้อข้าวเปลือกกข 43 เพื่อนำไปแปรรูป เช่นบริษัทข้าวอิ่มทิพย์จำกัดบริษัท ไทยฮาจำกัด(มหาชน) บริษัท เมดิฟูดส์(ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ผกากาญจน์ จำกัด บริษัท ตราสามใบเถา จำกัด โรงสีปอรุ่งเรืองธัญญา โดยกำหนดส่งมอบตั้งแต่กลางเดือนเมษายนนี้ เป็นต้นไปในราคาตันละ 12,500บาท ณความชื้นที่15%ซึ่งเกษตรกรมีความพึงพอใจกับราคานี้มากเพราะเมื่อเทียบกับผลผลิตต่อไร่ของข้าวชนิดอื่นแล้ว ปรากฏว่าข้าวกข 43 ขายได้กำไรที่ดีกว่าและคาดว่าข้าวเปลือกกข 43 ล็อตแรกของสหกรณ์ที่ผลิตออกมา จะสามารถกระจายออกสู่ตลาดได้ทั้งหมด”นายพิเชษฐ์กล่าว

     แม้ว่าตลาดรองรับข้าวกข 43ขณะนี้ยังเป็นตลาดค้าส่งข้าวเปลือกเป็นหลักแต่ก็มีสหกรณ์บางแห่งที่มีโรงสีข้าว เช่นสหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์จำกัดและสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์จำกัด ได้แปรรูปข้าวกข 43 เป็นข้าวสาร บรรจุถุงสุญญากาศที่มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพจากกรมการข้าวว่าเป็นข้าวกข 43 แท้ที่ผลิตจากสหกรณ์ และวางขายตามตลาดทั่วไปซึ่งกรมฯจะสนับสนุนให้สหกรณ์ขยายช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่จะนำไปวางขายภายในห้างโมเดินเทรด ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ตามจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงร้านสหกรณ์ในมหาวิทยาลัยและร้านสหกรณ์ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ดูแลสุขภาพได้ตรงจุดอีกทั้งยังมีแผนจะประชาสัมพันธ์ข้าวกข 43 ของสหกรณ์ผ่านSocial Mediaด้วยเพื่อจะสนับสนุนข้าวกข 43 ให้ติดตลาด มุ่งเจาะฐานลูกค้ากลุ่มคนที่รักษาสุขภาพ และในอนาคตได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เป็นข้าวออแกนิคเพื่อดึงดูดลูกค้ามากขึ้น

“ขณะนี้ได้รับการติดต่อจากห้างบิ๊กซีและบริษัท แอมเวย์ เพื่อเจรจาขอสั่งซื้อซึ่งคาดว่าข้าวกข 43 ของสหกรณ์จะสามารถนำไปวางขายในห้างบิ๊กซีได้เร็ว ๆ นี้ขณะเดียวกันทางกระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาช่วยในเรื่องการประชาสัมพันธ์และทำตลาด โดยหาภาคเอกชนที่สนใจสั่งซื้อข้าวกข 43 เข้ามาจับมือเป็นคู่ค้ากับสหกรณ์ด้วย”นายพิเชษฐ์กล่าว

“กฤษฎา” ปลื้มราคาไข่ไก่ขึ้น 2.80 บาทต่อฟอง แตะต้นทุนการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/322763

“กฤษฎา” ปลื้มราคาไข่ไก่ขึ้น 2.80 บาทต่อฟอง แตะต้นทุนการผลิต

ไข่ไก่

“กฤษฎา” ปลื้มราคาไข่ไก่ขึ้น 2.80 บาทต่อฟอง แตะต้นทุนการผลิต

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันราคาไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้นแล้วอยู่ที่ฟองละ 2.80 บาทเท่ากับต้นทุนการผลิตแล้ว จากก่อนหน้านี้ลดลงเหลือฟองละ 2.50-2.60 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ภาครัฐได้รับความร่วมมือจากเอกชนในการลดกำลังการผลิตไข่ไก่ลง ประกอบกับการผู้ค้าปลีก บิ๊กซี เทสโก้โลตัส ให้ความร่วมมือจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายไข่ไก่ ส่งผลให้ราคาไข่ในตลาดปรับเพิ่มขึ้นได้

อย่างไรก็ตามพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้กระทรวงเกษตรฯ หารือกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ เพื่อให้ลดราคาลง ซึ่งขณะนี้ได้จัดคณะกรรมการร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมาคมผู้ประกอบการอาหารสัตว์ เรียบร้อยแล้ว เพื่อหาแนวทางปรับลดต้นทุนในการเลี้ยงไก่ไข่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ในปัจจุบันการควบคุมปริมาณนำเข้าและปริมาณเลี้ยงไก่ไข่ในประเทศได้ใช้วิธีการควบคุมปริมาณนำเข้าพ่อ แม่ ปู่ ย่าพันธุ์ ไก่ไข่ โดยคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์(เอ้กบอร์ด) ซึ่งเป็นการขอความร่วมมือระหว่างผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั้งรายใหญ่รายย่อย แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจน กรมปศุสัตว์ได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ออกประกาศควบคุมการนำเข้าปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ภายใต้ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) การส่งออกไปนอก และการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2522 คาดว่าจะออกประกาศได้ใน 2 สัปดาห์หน้า

ทั้งนี้การนำเข้าปู่ ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) ที่เพียงพอกับความต้องการจะอยู่ที่ปีละ 4,500-5,000 ตัว และพ่อแม่ไก่ไข่พันธุ์ (PS) 500,000- 550,000 ตัว จะทำให้มีไข่บริโภคปีละ 15,000 ล้านฟองต่อปี หรือ 41 ล้านฟองต่อวัน โดยการนำเข้าสามารถยืดหยุ่นได้ตามความต้องการ

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์จะผลักดันโดยการส่งออกไข่ไก่เป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความสมดุลปริมาณไข่ไก่ในประเทศไม่ให้เกิดภาวะล้นตลาด รวมทั้งลดต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งปัจจุบันต้นทุนแต่ละภูมิภาคใกล้เคียงกันเฉลี่ยอยู่ที่ 2.80 บาทต่อฟอง ซึ่งเท่ากับราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายได้ อย่างไรก็ตามถ้าราคาต้นทุนเลี้ยงไก่ไข่ถูกลง ก็จะสามารถส่งออกไข่ไก่สดได้มากขึ้น

“ขณะนี้ปริมาณไข่ไก่ในประเทศถูกควบคุมด้วยราคา เพราะถ้าราคาต่ำ ผู้เลี้ยงไก่ไข่ก็รีบปลดแม่ไก่ยืนกรง แต่ถ้าราคาสูงก็ยังไม่รีบปลด ซึ่งเป็นกลไกของตลาด แต่ถ้ามันเกินความต้องการมาก ก็ต้องส่งออกไปยังต่างประเทศเพื่อให้ปริมาณไข่ไก่ในประเทศสมดุล จะส่งออกประมาณ 20 ล้านฟองต่อเดือน”

เกษตรฯจับมือ ธกส.ปล่อยแคมเปญดันยอดผลิต”ปุ๋ยสั่งตัด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/322717

เกษตรฯจับมือ ธกส.ปล่อยแคมเปญดันยอดผลิต”ปุ๋ยสั่งตัด”

ปุ๋ยสั่งตัด

เกษตรฯจับมือ ธกส.ปล่อยแคมเปญสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดันยอดผลิต ‘ปุ๋ยสั่งตัด’

           กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจับมือ ธกส.ปล่อยแคมเปญสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดันยอดผลิต ‘ปุ๋ยสั่งตัด’ ผ่านสถาบันเกษตรกร หวังลดต้นทุนให้เกษตรกรพร้อมแก้วิกฤตธาตุอาหารในดินต่ำส่งผลต่อผลผลิตและคุณภาพที่ลดลง

