‘คิม ดงฮัน’หล่อร้าย กระชากหัวใจสาวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/355301

‘คิม ดงฮัน’หล่อร้าย กระชากหัวใจสาวไทย

‘คิม ดงฮัน’หล่อร้าย กระชากหัวใจสาวไทย

วันศุกร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สาวไทยอ้าแขนต้อนรับหนุ่มหล่อ“คิม ดงฮัน” (Kim Donghan) กันอย่างอบอุ่นตั้งแต่ลงเครื่อง และในแถลงข่าวแฟนมีตติ้งเดี่ยวครั้งแรก “2018 Kim Donghan The 1st Fan Meeting in Bangkok” ที่ โรงแรมดุสิตธานี เมื่อวันก่อน โดย “ดงฮัน” ออกตัวชื่นชอบอาหารไทย อย่าง ผัดไท, แตงโมปั่น อย่างมาก แถมโชว์สเต็ปแดนซ์จังหวะสามช่าให้สื่อมวลชนได้ชมเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนจัดเต็มในงานแฟนมิตติ้งช่วงเย็น โดยทางผู้จัดซีนิธ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จัดขึ้นที่ จีเอ็มเอ็มไลฟ์เฮาส์, เซ็นทรัลเวิลด์ เริ่มต้นความสนุกด้วยเพลงเปิดตัว Ain’t No Time และทักทายแฟนๆด้วยภาษาไทยที่ชัดเจน “สวัสดีครับ ผมดงฮันครับ” “พี่สาว… น้องดงฮันรวั๊ย รว๊ายยย” โดยนับเป็นแฟนมีตติ้งครั้งแรกหลัง “ดงฮัน” เดบิวในฐานะศิลปินเดี่ยว ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง จัดเต็มทั้งร้อง เต้น เล่นเกม ทำเอาแฟนๆ พากันเคลิ้ม ก่อนปิดท้ายด้วยเสน่ห์ร้ายๆ ปนเซ็กซี่กับเพลง Sunset หนุ่มดงฮัน ฝากถึงแฟนๆ ที่มาว่า “ขอบคุณทุกคนที่มา วันนี้มีความสุขมากๆ อยากกลับมาพบกันอีกในเวลาที่เร็วที่สุด ผมเดบิวต์มา 1 เดือนแล้วให้ความสนใจผมต่อไปด้วยนะครับ รักนะครับ”

วิ่งไกลอย่างไรให้เร็วกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575503

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2561 เวลา 11:20 น.

วิ่งไกลอย่างไรให้เร็วกว่าเดิม

โดย กั๊ตจัง ภาพ เอเอฟพี

สำหรับคนที่อยากจะลงแข่งขันมาราธอน ไม่ว่าจะเป็นรายการฟันรันหรือมินิมาราธอน แต่ยังติดอยู่ที่เวลาไม่เคยได้ต่ำกว่า 70 นาที อยากจะวิ่งไกลให้เร็วกว่านี้ต้องทำอย่างไร?

วันนี้เรามีคำแนะนำบางอย่างที่อาจจะช่วยให้คุณวิ่งไกลได้เร็วกว่าเดิม

1.อย่าหยุดอยู่ที่ความสบาย

หลายคนที่วิ่งระยะทางไกลแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถทำเวลาได้เร็วมากขึ้น กำแพงใหญ่ของปัญหานี้อาจอยู่ที่ความไม่พยายามวิ่งให้เร็วกว่าเดิม หรือเพิ่มรอบขาขึ้นอีกระดับหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เวลารวมในการวิ่งของคุณนั้นขยับขึ้นมาเร็วขึ้น

วิธีการฝึกวิ่งให้เร็วขึ้นสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการเพิ่มสปีดให้กับตัวเองในบางช่วงแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ปกติคุณอาจจะวิ่งด้วยความเร็ว 8 กม./ชม. เป็นความเร็วพื้นฐานที่คุณรู้สึกว่าวิ่งได้สบาย ลองจัดโปรแกรมให้บางช่วงขณะซ้อมเพิ่มความเร็วเป็น 8.5 กม./ชม. เป็นเวลา 5 นาที จากนั้นวันต่อๆ มา ค่อยขยับเพิ่มขึ้นเป็น 6-10 นาที

ฝึกเพิ่มความเร็วและเวลาขึ้นไปเรื่อยๆ ประมาณ 2 สัปดาห์ คุณก็จะพบว่าคุณสามารถวิ่งได้เร็วกว่าเดิมโดยไม่รู้สึกถึงอาการเหนื่อย อาจจะพบปัญหาอาการจุกท้องบ้าง ถือเป็นเรื่องปกติ เราก็แค่วิ่งให้ช้าลง อาการจุกก็จะค่อยๆ หายไป

2.ออกกำลังกายแบบอื่นบ้าง

การออกกำลังกายให้มีประสิทธิภาพ ไม่ควรออกกำลังกายประเภทเดียวอยู่ตลอดเวลา ควรแบ่งเวลาในการออกกำลังกายแบบอื่นที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพของการวิ่ง เช่น กีฬาว่ายน้ำ ยกน้ำหนัก ปั่นจักรยาน หรือแม้แต่การฝึกสปรินต์กีฬาเหล่านี้จะช่วยให้คุณพัฒนาขีดความสามารถร่างกาย

กีฬาว่ายน้ำช่วยเสริมในเรื่องการหายใจ ปั่นจักรยานช่วยเสริมกล้ามเนื้อขาส่วนที่การวิ่งปกติไม่ได้ใช้งานมากนัก ยกน้ำหนักช่วยเสริมกล้ามเนื้อเพิ่มความแข็งแรงโดยรวมให้กับร่างกายในส่วนอื่นๆ ให้ดูสมส่วนมากขึ้น โดยอาศัยช่วงว่างจากตารางการฝึกวิ่งมาออกกำลังกายในแบบอื่น โดยเฉพาะการว่ายน้ำที่ช่วยในเรื่องการหายใจได้เป็นอย่างดี

3.จัดตารางฝึกให้มีช่วงพัก

การวิ่งทุกวันไม่ได้ทำให้ร่างกายเราแข็งแรงอย่างที่คิด แต่การฝึกหนักสลับเบา และมีวันที่ได้หยุดพักต่างหากที่ช่วยให้ฝีเท้าเราพัฒนาได้เร็วขึ้น โดยโปรแกรมการฝึกซ้อมจะเป็นตารางง่ายๆ แบบพื้นฐานสลับวันกัน ดังนี้ วิ่งปกติ 6 กม./วิ่งปกติสลับเร็ว 6 กม./พัก/ออกกำลังกายประเภทอื่น/วิ่งระยะ 10 กม./พัก/ออกกำลังกายประเภทอื่น

ในช่วงวันที่ได้ออกกำลังกายประเภทอื่นนั้น ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายให้หนักจนรู้สึกเหนื่อยเหงื่อเต็มตัว พอให้หัวใจเต้นเร็วได้ใช้แรง เน้นเรื่องการหายใจและฝึกความเร็ว จะช่วยพัฒนาด้านความอึดและความเร็วในการวิ่งกับคุณได้เอง แต่อย่างไรก็ตามตารางฝึกนี้ไม่จำเป็นต้องทำตามไปตลอด

สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความชอบ และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของแต่ละคน แต่ขอให้มีช่วงพักอย่างน้อย 2-3 วัน/สัปดาห์ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักฟื้นและกลับมาแข็งแรงกว่าเดิมก็พอ

4.อาหารช่วยเพิ่มพลังวิ่ง

หลายคนฝึกฝนเท่าไรก็ไม่พัฒนาสักที วิ่งไปแล้วหมดแรงไปเสียก่อน บางทีคำตอบของปัญหาก็อยู่ที่การรับประทานอาหารที่ให้พลังงานไม่เพียงพอกับการวิ่งที่ต้องใช้พลังงานเกือบครึ่งหนึ่งของพลังงานที่ร่างกายใช้ตลอดทั้งวัน

ดังนั้น ก่อนออกกำลังกายอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงครึ่งเราควรรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น แป้ง ผลไม้ที่ให้วิตามิน และกลูโคสธรรมชาติ ระหว่างฝึกวิ่ง สิ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ น้ำ ที่ต้องคอยดื่มเป็นระยะ หากวิ่งทางไกลเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำจากการเสียเหงื่อมากเกินไป จนรู้สึกหมดแรงไปก่อน

5.ฝึกวิ่งบนลู่ช่วยพัฒนาจังหวะการวิ่ง

นักวิ่งหลายคนมักจะมองข้ามการฝึกวิ่งบนลู่วิ่ง เพราะคนที่ฝึกวิ่งบนลู่ไปวิ่งสนามจริงมักจะไม่คุ้นเคยและเหนื่อยมากกว่า แต่ที่จริงแล้วการฝึกวิ่งบนลู่มีข้อดี คือ การปรับรอบขาให้มีจังหวะที่สม่ำเสมอ ซึ่งนักกีฬาทีมชาติและนักแข่งยังเลือกที่จะฝึกวิ่งบนลู่ควบคู่ไปกับการฝึกวิ่งบนถนนจริง

เพียงแต่เทคนิคการปรับลู่วิ่งนั้นจะปรับให้มีความชันเพิ่มขึ้นประมาณ 2-5 องศา เพิ่มความหนืดให้ออกแรงวิ่งใกล้เคียงกับสภาพถนนจริง ถ้าอยากฝึกวิ่งให้เร็ว มีจังหวะรอบขาที่สม่ำเสมอการฝึกวิ่งบนลู่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี

สุดท้ายที่ไม่รวมในข้อใดข้อหนึ่ง ก็คือ อย่าไปยึดติดกับวิชาการมากเกินไป หลายครั้งการฟังเทคนิคจากนักวิ่งอาชีพหลายๆ คน เราจะพบว่าต่างมีแนวทางของตัวเองที่น่าสนใจ แต่หากฟังคนอื่นมากไปจะทำให้เราละเลยธรรมชาติที่ตัวเราเป็น เพราะทุกคนต่างมีจังหวะการวิ่งในแบบของตัวเอง

ขอเพียงรู้พื้นฐานการวิ่งที่ถูกต้อง ลงเท้าให้ถูก จัดวางท่าให้สมดุล หายใจให้ลึกที่เหลือร่างกายเราจะบอกเองว่าควรวิ่งแบบใด ที่ทำให้ตัวเองเคลื่อนที่ไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด บางคนยกขาสูงแล้วทำให้วิ่งเร็ว ที่เหลือเราต้องหาจังหวะการวิ่งของตัวเองที่วิ่งแล้วได้ผลดีที่สุดด้วยการปล่อยให้วิ่งอย่างเป็นธรรมชาติของตัวเราเอง

อรวรรณ กอเสรีกุล เปลี่ยนขยะมุ้งลวด เป็นกระเป๋าดีไซน์เก๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575488

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2561 เวลา 09:53 น.

อรวรรณ กอเสรีกุล เปลี่ยนขยะมุ้งลวด เป็นกระเป๋าดีไซน์เก๋

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

สาวนักครีเอทีฟจากรั้วแคแสดอรวรรณ กอเสรีกุล บัณฑิตจบใหม่จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม สาขาออกแบบสิ่งทอ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้ทำโครงการสุดสร้างสรรค์ทิ้งท้ายไว้เป็นผลงานจบการศึกษา

และมากไปกว่านั้น มันไม่ใช่แค่การบ้านในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ยังเป็นตัวจุดประกายไอเดีย นำวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมสิ่งก่อสร้างอย่าง “มุ้งลวด” มาออกแบบเป็นสิ่งทอแนวใหม่ที่ทั้งสวยงามและมีมูลค่า

อรวรรณ เจ้าของโครงการออกแบบสิ่งทอจากมุ้งลวดปักลาย กล่าวว่า เธอได้นำวัสดุเหลือใช้จากระบบอุตสาหกรรมมาต่อยอดสู่สิ่งใหม่ โดยได้คัดเลือกวัสดุใกล้ตัวที่เจอทุกวันอย่าง มุ้งลวด ซึ่งมีผิวสัมผัสที่น่าสนใจ มีความยืดหยุ่นคล้ายผ้า และเป็นวัสดุที่มักเหลือทิ้งในการติดตั้งตามบ้านเรือน มาออกแบบและคิดหาวิธีสร้างสรรค์ใหม่ๆ จนกลายมาเป็นกระเป๋าใบสวยที่ไม่มีใครเหมือน

จากการลงพื้นที่หาซื้อมุ้งลวด พบว่า มุ้งลวดมี 3 ประเภท คือ ทำจากอะลูมิเนียมที่สะท้อนแสงได้ดีมีคุณสมบัติช่วยทำให้บ้านสว่าง อีกประเภท คือ ทำจากไนลอนซึ่งมีความหนาและดักฝุ่นได้มากกว่าประเภทอื่น และประเภทสุดท้าย คือ ทำจากไฟเบอร์กลาสมีความอ่อนตัวและดูทันสมัย

เธอลองนำมุ้งลวดทุกประเภทมาปักด้วยวิธีต่างๆ ปรากฏว่าวัสดุที่ขึ้นรูปได้ดีคล้ายสิ่งทอที่สุด คือ มุ้งลวดไฟเบอร์กลาส

“เราอยากเพิ่มลวดลาย เพิ่มคุณค่าทางความงาม เพื่อสร้างประโยชน์ใช้สอยด้านอื่นๆ ให้กับมุ้งลวดเหลือใช้” เธอ กล่าว

“ซึ่งก่อนจะมาค้นพบการปักลายก็ได้ลองมาหลายวิธี ทั้งใช้สีทาเล็บเหลือทิ้งมาทา เพราะเราเป็นคนชอบทาเล็บและไม่เคยใช้หมดขวด ปรากฏว่าก็ดูสวยดีแต่ไม่รู้ว่าจะนำมุ้งลวดสีๆ ไปทำอะไร จากนั้นได้ลองใช้เอ็นใสมาร้อยเข้าไปก็ทำให้สวยงามได้แต่ใช้เวลาทำนานมาก ไม่เหมาะกับการผลิตซ้ำ

แล้วพอดีได้ลงเรียนคอร์สปักครอสติช(Cross Stitch) จึงลองปักลายแทรกเข้าไปในรูมุ้งลวด แต่เทคนิคนี้ก็ไม่เวิร์กอยู่ดีเพราะไม่เหมาะกับขนาดรูของมุ้งลวดที่เล็กเกินไป”

เมื่อลองผิดลองถูกด้วยวิธีที่คิดว่าน่าจะสร้างความสวยงามได้ สุดท้ายเธอค้นพบเทคนิคการ “ปักฟู” (Needle Punching)ซึ่งมีวิธีการทำคล้ายอุตสาหกรรมพรม คือ มีแผ่นแข็งเป็นฐานและใช้เส้นพรมแทงเข้าไปให้ขึ้นฟู

“เมื่อค้นพบวิธีทำได้แล้ว ต่อไปก็คือการหาคอนเซ็ปต์เพื่อสร้างลวดลายให้กับมุ้งลวด เลยมาคิดว่าเราเลือกวัสดุที่มีความโฮมมี่ (Homey) หรือเป็นของใช้ในบ้านอยู่แล้ว เลยคิดสร้างลายในคอนเซ็ปต์แม่บ้านยุค’50 ที่ล้อเลียนมาจากโปสเตอร์โฆษณาจากถุงผงซักฟอก และโปสเตอร์น้ำอัดลม

