สุขสไตล์‘ราช รามัญ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585041

  • วันที่ 30 มี.ค. 2562 เวลา 13:34 น.

สุขสไตล์‘ราช รามัญ’

ในบรรดานักเขียนแนวจิตวิญญาณในหมวดศาสนาปรัชญา “ราช รามัญ” เป็นชื่อที่อยู่ในลำดับต้นๆ ของเมืองไทยอีกคนหนึ่ง โดยเน้นเป็นจิตวิญญาณเพื่อพัฒนาตนเอง และบ่อยครั้งที่ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายให้กับหน่วยงานทั้งองค์กรของรัฐและเอกชน ที่เรียกได้ว่าคิวทองก็ว่าได้

เมื่อถามถึงความสุขของ ราช รามัญ คืออะไร? เสียงห้าวเป้งที่ดังฟังชัดก็ตอบมาว่า ทุกครั้งที่เขาได้ขยับเขียนเรื่องทางจิตวิญญาณเพื่อให้ผู้อ่านได้นำเอาไปประยุกต์ใช้กับชีวิตได้จริงนั้น คือ ความสุขเป็นอย่างมาก

เพราะมุมในการนำเสนองานเขียนทางด้านจิตวิญญาณ หาใช่เน้นไปเพื่อให้หลุดพ้นไปแบบอริยบุคคลแต่เขียนในเชิงแนะนำเพื่อให้นำเอาไปใช้กับชีวิตที่ดีขึ้นแบบคนที่อยู่ทางโลก แต่ไม่ใหลหลงไปตามโลกจนมากเกินความพอดีพองาม และทุกครั้งที่ผู้อ่านได้อินบ็อกซ์มาพูดคุยเล่าให้ฟังว่า ได้ผลดีอย่างไรเมื่อนำเอาไปปฏิบัติตามยิ่งทำให้เกิดความสุข

“เคยมีคนถามผมว่า ความสุขมีจริงๆ เหรอ ผมบอกเขาเสมอว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความสุข พุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งความสุขที่เรียนรู้ผ่านกระบวนการของความทุกข์ เพราะพระพุทธเจ้าสอนว่า นิพพาน ปรมัง สุขัง อันนี้เป็นสุขอันยิ่งสูงสุด

พระเจ้าแห่งศาสนาคริสต์สอนว่าความรักนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความสุข โดยเริ่มจากการรักตัวเอง และรักผู้อื่น คำว่า ความสุขที่เกิดจากจิตวิญญาณ บางทีก็ยากจะอธิบายได้ แต่บอกได้เลยว่า ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาไหนพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ฮินดู คุณสามารถเข้าถึงจิตวิญญาณของตัวคุณเองได้ด้วยการทำให้เกิดปัญญาญาณ ซึ่งสิ่งนี้แหละคือ จุดเริ่มต้นของความสุขทั้งปวง

เมื่อผมเขียนผมบอกแบบนี้กับใครไปแล้ว เขานำเอาไปทำได้แล้วเกิดผล ตัวผมจะมีความสุขมาก หลายคนที่ฟังผมพูดเมื่อพูดจบ เขาเดินมาขอบคุณทั้งน้ำตาแห่งความปีติ เพราะเขาเห็นแนวทางชีวิตแล้ว สิ่งนี้ก็ทำให้ผมมีความสุขมากขึ้นอีกหลายเท่า

บ่อยครั้งที่ผมใช้ความกรุณาแห่งหัวใจ ในการปรารถนาดีกับผู้คนด้วยการคิดในใจว่า อยากแลกทุกข์ด้วย เมื่อเห็นเขาเป็นทุกข์เพียงแค่นี้ความสุขก็เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

ความสุขอีกแบบหนึ่งที่ผมชอบมาตั้งแต่เด็กๆ คือ ได้อ่านหนังสือ สมัยนั้นไม่มีกูเกิล ผมอ่านโดราเอมอนเล่มละ 5 บาท เรียงกันหลายสิบเล่มเลยทีเดียว จากนั้นผมจะเดินทางไปท่าวาสุกรี ก่อนถึงเทเวศร์ ผมไปหอสมุดแห่งชาติ พกบัตรประชาชนไปแล้วก็ไปหาหนังสือที่อยากอ่าน ค้นมาอ่าน

หนังสือที่ผมอ่านแล้วมีความสุขมากที่สุด ดูเหมือนจะเป็นของหลวงวิจิตรวาทการ โอโห! แต่ละเล่มท่านเขียนออกมามีทั้งดราม่าสุดๆ อย่างมรสุมชีวิต ใครหนอจะไปมีชีวิตแบบนั้น แต่ก็เป็นวรรณกรรมที่เรียกได้ว่าสะท้อนชีวิตของคนได้อย่างดี

หรือหนังสือของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านก็เขียนหลายเล่ม อย่างเรื่องสี่แผ่นดิน อ่านแล้วก็เพลิน การอ่านหนังสือทำให้เราเกิดความสุขได้จริงไปอีกแบบหนึ่ง แต่เป็นความสุขที่เกิดจากตัวเอง”

ราช รามัญ กล่าวว่า ความสุขสุดท้ายที่ไม่บอกไม่ได้ คือ ความสุขที่ได้ฝึกจิตให้มีสติอยู่กับตัวเองในปัจจุบันขณะแบบที่หลวงพ่อเทียนท่านสอน เพราะเขามีโอกาสที่ได้พบหลวงพ่อเทียนตอนเป็นสามเณรท่านจับมือเขาเคลื่อนไหวไปมาที่วัดสนามใน

วิธีนี้เป็นวิธีที่ทำให้ตัดความคิดที่เป็นทุกข์ได้ เป็นวิธีที่ทำให้จิตไม่ส่งออกไปข้างนอกเพื่อหาทุกข์ แต่เป็นวิธีที่ทำให้จิตของเราอยู่กับตัวเองและมีความสุข ทุกวันนี้แม้ไม่ได้ยกเคลื่อนไหวแล้วแต่ทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ มีสติทั้งยืนเดินนั่งหรือทำอะไรๆ ก็ตาม นี่ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งเหมือนกัน

“คนเรายิ่งอายุมากยิ่งควรจะหาแต่ความสุขใส่ในตัวเอง อย่าไปคิดอะไรมาก อย่าไปแสวงหาอะไรที่ทำให้ตัวเราเองเป็นทุกข์ สุขและทุกข์นั้นทุกอย่างอยู่ที่เราเป็นผู้กำหนดตัวเราเอง ใช้ชีวิตให้ตัวเองมีความสุขดีกว่าไปทำตัวเป็นศูนย์กลางจักรวาลที่คอยจะบังคับใครต่อใครให้เป็นไปตามที่เราคิดและต้องการ มันจะทำให้เป็นทุกข์ครับ

มองชีวิตตัวเอง สังเกตชีวิตตัวเองและมีความสุขกับตัวเองนั้นแหละดีที่สุดครับ วันนี้ผู้คนไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร ไม่ว่าจะที่ทำงาน ที่บ้าน ความจริงแล้วความสุขไม่ได้เกี่ยวกับสถานที่ ไม่ได้เกี่ยวกับวัตถุ ไม่ได้เกี่ยวกับเงินว่ามีเท่าไร แต่เกี่ยวที่ตัวของเราเองจริงๆ ครับ รู้จักตัวเองเข้าใจตัวเอง เราก็เป็นสุขแล้วครับ” ราช รามัญ ให้แง่คิดในการสร้างสุข

ว่าแต่องค์กรใดหน่วยงานใดจะติดต่อให้ ราช รามัญ ไปเป็นวิทยากร ติดต่อได้ที่N.siam@Hotmail.com หรือติดตามได้ที่เพจจินตนาญาณ และเฟซบุ๊ก Raj Raman

ช็อปกระเป๋ามือสองในทำเลทอง @ปุณณวิถี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585039

  • วันที่ 30 มี.ค. 2562 เวลา 13:29 น.

