“เด็กขาดการแนะแนว”เติมปัญหา”ทีแคส” เพิ่มภาระเรียนแล้วตกงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/555074

  • วันที่ 20 มิ.ย. 2561 เวลา 15:22 น.

"เด็กขาดการแนะแนว"เติมปัญหา"ทีแคส" เพิ่มภาระเรียนแล้วตกงาน

ปัญหาเด็กขาดการแนะแนว ทำให้นักเรียนจำนวนมากประสบปัญหาเรื่องการค้นพบว่าอยากเรียนอะไรกันแน่

*****************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หลังจากการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา หรือ TCAS (ทีแคส) กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ เด็กและผู้ปกครองจำนวนมากให้ความสนใจในเรื่องนี้และเข้าใจดีว่าทีแคสยังมีปัญหาอีกหลายด้านที่รอให้ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เข้าไปแก้ไข แต่มีแง่มุมหนึ่งที่น่าหยิบยกมากล่าวถึง นั่นก็คือ ปัญหาการกั๊กที่เรียนจากการเลือกอันดับการสอบทีแคส กำลังสะท้อนถึงปัญหาหนึ่ง ซึ่งแม้จะมีมานานและมีอยู่ในทุกระบบการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาที่ถูกประกาศใช้ก่อนหน้านี้ แต่ปัญหาการกั๊กที่นั่ง ซึ่งระบบนี้มีช่องทางให้นักเรียนกลุ่มที่เก่งมากมีโอกาสเลือกเรียนและกลายเป็นการกั๊กที่คนอื่นๆ เพราะจะได้สิทธิ์ทั้ง จากการคัดเลือกของ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) และ รับตรงอีก 3 สถาบัน

เด็กเก่งกลุ่มหนึ่ง สามารถเลือกที่นั่งเรียนได้ถึง 7 อันดับ โดยพบด้วยว่า มีเด็กกลุ่มได้คะแนนสูงเลือกทั้งคณะแพทย์ในส่วนของกสพท. และยังไปเลือกคณะนิเทศศาสตร์ อีกด้วย ซึ่งคาดว่าเป็นการเลือกแบบเผื่อเลือก ไม่ได้ตัดสินใจเรียนจริง จนเกิดการตั้งข้อสังเกตว่ายังมีเด็กจำนวนไม่น้อย ที่ไม่มีความชัดเจนในเป้าหมายการเรียน และยังสะท้อนอีกว่า ปัญหานี้อาจจะมาจากเรื่องอื่นๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ปัญหาที่ถูกคาดการณ์เช่นกันก็คือต้นทางของเรื่องนี้ เกิดจากเด็กนักเรียนจำนวนมากขาดการได้รับการแนะแนวการศึกษา ทั้งๆ ที่เรื่องนี้มีปัญหาความชัดเจนในเป้าหมายการเรียนบรรเทาลง

วิภา เกตุเทพา ครูแนะแนวโรงเรียนสตรีวิทยา 2 และในฐานะประธานครูแนะแนวกรุงเทพมหานคร สมาคมแนะแนวแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัญหาเด็กขาดการแนะแนว อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักเรียนจำนวนมากประสบปัญหาเรื่องการค้นพบว่าตัวเองอยากเรียนอะไรกันแน่ เพราะมีครูแนะแนวส่วนใหญ่จะทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่เพื่อช่วยในสิ่งที่นักเรียนต้องการและสมควรได้รับจากวิชาแนะแนว แต่เพราะโรงเรียนยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก ทำให้ครูแนะแนวยังเป็นกลุ่มครูที่ถือว่าขาดแคลน

“ครูแนะแนวนั้นมีบทบาทมากในการแนะนำเรื่องต่างๆ ทั้งปัญหาว่าจะเรียนต่ออะไรดี หรือปัญหาในการสอบเช่นกรณีปัญหาทีแคส แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ก็ไม่ให้ความสำคัญ หากตำแหน่งบรรจุว่างลง โรงเรียนมักจะไม่เลือกจ้างครูแนะแนว แต่นำไปจ้างครูวิชาการ และใช้วิธีให้ครูที่สอนวิชาต่างๆ ไปอบรมเป็นครูแนะแนว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทดแทนกันไม่ได้ เพราะครูทั่วไปนอกจากมีภาระการสอนหนักอยู่แล้ว ยังถือว่าไม่ได้ขาดความเชี่ยวชาญด้านการแนะแนวบางแง่มุมที่เป็นมืออาชีพ และเมื่อสถาบันผลิตครูเห็นว่าครูสายนี้ไม่ถูกจ้างงาน สถาบันก็เลิกหรือลดการผลิตครูสายนี้ตามไปด้วย” ประธานครูแนะแนว กล่าว

บทบาทครูแนะแนวในมุมมองของประธานครูแนะแนว เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะครูกลุ่มนี้จะเข้าถึงปัญหาที่นักเรียนประสบอยู่ในมิติที่ใกล้ชิดกว่าครูผู้สอนวิชาอื่นๆ และยืนยันว่า เด็กที่ผ่านการแนะแนวจากครูมืออาชีพมาแล้ว จะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเรียนอะไรในระดับหนึ่ง แต่เด็กมักจะรู้อนาคตตัวเองแบบจมอยู่ในความหวาดกลัวสารพัด กลัวไม่มีที่เรียน กลัวที่จะต้องอับอาย กลัวพ่อแม่เสียหน้า ความกลัวทำให้ต้องดิ้นรน จนกลายเป็นทำอย่างไรก็ได้ ให้ตัวเองมีที่เรียน หลายคนทิ้งความฝัน ทิ้งสิ่งที่อยากเป็นในอนาคตไปเพราะ กลัว จึงเลือกลงเรียนเท่าที่จะสอบได้ และการกั๊กที่เรียนคนอื่นก็มาจากความกลัวที่ว่านี้

“และระบบทีแคส ที่ทำให้เด็กมีโอกาสเลือกมาก กลายเป็นเครื่องมือตอบสนองหรือแก้ปัญหาความกลัวของตัวเอง และความกลัวนี้เข้มแข็งขึ้นจนพวกเขาไม่กล้าเลือกเส้นทางอื่นๆ ที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัย ไม่กล้าเลือกสายอาชีพที่ตอบโจทย์การทำงานได้มากกว่า จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องทุกคนที่จะทำลายกำแพงค่านิยมนี้ลง และเรื่องนี้ยากมาก ตอนนี้กำลังแนะแนวเด็ก ม. 3 ให้เลือกเรียนสายอาชีพเพิ่มขึ้น ก็พบชัดเจนว่าสิ่งที่ยากที่สุดก็คือการพยายามทำลายค่านิยมเรื่องการเรียนสายสามัญของผู้ปกครอง โดยลืมมองเรื่องการประกอบอาชีพในอนาคต” อาจารย์วิภากล่าว

ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ นักวิชาการด้านนโยบายการศึกษาต่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน กล่าวว่า หลายประเทศให้ความสำคัญกับการแนะแนวและครูแนะแนวมาก เพราะถือเป็นครูที่ให้การแนะนำได้ ว่า อาชีพนั้นเปลี่ยนไปเร็วมาก หากเด็กค้นพบตัวเองช้าหรือปรับตัวไม่ทัน ก็จะทำให้ต้องเสียเวลาไปกับการเรียนที่ไม่มีตำแหน่งงานรองรับ เช่นสายการเงิน ซึ่งธนาคารในอนาคตมีแผนที่จะใช้แรงงานคนน้อยลง หรือลดคนที่มีในระบบลงอีกมาก หันไปใช้เทคโนโลยีแทน การเรียนสายนี้ก็จะจบแล้วหางานยาก เป็นต้น ขณะที่ในอนาคต จะเกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้นมากมาย ครูแนะแนวจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยเด็กในอนาคต

เปิดร่าง พรบ.ท้องถิ่น ปรับอำนาจ กกต.ตีกรอบคุมเข้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554900

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 10:46 น.

เปิดร่าง พรบ.ท้องถิ่น ปรับอำนาจ กกต.ตีกรอบคุมเข้ม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นเริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นตามความคืบหน้าในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้ง 6 ฉบับ ฉบับสำคัญที่สุดคือ เปิดร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตลอดจนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง

ล่าสุด เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำการเผยแพร่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นเวลา 30 วัน หลังจากนั้น กกต.จะนำมาพิจารณาและส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป โดยคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือน ธ.ค.ปีนี้

สำหรับเนื้อหา พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ แตกต่างออกไปจากเดิมนั้นมีหลายส่วน​ เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรกเรื่องลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิเลือกตั้งจากเดิมที่ห้ามแค่ 1.วิกลจริต จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ 2.เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช 3.ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ครั้งนี้กฎหมายใหม่เพิ่มเนื้อหา ข้อ 4 ห้ามบุคคลที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่

ต่อเนื่องด้วยลักษณะต้องห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง กฎหมายเดิม มาตรา 45 (8) เขียนแค่ห้ามบุคคลเคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ แต่ร่างกฎหมายฉบับใหม่ปรับเป็น “เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก เพราะการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต”

พร้อมเพิ่มรายละเอียดใน (9) เป็นเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน

ส่วนประเด็นการห้ามจัดมหรสพล้อตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง สส.นั้น เดิมกฎหมาย​ในมาตรา 64 ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ​ซึ่งการห้ามหาเสียงเลือกตั้งด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ นั้นมีการกำหนดไว้ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว

ที่สำคัญร่างกฎหมายใหม่ห้าม ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น อนุมัติโครงการหรือกิจกรรมใหม่ ที่เข้าข่ายจูงใจผู้ใช้สิทธิ ภายใน 90 วัน ก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่ง หรือก่อนการลาออกจากตำแหน่ง เว้นแต่โครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวมีลักษณะเป็นการบรรเทาทุกข์จากภัยธรรมชาติ หรือภัยพิบัติสาธารณะ หรือเป็นโครงการหรือกิจกรรมต่อเนื่อง หรือเป็นโครงการที่ดำเนินการตามมติ ครม.