เพราะในยุคนั้นเป็นยุคเฟื่องฟูของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้าน จึงเน้นใช้ผู้หญิงมาเป็นไอคอนในโฆษณา ซึ่งเป็นยุคตัวอย่างของการเหลื่อมล้ำทางเพศ ตามแนวคิดแบบเก่าที่ว่าผู้หญิงต้องอยู่กับการทำงานบ้านเท่านั้น และเมื่อการทำงานบ้านเป็นไปได้ด้วยดี แม่บ้านก็จะมีความสุข แต่เรานำมาตีความหมายใหม่ว่า ผู้หญิงสามารถมีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องทำงานบ้าน เราจึงนำภาพผู้หญิงยุคนั้นมาแล้วตัดสิ่งที่เกี่ยวกับงานบ้านทิ้งหมดเลย”

แนวคิด 50s Happy Housewife หรือแม่บ้านที่มีความสุขในทศวรรษที่ 50 ถูกนำไปใส่ไว้บน “กระเป๋า” โดยการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรงถุงพลาสติก ถุงกระดาษใส่ของในซูเปอร์มาร์เก็ต และถุงหูรูด เพื่อสะท้อนถึงความเป็นแม่บ้านตัวจริง

“การปักฟูด้วยมือต้องใช้เข็มที่ใช้สำหรับการปักฟูโดยเฉพาะ ปลายเข็มจะคล้ายเข็มฉีดยา และต้องเลือกเบอร์เส้นไหมที่สอดคล้องกับตารางมุ้งลวดทำให้ไหมเรียงตัวกันฟูและแน่นพอดี โดยกระเป๋าต้นแบบชุดแรกมี 7 ชิ้น ทำขึ้นด้วยการทำมือทั้งหมด

เราได้หาข้อมูลมารองรับว่าในระบบอุตสาหกรรมสามารถผลิตได้จริง เพราะนอกจากมันจะคล้ายกับอุตสาหกรรมพรม ยังไปคล้ายกับอุตสาหกรรมผลิตผ้าขนหนู จึงสามารถผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมและสามารถผลิตซ้ำได้จริง”

อรวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า มุ้งลวดไฟเบอร์กลาสยังเอื้อในด้านดีไซน์ เพราะเป็นวัสดุสีดำที่ช่วยขับสีเส้นไหมให้โดดเด่นและดูทันสมัย ซึ่งในกระบวนการทำมุ้งลวดในบ้านเรือนจะเหลือมุ้งลวดเหลือใช้เสมอ เนื่องจากแต่ละครั้งจะเหลือเศษมุ้งลวดติดม้วนกระดาษประมาณ 1-2 เมตร ซึ่งเป็นจำนวนมากพอให้นำไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์รูปแบบอื่น

อย่างไรก็ตาม กระเป๋าต้นแบบที่เธอทำขึ้นได้หยิบมุ้งลวดมาใช้เป็นเพียงองค์ประกอบของลายเท่านั้น เมื่อถามว่าหากนำมุ้งลวดมาทำเป็นกระเป๋าทั้งใบได้หรือไม่? เธอตอบว่าสามารถทำได้แต่อาจไม่คงทนในการใช้งาน

“เราเลือกใช้หนังกลับมาเป็นวัสดุของตัวกระเป๋า เพราะหนังกลับจะให้สีหม่นๆ ให้ความรู้สึกวินเทจเหมาะกับชิ้นงาน และสามารถเย็บมือได้ง่าย” เธอ กล่าว

“โดยการปักฟูขนาดเอ4 จะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง อาจฟังดูนานเพราะต้องเปลี่ยนสีด้ายเยอะ เข้าเข็มบ่อย จึงเป็นงานฝีมือที่ใช้เวลาเล็กน้อยแต่ก็ไม่นานเกินไป”

ก่อนจะออกมาเป็นลวดลายบนมุ้งลวด ขั้นตอนแรกจะเริ่มจากการวาดภาพในคอมพิวเตอร์เพื่อออกแบบภาพและไล่เฉดสี จากนั้นไปหาซื้อไหมสีเดียวกับที่วาดไว้ แล้วพรินต์ภาพออกมาทาบกับมุ้งลวดแล้วเริ่มปัก ซึ่งมุ้งลวดมีลักษณะเป็นตารางเหมือนภาพพิกเซลทำให้การลงสีตามภาพจึงไม่ยาก

แต่ที่เป็นปัญหา คือ การปักผ้าต้องดึงผ้าให้ตึง เพราะมุ้งลวดมีความยืดหยุ่นสูงทำให้ใช้สะดึงธรรมดาไม่ได้ เธอจึงให้ช่างทำสะดึงแบบพิเศษขึ้นมา โดยมีลักษณะเหมือนกรอบหน้าต่างเพื่อขึงมุ้งลวดเหมือนทำหน้าต่างจริง แล้วค่อยปักลายลงไป เมื่อเสร็จก็เลาะมุ้งลวดออกมาไปเย็บประกบกับตัวหนัง โดยต้องเย็บขึงให้มุ้งลวดตึงเหมือนตอนปักเพื่อคงความละเอียดและความสวยงามของลาย

หลังจากนั้นเคลือบกาวที่ด้านหลังของลายเพื่อให้เส้นไหมยึดติดกับมุ้งลวด เวลาใช้งานจริงจะได้ไม่หลุดออกง่าย และเทคนิคการปักฟูยังทำให้เกิดภาพ 3 มิติ ดูสวยงามไม่ซ้ำใคร และเพิ่มมูลค่าให้มากกว่าการปักผ้าแบบธรรมดาด้วย

กล่าวได้ว่า เธอเป็นนักออกแบบรับใช้สังคมที่สามารถออกแบบและต่อยอดผลิตภัณฑ์ ด้วยการประยุกต์ใช้ความรู้ควบคู่ไปกับนวัตกรรมสู่การเป็นนักออกแบบที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ จากข้อมูลสถิติปริมาณขยะที่เข้าระบบของกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่า ปี 2560 ประเทศไทยมีปริมาณขยะอุตสาหกรรมสูงถึง 31 ล้านตัน จากการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ โรงงาน เขตนิคมอุตสาหกรรม การเร่งขยายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก การเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกต่างประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้วงการอุตสาหกรรมหันมาให้ความสำคัญในการลดปริมาณขยะที่จะเกิดขึ้น และเปลี่ยนขยะเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง

ไม่เว้นแม้กระทั่งวงการการออกแบบอย่างที่อรวรรณได้ลงมือทำ ที่จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเล็กๆ แต่เป็นไอเดียที่ยิ่งใหญ่ในการช่วยลดปริมาณขยะจากอุตสาหกรรมก่อสร้างไม่มากก็น้อย

ปัจจุบันอรวรรณทำงานประจำ แต่ก็ยังไม่ทิ้งไอเดียกระเป๋ามุ้งลวดปักลาย คนที่สนใจสามารถสั่งพรีออร์เดอร์ได้ที่อินสตาแกรม meshography.hq และติดต่อเธอได้ทางไลน์ lhinglhinh

ฮวงจุ้ยปีหมูไฟฉบับรวบรัด ‘โชคดีรับทรัพย์เฮงๆ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575477

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2561 เวลา 08:22 น.

ฮวงจุ้ยปีหมูไฟฉบับรวบรัด 'โชคดีรับทรัพย์เฮงๆ'

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

พอถึงปีใหม่หลายคนคิดอยากปรับฮวงจุ้ยบ้าน สำนักงาน บริษัท ออฟฟิศของตัวเอง เพื่อให้โชคลาภ เงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ ตำแหน่ง ความสุข และสิ่งที่เป็นมงคลทั้งหลายหลั่งไหลเข้ามา มุ่งหวังให้บ้านมีแต่ความสุข สมบูรณ์มั่งคั่ง ความสามัคคีเกื้อกูลของคนในบ้าน บริษัทมีแต่ผลกำไร การค้าการขายคล่อง การเงินหมุนเวียนดี พนักงานขยันขันแข็งตั้งใจทำงาน ซื่อสัตย์ ฯลฯ

การปรับฮวงจุ้ยบ้าน สำนักงาน ออฟฟิศ หลายคนจึงเลือกใช้ซินแสเก่งๆ มาดูให้ ถ้าไม่รู้จักสนิทสนมเป็นส่วนตัว บอกได้เลยงานนี้ไม่มีฟรี ควักกระเป๋าจ่ายทั้งนั้น

ราคาขึ้นกับความดังของซินแส ถ้าซินแสดังมากก็จ่ายสูง แต่ปี 2562 ที่กำลังจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ ถ้าคิดจะปรับฮวงจุ้ยบ้าน ออฟฟิศของตัวเองไม่ต้องจ้างซินแสที่ไหน เรามีผู้เชี่ยวชาญฮวงจุ้ยจริงๆ มาแนะนำวิธีเป็นไกด์ไลน์นำไปปรับใช้ได้เลย

ทิศดี-ทิศร้าย ปี’62 ต้องรู้

เนื่องจากฮวงจุ้ยเป็นศาสตร์เกี่ยวกับพลังชี่ ซึ่งเป็นพลังงานของกระแสแม่เหล็กโลกที่มีผลกระทบมาถึงบุคคลโดยตรง การปรับฮวงจุ้ยบ้าน บริษัท สำนักงาน หรือโรงงาน สิ่งต้องรู้เป็นอันดับแรกคือทิศดี-ทิศร้ายของปีนั้นๆ แล้วเลือกทำเฉพาะในทิศที่ดี ห้ามทำในทิศร้าย ทรัพย์สินเงินทองโชคลาภสิ่งดีๆ จะเข้ามา ซึ่งการจะตรวจสอบทิศไหนส่งผลอย่างไรต้องมีอุปกรณ์ในการวัดทิศ นั่นก็คือเข็มทิศ

เริ่มต้นต้องหาจุดศูนย์กลางของบ้านให้ได้ก่อนซึ่งจำเป็นและสำคัญมาก เพราะเป็นจุดเปรียบเทียบกับส่วนต่างๆ ของห้องว่าเป็นส่วนทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือหรือทิศใต้ โดยอาศัยจุดศูนย์กลางนี้

อาจารย์ณัฏฐฌญา คชแสง หรือ อาจารย์ปุ๋ม การันตี 789

อาจารย์ณัฏฐฌญา คชแสง หรือ อาจารย์ปุ๋ม การันตี 789 ผู้เชี่ยวชาญพิธีกรรม และฮวงจุ้ย รองผู้อำนวยการและอาจารย์สอนพิธีกรรม สถาบันโหราศาสตร์และนักพยากรณ์แห่งประเทศไทย วัดบางพลีใหญ่กลาง เห็นว่า 4 ทิศต่อไปนี้เป็นทิศมงคล ควรปรับฮวงจุ้ยให้ดี โชคลาภ เงินทอง ความสุขจะเข้ามา ดังนี้

1.ทิศ 8 จักรวาล คือ ตำแหน่งจุดกลางบ้าน การจัดฮวงจุ้ยบ้านทิศจักรวาลต้องสะอาด เปิดโล่ง ไม่ควรมีสิ่งของทำให้รก หรือสกปรก เพราะตำแหน่งนี้เป็นธาตุดิน หมายถึงความมั่นคง ความสงบสุข ทรัพย์สินงอกเงย การค้าเจริญรุ่งเรือง ควรเสริมหรือจัดฮวงจุ้ยด้วยแจกันดอกไม้ที่เป็นเนื้อดินเผาหรือติดโคมไฟขนาดใหญ่ได้

2.ทิศเหนือ มีดาว 4 เป็นดาวจร ธาตุไม้ ส่งผลดีเรื่องการพูด การเจรจา การคบค้าสมาคม การศึกษา การเรียนต่อ บ้านใครทำอาชีพค้าขาย ทางทิศเหนือของบ้านควรตกแต่งให้ดูดี สะอาด เนื่องจากทิศเหนือมีดาวธาตุไม้ เกี่ยวกับพวกเฟอร์นิเจอร์ควรตกแต่งด้วยโต๊ะทำงาน โต๊ะเก็บเงิน สำนักงานอุปกรณ์ สำนักงานที่เกี่ยวกับไม้ที่ควรอยู่ที่ทิศเหนือของบ้านแม้กระทั่งอุปกรณ์การตกแต่ง สีผ้าม่าน เช่น สีเขียว สีเขียวอ่อนต้นไม้ แจกันดอกไม้ มาปลูกทางทิศเหนือบ้านเพื่อทรัพย์รับโชค

3.ทิศตะวันออก มีดาว 6 ธาตุทอง เป็นดาวจรประจำปีมาอยู่ทางทิศตะวันออก ถ้าจัดตกแต่งสำนักงานต้องเน้นความสะอาด และการตกแต่งห้ามขัดกับดาวจรประจำปีทิศตะวันออก อุปกรณ์การตกแต่งควรเป็นโลหะหรืออุปกรณ์ที่เป็นทรงกลม เช่น ลูกโลก หรือโทนผ้าม่านสีขาว ไม่ควรติดไฟเยอะ และโซนทิศตะวันออกไม่ควรเป็นสีแดงหรือสีเข้มออกโซนแดงมากเกินไป หรือจะวางตู้ปลาหรือตู้น้ำดื่มเพื่อรับทรัพย์ รับโชค หรือถ้ามีโล่รางวัลที่เป็นโลหะให้นำมาวางไว้ทิศตะวันออก ถือเป็นการรับโชคประจำปีและหนุนโชคลาภเราด้วย

4.ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีดาว 9 ธาตุไฟ เป็นดาวจรประจำปี ธาตุไฟส่งผลด้านเกียรติยศ ชื่อเสียง โชคลาภ วาสนา ความเป็นมงคลทั้งมวล เปรียบเสมือนเทวดามาให้พร เกิดความสำเร็จไม่คาดคิด ทิศนี้ควรติดตั้งเกี่ยวกับหลอดไฟ โคมไฟ แสงสว่าง เปิดหน้าต่างสำนักงาน ออฟฟิศ ติดตั้งทีวี เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าให้มากที่สุด แม้กระทั่งติดตั้งโชว์แจกัน ที่เป็นเนื้อดินเผาหรือเครื่องลายครามสังคโลกจะทำให้เกิดโชคลาภประจำปี และเกิดสิ่งดีๆ โดยไม่คาดคิด

อาจารย์มงคล มงคลประพฤติ

ทิศร้าย 4 ทิศ เลี่ยงได้เลี่ยงเลย

ในโลกใบนี้มีดีก็ต้องมีร้ายควบคู่กัน ดังนั้นมีทิศดีก็ต้องมีทิศร้าย นอกจากต้องสะอาดปลอดโปร่งไม่รกสกปรกแล้วก็ไม่ควรไปทำอะไรๆ เช่น ห้ามขุด ห้ามเจาะ ห้ามต่อเติม ไม่ว่าจะต่อเติมสำนักงานหรือสิ่งปลูกสร้างอะไรในทิศร้าย ควรหลีกเลี่ยงไปทำในปีต่อไป เพราะจะเกิดผลร้ายมากกว่าผลดี หรือถ้าจัดฮวงจุ้ยดีหมดแล้วแต่ลืมดูทิศร้ายทิศดีๆ ที่ทำจะพลอยเสียไปด้วย

อาจารย์มงคล มงคลประพฤติ รองผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์วิทยา มีประสบการณ์ปรับแก้ฮวงจุ้ยมาประมาณ 30 กว่าปี พูดถึงทิศร้ายหรือทิศไม่ดีในปี 2562 ที่ส่งผลร้ายมากมีอยู่ 4 ทิศ โดยทิศที่ร้ายมากที่สุดอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นตำแหน่งของดาวหมายเลข 5 (ธาตุดิน) เป็นดาวที่มีผลร้ายแรง ส่งผลให้เกิดการมีปัญหา เสียทรัพย์ ลงทุนผิดพลาด ล้มละลาย ฟ้องร้อง คดีความ อุบัติเหตุ เจ็บป่วย เป็นต้น

