กยท. เปิดเวทีรับความเห็นจากผู้แทนชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/324911

กยท. เปิดเวทีรับความเห็นจากผู้แทนชาวสวนยาง

กยท. เปิดเวทีรับความเห็นจากผู้แทนชาวสวนยางทั่วประเทศ ร่วมหาแนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบ

 รก.ผู้ว่าการ กยท. เปิดเวทีรับฟังความเห็นจากผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ กว่า 70 ราย เพื่อร่วมกันหาแนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบ ณ ห้องประชุมสถลสถานพิทักษ์ กยท. สำนักงานใหญ่  พร้อมสนับสนุนเกษตรกรรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อก้าวจากภาคเกษตรสู่การผลิตและแปรรูปยางสร้างมูลค่าเพิ่ม

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การยางแห่งประเทศไทยได้เชิญผู้แทนจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ กว่า 70 ราย เข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ในการร่วมกันพัฒนายางพาราทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อหารือแนวทางแก้ปัญหาความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรชาวสวนยาง ที่อาจมีรายได้ไม่เพียงพอในการดำรงชีพ หรือปัญหารายได้ที่ไม่แน่นอน โดยส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากราคายางตกต่ำ ซึ่ง กยท.จะส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความเข้มแข็ง มุ่งส่งเสริมและให้การสนับสนุนปัจจัยในด้านการผลิตและแปรรูป ได้แก่ เงินลงทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปจัดหาเครื่องจักรกล นวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตยางให้มีคุณภาพและผ่านมาตฐาน โดย กยท. เน้นการสร้างความร่วมมือร่วมกับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมเริ่มวางแนวทางในการสร้างความร่วมมือด้านการตลาด ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทร่วมค้า (Joint Trading Company) ร่วมกับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง โดยรวบรวมผลผลิตยางพาราประเภทต่างที่มีมาตรฐานจากสถาบันเกษตรกรฯ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“การประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหายางพาราระหว่าง กยท. และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นและโอกาสดีที่ในการสร้างความมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยได้รับฟังความและรับทราบปัญหาต่างๆ จากผู้แทนเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวน ซึ่งต้องการให้ กยท. ช่วยเหลือและให้การสนับสนุน ทั้งนี้ กยท. จะนำเอาความคิดเห็นของเกษตรกรไปพิจารณาแก้ไขปัญหาและดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้ที่มั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม” รก.ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติม

ไทยเดินหน้าเจรจาขยายโควตาสินค้าผลิตภัณฑ์สุกรแปรรูปไปญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/324107

ไทยเดินหน้าเจรจาขยายโควตาสินค้าผลิตภัณฑ์สุกรแปรรูปไปญี่ปุ่น

สุกรแปรรูป

ไทยเดินหน้าเจรจาขยายโควตาสินค้าผลิตภัณฑ์สุกรแปรรูปไปญี่ปุ่น

 

ไทยเดินหน้าเจรจาขยายโควตาสินค้าผลิตภัณฑ์สุกรแปรรูป ในเวที JTEPA ผลักดันญี่ปุ่นพิจารณาการเปิดตลาดสินค้าเพิ่มเติม พร้อมปรับปรุงข้อบทการค้าสินค้าให้สอดคล้องตามองค์การศุลกากรโลก ด้าน สศก. ระบุ ญี่ปุ่น เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 3 ของไทย  มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตรร้อยละ 9.59 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรไทยกับโลก       โดยมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรมีการเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.72 ต่อปี

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมว่าด้วยการค้าสินค้าภายใต้ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับญี่ปุ่นสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Japan-Thailand Economic PartnershipAgreement: JTEPA) ครั้งที่ 5 และการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมว่าด้วยกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ภายใต้ JTEPA ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 ณ กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพฯ โดยซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะเจรจาการค้าสินค้า และกรมศุลกากรเป็นหัวหน้าคณะเจรจากฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า

การประชุมครั้งนี้ ไทยยังคงขอขยายโควตาสินค้าผลิตภัณฑ์สุกรแปรรูป ซึ่งไทยมีศักยภาพส่งออกไปญี่ปุ่นและผลิตภัณฑ์สุกรของไทยเป็นผลิตภัณฑ์ปลอดสารเร่งเนื้อแดง นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการปรับโอนพิกัดศุลกากร จากปี 2002 เป็นปี 2017 ทั้งในตารางการลดภาษี และกฎเฉพาะรายสินค้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชนอีกด้วย

จากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ปัจจุบัน  ครบรอบ 10 ปี ที่จะต้องมีการเจรจาทบทวนความตกลง JTEPA ร่วมกัน ซึ่งไทยยังคงผลักดันให้ญี่ปุ่นพิจารณาการเปิดตลาดสินค้าเพิ่มเติมในสินค้าที่ยังไม่เคยเปิดตลาด และหากการเจรจาเป็นไปตามเป้าหมายจะมีสินค้าเกษตรไทยได้รับประโยชน์จากการเปิดตลาดเพิ่มเติมในครั้งนี้ นอกจากนี้ ไทยยังเสนอให้ปรับปรุงข้อบทการค้าสินค้า เพื่อให้สอดคล้องตามองค์การศุลกากรโลกและสถานการณ์ปัจจุบัน

สำหรับการค้าสินค้าเกษตร ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ถือว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 3 ของไทย โดยในระหว่างปี 2558 – 2560 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตรร้อยละ 9.59 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก             ซึ่งในปี 2558 ไทยและญี่ปุ่น มีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร 1.58 แสนล้านบาท และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2559 และ 2560 เป็นมูลค่า 1.64 แสนล้านบาท และ 1.73 แสนล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งมีการเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 4.72 ต่อปี

อย่างไรก็ตาม ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเกษตรกับญี่ปุ่นมาโดยตลอด โดยในปี 2558 – 2560               ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นเป็นมูลค่าเฉลี่ย 1.55 แสนล้านบาท และนำเข้าจากญี่ปุ่นเฉลี่ย 0.1 แสนล้านบาท ซึ่งไทยได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเกษตรเฉลี่ย 1.45 แสนล้านบาท สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ เนื้อไก่ปรุงแต่ง ชิ้นเนื้อและเครื่องในไก่แช่แข็ง ยางแผ่นรมควัน และอาหารสุนัขหรือแมว ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ เนื้อปลาแช่เย็นจนแข็งจำพวกปลาสคิปแจ็กหรือปลาโอท้องแถบ ปลาแอลบาคอร์หรือปลาทูนาครีบยาว ปลาแมคเคอเรล และปลาซาร์ดีน ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า หากไทยสามารถผลักดันให้การเจรจาเป็นไปตามเป้าหมายได้  จะเป็นการขยายโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยอย่างต่อเนื่อง

เร่งพ.ร.บ.การชลประทานฉบับใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพแผนจัดการน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/324048

เร่งพ.ร.บ.การชลประทานฉบับใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพแผนจัดการน้ำ

ร่างพรบฃลประทาน

เร่งพ.ร.บ.การชลประทานฉบับใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพแผนจัดการน้ำ

ร่างพระราชบัญญัติการชลประทานฉบับใหม่ใกล้แล้วเสร็จ  ใช้แทนฉบับเก่าที่ใช้มายาวนานตั้งแต่ปี 2485 เผยสาระสำคัญเพื่อให้แผนการบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และช่วยแก้ไขภาวะน้ำแล้งน้ำท่วมได้ทันท่วงที มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เร่งพ.ร.บ.การชลประทานฉบับใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพแผนจัดการน้ำ

นายสิทธิวัตร แสงสิริไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและที่ดิน กรมชลประทานเปิดเผยว่า    กรมชลประ ทานได้ยกร่าง พระราชบัญญัติการชลประทาน พ.ศ. … เพื่อปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 ที่ใช้มายาวนานจนถึงปัจจุบัน    โดยได้ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาบางส่วนให้ทันสมัย  ครบถ้วน  เพื่อประสิทธิภาพประสิทธิผลที่จะจัดการน้ำได้ดีขึ้น       ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารจัดการน้ำ  การขออนุญาตใช้น้ำ  การจัดเก็บค่าชลประทาน การคุ้มครองดูแลทางน้ำชลประทาน การแก้ไขสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ และปัญหาน้ำท่วม เป็นต้น
สำหรับ พ.ร.บ. การชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 ที่ใช้อยู่นั้น สาระสำคัญเกี่ยวกับหน้าที่หลัก คือ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานดำเนินการเกี่ยวกับการชลประทาน เช่น การเข้าไปสำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับการก่อสร้างชลประทาน การเข้าใช้ที่ดินของบุคคลอื่นหรือการเข้าไปดำเนินการรื้อถอนกรณีที่มีผู้บุกรุกทางน้ำชลประทาน หรือกระทำการกีดขวางทางน้ำชลประทานในกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น
ส่วนสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. การชลประทาน พ.ศ. … ได้แก่   การจัดทำแผนการชลประทานตามมาตรา 6 ซึ่งเป็นหลักการใหม่ที่กำหนดให้กรมชลประทานต้องจัดทำแผนการชลประทานที่สอดคล้องกับสาระสำคัญ และระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอต่อรัฐมนตรี เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแผน เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนการชลประทานแล้ว  ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามภารกิจและอำนาจหน้าที่เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกัน

เร่งพ.ร.บ.การชลประทานฉบับใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพแผนจัดการน้ำ

นอกจากนี้ การกำหนดการขออนุญาตใช้น้ำตามมาตรา 13 ในร่าง พ.ร.บ. การชลประทาน พ.ศ. … ได้กำหนดไว้ว่า เมื่อรัฐมนตรีได้ประกาศให้ทางน้ำใดเป็นทางน้ำชลประทานแล้ว ผู้จะใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดี ซึ่งในใบอนุญาตจะกำหนดประเภทของกิจกรรมที่ใช้น้ำด้วยก็ได้ โดยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการอนุญาต ยกเว้นการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต และแบบใบอนุญาต ให้กำหนดเป็นกฎกระทรวง ซึ่งตามมาตรา 26 ใน พ.ร.บ. การชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 ยังมีเนื้อหาไม่ชัดเจนถึงการอนุญาตให้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน จึงได้แก้ไขเพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

เร่งพ.ร.บ.การชลประทานฉบับใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพแผนจัดการน้ำ
ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและที่ดิน กรมชลประทาน กล่าวต่อว่า  นอกจากนี้ยังมีสาระสำคัญอื่นๆ ที่แก้ไข  เช่น การแก้ไขสถานการณ์ขาดแคลนน้ำและปัญหาน้ำท่วม มาตรา 4 ในร่าง พ.ร.บ. การชลประทาน พ.ศ. … ได้ให้นิยามคำว่า “เจ้าพนักงาน” หมายความว่า เจ้าพนักงานที่กรมชลประทานหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งอธิบดีแต่งตั้งให้มีหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการชลประทานตามพระราชบัญญัตินี้ โดยมาตรา 31 ในพ.ร.บ. เดียวกัน ในกรณีฉุกเฉินให้เจ้าพนักงานมีอำนาจใช้ที่ดินหรือทรัพย์สินของบุคคลใดเพื่อก่อสร้าง หรือติดตั้งอุปกรณ์เพื่อระบายน้ำ หรือกักเก็บน้ำเป็นการชั่วคราว หรือกระทำการอื่นใดในที่ดินใกล้เคียงหรือบริเวณที่อาจเกิดอันตรายแก่การชลประทาน เพื่อป้องกันหรือแก้ไขอันตรายที่อาจเกิดแก่การชลประทานได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินทราบล่วงหน้า และมาตรา 37 กำหนดให้กรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องบรรเทาหรือแก้ไขสถานการณ์การขาดแคลนน้ำเพื่อการชลประทาน หรืออุทกภัยร้ายแรงในพื้นที่ หรือเพื่อการรักษา หรือฟื้นฟูคุณภาพน้ำในทางน้ำชลประทานหรือแหล่งน้ำสาธารณะใด ซึ่งเป็นหลักการที่กำหนดขึ้นในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การขาดแคลนน้ำและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเพื่อกิจการชลประทานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.การชลประทาน พ.ศ. … ได้ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว และจะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อเข้าสู่การพิจารณาในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป โดยมาตรา 3 ร่าง พ.ร.บ.การชลประทาน พ.ศ. … ได้กำหนดให้การใช้ทรัพยากรน้ำเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ซึ่งหากมีกฎหมายใดกำหนดไว้โดยเฉพาะก็ให้ดำเนินการไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น เว้นแต่บทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงจำต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายชลประทานเพื่อให้การบูรณาการทรัพยากรน้ำร่วมกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเข้าไปศึกษาและแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.การชลประทาน พ.ศ…. ได้ในเว็บไซต์ http://www.rid.go.th” นายสิทธิวัตรกล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯ ถกแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/323921

เกษตรฯ ถกแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ

กุ้ง

เกษตรฯ ถกแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำสรุปมาตรการช่วยเหลือชัดเจนภายใน 10 พ.ค.

เกษตรฯ ถกหน่วยเกี่ยวข้อง และภาคเอกชน แก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ เร่งแผนด่วนเจรจาผู้ประกอบการปรับลดราคาปัจจัยการผลิต พร้อมอ้อนผู้ส่งออกเพิ่มราคารับซื้อกุ้งจากเกษตรกร ลั่นได้ข้อสรุปมาตรการช่วยเหลือชัดเจนภายใน 10 พ.ค. 

            นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมหารือมาตรการแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และนครศรีธรรมราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และสมาคมแช่เยือกแข็งไทย โดยมีบริษัทผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่เข้าร่วมหารือ ว่า ผลการหารือร่วมกันในเบื้องต้นขณะนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ มาตรการเฉพาะหน้าหรือเร่งด่วน และมาตรการระยะปานกลางและระยะยาว โดยมาตรการระยะเร่งด่วน คือ การหารือร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเจรจาขอปรับลดราคาปัจจัยการผลิตในการเลี้ยงกุ้งตามที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ร้องขอ และการขอความร่วมมือผู้ประกอบการรายใหญ่ที่รับซื้อกุ้งเพื่อส่งออก รับซื้อกุ้งขาวแวนนาไมจากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้นกว่าราคาที่รับซื้ออยู่ในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ราคา 105 – 115 บาท /ขนาดกุ้ง 100 ตัว ซึ่งทางภาคเอกชนได้ตอบรับข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯ ไปหารือกันในกลุ่มผู้ประกอบการอีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อสรุปในเรื่องราคาที่ชัดเจน     

            ส่วนมาตรการระยะปานกลางและระยะยาว คือ การบริหารจัดการผลผลิตกุ้งให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และการควบคุมคุณภาพการเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก เนื่องจากขีดความสามารถแข่งขันการส่งออกกุ้งของไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากที่เคยส่งออกเป็นอันดับ 1 แต่ปัจจุบันมีประเทศคู่แข่งที่ผลิตกุ้งในราคาต้นทุนที่ต่ำกว่าและได้ผลผลิตที่มากกว่าเกิดขึ้น โดยเฉพาะอินเดียที่มีผลผลิตกุ้งในปีนี้ถึง 6 – 7 แสนตัน ขณะที่ไทยมีผลผลิตกุ้งเฉลี่ย 2 แสนตัน เมื่อประเทศคู่แข่งผลิตกุ้งได้มากกว่าในต้นทุนที่ต่ำกว่าก็เกิดการแย่งตลาดเกิดขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อราคากุ้งในประเทศไทย ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง จะต้องเร่งจัดระเบียบการเลี้ยงกุ้ง การขึ้นทะเบียนฟาร์มของเกษตรกร เพื่อให้สามารถกำกับดูแลและควบคุมคุณภาพเพาะเลี้ยงไม่ให้มีการใช้ปัจจัยการผลิตเกินความจำเป็นที่ส่งผลต่อต้นทุนที่สูง รวมถึงคุณภาพกุ้งของไทยที่เป็นที่ยอมรับของตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น และขอความร่วมมือภาคเอกชนลดปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงกุ้งด้วย

            “อย่างไรก็ตาม ฝากถึงเกษตรกรว่าขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้ส่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งโดยเร่งด่วนแล้ว จึงขอความร่วมมืออย่าหลงเชื่อข่าวลือใดๆ ขอให้รอความชัดเจนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ หรือรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ที่จะมีการแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อแจ้งผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดถึงเกษตรกรโดยตรง โดยคาดว่าน่าจะมีความชัดเจนในมาตรการต่างๆ ภายใน 10 พ.ค.นี้แน่นอน” นายกฤษฏา กล่าว

เปิดข้อมูลไม้ผลภาคใต้ตอนบนรอบแรก คาดผลผลิตรวมเพิ่ม 79%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/323920

เปิดข้อมูลไม้ผลภาคใต้ตอนบนรอบแรก คาดผลผลิตรวมเพิ่ม 79%

สศก

เปิดข้อมูลไม้ผลภาคใต้ตอนบนรอบแรก คาด ผลผลิตรวมเพิ่ม 79%เผย ลองกอง ดกสุด เพิ่มกว่า 800%

 

สศท.8 เผยข้อมูลไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ของไม้ผล 4 ชนิด ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน คาด ปีนี้ ผลผลิต440,579 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 79.54  โดยเฉพาะ ลองกอง เพิ่มขึ้นมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 872.26 ด้าน สศท.8 พร้อมเกาะติดสถานการณ์ใกล้ชิด หากสภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวน อาจส่งผลปริมาณผลผลิตเปลี่ยนแปลง ลุยจัดทีมลงพื้นที่สำรวจอีกครั้ง เดือนพฤษภาคม ถึง ต้นเดือนกรกฎาคมนี้

นายวิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงข้อมูลไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2561 ของไม้ผล 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ในภาคใต้ตอนบน 7 จังหวัด ได้แก่  สุราษฎร์ธานี  ชุมพร นครศรีธรรมราช ระนอง กระบี่ พังงา และภูเก็ต  ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) และศูนย์สารสนเทศการเกษตร (ศสส.) ร่วมมือกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคใต้  พยากรณ์ข้อมูลไม้ผล   ปี 2561 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2561) พบว่า