ช็อปกระเป๋ามือสองในทำเลทอง @ปุณณวิถี

จากเด็กหนุ่มที่อยากมีกระเป๋าแบรนด์เนม ไฮเอนด์ สะพายสักใบ จนมาสู่นักธุรกิจสตาร์ทอัพ เป็นเจ้าของกระเป๋าแบรนด์เนมหลายใบ เปิดร้าน “SF Brandname” ณ โครงการ 101 The Third Place

“สุด-วัฒนพล อุทยานะกะ” ในวัย 24 ปีเป็นนักธุรกิจเบอร์ต้นๆ ของวงการกระเป๋าแบรนด์เนม แต่กว่าจะมีวันนี้ เขาเริ่มลงทุนกับกระเป๋าใบแรกเพียง 500 บาท ในสภาพที่ต้องทำความสะอาดกันยกใหญ่ แต่ยิ่งเช็ดยิ่งถูเขายิ่งหลงใหลในเสน่ห์ของกระเป๋าแบรนด์เนม

จากผู้ใช้มาสู่ผู้ขาย ห้องเช่าใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต กลายเป็นโกดังสินค้า จนกิจการขยายสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ตั้งแต่ยังเรียน โดยเช่าห้องข้างล่างหอพักเปิดร้าน

หลังศึกษาจบ เขาเปิดร้านอีกครั้ง แต่ครานี้เลือกทำเลทอง เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานีปุณณวิถี ค่าเช่าต่อเดือนหลายหมื่นบาท

“มองหาทำเลตอนแรก ขอใกล้บ้านก่อนแล้วมาเซอร์เวย์ ย่านนี้มีคอนโดเยอะ เดินทางสะดวก มีรถไฟฟ้า แล้วห้างนี้ก็เปิดใหม่ มีหลายร้านที่เป็นสตาร์ทอัพ

ผมรู้สึกทำเลสวย เป็นที่ของคนรุ่นใหม่แล้วทางห้างเขาวางอนาคตไว้เป็นที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ กลุ่มลูกค้าเราก็เป็นกลุ่มคนทำงานสตาร์ทอัพขึ้นไป ทั้งที่มาซื้อ ขาย ฝากขายก็มี”

แม้ว่าการทำธุรกิจในโลกออนไลน์สามารถทำยอดขายได้ดีมาก แต่วัฒนพลก็ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีหน้าร้าน ยิ่งขายสินค้ามือสองราคาสูง การมีหน้าร้านทำให้เป็นที่ไว้วางใจของลูกค้า และแสดงความจริงใจให้ลูกค้าได้เห็นของจริง เห็นทุกรอยตำหนิก่อนจ่ายเงิน

“ผมจัดร้านเองทุกกระเบียดนิ้ว เพราะไม่มีใครเข้าใจแบรนด์เนมเท่าเรา การวางกระเป๋า แบ่งเป็นยี่ห้อ รุ่น ทรงกระเป๋า กระเป๋าแบบไหนต้องตั้งวาง แบบไหนควรห้อย แผ่นชั้นวางต้องห่างกันกี่นิ้ว วางกระเป๋าห่างกันกี่นิ้ว หันกระเป๋ามุมไหน กี่องศา

ออกแบบร้านโมเดิร์น ดูเรียบ ไม่หรูมากเพิ่มแชนเดอเลียร์ให้ร้านมีอะไรสักหน่อย ลูกค้าเข้ามาต้องไม่ใช่แบบร้านมือหนึ่ง สินค้าจับต้องไม่ได้

ตอนแรกออกแบบมาสีทองทั้งร้าน ผมก็เปลี่ยนเป็นสเตนเลสสีเงิน ใช้ไฟสีขาวเพื่อให้ลูกค้ามองเห็นตำหนิได้ ไม่ใช้แสงสีเหลือง ซึ่งมันหลอกตาแต่ได้สีร้านสวย ผมอยากให้ลูกค้าซื้อของออกไปแล้วประทับใจ”

จากจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทางรัฐศาสตร์ ต่อปริญญาโท ทางด้านดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง จากประเทศอังกฤษ ตอนนี้กลายเป็นนักธุรกิจเต็มตัว

“ตอนเรียนผมชอบกระเป๋าหลุยส์ แต่ครอบครัวฐานะปานกลาง พ่อแม่ไม่เคยปรนเปรอสิ่งเหล่านี้ ตอนนั้นผมก็ศึกษาแบรนด์เนมมือสอง เราสามารถเป็นเจ้าของมันได้

จนต่อมาศึกษาเรื่องการลงทุน กระเป๋าแบรนด์เนมทำให้เรามีกำไรได้ แรกๆ ผมซื้อสภาพเก่ามากๆ มานั่งทำความสะอาดแล้วขายถูกๆ ไป กำไรใบหนึ่ง 200-300 บาท เราเอาปริมาณเยอะๆ ไม่เน้นขายแพง

เริ่มขายได้เงินเป็นหมื่น เป็นแสน ผมก็ไปลงเรียนคอร์สการตลาดต่างๆ ตอนนั้นโดนโกงด้วย เจอของปลอมก็เยอะ พอโดนหลอกบ่อยๆ ก็ศึกษาเริ่มดูเป็น

ผมเลือกไปเรียนที่อังกฤษ จบใน 1 ปี เรียนเพื่อตั้งใจมาทำธุรกิจมือสอง อยากพัฒนาร้าน การเลือกของเข้าร้านต้องสวย สภาพดี ราคาก็มีตั้งแต่หลักพันจนถึงแสน”

ตลาดสินค้าแบรนด์เนมเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มที่จะเลือกใช้ของมือสองกันมากขึ้น เพราะนอกจากจะประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากแล้วยังมั่นใจว่าเมื่อนำกลับมาขายต่อก็ได้ราคาดีไม่มีตก ที่สำคัญลูกค้ากลุ่มนี้เป็นคนมีกำลังซื้อสูง