“วิธีการแก้ไขควรตั้งโลหะเนื้อวาวๆ ให้ดูโดดเด่น หรือแขวนกระดิ่งโลหะหรือโมบายหกแท่งเพื่อป้องกันและแก้ไข ต่อมาคือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นตำแหน่งของดาวหมายเลข 2 ธาตุดิน ควรทำการตั้งโลหะวาวๆ เช่นเดียวกัน และเสริมด้วยการแขวนน้ำเต้าทองเหลืองหรือโมบายหกแท่ง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย

ทิศที่ส่งผลร้ายอันดับที่ 3 คือทิศใต้ ซึ่งเป็นตำแหน่งของดาวหมายเลข 3 (ธาตุไม้) ควรทำการตั้งโคมไฟสีแดงหรือสีชมพูเพื่อเป็นการป้องกันเกี่ยวกับเรื่องของการเกิดคดีความฟ้องร้องหรือการมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง

ทิศร้ายสุดท้าย คือ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ดาวร้ายหมายเลข 7 ธาตุทอง ควรตั้งอ่างน้ำนิ่งๆ ทางทิศนี้เพื่อป้องกันความเสียหายทางด้านโจรกรรม การทะเลาะวิวาท ถูกทำร้าย แตกหักเสียทรัพย์สินหรือถูกหลอกลวง”

อาจารย์ฑัคฆนกร จั่นเย็น หรือ อาจารย์ชาติ ฮวงจุ้ย

ปีกุนธาตุไฟเน้นแสงสว่างเข้าไว้

อาจารย์ฑัคฆนกร จั่นเย็น หรือ อาจารย์ชาติ ฮวงจุ้ย รองผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์และนักพยากรณ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลักการจัดฮวงจุ้ยต้องให้เหมาะสมกับตัวสำนักงาน ออฟฟิศ และบ้าน โชคลาภเงินทองจึงจะเกิด เริ่มตั้งแต่อุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้าน สำนักงาน ต้องไม่เยอะเกินไป ไม่เกะกะมากไป สำนักงานห้องเล็กพื้นที่น้อยเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งก็ควรพอเหมาะ อย่าจัดโต๊ะมากกว่าคนทำงาน หรือเว้นทางเดินแคบเกินไป

สำนักงานใหญ่พื้นที่เยอะต้องมีโต๊ะจัดให้ดูเยอะขึ้น แต่งให้เหมาะสมกับพื้นที่ อย่าให้โล่งเกินไป บางสำนักงานมีพื้นที่กว้างปล่อยไว้คิดว่าเป็นพื้นที่รับโชคลาภแต่มีโต๊ะนิดเดียว ไม่เหมาะไม่สมดุล ผิดหลักฮวงจุ้ย บ้านก็เช่นกัน หลังเล็กแต่อุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์เยอะมาก โต๊ะรับแขก ตู้เตียงเยอะเกินไป ค่าใช้จ่ายเงินทองรั่วไหล ทรัพย์ก็ไม่เข้าบ้านได้ ถือว่าผิดหลักฮวงจุ้ย

“ปี 2562 นักษัตรปีกุน ธาตุไฟ ตามหลักฮวงจุ้ยไฟคือแสงสว่าง บ้านหรือสำนักงานต้องโล่งโปร่งสว่างแจ้ง แสงเข้าถึงทุกมุม ไม่ควรมีที่มืดที่อับ ถือว่าผิดหลักฮวงจุ้ยประจำปีนี้ จุดไหนมีมุมอับมืดแสงเข้าไม่ถึง ก็ทำให้มีแสงสว่างติดตั้งไฟ หรือเปิดรับแสงตรงจุดนั้นบ้าง ไม่งั้นจะทำให้ขาดทรัพย์ หรือโชคลาภที่ควรจะได้จะมีไม่เกิดขึ้นเลย

อุปกรณ์สำนักงานทุกอย่างเน้นให้มีแสงสว่าง ติดตั้งหลอดไฟทรงกลม ติดหลอดไฟหน้าบ้าน หน้าบริษัท รั้วบ้าน ซื้อแจกันประเภทดินเผา หรือเครื่องสังคโลกสุโขทัย เครื่องเบญจรงค์มาตกแต่งบ้านให้ดูสวยงาม เป็นของตั้งโชว์ในมุมรับแขกก็ได้ ถ้ามีอุปกรณ์ตกแต่งเหล่านี้ธาตุไฟปีนี้จะส่งผลดีเกิดความเจริญความมั่งคั่งมาสู่บริษัทและเจ้าของบ้านแน่นอน   หน้าบ้าน สำนักงานออฟฟิศควรมีรูปปั้นดินเผา รูปสิงห์ที่แกะสลักด้วยหินต่างๆ รูปไหที่มีน้ำพุ อิฐมอญ อุปกรณ์ตกแต่งล้วนให้เป็นดินหรือเกี่ยวกับดินเพราะสำนักงานหรือบ้าน ถ้าตกแต่งเช่นนี้โชคลาภจะเข้ามาสู่ตัวบ้านหรือสำนักงานง่ายขึ้น แม้กระทั่งโมบายที่ติดตามหน้าต่างเวลามีลมพัดผ่านให้เน้นเป็นโมบายเซรามิกจะดีที่สุด

ห้องผู้บริหารบริษัทให้นำรูปภาพเสือ จะเสือโคร่ง หรือเสือที่บ่งบอกถึงอำนาจบารมี หรือรูปภูเขาติดไว้ จะทำให้กิจการบริษัทเจริญรุ่งเรือง หรือนำรูปปั้นกระต่ายดินเผาไปตกแต่งที่สวนหน้าบ้าน หรือตู้โชว์จะมีโชคลาภตลอดในปี 2562 หรือนำรูปภาพรูปกระต่ายติดไว้ที่ห้องรับแขก ทำให้ลูกหลานและคนในบ้านพบแต่ความสุขอบอุ่น หรือนำไปติดในห้องประชุม ห้องทำงานของลูกน้องจะทำให้คนในองค์กรรักใคร่กลมเกลียวตั้งใจทำงานขยันสร้างผลงาน ทำให้ผลประกอบการของบริษัทเจริญรุ่งเรือง

“อุปกรณ์ตกแต่งภายในให้เน้นสีเหลือง หรือโทนสีเหลืองเป็นพิเศษ เพราะดาวที่ให้โชคลาภประจำปีกุนหรือหมูใหญ่เป็นดาวธาตุไฟจะถูกโฉลกกับสีแดง ส้ม และส่งเสริมสีเหลือง จึงต้องตกแต่งให้ได้รับพลังจากโชคประจำปี ถ้าทำตามที่บอกพลังดาวประจำปีหมูจะนำโชคลาภมาสู่สำนักงานและบ้านท่านแน่นอน

การจัดสวนหรือปลูกต้นไม้รับโชคก็มีส่วนช่วยเสริมประจำปีนี้ ถ้ามีพื้นที่และชอบต้นไม้ดอกไม้ ควรหามาปลูก เช่น ดอกทานตะวัน ดอกดาวเรือง ดอกกุหลาบสีแดงต้นแสงอาทิตย์ หรือไม้พรรณอะไรก็ได้แต่ให้เน้นดอกสีแดงและเหลืองจะถูกโฉลกปีกุน หามาปลูกมาตกแต่งได้ แต่ให้ความเหมาะสมของสถานที่ ถ้าไม่สะดวกอย่าฝืน เพราะฮวงจุ้ยคือความสมดุล ห้องพระนี้ปีใหม่ให้ทำความสะอาด ปีนี่ควรตั้งพระพุทธรูปไปทางทิศตะวันออกจะถูกโฉลกรับโชคประจำปีเกิดปาฏิหาริย์โชคลาภ มีเงินมีทรัพย์ขึ้นมา”

อ่านแล้วสามารถนำไปปรับฮวงจุ้ยบ้าน ห้องทำงาน สำนักงานออฟฟิศได้เลย แต่ถ้าต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมติดต่อ อาจารย์มงคล โทร.08-0456-1674 อาจารย์ชาติ ฮวงจุ้ย โทร.09-2265-6135 อาจารย์ปุ๋ม โทร.09-5229-8879 ไอดีไลน์ poom24195

อัครเดช ม่วงไม้ อดีตโบรกเกอร์สู่วิถีเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575404

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 09:51 น.

อัครเดช ม่วงไม้ อดีตโบรกเกอร์สู่วิถีเกษตรอินทรีย์

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา

จากเด็กหนุ่มที่เติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อมักใช้เวลายามว่างแปลงร่างเป็นชาวนา กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ โอม-อัครเดช ม่วงไม้ อดีตโบรกเกอร์หนุ่มที่เคยสนุกกับการทำงานในบริษัทหลักทรัพย์ เทรดหุ้นทุกวัน หันมาตกหลุมรักการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย มีความสุขกับการปลูกผัก เลี้ยงไก่

กระทั่งวันหนึ่งเมื่อเขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ หันหลังให้กับอาชีพที่เคยใฝ่ฝัน เขากลับค้นพบเส้นทางใหม่ที่ไม่เคยคาดคิด นั่นคือ การเป็นเกษตรอินทรีย์ที่มีออฟฟิศเป็นสวนหลังบ้าน มีประชากรไก่ ผัก และข้าว เป็นความท้าทายที่เขาต้องพิชิตให้ได้เพื่อผลผลิตที่ดีที่สุด ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างธรรมชาติ หรือออร์แกนิกทั้งหมดนั่นเอง พร้อมกันนี้เขายังจับมือกับแฟนสาว เมย์-บุษลักษณ์ บัตรมาก พีอาร์สาวไฟแรง ปลุกปั้น ธรรมดา การ์เด้น (Tammada Garden) ให้เป็นแบรนด์สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใช้ผลผลิตทั้งหมดจากแปลงเกษตรของตัวเอง

แม้จะเริ่มเปิดตัวมาได้ไม่ถึงขวบปี แต่เรื่องราวเบื้องหลังธรรมดา การ์เด้น ที่เกิดจากแพสชั่นและความมุ่งมั่นของหนุ่มๆ สาวๆ รุ่นใหม่ กลับไม่ธรรมดาเหมือนชื่อแบรนด์

จากตลาดหุ้นสู่แปลงนา

“ธรรมดา การ์เด้น เพิ่งเริ่มต้นได้ 8-9 เดือนครับ ก่อนหน้านี้ผมเป็นโบรกเกอร์ ทำงานในบริษัทหลักทรัพย์มา 7 ปี สมัยเรียนผมชอบและสนใจด้านนี้ แต่พอมาทำจริงๆ นานเข้าก็เริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับการใช้ชีวิตที่ทุกนาทีต้องผูกติดกับข้อมูลข่าวสาร จนพอทำงานได้ถึงปีที่ 4-5 เป็นยุคที่ผักไฮโดรโปนิกส์ (การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน) เริ่มบูม ผมก็เริ่มศึกษาด้วยตัวเอง แล้วลองปลูกที่บ้าน ซึ่งมีฟาร์มเกษตรอยู่ที่ปทุมธานี จากปลูกในกล่องโฟม ค่อยๆ ขยับขยายจนสร้างเป็นรางน้ำได้ผลผลิตทีละ 600-700 ต้น แรกๆ ก็ทั้งกิน ทั้งแจก หลังๆ เริ่มขายบ้าง”

อย่างไรก็ตาม การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ในเวลานั้นก็ยังเป็นเพียงกิจกรรมยามว่าง แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาหันมาจริงจังกับการทำเกษตร คือ เมื่อคุณพ่อคิดอยากจะทำโรงสี

“บ้านผมทำนาอยู่แล้วครับ คือ คุณพ่อท่านก็เป็นพนักงานประจำ แต่อาศัยเสาร์-อาทิตย์ทำนา วันหนึ่งคุณพ่อท่านมีไอเดียว่า ในเมื่อเราทำนาเอง แต่ทำไมต้องซื้อข้าวคนอื่นกิน ท่านเลยคิดว่าน่าจะสร้างโรงสีเล็กๆ ขึ้นเพื่อสีข้าวที่เราปลูก หลังจากนั้นคุณพ่อก็ขยับขยาย เริ่มเลี้ยงไก่ ปลูกผักกินเอง ซึ่งตอนที่คุณพ่อเริ่มทำ เป็นจังหวะที่ผมเองเริ่มอิ่มตัวกับงานประจำมาก เลยบอกคุณพ่อว่า ถ้าเราจะทำแบบจริงจัง ก็ต้องเพิ่มปริมาณ เพราะด้วยความที่เราเลี้ยงไก่แบบออร์แกนิก ไม่ได้ใช้สารเร่ง ไม่ให้อาหารเม็ด เลี้ยงปล่อยแบบธรรมชาติ ปริมาณไข่ที่ได้ไม่แน่นอน แต่ข้อดีคือ เรากินได้อย่างสบายใจ ที่สำคัญไก่เราอายุยืนขึ้น จากเลี้ยง 2 ปีตาย ก็กลายเป็นอยู่ได้ถึง 5 ปี”

นอกจากไก่ โอมบอกว่าที่บ้านยังเริ่มทำฟาร์มผัก ซึ่งจากที่เคยปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ โอมคิดว่ายังไม่ออร์แกนิก 100% เลยเปลี่ยนมาปลูกแบบเกษตรอินทรีย์

“ถึงจะไม่ได้มาทำเต็มตัว แต่ช่วงนั้นผมก็ช่วยที่บ้านมาตลอด คุณพ่อคุณแม่ผมพูดเสมอว่า ผักที่เราปลูกเองกินแล้วสบายใจ เรื่องความอร่อยไม่ต้องพูดถึง ที่สำคัญสดใหม่มาก เพราะเราเด็ดจากแปลงมากินเลย”

ในช่วงที่กำลังสนุกกับงานอดิเรก โอมก็ตัดสินใจลาออกจากการทำงานเป็นโบรกเกอร์ ผันตัวเองมาเป็นเซลส์ขายอาหารแช่แข็งอยู่ประมาณ 7 เดือน ด้วย 2 เหตุผล คือ บริษัทอยู่ใกล้บ้าน สองคือ อยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการขายเพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายงานประจำก็ยังไม่ตอบโจทย์ โอมเลยตัดสินใจลาออกมาเป็นเกษตรกร พร้อมสร้างแบรนด์ผลิตผลเกษตรอินทรีย์เต็มตัว

“ผมไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะมาอยู่ตรงนี้ ผมมีเป้าหมายชัดเจนมาตั้งแต่เลือกเรียนด้านการเงินว่าอยากเป็นโบรกเกอร์ ที่ผ่านมาผมได้ทำความฝันในวัยเรียนสำเร็จแล้ว แต่เมื่อทำแล้วค้นพบว่าไม่ใช่สิ่งที่ใช่สำหรับชีวิต พอได้มาเจอวิถีชีวิตใหม่ จากแรกๆ ที่ทำเฉพาะเสาร์ อาทิตย์ กลายเป็นว่าผมรู้สึกสนุกที่จะอยู่กับชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ต้องอยู่ในเมืองที่วุ่นวาย ว่างๆ ก็ไปลงคอร์ส หรือหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำเกษตร ผมรู้สึกมีความสุข และที่สำคัญผมรู้แล้วว่า การทำเกษตรต้องจริงจัง แค่เวลา 2 วันต่อสัปดาห์ที่เราให้ไปอาจยังไม่พอ เพราะถ้าจะดูแลแบบครบวงจร ทั่วถึงจริงๆ เราต้องทุ่มเทกว่านี้”