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมระบบการผลิตปุ๋ยสั่งตัด ของสหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี ณ โรงสีข้าวสหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี จำกัด ต.ดอนกำยาน อ.เมืองสุพรรณ จ.สุพรรณบุรี ว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการส่งเสริมให้ความรู้และสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตและใช้ปุ๋ยสูตรที่มีธาตุอาหารพืชเหมาะสมตามค่าการวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชที่มีอยู่ในดินในแต่ละพื้นที่ หรือที่เรียกว่า “ปุ๋ยสั่งตัด”  ช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยถูกชนิดและถูกปริมาณ ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยจึงสูงขึ้น สามารถลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ โดยปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรที่สามารถผลิตและดำเนินการจัดทำปุ๋ยสั่งตัดเพื่อบริการให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้ ประมาณ 100 แห่ง มีกำลังการผลิตอยู่ประมาณ 20,000 ตันต่อปี แต่ยังมีหลายสถาบันเกษตรกรที่ยังมีความต้องการผลิต และจำหน่ายปุ๋ยสั่งตัดให้กับสมาชิกอีกมาก ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเงินทุนในการลงทุนจัดซื้อแม่ปุ๋ย เครื่องจักร และวัสดุอุปกรณ์อื่น ๆ จึงยังไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตปุ๋ยสั่งตัดให้มากขึ้นได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้เกิดแนวคิดที่จะสนับสนุนผลักดันกลไกปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกรขึ้นเพื่อตอบโจทย์ให้กับสถาบันเกษตรกรนั้นสามารถผลิตปุ๋ยสั่งตัดจำหน่ายให้กับสมาชิกในราคาถูกได้

 

ดังนั้น ในเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ในการทำแคมเปญสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 4 เพื่อสนับสนุนการลดต้นทุนผลิตให้แก่เกษตรกร โดยสนับสนุนการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยสั่งตัดให้กับสถาบันเกษตรกรต่าง ๆ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกร เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยสั่งตัดให้แก่สมาชิกของสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรทั่วไปได้

รวมไปถึงแคมเปญสินเชื่อบุคคลเพื่อซื้อปัจจัยการผลิตดอกเบี้ยต่ำในอัตราร้อยละ 2 สำหรับเกษตรกรลูกหนี้ ธ.ก.ส. หรือเกษตรกรทั่วไป หรือเกษตรกรผู้ที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐที่ ธ.ก.ส. รับขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. เพื่อนำมาใช้จ่ายในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต ได้แก่ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืชเมล็ดพันธุ์ น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องจักรกลหรือเครื่องมือการเกษตรขนาดเล็ก และปัจจัยอื่น ๆ ที่จำเป็นเช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องพ่นยา เครื่องหว่านเมล็ดพันธุ์ เครื่องหว่านปุ๋ย เครื่องตัดหญ้า ผ่านร้านค้าปัจจัยการผลิตที่เข้าร่วมโครงการ เช่น ร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตของสหกรณ์การเกษตร ร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่ขึ้นทะเบียนไว้กับโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรของ ธ.ก.ส. และร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ หรือ ร้าน Q-Shop ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตรซึ่งหากดำเนินการได้จะสามารถตอบสนองต่อการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรได้มีความสามารถในการประกอบการผลิตได้เป็นเป็นอย่างดี สร้างกำไรจากอาชีพเกษตรกรรมได้ อันเป็นสร้างการความเข้มแข็งให้กับระบบสถาบันเกษตรกร และตัวเกษตรกรได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม จะรวบรวมข้อมูล รายละเอียดเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาก่อนเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีโดยเร็วต่อไป

สำหรับสหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี จำกัด ได้มีการรวมตัวกันของ 8 สหกรณ์ ดำเนินการผลิตปุ๋ยสั่งตัดมาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2560 ผลิตปุ๋ยสั่งตัดให้แก่สมาชิกไปแล้ว 6,951 กระสอบ คิดเป็นมูลค่า3,910,640 บาท เปรียบเทียบกับราคาปุ๋ยในท้องตลาดจะสามารถลดต้นทุนการผลิตให้แก่สมาชิกประมาณ 357,425 บาทผลิตปุ๋ยผสมจำนวน 4 สูตร และได้ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรและได้การรับรองมาตรฐาน สามารถผลิตปุ๋ยสั่งตัดได้ 400 ตันต่อปี

“การสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกรนี้ เป็นการสนับสนุนกลไกการดำเนินงานในด้านการผลิตปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพและประหยัดให้กับสถาบันเกษตรกร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน หรือ กลุ่มเกษตรกร โดยทำการผลิตปุ๋ยสั่งตัดได้ตรงตามความเหมาะสมกับชนิดพืชและดินในพื้นที่ของตนเอง พร้อมทั้งนำมาจำหน่ายให้กับสมาชิกรวมถึงเกษตกรทั่วไปนอกจากจะสนับสนุนเรื่องการลดต้นทุนแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการทำธุรกิจทางเลือกใหม่ๆ ให้กับสถาบันเกษตรกร โดยใช้กลไกสหกรณ์ให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนการผลิตปุ๋ยสั่งตัดนี้จะสามารถทำให้เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้กระสอบละ 100 – 300 บาท หรือ 1,000 – 2,000บาทต่อตัน” รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ทส. พร้อมภาคี ผนึกพลังร่วมจัดงานวันคุ้มครองโลก ๒๕๖๑

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/322549

ทส. พร้อมภาคี ผนึกพลังร่วมจัดงานวันคุ้มครองโลก ๒๕๖๑

ทส. พร้อมภาคี ผนึกพลังร่วมจัดงานวันคุ้มครองโลก ๒๕๖๑ภายใต้แนวคิด “คนรุ่นใหม่ ลดขยะพลาสติก กู้วิกฤติโลกร้อน”

     กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมภาคีภาคส่วน กรุงเทพมหานคร กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมประชาสัมพันธ์ กรมกิจการพลเรือนทหารบก การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มูลนิธิส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก และภาคเอกชน ร่วมจัดงานวันคุ้มครองโลก ๒๕๖๑ (Earth Day 2018 THAILAND) ภายใต้แนวคิด “คนรุ่นใหม่ ลดขยะพลาสติก กู้วิกฤติโลกร้อน”

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมภาคีภาคส่วน กรุงเทพมหานคร กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมประชาสัมพันธ์ กรมกิจการพลเรือนทหารบก การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มูลนิธิส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก และภาคเอกชน ร่วมจัดงานวันคุ้มครองโลก ๒๕๖๑ (Earth Day 2018 THAILAND) เพื่อร่วมกันแสดงบทบาทในการดำเนินงาน และส่งสารเพื่อขอความร่วมมือจากพลังคนรุ่นใหม่ หรือ Active Citizen ในการช่วยกันเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพื่อช่วยกันปกป้องคุ้มครองโลกจากวิกฤติภัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม การดำรงชีวิตของมนุษยชาติ และสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ ในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๑ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน

สืบเนื่องในวันที่ ๒๒ เมษายนของทุกปี ถือเป็นวันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day ในปี 2561 นี้ เครือข่ายวันคุ้มครองโลก (Earth Day Network) ได้ประกาศแนวคิดวันคุ้มครองโลก ๒๕๖๑ (Earth Day 2018 Theme) คือ “End Plastic Pollution” สืบเนื่องมาจากมลพิษขยะพลาสติกกลายเป็นวิกฤติสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับปัญหาภาวะโลกร้อน กลายเป็นประเด็นสำคัญระดับโลกที่นานาชาติให้ความสำคัญและถูกหยิบยกขึ้นหารือควบคู่กันในการประชุมระดับนานาชาติ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (International Panel on Climate Change) หรือ IPCC ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศทำหน้าที่ประเมินด้านวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้สร้างแบบจำลองอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2544-2643) พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกจะสูงขึ้นระหว่าง 0.3– 4.8 องศาเซลเซียส ซึ่งหากไม่ช่วยกันลดก๊าซเรือนกระจก ปล่อยให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นถึง ๔ องศาเซลเซียสจะเกิดภัยพิบัติเหลือคณานับ