“ผมมองว่าธุรกิจแบรนด์เนมมือสองยังเติบโตได้อีก ทั้งคนที่อยากได้ของใหม่ เบื่อของเก่า เราก็รับซื้อ คนที่อยากได้แบรนด์เนมแต่มีงบไม่ถึงมือหนึ่ง ก็ซื้อมือสองได้ บางใบวินเทจหาซื้อยากเราก็มี

ขอแค่ทุกอย่างต้องเป็นของแท้ และมีใบรับประกันที่เชื่อถือได้ ลูกค้าพร้อมจะควักกระเป๋าจ่ายโดยไม่ลังเลใจ แต่ถ้าเอาของปลอมมาย้อมแมวขายเมื่อไหร่ ก็เตรียมโดนประจานผ่านสื่อโซเชียลได้เลย ลูกค้ายุคใหม่ฉลาดมาก ค้าขายด้วยต้องซื่อตรงถึงจะอยู่ได้นาน” วัฒนพล กล่าวทิ้งท้าย

SF Brandname ตั้งอยู่ชั้น 1 โครงการ 101 The Third Place ถนนสุขุมวิท สามารถเดินทางโดยรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานีปุณณวิถี เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร.08-2676-9094

‘เกรียนแบกเป้เที่ยว’ ยืนหนึ่งสายฮาแต่มีสาระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585022

  • วันที่ 30 มี.ค. 2562 เวลา 11:27 น.

‘เกรียนแบกเป้เที่ยว’ ยืนหนึ่งสายฮาแต่มีสาระ

ไม่แน่ใจว่าจะเรียกความกล้า ความแปลกหรือความบ้า กับคาแรกเตอร์ของเพจพาเที่ยวที่ไม่ธรรมดาอย่าง “เกรียนแบกเป้เที่ยว” ของ สรัสนันท์ คำดีบุญ หรือยิ้มมายด์ (เพื่อนบางคนเรียก ยิ้ม บางคนเรียก มายด์ กลายเป็นยิ้มมายด์) ผู้ชายที่ชอบนั่งคุกเข่า ผายมือ แล้วอ้าปากกว้างๆ โดยที่ไม่ทราบสาเหตุว่าเขาทำไปเพื่ออะไร (และกล้าทำได้อย่างไร)

“เราต้องมีคาแรกเตอร์เพจเป็นของตัวเอง คือการสร้างซิกเนเจอร์ให้เป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็น หน้าตา เสื้อผ้าโทนภาพ พูดง่ายๆ คือ สิ่งที่ไม่เหมือนกับเพจอื่น สิ่งที่ถ้าคนอื่นเห็นคอนเทนต์ ภาพหรือวิดีโอนี้ เขาจะรู้ทันทีว่ามาจากเพจเรา อย่างเพจผมก็จะเป็นการอ้าปาก หรือคุกเข่า หรือตะโกนออกมา” อันเป็นที่มาของนิยามคำว่า “เกรียน”

ปีนี้เพจมีอายุ 3 ปีกว่า เขาเล่าถึงที่มาของการเปิดเพจว่า หลังจากใช้ชีวิตมานาน25 ปี โลกของเขาไม่เคยมีการท่องเที่ยวจนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เป้าหมายในชีวิตคืออะไร จึงตัดสินใจเข้าก๊วน “แบกเป้เที่ยว” ในเฟซบุ๊ก จากนั้นจึงเริ่มออกเดินทาง เริ่มโพสท่าอันเป็นเอกลักษณ์ และเปิดเพจเฟซบุ๊กของตัวเองในชื่อ เกรียนแบกเป้เที่ยว

“คำว่าท่องเที่ยวมันหมายถึงทุกที่ แต่ 3 ปีที่ผมทำเพจมา ผมเพิ่งรู้ตัวว่าส่วนใหญ่ผมชอบไปภูเขา ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผมตั้งใจให้เป็นกรอบหรือคอนเซ็ปต์ของเพจ แต่เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมชอบ ซึ่งในเร็วๆ นี้ผมจะเพิ่มสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อย่างทะเลและเรื่องกินเข้าไปเพื่อให้เพจหลากหลาย

และสิ่งที่ผมอยากทำมากคือ อยากให้ความรู้กับคนที่อยากทำเพจ อยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเองว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาผมทำอะไรผิดพลาดบ้าง หรือทำอะไรแล้วเวิร์กบ้าง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงได้รู้แนวทาง

เพราะการทำเพจมันเป็นประโยชน์กับทั้งตัวเราและคนหมู่มาก มันกระตุ้นให้เราเดินทาง ให้เราค้นหาข้อมูลความรู้ในสถานที่ต่างๆ ให้เราคุยกับคนอื่น และอยากนำสิ่งที่พบเจอมาทั้งหมดมาถ่ายทอดให้คนอื่นได้รู้”

เขากล่าวไว้น่าสนใจว่า มีช่วงหนึ่งยอดไลค์แช่อยู่ที่ 4,000 จนเกิดคำถามว่าทำไม ซึ่งเขาวิเคราะห์พบว่า เพราะเขาทำเพจเพื่อประโยชน์ของตัวเองมากเกินไปทำให้ลืมคิดถึงผู้รับ

“ถ้าเราเป็นผู้ให้ วันหนึ่งเราจะกลายเป็นผู้รับ” แนวคิดนี้จึงกลายเป็นจุดพลิกผันทำให้เขาเล่าเรื่องของตัวเองน้อยลง ถ่ายรูปตัวเองน้อยลง แล้วเน้นการถ่ายทอดบรรยากาศรอบตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ ภายใต้ความเกรียนที่ทุกคนเห็น ในชีวิตการทำงานยิ้มมายด์เป็นข้าราชการในกระทรวงแห่งหนึ่ง ดังนั้นคำถามยอดฮิตที่เขาได้ยินบ่อยคือ ทำไมถึงมีเวลาเที่ยว เขาตอบอีกครั้งว่า จะออกเดินทางค่ำวันศุกร์แล้วกลับมาถึงกรุงเทพฯเที่ยงคืนวันอาทิตย์ โดยแต่ละเดือนจะเดินทางแบบนี้ 1-2 ครั้ง และทำติดต่อกันมานานปีกว่าแล้ว

“ผมตั้งโจทย์กับตัวเองว่า การเดินทาง 1 ครั้ง ต้องได้อย่างน้อย 2 คอนเทนต์ โดยก่อนไปจะทำการบ้านก่อนว่าจุดนั้นมีอะไรน่าสนใจและยังไม่มีใครทำ อย่างทริปภูสอยดาวผมทำคอนเทนต์ลูกหาบ ทริปม่อนจองผมทำคอนเทนต์ห้องน้ำ ส่วนข้อมูลที่ต้องมีทุกทริปคือ ประวัติความเป็นมา วิธีการเดินทาง และจุดกางเต็นท์” แอดมินเพจกล่าวต่อ