อย่างไรก็ตาม โอมยอมรับว่า แม้ใจจะเต็มร้อยแต่ช่วงแรกที่มาทำกลับไม่ง่ายเลย เฉพาะปลูกผักที่คิดว่ามีประสบการณ์มาบ้าง ก็ยังต้องทดลองอยู่เป็นสิบรอบกว่าจะสำเร็จ ช่วงแรกๆ ที่ผันตัวจากมนุษย์เงินเดือนมาเป็นเกษตรกรแทบไม่มีรายได้เลย

“ผมใช้ชีวิตแบบไม่มีรายรับอยู่ 4-5 เดือน แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร ค่อยๆ ทำไป ประจวบเหมาะกับตอนนั้นแปลงนาที่บ้านกำลังจะเก็บเกี่ยว จากปกติเราจะเก็บไว้กินประมาณ 1-2 ตัน ที่เหลือขายให้โรงสี ผมตัดสินใจขอคุณพ่อมาลองทำตลาด 1 ตัน (ประมาณ 300 กิโลกรัม) ซึ่งคุณพ่อท่านก็ใจดีให้มาลองทำ”

ผูกปิ่นโตมีสุขภาพดีไปด้วยกัน

โอมบอกเล่าอย่างออกรสว่า ช่วงที่สวมบทเกษตรกรมือใหม่กำลังตั้งหลัก นอกจากจะดูแลผลผลิตที่ปลูกด้วยใจ เขายังคิดโมเดลธุรกิจที่จะสร้างความยั่งยืนไปด้วยว่า จะขายในรูปแบบไหน สุดท้ายโอมและแฟนสาวตกผลึกจนได้ไอเดีย “ผูกปิ่นโต” เน้นการขายแบบจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพราะทั้งคู่อยากให้ผลิตผลที่เป็นออร์แกนิกอยู่ในราคาที่เอื้อมถึง ทุกคนที่อยากมีสุขภาพดีสามารถซื้อได้

“เราตั้งต้นจากข้าวสารจากนาของเรา โปรโมทผ่านเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม มีออกบูธบ้างประปราย แต่เราไม่ได้เข้าห้าง เพราะด้วยความที่เป็นสินค้าออร์แกนิก ทุกอย่างขึ้นกับธรรมชาติจริงๆ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้มีสต๊อกสินค้ามากพอที่จะส่งห้างอยู่แล้ว ลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นแบบผูกปิ่นโต ลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งซื้อทำสัญญา เราก็จะนำสินค้าไปส่งให้ถึงหน้าบ้าน”

สำหรับสินค้าที่เริ่มผูกปิ่นโตตอนนี้ คือ ข้าวสารหอมปทุมปลอดสาร โดยลูกค้าต้องจ่ายเงินมัดจำถังไม้สักสำหรับบรรจุข้าว ซึ่งเราสั่งทำเป็นพิเศษ สามารถจุข้าวสารได้ 15 กิโลกรัม มีคุณสมบัติกันมอดได้ ในราคา 1,000 บาท โดยจะต้องสั่งข้าวเต็มถังทุก 3 เดือน เมื่อลูกค้าทำการสั่งซื้อครบ 24 ครั้ง จะได้รับเงินมัดจำคืน พร้อมได้รับถังไปเลย โดยทุกครั้งที่ลูกค้าสั่งข้าวทางแบรนด์จะนำข้าวไปเติมให้ในถังนี้ เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก

“ตอนหลังเรายังเพิ่มถังไม้ขนาด 7.5 กิโลกรัม เพื่อให้ตอบโจทย์กับลูกค้าที่อาศัยอยู่ในคอนโด ตลอดจนครอบครัวขนาดเล็กด้วย โดยยังคงคอนเซ็ปต์เดิมคือ มัดจำ 1,000 บาท สั่งซื้อครบ 24 ครั้ง รับเงินมัดจำคืนพร้อมถังไม้สัก ที่สำคัญยังรับประกันความพอใจลูกค้าด้วยการให้ทดลองกินฟรีก่อนครึ่งกิโลกรัม เพราะรสนิยมในการกินข้าวของคนเราไม่เหมือนกัน แต่ผมมั่นใจว่าจุดเด่นของข้าวเราคือ ความสดใหม่ ไม่มีการสีทิ้งไว้ รอให้ลูกค้าสั่งถึงสี ทำให้ข้าวยังมียาง หุงออกมาแล้วคล้ายๆ ข้าวญี่ปุ่น ซึ่งในอนาคตผมกำลังวางแผนว่าจะปลูกข้าวกล้องแบบออร์แกนิกด้วย เพราะมีลูกค้าถามมาเยอะ”

นอกจากข้าว เรายังมีไข่ออร์แกนิก ซึ่งเวลาเรานำไปส่ง เราจะใส่ตะกร้าทำมาจากใยมะพร้าวไปส่ง พร้อมกันนี้ยังมีผักออร์แกนิกเช่น ผักสลัด ผักสวนครัว คะน้า กวางตุ้ง พริก ในอนาคตอาจจะมีสินค้ามากกว่านี้ เพราะโอมกำลังเริ่มทดลองเลี้ยงปลาตะเพียน ปลาเนื้ออ่อน ปลาทับทิม เป็นต้น

“ทุกรายการสั่งซื้อที่เข้ามา ผมจะขับรถไปส่งเอง ผมมีความสุขที่ได้เจอลูกค้า เผื่อมีปัญหาจะได้พูดคุยกันโดยตรงเพื่อปรับปรุง ตอนนี้เรารับออร์เดอร์พร้อมส่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล”

ยิ้มให้สุดกับชีวิตที่เริ่มแตะเบรก

มาถึงวันนี้ โอมบอกว่า ชีวิตของเขาสโลว์กว่าแต่ก่อนมาก ตารางชีวิตทุกวันนี้ คือ ตื่นตีสี่ครึ่ง เพื่อไปเปิดมุ้งให้ไก่ลงมากินอาหารเช้าที่เราเตรียมไว้ให้ตั้งแต่กลางคืน ถามว่าทำไมต้องตีสี่ครึ่ง เพราะเราไปหาข้อมูลมาแล้วว่าไก่มีเวลาอาหารเช้าของเขา ถ้าไม่ให้ตามเวลาไก่ก็ไม่ไข่ จากแต่ก่อนเราให้ตอนตื่น ประมาณ 8 โมงเช้าปรากฏไก่ไม่ออกไข่ (หัวเราะ)

“พอจัดการภารกิจแรกของวันเสร็จ ผมก็จะกลับไปนอน ตื่นมาอีกที 7 โมงเช้า ดูออร์เดอร์สินค้า ถ้ามีออร์เดอร์ข้าว ผมก็ไปเข้าโรงสี ดูแปลงผัก จากนั้นก็ไปทำปุ๋ย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เย็นค่ำ จากแต่ก่อนนอน ตี 1 ตี 2 เดี๋ยวนี้สี่ทุ่มก็ง่วงแล้ว เช้าวันใหม่ก็ตื่นไปทำภารกิจเดิม ถามว่าชีวิตผมสโลว์ลงมั้ย แน่นอน ถึงจะมีอะไรให้ทำเยอะ แต่ก็สนุก ได้ทำสิ่งที่รัก ได้กลับมาดูแลคุณพ่อคุณแม่ ตั้งแต่ผันตัวเองมาทำไร่ ผมใจเย็นขึ้นมาก สมัยใช้ชีวิตในเมืองทำให้ใจร้อน เวลา 24 ชั่วโมงไม่เคยพอ แต่พอไปอยู่กับต้นไม้ มันสอนให้เรารู้จักรอคอย อย่างเราปลูกผักแปลงนี้ต้องรอ 45 วัน ก็คือ 45 วัน เราจะไปเร่งก็ไม่ได้ ที่ทำได้คือ เฝ้าดูแลมันทุกวัน ความรู้สึกที่ผมชอบที่สุด คือ ตอนที่เห็นต้นงอกพ้นดิน มันเหมือนการเริ่มใหม่ เหมือนชัยชนะที่เราได้รับในทุกวัน”

โอมยังทิ้งท้ายถึงที่มาของชื่อธรรมดาแต่ฟังแล้วติดหูว่า ธรรมดา การ์เด้น คือฟาร์มที่เกิดจากสวนหลังบ้าน และอิงทุกอย่างจากธรรมชาติ จนสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่ธรรมดาให้เป็นจริง

ชีวิตหลากสีของอดีตปาปาราซซี่ กฤช มิคาระเศรษฐ์ เหมะรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575402

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 09:42 น.

ชีวิตหลากสีของอดีตปาปาราซซี่ กฤช มิคาระเศรษฐ์ เหมะรักษ์

โดย อณุสรา ทองอุไร

ถ้าเปรียบชีวิตของคนเราเป็นหนังสือ 1 เล่ม แต่ละคนก็คงมีความหนาบางของหนังสือไม่เท่ากัน ความหลากหลายของสีสันในชีวิตก็แตกต่างกันไป เช่นเดียวกับเขาคนนี้ที่มีชีวิตคัลเลอร์ฟลูมาก มีครบทุกอารมณ์กว่าจะมาถึงวันนี้ของเขา ออยล์-กฤช มิคาระเศรษฐ์ เหมะรักษ์ ผู้บริหารพรมงคลฟาร์ม จากช่างภาพปาปาราซซี่ ที่อยู่อเมริกามาหลายปี แต่ตอนนี้กลับมาทำฟาร์มปลาที่ จ.หนองคาย และมีร้านอาหารปลาเผาที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้

เขาย้อนอดีตให้ฟังว่าจากเด็กสงขลาที่จบชั้น ม.6 แล้วดิ้นรนจนมีโอกาสได้ไปเรียนภาษาที่เยอรมนี ตอนนั้นอายุ 18 ปี เรียนได้แค่ปีกว่า เรียนไปทำงานไป แต่แล้วชีวิตก็ผกผัน เพราะเพื่อนรักที่เมืองไทยมีปัญหาเขาเลยต้องกลับมา แล้วต้องกลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงควบคู่กับการทำงานเป็นครีเอทีฟที่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่งไปด้วย เรียนได้แค่ปี 3 แฟนที่คบหากันไปเรียนต่อที่อเมริกา เขาจึงรีบทำงานเก็บเงินเพื่อหาทางตามแฟนไปเรียนด้วย เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงยังไม่ทันจบ ก็ได้ไปหาแฟนที่อเมริกา โดยไปเรียนภาษาก่อน 3 เดือน พอเงินหมดก็ต้องหางานทำไปตามระเบียบ

ชีวิตช่วงแรกที่ไปอเมริกาของเขานั้นก็ลำบากมาก เพราะอยู่คนละรัฐกับแฟน เงินหมดตั้งแต่ 3 เดือนแรก แล้วยังหางานไม่ได้ ต้องร่อนเร่ไปขอนอนตามวัดไทยบ้าง ไปตามบ้านคนรู้จักบ้างอยู่หลายเดือนกว่าจะได้งาน ทำร้านอาหารไทยควบคู่กับรับส่งอาหารตามบ้านแล้วก็เรียนไปด้วย

อยู่อเมริกามา 4 ปี จนทางบ้านแฟนรู้ว่าเขาตามไป ก็เลยให้กลับมาแต่งงานเป็นเรื่องเป็นราว เขาจึงกลับมาทำพิธีแต่งงานที่ไทยและกลับไปแต่งที่อเมริกากับเพื่อนๆ อีกครั้ง เพราะมีเพื่อนสนิทที่ไม่ได้มางานที่ไทย

จุดเปลี่ยนครั้งแรกในชีวิตก็คือเขาจ้างช่างภาพฝรั่งคนหนึ่งมาถ่ายภาพงานแต่งงานที่อเมริกาให้ โดยเพื่อนคนหนึ่งแนะนำมาว่าถ่ายดี ถ่ายสวย และก็คิดราคาไม่ได้ถูกเลย 800 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เขายอมจ่าย เพราะเห็นว่าเป็นครั้งเดียวในชีวิต ปรากฏว่าภาพงานแต่งงานที่ได้มาไม่ได้ดีอย่างที่พูดไว้ เขาเสียความรู้สึกและเสียดายเงินที่จ่ายไปไม่น้อย ภาพมืดทั้งงาน ส่วนคนถ่ายก็ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบอะไรเลย แถมพูดจาไม่ดีใส่ เขาบอกว่าอยากให้ดีก็ถ่ายเองสิ ถ่ายเองได้ไหมล่ะ

จากจุดนี้ทำเองทำให้เขาซื้อกล้องถ่ายรูปเพื่อจะฝึกถ่ายรูปด้วยตัวเองให้ดี เขาลงทุนซื้อกล้องราคา 4,000 ดอลลาร์ ซึ่งแพงมากสำหรับเขา เขายอมจ่ายไปเพื่อที่จะลบล้างคำสบประมาทของช่างภาพคนนั้น เขาหัดฝึกปรือฝีมือมาเรื่อยๆ จนดีขึ้น และโอกาสก็มาถึงเมื่อเขาได้รู้จักชาวอเมริกันผิวดำเชื้อสายจาไมกาคนหนึ่งที่เขาเคยไปส่งอาหารให้ที่บ้าน เขามีอาชีพเป็นปาปาราซซี่

“ผมก็คุยกับเขาถูกคอ มักจะถามเรื่องการใช้กล้องกับเขาว่าจะถ่ายให้ดีนั้นมีเทคนิคอย่างไร ดาราเดินมาแบบไหนถึงจังหวะที่จะกดชัตเตอร์ แสงยังไง เดินมาต้องเห็นหน้าชัดๆ ในระยะกี่เมตร ควรใช้เลนส์ความยาวแค่ไหนจะกำลังดี ช่างภาพยืนกลางแดด ดารายืนในร่มจะถ่ายยังไงให้ออกมาชัดดูดี เขาก็ใจดีสอนให้คำแนะนำจนวันหนึ่งผมรวบรวมความกล้าขอตามเขาไปทำงานด้วย ไปเห็นเขาทำงานก็รู้สึกสนุกและชอบ เขาก็เลยแนะนำบริษัทแห่งหนึ่งให้เราไปเป็นช่างภาพปาปาราซซี่ ผมก็ไปซึ่งเป็นงานฟรีแลนซ์ ไม่ได้มีงานทุกวัน ไม่มีเงินเดือนประจำ มีรายได้จากการขายรูปที่ได้มา ถ้าภาพยาก ภาพเอ็กซ์คลูซีฟมากๆ เช่น ภาพคนดังใส่ชุดว่ายน้ำเห็นหน้าอก ภาพกำลังจูบกัน ภาพที่แสดงอารมณ์โมโห แต่มีงานอาทิตย์ละ 2-3 วัน โดยทางบริษัทจะโทรมาบอกล่วงหน้าว่าพรุ่งนี้ให้ไปดักเก็บภาพใคร ที่ไหน ทางบริษัทจะมีสายข่าวแจ้งมา”

ผลงานแรกๆ ก็ยังไม่ได้ภาพเด็ดๆ เท่าไร เพราะยังไม่มีประสบการณ์ จนผ่านมาหลายเดือนฝีมือดีขึ้น มีลูกเล่นในการทำงานมากขึ้น รูปถ่ายที่ได้เริ่มมีความเป็นส่วนตัว ภาพที่ทำเงินให้เขามากที่สุดก็คือภาพของ บริตนีย์ สเปียร์ ไปเล่นน้ำทะเลกับลูกและอดีตสามี กับรูปของแองเจลินา โจลีกำลังยกนิ้วกลางอย่างใส่อารมณ์ให้ หรือรูปปารีส ฮิลตัน กำลังเมาในผับแห่งหนึ่ง ภาพแบบนี้จะราคาสูงถึง 8,000-10,000 ดอลลาร์ แต่ถ้าภาพพื้นๆ ทั่วไปก็ 100-150 ดอลลาร์