การจัดงานวันคุ้มครองโลก 2561 ภายใต้แนวคิด “คนรุ่นใหม่ ลดขยะพลาสติก กู้วิกฤติโลกร้อน” ได้รับเกียรติจากพลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี โดยภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ อาทิ นิทรรศการกลางแจ้ง “วิกฤติขยะพลาสติก วิกฤติโลกร้อน” โดยหน่วยงานต่างๆ พร้อมด้วยลูกบอลยักษ์ One Tonne of CO2  ขนาด 10.07 เมตร และ 3D Street Painting สะท้อนวิกฤติโลกร้อน / สาระความรู้ “การนุ่งห่มตามวิถีไทย ร่วมใจ รักษ์โลก”  โดย กลุ่มคนรักษ์ผ้าไทไทย ละครเวที “คุณพี่น้ำดื่ม แม่ Cap Seal…รักนี้เพื่อโลก” โดย กรมควบคุมมลพิษ การแสดงลำตัด ในบริบท รักษ์โลก โดย ก๊วนลำตัด หัดกับแม่ศรีนวล คณะพ่อหวังเต๊ะ-แม่ศรีนวล /การแสดงมุมมองของเยาวชนต่อการคุ้มครองโลก โดยน้องณัชชา เจ้าของวลีฮิต “ดูปากณัชชา นะคะ” /มอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศการประกวด “แผนรณรงค์ลดก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน” ประเภทนิสิตนักศึกษา /รณรงค์ลดขยะพลาสติก กู้วิกฤติโลกร้อน โดยผู้บริหาร ทส. ผู้แทนหน่วยงานร่วมจัดงานวันคุ้มครองโลก ๒๕๖๑ และจิตอาสา

เกษตรฯเดินหน้าแก้โกงสหกรณ์สโมสรรถไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/321811

เกษตรฯเดินหน้าแก้โกงสหกรณ์สโมสรรถไฟ

สหกรณ์ฯรถไฟ

เกษตรฯเดินหน้าแก้โกงสหกรณ์สโมสรรถไฟยันไม่กระทบสภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์เจ้าหนี้ 15 แห่ง

             นายพิเชษฐ์   วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยว่านายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งกำชับกรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งสางปัญหาทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด หลังมีกระแสข่าวสมาชิกสหกรณ์ 15 แห่งที่เป็นเจ้าหนี้วิตกกังวลถึงผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว พร้อมยืนยันขณะนี้สภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์สโมสรรถไฟและสหกรณ์เจ้าหนี้ยังมีเงินหมุนเวียนและสามารถดำเนินธุรกรรมได้ตามปกติ วอนหยุดสร้างกระแสให้เกิดความตื่นตระหนก  พร้อมเดินหน้าทำแผนฟื้นฟูกิจการฯ                เพื่อหาทางชำระหนี้คืนได้โดยเร็ว

สำหรับฐานะทางการเงินของสหกรณ์เจ้าหนี้และผู้ฝากเงิน 15 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ถึงใหญ่มาก เป็นสหกรณ์ที่มีสินทรัพย์เกิน 5,000 ล้านบาท จำนวน 4 แห่ง สหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ระหว่าง 2,000-5,000 ล้านบาท           7 แห่ง และมีสหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทแต่ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท 4 แห่ง ซึ่งเมื่อเทียบสัดส่วน          การปล่อยกู้และการนำเงินมาฝากไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟกับสินทรัพย์ที่ทั้ง 15 สหกรณ์มีอยู่ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-15 % มีจำนวน 5 แห่ง และสัดส่วนระหว่าง 5-10 % มี  3 แห่ง ที่เหลือต่ำกว่า 5% จำนวน  7 แห่ง ซึ่งหากจะมองถึงผลกระทบด้านสภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์เจ้าหนี้และสหกรณ์ที่นำเงินมาฝากไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ ยังไม่มีความน่ากังวลใด ๆ เนื่องจากสหกรณ์เหล่านี้ยังคงดูแลและปล่อยกู้ให้แก่สมาชิกของตนเองได้ตามปกติ

“อยากฝากถึงสมาชิกสหกรณ์ที่นำเงินมาฝากกับสหกรณ์สโมสรรถไฟทั้ง 15 แห่ง  ที่มีความกังวลใจว่าสหกรณ์ของตนเองนั้นยังมีสภาพคล่องทางการเงินอยู่หรือไม่ ให้ไปสอบถามจากคณะกรรมการและฝ่ายจัดการสหกรณ์           ของตนเอง ซึ่งจะได้ทราบข้อมูลที่แท้จริง ว่าฐานะทางการเงินของสหกรณ์ขณะนี้เป็นอย่างไร  เพื่อให้คลายความวิตกกังวล  ทั้งนี้ กรมฯขอเรียนว่าสหกรณ์ทั้ง 15 แห่ง เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงทางการเงิน และในปัจจุบันยังมีสภาพคล่องและสามารถให้บริการแก่สมาชิกสหกรณ์ได้ตามปกติ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์สโมสรรถไฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับสหกรณ์เจ้าหนี้ทั้ง 15 แห่งและสหกรณ์อื่น ๆ ด้วย”          นายพิเชษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่อาจจะต้องมีการปรับตัวในช่วงฟื้นฟูกิจการ          ซึ่งจากที่กรมส่งเสริมสหกรณ์มีคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 2 / 2561 วันที่ 2 เมษายน 2561 ให้คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ชุดที่ 12 พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และแต่งตั้งคณะกรรมการเป็นการชั่วคราวจำนวน 15 ราย เข้าไปบริหารงานและกำหนดแนวทางฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์ให้ดีขึ้น เบื้องต้นได้มีการเจรจากับเจ้าหนี้ของสหกรณ์เพื่อขอลดดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากลง 1 % ทุกสัญญา เพื่อให้สหกรณ์มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น และอาจขอ พักหนี้ไว้ระยะหนึ่ง  เพื่อให้สหกรณ์มีเงินเหลือไว้สำหรับปล่อยกู้ให้แก่สมาชิก เพื่อจะได้มีรายได้กลับคืนมาและสามารถชำระหนี้คืนเจ้าหนี้ได้ในที่สุด โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะเร่งทำงานให้เสร็จภายใน 180 วัน จากนั้นจึงมีการประชุมวิสามัญเพื่อคัดเลือกคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาดำเนินงานต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้เร่งรัดให้ดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายคืน โดยเฉพาะวงเงินที่ได้มีการปล่อยกู้ให้กับสมาชิก 6 ราย รวม 199 สัญญา เป็นจำนวนเงิน 2,285.87 ล้านบาท เบื้องต้นได้ประสานกับปปง.ในการตรวจสอบเส้นทางทางการเงินของผู้ที่กู้เงินจากสหกรณ์ทั้ง 6 ราย ว่ามีการรั่วไหลไปยังบุคคลภายนอกอย่างไร และอาจต้องนำที่ดินที่ทางสมาชิกทั้ง 6 รายได้จำนองไว้  หรือนำทรัพย์สินของสมาชิกที่กู้เงินไปมาขายทอดตลาด เพื่อนำเงินกลับคืนมา ซึ่งเงินที่ได้มานั้นจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้ระบบสหกรณ์  และสามารถรองรับการทำธุรกรรมทางการเงินของสมาชิกได้คล่องตัวมากขึ้น เช่นเดียวกับการชำระหนี้เงินกู้ต่าง ๆ ให้กับเจ้าหนี้ได้

สำหรับปัญหาการทุจริตของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด เกิดขึ้นระหว่างปี 2555 – 2559  คณะกรรมการสหกรณ์ฯได้อนุมัติและจ่ายเงินกู้ให้กับสมาชิก 6 ราย รวม 199 สัญญา เป็นจำนวนเงิน 2,285.87 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายเงินกู้เกินกว่าระเบียบของสหกรณ์ ซึ่งความเสียหายดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการชุดที่ 7,8,9,10 และ11 ซึ่งนายทะเบียนสหกรณ์ได้มีคำสั่งที่ (สสพ.1) 33/2560 สั่ง ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2560  ให้คณะกรรมการชุดที่ 12 แก้ไขข้อบกพร่อง โดยให้ดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายกับคณะกรรมการชุดที่ 7,8,9,10 และ11 ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 10 มกราคม 2561 รวมเวลา 75 วัน แต่เมือครบกำหนดตามคำสั่งแล้ว คณะกรรมการชุดที่ 12 ก็ยังไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด ไม่ดำเนินการตามคำสั่ง ถือเป็นการกระทำการและงดเว้นการทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง จนเป็นเหตุให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์และสมาชิก นายทะเบียนจึงได้มีคำสั่งปลดคณะกรรมการชุดที่ 12 ออกทั้งคณะตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา และได้ใช้อำนาจตามมาตรา 21 แห่งพรบ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ดำเนินการฟ้องคดีแทนสหกรณ์ โดยได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับคณะกรรมการฯ ชุดที่ 7 – 11 จำนวน 26 คน ที่กระทำการให้เกิดความเสียหาย ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานสอบสวนของสน.บางรักและปทุมวัน  สำหรับคดีแพ่ง นายทะเบียนสหกรณ์ ได้ส่งเรื่องถึงสำนักงานอัยการสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2561 เพื่อยื่นฟ้องกลุ่มคณะกรรมการฯ ดังกล่าว  ที่บริหารงานทำให้เกิดความเสียหายในสหกรณ์ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานอัยการ ซึ่งทั้งสองกรณีดังกล่าว ต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

รพ.สัตว์ทองหล่อ เปิด “คลินิกแมว” เอาใจคนรักแมว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320940

รพ.สัตว์ทองหล่อ เปิด “คลินิกแมว” เอาใจคนรักแมว

รพสัตว์ท่องหล่อ

รพ.สัตว์ทองหล่อ เปิด “คลินิกแมว” เอาใจคนรักแมว

            เพราะเข้าใจพฤติกรรมแมวและรู้ใจคนรักแมว โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ จึงได้เปิด คลินิกแมว เพื่อให้บริการตรวจรักษาโรคแมวโดยเฉพาะ โดยล่าสุดได้เปิดคลินิกแมวแห่งใหม่ที่สาขาพระราม 9 ซึ่งนับเป็นแห่งที่ 4 ต่อจากสาขารามอินทรา สิรินธร-ปิ่นเกล้า และเชียงใหม่ โดยงานเปิดตัวคลินิกแมวครั้งนี้จัดขึ้นในธีม Meownificent Sakura Garden Party เนรมิตพื้นที่เป็นงานปาร์ตี้เพื่อต้อนรับคนรักแมว และบรรดาแมวเซเลบที่มาร่วมจิบชาในสวนซากุระในช่วงหน้าร้อนที่เป็นเทศกาลฮานามิของประเทศญี่ปุ่น นำทีมโดย ฮาชิ ฮาเนะ Able มีมี เส้าหลิน มีบุญ พี่โบน มารุ และเจ้าบารอล
รพ.สัตว์ทองหล่อ เปิด "คลินิกแมว" เอาใจคนรักแมว
หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ การเปิดให้เข้าเยี่ยมชมคลินิกแมว ที่เรียกว่าใส่ใจในทุกรายละเอียดความต้องการของแมวและคนรักแมวอย่างแท้จริง ซึ่งมีทั้งบริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยสัตวแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านโรคแมว พื้นที่รอตรวจ ห้องตรวจ วอร์ดแมวที่แยกสำหรับแมวโดยเฉพาะโดยไม่รวมกับสุนัขเพื่อลดความเครียดให้แมวและสอดคล้องกับพฤติกรรมของแมว อุปกรณ์การแพทย์ทันสมัย เช่น CT Scan/Endoscope/Ultrasound เพื่อวินิจฉัยโรคที่ซับซ้อนของแมว และการตกแต่งในบรรยากาศผ่อนคลายที่ทำให้แมวไม่เครียดเมื่อมาใช้บริการ
ภายในงาน เมสินี วิสิฐนรภัทร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ยังได้นำทีมสัตวแพทย์ด้านการรักษาแมว ทั้ง สพ.ญ.พนิดา เดชมณีธรชัย, สพ.ญ.ประพาฬรัตน์ ศุภสิทธิจันทร์, สพ.ญ.ปิยวรรณ ภู่ระหงษ์ และ สพ.ญ.ศรัญญา ประพิตรภา มาให้ความรู้และไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการเลี้ยงและดูแลแมวอย่างถูกวิธี

รพ.สัตว์ทองหล่อ เปิด "คลินิกแมว" เอาใจคนรักแมว
คุณหมอทั้ง 4 ท่านได้ร่วมกันให้ความรู้ในด้านต่างๆ ที่น่าสนใจ เริ่มจาก การป้องกันเห็บหมัด ซึ่งได้สร้างความรำคาญ และดูดเลือดจนทำให้แมวเป็นโรคโลหิตจางแล้ว ยังเป็นพาหะนำโรคต่างๆ เช่น พยาธิเม็ดเลือด พยาธิตัวตืด หากแมวตัวไหนแพ้น้ำลายเห็บหมัดก็จะเป็นโรคผิวหนังอักเสบได้ ซึ่งคุณหมอได้ให้คำแนะนำว่าควรใช้ยาป้องกันเห็บหมัดหยดหลังทุกเดือน ซึ่งยาบางตัวจะช่วยป้องกันโรคพยาธิหนอนหัวใจได้ด้วย หรืออาจใช้ปลอกคอกำจัดเห็บหมัด นอกจากนี้ ควรจัดการที่สิ่งแวดล้อมร่วมด้วย เพราะเห็บหมัดที่พบบนตัวแมวมีเพียง 10% ที่เหลือยังอยู่ในสิ่งแวดล้อม โดยแนะนำให้ทำความสะอาดผ้าปูที่นอนผ้าห่มของแมว และพ่นน้ำยาฆ่าเห็บหมัดบริเวณซอกหลืบบ้านและสนามหญ้าด้วย
ทางด้าน อาหารและวัคซีน คุณหมอแนะนำว่าในช่วงปีแรกให้กินอาหารสูตรลูกแมว ซึ่งจะมีพลังงานสูง เหมาะกับการเจริญเติบโต เมื่ออายุ 1-7 ปี และไม่มีปัญหาสุขภาพให้กินอาหารสำหรับแมวโต แต่กรณีที่มีโรคประจำตัว เช่น หัวใจ ตับ ไต ควรกินอาหารกลุ่มประจำโรค หากอายุมากกว่า 7 ปี และไม่มีโรคประจำตัวต้องเปลี่ยนเป็นอาหารสูตรแมวแก่ ดังนั้นก่อนที่จะเปลี่ยนอาหารจึงควรตรวจสุขภาพก่อนว่าป่วยหรือเปล่า ส่วนการฉีดวัคซีน คุณหมอได้แบ่งวัคซีนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ วัคซีนที่จำเป็นต้องฉีด จำพวกไข้หัดหวัดแมว และพิษสุนัขบ้า ให้ฉีดตอนอายุ 2 เดือน แต่กรณีลูกแมวกำพร้าไม่ได้ดูดนมแม่แนะนำที่อายุ 1 เดือนครึ่ง แต่ละเข็มห่างกัน 3 สัปดาห์ เมื่อครบ 3 เข็ม ให้ฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า 2 เข็ม แต่ละเข็มห่างกัน 3 สัปดาห์ และกระตุ้นตอนอายุ 1 ปี หลักจากนั้นฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าทุกปี กลุ่มที่ 2 คือ วัคซีนที่ฉีดตามสภาวะการเลี้ยงและสภาวะแมว เช่น ถ้าเลี้ยงกึ่งปล่อย กลางวันออกไปเที่ยวนอกบ้าน ก็ควรทำวัคซีนลูคีเมียด้วย