อีกประเด็นน่าสนใจที่เพิ่มขึ้นคือ มาตรา 72 กรณีการหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ และความปรากฏต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ว่า โดยทางใดว่าการหาเสียงเลือกตั้งนั้น ฝ่าฝืนหรือไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.หรือคำสั่ง ระเบียบ หรือข้อบังคับ ของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่แจ้งข้อเท็จจริง ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปโดยพลัน และมีอำนาจสั่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูลโดยทันที

นอกจากนี้ ตามมาตรา ​106 ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง สืบสวนหรือไต่สวนแล้วเห็นว่ามีหลักฐานควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครผู้ใดกระทำการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งนั้น มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใด ก่อให้ผู้อื่นกระทำสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ของผู้สมัครที่กระทำการเช่นนั้นทุกรายไว้เป็นการชั่วคราวไม่เกิน 1 ปี โดยคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สิ้นสุด

จากนั้นให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์​เพื่อพิจารณา ในกรณีที่ศาลพิจารณาว่าผู้นั้นกระทำผิดให้ศาลอุทธรณ์​สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น 10 ปี และเมื่อประกาศผลเลือกตั้งแล้วปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผลเลือกตั้งเกิดจากการเลือกตั้งที่มิได้เป็นไปโดยสุจริต ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์​เพื่อพิจารณา ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์​วินิจฉัยผลการเลือกตั้งเกิดจากการเลือกตั้งมิได้เป็นไป โดยสุจริตเที่ยงธรรมให้ศาลส่งให้มีการเลือกตั้งใหม่และสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิของผู้ที่กระทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเวลา 10 ปี

ทุจริตอาหารกลางวันโผล่อีก นายกฯสั่งล้างบาง ใครผิดต้องรับโทษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554880

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 07:20 น.

ทุจริตอาหารกลางวันโผล่อีก นายกฯสั่งล้างบาง ใครผิดต้องรับโทษ

โดย..ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

หลังผลสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี สมเชาว์ สิทธิเชนทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าใหม่ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี มีมูลความจริงเกี่ยวพันกับทุจริตโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เอกซเรย์โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทุกแห่งทั่วประเทศ พบว่ามีหลายโรงเรียนเข้าข่ายทุจริตอาหารกลางวันเด็กเช่นกัน

จ.สุรินทร์ กลุ่มผู้ปกครองร้องเรียนว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตานี ต.ตานี อ.ปราสาท แอบเบิกเงินออกจากบัญชีเงินหมุนเวียนของโรงเรียนนำไปใช้เป็นการส่วนตัวจนทำให้โรงเรียนต้องขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินให้ผู้ปกครองเบิกค่าอุปกรณ์การศึกษาและเป็นค่าอาหารกลางวันเด็กเรียนจำนวน 242 คน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา จนกระทั่งคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านตานี ต้องรวมตัวร้องเรียนไปยัง สพฐ.สุรินทร์เขต 3 จึงมีคำสั่งให้ย้าย ภักดิศัย ชูสงค์ ไปปฏิบัติงานที่ สพฐ.สุรินทร์ เขต 3 เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเอาผิดทางวินัยและอาญาต่อไป

อย่างไรก็ตาม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เด็กนักเรียนมีอาหารกลางวันเบื้องต้นทาง สพฐ.สุรินทร์ ได้มอบเงิน 2 หมื่นบาท ภาคเอกชนสมทบอีก 3 หมื่นบาท เป็นทุนจัดซื้ออาหารกลางวันเด็กนักเรียน ซึ่งจะช่วยได้ประมาณ 50 วัน ส่วนการดำเนินการเรื่องบัญชีของโรงเรียนได้มอบให้ผู้รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตานี ดูแลชั่วคราวไปก่อน

ปัญหาการแอบเบิกเงินออกจากบัญชีเงินหมุนเวียนของโรงเรียนไม่ใช่เกิดขึ้นที่ จ.สุรินทร์แห่งเดียว ที่ จ.กาฬสินธุ์ ก็เคยปรากฏปัญหาลักษณะนี้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคณะครูโรงเรียนบ้านโนนเที่ยง อ.นามน เข้าร้องเรียนต่อ พ.ต.ท.ประนอม ประทุมเขต ผู้รับผิดชอบคดีในสมัยนั้น  ขอให้เรียก ทองสุข เทพารส ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโนนเที่ยง มาตรวจสอบกรณีเงินโยกเงินออกจากบัญชีของโรงเรียนไปใช้ส่วนตัวจำนวน 1.1 แสนบาท แต่เรื่องกลับเงียบหาย

ล่าสุดคณะครูกลุ่มดังกล่าวได้เข้าพบ ชนิพนธ์ สงวนสัตย์ นายอำเภอนามน ในฐานะประธานศูนย์ดำรงธรรมอำเภอนามน เพื่อร้องทุกข์และขอให้ติดตามความคืบหน้า ซึ่งนายอำเภอนามนรับปากจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเร่งสอบสวนให้เร็วที่สุด

ทั้งสองโรงเรียนดังกล่าวตรวจสอบพบชัดเจนว่า มีการทุจริตโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียนโดย วรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมายืนยันว่ามีการทุจริตขยายวงกว้างในหลายจังหวัด ซึ่ง ป.ป.ช.ประจำจังหวัดจะเข้าไปรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น เมื่อได้พยานหลักฐาน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของ ป.ป.ช.ก็จะรายงานมายังคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อให้พิจารณาตั้งคณะกรรมการไต่สวนตรวจสอบเรื่องดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ วรวิทย์ ได้กำชับ ป.ป.ช.จังหวัด รายงานเข้ามาให้เร็วที่สุดเพราะเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจและมีผลกระทบต่อจิตใจเด็กนักเรียนทั่วประเทศ

ด้าน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ. กล่าวว่า นับจากนี้จะกวาดล้างขบวนการทุจริตโครงการอาหารกลางวันให้หมดจากสังคมไทยตลอดทั้งเข้าไปแก้ปัญหาเชิงระบบให้หมด เพราะปัจจุบันปัญหานี้ประชาชนเห็น ดังนั้นต้องเร่งแก้ไข ส่วนปัญหาเรื่องการโอนเงินล่าช้านั้น ทาง ศธ.สามารถหารือกับ มท. แต่อาจจะมีเพียงบางพื้นที่เท่านั้นที่โอนเงินช้า แต่ส่วนใหญ่ไม่พบว่าโอนเงินล่าช้า

อย่างไรก็ตาม ในส่วนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับค่าอาหารกลางเด็กนักเรียน 20 บาท/คน ที่อาจไม่เพียงพอนั้น นพ.ธีระเกียรติ ยืนยันว่า เงินจำนวนดังกล่าวเพียงพออยู่แล้ว เพราะหลายโรงเรียนมีการบริหารจัดการงบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการจัดสรรแบบรวมกลุ่ม และเด็กก็ได้รับอาหารที่ดีสารอาหารครบถ้วน แต่ที่สังคมตั้งข้อสังเกตคือเรื่องทุจริตจนส่งกระทบต่อเด็ก ซึ่งปัญหาตรงนี้ต้องรีบแก้ไข ขณะที่มีการเสนอให้ ศธ.นำงบส่วนนี้มาบริหารจัดการเองคงทำไม่ได้ เนื่องจากงบดังกล่าวเป็นงบกระจายอำนาจ ซึ่งหากจะมีการเปลี่ยนแปลงคงต้องหารือหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

“ประเด็นสำคัญที่สุดคือเรื่องคุณภาพอาหารของเด็ก ซึ่งเท่าที่ทราบโรงเรียนส่วนใหญ่มีการบริหารจัดการเรื่องนี้เป็นอย่างดี และโรงเรียนที่โกงก็ต้องรับโทษของการโกงไป ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงเรื่องนี้มากและเรียกผมไปหารือหลายครั้งเพื่อหามาตรการแก้ปัญหาทุจริตโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

บรรยายภาพ –  อรรถพร สิงหวิชัย ผวจ.สุรินทร์ ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการอาหารกลางวันที่โรงเรียนบ้านตานี ต.ตานี อ.ปราสาท

เร่งปฏิรูปการศึกษาจากล่างสู่บน พบโรงเรียนคุณภาพต่ำสุดอยู่ในกทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554871

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2561 เวลา 22:08 น.

เร่งปฏิรูปการศึกษาจากล่างสู่บน พบโรงเรียนคุณภาพต่ำสุดอยู่ในกทม.