ดาราหรือเซเลบบางคนที่ยังไม่ดังแต่อยากเป็นข่าวก็มีที่โทรมาแจ้งให้ช่างภาพตามไป หรือมีบางคนที่พวกแม่บ้าน คนขับรถ มาขายข่าวพอนายจะไปไหนก็โทรมาบอก ภาพแบบนี้ราคาจะไม่แพง แต่ถ้าภาพที่ทางบริษัทสั่งให้ไปส่วนใหญ่จะเป็นภาพเอ็กซ์คลูซีฟ บริษัทจะจ้างรถ หรือเหมาเครื่องบินเล็กให้ไปทำงานเลย ตอนนั้นเขาทำงานร้านอาหารควบคู่กับช่างภาพปาปาราซซี่ ได้นอนวันละ 4 ชั่วโมง เพราะวีซ่าก็กำลังจะหมดอายุ

แล้วตอนนั้นเขาก็เรียนจบแล้ว จึงขอวีซ่าเพิ่มได้อีกแค่ 6 เดือนเท่านั้น โชคดีว่าร้านอาหารนาตาลีในแอลเอ ซึ่งมีร้านอาหารในเครือถึง 5 สาขา ที่เขาทำงานด้วยเห็นเขาทำงานดี ขยันขันแข็ง ก็เลยเลือกพนักงานชาวต่างชาติจาก 200 คน เหลือเพียง 2 คน ออกใบรับรองการทำงานให้ไปขอกรีนการ์ดจนสำเร็จ เขาโล่งใจมากเพราะเครียดที่ยังไม่มีใบเขียวและแฟนก็กำลังตั้งครรภ์

พอฝีมือดีขึ้นได้ภาพที่เป็นส่วนตัวขึ้น รายได้เริ่มดีขึ้น เขาก็เลยออกจากร้านอาหารมาช่วยภรรยาเลี้ยงลูกแล้วเป็นปาปาราซซี่อย่างเดียว

ซึ่งภาพที่ถ่ายได้เขาต้องส่งให้บริษัททั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทห้ามก๊อบปี้เอาไว้ เขาทำงานเป็นช่างภาพอยู่ประมาณ 5 ปี ตัวเขาเริ่มเป็นที่รู้จักของดาราและเซเลบบางคน พอเขาไปงานพอคนจำได้ก็เริ่มระวังตัว อย่าง คิม คาร์เดเชียน ก็เชิญเขาไปปาร์ตี้ที่บ้าน ก็เริ่มรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว เพราะมายุคหลังๆ โทรศัพท์มือถือคุณภาพดี ใครๆ ก็ถ่ายรูปได้ ทุกคนสามารถเป็นปาปาราซซี่ได้หมด เขาก็เลยเลิกเป็นช่างภาพในที่สุด

มาถึงบทใหม่ในชีวิตอีกครั้ง พอเลิกจากการเป็นปาปาราซซี่ เขาก็มาถ่ายภาพคอนเสิร์ตแทน โดยเฉพาะคอนเสิร์ตของคนไทยที่ไปแสดงที่อเมริกา และเฉพาะคอนเสิร์ตของ เบิร์ดธงไชย นั้นเขาจะได้ถ่ายทุกครั้ง รวมถึงศิลปินคนอื่นๆ ของค่ายแกรมมี่ พี่เล็ก-บุษบา จะเรียกใช้งานเขาเป็นประจำ ถ้าว่างจากคอนเสิร์ตเขาก็รับถ่ายภาพงานแต่งงาน การันตีถ้าถ่ายไม่ได้ตามแบบที่คุยไว้เขาจะคืนเงิน

“รับงานเวดดิ้งนี่มีช่างภาพ 6-7 คน กระจายงานไปตามจุดต่างๆ ไม่มีเดินซ้ำไลน์กันเลย ภาพออกมาสวยครบทุกมุมไม่มีหลุด ผมรับแพงครั้ง 7,000-8,000 ดอลลาร์ แพงแต่ดี ผมไม่อยากให้ใครโดนแบบงานแต่งผม มันเสียเวลาเสียความรู้สึก ผมตั้งใจทำให้เต็มที่ เพราะเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่เป็นความทรงจำของเราตลอดไป” เขาเล่าอย่างจริงจัง

พอมีเงินเก็บได้ก้อนใหญ่เขาก็อยากทำหนังสือ ซึ่งเป็นหนังสือแจกฟรีเป็นรายเดือน ชื่อ Belive in เป็นหนังสือภาษาไทยอาร์ตมัน 4 สี หนา 50 หน้า เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยที่ไปอยู่อเมริกา ทำแจก 500 เล่ม ตอนแรกหมดในเวลา 2-3 วัน คนเรียกร้องเยอะก็เพิ่มเป็น 2,000 เล่ม ทำเองสัมภาษณ์เอง ออกแบบรูปเล่มเอง หาโฆษณาเอง มีทีมงาน 5-6 คน ทำเพราะใจรักจริงๆ คนก็ขอให้ไปแจกรัฐอื่นด้วยผมก็บ้ายอทำตามคำขอ ปรากฏว่าค่าขนส่งมันแพงมาก ทำไปแรกๆ ก็ดีมาก หลังๆ สู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหวทำได้ 2 ปีกว่าก็เลิก เขาถือเป็นผู้บุกเบิกฟรีก๊อบปี้ยุคแรกๆ ของอเมริกา หลังจากเขาปิดไปก็ยังไม่มีใครทำฟรีก๊อบปี้แบบนั้นอีกเลย

ตอนนั้นเขาอายุ 30 ปีต้นๆ ลูกคนโตก็ 4 ขวบแล้ว ภรรยากำลังตั้งครรภ์คนที่สอง ทำงานเยอะแยะมากมาย มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว เงินทองก็ไม่ค่อยมีเหลือเท่าไร แต่เขาไม่ย่อท้อคิดว่ามันคือรสชาติของชีวิต มันคือสีสันและประสบการณ์ ทำให้คุ้มค่า ทำให้ถึงที่สุด เพราะเมื่อเวลาผ่านไปจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายว่ารู้อย่างงี้ทำไมไม่ทำ

ชีวิตช่วงปีท้ายๆ ที่อเมริกาของเขายังเปิดร้านอาหารออร์แกนิกอีกด้วย ทำเองขายเอง เป็นร้านเล็กๆ แบบอาหารคลีน เขามักจะเป็นผู้นำเทรนด์ในหลายเรื่อง ซึ่งร้านก็ขายดีแต่ก็เหนื่อยมาก เพราะทำกับภรรยาแค่ 2 คน ไม่มีผู้ช่วยใดๆ เลย จุดปลี่ยนครั้งใหญ่ล่าสุดในชีวิตเขาก็คือตอนที่พ่อตาของเขาไม่สบายและภรรยาอยากกลับมาดูแลครอบครัวบ้าง เพราะไปอยู่อเมริกากันเกือบจะ 10 ปีแล้ว “มีอีกจุดที่ผมตัดสินใจคือลูกสาววาดรูปแล้วเอามาอวด ผมไม่มีเวลาแม้จะหันไปดูผลงานที่ลูกตั้งใจเอามาโชว์ แล้วลูกสาวก็เดินน้ำตาคลอเสียใจออกไป ขณะที่ผมนั่งทำงานอยู่มันสะเทือนใจมากว่าเราไม่มีเวลาแค่จะหันไปดูงานที่ลูกเอามาอวด แฟนเลยชวนกลับบ้านเถอะ ก็เลยตัดสินใจกลับบ้านเมื่อ 2 ปีที่แล้ว” เขาเล่าอย่างจริงจัง

พอกลับมาไทยเขาก็มาช่วยครอบครัวของภรรยา ซึ่งทางพ่อตาทำฟาร์มปลาอยู่แล้ว เขาก็มาช่วยพัฒนาต่อยอดทำปลาแปรรูปแช่แข็งทำปลาเส้น กุนเชียงปลา ทำส่งออกและขายพันธุ์ปลาด้วย ขยายฟาร์มเพิ่ม และทำร้านอาหารมีหน้าร้านเป็นของตัวเองให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบ ชื่อร้านกินปลา ณ หนองคาย ซึ่งเป็นร้านที่เป็นที่นิยมของวัยรุ่นและคนทำงานในย่านนั้น เพราะเขาตั้งใจจับกลุ่มรุ่นใหม่ และเขากำลังจะทำฟาร์มกุ้งก้ามกรามเพิ่มอีก 200 ไร่

“ผมตั้งใจจะมาลงหลักปักฐานที่เมืองไทย ก็ต้องมาช่วยพ่อตาสร้างงานต่อยอดธุรกิจให้มั่นคงและขยายงานออกไป ท่านก็สร้างรากฐานเอาไว้เยอะอยู่ เราก็เอาเรื่องใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนาเพิ่มเข้าไปทำส่งออก แปรรูป แล้วก็ทำหน้าร้านขายของสดเพิ่มขึ้น ผมก็ตั้งใจทำให้ดีขึ้นโตขึ้น เพื่ออนาคตของทุกคนในครอบครัวผมยืนอยู่ที่จุดไหนผมก็อยากทำให้มันดีที่สุดของตรงนั้น ส่วนอเมริกาผมก็กลับไปทุกปี ยังคิดถึงเพื่อนและสังคมที่นั่นอยู่ ถือว่าเป็นบ้านหลังที่สองของผม” เขากล่าวทิ้งท้าย

มีเงินมาก หรือหาเงินได้เก่ง อาจไม่สุขจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575374

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 16:48 น.

มีเงินมาก หรือหาเงินได้เก่ง อาจไม่สุขจริง

เรื่อง : ดร.ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์ ภาพ : เอพี

เคยถามตัวเองบ้างไหมครับว่าเราต้องหาเงินเก่งหรือมีเงินมากแค่ไหน? เราจึงจะมีความสุข หรือไม่ก็ทำให้คนรอบตัวมีสุข อันนี้หลายคนอาจตอบแบบฟันธงยาก เพราะไม่เคยคิดจริงจังว่าต้องมีมากแค่ไหน?

หลายคนวันๆ ยังเอาตัวเองแทบไม่รอด ในสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในปัจจุบัน เราต่างอาจแค่ขอเอาตัวเองให้รอดวันนี้ให้ได้ก็ดีพอแล้ว

จริงๆ ผมก็รู้ดีว่าทุกคนเห็นด้วยกันไม่ยากว่าเงินนำความสุขมาให้เราได้ถึงจุดๆ หนึ่งจริง จุดที่เรามีทุกอย่างที่เป็นความต้องการพื้นฐาน เราใช้ชีวิตดี มีศักดิ์ศรี เราอยู่ดี กินอิ่ม คนรอบตัวเราใช้ชีวิตโดยไม่ต้องกังวลว่าวันข้างหน้าอาจจะอด

จากการศึกษาของศาสตราจารย์ Donnelly and Norton จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกับกลุ่มตัวอย่างคนรวยมาก 4,000 คน ที่มีทรัพย์ตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป เขาค้นพบว่าทุกคนพอมีทรัพย์เกิน 3 ล้านบาท/ปี (โดยประมาณ) ความสุขกับเงินที่หามาได้เริ่มมีค่าผกผันตรงกันข้าม หรือถ้าว่ากันตามศัพท์ทางวิชาการเรียกว่าเป็นกฎผลตอบแทนลดน้อยถอยลง

เราจะเห็นได้เลยว่าคนที่รวยขึ้นเรื่อยๆ หลายคนกลับใช้เงินระวังขึ้นและสนุกกับการหาเงินมากกว่า การมีเงิน เพราะเงินเมื่อเกินจุดๆ หนึ่งไม่ทำให้เราสุขได้อีก ความสุขของคนที่รวยแล้วกลับเป็นการหามาเพิ่ม หามาเพิ่มเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองยังสามารถผลิตทรัพย์และสร้างความนับหน้าถือตาต่อสังคมได้

มันไม่ใช่เงินที่ทำให้สุข แต่ศักดิ์ศรีของการหาเงินได้เก่งต่างหากที่นำความสุขมาเป็นช่วงๆ และก็สุขลดลงๆ เรื่อยๆ ยิ่งหาเยอะ ยิ่งสุขยาก และยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาที่ตามมาของคนขยันหาเงินเก่ง คือ ความสัมพันธ์กับคนสำคัญจะผกผันกันในทางตรงกันข้ามได้ไม่ยากเช่นกัน (แต่ไม่ทุกกรณีนะครับ) ถ้าเป้าหมายชีวิตเขาคือสนุกหาเงินจนสร้างความสุขให้คนรอบข้างโดยไม่ใช้เงินไม่เป็น

ยิ่งหากเป็นคนยิ้มยากไม่เป็นมิตรกับคนรอบข้าง เครียดง่าย เอาใจยาก และมักเผลอกดดันตัวเองและคนรอบข้างเสมอ อาจยิ่งทำให้ทุกข์กว่าเดิม เพราะส่วนใหญ่คนหาเงินเก่งอย่างเดียว แต่ไม่มีเสน่ห์อย่างอื่นเลย อาจจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าการให้ความสุขคนอื่นโดยไม่ต้องใช้เงินมันทำอย่างไร?