เนื้อที่ให้ผล 4 สินค้า มีจำนวน 525,647 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560จำนวน 3,085 ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.59) โดยเฉพาะทุเรียน เพิ่มขึ้นจำนวน 13,288 ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.63) ส่วนผลไม้อีก 3 ชนิด เนื้อที่ให้ผลลดลง โดยเงาะลดลงมากที่สุด คือร้อยละ 7.62 รองลงมาได้แก่ ลองกอง ลดลงร้อยละ 5.04 และ มังคุดลดลงร้อยละ 0.39

          ผลผลิตรวม 4 สินค้า คาดว่าจะมีประมาณ 440,579 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 195,179 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 79.54) โดยลองกอง  จะเพิ่มขึ้นมากสุด ร้อยละ 872.26 มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 123.38  เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 76.75 และ ทุเรียน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 46.49 ทั้งนี้ ผลผลิตทั้ง 4 สินค้า เพิ่มขึ้นทุกชนิด เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำเพียงพอ และปีที่แล้วออกดอกติดผลน้อย ทำให้ต้นมีโอกาสได้พักตัวสะสมอาหารเต็มที่ ซึ่งคาดว่า ผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ต่อเนื่องถึงกลางเดือนกันยายน

ผลผลิตต่อไร่ 4 สินค้า คาดว่าจะเพิ่มขึ้นทั้งหมด เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับในปีที่ผ่านมาไม้ผลบางต้น    ไม่ติดผลหรือให้ผลผลิตน้อย ทำให้มีเวลาในการพักต้นสะสมอาหารต้นสมบูรณ์ขึ้น และแม้ว่าต้นทุเรียนประสบปัญหาเชื้อราไฟทอปเธอราที่ระบาด แต่ไม่เป็นปัญหามากนัก เนื่องจากพื้นที่ให้ผลเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะทุเรียนสาวที่เริ่มให้ผลเพิ่มขึ้นมาทดแทนเป็นจำนวนมาก

ด้านนายธรณิศร  กลิ่นภักดี ผอ.สศท.8 กล่าวเสริมว่า สำหรับแนวทางบริหารจัดการผลไม้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2561 ยังคงเน้นเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยให้จังหวัดคำนึงถึงการบริหารจัดการผลไม้ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพซึ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของผลไม้ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลไม้ตลอดฤดูกาลผลิต อย่างไรก็ตาม หากสภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนอาจทำให้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อีก เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศของภาคใต้มีฝนตกค่อนข้างมาก และมีมรสุมเข้ามาสม่ำเสมอ และอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย  ซึ่งจะเห็นผลได้ชัดเจนอีกครั้งหลังกลางเดือนมีนาคมถึงเมษายนเป็นต้นไป โดย สศท.8 จะได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและลงพื้นที่สำรวจในเดือนพฤษภาคม ถึง ต้นเดือนกรกฎาคม 2561 ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร. 077 311 597 หรืออีเมล zone8@oae.go.th

เกษตรฯเร่งแก้ไขปัญหาผลผลิตสับปะรดโรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/323919

เกษตรฯเร่งแก้ไขปัญหาผลผลิตสับปะรดโรงงาน

สับปะรดโรงงาน

เกษตรฯเร่งแก้ไขปัญหาผลผลิตสับปะรดโรงงาน

รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ เรียกหน่วยงานในสังกัด หารือถึงการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาผลผลิตสับปะรดโรงงานที่จะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2561 

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาผลผลิตสับปะรดโรงงานที่จะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2561 โดยได้มอบหมายองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดงานส่งเสริมการบริโภคสับปะรดทั้งสายพันธุ์เพื่อการบริโภคผลสด เช่น พันธุ์ภูแล ภูเก็ต และตราดสีทอง เป็นต้น รวมถึงสับปะรดโรงงาน (พันธุ์ปัตตาเวีย) พร้อมทั้งจัดสถานที่จำหน่ายสับปะรดในบริเวณพื้นที่ตลาดของ อ.ต.ก. ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2561 พร้อมทั้งให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนการดำเนินการกระจายผลผลิตสับปะรดโรงงานเพื่อการบริโภคผลสดจากจังหวัดแหล่งผลิต เช่น ลำปาง ระยอง เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ไปยังจังหวัดต่าง ๆ ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ โดยใช้งบปกติของกรมส่งเสริมสหกรณ์

นอกจากนี้ ยังให้กรมปศุสัตว์ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำโครงการนำร่องการนำสับปะรดผลสดไปทำอาหารหมักเลี้ยงโคเนื้อและโคนม รวมถึงการทำ Feed Center ที่ใช้สับปะรดผลสดเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ โดยใช้งบปกติของกรมปศุสัตว์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ และจากเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) อีกทั้งยังมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร เผยแพร่คุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์จากการบริโภคสับปะรด และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้แก่ประชาชน

ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงนามในหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณามอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานส่งเสริมการบริโภคสับปะรดผลสดในจังหวัดแหล่งผลิต และจัดงานรณรงค์การบริโภคสับปะรดในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ และลงนามในหนังสือถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อพิจารณาสนับสนุนให้เรือนจำต่าง ๆ นำผลผลิตสับปะรดมาใช้ประกอบในการทำอาหารให้แก่นักโทษในเรือนจำทั่วประเทศ ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2561 ด้วย

ดีเดย์ 1 พ.ค.ปล่อยน้ำเข้า 12 ทุ่ง ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/323723

ดีเดย์ 1 พ.ค.ปล่อยน้ำเข้า 12 ทุ่ง ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง

ลุ่มเจ้าพระยา

ดีเดย์ 1 พ.ค.ปล่อยน้ำเข้า 12 ทุ่ง ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง

         กระทรวงเกษตรฯปล่อยน้ำเข้า 12 ทุ่ง ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง ดีเดย์ 1 พฤษภาคม นี้ เริ่มต้นฤดูกาลผลิตข้าวนาปี พร้อมตรวจเยี่ยมการดำเนินงานแปลงใหญ่ จ.ชัยนาท

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีส่งน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ จังหวัดชัยนาท ว่า วันที่

1 พฤษภาคม 2561 เป็นกําหนดเวลาเริ่มต้นฤดูการเพาะปลูกที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมชลประทาน จะได้ส่งน้ำให้กับเกษตรกรเพื่อทําการเพาะปลูกข้าวนาปี ในพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ครอบคลุมพื้นที่ 1.15 ล้านไร่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะใช้เป็นพื้นที่แก้มลิงรองรับปริมาณน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากในเดือนกันยายน – ตุลาคม เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยในลุ่มน้ำจ้าพระยาและพื้นที่ข้างเคียง

“ผลจากการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปี เมื่อปี 2560 ประสบความสําเร็จเป็นอย่างดี สามารถลดความเสียหายในหลายๆ ด้าน จึงต้องสร้างความตระหนักรู้ให้กลุ่มผู้ใช้น้ำเข้าใจถึงความสําคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง สำหรับการส่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำเร็วขึ้นนั้น จะช่วยลดผลกระทบความเสียหายจากน้ำท่วม ใช้พื้นที่เป็นแก้มลิงธรรมชาติในการเก็บกักน้ำในฤดูน้ำหลาก ช่วยชะลอน้ำได้ 1,500 ล้าน ลบ.ม. แล้ว เกษตรกรยังจะมีรายได้เสริมจากการประกอบอาชีพประมง ด้วย ซึ่งหลังจากนี้จะใช้โมเดลดังกล่าว ขยายผลไปดำเนินการในภาคอีสาน และภาคใต้ต่อไป” นายกฤษฎา กล่าว

นอกจากนี้ยังได้ถือโอกาสตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรประจำอำเภอ จำนวน 8 ศูนย์  ซึ่งตัวอย่างกลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวบ้านหนองตาดำ-โพธิ์เจริญ เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่ายในชุมชน โดยมีเป้าหมายในการลดต้นทุนการผลิต และผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และข้าวคุณภาพดี ปัจจุบันมีสมาชิก 56 ราย พื้นที่ 1,379 ไร่ สินค้าหลัก ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ข้าว และข้าวบริโภค โดยปัจจุบันผลการดำเนินงานในปีการผลิต 2560/61 สมาชิกร้อยละ 70 สามารถลดต้นทุนการผลิตจาก 4,850 บาท/ไร่ เหลือ 3,952 บาท/ไร่ ลดลงเฉลี่ยไร่ละ 898 บาท (ร้อยละ 18.51) ทั้งนี้ ผลจากการรวมกลุ่มผลิตเป็นแปลงใหญ่ จะทำให้กลุ่มเกษตรกรเข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐในด้านต่างๆได้มากขึ้น เช่น การรับการถ่ายทอดความรู้ การสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม การสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อเป็นศูนย์ให้บริการเครื่องจักรกลเกษตรในชุมชน รวมถึงมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดในเชิงธุรกิจจากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรอีกด้วย.