“ผมคิดว่าถ้าเราทำเพจเล่นๆ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็จะเล่นๆ แต่ถ้าเราทำของจริงเราก็จะเป็นตัวจริง ซึ่งนอกจากงานประจำ ผมคิดว่าเราควรทำงานอดิเรกอะไรบางอย่างที่ชอบอย่างจริงจัง จนตอนนี้ผมมีเป้าหมายว่า อยากขึ้นเขาให้ครบทุกลูกในประเทศไทย

แม้ว่ามันจะยากลำบากและระยะทางไกล แต่นี่แหละที่เป็นประสบการณ์ทำให้เราอดทน รู้จักเอาตัวรอด รู้จักปรับตัวเข้ากับคนอื่น และที่สำคัญที่สุดคือ ปรับตัวเข้ากับธรรมชาติ”

เช่นเดียวกับการเดินทางที่นอกจากจะทำให้ชีวิตไม่จำเจ แก้เลี่ยน และทำให้มีความสุข เขายังมองว่า พอถึงจุดที่มีความสุขมากพอ จะรู้สึกว่าอยากส่งความสุขต่อจนทำให้กลายเป็นวงจรของความสุขที่เกิดขึ้นมาจากการเดินทาง

“ขอบคุณเพื่อนเอิร์ธและเพื่อนช้างที่ชี้จุดแนะแนวคิดการทำคอนเทนต์เพื่อให้ประโยชน์แก่ผู้คน จนผมสามารถต่อยอดการทำคอนเทนต์จนมาถึงทุกวันนี้”

เขากล่าวทิ้งท้ายถึงต้นต่อความสุขที่ได้รับมา และแน่นอนว่าเขาพร้อมที่จะส่งมอบแรงบันดาลใจต่อผ่านเพจเฟซบุ๊ก เกรียนแบกเป้เที่ยว

สมชาย ชาญธนเวทย์+ธนากร ธนวริทธิ์ คู่หูผู้บริหารนำทางสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585016

  • วันที่ 30 มี.ค. 2562 เวลา 11:02 น.

สมชาย ชาญธนเวทย์+ธนากร ธนวริทธิ์ คู่หูผู้บริหารนำทางสู่ความสำเร็จ

หากคุณได้มีโอกาสเดินชมสำนักงานใหญ่ของบริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ คุณจะพบว่าที่นี่เป็นเหมือนสวรรค์ของคนทำงาน เครื่องนวดตัว ตู้ไอศกรีม เลานจ์บาร์ และห้องประชุมนับสิบห้อง ห้องนอน และห้องพักเพื่อความบันเทิง พร้อมรับการทำงานอย่างหนักของเหล่าพนักงานที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับลูกค้าของบริษัท ซึ่งพื้นที่ส่วนกลางที่นี่อาจจะเทียบได้กับออฟฟิศของกูเกิล หรือดีแทค ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของเหล่ามนุษย์เงินเดือนเลยทีเดียว

บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ แห่งนี้เป็นหนึ่งในผู้ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2556 เปิดตัวโครงการแรกภายใต้แบรนด์ “The Excel” ที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างมาก เราใช้เวลาเดินชมออฟฟิศแห่งนี้ไม่นานนัก ธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ก็เดินมาทักทายพร้อมกับ สมชาย ชาญธนเวทย์รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คนหนึ่งมีพลังอยู่เต็มเปี่ยม อีกคนดูสุขุมนุ่มลึกแววตาแฝงด้วยความฉลาดเฉลียว

สมชาย เริ่มพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันว่า “ผมกับคุณธนากร เรารู้จักกันมานานมาก ครั้งแรกที่เราได้ร่วมงานกันก็เมื่อหลายปีก่อนตอนสมัยที่เขาตำแหน่งยังไม่สูงถึงระดับนี้ ได้รู้จักได้เห็นอุปนิสัยใจคอเราก็รู้สึกว่าเป็นคนที่น่าร่วมงานด้วย เขามีอะไรหลายๆ อย่างที่ผมไม่มี และในขณะเดียวกันผมก็มีในสิ่งที่เขาไม่มีเช่นกัน เราจึงค่อนข้างเติมเต็มในเรื่องการทำงาน

ก่อนหน้านี้ ผมทำงานธนาคารในสายการเงินจะรู้จักผมเป็นอย่างดีเวลาติดต่อกับธนาคาร เขาจะค่อนข้างให้ความไว้วางใจกับผม จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมเกษียณอายุตัวเองออกไปอยู่ต่างประเทศก็คิดว่าจะไม่กลับมาทำงานอีก

แต่เชื่อไหมครับว่าพอถึงเวลาจริงๆผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากการเกษียณ ผมพบว่าที่จริงแล้วการเกษียณเป็นแค่การกำหนดอายุตัวเองว่าเมื่ออายุถึง 55 หรือ 60 ปี จะต้องเลิกทำงานอยู่บ้านเลี้ยงหลาน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ ในต่างประเทศผู้สูงอายุเขายังทำงานอยู่ งานเล็กๆ น้อยๆ งานเพื่อสังคม งานที่เขายังมีแรงทำได้เขาก็ทำ

ผมจึงมาคิดได้ว่า เกษียณที่จริงอยู่ที่ใจเรา กายเรา ไม่ใช่เอาอายุมาเป็นตัวกำหนด ประกอบกับช่วงเวลานั้น คุณธนากร ติดต่อมาหาผมว่า อยากให้เราไปร่วมงานใหม่กับเขา ซึ่งเขาเป็นคนหนุ่มที่มีศักยภาพในตัวเองสูง แล้วเราก็เคยร่วมงานกันมาก่อนจึงตอบตกลงได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และผมเองก็คิดว่าการตอบรับงานในครั้งนี้เป็นหนึ่งในความท้าทายใหม่ของผมที่จะต้องทำให้ประสบความสำเร็จอีกด้วย”

ธนากร “สำหรับตัวพี่เขาเป็นคนที่น่าเคารพนับถือ ซึ่งผมเคยเห็นฝีมือพี่เขามาก่อนแล้วจึงอยากให้มาร่วมงานด้วยกัน สไตล์ผมจะทำงานแบบสายลุย คิดอะไรใหม่ๆ ออกมาได้จะต้องลงมือทำให้สำเร็จ

แต่พี่เขาจะเป็นคนคอยดูหลังบ้านให้ว่าอะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้ คอยเตือน คอยให้คำแนะนำที่ดีกับผม หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ผมทำงานเหมือนนักขับรถแข่งสูตรหนึ่ง ผมขับคนเดียวจะประสบความสำเร็จไม่ได้ ต้องมีทีมช่วยซัพพอร์ต คอยบอกทิศทางคอยเตือนเราให้ขับเข้าสู่เส้นชัยเป็นที่หนึ่ง