ทางออกปัญหาการศึกษาไทยในมุมองของ “นพ.จรัส สุวรรณเวลา” ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา

*******************************

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

“ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นทุกวันนี้มันมาจากการศึกษา และเราเห็นแล้วว่าการศึกษานี่แหละจะเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาของสังคม เมื่อเป็นเช่นนั้น การปฏิรูปการศึกษาจึงจำต้องเกิดขึ้น และต้องทำให้ได้ ทำให้สำเร็จ” คำพูดจาก นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ที่สะท้อนให้เห็นภาพรวมของปัญหาประเทศด้วยคำจำกัดความข้างต้น

ปัญหาด้านการศึกษาของไทยที่ส่งผลกระทบต่อการหยุดชะงักในการพัฒนาความเจริญของบ้านเมือง นพ.จรัส ให้ภาพกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า เกิดจาก 4 เรื่องสำคัญ คือ 1.คุณภาพการศึกษาที่ต่ำ 2.ความเหลื่อมล้ำ 3.ความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก และ 4.ประสิทธิภาพและระบบธรรมาภิบาล และผลของทั้ง 4 ด้าน ก็นำไปสู่คำว่า “วิกฤตอย่างร้ายแรง”

“คุณภาพการศึกษาต่ำอย่างมาก หลักฐานคือผลสอบคะแนนโอเน็ตอย่างวิชาคณิตศาสตร์ ได้ค่าเฉลี่ยกันเพียงแค่ 29% ภาษาไทยก็ได้แค่ 52% ทั้งๆ ที่เป็นการสอบเนื้อหาสาระ การท่องจำ ยังมีปัญหาเด็กนักเรียนออกกลางคันอีกปีละกว่า 6 หมื่นคน กลุ่มนี้ก็ไปเป็นแรงงาน แต่เป็นแรงงานที่ไร้ฝีมือ การศึกษาก็ไม่ได้ทำให้คนมีฝีมือได้เลย”

หลักฐานอีกชิ้นที่ทำให้ภาพการศึกษาไทยนั้นตกต่ำอย่างแท้จริง นพ.จรัส สะท้อนว่า ผลการจัดอันดับ PISA ที่เป็นมาตรฐานทั่วโลก ก็พบว่าการศึกษาบ้านเรายังต่ำกว่า “เกณฑ์ขั้นต่ำ” ถึง 46% ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามก็ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แต่ต่ำกว่าแค่เพียง 7% ซึ่งมีค่ามาตรฐานที่สูงกว่าเราอย่างมาก จึงไม่แปลกที่หากจะไม่ปฏิรูปการศึกษาในอนาคต เพื่อนบ้านจะแซงหน้าเราในแง่ของการพัฒนาอย่างแน่นอน

อีกปัจจัยปัญหาคือความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งมาตรฐานคุณภาพโรงเรียนของไทยในระดับชั้นมัธยมศึกษายังมีความแตกต่างกันอย่างมาก และโรงเรียนที่สามารถต่อกรบนเวทีโลกได้ในประเทศไทย คือโรงเรียนด้านวิทยาศาสตร์ทั้งหลายเท่านั้น ขณะที่โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ มีคุณภาพเพียงแค่คาบเส้นมาตรฐาน และไม่จำเป็นต้องมองโรงเรียนยังหัวเมืองต่างๆ ว่าจะอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานเท่าใด

“แต่ที่น่าตกใจคือโรงเรียนที่คุณภาพต่ำที่สุดกลับอยู่ในกรุงเทพมหานคร ข้อมูลมันบอกชัดเจนเลย ผมก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไร มีปัญหาคอร์รัปชั่นกันหรือเปล่า” นพ.จรัส ตั้งคำถาม

ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เสริมอีกว่า ประเทศที่กำลังจะแซงเราคือเวียดนามที่จะไปข้างหน้าแน่ๆ และหากอีก 5-10 ปีข้างหน้าเรายังย่ำอยู่ที่เดิมแล้วกัมพูชาแซงเราไปอีกเราจะว่าอย่างไร นี่คือสภาพที่น่าตกใจอย่างมาก ยังไม่รวมอีกปัญหาคือมหาวิทยาลัยที่เรายังไม่ก้าวกระโดดในแง่ของงานวิจัยที่ได้ตีพิมพ์ ดูอย่างมาเลเซียที่พัฒนาหลังเราแต่ก้าวกระโดดงานวิจัยไปไกลมาก และไปลิ่วด้วย ผมถามว่ามหาวิทยาลัยกำลังทำอะไรอยู่ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปล่อยให้ประเทศอื่นๆ แซงเราไปได้อย่างไร

กระนั้นก็ตามเมื่อเล็งเห็นปัญหาที่ดูแล้วมากโขไม่น้อย หนทางแก้ไขที่สำคัญที่สุด ทีมปฏิรูปการศึกษาอย่างอิสระในชุดนี้ก็วางเอาไว้พร้อมแล้ว ซึ่งแนวทางของการแก้ไขปัญหา คือ การแก้ปัญหาจากข้างล่าง คือระบบการศึกษาตั้งแต่แรกเริ่ม หาใช่การแก้ปัญหาจากข้างบน หรือกระทรวงศึกษาฯ ที่จะสั่งการลงไป นั่นเพราะว่าเราหลงลืมศรัทธาที่มีต่อครูและเด็กนักเรียน และต้องให้อิสระในการเรียนการสอนกับพวกเขา ข้างบนจะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในเนื้อหาสาระ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคอยสนับสนุนให้ระดับล่างได้มีอิสระในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งก็คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านการศึกษา

“อย่างเด็กปฐมวัย เราต้องเลิกการสอบแข่งขันเข้า ป.1 และต้องลงทุนในแง่การพัฒนาทางความคิดให้มาก มีทักษะการทำงานร่วมกัน คิดให้เป็น และผลการวิจัยก็ชี้ชัดแล้วว่าหากลงทุนกับเด็กกลุ่มนี้จะได้ผลที่ดีอย่างยิ่ง ต้องเลิกระบบปัจจุบันที่สร้างเด็กให้เข้าสู่การแข่งขันก่อนวัยอันควร ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ผิด เพราะเด็กจะผูกกับคำว่าแข่งขันเพื่อเอาชนะคนอื่นจนถึงเติบใหญ่ ถามจริงๆ ว่าเราต้องการสังคมที่ให้เกิดการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือต้องการให้เกิดสังคมที่อยู่ร่วมกันได้ ทำงานร่วมกันได้ เราต้องเปลี่ยนอุดมการณ์” นพ.จรัส ชูแนวทาง

อย่างไรก็ตาม การเป็นอิสระทางการเรียนการสอนใช่ว่าจะไม่สอนเลยก็ได้ หรือละเลยปล่อยทิ้งขว้างก็ทำไม่ได้เช่นกัน เพราะจะมีเกณฑ์กลางที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งจะใช้ชี้วัดคุณภาพของเด็ก และยังเป็นรูปแบบใหม่ ใจของเกณฑ์กลางนี้ คือ ระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาทั้ง 1-6 ที่จะมีสิ่งที่เรียกว่า “ชานพัก” คือระดับชั้นการศึกษาที่ 1-3 จะมีชานพักที่จะวัดเกณฑ์คุณภาพของเด็ก ถ้าถึงตรงนี้แล้วก็จะไปต่อได้ในระดับ 4-6 ยกตัวอย่างเช่น ภาษาอังกฤษในเกณฑ์กลางจะต้องใช้เวลาเรียน 3 ปี แต่เด็กบางคนเรียนรู้ได้เร็วก็อาจใช้เวลา 1-2 ปีก็ได้ แต่ขณะเดียวกันเด็กบางคนอาจจะช้า ก็ใช้เวลา 4 ปีก็ได้ แต่ผลลัพธ์ไม่ได้แปลว่าแตกต่างกัน เพียงแต่เกณฑ์กลางนี้จะเป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อการสร้างคุณภาพของเด็กนักเรียนให้เท่าเทียม

“เราเห็นภาพชัดเจนว่า โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยแห่งต่างๆ นั้นมีคุณภาพที่ดีกว่า นั่นเพราะอะไร เพราะเขาสอนแบบไม่สนใจเนื้อหาสาระของกระทรวงศึกษาธิการ เขาจัดการเรียนการสอนเอง ใช้อาจารย์มหาวิทยาลัยมาสอนและตรงกับความต้องการของเด็ก และสอดรับกับบริบทของสังคม เด็กก็มีคุณภาพ ทำให้เห็นว่าเด็กบ้านเราถ้ามีโอกาส มีระบบที่ดี ก็จะเก่งขึ้นมาได้”นพ.จรัส กล่าวทิ้งท้าย

กกต.พร้อมเลือกตั้ง การันตีสุจริตยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554740

  • วันที่ 17 มิ.ย. 2561 เวลา 11:07 น.

กกต.พร้อมเลือกตั้ง การันตีสุจริตยุติธรรม

พูดคุยกับ “พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.” กับการเตรียมการเพื่อจัดการเลือกตั้งในช่วงเดือนก.พ.62

*****************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถนนการเมืองทุกสายต่างพุ่งเป้าสู่สนามเลือกตั้ง หลังกฎหมายเกี่ยวข้องทั้ง 4 ฉบับ ได้คลอดออกมาอย่างเป็นทางการ เหลือเพียงแค่รอเวลาตามโรดแมปที่รัฐบาลวางไว้ คือ ในช่วงเดือน ก.พ. 2562 และแน่นอนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงไม่พ้นสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.กับบทบาทหน้าที่และความพร้อมต่อการจัดการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตเที่ยงธรรม ภายใต้กฎหมายใหม่ ซึ่งกำลังจะถูกนำมาใช้

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เปิดเผยผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า ขณะนี้ กกต.มีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และคาดหวังว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีผู้มาใช้สิทธิ 80%

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ อธิบายว่า ในส่วนงานของ กกต.เกี่ยวกับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง แม้จะมีกฎหมาย 4 ฉบับออกมาแล้ว ทว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีเวลา 90 วัน ถึงจะมีผลบังคับใช้หลังจากลงในราชกิจจานุเบกษา