ผลของการโฟกัสกับการหาเงินอย่างเดียวเพื่อสร้างสุขให้คนรอบข้าง อาจยิ่งทำให้คนรอบข้างมองคนหาเงินด้วยความรู้สึกแปลกแยกมากขึ้น เพราะอาจถูกสอนให้ต้องการแค่เงินจากคนหาเงิน แล้วก็ใช้เงินนั้นมาหาสุขเอง แทนที่จะต้องการใช้เวลาให้คุณค่ากับคนที่หาเงินมาให้ จนอาจคิดถึงแต่เงินที่เขาหามา แต่ไม่ได้คิดถึงตัวคนหาเงิน

และถ้าคนหาเงินเริ่มรู้สึกหมดความสำคัญ เพราะอีกคนสนใจแต่เงินที่เขาหามา ก็อาจจำเป็นต้องใช้เงินขู่ให้กลับมาให้ความสำคัญ (คือไม่ให้ต่อ ถ้าไม่ตามใจ ให้คุณค่า) แทนจะจะพัฒนาทักษะที่ไม่ต้องใช้เงิน ในการสร้างสุข พัฒนาวิธีที่ไม่ต้องใช้เงิน ให้คนอื่นคิดถึงตัวเอง โดยไม่ต้องมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง

กฎของผลตอบแทนลดน้อยถอยลงที่กล่าวถึงข้างต้น ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีการผลิต (Production Theory) ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อเรามัวแต่เพิ่มปัจจัยผันแปรเรื่อยๆ ทีละหน่วย จะพบว่าผลผลิตส่วนเพิ่มที่ได้รับกลับมีจำนวนน้อยลงไปเรื่อยๆ จนถึงศูนย์ ซึ่งเกิดจากการใช้ปัจจัยการผลิตในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม นั่นหมายความว่าเงินเองเป็นปัจจัยผันแปร

คนเรามีความสุขไม่ใช่เพราะมีเงินเยอะ แต่เราเห็นตัวเองหาเงินเก่ง มีความสามารถในการหาเงินมาได้เองเยอะ และเราก็เอาเงินมาให้คนรอบข้างสุขกับเรา โดยคิดว่าเราจะสุขเพราะเขาจะเห็นคุณค่า คิดถึงเรา ชีวิตขาดเราไม่ได้ เพราะเราหาเงินเก่ง แต่จริงๆ เขาอาจต้องการเงิน ไม่ได้ต้องการเรา

เงินจึงผกผันเชิงลบกับผลตอบแทนทางอารมณ์ ซึ่งเราอาจคิดไม่ถึง เงินกลับไม่ได้สามารถทำให้เรามีค่าจริง แต่มีค่าผกผันกับการหาเงินได้เก่ง หาเงินได้ยาว ไม่หยุดเก่งเรื่องหาเงิน และความสุขคนอื่นก็อาจต้องการปัจจัยเงินเพิ่ม ไม่ได้น้อยลงอย่างที่คิด เพราะเขาสุขยากขึ้น อะไรซื้อมาได้แล้ว ก็เลิกอยาก หันไปอยากสิ่งใหม่ที่แพงขึ้น ต้องการให้อีกฝ่ายหาเงินมากขึ้นมาตอบสนอง

จริงๆ ความสุขของคนหาเงินมันเป็นอำนาจต่อรองมากกว่า ไม่ใช่เป็นการสร้างสุขแท้ๆ ให้คนรอบข้าง คนมีเงินจึงกลัวหาเงินไม่เก่ง เพราะเขาผูกค่าตัวเองกับการหาเงิน โดยบางทีไม่รู้ตัวเองเช่นกัน ไม่รู้ว่าเขาไม่ได้ผูกค่าตัวเองกับเรื่องอื่น เพราะมัวโฟกัสเรื่องเดียว และชีวิตก็เครียดด้วยเรื่องเดียว คือ เรื่องหาเงิน

จากงานวิจัยปัญหาของความสุขที่เกิดจากการหาเงินเก่งนั้น หลายคนไม่ทราบว่าเป็นความสุขที่ไม่ส่งต่อ มันไม่มีผลกระทบต่อคนอื่นจริง เพราะผู้รับเองซึ่งเป็นคนที่ใช้ชีวิตสบายบนการหาเงินของอีกคนหนึ่ง มักจะไม่สุขตามไปด้วย

เพราะเขาได้อะไรมาง่าย การได้อะไรมาง่ายจะทำให้ใช้ง่าย และเกิดความต้องการใช้เงินอย่างต่อเนื่อง เพราะหาความสุขที่ไม่ใช้เงินไม่เป็น ยิ่งหากหาเงินเองไม่ได้ ยิ่งสุขน้อยลงทุกครั้งที่ใช้เงินที่ไม่ได้หามาเอง ทำให้คนหาเงินยิ่งต้องหามากขึ้น เพื่อสร้างสุขให้ตัวเองและคนอื่นมากขึ้น

ผมรู้จักเรื่องราวของผู้หญิงท่านหนึ่ง สามีเธอรวยมาก มากซะจนยกบ้านริมหาดราคาแพงลิบให้เธอที่ต่างประเทศหลายหลัง ไม่มีอะไรที่เธอซื้อหามาไม่ได้ แต่ยิ่งสามีหาเงินมาให้เยอะเท่าไร เธอกลับรู้สึกสุขยากขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งเธออยากทุบทำลายบ้านริมหาดที่เธอพักอยู่ และไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมเธออยากทำอย่างนั้น

เธอรู้แค่ว่าชีวิตมันว่างเปล่า มีทุกอย่าง แต่สุขไม่จริง สุขไม่ยาว การหาเงินเก่งของสามีไม่ได้ส่งต่อสุขยาวๆ ให้เธอได้จริง จนเธอเริ่มทำอะไรเพื่อตัวเอง สร้างสุขด้วยตัวเอง (ซึ่งไม่ได้ใช้เงินเลย) เธอจึงเริ่มรู้สึกดีขึ้นกับชีวิตขึ้น

สิ่งที่กล่าวนี้ตรงกับงานวิจัยของอาจารย์ Donnelly and Norton มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ยังค้นพบอีกเช่นกันว่าความสุขของลูกคนรวยหรือภรรยาคนรวยจริงๆ คือ การที่พวกเขาถูกสอนให้รู้จักหาเงินได้เอง รวยหรือสุขด้วยตัวเอง

เพราะถ้าเขารวยหรือสุขบนการหาเงินของอีกคน ความสุขจะไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องการเอาเงินไปใช้สุรุ่ยสุร่าย จนกลายเป็นเคยชินกับการใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย และเสพติดการใช้เงินฟุ่มเฟือย และไม่สุขยาว แต่กลับสุขยากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่า

จากการศึกษาเขาค้นพบเพิ่มว่าคนที่รวยด้วยทรัพย์ที่เป็นมรดกหรือได้มาจากคนอื่น (เช่น แต่งงาน ฯลฯ) คนเหล่านี้ไม่มีความสุข ไม่ว่าเงินจะมีมากแค่ไหนก็ตาม ทุกคนจะเสพติดบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับเงิน และเงินไม่สามารถให้ความสุขกับพวกเขาได้จริง

สิ่งนี้อาจทำให้เราเห็นด้วยว่าคนที่โกงเงินเขามา จะมีความสุขได้ ต้องซื้อหรือหาอย่างอื่นมาทดแทนความรู้สึกว่างเปล่าจากการได้เงินมาโดยไม่ได้โชว์ความสามารถอะไรเช่นกัน บางทีเขาอาจยังไม่ได้สุขจริง เพราะเงินที่ได้มาโดยไม่มีความสามารถตัวเองจริง ไม่ได้ทำให้รู้สึกดี ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าตัวเองหาเงินเก่ง และก็รู้ด้วยว่า คนรอบข้างก็มองออก

คนเหล่านี้จึงมักต้องโชว์อำนาจบางอย่าง นอกเหนือจากเงินที่หามาได้ เพื่อกลบความรู้สึกไร้ค่า ที่ได้เงินมาโดยไม่ได้หาเงินเก่งจริงแต่อย่างใด

ดังนั้น คนมีเงินมากหรือหาเงินได้เก่ง อาจไม่สุขจริงนะครับ อย่าเพิ่งรีบอิจฉาตาร้อนไปก่อน ทำใจให้สบาย เพราะสุข อาจง่ายกว่าที่เราคิด 

รสริน จันทรา ขอเป็นพลังบวกล้างพลังลบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575346

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

รสริน จันทรา ขอเป็นพลังบวกล้างพลังลบ

เรื่อง : มัลลิกา นามสง่า

อดีตนางเอกชื่อดัง ปัจจุบันยังเป็นนักแสดงและควบตำแหน่งครูสอนการแสดงที่กันตนา ภาพที่แฟนๆ ติดตามในยุคนี้ เธอคือผู้หญิงที่สวยงามทั้งภายนอกและภายใน มีความอ่อนโยน พูดจาไพเราะ มีจังหวะน้ำเสียงนุ่มนวล และแสนใจดี

“ตุ้ม” รสริน จันทรา สวยสมวัยและยังคงสนุกกับการทำงานแสดง พบเจอเพื่อนฝูงทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานบุญ ล่าสุดกับการร่วมก๊วนกับเพื่อนนางแบบนักแสดงในยุคเดียวกัน เทพยุดา ศรียาภัย เนาวรัตน์ ซื่อสัตย์ และ สินาภรณ์ พิไลลักษณ์ มีโครงการทำรายการ “คุณย่าขาลุย” เพื่อเผยแพร่ทางช่องทางออนไลน์

ภาพของรสรินเป็นที่คุ้นตาในบทบาทนักแสดง หากยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่เธอทำมานานหลายปีโดยไม่มีค่าตอบแทน หากมุ่งมั่นตั้งใจทำราวกับงานประจำเพื่อตอบแทนสังคม นั่นคือการเป็นผู้พิพากษาสมทบ และเป็นผู้ประนีประนอมศาลอาญา

“ชอบช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่า เรามองเห็นคนที่ลำบากกว่าเรา พอมีเราก็แบ่งปัน รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ไปตามที่ต่างๆ ไปมอบสิ่งของ ทำมา 30 ปีแล้ว เป็นกิจกรรมที่เรามีโอกาสจะทำชอบทำงานจิตอาสา จนได้มีโอกาสทำงานเป็นผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี และเป็นผู้ประนีประนอมศาลอาญา ศาลจังหวัดธัญบุรี และสุพรรณบุรี เป็นจิตอาสา ไปช่วยงานศาลเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน เราไม่ได้เงินเดือนแต่เรามีความสุข มีความปลื้มปีติ

งานละครสมัยนี้เขาจะถามว่า เราว่างวันไหน ถ้าจำเป็นต้องถ่ายทำทั้งวันจะขอแลกเวรกับท่านอื่น แต่ถ้ากองละครไม่ซีเรียสขอเป็นช่วงบ่าย เพราะเราต้องเข้าเวรเช้าที่เลือกมาทำตรงนี้ รู้จักพี่คนหนึ่งที่นับถือกัน เขาบอกว่า ตุ้มมีคุณสมบัติที่ศาลต้องการ หนึ่ง เป็นคนมีการศึกษา มีชื่อเสียง ภาพพจน์ดี ก็เลยลองไปสมัคร รอนานเหมือนกัน เพราะขั้นตอนคัดเลือกผู้พิพากษาสมทบละเอียดมาก เขาดูประวัติอะไรหลายๆ อย่าง

จุดที่ทำให้อยากทำ เพราะเรามีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก รู้ว่าเด็กที่มีปัญหา พ่อแม่แยกกัน ปัญหาเกิดจากอะไร? บางเคสที่เจอ พอเกิดมาแม่ก็ไม่เอา พ่อก็ไม่เอา ต่างคนต่างไปมีใหม่ อยู่กับปู่ย่าตามลำพัง เขาเป็นเด็กที่น่าสงสาร เขาเลยทำอะไรผิด เพราะน้อยเนื้อต่ำใจ

พอเจอเคสแบบนี้เมื่อเขาโดนคดีมา มาเจอกับเรา เราต้องคอยพูดคุยถามไถ่เขา คุยลึกๆ กับเขา ทำให้เขาไว้เนื้อเชื่อใจ พอเสร็จแล้ว ครอบครัวเขาจะมาเข้ากิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์เพื่อให้ทั้งแม่และลูกได้รู้สึกถึงความรักที่มีต่อกัน บางทีเขาไม่แสดงออก บางทีเขาต้องการความรัก ความสนใจ

ทำมา 7 ปี เป็นงานที่รัก ไม่รู้สึกเหนื่อยที่จะทำ ไม่ว่าจะด้านไหน พอตื่นขึ้นมา จะได้ไปทำ ความขี้เกียจไม่มีเลย มีแต่ความอยากไปทำ”

ด้วยบุคลิกลักษณะนุ่มนวล พูดจาไพเราะ และมีความใจเย็น ทำให้รสรินสามารถช่วยเยียวยาปัญหาต่างๆ ได้อย่างลุล่วง

“เวลาคนโมโหทะเลาะกัน 2 คน 2 ข้าง เราอยู่ตรงกลางต้องทำยังไงให้เขาดีต่อกันให้ได้ อย่างในกรณีของเยาวชน เราก็เอาประสบการณ์มีลูกไปอบรมเด็ก เรามีความเป็นแม่ เข้าใจทั้งแม่และลูก

เวลาคนทะเลาะกันรุนแรง เสียงดัง ตามสไตล์เราเวลาพูด คุณคะ ค่อยๆ คุยกัน เราพูดดีกับเขา ไม่มีอารมณ์เข้าไปร่วมด้วย เขาก็หยุดฟังเรา

คนใจร้อนมา เรายิ่งต้องใจเย็นกว่าเขาให้มากๆ เวลาไปทำงานไม่ค่อยบอกว่าเราเป็นใคร เขาจะคุ้นๆ หน้า พอเขานึกได้ว่าเราเป็นนักแสดง ก็ช่วยในเรื่องของภาพพจน์ เขาเลยเชื่อใจ ไว้ใจเราได้ง่าย แล้วเราก็บอกเสมอว่า เราปรารถนาดีกับทั้งคู่นะคะ

บางคนอาจจะคิดว่าเราเข้าข้างคนนี้ แต่ในทางจริยธรรมเราเป็นกลาง เราต้องรับฟังความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย การตกลงกันอยู่ในความพอใจของเขาทั้งสองฝ่าย ไม่ได้รู้สึกเสียเปรียบ”

ทำงานจิตอาสาตรงนี้มาร่วม 7 ปี ปัญหาที่เจอเยอะที่สุด รสรินชี้ว่าหนีไม่พ้นความโลภของมนุษย์

“เราเห็นปัญหาคนที่ขัดแย้งกันมาเยอะ แล้วส่วนใหญ่คนที่มีปัญหาคือ คนที่มีความโลภมาก อะไรก็อยากได้ อันนี้ของฉัน อยากได้ เราเห็นความโลภของคน ไม่ได้ว่าเราดี แต่เราเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ก็ต้องรับฟัง บางทีเอาประสบการณ์ของตัวเองเล่าให้เขาฟัง เราเคยเจอแบบนี้นะ

มีเคสหนึ่งเขาโลภมากเลย ก็บอกเขาว่า คุณรู้ไหม ตายไปเอาอะไรไปไม่ได้ ตุ้มเคยเล่นละครเรื่องหนึ่ง ตายแล้วเอาลงโลง มัดมือ ปิดฝาโลง กลัวมาก ไม่เคยนอนในโลงศพมาก่อน แต่นาทีนั้นก็คิดอะไรได้หลายอย่าง มีสติมาก คิดได้ว่า สุดท้ายเราตายไปเอาอะไรไปไม่ได้เลย ตัวเราพอดีโลง ก็พูดให้เขาฟัง แต่เขาจะฟังเราได้แค่ไหนก็อยู่ที่เขา

บางครั้งใช้เวลาหลายครั้งกว่าเรื่องจะจบ แม้งานจะยาก มีหลายปัญหา แต่อย่าลืมนักแสดงมีประสบการณ์เยอะ จากการเจอคนเยอะ เราสวมบทบาทต่างๆ เราก็ศึกษา บางคนเขามีปัญหานี้ เราก็สามารถเข้าใจในปัญหาได้ และมีวิธีที่จะช่วยประนีประนอม

การทำงานนี้เรารับฟังแต่พลังงานด้านลบ แต่พลังด้านบวกของเราก็ออกไป เราถึงสยบเขาได้ เขาพูดมาแบบใจร้อน ด้วยอารมณ์โมโห เราเหมือนเป็นลมเย็นๆ ทำให้เขาเย็นลงได้ เอาพลังบวกสู้กับเขา”

แม้จะรับรู้ปัญหาหนักๆ ของคนอื่น แต่พอเสร็จงานกลับบ้าน เธอฟื้นฟูพลังบวกด้วยต้นไม้ ดอกไม้

“เราจะไม่แบกทุกเรื่องไว้ ทำงานเสร็จก็ลืม กลับบ้านใช้เวลาอยู่กับสวน อยู่กับต้นไม้ เอาเรื่องร้ายๆ ออกไป ไม่เก็บอะไรมาคิด ส่วนใหญ่ทำงานค่อนข้างสำเร็จ ทำให้เรามีความสุขที่ได้ช่วยคน ถึงเวลานอนก็หลับสบายดี”

สุดท้าย รสริน บอกว่า 7 ปีที่ทำงานตรงนี้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง

“มีสติ มีสมาธิ มีมุมมอง เห็นปัญหาเยอะ แต่ทุกปัญหาก็มีทางออก แล้วการที่รับฟังปัญหา ทำให้เวลาที่เราเจอปัญหา ปัญหาของเราเล็กนิดเดียวเองเมื่อเทียบกับพวกเขา เราก็ปล่อยวางได้ง่ายขึ้น ไม่เครียด” 

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม สัตวแพทย์หัวใจหล่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575344

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 11:35 น.