อย่างในเรื่องการทำงานเวลาที่ผมคิดทำสิ่งใหม่ๆ จะใส่เข้าไปในโครงการ เพื่อทำให้ลูกค้าประทับใจ แต่หลังบ้านในเรื่องการเงิน การดำเนินงานต่างๆ นั้นพี่เขาจะเป็นคนคอยบอกว่าแบบไหนที่ทำได้หรือทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้จะต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้สิ่งที่ผมคิดนั้นเป็นจริงขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้ผมจะให้พี่เขาเป็นคนดูแล ส่วนตัวผมจะเป็นคนขับรถ

เหมือนกับการแข่งรถสูตรหนึ่ง คนขับรถมีหน้าที่ขับให้เร็วที่สุด เขาจะมองทางข้างหน้าอย่างเดียว แล้วทำความเร็วให้ได้มากที่สุด โดยที่คนขับจะไม่ได้มีเวลามองกระจกหลังว่ามีใครเข้ามาทางซ้ายหรือขวา ไม่มีเวลาคิดว่าจะต้องขับอีกกี่รอบถึงจะเติมน้ำมันอีก 5 นาทีฝนจะตกต้องรีบเข้าไปเปลี่ยนยาง

หน้าที่ตรงนี้จะต้องมีคนที่คอยดูคอยบอกกับนักแข่ง ดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการแข่งในแต่ละรอบแล้วบอกว่าเราต้องใช้ความเร็วเท่าไร ต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งเป็นหน้าที่ของพี่เขาที่ช่วยเหลือผมในจุดนี้ ในการทำงานของเราสองคนจะเป็นแบบนี้กันมากกว่า

ผมจะค่อนข้างใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ รวมทั้งเรื่องนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆ อะไรที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นผมจะนำมาใส่ในงานของผม ดังนั้นเวลาที่มีพี่เขาอยู่ผมจะรู้สึกอุ่นใจกับงานหลังบ้าน”

สมชายเสริมต่อว่า “ในการทำงานของเรา ผมคิดว่าการที่จะทำให้เราทำงานด้วยกันได้ อย่างแรกคือต่างคนต่างรู้หน้าที่และเราค่อนข้างจะเชื่อใจและไว้ใจกันเราไม่เคยทะเลาะกันเรื่องงานเลย ผมทำงานในส่วนของผมช่วยดูว่าอะไรทำได้ไม่ได้เราฟังกัน สำคัญคือการฟังถ้าต่างคนต่างพูด อย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง คุยกันไม่ลงตัว

สำหรับธนากรผมคิดว่าเขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่ีคิดอะไรแล้วเขาทำได้จริง อย่างเรื่องระบบการทำงานในบริษัทเขาค่อนข้างใส่ใจกับสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ แต่ในขณะเดียวกันพนักงานในบริษัทเองก็ต้องได้รับสิ่งดีๆ ด้วยเช่นกัน แล้วเขาก็ทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นจริงให้ทุกคนได้เห็นภาพเห็นไอเดียของเขา”

“ผมเชื่อว่าการที่งานจะออกมาดีได้ พนักงานเราต้องมีความสุขก่อน การสร้างความภูมิใจและความผูกพันกับองค์กร จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างองค์กรกับพนักงานให้มีความภักดีต่อองค์กร ออลล์ อินสไปร์ฯ จะมีวัฒนธรรมองค์กรในรูปแบบของการทำงานที่ช่วยเหลือกัน ทำให้พนักงานมุ่งมั่นและทุ่มเทสติปัญญา บรรยากาศในที่ทำงานจึงทำออกมาเป็นเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของพวกเขา สภาพแวดล้อมที่ดีจะส่งผลให้พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์และมีความสุข

พร้อมที่จะถ่ายทอดสิ่งดีๆ ลงไปในผลงานที่ทำ ดังนั้นจะเห็นว่า ที่แห่งนี้มีพื้นที่ที่เป็นโคเวิร์กกิ้ง สเปซ ที่สามารถนั่งทำงานตรงไหนก็ได้ โดยได้จัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและสันทนาการ อาทิ ไอศกรีม โต๊ะพูลห้องโทรศัพท์ ในห้องแบบส่วนตัวที่นี่ก็มีห้องประชุมหลากหลายขนาดให้เลือกใช้ซึ่งเราให้พนักงานมีส่วนร่วมตั้งชื่อห้องประชุมด้วย

แม้แต่การมีห้องให้หลับพักผ่อนสายตาในยามอ่อนล้า พนักงานทุกคนมีสิทธิใช้อย่างเท่าเทียมกัน นับการให้รางวัลก็เป็นแรงจูงใจให้พนักงานทำงานให้กับองค์กรอย่างเต็มกำลังความสามารถ พนักงานเกิดแรงกระตุ้นทางบวกในการทำงาน

หากถามว่าผมได้แรงบันดาลใจเหล่านี้มาจากไหน ผมคิดว่ามาจากหลายๆ สถานที่ที่ผมเห็นว่าดีแล้วนำมาใช้ แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างที่ปรากฏที่ผมทำให้กับพนักงานทุกคน มาจากประสบการณ์ในการทำงานของผม ว่าเคยอยากให้ออฟฟิศในฝันเป็นแบบไหน

พนักงานอยากได้อะไร แล้วอะไรที่เราชอบเราจะทำสิ่งนั้นออกมาให้กับพวกเขา ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งดีๆ เหล่านี้จะถูกถ่ายทอดออกมาทางผลงานที่ดีให้กับลูกค้าทุกคนต่อไป”

มุขพล จันทรวงศ์ ผู้รังสรรค์ The Colors of Siam

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585012

  • วันที่ 30 มี.ค. 2562 เวลา 10:44 น.

มุขพล จันทรวงศ์ ผู้รังสรรค์ The Colors of Siam

เสียงเพลง The Colors of Siam บนเวทีประกวดรอบพรีลิมมินารี่ รอบเนชั่นแนล คอสตูม และงานไทยไนท์ ของการจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 เมื่อปีที่แล้วที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ยังตราตรึงทั้งคนไทยและผู้คนทั่วโลก เพราะเป็นบทเพลงประกอบที่ไพเราะลึกซึ้งกินใจ สอดแทรกความเป็นไทยฝีมือการสร้างสรรค์บทเพลงโดยโปรดิวเซอร์เลือดใหม่มากฝีมือ “ดอดจ์” มุขพล จันทรวงศ์เอ็กเซ็กคิวทีฟ โปรดิวเซอร์มาดูแลด้านการประพันธ์เพลงธีมหลักในเวอร์ชั่นของคนไทย

ด้วยความชื่นชอบด้านดนตรีทำให้มุขพลชอบฟังเพลงที่หลากหลายตั้งแต่เด็กๆหล่อหลอมให้เขาเป็นหนึ่ง นักสร้างสรรค์บทเพลงทั้งท่วงทำนองและเนื้อร้องได้น่าจับตามองของวงการเพลงบ้านเรา สู่บทบาทของการเป็นโปรดิวเซอร์ และมิวสิคไดเรกเตอร์ในงานคอนเสิร์ตระดับประเทศ