ทั้งนี้ กฎหมายเปลี่ยนแปลงจำนวนมาก ประเด็นต่างๆ เพิ่มขึ้นมา ไม่ว่าระบบการเลือกตั้ง การจัดการทุจริตเลือกตั้ง สิ่งที่เพิ่มขึ้นมา จำเป็นต้องปรับปรุงระเบียบ ซึ่งเป็นรายละเอียดของการปฏิบัติหน้าที่ให้สอดรับกับกฎหมาย ที่สำคัญต้องปฏิบัติได้ หมายถึง พนักงานต้องไปปฏิบัติให้เหมือนกันทั่วประเทศ ต้องเข้าใจ

เลขาธิการ กกต. ยกตัวอย่างระบบการหาเสียงที่ กกต.ต้องเข้าไปควบคุม เช่น ป้ายหาเสียง ต่อไปนี้ห้ามติดเสาไฟกับต้นไม้ข้างถนน ทำได้ในเฉพาะพื้นที่ย่านชุมนุม รวมถึงเรื่องการสอบสวน การไต่สวนคดีต่างๆ ต้องมีคณะกรรมการไต่ส่วน และสำนวนต้องมีคุณภาพมากกว่าเดิม

“เพราะกฎหมายเขียนว่าให้ศาลฎีกาใช้สำนวนไต่สวนเป็นหลักในการพิจารณา นอกจากนั้น การดำเนินคดีอาญา สำนวนไต่สวนสามารถส่งอัยการได้เลย โดยที่ไม่ต้องไปเริ่มต้นแจ้งความที่โรงพักใหม่ เหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา รวมถึงประเด็นจ่ายสินบนรางวัล คุ้มครองพยาน การกันผู้ต้องหาไว้เป็นพยาน

รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้ มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก จำเป็นต้องร่างระเบียบให้ชัดเจน เมื่อทำเสร็จแล้วก็ต้องไปอบรมพนักงาน ว่าทำอย่างไรให้เหมือนกัน หรืออาจประชุมทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติในลักษณะเดียวกัน ทั้งหมดเป็นประเด็นสำคัญ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของคนให้พอเพียงต่อการทำงาน”

อย่างไรก็ดี ด้วยความเปลี่ยนแปลงมากขนาดนี้ แต่เจ้าหน้าที่ กกต.ทั่วประเทศ มีเพียง 2,100 คน ซึ่งกำลังสำรวจแต่ละจังหวัดพอหรือไม่ เพราะบางจังหวัด 15 คน สามารถทำงานได้ดีกว่าหากมีคนเพิ่ม เนื่องด้วยเจ้าหน้าที่ กกต.จังหวัดต่างๆ หนึ่งคนต้องสามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่าง ไม่ได้ปิดล็อกว่าทำหน้าที่นี้แล้วไม่ทำหน้าที่อื่น

ขณะที่กระบวนการจัดการเลือกตั้งหากจะเรียกพนักงานทั่วประเทศมาอบรมคงเป็นไปไม่ได้ แต่จะทำในลักษณะเทรนด์ตรงกับพนักงานโดยจัดเป็นกลุ่มจังหวัด ส่วนการเทรนด์กรรมการประจำหน่วย จะเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยใช้ครู ก. ครู ข. ซึ่งเป็นพนักงานไปถ่ายทอดต่อ เพราะอย่าลืมว่าการจัดการเลือกตั้งหนึ่งครั้งใช้คนประมาณ 1 ล้านคน เนื่องจากมีแสนกว่าหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ

ส่วนความกังวลว่าในการจัดการเลือกตั้งจะไม่เกิดความยุติธรรมเพราะอาจถูกแทรกแซง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ย้ำหนักแน่นว่า อย่าลืมในหน่วยเลือกตั้งมีกรรมการประจำหน่วย นักศึกษา และชาวบ้าน หาก กกต.เข้าไปแทรก ข่าวก็ปิดไม่อยู่แน่นอน กกต.คงไปสั่งอะไรไม่ได้ และหากการแทรกแซงเป็นเจ้าหน้าที่ กกต.ก็อาจถูกร้องเรียนได้

นอกจากนี้ ยังมีองค์กรเอกชนที่ตรวจสอบเลือกตั้งแทบทุกจังหวัดก็อาสาเข้ามาตรวจสอบการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม มีตัวแทนพรรคการเมืองเป็นผู้สังเกตการณ์ประจำหน่วยเลือกตั้งนั้น ที่ส่งมา กกต.ก็จะจัดที่ให้อยู่เฝ้าหน่วยเลือกตั้ง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องค่อนข้างยากหากจะทำอะไรแบบนั้น

“ถ้าเกิดมีการทุจริต ซื้อเสียง อย่าลืมว่ามีสินบนรางวัล ถ้าเขาเอาพยานหลักฐานมาให้ กกต. คนเอาหลักฐานมาให้ มีเงินสินบนเป็นแสนบาท เขาคงไม่ทิ้ง และคงถาม กกต.แน่ ทำไมไม่ดำเนินการ เราต้องชี้แจงได้ด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วมันเข้มข้นในเรื่องของกระบวนการการมีส่วนร่วมและมีรางวัลตอบแทน มาเป็นพยานคุ้มครองเขา ซึ่งมีกระบวนการต่างๆ หลายอย่าง

กระบวนการซื้อเสียง กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ซื้อเสียงทุจริตเลือกตั้ง เรามีรางวัลตอบแทนให้เขาค่อนข้างจะสูง ถ้าเราไปบิดเบี้ยวคดีเขา มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาต้องตามคดี และเชื่อมั่นว่าพนักงานของเรา ซึ่งไม่เคยเห็นว่าไปบิดเบี้ยวคดี ยิ่งมีรางวัลให้กับคนแจ้งเบาะแส เขาไม่ทิ้งแน่คดี เพราะเขาต้องการรางวัล”

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ยังยอมรับอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญ คือ การพิมพ์บัตรเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา และอาจมีความสับสนบ้าง สมมติ พรรค ก.เขตนี้ เบอร์ 2 ไปอีกเขต เบอร์ 10 แต่ก่อนเข้าคูหา ก็ต้องดูหมายเลขที่เลือก พรรคอะไร ชื่ออะไร ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่จะสร้างปัญหาในการรวมคะแนนจากเขตต่อเขตก่อนมารวมที่ส่วนกลาง

“เกรงว่าจะสับสน แต่ต้องมีการอบรม กกต.เขต ซึ่งให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และการนับบัตรเลือกตั้งแต่ละหน่วยจะต้องมีการบันทึกหมายเลข อาจจะชื่อพรรคของแต่ละหน่วย ต้องออกแบบอีกที เพื่อให้การส่งกลับของคะแนนมันดูง่ายขึ้น อาจจะมีการรวมคะแนนแต่ละเขต และส่งโดย ผอ.จังหวัด แต่อาจจะช้าหน่อย เพราะมันไม่เหมือนเบอร์หนึ่งทั่วประเทศ ยุ่งตอนรวม แต่ต้องทำให้ถูกต้องตรวจสอบได้”

ทว่า ประเด็นนี้ยังมีหลายแนวคิดว่าสมควรกระจายการพิมพ์บัตรหรือรวมพิมพ์เพียงที่เดียวแล้วค่อยกระจายออกไปตามหน่วยเลือกตั้ง แต่ไม่น่าหวั่น เพราะถ้ามีปัญหาจริงๆ อำนาจ กกต.คนเดียวสามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้ แต่บัตรหากกระจายไป ส่วนตัวมีความเป็นห่วง

“หากย้อนดูประวัติศาสตร์มีปัญหาเรื่องบัตรเลือกตั้งปลอม ก็ไม่อยากทิ้งประเด็นนี้ กกต.ต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรเลือกตั้งจริงหรือปลอม ฉะนั้นราคาบัตรจึงค่อนข้างสูง อาจพิมพ์ที่เดียวแล้วกระจายออกไป อาจแบ่งสีตามกลุ่มจังหวัด เชื่อมั่นว่าประชาชน 3 ปีหลังรัฐประหาร จิตสำนึกความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างเยอะมาก”

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะยังไม่ใช้เครื่องลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพราะกฎหมายมีเงื่อนไข และกระบวนการใช้ต้องมีเวลาให้กับประชาชนได้ศึกษา อาจนำไปใช้กับการเลือกอย่างอื่นที่เหมาะสม แล้วแต่กฎหมาย ถึงอย่างไรยืนยันว่าบัตรเลือกตั้งมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างดี ไม่มีปัญหาเรื่องปลอม เนื่องจากสามารถพิสูจน์ได้

สำหรับประเด็นที่ยังมีการพูดถึงโดยเฉพาะจากพรรคการเมือง คือ เรื่องการทำไพรมารีโหวต และการแบ่งเขต พ.ต.อ.จรุงวิทย์ มองว่า พรรคการเมืองถือเป็นสถาบันสำคัญของประชาธิปไตย ซึ่งการปฏิรูปหลังรัฐประหาร และมีการร่างรัฐธรรมนูญ โดยปฏิรูปพรรคการเมืองใหม่ทั้งหมด คือ ต้องการให้เป็นของประชาชนไม่ใช่กลุ่มทุน

ทั้งนี้ ดูได้จากการผู้ก่อตั้งพรรคต้องจ่ายเงินทุนประเดิมจัดตั้งพรรค ฉะนั้นทุกคนที่จ่ายเงินคงไม่ยอมให้ใครเข้ามามีอำนาจ โดยเฉพาะการคัดเลือกผู้สมัคร หรือไพรมารีโหวต ซึ่งสมาชิกพรรคเท่านั้นที่คัดเลือกผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้น เป็นการปฏิรูประบบพรรคการเมือง