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม สัตวแพทย์หัวใจหล่อ

เรื่อง : พุสดี สิริวัชระเมตตา

“เมื่อยามที่โลกเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ นอกจากผู้ประสบภัยที่รอคอยการช่วยเหลือสัตว์ต่างๆ ซึ่งไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ก็ได้รับความลำบากและต้องการได้รับความช่วยเหลือไม่ต่างกัน”

นี่จึงกลายเป็นที่มาของภารกิจอันแสนภาคภูมิใจที่ “หมอน็อต” นสพ.ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม ผู้จัดการโครงการสัตว์ประสบภัย องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เดินหน้าทำมาตลอด 10 ปี กับการลงพื้นที่ภัยพิบัติในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อช่วยเหลือสัตว์โลกที่มักถูกลืมหรือละเลยยามเกิดวิกฤต

“ช่วงแรกที่ผมเข้ามาทำงานตรงนี้ คนไทยรวมทั้งสัตวแพทย์เองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่างานจัดการภัยพิบัติของสัตว์นั้นคืออะไรและมีความสำคัญอย่างไรด้วยซ้ำ เพราะถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากในภูมิภาคอาเซียน ตัวผมเองแม้จะเรียนจบสัตวแพทย์ก็ยังไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจมากนัก รู้แต่มีแพชชั่นตั้งแต่สมัยเรียนว่าอยากทำงานอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์

ดังนั้นพอเรียนจบแล้วเห็นว่าทางองค์กรพิทักษ์สัตว์โลกเปิดรับอินเทิร์น ผมเลยลองมาสมัคร ปรากฏว่าได้ จึงมีโอกาสทำงานมาจนถึงทุกวันนี้” หมอน็อตบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโชคชะตาที่นำพาให้มาทำงานช่วยเหลือสัตว์ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

หมอน็อตยอมรับว่าการทำงานที่มีชีวิตของคนและสัตว์เป็นเดิมพันนั้น ไม่ใช่ภารกิจที่ท้าทายเพียงอย่างเดียว แต่ทั้งเหนื่อยและเครียด เพราะไม่รู้ว่าเหตุภัยพิบัตินั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ มาในรูปแบบไหน และสิ่งที่ต้องเจอในพื้นที่คืออะไร

“ตอนมาทำงานใหม่ๆ ผมจินตนาการว่าการทำงานของพวกเราคงเหมือนเวลาเจ้าหน้าที่ยูเอ็น (สหประชาชาติ) นำสิ่งของเข้าไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในยูกันดา ซึ่งพอมาลงพื้นที่จริง สภาพหน้างานอาจไม่ต่าง แต่การดำเนินการให้ความช่วยเหลือผมคิดว่าซับซ้อนมากกว่า เพราะทุกอย่างไม่มีคำว่าตายตัว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะหน้า

ในการลงพื้นที่แต่ละครั้งนอกจากจะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ยังต้องอาศัยการประสานงานกับหลายภาคส่วนโดยเฉพาะภาครัฐหรือองค์กรของชุมชนในท้องถิ่น เพื่อให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเราไม่ใช่องค์กรใหญ่ ดังนั้นการทำงานกับภาครัฐจะช่วยให้เรารู้เป้าหมายและความต้องการของชุมชนได้อย่างแม่นยำ

ที่สำคัญยังสามารถทำงานเพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืนได้ เพราะเราคงไม่สามารถจะลงพื้นที่อยู่กับชาวบ้านได้ตลอดไป สิ่งที่เราทำได้คือนำองค์ความรู้ไปมอบให้” หมอน็อตบอกเล่าถึงภารกิจที่ทำด้วยแววตามุ่งมั่น

งานนี้เพื่อฉายภาพการทำงานให้เห็นชัดเจนมากขึ้น หมอน็อตถือโอกาสบอกเล่าถึงการลงพื้นที่ครั้งล่าสุดเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและสัตว์จากเหตุแผ่นดินไหวที่เกาะสุลาเวสี ตอนกลางของประเทศอินโดนีเซีย และการเกิดสึนามิถล่มที่เมืองปาลู ซึ่งผลจากภัยพิบัติดังกล่าวทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบมากถึง 1.6 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตกว่าพันคน ยังไม่รวมถึงสัตว์อีกนับไม่ถ้วนที่ล้มตาย หรือถูกทิ้งให้ต้องทนทุกข์ทรมาน

“หลังจากตัดสินใจว่าจะลงพื้นที่ ผมและทีมงานนั่งเครื่องบินไปลงที่ฝั่งใต้ของอินโดนีเซีย เพราะเครื่องบินไม่สามารถลงจอดที่เมืองปาลูซึ่งเป็นจุดหมายได้ เราจึงต้องเหมารถจากตอนใต้มายังตอนกลาง ซึ่งกว่าจะหารถได้ก็ใช้เวลาเกือบ 1 วัน นั่งรถมาอีก 1,060 กิโลเมตร ใช้เวลาร่วม 20 ชั่วโมง กว่าจะเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย

เพราะต้องใช้เส้นทางที่เลาะทางเขาเข้ามาทั้งหมด เวลาเจอปั๊มน้ำมันก็ต้องคอยแวะเติม เชื่อไหมว่าแต่ละปั๊มมีรถต่อคิวเติมน้ำมันติดยาวเป็นกิโล ใช้เวลารอไม่ต่ำกว่าชั่วโมง” หมอน็อตสะท้อนภาพความยากลำบากในการเข้าพื้นที่

“พอใกล้ถึงจุดหมาย เราเริ่มเห็นผู้ประสบภัยใช้ชีวิตอยู่ตามท้องถนน เริ่มพบแพะ-แกะที่ป่วยและมีบาดแผล เราก็ดำเนินการช่วยเหลือนำอาหารไปให้ จนมาถึงจุดหมาย วินาทีแรกที่เปิดกระจก คือได้กลิ่นเน่าลอยมาก่อนเลย” หมอน็อตถ่ายทอดถึงเหตุการณ์ที่ยังจำได้ไม่ลืม พร้อมเผยถึงภารกิจของทีม

“เราลงพื้นที่ครั้งแรก 3 วัน เพื่อสังเกตการณ์และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น เราเข้าไปสำรวจจุดพักพิงที่ประชาชนอพยพมาอาศัยอยู่พร้อมสัตว์ต่างๆ เพื่อประเมินความเสียหายอย่างเร่งด่วน พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ

มอบชุดอุปกรณ์ทางการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อรักษาสัตว์ในพื้นที่ภัยพิบัติ และวางแผนให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องด้วยการนำทีมสัตว์แพทย์อาสาเข้าไปในพื้นที่ ก่อนจะเดินทางกลับออกมา เบ็ดเสร็จรวมระยะทางไป-กลับ 2,000 กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาอยู่บนรถร่วม 50 ชั่วโมง”

นอกจากอินโดนีเซีย ตลอด 10 ปีในการทำงาน หมอน็อตได้มีโอกาสลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยและสัตว์มาแล้วในหลายพื้นที่ ผ่านการทำงานในภัยพิบัติมาแล้วทุกรูปแบบ ทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ น้ำท่วม ภัยแล้ง และโรคระบาด ซึ่งมักเกิดหลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ

“บนโลกนี้มีภัยพิบัติเกิดขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทุกวันนี้ทีมงานของเราซึ่งกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วโลก ได้แก่ ไทย คอสตาริกา เคนยา และอินเดีย จะทำงานร่วมกันในการมอนิเตอร์สถานการณ์ภัยพิบัติรอบโลก และประเมินสถานการณ์ในการลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือต่อไป

ส่วนใหญ่เมื่อเกิดภัยพิบัติเราจะใช้เวลาตัดสินใจและประสานงานเพื่อเตรียมตัวลงพื้นที่ไม่เกิน 3 วัน โดยหลักการประเมินว่าจะลงพื้นที่หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสถานการณ์อะไร แต่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและผลกระทบของเหตุการณ์นั้น ยกตัวอย่างเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เราต้องประเมินแล้วว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร น้ำหลากมาแล้วไป หรือน้ำท่วมขัง ถ้าเป็นอย่างหลังเราต้องไป เพราะต้องมีคนและสัตว์ติดเกาะ ขาดน้ำขาดอาหาร เป็นต้น” หมอน็อตบอกเล่าอย่างออกรส พร้อมไขข้องใจว่า ในจำนวนภัยพิบัติประเภทไหนท้าทายที่สุดในการเข้าไปช่วยเหลือ

“ภัยแล้งยากที่สุดครับ ถึงภาพที่ออกมาจะดูไม่ตื่นเต้นเท่าภาพสึนามิ แผ่นดินไหว แต่เหตุการณ์พวกนั้นเกิดแล้วจบทันที ยกเว้นบางกรณีอาจจะมีอาฟเตอร์ช็อกหรือมีกระทบต่อเนื่อง อย่างสึนามิที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ส่งผลกระทบไปถึงโรงงานนิวเคลียร์

แต่ภัยแล้งเป็นภัยพิบัติที่กระทบในวงกว้างและยาวนาน ไม่เพียงทำให้ชาวบ้านบางคนหมดตัว เพราะเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ แต่ในแง่การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือก็ยากเช่นกัน เพราะความสำเร็จการเข้าไปช่วยเหลือชุมชนที่ประสบภัยพิบัติ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนที่ชุมชนนั้นมีด้วย หากทรัพยากรที่มีร่อยหรอก็เพิ่มความยากในการช่วยเหลือและสร้างความยั่งยืนให้กลับมา”

ถามว่าอะไรคือแรงบันดาลใจให้หมอน็อตไม่ย่อท้อกับการอุทิศตนเพื่อทำงานที่ท้าทาย แม้รู้ดีว่าการพื้นทุกครั้งเต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบาก สัตวแพทย์หนุ่มตอบอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดว่า

“ผมเชื่อว่างานทุกงานมีความลำบาก ไม่ใช่แค่งานนี้ ผมเพียงแต่รู้ว่างานที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกที่กำลังเผชิญกับภัยพิบัติ ผมมีความสุขที่ได้เห็นว่าผลจากงานที่ผมทำ ทำให้ชาวบ้านและสัตว์ได้กลับไปมีชีวิตแบบที่ควรจะมีและควรจะเป็นอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม หมอน็อตยอบรับว่าทุกครั้งที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ย่อมมีทั้งความสุขสมหวังและความผิดหวังเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งที่ต้องทำคือยอมรับและเดินต่อไป

“เราไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ 100% ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม ผมมักปลอบใจตัวเองเสมอว่าตราบที่เราทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดและเร็วที่สุด ผลออกมาจะเป็นอย่างไร? มันคือความจริงที่เราต้องยอมรับ หากผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นดั่งหวัง เราก็ต้องเรียนรู้และนำมาเป็นบทเรียนในครั้งต่อไป”

สำหรับเป้าหมายจากนี้ นอกจากหมอน็อตยังคงมุ่งมั่นทำงานตรงนี้ต่อไปให้นานที่สุด เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปบนเส้นทางการทำงาน ตั้งแต่วันแรกมาจนถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่า 10 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น สังคมตื่นตัวเรื่องการช่วยเหลือสัตว์ เพราะฉะนั้น 10 ปีจากนี้หมอน็อตเชื่อว่าน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอีก

“ตอนนี้เราพยายามกระตุ้นให้ภาครัฐเข้ามาสร้างกลไกในการช่วยเหลือสัตว์ในภาวะภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ก่อนเกิด-ระหว่างและหลังเกิดภัยพิบัติ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ซึ่งเราเดินหน้าไปเยอะแล้วในเชิงทฤษฎี แต่เราอยากให้เห็นในเชิงปฏิบัติ ทั้งในการยกระดับการเตือนภัยและการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ”

ทั้งนี้ หมอน็อตยังถือโอกาสทิ้งท้ายด้วยหัวใจที่หล่อมากๆ ในการเป็นความหวังของสัตว์โลกยามเกิดภัยพิบัติว่า

“ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ผมไม่เคยกลัวตาย แต่ผมกลัวว่าลงพื้นที่ไปแล้วจะช่วยอะไรไม่ได้มากกว่า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น สำหรับผมมันคือความล้มเหลว”

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ตลาดของขวัญนำความสุข ประยุกต์สู่ไลฟ์สไตล์แบบปัจเจก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575343

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 11:32 น.

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ตลาดของขวัญนำความสุข ประยุกต์สู่ไลฟ์สไตล์แบบปัจเจก

เรื่อง : จะเรียม สำรวจ & ทีม@Weekly

พอก้าวเข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ บรรยากาศของอาคารห้างร้านต่างๆ ก็จะถูกตกแต่งอย่างสวยงาม เดินไปร้านไหน ห้างค้าปลีกไหน ก็จะเห็นสินค้าประเภทของขวัญของฝากนำมาจัดเรียงอย่างสวยงาม เพื่อต้อนรับลูกค้า เพราะช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการมอบของขวัญเพื่อส่งมอบความสุขให้แก่กัน

การสะพัดของเม็ดเงินในเทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2561 ต้อนรับปีใหม่ 2562 ที่จะมีการส่งมอบของขวัญและจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ ถือว่าเป็นการส่งรับความสุขซึ่งกันและกัน มาดูเทรนด์ต่างๆ ในเทศกาลนี้กัน

ข้อมูลคาดการณ์จากโพลและการวิจัยต่างๆ

จากการแถลงของ ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ข้อมูลว่าผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคช่วงเทศกาลปีใหม่ปี 2562 คาดว่ามีเงินสะพัด 1.35 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% เทียบกับช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา แบ่งเป็นการใช้จ่ายคนกรุงเทพฯ 6.22 หมื่นล้านบาท และคนต่างจังหวัด 7.3 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้ตอบส่วนใหญ่ระบุว่าบรรยากาศช่วงเทศกาลปีใหม่คึกคักกว่าปีที่ผ่านมา โดยเป็นการใช้จ่ายเพื่อไปท่องเที่ยวมากสุด ซึ่งเที่ยวในประเทศ 5.86 หมื่นล้านบาท และเที่ยวต่างประเทศ 3.83 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 1.74 หมื่นล้านบาท เลี้ยงสังสรรค์ 1 หมื่นล้านบาท เป็นต้น และปัจจัยที่คนเป็นห่วง คือ ราคาน้ำมัน คอร์รัปชั่น ซึ่งต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจภาพรวม การเมืองมีเสถียรภาพ ปัญหาสังคม เป็นต้น

ทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าเม็ดเงินการใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 จะอยู่ที่ประมาณ 30,800 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากราคาสินค้าและอาหารที่แพงขึ้น และถึงแม้ว่าในปีนี้มาตรการช็อปช่วยชาติจะไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ในทุกหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค

รวมถึงการแจกเงินปีใหม่ 500 บาท ให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยและได้ทยอยแจกในช่วงเดือน ธ.ค. น่าจะกระจายตัวอยู่ในกลุ่มคนต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ แต่เชื่อว่าบรรดาผู้ประกอบการค้าปลีกก็น่าจะมีการโหมจัดกิจกรรมกระตุ้นการขายในทุกกลุ่มสินค้าอย่างต่อเนื่องไปตลอดทั้งช่วงเทศกาล