ในวัยเพียง 34 ปี แต่สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับมันสมอง ถือว่ามุขพลก้าวหน้าในการงานเร็วกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ด้วยเหตุผลข้อเดียวคือ เขาทุ่มเททำงานเพลงด้วยใจรักและทุ่มลงมือลงแรงทำทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะก้าวขึ้นมายืนที่จุดนี้

“ตอนเด็กๆ พ่อผมส่งไปเรียนเปียโน พ่อให้เรียนก็เรียน เมื่อได้เล่นกีตาร์ก็เริ่มลงแข่งประกวด พอผมชนะพ่อแม่ผมดีใจ ผมเลยเสพติดแววตาดีใจของพ่อแม่ที่ทำให้เขามีความสุขได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของความชอบดนตรี ผมจึงผลักดันตัวเองเรื่อยๆจนกลายเป็นชอบจริงๆ คืออยากให้พ่อแม่มีความสุข”

แรงบันดาลใจของการแต่งเพลง เดอะ คัลเลอร์ ออฟ สยาม หรือสีสันแห่งอัญมณี ที่แฟนนางงามทั่วโลกต่างชื่นชม มุขพลบอกว่าได้มาจากจินตนาการความงดงามของอัญมณีไทย

“เพลงของเวทีมิสยูนิเวิร์สที่จัดในไทย ภาพรวมเราต้องการเพลงที่มีความเป็นสากล ทันสมัย แต่สอดแทรกวัฒนธรรมไทยและความเป็นสากลลงไป เพื่อให้ทั่วโลกเปิดใจรับเพราะรู้สึกคุ้นเคย แต่เราสอดแทรกเอกลักษณ์ของเราลงไปเป็นไทยโมเดิร์นผมพยายามดีไซน์เครื่องดนตรี ผมใช้ทั้งเครื่องดนตรีไทยและสากล และใช้ในสัดส่วนที่สอดแทรกเครื่องดนตรีไทยลงไปนิดหนึ่ง

ภาษาเพลงเรียกว่า โมทีฟ คือ เป็นชุดของกลุ่มโน้ต ผมดีไซน์ใส่ความเป็นไทยเข้าไป และมีการสลับกันระหว่างเครื่องดนตรีไทย ได้แก่ ระนาด ฉิ่ง แส่ง ก็คือเพอร์คัสชั่นของไทย และกลองเปิงมาง มีเสียงขับเสภาด้วยขณะเดียวกันเราใช้เครื่องดนตรีฝรั่งลงไป มีเสียงคณะประสานเสียงฝรั่งล้อกันไปในเพลง

ส่วนเครื่องดนตรีสากลผมใช้เสียงเครื่องทองเหลืองอย่าง Brass และ Horn ใส่เข้าไป ผมประพันธ์โดยใช้ Pentatonic Scale จะมีบีตสนุกสนานโดยผมทำเป็น 2 เวอร์ชั่นคือ ธีม ซองออริจินัล ใช้ในงานไทยไนท์จะออกแนวแกรนด์ แสดงความยิ่งใหญ่และสง่างาม ส่วนรอบชุดประจำชาติและรอบพรีลิมฯ ผมใช้เวอร์ชั่น ปาร์ตี้ เช่น ตอนเดินชุดว่ายน้ำเพื่อกระตุ้นให้คนดูรู้สึกสนุกสนานตื่นตาตื่นใจ”

เพลงเมนธีม ให้ความรู้สึกทรงพลังซึ่งก็ทำให้คนฟังรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

“เพลงเมนธีม ผมต้องการเพลงที่ทรงพลัง เวลาคิดงานผมคิดภาพสุดท้ายก่อน ผมคิดถึงภาพป่าหิมพานต์ระยิบระยับ มีพลัง ลึกลับ มีสีสันสวยงามในจินตนาการ ใบไม้คริสตัลแนวคิดนี้สำคัญในการทำเพลงมาก ยิ่งภาพเราชัดเท่าไร เสียงก็ยิ่งชัด

เวลาคนฟังจะจินตนาการและรู้สึกกับเพลงได้ ผมใส่ท่อนที่มีเหมือนนกยูงรำแพนหาง ใส่ความรู้สึกลงไปขนาดนั้นทุกท่วงทำนอง ทุกเสียง หรือซาวด์ดีไซน์เช่นเราเล่นโน้ตเดียว แต่เราจะใส่เสียงอะไรเล่น

ความยากของการทำเพลง สีสันแห่งอัญมณีคือ ความผสมอัตลักษณ์ไทย ซึ่งมีเยอะมาก หากใส่มากเกินไปจะดูน่ากลัวเช่น ไปเจอวัฒนธรรมคนป่า เราจะทำอย่างไรให้คนไม่กลัวและเปิดรับมัน ถือว่ายากที่สุดเลย บางครั้งโปรดิวเซอร์จะคล้ายนักวิทยาศาสตร์หรือเชฟที่ปรุงอาหาร ซึ่งมันไม่ใช่แค่คิดทีเดียวแล้วออกมา ต้องลองใส่เครื่องปรุงลงไป

แล้วเรารู้ได้อย่างไรว่าพอดี คือตัวเราที่จะบอกเราว่า อันนี้อร่อย พอดีแล้ว เพลงต้องให้ความรู้สึกเวลคัม ต้อนรับสู่เมืองไทย เพลงความยาว 4.25 นาที เปิดทั้งหมดในรอบพรีลิมฯ เดินโชว์ในชุดราตรี โดยต่างชาติเป็นคนขอมาทางทีพีเอ็นให้ทางทีมไทยทำเพลงให้ในรอบพรีลิมฯ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกดีใจมาก รู้สึกเป็นเกียรติ ถือเป็นอีกหนึ่งชิ้นงานที่รู้สึกภูมิใจ แม้ไม่ได้แพร่หลาย แต่ได้รับการยอมรับ เพราะเพลงบรรเลงเข้าใจยากกว่าเพลงร้อง แต่เพลงสีสันอัญมณีเป็นเพลงบรรเลงที่ได้รับการยอมรับ

ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ทางทีพีเอ็นวางใจเชื่อใจให้ทำงานใหญ่ระดับโลก ความรู้สึกอย่างแรกดีใจ ตื้นตันใจ ที่ดีใจกว่านั้นคือดนตรีเป็นภาษาสากล แล้วคนที่เขาสัมผัสได้ในสิ่งที่เราต้องการสื่อได้ โดยที่เราไม่ต้องพูดภาษาอะไรสักคำเดียว ซึ่งผมดีใจ

เพลงนี้อยากให้คนฟังรู้สึกฮึกเหิมยิ่งใหญ่ มีความสง่างามในตัว นางงามถึงกับร้องไห้ ผมตั้งใจมากกับเพลงนี้ เพราะมันจะต้องลงรายละเอียดเยอะมาก มันไม่มีเสียงร้อง ต้องสื่อสารผ่านตัวโน้ตทั้งหมดซึ่งเป็นภาษาสากล”