ส่วนการทำไพรมารีโหวตจะทันหรือไม่นั้น แม้นายกฯ ออกมาประกาศว่ามีการเลือกตั้งเดือน ก.พ.แน่นอน เลยมีการพูดคุยถึงเรื่องเขตเลือกตั้ง ซึ่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระเบียบแบ่งเขตถึงออกได้ ต้องมีผลบังคับใช้ นั่นคือ 90 วัน ถึงจะมีการแบ่งเขต

อย่างไรก็ตาม เลยมีการเสนอแนะความคิด ให้ใช้ช่วงเวลา 90 วัน มาตรา 2 ของกฎหมายดังกล่าว เมื่อลงราชกิจจาฯ แล้ว 90 วันอย่าทิ้งไว้ น่าจะมีกฎหมายพิเศษ ขอให้ กกต.แบ่งเขต เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถทำไพรมารีโหวตได้ก่อน เนื่องจากต้องใช้เวลาทั่วประเทศ 350 เขต แต่ละพรรคต้องไปทำ

“ปัญหาการทำไพรมารีโหวต คือ บางพรรค สมาชิกยังไม่ถึง 7,700 คน หรือ 77 จังหวัด คงต้องดูคำประกาศ คสช. 53/2560 ที่ออกมา ตรงนั้นที่เป็นอุปสรรค จะให้มีการประชุมพรรคได้หรือไม่ ในฐานะนายทะเบียนพรรค จริงๆ น่าจะให้มีประชุมพรรคได้ แต่ต้องเห็นใจผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยด้วย ไม่อยากให้เหตุการณ์ 4 ปีย้อนกลับมา

แต่จะปลดแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ คสช. ถ้าปลดหมด และมีการพูดอะไรทำให้คนเกิดความแตกแยกขึ้นมาอีก ทำอย่างไร ก็คงลำบาก ดังนั้น จึงอยากให้ดำเนินการตรงนี้ เนื่องจากการเลือกตั้งรออยู่ข้างหน้า มันจะไม่ทัน ท้ายที่สุดไม่ปลด การเลือกตั้งยืดออกไป ประมาณนั้น เพราะการทำไพรมารีขึ้นอยู่กับสมาชิก”

สำหรับประเด็นความสัมพันธ์กับบิ๊ก คสช.นั้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ยอมรับว่า ส่วนตัวรู้จักคนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าบิดเบี้ยวเพื่อให้ใครได้เปรียบ เพื่อให้คนมีอำนาจ 4 ปี คงทำไม่ได้ ต้องเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และองค์กรอิสระต้องยืนอยู่บนตัวของตัวเอง ถ้าเกิดมีกลุ่มไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาล แล้วมีผลดีผลเสียอะไรกับเรา มันไม่มี ประโยชน์ก็ไม่ได้ แล้วทำไมต้องทำอย่างนั้น ซึ่งเป็นแนวคิดองค์กรอิสระ มันต้องแฟร์

“ผมมาจากโรงเรียนนายร้อย ทหาร ตำรวจ แต่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร สิ่งที่มันผิด โดยเฉพาะองค์กรอิสระจะไม่ทำ เพราะอยู่ได้ด้วยตัวเอง อำนาจนอกเหนือคงมาบีบอะไรไม่ได้ภายใต้องค์กรอิสระ ก็ต้องเป็นอิสระ คนสงสัยได้ในเรื่องนี้” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวทิ้งท้าย

ส่องนัยทางการเมือง ผ่านเสื้อผ้า “บิ๊กตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554730

  • วันที่ 17 มิ.ย. 2561 เวลา 09:18 น.

ส่องนัยทางการเมือง ผ่านเสื้อผ้า "บิ๊กตู่"

ยิ่งใกล้เลือกตั้งในปี2562 เสื้อผ้าที่ “บิ๊กตู่” สวมใส่ ล้วนบอกใบ้นัยทางการเมืองไว้อย่างน่าสนใจ

***********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ต้องยอมรับว่าเสื้อผ้าหน้าผมท่านผู้นำ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป๊ะปังอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลานำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหญ่ลงพื้นที่ เพราะเมื่อเป็นที่จับจ้องจากทั้งบรรดาข้าราชการ ประชาชน และกองทัพสื่อมวลชนที่มารุมล้อม ชุดหรือเสื้อผ้าหน้าผมต้องเตะตา

ยิ่งใกล้เข้าโค้งเลือกตั้งในปี 2562 การลงพื้นที่ทุกครั้ง “บิ๊กตู่” จึงโชว์ออฟทั้งลีลา ท่าทาง ประหนึ่งนักการเมืองมืออาชีพกำลังไฮด์ปาร์กหาเสียง แน่นอนเสื้อผ้าที่สวมใส่ต้องบอกใบ้นัยทางการเมืองถึงความพร้อมในการเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

อย่างช่วงลงพื้นที่ ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อเปิดงานชุมนุมลูกเสือจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 13 แค่ไปเปิดงาน แต่ “บิ๊กตู่” จัดเต็มยศในชุดลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ทำเอาบรรดาสื่อตะลึงในความแปลกตา จึงต่างแชะภาพลงข่าวกันครึกโครม

แต่โดยปกติประจำวันชุดของ “บิ๊กตู่” เสื้อผ้าก็โดดเด่นสะดุดตาอยู่แล้ว โดยเฉพาะวันประชุม ครม.เน้นแต่งชุดไทยที่ “บิ๊กตู่” สุดปลื้ม ทุกชุดเรียบง่ายแต่หรูหรา โดยเฉพาะในวันประชุม ครม.สื่อมวลชนจะได้เห็น “บิ๊กตู่” สวมเสื้อชุดไทยในหลากสีสัน อาทิ สีโอลด์โรส เหลืองเลมอน เบบี้บลู ไปจนถึงชมพูกุหลาบ หรือสีอื่นๆ ที่ “บิ๊กตู่” เลือกสวมใส่ดูรวมๆ แล้วต้องมีเสน่ห์ เช่น บางสีออกโทนดูแล้วเป็นผู้ชายอบอุ่น หรือแฟมิลี่แมน

แม้บางครั้งจะสวนทางกับท่าทางให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ที่บางครั้งจะใส่อารมณ์ ของขึ้น ฉุนนักข่าว เหวี่ยงออกสื่ออยู่บ่อยครั้งก็ตาม

เป็นที่น่าสังเกตว่าเสื้อชุดไทยของ “บิ๊กตู่” จะมีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นแบบคอตั้งสูงเสียเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะผ่าอกติดกระดุม 5 เม็ด เน้นสีสันเรียบง่าย ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยผ้าไหม ผ้าซิ่น หรือผ้าท้องถิ่น บางครั้งจะมีลวดลายหรือออกโทนสีประจำวัน เหมือนเมื่อครั้ง “บิ๊กตู่” ประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีสั่งตัดเสื้อไทยเป็นผ้าพื้นเมืองพิเศษ ชื่อผ้า “ภูอัคนี” สีส้ม ลักษณะเสื้อเหมือนกันหมดทั้งคณะ ครม.ยกเว้นเพียงต่างสีไปเท่านั้น

หากสังเกตให้ดีเสื้อไทยที่ “บิ๊กตู่” สวมใส่คล้ายเสื้อไทยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี สวมใส่ เป็นชุดพระราชทาน จึงกลายเป็นที่มาของนโยบายสนับสนุนให้ข้าราชการแต่งชุดไทยมาทำงานเพื่อรักษาเอกลักษณ์ของไทย และส่งเสริมอุตสาหกรรมผ้าไทย โดยให้สวมใส่ทุกวันอังคารและวันศุกร์

แต่ชุดหรือเสื้อผ้าที่ต้องโดดเด่น คือ ชุดลงพื้นที่ ยิ่งล่าสุดลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร ที่ภาคเหนือตอนล่าง จ.นครสวรรค์ และพิจิตร ระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย.ที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” ใส่เสื้อเชิ้ตคอโปโล รูปประเทศไทย แถมตอนขึ้นเวทียังได้กล่าวหยอดคำหวานเอาใจชาวพิจิตร ว่า วันนี้ผมใส่เสื้อรูปประเทศไทย ซึ่งในรูป จ.พิจิตร อยู่ “ใกล้หัวใจ” เรียกเสียงปรบมือชอบใจจากประชาชนที่มารอรับ นับเป็นฝีมือของทีมงานไทยคู่ฟ้า จัดให้เสื้อดังกล่าวเป็นคอลเลกชั่นส่วนตัว เพราะทีมงานจัดทำเพียงให้ “บิ๊กตู่” สวมใส่เท่านั้น ไม่ได้มีจัดจำหน่ายแต่อย่างใด

เช่นเมื่อครั้งประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.จันทบุรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยทีมงาน “ไทยคู่ฟ้า” ได้แจกหมวกและพัดแก่เกษตรกรที่มารอต้อนรับนายกรัฐมนตรี พร้อมกับเชิญชวนให้กดติดตามเพจโดยมีหมวกสีขาว ตัวอักษรไทยคู่ฟ้า มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และพัดเป็นของรางวัล หากเกษตรกรคนใดคลิกไลด์บนหน้าเพจ

แน่นอนเพื่อต้องการปั่นยอดคลิกไลด์และยอดวิว เพื่อเลี้ยงกระแสความนิยมในตัว “บิ๊กตู่” บนโลกโซเชียล

ดังนั้นทุกช่องทางที่จะสร้างคะแนนนิยมทางทีมงานโหมกระแสไม่ให้ดร็อป

ไม่เท่านั้นยามมีมวลชนมาเยือน “บิ๊กตู่” ถึงทำเนียบรัฐบาล แน่นอนทีมงานใกล้ชิดย่อมต้องจัดเต็ม โดยเฉพาะทีมงานสาย “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทราบดีว่าเป็นแกนนำสำคัญ หรือว่าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่หวังปั้น “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ทุ่มทุนขนคณะผู้นำชาวนา อัดแคมเปญผ่านการสวมเสื้อคอปกสีฟ้าสกรีนข้อความบริเวณหน้าอกขวาว่า ชีวิตนี้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ที่สำคัญระบุว่า “สนับสนุนลุงตู่” และอักษรย่อภาษาอังกฤษ FOS บริเวณอกด้านซ้าย พร้อมสกรีนข้อความด้านหลังระบุ “กองหนุนลุงตู่ By FOS” ซึ่ง FOS เป็นอักษรย่อของคำว่า “Friend of Somkid” อันนี้แค่น้ำจิ้ม ชุดใหญ่ยังมีตามมาอีกเป็นระลอก

ดังนั้น จากนี้ไปจะได้เห็นสีสันและความเคลื่อนไหวผ่านแคมเปญเชียร์ “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี ผ่านกองเชียร์ หรือแม้แต่เสื้อผ้าที่ “บิ๊กตู่” สวมใส่เพื่อบอกนัยทางการเมืองว่า “บิ๊กตู่” พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

คิกออฟยุทธศาสตร์ชาติ ‘บังคับใช้ยาวถึงลูกบวช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554596

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 09:13 น.