รพ.สัตว์ทองหล่อ เปิด "คลินิกแมว" เอาใจคนรักแมว
มาถึงเรื่อง การทำความสะอาดและการดูแลสุขภาพอื่นๆ ซึ่งมีหลายคนสงสัยว่าแมวต้องอาบน้ำหรือเปล่า คำแนะนำของคุณหมอ คือ ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ ถ้าแมวออกนอกบ้านหรือนอนกับเจ้าของ ก็สามารถอาบได้ แต่ไม่ควรเกินสัปดาห์ละครั้ง ถ้าบ่อยกว่านี้ผิวจะแห้ง และขนไม่เงา ส่วนเรื่องคราบน้ำตา หากมีให้เช็ดออก ถ้ามีเยอะควรตรวจหาสาเหตุ สำหรับใบหูนั้น ปกติแมวจะทำความสะอาดตัวเองอยู่แล้ว แต่ถ้าสกปรกให้เช็ดออกด้วยน้ำยาที่ไม่มีแอลกอฮอล์สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หากสังเกตเห็นแมวเกาหูหรือมีขี้หูมากกว่าปกติ ให้ตรวจดูว่ามีไรในหูหรือเปล่า ซึ่งน้ำยาเช็ดหูจะสามารถป้องกันและรักษาไรได้ด้วย ต่อไปคือเล็บ ส่วนใหญ่แมวจะหวง ถ้าไปตัดให้เขาจะหงุดหงิด แต่ถ้ายาวมากไป ก็จะทำให้เดินไม่ถนัดหรือทำให้เล็บขบ ก็ต้องตัด ส่วนเรื่องต่อมก้นที่ผลิตกลิ่นออกมาเยอะก็ต้องมีการบีบออกอย่างถูกวิธี ไม่อย่างนั้นจะเกิดการอักเสบได้ โดยแนะนำให้บีบทุกเดือน

ปิดท้ายกับ การละลายพฤติกรรมแมว ซึ่งคุณหมอย้ำว่าแมวไม่ใช่สุนัขตัวเล็ก จึงไม่ควรดูแลด้วยวิธีที่ทำกับสุนัข คนเลี้ยงแมวใหม่ๆ ต้องเข้าใจว่าดั้งเดิมแมวอาศัยอยู่ในป่า ต่อมาพัฒนามาเป็นแมวบ้าน แต่พฤติกรรมการเป็นแมวป่าบางอย่างยังอยู่ เช่น การล่าเหยื่อ ต้องการอาณาเขต การกระโดดในแนวดิ่ง หากเราจัดสถานที่เลียบแบบการเป็นอยู่ตามธรรมชาติก็จะช่วยลดความเครียดให้แมวได้ หรือหากเห็นพฤติกรรมการล่าเหยื่อ เช่น จับจิ้งจกหรือแมลงสาบ ก็ต้องเข้าใจว่าเป็นพฤติกรรมนักล่าของเขา อย่าลงโทษ แต่ให้หาเหยื่อปลอมหรือใช้อุปกรณ์ของเล่นเลียนแบบที่จะช่วยลดพฤติกรรมการจับจิ้งจกหรือแมลงสาบ นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่อาจสร้างปัญหา เช่น เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ แมวจะมีการวางอาณาเขต หากมีปัญหาเหล่านี้ บางรายแนะนำให้ทำหมัน สำหรับเรื่องกระบะทรายที่หลายคนสงสัยว่าควรมีเท่าไหร่ดี เพราะแมวมีพฤติกรรมที่จะปัสสาวะขับถ่ายตรงที่มีดินหรือทราย ซึ่งคุณหมอแนะนำให้ใช้ทฤษฎี N+1 เช่น ถ้าแมว 2 ตัวควรมี 3 กระบะ แต่กรณีที่มีแมวเยอะ สามารถจัดกลุ่มแมวที่อยู่กลุ่มเดียวกัน สังเกตจากตัวไหนที่เลียกันหรืออยู่ด้วยกันบ่อย ทะเลาะหรือตบตีกันน้อย จัดเป็น 1 กลุ่ม หาก 10 ตัวแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ตัว 2 กลุ่ม และ 4 ตัว 1 กลุ่ม ก็ต้องมี 13 กระบะ แทนที่จะเป็น 11 กระบะ ซึ่งจะน้อยไป

ฟังคำแนะนำจากคุณหมอแมวทั้ง 4 ท่านแล้ว คงจะทำให้คนเลี้ยงแมวเข้าใจและสามารถดูแลดูแมวได้อย่างถูกวิธี เพื่อให้ทั้งเจ้าของและแมวอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แต่เมื่อใดที่แมวมีปัญหาสุขภาพที่เจ้าของไม่สามารถดูแลได้ด้วยตัวเองแล้ว สามารถพาไปพบคุณหมอที่มีประสบการณ์ด้านโรคแมวที่จะคอยดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดที่คลินิกแมวทั้ง 4 สาขา และสามารถเข้ารับบริการตรวจรักษาโรคแมวได้ที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อทุกสาขา

เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันเฝ้าระวังเพลี้ยแป้งระบาดหน้าแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320747

 เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันเฝ้าระวังเพลี้ยแป้งระบาดหน้าแล้ง

 เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศเฝ้าระวังเพลี้ยแป้ง-ไรแดงระบาดหน้าแล้ง

 

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงนี้ เริ่มพบการทำลายของเพลี้ยแป้ง และไรแดงมันสำปะหลังในหลายพื้นที่ เนื่องจากสภาพอากาศร้อน แห้งแล้ง และฝนเริ่มทิ้งช่วง สร้างความเสียหายให้กับผลผลิตมันสำปะหลังค่อนข้างมาก อีกทั้งล่าสุดยังพบการทำลายของโรคพุ่มแจ้ บริเวณจังหวัดสระแก้วชลบุรี และในอีกหลายจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับกัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งพบการระบาดของโรคดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว โดยคาดว่าอาจเกิดจากการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาในประเทศไทย จึงฝากเตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ศัตรูมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง หากพบอาการผิดปกติกับต้นมันสำปะหลัง หรือไม่สามารถควบคุมการระบาดในแปลงมันสำปะหลังได้ ให้แจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านเพื่อดำเนินการป้องกันกำจัดทันที

รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการป้องกันศัตรูพืชสามารถทำได้ตั้งแต่เริ่มเตรียมดินก่อนการเพาะปลูก
การไถตากดินอย่างน้อย ๑๔ วัน พ่นท่อนพันธุ์มันสำปะหลังก่อนเคลื่อนย้ายไปยังแหล่งปลูกอื่น และการแช่ท่อนพันธุ์
ก่อนการเพาะปลูก ด้วยสารเคมีอิมิดาคลอพริด หรือไทอะมิโทแซม อัตรา ๔ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือสารเคมีไดโนทีฟูแรน อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร (แช่ท่อนพันธุ์นาน ๕ – ๑๐ นาที) วิธีนี้ช่วยป้องกันเพลี้ยแป้งที่ติดมากับท่อนพันธุ์ได้

ในส่วนของการป้องกันกำจัดศัตรูมันสำปะหลัง เน้นการควบคุมศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน ได้แก่ ชีววิธีโดยใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่น แมลงช้างปีกใส แตนเบียนAnagyrus Lopezi ด้วงเต่าตัวห้ำ และเชื้อราบิวเวอร์เรียควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง และใช้ไรตัวห้ำ ด้วงเต่า Stethorus spp. เพื่อควบคุมไรแดงมันสำปะหลัง หรือหากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมี ให้ใช้สารเคมีอามีทราซ ๒๐% อีซี อัตรา ๔๐ มิลลิลิตร ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ให้พ่นเฉพาะบริเวณที่มีไรแดงทำลาย และไม่ควรพ่นสารเคมีซ้ำเกิน ๒ ครั้ง ในส่วนของโรคพุ่มแจ้การป้องกันที่ดีที่สุดคือการกำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของโรค และพืชอาศัยของเพลี้ยจักจั่นแมลงพาหะนำโรคพุ่มแจ้ เช่น สาบม่วง และหญ้าตีนตุ๊กแก และบำรุงต้นมันสำปะหลังให้สมบูรณ์แข็งแรงโดยการให้ปุ๋ย ให้น้ำอย่างพอเพียง หลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์จากแหล่งที่พบการระบาดไปยังแหล่งอื่น รวมถึงการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยจักจั่น เช่น แมลงช้างปีกใส ด้วงเต่า และเชื้อราบิวเวอร์เรีย อีกทั้งการตัด หรือขุดต้นมันสำปะหลังที่พบทั้งโรค และแมลงศัตรูพืชไปเผาทำลายนอกแปลง ยังเป็นการช่วยลดปริมาณของศัตรูพืชได้อีกทางหนึ่งด้วยและสิ่งสำคัญที่สุดคือตัวของเกษตรกรเองควรหมั่นสำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