“อ.ยักษ์” มอบนโยบายให้เกษตรกรรับแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/323722

“อ.ยักษ์” มอบนโยบายให้เกษตรกรรับแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่

อยักษ์

“อ.ยักษ์” มอบนโยบายให้เกษตรกรปรับแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้โครงการ 5 ประสาน

        “อ.ยักษ์” มอบนโยบายให้เกษตรกรใน “โครงการอบรมหลักสูตรกลาง การปรับแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้โครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ณ ชุมชนราชธานีอโศก จ.อุบลราชธานี หนุนเกษตรกรรวมพลังอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมปลุกความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวมอบนโยบายให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมอบรมใน “โครงการอบรมหลักสูตรกลาง การปรับแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้โครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง ประจำปีงบประมาณ 2561″ ณ ชุมชนราชธานีอโศก อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจัดอบรมในระหว่างวันที่ 29-30 เมษายน 2561 โดยได้เน้นย้ำส่งเสริมให้เกษตรกรให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ดินและน้ำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ส่งเสริมให้ชาวบ้านร่วมมือกับกรมชลประทานและหน่วยงานภาครัฐในการเก็บกักน้ำและพัฒนาแหล่งน้ำ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรรู้คุณค่าและภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับชุมชนได้ สำหรับ”โครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินโครงการฯในปีงบประมาณ 2560 และต่อเนื่องมาจนถึงปีงบประมาณ 2561เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลดุลยเดช ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการฯ จากทุกตำบลของประเทศโดยตั้งเป้าหมายให้เพิ่มขึ้นในปี 2561 อีกจำนวน 70,000 รายรวมทั้งสิ้น 140,000 ราย (ปี 2560-2561) เพื่อน้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกร ตามภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งหวังที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อันเกิดจากการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชนโดยการสร้างอาชีพอย่างเหมาะสมกับทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า

หลังจากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปเป็นเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ เรื่อง “เพียรธรรม เพียรสำเร็จได้” ในโครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม”ณ วัดป่าไทรงาม อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี โดยได้ยกตัวอย่างและถ่ายทอดเรื่องราวของความเพียรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวง และความเพียรก็นำมาซึ่งความสำเร็จ และยังแผ่ความผาสุขมายังพสกนิกรของพระองค์ด้วย

สำหรับโครงการ”สามเณร ปลูกปัญญาธรรม” เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงขณะบรรพชาของสามเณรภาคฤดูร้อน 12 รูป ในช่วงปิดภาคฤดูร้อน จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 7 เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้ศึกษาหลักธรรมคำสอน ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม และปฏิบัติตนตามแนวทางพุทธศาสนา โดยจะคัดเลือกเยาวชนที่ตั้งใจเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเรียนรู้ และปฏิบัติธรรรม ณ วัดป่าไทรงาม อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี  เป็นระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 6เมษายน – 6 พฤษภาคม 2561 โดยจะถ่ายทอดสดในรูปแบบรายการธรรมะเรียลลิตี้ ทางช่องเรียลลิตี้ ทรูวิชั่นส์ เอชดี ช่อง 119 หรือ 333  และช่องเรียลลิตี้ ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60 หรือ 99

เดินหน้าโครงการปศุสัตว์ OK ปีที่ 4 ต่อยอดความสำเร็จสู่ไข่ OK

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/323257

เดินหน้าโครงการปศุสัตว์ OK ปีที่ 4 ต่อยอดความสำเร็จสู่ไข่ OK

ปศุสัตว์ok

เดินหน้าโครงการปศุสัตว์ OK ปีที่ 4 ต่อยอดความสำเร็จสู่ไข่ OK

 

กรมปศุสัตว์ เดินหน้าโครงการปศุสัตว์ OK ต่อเนื่องปีที่ 4 มุ่งยกระดับมาตรฐานร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ปลอดภัย ปลอดสารเร่งเนื้อแดงสู่ผู้บริโภคชาวไทย พร้อมขยายผลสำเร็จสู่ร้านจำหน่ายไข่ OK คาดปีนี้สามารถหนุนผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการรวม 5,000 แห่ง

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์และโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิเดเผยว่า กรมปศุสัตว์ขับเคลื่อน “โครงการเนื้อสัตว์ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค” หรือ “ปศุสัตว์ OK” มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างยั่งยืน สร้างอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภค โดยได้ดำเนินการทั้งในร้านค้าและเขียงจำหน่ายในตลาดสด ร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่ ร้านโมเดิร์นเทรด รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยในลักษณะเถ้าแก่เล็กเนื้อหมูตู้เย็นชุมชนพอร์คชอป ที่เป็นปลายน้ำของห่วงโซ่อาหารปลอดภัย ทำหน้าที่ส่งมอบผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์สู่ผู้บริโภคโดยตรง ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากภาคผู้ผลิตและผู้ประกอบการร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ ที่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