คิกออฟยุทธศาสตร์ชาติ ‘บังคับใช้ยาวถึงลูกบวช’

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับร่างยุทธศาสตร์ชาติตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอไว้พิจารณา พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 38 คน กำหนดเวลาการพิจารณา 22 วัน ก่อนส่งกลับมาให้ที่ประชุม สนช.อีกครั้ง โดยร่างยุทธศาสตร์ชาติมีสาระสำคัญพอสังเขปดังนี้

1.ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงมีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญ คือ ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เน้นการบริหารจัดการสภาวะแวดล้อมของประเทศให้มีความมั่นคง ปลอดภัย และมีความสงบเรียบร้อยในทุกระดับ ควบคู่ไปกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ใช้กลไกการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการทั้งกับส่วนราชการ ภาคเอกชน ประชาสังคม และองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศทั่วโลกบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล เพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อการดำเนินการของยุทธศาสตร์ชาติด้านอื่นๆ ให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ตามทิศทางและเป้าหมายที่กำหนด

2.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติบนพื้นฐานแนวคิด 3 ประการ ได้แก่ (1) “ต่อยอดอดีต” โดยมองกลับไปที่รากเหง้าทางเศรษฐกิจ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต นำมาประยุกต์ผสมผสานให้สอดรับกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมโลกสมัยใหม่ (2) “ปรับปัจจุบัน” เพื่อปูทางสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในมิติต่างๆ (3) “สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต” ด้วยการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ผสมผสานกับยุทธศาสตร์ที่รองรับอนาคต

3.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เพื่อพัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง มีคุณภาพ และเป็นพลเมืองดีของชาติ มีหลักคิดที่ถูกต้อง มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 มีทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่ 3

4.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมให้ความสำคัญการดึงเอาพลังของภาคส่วนต่างๆ ร่วมขับเคลื่อน โดยการสนับสนุนการรวมตัวของประชาชนในการร่วมคิดร่วมทำเพื่อส่วนรวม ให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพ สามารถพึ่งตนเองและทำประโยชน์แก่ครอบครัว ชุมชน และสังคมให้นานที่สุด โดยรัฐให้หลักประกันการเข้าถึงบริการและสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง

5.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ และให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วมในแบบทางตรงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเป็นการดำเนินการบนพื้นฐานการเติบโตร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต

6.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ มีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนภาครัฐ โดยภาครัฐต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับบทบาทภารกิจ แยกแยะบทบาทหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการกำกับ หรือในการให้บริการในระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขัน มีขีดสมรรถนะสูง ยึดหลักธรรมาภิบาล ปรับวัฒนธรรมการทำงานให้มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวม มีความทันสมัย และพร้อมที่จะปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ตลอดเวลา และสร้างจิตสำนึกในการปฏิเสธไม่ยอมรับการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างสิ้นเชิง

จากปัจจัยและแนวโน้มที่คาดว่าจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ เห็นได้ว่าบริบทและสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีพลวัตสูง และมีความซับซ้อนหลากหลายมิติ ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตการพัฒนาประเทศอย่างมาก ดังนั้น การพัฒนาประเทศจึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์การพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติและทุกด้านการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง

ด้าน วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงต่อที่ประชุม สนช. ว่า ยุทธศาสตร์ชาติจะบังคับใช้ประมาณ 20 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2561-2580 ช่วงเวลา 20 ปี อาจจะยาวนานจนเกิดความวิตกว่าจะสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร ซึ่งประเด็นนี้กฎหมายได้กำหนดไว้แล้วว่า ต้องมีการทบทวนยุทธศาสตร์ชาติทุก 5 ปี หรือในระหว่าง 5 ปี ถ้ามีเหตุการณ์บ้านเมืองหรือสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลง สามารถปรับเปลี่ยนได้เช่นกัน

“การที่ประเทศมีความมั่นคงในด้านต่างๆ ทั้งกายภาพและจิตใจ เด็กคนนี้น่าจะได้รับการหล่อหลอมถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมาภายใต้การดำเนินการตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติที่น่าจะวางใจได้ว่าเมื่อเด็กคนนี้บรรลุนิติภาวะมีอายุ 20 ปี ก็ถึงวัยจะบวชเรียนก็บวชเรียนได้ ถ้าจะแต่งงานก็แต่งงานได้ ถ้าจะเรียนจบก็จบปริญญาตรีแล้ว ดังนั้น คนเหล่านั้นก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนในสังคมต่อไป ก็กำหนดเอาเกณฑ์เวลา 20 ปี” วิษณุ กล่าว

‘อีสปอร์ต’ กีฬาเกมออนไลน์ ผลกระทบหนักต่อเยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554584

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 07:12 น.

‘อีสปอร์ต’ กีฬาเกมออนไลน์ ผลกระทบหนักต่อเยาวชน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนจำนวนมาก สนใจในกีฬา “อีสปอร์ต” หรือการเล่นเกมออนไลน์มากขึ้น ทำให้ในแง่ของภาพรวมอุตสาหกรรมเกมออนไลน์ในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 1 หมื่นล้านบาท พร้อมกับอัตราการเติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี จนในที่สุดการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้รองรับให้เป็นกีฬา เมื่อเดือน ก.ค. 2560 เห็นชอบตั้งสมาคมกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพ

ทว่าการก้าวกระโดดในอุตสาหกรรมนี้ยังมีความวิตกกังวลจากหลายฝ่ายในสังคมไทยถึงภัยคุกคามทางเทคโนโลยี กระทั่งกลายเป็นภาวะ “เด็กติดเกม” ที่มีผลต่อสุขภาพเยาวชน อาทิ ปัญหาทางกาย สมอง จิตใจ อารมณ์และสติปัญญา เกิดจากการเสพติดเกมเป็นระยะเวลายาวนานเกินไป หรือมุ่งแต่จะเอาชนะ ใช้ความรุนแรงพุ่งทำลายล้าง

ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนมติเด็กกับสื่อ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ กล่าวในงานเสวนา เรื่อง “อีสปอร์ต” เกม กีฬา ท้าทาย “โรคดิจิทัล” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ว่า สถานการณ์เด็กไทยในยุคดิจิทัล จากการสำรวจพบว่าเด็กไทยเล่นเกมมากขึ้น 50% ใช้เวลาอยู่หน้าจอทีวีมากขึ้นติดอันดับโลก ขณะที่เราต้องการให้เด็กได้ออกกำลังกายมีความสัมพันธ์ภายในครอบครัวมากขึ้น แต่รัฐบาลให้การรองรับเกมเป็นกีฬา ทั้งที่ยังไม่ศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ชัดเจนก่อน

เป้าหมายการปกป้องเด็กและเยาวชนมีความสำคัญมาก เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ดี จึงเกิดเป็นคำถามว่าเงินที่ใช้ในการซื้อเกมยังเป็นของผู้ปกครอง ดังนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาลนี้มุ่งแต่จะหาเงินจากเด็กเพียงอย่างเดียวดังนั้นคุ้มค่าหรือไม่เมื่อเทียบกับปัญหาเด็กติดเกมตามมาด้วยเช่นกัน

ณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการ กกท. กล่าวว่า การรับรองอีสปอร์ตให้เป็นกีฬาถือเป็นเรื่องยากลำบากใจมาก แต่ด้วยภารกิจที่ต้องการทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศระดับโลก และต่อยอดเป็นอาชีพ จำเป็นต้องมีสมาคมให้การรับรองจึงจะเข้าสู่เวทีโลกได้ กระนั้นที่ผ่านมามีการศึกษาจากหลายภาคส่วนเพื่อหาผลกระทบ แต่สุดท้ายแม้จะได้คำตอบไม่ว่าเมื่อประกาศให้อีสปอร์ตเป็นกีฬาแล้วจะทำให้เด็กติดเกมน้อยลงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ได้แบ่งนักเล่นเกมออกเป็น 3 กลุ่ม 1.กลุ่มวางแผนฝึกฝนเป็นระบบ 2.กลุ่มเล่นเพื่อความบันเทิง 3.กลุ่มที่มุ่งแต่จะเล่น ซึ่งผลการศึกษาพบว่า เรื่องปัญหาเด็กติดเกมเป็นเรื่องต้องแก้ไข แต่ต้องไม่ปิดโอกาสของคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตัวเองเพื่อเป็นอาชีพด้านอุตสาหกรรมด้วย ส่วนปัญหาเด็กติดเกมนั้น หากสมาคมไม่ได้รับรองอีสปอร์ต ก็เป็นเรื่องที่สังคมต้องร่วมกันแก้ไขอยู่แล้ว