เกษตรฯ ชี้สภาพอากาศแปรปรวนทำปริมาณผลไม้ภาคตะวันออกปีนี้ลดลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320708

เกษตรฯ ชี้สภาพอากาศแปรปรวนทำปริมาณผลไม้ภาคตะวันออกปีนี้ลดลง

ผลไม้ตะวันออก

เกษตรฯ ชี้สภาพอากาศแปรปรวนทำปริมาณผลไม้ภาคตะวันออกปีนี้ลดลง

นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการผลไม้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2561 ว่า กระทรวงเกษตรฯ ยังคงเน้นเรื่องคุณภาพ ปริมาณ และความปลอดภัยเป็นสำคัญ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลผลิตสู่มาตรฐาน (GAP) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมเกษตรกรให้รวมกลุ่มเพื่อผลิตไม้ผลในลักษณะแปลงใหญ่ อบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่วนในเชิงปริมาณ เช่น การเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า การจัดทำแผนบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน เป็นต้น โดยจังหวัดภาคตะวันออกได้จัดทำรายละเอียดของแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่โดยมีคณะกรรมการฯ เพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักในการกลั่นกรองเชื่อมโยงบูรณาการแผนงานหรือโครงการ ในขณะที่การบริหารจัดการเรื่องคุณภาพของสินค้า โดยเฉพาะคุณภาพของทุเรียน ที่ภาคตะวันออก เน้นให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ค้า (ล้ง และ แม่ค้า) ตัด รับซื้อ และขายทุเรียนที่ได้อายุตัดตามมาตรฐาน มีการออกประกาศควบคุมและบทลงโทษของผู้กระทำผิด
ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยข้อมูลการบูรณาการสำรวจจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผล ปี 2561 ซึ่ง สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) และศูนย์สารสนเทศการเกษตร ของ สศก. ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก วิเคราะห์ผลสำรวจ ในพื้นที่จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนบริหารจัดการไม้ผลตั้งแต่ต้นฤดู
ผลสำรวจข้อมูลเอกภาพปี 2561 (ข้อมูล ณ 4 เมษายน 2561) พบว่า เนื้อที่ยืนต้นของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 678,203 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีจำนวน 677,061 ไร่ (เพิ่มขึ้น 1,142 ไร่ หรือ ร้อยละ 0.17) โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.56 ในขณะที่มังคุดลดลงร้อยละ 0.30 เงาะ ลดลงร้อยละ 1.63 และ ลองกอง ลดลงร้อยละ 8.97 ซึ่งการลดลดลงของมังคุด เงาะ และลองกอง เป็นการตัดโค่น สางต้นออกเพื่อปลูกทุเรียนทดแทน
เนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 615,172 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีจำนวน 605,481 ไร่ (เพิ่มขึ้น 9,691 ไร่ หรือร้อยละ 1.60) โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.32 มังคุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.49 ส่วนเงาะลดลงร้อยละ 0.94 และลองกองลดลงร้อยละ 6.89

ผลผลิตรวมทั้ง 4 สินค้า มีประมาณ 647,522 ตัน ลดลงจากปี 2560 ที่มีจำนวน 792,113 ตัน (ลดลง 144,591 ตัน หรือ ร้อยละ 18.25) ซึ่งผลผลิตรวมของทั้ง 4 สินค้าจะลดลงทุกชนิด โดย มังคุด ลดลงมากที่สุด ร้อยละ 64.81 รองลงมาคือ ลองกอง ลดลงร้อยละ 32.05 เงาะ ลดลงร้อยละ 9.81 และทุเรียน ลดลงร้อยละ 4.37 เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ทั้งอากาศหนาว ร้อน และฝนตกสลับในแต่ละวัน ทำให้ไม้ผลปรับสภาพต้นไม่ทัน ไม่เอื้ออำนวยในการติดดอก ออกผล ไม้ผลออกใบอ่อนแทนการออกดอก ทั้งนี้ ผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน
ผลผลิตต่อไร่ทั้ง 4 สินค้า ลดลงทุกสินค้า โดยผลผลิตต่อไร่ มังคุด ลดลงมากที่สุด ร้อยละ 65.34 รองลงมา คือ ลองกองลดลงร้อยละ 27 เงาะลดลงร้อยละ 8.94 และทุเรียนลดลงร้อยละ 8.31 เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ตั้งแต่ปลายปี 2560 ถึงต้นปี 2561 ในระยะที่ต้นไม้กำลังจะเริ่มติดดอก ออกผล ต้นไม้ปรับสภาพต้นไม่ทัน อีกทั้งในปีที่ผ่านมา มังคุดติดผลมาก และติดผลล่าช้า จึงพักสะสมอาหาร และคาดการณ์ปีนี้จะออกดอกล่าช้า บวกกับสภาพอากาศแปรปรวน เป็นการออกใบอ่อนแทนการออก และส่วนหนึ่งต้นทุเรียนประสบปัญหาเชื้อราไฟทอปเธอราที่ระบาดในปี 2560 ทำให้ทุเรียนเป็นโรครากโคนเน่ายืนต้นตาย ขยายเป็นพื้นที่กว้างทั้งจังหวัดจันทบุรีและตราด โดยเฉพาะแหล่งผลิตใหญ่ในจังหวัดจันทบุรี ได้รับผลกระทบมากทำให้จำนวนต้นต่อไร่ที่ให้ผลผลิตได้ลดลง แม้จะมีต้นใหม่เริ่มให้ผลเพิ่มขึ้น ในปีนี้แต่ปริมาณการติดผลต่อต้นไม่มาก
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในขณะนี้ สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนในช่วงเดือนเมษายน มีพายุฤดูร้อนซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับไม้ผล ผลผลิตร่วงหล่นเสียหายเพิ่มเติมจากที่ผลวิเคราะห์ประมาณการผลผลิตไว้ในครั้งนี้ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะได้ติดตามสถานการณ์ ความเสียหายจากภัยต่าง ๆ ที่จะกระทบกับปริมาณผลผลิตในภาพรวมต่อไป

“มิลล์บอร์ด” ย้ำดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320707

“มิลล์บอร์ด” ย้ำดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน

นมโรงเรียน

“มิลล์บอร์ด” ย้ำดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนตามอำนาจหน้าที่ชัดเจน เตรียมเสนอครม.ทราบผลดำเนินการสัปดาห์หน้า

​นายธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในฐานะประธานคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ถึงแนวทางการพัฒนาคุณภาพนมโรงเรียน และการสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการในการจัดสรรปริมาณการผลิตนมโรงเรียน ว่า จากประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ภาคเรียนที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 61 ซึ่งหลักเกณฑ์ในหมวด 1 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ข้อ 6.5.8 และ 6.5.9 ได้กำหนดเงื่อนไขในเรื่องที่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมสามารถที่จะผลิตนมโรงเรียนในภาคเรียนที่ 2/2560 เพื่อจำหน่ายในภาคเรียนที่ 1/2561 ไว้ชัดเจน โดยจะเห็นได้ว่าคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมสามารถนำน้ำนมดิบไปผลิตเป็นนมกล่องชนิด ยูเอชที ในช่วงปิดภาคเรียนที่ 2/2560 ได้จำนวนไม่เกิน 60 วัน ภายใต้เงื่อนไขที่จะใช้บริหารน้ำนมดิบให้เข้าสู่ระบบภาคเรียนต่อภาคเรียนในอนาคต ดังนี้
​ข้อ “6.5.8 กรณีผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม ผลิตเพื่อจำหน่ายนมโรงเรียนข้ามภาคเรียนต้องใช้น้ำนมที่มีคุณภาพตามข้อ 6.5.2 และ 6.5.3 ซึ่งมีการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำนมดิบที่ใช้ผลิตโดยกรมปศุสัตว์ และตรวจสอบผลิตภัณฑ์นมโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา / สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โดยสามารถผลิตนมชนิด ยูเอชที ได้ในปริมาณน้ำนมดิบตามสิทธิที่ได้รับการจัดสรรในภาคเรียนที่ 2/2560 ไม่เกิน 30 วัน ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมได้ใช้สิทธิครบจำนวนที่ได้รับการจัดสรรแล้ว แต่มีการผลิตนมโรงเรียนข้ามภาคเรียนชนิด ยูเอชที เกินกว่าปริมาณน้ำนมดิบที่ได้รับการจัดสรรนั้น จะต้องนำปริมาณน้ำนมดิบที่ใช้ผลิตนมข้ามภาคเรียนดังกล่าว มาหักลดสิทธิที่จะได้รับการจัดสรรในภาคเรียนที่ 1/2561″
​กล่าวคือ ในภาคเรียนที่ 2/2560 (1 พ.ย. 60 – 15 พ.ค. 61) คณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ได้จัดสรรน้ำนมดิบให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมวันละ 1,169 ตัน จากที่จะต้องจัดสรรให้ในจำนวนวันละ 1,008 ตัน เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์นมส่งให้โรงเรียนในจำนวน 130 วัน ซึ่งผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมต้องรับผิดชอบน้ำนมดิบของเกษตรกรในภาคเรียนที่ 2/2560 จำนวน 196 วัน ดังนั้น จะมีวันที่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมจะต้องรับผิดชอบน้ำนมดิบอีก 66 วัน แต่เมื่อหักวันเสาร์และอาทิตย์จำนวน 37 วันแล้ว จะเหลือไม่ถึง 30 วัน ดังนั้น จึงมีการอนุญาตให้ดำเนินการผลิตนมโรงเรียนเพื่อจำหน่ายข้ามภาคเรียนได้ โดยให้ใช้น้ำนมดิบในปริมาณที่ได้รับจัดสรรแต่ละวันในภาคเรียนที่ 2/2560 รวมไม่เกิน 30 วัน และถ้าปริมาณน้ำนมดิบที่ใช้ผลิตดังกล่าวคิดรวมกับปริมาณที่ใช้ผลิตในภาคเรียนที่ 2/2560 แล้วเกินสิทธิที่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมได้รับจัดสรรในภาคเรียนที่ 2/2560 จะต้องถูกลดสิทธิตามปริมาณน้ำนมดิบที่นำไปผลิตเป็นนมกล่องชนิด ยูเอชที สำหรับภาคเรียนที่ 1/2561 โดยสิทธิที่ถูกลดนั้นผู้ประกอบการสามารถที่จะรับการจัดสรรคืนกลับไป ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ภายใต้หลักเกณฑ์ที่คณะอนุกรรมการวิชาการโคมนมและผลิตภัณฑ์นมกำหนด
​ข้อ ” 6.5.9 กรณีผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมที่จะผลิตนมโรงเรียนจำหน่ายในภาคเรียนที่ 1/2561 ให้ผลิตได้ไม่เกิน 30 วัน ก่อนเปิดภาคเรียน (นมชนิด ยูเอชที 30 วัน นมชนิดพาสเจอร์ไรส์ 3 วัน) ต้องใช้น้ำนมที่มีคุณภาพตามข้อ 6.5.2 และ 6.5.3 ซึ่งมีการสุ่มตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบที่ใช้ผลิตโดยกรมปศุสัตว์ และตรวจสอบผลิตภัณฑ์นมโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา / สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทั้งนี้ ปริมาณนมโรงเรียนที่ผลิตช่วงดังกล่าว ต้องสอดคล้องตามปริมาณนมที่ได้รับจัดสรรสิทธิในแต่ละวัน สำหรับภาคเรียนที่ 1/2561 และจะต้องนำมาหักออกจากปริมาณที่ได้รับการจัดสรรในแต่ละวันเท่ากับจำนวนที่ใช้ไป”

​กล่าวคือ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมสามารถที่จะดำเนินการผลิตนมโรงเรียนเพื่อจำหน่ายในภาคเรียนที่ 1/2561 ไว้ล่วงหน้าได้ แต่จะต้องไม่เกิน 30 วัน โดยปริมาณที่ใช้นั้นจะต้องเป็นไปตามสิทธิที่ได้รับจัดสรรในภาคเรียนที่ 1/2561 และจะต้องมีการนำน้ำนมดิบตามจำนวนที่ใช้ผลิตดังกล่าวออกจากระบบนมโรงเรียนภาคเรียนที่ 1/2561 เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสะสมน้ำนมดิบต่อเนื่องไปยังช่วงปิดภาคเรียน 1/2561
​ซึ่งในประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมดังกล่าว ยังได้กำหนดเงื่อนไขในการจัดสิทธิพื้นที่การจำหน่ายนมโรงเรียนในลักษณะของการจับคู่ระหว่างพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตภัณฑ์นม กับพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนซึ่งรับนม โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ ลดระยะเวลาการขนส่งผลิตภัณฑ์นม เพื่อเป็นการรักษาคุณภาพของนม โดยเฉพาะนมพาสเจอร์ไรส์ในการขนส่งให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมจะเชิญผู้ประกอบการมาร่วมหารือและทำความเข้าใจในประกาศดังกล่าวเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ขอยืนยันว่าการกำหนดเงื่อนไขการจัดสรรสิทธิสอดคล้องกับข้อแนะนำเพื่อป้องกันการทุจริตกรณีโครงการนมโรงเรียนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยในสัปดาห์หน้ากระทรวงเกษตรฯ จะนำผลการดำเนินการของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป

สำหรับกรณีข้อร้องเรียนที่ผู้ประกอบการนมโรงเรียนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง หลังจากคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือมิลค์บอร์ด มีคำสั่งให้ชะลอโครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุในประเทศของกรมอนามัย ในภาคเรียนที่ 1/2561 กระทรวงเกษตรฯ ขอชี้แจงว่า ที่มาของการสั่งชะลอการผลิตนมผสมฟลูออไรด์นั้น เนื่องจากใบอนุญาตผลิตนมฟลูออไรด์ดังกล่าวได้หมดอายุลงวันที่ 31 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ต่อใบอนุญาตผลิตนมฟลูออไรด์ให้กับผู้ประกอบการ เนื่องจากกรมอนามัยไม่มีข้อมูลทางวิชาการที่ดีพอมาสนับสนุน และไม่มีแนวทางการควบคุมการจำหน่ายที่รอบคอบรัดกุม ประกอบกับ อย.ชี้แจงว่า พบปัญหาในการควบคุมผู้ประกอบการให้ส่งผลิตภัณฑ์นมฟลูออไรด์ตามพื้นที่เป้าหมาย 12 จังหวัด และกระจายไปในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี นอกพื้นที่การใช้นมฟลูออไรด์ ส่งผลให้เด็กที่ดื่มนมฟลูออไรด์มีฟันตกกระคณะกรรมการมิลค์บอร์ดจึงได้ชะลอการผลิตนมโรงเรียนผสมฟลูออไรด์ในภาคเรียนที่ 1/2561โดยให้ผู้ประกอบการเลื่อนการผลิตและส่งนมโรงเรียนในช่วงเปิดเทอม 1 ระหว่างวันที่ 16 พ.ค. – 31 ต.ค. นี้ไปก่อน ซึ่งการดำเนินการในภาคเรียนต่อไปนั้น หากมีแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก็จะอนุญาตให้ใช้นมฟลูออไรด์ในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนต่อไปได้
​ดังนั้น จากข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการนมโรงเรียนที่อ้างว่าได้รับผลกระทบจากการผลิตนมผสมฟลูออไรด์ 20 ล้านกล่อง ส่งมอบช่วงเปิดเทอม 1/2561 แต่เนื่องจากยังไม่มีคำสั่งให้ผลิตแต่อย่างใด คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม จึงได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทำงานเฉพาะกิจ ประกอบด้วย กรมปศุสัตว์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมส่งเสริมสหกรณ์ และชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย เพื่อตรวจสอบใน 2 ประเด็น คือ ปริมาณนมยูเอชที และนมฟลูออไรด์ และตรวจนับนมกล่อง ให้แล้วเสร็จภายใน 30 เมษายนนี้