สำหรับชื่อเพลงนั้น มุขพลรู้สึกว่าไอเดียของ จิรายุ จันทรวงศ์ ที่เคยคิดให้ชื่อ เดอะ คัลเลอร์ ออฟ สยาม ได้เหมาะสมที่สุด

“ผมต้องขอบคุณพี่ๆ คนจัดงานที่เขาเชื่อใจผมมาก ที่เพลงออกมาแบบนี้ได้เพราะพี่ๆ เชื่อใจ เขาให้ผมได้แสดงความสามารถ สิ่งที่ผมคิดในหัวอย่างเต็มที่ ไม่มีการตีกรอบ ให้อิสระทางความคิดได้สร้างสรรค์ผลงานได้เต็มที่ ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว และที่สำคัญต้องขอบคุณคุณครู ผู้ใหญ่ทุกคนที่ทำให้ผมมีวันนี้ และประสบความสำเร็จจนถึงวันนี้ครับ”

ยอด ชินสุภัคกุล ‘สิ่งท้าทายในโลกคือสิ่งที่ท้าทายเราอยู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585011

  • วันที่ 30 มี.ค. 2562 เวลา 10:27 น.

ยอด ชินสุภัคกุล 'สิ่งท้าทายในโลกคือสิ่งที่ท้าทายเราอยู่'

“วงใน…วันนี้” ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ไปคุยกับ “วงใน” ตัวจริง ยอด ชินสุภัคกุล ซีอีโอวัย 36 ปี หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท วงใน มีเดีย เจ้าของเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นสุดฮิตหนึ่งเดียวในดวงใจมิตรรักนักกิน ณ วันนี้มีจำนวนผู้ใช้ 9 ล้านราย/เดือน ฐานข้อมูลร้านอาหาร 3 แสนร้านทั่วประเทศ

ส่วนวันหน้าคือซูเปอร์แอพระดับโลก บทพิสูจน์ที่ยังต้องไปต่อ ตบท้ายด้วยการถอดรหัสการบริหารจัดการทีมฟุตบอลทีมโปรด…ลิเวอร์พูล

มองย้อนกลับไป 9 ปีที่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ยอดเล่าว่า 50% ของสิ่งที่คิดไว้ มีบางอย่างที่เป็นไปตามที่คิด มีบางอย่างที่เป็นไปน้อยกว่าที่คิด รวมทั้งมีบางอย่างที่มากกว่าที่คิด

จากไอเดียแรกที่คิดว่าจะมีพนักงาน 10 คน เมื่อมีกำไรก็จะขายทิ้ง ในความเป็นจริงเมื่อมาเป็นสตาร์ทอัพจริงๆ จากไอเดียเริ่มต้น ก็กลายเป็นการทำธุรกิจอย่างจริงจัง ที่ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 320 คนเข้าไปแล้ว

ช่วงก่อตั้ง 2-3 ปีแรกค่อนข้างเหนื่อย ไม่ได้มีรายได้อะไร ทำงานอย่างเดียว และบางครั้งก็ต้องรับงานนอกด้วย รับจ้างเขียนโปรแกรม ทำตัวเป็นซอฟต์แวร์เฮาส์ เพื่อหารายได้เข้ามาจุนเจือ จุดเปลี่ยนมาในปี 2013 เมื่อมีอินเวสเตอร์จากต่างประเทศ เมื่อเมืองไทยเริ่มมีอินเทอร์เน็ต 3จี เริ่มมีสมาร์ทโฟน

“คนใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้น เราก็เหมือนได้จังหวะดีที่คนเข้ามาแล้วดาวน์โหลดแอพวงในไปใช้ วงในเองก็พร้อมพอดี เป็นจังหวะที่พอดีกัน”

สำหรับเบื้องหลังชื่อวงใน ก็คุยกันกับเพื่อนผู้ร่วมก่อตั้งว่า อันดับแรกต้องไม่ยาว ความจริงอยากได้ 6 ตัวอักษรแบบ Google แต่ได้ Wongnai 7 ตัวอักษรก็พอทำเนา อันดับสองฟังแล้วต้องติดหู วงในติดหูมาก สุดท้ายต้องสื่อถึงข้อมูลวงใน สื่อถึงความรู้สิ่งมีประโยชน์ ข้อมูลนี้คนทั่วไปอาจยังไม่รู้ แต่ฉันรู้เพราะฉันวงใน ก็เลยเลือกชื่อนี้

แอพค้นหาร้านอาหารอันดับหนึ่งของไทย มีที่มาจากความชอบกิน ยอดบอกว่า ถนัดเรื่องกิน ประกอบกับเรียนด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ถนัดในสิ่งที่ทำเรื่องเว็บไซต์และแอพ สุดท้ายคือการมองเห็นโอกาส เว็บไซต์หรือแอพร้านอาหารมีทุกที่ในโลกนี้ ก็เห็นกันอยู่ว่ามีตลาดสำหรับสิ่งนี้อยู่ในหลายๆ ประเทศ ก็คิดว่าน่าจะมีในประเทศไทยด้วย

“หลายๆ อย่างผสมกัน ระหว่างความชอบส่วนตัว ความถนัด และโอกาสที่มีอยู่”

สตาร์ทอัพรายแรกๆ ของไทย จากวันนั้นถึงวันนี้เป้าหมายของวงในกว้างขึ้นเรื่อยๆ จากจุดแรกที่มองเห็นแค่ตัวเอง ต้องการรวยต้องการความสำเร็จ แต่เมื่อบริษัทใหญ่ขึ้น เริ่มมีพนักงานมากขึ้น ก็อยากทำเพื่อบริษัท อยากทำวงในให้เป็นอันดับหนึ่งในเรื่องเว็บไซต์และไลฟ์สไตล์แอพพลิเคชั่น แต่ปัจจุบันเป้าหมายก็เปลี่ยนไปอีก

“ตอนก่อตั้งบริษัทผมมีอายุ 27 ปี ซึ่งเด็กกว่าตอนนี้เยอะ ตอนแรกคิดว่าไม่ยากเท่านี้และไม่ใหญ่เท่านี้ รวมทั้งไม่คิดว่าจะทำนานขนาดนี้ คิดว่าจะทำซัก 3-4 ปี พอบริษัทใหญ่ขึ้นก็ขายทิ้ง บอกตรงๆ ว่า เราก็แค่อยากเมกมันนี แต่ตอนนี้ด้วยวัยและด้วยสิ่งที่รับรู้มาระหว่างทาง ทำให้ความคิดเราเปลี่ยนตลอดเวลา ตอนนี้เราทำบริษัทมา 9 ปีแล้ว เป้าหมายของเราเปลี่ยนไปเยอะจากใน 9 ปีที่ผ่านมา”