ฉัตรชัย ฉัตรปุณญกุล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าการเล่นเกมมีมาเป็นเวลานาน ผลสำรวจพบว่าเด็กใช้เวลากว่า 15 ชั่วโมง ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตแน่นอน สิ่งเหล่านี้จะย้อนแย้งต่อคำว่าอีสปอร์ต หากเป็นการพัฒนาจริงต้องมีการวัดมาตรฐานที่ชัดเจน สุดท้ายจะทำอย่าไรให้เป็นการส่งเสริมพร้อมกับเป็นการดูแลไปด้วย

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านจิตเวช กล่าวว่า อีสปอร์ตยังเป็นเพียงวาทกรรม ซึ่งยังไม่ใช่กีฬาที่แท้จริง เช่น เกมวางแผนใช้ความรุนแรงยังถูกเรียกรวมว่าเป็นอีสปอร์ตด้วย ดังนั้นต้องมีองค์กรคอยกำกับดูแลด้านพฤติกรรม ควบคุมเนื้อหา ควบคุมอิทธิพล ด้านการตลาดมุ่งแต่จะขายสินค้าเพื่อกระตุ้นสมองส่วนความอยาก กระทั่งเกิดเป็นการเสพติดส่วนตัวไม่ใช่ไม่เห็นด้วย แต่ต้องมีกฎเกณฑ์ระบุว่าเกมนี้เป็นกีฬา มีเนื้อหาที่เหมาะสม ไม่มีความรุนแรง

พญ.ทิพาวรรณ บูรณสิน จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลพบว่าปัญหาเด็กติดเกมมักกลายเป็นคนสมาธิสั้น อารมณ์รุนแรง สมองส่วนคิดทำงานได้น้อยมาก มีปัญหาการควบคุมตัวเอง ความจำ การจดจ่อทำได้น้อยลง คิดเป็น 70% ซึ่งผลกระทบจากสมาธิสั้นยังมีผลต่ออารมณ์พฤติกรรมอย่างชัดเจน เช่น เด็กผู้หญิงตีหัวแม่แล้วบอกว่าอุ๊ยมือลั่น อีกกรณีคือ เด็กใช้ไม้ตีหัวเพื่อนเพื่อระบายอารมณ์

นอกจากนี้ ยังมีโรคซึมเศร้า บางรายหลงผิดระหว่างโลกชีวิตจริงกับโลกออนไลน์ ไปโรงเรียนไม่ได้ บางรายมีพฤติกรรมขโมยของ เริ่มจากขโมยโทรศัพท์มือถือของผู้ปกครองมาเล่น ในเรื่องมิติของเวลาต้องมองให้ลึกกว่าการกำหนดเวลาให้เล่นด้วย เพราะการเล่นเกมจะตื่นเต้นอยากเอาชนะ ซึ่งไม่ใช่ความผ่อนคลายอย่างที่หลายคนเข้าใจ

อานิสงส์ “ทรัมป์-คิม” ดันไทยค้าขายคล่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554486

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2561 เวลา 21:50 น.

อานิสงส์ "ทรัมป์-คิม" ดันไทยค้าขายคล่อง

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ หลังประชุมประวัติศาสตร์ “ทรัมป์-คิม” และผลที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย

*************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประวัติศาสตร์โลกต้องจารึกกับการประชุมครั้งแรกระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กับ “คิมจองอึน” แห่งเกาหลีเหนือ ลงนามร่วมกันในข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ด้านการเมืองและความมั่นคง เมื่อเกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะเดินหน้ากระบวนการปลด อาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์บนคาบสมุทรเพื่อนำไปสู่สันติภาพโลก ย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเมืองและความมั่นคงไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ ในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่า นับเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์การเมืองโลกใหม่ทั้งของโลกและของไทย ซึ่งส่งผลดีต่อประเทศไทยอย่างมาก สิ่งที่เห็นได้ชัดมีด้วยกัน 3 เรื่อง เรื่องแรก คือ ภาพรวมความขัดแย้งด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคนี้จะผ่อนคลายลงไป โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนในปัญหาเกาหลีเหนือ ซึ่งผลกระทบระยะสั้นที่เห็นได้ทันทีอยู่แล้ว ณ ตอนนี้ เมื่อตลาดหุ้นและค่าเงินหรืออัตราแลกเปลี่ยนปรับตัวดีขึ้น แน่นอนย่อมจะส่งผลดีต่อการค้าการลงทุนในชาติอาเซียนจะเกิดตามมา รวมถึงด้านการท่องเที่ยวด้วย

ประการที่สอง เมื่อเกิดข้อตกลงการปลดอาวุธของเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกายอมยกเลิกซ้อมรบกับเกาหลีใต้ย่อมส่งผลดีต่อไทย เพราะในปี 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมสุดยอดอาเซียน ผลดีที่ตามมาต่อประเทศไทย คือ จะเป็นการช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองและความมั่นคงของปัญหาระหว่างสหรัฐกับประเทศในภูมิภาคนี้ลงไปด้วย จึงทำให้ไทยในฐานะประธานอาเซียนจะได้ไม่หนักใจมากนักในการทำหน้าที่ในการเป็นประธานการประชุมอาเซียน

“สหรัฐกับเกาหลีปรองดองกันย่อมส่งผลดีต่อไทยมากๆ เพราะในปีหน้าไทยเป็นเจ้าภาพประชุมอาเซียน จะได้ไม่ต้องรับบทหนักกับปัญหาระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือ แต่ไทยยังต้องรับบทหนักเรื่องปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าหนักใจอยู่”ปณิธาน กล่าว

ประการต่อมา ผลของข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือ สิ่งสำคัญจะเป็นการเพิ่มบทบาททวิภาคีด้านการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะในสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับเกาหลีเหนือย่อมเพิ่มสูงขึ้น เพราะทราบดีว่าเกาหลีเหนือประสบปัญหาขาดแคลนอาหารที่บริโภคในประเทศอย่างมาก จึงมีความต้องการสินค้าเกษตรจำนวนมากจากไทย โดยเฉพาะการส่งออกข้าวไปเกาหลีเหนือมีความต้องการสูงมาก เพราะที่ผ่านมาเกาหลีเหนือเคยนำเข้าข้าวจากไทย

“ผลดีระยะสั้นๆ ที่เห็นได้ชัดคือ ค่าเงิน กับตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นทันที รวมถึงการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับเกาหลีเหนือจะเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย ยิ่งสินค้าเกษตรไทยจะส่งออกได้ดีขึ้น เพราะเกาหลีต้องการสินค้าเกษตรหรือสินค้าประเภทอาหารจากไทยจำนวนมาก เกษตรกรไทยจะได้มีรายได้” ปณิธาน กล่าว

เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม มองว่า สันติภาพระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือไม่ได้ส่งผลดีต่อไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อสันติภาพไปทั่วโลก เพราะไทยเป็นทั้งมิตรประเทศกับสหรัฐและเกาหลีเหนือมาโดยตลอด ยิ่งสองประเทศนี้ปรองดองต่อกันย่อมส่งผลให้การค้าการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐจะดียิ่งขึ้น เพราะไทยสามารถทำการค้าการลงทุนกับเกาหลีเหนือและสหรัฐได้มากขึ้น แต่หากสองประเทศนี้ทะเลาะกันเมื่อไร แน่นอนไทยไม่อาจค้าขายกับเกาหลีเหนือได้ ซึ่งที่ผ่านมาไทยมีมูลค่าการค้ากับเกาหลีเหนือสูงมาก

แต่สิ่งที่ยังเป็นกังวลอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ปัญหาความขัดแย้งทะเลจีนใต้ที่ยังคุกรุ่นอยู่ ยิ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในปีหน้า ย่อมทำให้ประเทศไทยต้องรับบทหนัก เพราะปัญหาทะเลจีนใต้เกี่ยวข้องกับหลายๆ ประเทศ ไม่ใช่เฉพาะสหรัฐกับเกาหลีเหนือเท่านั้น แต่ยังผูกโยงกับประเทศอื่นๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน หรือฮ่องกง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจีน ดังนั้นบทบาทไทยในการประชุมผู้นำอาเซียนย่อมต้องมีความสำคัญในการเป็นตัวกลางในการหาข้อหารือข้อขัดแย้ง แม้ว่าปัญหาดังกล่าวไม่อาจจะยุติลงได้ง่ายๆ แต่ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชาติอาเซียนมาโดยตลอด เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งทะเลจีนใต้ให้ลดน้อยถอยลง

พล.ร.อ.จุมพล ลุมพิกานนท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะโฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า สหรัฐกับเกาหลีเหนือคุยกันได้นับเป็นเรื่องดีมากที่จะเกิดสันติภาพด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคนี้ รวมถึงไทยด้วย แต่ก็ยังเหลือเรื่องปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้อยู่ที่ต้องหาทางแก้ไข ยิ่งไทยในฐานะประธานอาเซียนในปีหน้า แต่ไม่ได้เป็นห่วง เพราะไทยเป็นประเทศเป็นกลาง ไม่ได้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอะไรด้วย และไม่ใช่คู่ขัดแย้งในปัญหาบนหมู่เกาะที่มีข้อพิพาทกันอยู่โดยตรง ซึ่งที่ผ่านมาไทยเคยเป็นประธานอาเซียนมาแล้วครั้งหนึ่งเพื่อหาทางให้ทุกชาติหันหน้ามาคุยกัน ทางรัฐบาลและกระทรวงต่างประเทศย่อมมีนโยบายที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อผลักดันให้เกิดสันติภาพในภูมิภาคนี้ ด้วยการทำให้ประเทศที่มีข้อพิพาทหันหน้ามาคุยกันอย่างสันติ เพื่อให้ปัญหาจบลงเหมือนกรณีสหรัฐกับเกาหลีเหนือ เพื่อนำไปสู่สันติภาพในภูมิภาคแห่งนี้ในที่สุด

ผ่า “TCAS” อุดรูรั่วหาทางออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554131

  • วันที่ 11 มิ.ย. 2561 เวลา 17:37 น.