กรมป่าไม้เชิญชวนผู้สนใจส่งผลงานภาพถ่ายเข้าประกวดถนนต้นไม้สวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/320702

กรมป่าไม้เชิญชวนผู้สนใจส่งผลงานภาพถ่ายเข้าประกวดถนนต้นไม้สวย

กรมป่าไม้

กรมป่าไม้เชิญชวนผู้สนใจส่งผลงานภาพถ่ายเข้าประกวดถนนต้นไม้สวย ประจำจังหวัด

         กรมป่าไม้ เชิญชวนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ส่งภาพถ่ายถนนต้นไม้สวย ในแต่ละจังหวัด ชิงเงินรางวัล พร้อมโล่เกียรติยศ จาก พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เริ่มรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๑

นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ และโฆษกกรมป่าไม้ กล่าวว่า โลกของเราร้อนขึ้นทุกวัน ต้นไม้ถูกทำลายตัดฟันเป็นจำนวนมากทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งการสร้างถนนเพื่อนำความเจริญมาสู่บ้านเมือง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถลดผลกระทบได้บ้าง ด้วยการปลูกต้นไม้ตลอดแนวถนนทั่วประเทศ
เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว และเป็นปอดให้กับคนเมืองได้
ทุกจังหวัดมีถนนหลายสายที่มีต้นไม้ปลูกอยู่ตรงกลางระหว่างถนนสองด้านทั้งไปและกลับ หรือ
ตามขอบริมถนน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและเหมาะสมมากๆ เพราะต้นไม้มีประโยชน์หลากหลาย โดยช่วยดูดซับน้ำฝนและความชื้น ให้โอโซน ช่วยดูดก๊าซพิษจากรถยนต์ ช่วยดูดซับเสียง ร่มเงาของต้นไม้ช่วยทำให้ผิวถนนไม่ร้อน ช่วยลด
การทำงานของแอร์ ทำให้ประหยัดน้ำมัน ช่วยในการพักสายตา ทำให้เกิดความร่มเย็น สวยงาม สบายตา สบายใจ รวมทั้งเป็นที่อยู่อาศัยให้กับนกและสัตว์ต่างๆ ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชน ถือได้ว่ามีประโยชน์สุดคุ้มถ้าทุกจังหวัดจะได้วางแผนในการปลูกต้นไม้ริมถนน โดยการเลือกชนิดไม้ที่ออกดอกสวยงาม หรือเป็นต้นไม้ที่มีลำต้นสวยงาม ก็จะเพิ่มคุณค่าของต้นไม้ที่ปลูกริมถนน ให้เป็น “ถนนต้นไม้สวยประจำจังหวัด” ด้วย
กรมป่าไม้กำหนดหลักเกณฑ์ในการประกวด โดยแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ เป็น นักเรียน นักศึกษา
ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษา สามารถส่งผลงานได้ไม่จำกัด และ ประชาชนทั่วไป ไม่จำกัดเพศ อายุ วุฒิการศึกษา สามารถส่งผลงานได้ไม่จำกัด และไม่จำเป็นต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดที่ส่งภาพเข้าประกวด
รายละเอียดของภาพที่ส่งเข้าประกวด
๑. เป็นภาพสีที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิทัล หรือแสกนจากฟิล์ม สามารถปรับสี ตกแต่งแก้ไขในด้านเทคนิค เพื่อให้ภาพมีคุณภาพดีขึ้น แต่ทั้งนี้ภาพจะยังต้องดูเป็นธรรมชาติเหมือนภาพถ่ายปกติ มีความละเอียดของภาพไม่ต่ำกว่า ๘ ล้านพิกเซล ขนาดภาพ ๑๒ x ๑๘ นิ้ว ติดภาพลงบนกระดาษแข็งขนาด ๑๖ x ๒๒ นิ้ว พร้อมไฟล์.JPEG
๒. ผู้ส่งภาพเข้าประกวดจะต้องส่งใบสมัครพร้อมกับภาพถ่าย โดยติดส่วนที่ ๒ (คำบรรยายภาพ) บริเวณด้านหลังการ์ดแข็งของภาพ บรรยายถึงรายละเอียดการถ่ายภาพ หรือเรื่องราวของภาพและเหตุการณ์ความประทับใจ ประมาณ ๒ – ๓ บรรทัด พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน ๑ ฉบับ (โดยสามารถอ่านรายละเอียดการประกวดภาพถ่ายฯ และดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ http://www.forest.go.th)
๓. ส่งไฟล์ภาพในรูปของแผ่น CD-ROM หรือ DVD พร้อมติดป้ายชื่อ ด้านหน้าซองแผ่น CD/DVD
มาพร้อมกับภาพถ่ายหรือ VDO ที่ส่งเข้าประกวด และขอสงวนสิทธิ์ไม่ส่งแผ่น CD-ROM/DVD หรือภาพถ่ายคืน

๔. ภาพที่ส่งเข้าประกวดจะต้องเข้ากับแนวคิด และตอบสนองหัวข้อการประกวดที่กำหนด รวมทั้งภาพที่ส่งเข้าประกวด ต้องเป็นภาพที่ไม่เคยส่งเข้าประกวด และหรือเคยได้รับรางวัลจากที่อื่นมาก่อน ทั้งไม่เคยตีพิมพ์ใน นิตยสาร หนังสือ แผ่นภาพ หรือ เอกสารใดๆ ที่ทำขึ้นเพื่อการจำหน่าย เพื่อโฆษณา ยกเว้นการเผยแพร่บนเว็บไซต์ส่วนตัว (ซึ่งเป็นภาพของผู้ส่งเข้าประกวดได้ถ่ายภาพเอง จึงสามารถนำภาพที่เผยแพร่บนเว็บไซต์นั้น มาร่วมส่งเข้าประกวดได้)
๕. กำหนดส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงภายในวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๑ และจะมีพิธีมอบรางวัลในวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๑ ซึ่งตรงกับวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ

ผู้ที่ชนะการส่งภาพเข้าประกวด จะได้รับรางวัลดังนี้
รางวัลชนะเลิศที่ ๑ ได้รับโล่เกียรติยศจากของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์) พร้อมเงินรางวัล ๓๐,๐๐๐ บาท
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ ๑ ได้รับโล่จากอธิบดีกรมปาไม้ พร้อมเงินรางวัล ๒๐,๐๐๐ บาท
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ ๒ ได้รับโล่จากอธิบดีกรมปาไม้ พร้อมเงินรางวัล ๑๐,๐๐๐ บาท
รางวัลชมเชย จำนวน ๑๐ รางวัล รางวัลละ ๓,๐๐๐ บาท พร้อมใบประกาศ ได้รับโล่จากอธิบดีกรมปาไม้
การตัดสิน ดูจากเทคนิคในการถ่ายภาพ ความสวยงามของภาพ การจัดองค์ประกอบของภาพ ความคิดสร้างสรรค์ในการถ่ายภาพ แนวคิดและความหมายของภาพ คณะกรรมการตัดสินการประกวดและคณะกรรมการจัดงาน ไม่มีสิทธิ์ส่งภาพเข้าประกวด การตัดสินของคณะกรรมการฯ ถือเป็นที่สิ้นสุด ไม่สามารถอุทธรณ์ไดๆทั้งสิ้น
“ความงามทางธรรมชาติ ที่ทำให้ทุกการเดินทางของคุณ เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข แม้เส้นทาง
การเดินทางจะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ความงามของต้นไม้ที่ปลูกริมถนน จะทำให้เกิดความประทับใจมิรู้ลืม
จนต้องเก็บภาพไว้เพื่อเตือนความทรงจำในการเดินทาง จึงขอเชิญชวนน้องๆ นักเรียน นักศึกษา และทุกท่าน ได้ส่งภาพ
ถนนต้นไม้สวย เข้าร่วมประกวดในครั้งนี้ เพื่อแบ่งปันความสุข ความสวยงาม ความประทับใจ ความภาคภูมิใจ ของ
ถนนต้นไม้สวยในแต่ละจังหวัด” โฆษกกรมป่าไม้ กล่าว