สำหรับเม็ดเงินใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 แยกเป็นค่าใช้จ่ายอาหารและเครื่องดื่ม 9,400 ล้านบาท รองลงมา คือ ท่องเที่ยวในประเทศ (ค่าเดินทางกลับบ้าน เดินทางท่องเที่ยว รวมถึงค่าที่พัก) 8,800 ล้านบาท ซื้อของขวัญ/ของฝาก 8,400 ล้านบาท การให้เงินพ่อแม่/พี่น้องเป็นของขวัญปีใหม่ 2,100 ล้านบาท และทำบุญ/ไหว้พระ 1,600 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ (อาทิ ดูหนัง ฟังเพลง บริจาคสิ่งของ) 500 ล้านบาท ทั้งนี้งบประมาณใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 5,600 บาท เทียบกับปี 2561 ที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 5,400 บาท

การมอบของขวัญให้แก่กันยังคงเป็นกิจกรรมที่คนกรุงเทพฯ กว่า 55% ของคนที่ทำแบบสำรวจเลือกทำในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 มากเป็นอันดับ 1 แต่ทั้งนี้คนกรุงเทพฯ อาจจะวางแผนเน้นซื้อให้เฉพาะบุคคลสำคัญอย่างคนในครอบครัว รวมถึงการซื้อเพื่อนำมาร่วมจับสลากภายในองค์กรหรือบริษัท ซึ่งประเภทของของขวัญที่ซื้อให้ในแต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างกันไป

ส่วนของขวัญที่มอบให้คนในครอบครัวจะเน้นหมวดที่เกี่ยวกับสุขภาพเป็นหลัก เช่น กระเช้าของขวัญ สินค้าเพื่อสุขภาพ (วิตามินและอาหารเสริม) และเครื่องแต่งกาย ส่วนของขวัญที่ซื้อเพื่อจับสลากจะเน้นที่การใช้งานและตอบโจทย์ได้กับคนทุกกลุ่มมากกว่า เช่น อุปกรณ์เสริมไอที (แบตเตอรี่สำรอง แผ่นรองกันกระแทกหรือเคสโทรศัพท์ หูฟัง) อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และช็อกโกแลต/คุกกี้

ห้างสรรพสินค้าถือเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่คนกรุงเทพฯ เลือกไปซื้อของขวัญและทำกิจกรรมต่างๆ มากที่สุด ถึง 94% ของคนที่ทำแบบสำรวจ รองลงมา คือ ซูเปอร์มาร์เก็ต ชี้ให้เห็นว่าร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้าน (Offline) ยังตอบสนองไลฟ์สไตล์ในการจับจ่ายของคนกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี เพราะมีสินค้าและบริการให้เลือกครบครัน และครอบคลุมความต้องการของคนทุกเพศทุกวัย (Life-Style Mall)

อย่างไรก็ดี กระแสช็อปปิ้งออนไลน์ (คนกรุงเทพฯ 28% เลือกใช้จ่ายผ่านช่องทางนี้) ก็ถือว่ามาแรงไม่น้อยเช่นกัน เพราะจากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างพบว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มหันมาจับจ่ายผ่านช่องทางนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น-วัยทำงาน ซึ่งการสั่งซื้อที่ได้ความนิยมสูง คือ การสั่งซื้อผ่านช่องทางโซเชียลคอมเมิร์ซ อาทิ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลค์ เพราะมีการเข้าใช้อยู่เป็นประจำ

เทรนด์สุขภาพมาแรงหนุนธุรกิจของขวัญคึกคัก

สำหรับเทรนด์ของขวัญที่มาแรงในปีนี้ดูเหมือนว่าจะอิงมาในแนวเพื่อสุขภาพและรักษาสิ่งแวดล้อมกันเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากคนไทยหันมารักสุขภาพและรักษ์โลกกันมากขึ้น จึงทำให้ของขวัญของฝากแนวเพื่อสุขภาพได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

จิรบูลย์ วิทยสิงห์ นายกสมาคมของขวัญของชำร่วยไทย และของตกแต่งบ้าน กล่าวว่า การส่งมอบของขวัญหรือกระเช้าในช่วงปีใหม่ถือเป็นธรรมเนียมปกติที่มีการมอบสิ่งของให้แก่กัน โดยเฉพาะการมอบให้คนรักและญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือต่างๆ ซึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยมซื้อมอบเป็นของขวัญให้แก่กันในปีนี้ คือ กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ อย่างเช่น สมาร์ทวอตช์ เนื่องจากปัจจุบันคนไทยหันมาใส่ใจกับการออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น

“ขณะเดียวกันการที่ปีนี้ประเทศไทยมีการจัดงานวิ่งมาราธอนเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันราคาสมาร์ทวอตช์ไม่สูง คือ จำหน่ายกันอยู่ที่หลักร้อยบาท จากเดิมจะจำหน่ายกันที่หลักพันบาท จึงทำให้สมาร์ทวอตช์ยิ่งเป็นที่สนใจซื้อมอบให้เป็นของขวัญในกลุ่มของผู้ที่ชอบการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง

นอกจากนี้ ในกลุ่มของกระเช้าเพื่อสุขภาพ สปา อาหารแปรรูป สินค้าโอท็อป และสินค้าเทคโนโลยีอื่นๆ ก็ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค เพื่อซื้อมอบเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าโอท็อปปีนี้ถือว่าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากสินค้าโอท็อปมีการใช้นวัตกรรมเข้าไปช่วยในการผลิตทำให้สินค้ามีอายุยาวนานมากขึ้น”

จิรบูลย์ กล่าวอีกว่า ภาพรวมตลาดของขวัญ ของชำร่วย และของแต่งบ้านในปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตได้ที่ 4.5% จากมูลค่าประมาณ 7 หมื่นล้านบาท จากปี 2560 ที่ทรงตัว โดยปัจจัยหลักเกิดจากกลุ่มสินค้าของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวโตเฉลี่ย 5-6% ส่งผลให้มีมูลค่าราว 4 หมื่นล้านบาท รวมทั้งตลาดส่งออกที่ยังเติบโตได้ถึง 4.5% จากมูลค่า 2.4 หมื่นล้านบาท จึงทำให้สหรัฐอเมริกาหันมาสั่งซื้อสินค้าจากไทยมากขึ้น

ต้อนรับปีใหม่ ซื้อสินค้าเป็นของขวัญยังคึกคัก

ร้านลอฟท์ (Loft) ปีนี้ก็มีการเตรียมสินค้าพิเศษไว้คอยต้อนรับลูกค้าที่จะเข้ามาซื้อสินค้า เพื่อเป็นของขวัญส่งมอบให้กันในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เช่นกัน

กชวร สกุลเสาวภาค ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สยาม สเปเชียลลิตี้ ผู้บริหารร้าน “ลอฟท์” กล่าวว่า ของขวัญเป็นสิ่งที่ให้กันได้ในทุกโอกาส ทุกคนอยากให้คนที่เรารักมีความสุข ยังไม่นับการจับสลากของขวัญกับเพื่อนๆ และครอบครัว ซึ่งในส่วนของปีนี้บรรยากาศการจับจ่ายซื้อของขวัญที่ร้านลอฟท์ถือว่ามีความคึกคักมากกว่าทุกปี เพราะมีสินค้าให้เลือกใหม่ๆ มากมาย เนื่องจากบริษัทมีทีมงานที่ใช้เวลาคัดเลือกสินค้า เพื่อให้ลูกค้าได้ของที่ถูกใจและสนุกกับการเลือกช็อปปิ้ง

“สินค้าพิเศษที่ร้านลอฟท์เตรียมไว้ต้อนรับลูกค้า ยังคงเน้นไปที่สินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ เพราะถือเป็นคาแรกเตอร์โดยเฉพาะของร้านลอฟท์ที่มัดใจลูกค้า ที่ลูกค้าเข้ามาแล้วต้องได้ของขวัญกลับไปอย่างแน่นอน โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมยังคงเป็นกลุ่มตุ๊กตา เครื่องสำอาง เครื่องเขียน ชุดกาแฟ แกดเจ็ต ที่เน้นทั้งด้านดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานเข้าไว้ด้วยกัน เช่น พาวเวอร์แบงก์น่ารักๆ และสมุดแบบ Customized เป็นต้น”

กชวร กล่าวต่อว่า เทรนด์ของขวัญที่มอบให้เป็นการส่วนตัวที่มาแรงในปีนี้ คือสินค้าแบบเพอร์ซันนัลไลซ์ เพราะมีความพิเศษไม่เหมือนใครและมีคุณค่าทางจิตใจ

“จะเห็นได้ว่ามีลูกค้าที่ซื้อสมุดและแอกเซสซอรี่ ไปตัดแปะ ตกแต่ง เอารูปมาผสม เอาปากกาไปเขียนข้อความในใจ ครีเอทเป็นของขวัญชิ้นเดียวในโลก ส่วนของขวัญอีกกลุ่มที่เป็นที่นิยมคือสินค้าสินค้าเกี่ยวกับไอทีแกดเจ็ต ส่วนกลุ่มสินค้าตุ๊กตาก็ยังเป็นที่นิยมต่อเนื่อง”

เช่นเดียวกับสินค้าคอลเลกชั่นประเภทตุ๊กตา Blind Box กชวร ชี้ว่าส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อเป็นของขวัญสำหรับตนเอง สะสมเองหรือซื้อไปเซอร์ไพรส์ให้คนสนิท นอกจากนี้ที่ร้านลอฟท์มีบริการห่อของขวัญแนวญี่ปุ่นฟรีเมื่อซื้อสินค้าครบ 100 บาทขึ้นไป

กระเช้าของขวัญเน้นแปลกใหม่และคุ้มค่า

นอกจากกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์จะได้รับความนิยมซื้อเป็นของขวัญในปีนี้แล้ว ในส่วนของกระเช้าของขวัญก็ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยม ซึ่งในปีนี้ห้างค้าปลีกต่างๆ ก็มีการเพิ่มความแปลกใหม่และความคุ้มค่าเข้าไปในกระเช้ามากขึ้น เพื่อดึงความสนใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

เริ่มจากเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ ผู้นำพรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ดสโตร์ที่ปีนี้ออกมาใช้งบถึง 100 ล้านบาท ในเปิดตัวเทศกาลกระเช้าของขวัญปีใหม่ Season’s Giving 2019 ภายใต้แนวคิด Gifts That Give Back ของขวัญที่ให้ความสุขคืนกลับไม่รู้จบ คัดสรรสินค้าระดับคุณภาพทั่วไทยและทุกมุมโลก จัดลงกระเช้าที่ออกแบบสุดพิเศษมากกว่า 120 แบบ ราคาเริ่มต้นที่ 350-19,500 บาท

นอกจากนี้ ยังชูกลยุทธ์สานต่อการตลาดเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Marketing) ส่งต่อความสุขถึงผู้ผลิต ผู้ให้ ผู้รับ มอบสิ่งดีๆ เพื่อสังคม ตอบโจทย์ผู้บริโภคต้องการมีส่วนร่วมสนับสนุนสินค้าชุมชนท้องถิ่น เปิดตัวกระเช้าอัตลักษณ์ 4 ภาคครั้งแรกของไทย

พร้อมจับเทรนด์ I am so special สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่กับกระเช้าดีไอวายที่มิกซ์แอนด์แมตช์ได้ตามความชอบ รับไลฟ์สไตล์ความเป็นปัจเจกนิยม (Individualism) และมอบโปรโมชั่นส่วนลดจริงสุดคุ้มค่า เลือกรับส่วนลดเงินสด หรือบัตรของขวัญรวมสูงสุด 35% รับเครดิตเงินคืนเพิ่มสูงสุด 20% และเลือกผ่อนชำระ 0% กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ผู้บริหาร เซ็นทรัลฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ กล่าวว่า ไฮไลต์กระเช้าของขวัญปีใหม่ปีนี้บริษัทเน้นไปที่การจัดกระเช้าในรูปแบบอัตลักษณ์ของขวัญที่ให้ความสุขคืนกลับสู่ชุมชน 4 ภาคทั่วไทย

“ด้วยการดึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใช้ ทั้งดีไซน์กระเช้าและการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ในกระเช้า เช่น ภาคเหนือ ทำเป็นกระเช้าม่วนใจ๋ โดดเด่นด้วยสินค้าจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ภาคอีสาน ทำเป็นกระเช้าฮักเด้อ สร้างเอกลักษณ์ด้วยการใช้ผ้าขาวม้าจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้ามัดหมี่และหมอน ขิดบ้านด่านเหนือ จ.กาฬสินธุ์ มาตกแต่งกระเช้าให้สวยงาม

ภาคใต้ ทำเป็นกระเช้าหรักจังฮู้ คัดสรรของดีของเด่นจากภาคใต้หลากหลายรายการ และภาคตะวันตกทำเป็นกระเช้าถิ่นรัก รวมถึงกระเช้าสินค้าจีไอ (GI) และกระเช้าสินค้าชุมชน เป็นการส่งความสุขกลับคืนสู่เกษตรกร ชุมชน ทั่วทุกภาคของประเทศ ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก”

ความโดดเด่นแปลกใหม่ยังมีกระเช้าดีไอวาย (Do it yourself ) ภัทรพร บอกว่าจับเทรนด์ I am so Special เพื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มลูกค้าที่เป็นปัจเจกนิยมที่ต้องการครีเอทมิกซ์แอนด์แมตช์ด้วยตัวเองตามความชอบ กระเช้าเอ็กซ์คลูซีฟจากโครงการพัฒนาดอยตุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย กระเช้า Healthier Choice สำหรับผู้ที่รักสุขภาพคัดสรรเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสัญลักษณ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพกระเช้าผัก-ผลไม้ออร์แกนิก และกิฟต์เซตผลไม้

ทางด้านกูร์เมต์ มาร์เก็ต และโฮม เฟรช มาร์ท ซูเปอร์มาร์เก็ต กลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป ก็ออกมาจัดแคมเปญ “Gourmet Market & Home Fresh Mart Blissful Hampers 2019” เดินหน้าบริการเดลิเวอรี่เสริมทัพสั่งด่วน ส่งไวได้หลากหลายแอพพลิเคชั่น พร้อมกระหน่ำโปรโมชั่นลดสูงสุด 38% ตั้งแต่วันนี้-15 ม.ค. 2562

ชัยรัตน์ เพชรดากูล ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า การจัดแคมเปญ “Gourmet Market & Home Fresh Mart Blissful Hamper 2019” ในปีนี้ บริษัทได้ทุ่มงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท จัดแคมเปญขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “A Traditional Christmas with a twist” ในบรรยากาศแห่งความสุข สดใส ด้วยเหล่า Gingerbread Man ร่วมกันยกขบวนกระเช้าของขวัญที่เราครีเอทให้ได้เลือกซื้อกว่า 100 รูปแบบ รวมสินค้ากว่า 1,000 รายการ ครบครันจากทั่วทุกมุมโลกมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในรูปแบบและราคาที่เหมาะสมตั้งแต่กระเช้ามาตรฐานไปจนถึงกระเช้าพรีเมียม โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1,279-1.6 หมื่นบาท เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค

ความคึกคักที่เกิดขึ้นดังกล่าวน่าจะทำให้ภาพรวมตลาดของขวัญของชำร่วยและของแต่งบ้านในปีนี้เติบโตตรงตามเป้าหมายที่ 4.5% จากมูลค่า 7 หมื่นล้านบาทได้อย่างแน่นอน