“ปัจจุบันกรมปศุสัตว์ส่งเสริมให้ร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ทั่วประเทศเข้าสู่โครงการปศุสัตว์ OK แล้ว 4,232 แห่ง ขณะเดียวกันได้ขยายความสำเร็จของโครงการนี้ไปสู่ร้านจำหน่ายไข่ OK ได้อีก 384 แห่ง คาดว่าปีนี้จะสามารถเดินหน้ามาตรฐานการจัดจำหน่ายเนื้อสัตว์และไข่ปลอดภัยนี้สู่ผู้บริโภคทั่วไทยให้ถึง 5,000 แห่ง และผลักกันโครงการนี้ให้เป็นต้นแบบบูรณาการสู่กิจกรรมอื่นๆ เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคอาหารที่มีความปลอดภัยตามมาตรฐาน ได้รับอาหารที่ปลอดภัยจากยาปฏิชีวนะและสารตกค้าง” นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าว

 

โฆษกกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า นอกจากการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการนำมาตรฐานโครงการของกรมปศุสัตว์ไปปรับใช้แล้ว ยังแนะนำให้จัดเก็บผลิตภัณฑ์ระหว่างจำหน่ายไว้ในตู้แช่เย็นเพื่อให้สินค้าคงความสดและคงคุณภาพไว้จนถึงมือผู้บริโภค ขณะเดียวกันร้านจำหน่ายที่ได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดหรือปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่จะเข้าตรวจสอบมาตรฐานอย่างต่อเนื่องทั้งที่ร้านจำหน่าย และตรวจสอบย้อนกลับถึงกระบวนการผลิตที่ฟาร์มเลี้ยงและโรงชำแหละก่อนนำมาจัดจำหน่ายที่ร้าน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่ถูกหลักสุขอนามัย สด สะอาด ปลอดภัย

ทั้งนี้ โครงการปศุสัตว์ OK เป็นโครงการที่กรมปศุสัตว์เดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อผลักดันให้เกิดความปลอดภัยในอาหาร สร้างความน่าเชื่อถือ และการยอมรับจากผู้บริโภคมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด และมีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ โครงการนี้มุ่งเน้นผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่มีความปลอดภัยในระดับสูง โดยกำหนดให้สินค้าที่จำหน่ายในร้านที่ได้รับการรับรองปศุสัตว์ OK จะต้องมาจากฟาร์มที่ได้มาตรฐานของกรมปศุสัตว์และได้มาตรฐาน GMP ผ่านการเชือดชำแหละจากโรงฆ่าที่ถูกกฎหมาย กระทั่งถึงโรงงานแปรรูปและสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความสะอาด เนื้อสัตว์วางแยกกับเครื่องในสัตว์ เขียง มีดและอุปกรณ์ต้องล้างทำความสะอาดสม่ำเสมอ และผู้จำหน่ายต้องสวมเครื่องแต่งกายที่สะอาด

จัด3.6พันล้านหนุนผลิต”ปุ๋ยสั่งตัด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/322952

จัด3.6พันล้านหนุนผลิต”ปุ๋ยสั่งตัด”

ปุ๋ยสั่งตัด

“ครม.” เห็นชอบโครงการปุ๋ยสั่งตัด ให้ “ธ.ก.ส.” จัดสินเชื่อ 3.6 พันล้านให้เกษตรกรดำเนินการ

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (24 เม.ย.) เห็นชอบมาตรการเกษตรประชารัฐเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เพื่อดำเนินโครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร วงเงินสินเชื่อ 3.6 พันล้านบาท

โดยใช้แหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณชดเชยดอกเบี้ยวงเงินไม่เกิน 72 ล้านบาท โดยให้ ธ.ก.ส.ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไป ตามภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง

 ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรขยายธุรกิจในการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัด เพื่อสมาชิกของสถาบันเกษตรกรใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพตรงกับสภาพของดิน และราคาที่เป็นธรรม รวมทั้งการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร และเพื่อสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนกับสถาบันการเงิน ในการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดมาจำหน่าย มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2561-30 เม.ย.2563 โดยสามารถเก็บตัวอย่างดินส่งวิเคราะห์ได้ที่กรมพัฒนาที่ดินและสำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัด

นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติในหลักการโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร วงเงินสินเชื่อ 9 หมื่นล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส. วงเงินชดเชยดอกเบี้ยไม่เกิน 1.8 พันล้านบาท ซึ่ง ธ.ก.ส.ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไปตามภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานในราคาที่เป็นธรรม และสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสังคมไร้เงินสดของภาครัฐ