ผ่า "TCAS" อุดรูรั่วหาทางออก

ทปอ.ยืนยัน “TCAS” ทำให้การกั๊กที่นั่งลดลง เดินหน้าปรับปรุงอุดรูรั่วป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย

****************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดเวทีเสวนาเรื่อง “ทีแคส- ทีใคร มองอนาคตการศึกษาไทย” โดยมีนักวิชาการด้านการศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องและเชี่ยวชาญเรื่องระบบสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา หรือ ทีแคส ประจำปีการศึกษา 2561 ร่วมแสดงความคิดเห็นและทางออกให้กับระบบทีแคสซึ่งกำลังถูกพูดถึงในวงกว้าง

มนัส อ่อนสังข์ บรรณาธิการข่าวการศึกษาและแอดมินเว็บไซต์เด็กดีดอทคอม ระบุว่า ระบบทีแคสบอกเป็นระบบที่บอกให้เด็กทราบล่วงหน้าเพียง 4 เดือนก่อนใช้จริงทำให้เด็กรุ่นนี้รู้สึกว่าตัวเองเป็นหนูทดลอง และระบบนี้ทฤษฎีดี แต่การจัดการและนำไปใช้ยังมีปัญหามาก เช่น ทีแคสต้องการให้เด็กม. 6 อยู่ในชั้นเรียนจนจบการศึกษา ซึ่งทำให้เด็กกดดันมาก เพราะ 4 สัปดาห์หลังจบม.6 เด็กจะเข้าสู่การสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยทั้งหมด และเป็นการสอบหลายวิชา เช่นหากเด็กต้องการสอบเข้าแพทย์ต้องสอบทั้งหมด 15 วิชา ,สอบเข้าเภสัชศาสตร์ต้องสอบ 18 วิชา

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้น เนื่องจากบางวิชาสอบซ้ำ 3 รอบ ส่วนการลดค่าใช้จ่าย ในทางปฎิบัติกลับมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น การยื่นแฟ้มสะสมงานพบว่าแต่ละมหาวิทยาลัยกำหนดแฟ้มสะสมงานต่างกัน เด็กยื่นหลายที่ก็ต้องทำแฟ้มสะสมงานหลายเล่ม ทำให้เกิดธุรกิจจัดทำแฟ้มสะสมงาน หรือการห้ามมหาวิทยาลัยจัดสอบทำให้ต้องไปใช้คะแนนของหน่วยงานเอกชนที่จัดสอบ เช่น สมัครแพทย์ ใช้การสอบ BMAT ซึ่งค่าสมัครประมาณ 7,100 บาท เป็นต้น

มนัสกล่าวว่า สำหรับปัญหาการกั๊กที่ แม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนในอดีตแต่ปัจจุบัน กลายเป็นการกั๊กแบบลูกโซ่ คือระบบทีแคสแต่ละรอบ มีการกั๊กที่นั่งและกระทบไปสู่รอบอื่นๆ โดยในส่วนของการเลือกที่นั่งเรียนในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ พบว่า เป็นการกั๊กคะแนนกั๊กคณะ ขณะที่ต่างจังหวัด กั๊กเป็นมหาวิทยาลัยปัญหาการกั๊กที่นั่ง ซึ่งปัญหาติดที่นั่งได้มากกว่า 1ที่นั่ง และควรมีระบบตัวสำรอง

“ปัญหาทีแคส เกิดจากการสื่อสารไม่ชัดเจน ตั้งแต่เกิดทีแคสเด็กก็มีความเครียด และสิ่งที่กังวลตอนนี้ คือ เด็กหลายคนเลือกคณะจากคะแนนที่ตัวเองติด แต่ไม่ได้เรียนคณะที่ตนเองชอบนอกจากนั้น เด็กหลายคนต้องการซิ่วเพื่อไปเรียนปีนี้ ดังนั้นเข้าใจว่าระบบใดระบบหนึ่งทำให้เด็กพึงพอใจทั้งหมดได้ยาก แต่อยากให้ระบบดังกล่าวมีความยุติธรรมกับเด็ก”มนัส กล่าว

ประเสริฐ คันธมานนท์ เลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่าขอยืนยันว่าทีแคสช่วยทำให้การกั๊กที่นั่งลดน้อยลง แต่การจัดลำดับคงไม่สามารถทำได้ เพราะมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเกณฑ์ไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดปัญหาทุกครั้งทปอ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น

“ทีแคสไม่ได้มีการเปลี่ยนอะไร แต่เป็นการจัดระเบียบในสิ่งที่มหาวิทยาลัยเคยรับและซ่อนไว้มาเป็นข้อมูลสาธารณะ จึงทำให้เป็นที่มาของการเกิดปัญหามากมาย เพราะทุกคนไม่เคยรู้มาก่อน ส่วนทีแคสจะเปลี่ยนหรือไม่ในอนาคต ต้องถามมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง เพราะระเบียบต่างๆ เป็นไปตามมหาวิทยาลัยกำหนด ตอนนี้มีข้อมูลเยอะมากที่ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็น โควตาพื้นที่ มีการกำหนดชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยเปิดรับเฉพาะในพื้นที่เท่านั้น ไม่มีการเปิดรับเด็กม.6 ทั่วประเทศ ส่วนการแก้ปัญหาทีแคสรอบ 3 นั้น ในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน เช่น ปัญหารูปแบบที่ 3 กสพท.กันที่นั่ง ปีหน้าทปอ.จะจัดการปัญหานี้แน่นอน ตอนนี้เห็นวิธีแล้วแต่ต้องขอความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ซึ่งจะทำได้มหาวิทยาลัยต้องช่วย รวมถึงจัดการเรื่องระยะเวลาให้ดีขึ้น เพราะขณะนี้ รอบที่ 1 ไปจนถงรอบที่ 5 ใช้เวลานานเกินไป “ประเสริฐ กล่าว

อรรถพล อนันตวรสกุล นักวิชาการด้านการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าปรากฎการณ์ทีแคส มีมิติด้านอารมณ์ค่อนข้างสูง และทุกคนพยายามชี้นิ้วหาคนผิด ซึ่งจริงๆ แล้ว ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเพียงคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัยที่ปรับไปตามโจทย์ของประเทศ และเป้าหมายของมหาวิทยาลัยที่จะพัฒนาคนเพื่ออะไร เพราะขณะนี้ มหาวิทยาลัยผลิตคนตามความต้องการตลาด หาผู้เรียนที่ดีที่สุดมาเรียน ทำให้ระบบการรับเข้าต้องปรับตาม และมหาวิทยาลัยต้องแย้งเด็กเข้ามาเรียนให้ได้

“โจทย์ท้าทายที่ควรมองอนาคตการศึกษาไทยให้ไกลกว่าทีแคส คือ มหาวิทยาลัยต้องมีเป้าประสงค์ชัดเจนว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยอย่างไร และควรทำให้เด็กรู้ว่าอยากเรียนเพื่อเป็นอะไร เพราะตอนนี้เมื่อโจทย์ไม่ชัด มหาวิทยาลัยไม่ชัด ทำให้ทปอ.ซึ่งทำงานบนเงื่อนไข ความคาดหวังของสังคม แต่มีผู้เล่นมหาวิทยาลัยบางแห่ง ไม่ทำตามกติกา และเด็กเองก็แทงกั๊ก ระบบก็ต้องปรับเปลี่ยนและเป็นปัญหาไปเรื่อยๆ”อรรถพลกล่าว

พรรณระพี สุทธิวรรณ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ กล่าวว่าทีแคสเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับทุกชีวิต เพราะเป็นเรื่องการแข่งขันและโอกาส ซึ่งเมื่อใดก็ตามจำนวนที่นั่งรับกับจำนวนคนไม่เท่ากัน ทุกคนจะเครียด โดยเฉพาะเด็กที่ผิดหวังซ้ำๆ กับการสมัครหลายรอบ เพราะเกิดวงจรที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าคุณค่าของเด็กลดลง เพราะสังคมกำหนดว่าต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย

“พ่อแม่ ที่คิดว่าลูกต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ โดยลืมมองว่า มีประตูอีกหลายทางให้เดิน ดังนั้น อยากให้พ่อแม่ทุกคนคิดว่าถ้าลูกสอบไม่ติดเข้ามหาวิทยาลัยจะทำอย่างไร อย่าปล่อยให้ชีวิตของพ่อแม่และลูกติดอยู่กับประตูเดียว และพ่อแม่ควรเป็นแบคอัพที่สำคัญของลูก อย่าลงไปเล่นทีแคสเอง เพราะเป็นเกมของเด็ก ที่ต้องไปด้วยตนเอง พ่อแม่อย่าเอาความฝันของตัวเองไปฝากลูกไว้ แต่พ่อแม่ควรบอกว่ารักกอด ให้ความมั่นใจแก่ลูก อย่ารักลูกแล้วเหน็บ อย่ารักลูกแล้วพูดจาประชด “คณบดีคณะจิตวิทยา กล่าว