ยอดบอกว่า ในวงการที่สตาร์ทอัพมีเป็นร้อยๆ ราย ทุกคนมองวงในเป็นแรงบันดาลใจ มันก็เลยกลายเป็นจากที่มองแค่ตัวเอง มองแค่บริษัท ก็ต้องมองเป้าหมายที่กว้างกว่านั้น สูงกว่านั้น เราจะทิ้งอะไรไว้ให้กับประเทศของเราหรือในโลก ปัจจุบันสิ่งที่ไดรฟ์วงในคือสิ่งนี้ เราไม่ได้ต้องการทำเพื่อตัวเอง หรือทำเพื่อบริษัทของตัวเองอีกต่อไป

เป้าหมายของวงในถ้าจะสรุปในประโยคเดียว คือการเป็นบริษัทเทคคอมปานีอันดับหนึ่งของไทย บริษัทเทคคอมปานีอันดับหนึ่งในไทยคือบริษัทอะไร ไม่มีใครตอบได้ ก็เพราะในความเป็นจริงยังไม่มีบริษัทไหนที่โดดเด่นมากพอที่คนจะชี้ได้ว่านี่คือ กูเกิล เฟซบุ๊ก อะเมซอน แห่งประเทศไทย เทนเซนต์หรืออาลีบาบาแห่งประเทศไทย การีน่า แอปเปิ้ล ไมโครซอฟท์ แห่งประเทศไทย ไม่มีใครตอบได้ เพราะปัจจุบันมันไม่มี

“วงในมองเป้าหมายนั้น และคิดว่าจะทำได้ภายในเงื่อนเวลา 5 ปีอย่างเร็ว 10 ปีอย่างช้า”

วงในกำลังมองหาโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ อาหาร สปา ที่พัก โรงแรม ต่อไปจะเป็นอะไร จะต้องทดลองไปเรื่อยๆ ต้องเป็นอะไรที่คอมม่อนในหมู่คนใช้งานคนไทย หลายอย่างมีคนทำไปหมดแล้ว ก็ต้องหาอะไรที่มันยังใหญ่ แต่ยังไม่มีคนทำ ซึ่งก็ยังไม่รู้ ณ ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบในใจ แต่ต้องมีแน่นอน นี่คือคำตอบที่เราต้องหา คู่แข่งคือแอพทุกแอพ

“เวลาที่คุณบอกว่าคุณต้องการทำอะไรซักอย่างหนึ่ง คุณไม่ต้องใช้แอพหนึ่งอย่างในการทำหนึ่งอย่าง แต่คุณใช้แอพเดียวในการทำหลายอย่าง โลกของซูเปอร์แอพมันจึงเกิดขึ้นทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นไลน์ เฟซบุ๊ก กูเกิล ทุกคนมีบริการในเครือเกือบทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ถ้าเรามองว่าคู่แข่งเราคือแอพอาหาร เราตายแน่

คนที่เป็นคู่แข่งวงในจริงๆ คือแอพที่มีฟีเจอร์ในการค้นหาสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน สำหรับเรามันเป็นสิ่งที่ทำให้เรานอนไม่หลับ ก็คือนานๆ ทีจะมีคนใช้แอพของเรา หรือใช้แค่วัตถุประสงค์เดียว เพราะเช่นนั้นเราจึงต้องไปสู่จุดที่จะเป็นซูเปอร์แอพให้ได้ภายในเร็ววัน นั่นเป็นทางเดียวที่เราจะอยู่รอดได้”

ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวซีอีโอหนุ่ม ชอบดูหนังฟังเพลง หากช่วงนี้จะมีประเด็นหน่อยเพราะเมื่อวันศุกร์ที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ลูกคลอดคนที่สอง(ฮา) คนแรก 1 ขวบชื่อน้องนินา คนที่สองชื่อน้องไลลา ไลฟ์สไตล์ก็จะเป็นแนวคุณพ่อนิดหนึ่ง รู้สึกอยากกลับบ้านมาเล่นกับลูก ไลฟ์สไตล์ย้ายมาอยู่รอบๆ ตัวลูก

เป็นซีอีโอ เป็นคุณพ่อ และเป็นแฟนตัวยงทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล ยอดบอกว่า การชอบลิเวอร์พูลสอนอะไรหลายอย่าง ทีมฟุตบอลที่ไม่ได้แชมป์มา 29 ปีแล้ว นั่นสอนให้เราอดทน สอนให้เจียมเนื้อเจียมตัว สอนเรื่องเวิร์กฮาร์ด สอนเรื่องการอยู่กับความผิดหวัง และสอนให้รู้ว่าโกลไม่ได้มาง่าย

เจอร์เกน คลอปป์ คือโค้ชในดวงใจที่มีความเป็นผู้นำโดดเด่น ความเป็นผู้นำที่ดีที่ยอดบอกว่านำมาใช้ในการทำงานกับวงใน ถอดรหัสเจอร์เกน คลอปป์ที่ “ฮัก” ลูกทีมทุกครั้งเมื่อจบการแข่งขัน วงในก็เพิ่งไปเอาต์ติ้งบริษัทนอกสถานที่ เขาพยายามที่จะจับมือและกอดลูกทีม เอ๊ย! พนักงานให้ครบทุกคน

“อย่างน้อยการได้กอดหรือจับมือกับพนักงานทุกคนปีละครั้งก็ยังดี อย่างน้อยก็ได้สื่อสิ่งที่ไม่ใช่คำพูด ได้สื่อความรู้สึกของเราออกไป เป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่เวิร์ก

ข้อแรกผมบอกกับทุกคนในทีมว่า ที่นี่คือทีมกีฬา ทุกตำแหน่งมีความสำคัญหมด ไม่ว่าจะเป็นกองหลัง กองกลาง กองหน้า ทุกคนมีความสำคัญหมด กองหลังหรือผู้รักษาประตูก็สำคัญ บัญชีเหมือนผู้รักษาประตู ถ้าไม่เก่ง มันก็ไม่ได้ เซลล์คือกองหน้า ยิงดีอย่างเดียว หลังบ้านพรุน มันก็ไม่มีทางไปไหน

ส่วนข้อที่สอง ไม่สนใจว่านอกสนามลูกทีมจะสนิทกันหรือเปล่า สนใจแค่ว่า พอลงสนามแล้วลูกทีมทุกคนต้องเล่นร่วมกันให้ได้ ต้องแข่งขัน ต้องทำให้ได้ดีในตำแหน่งที่เล่น

ข้อที่สามคือ ระบบมีทีมตัวจริง ตัวสำรอง มันมีระบบเทรดตัว มีระบบขายทิ้ง เพราะฉะนั้นก็เตือนไว้ก่อนเลยนะว่า ถ้าใครเล่นไม่ดี ก็อาจจะมีตัวสำรองมาลงเล่นแทน หรือคุณอาจจะโดนเทรดตัวออกจากบริษัท เพราะเรามีเป้าหมายในการได้แชมป์!”

ตบเมกอัพให้เนียน เปลี่ยนหน้ากระเป็นหน้าสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584774

  • วันที่ 29 มี.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

ตบเมกอัพให้เนียน เปลี่ยนหน้ากระเป็นหน้าสวย

เป็นกระแล้วไง! แค่เข้าใจวิธีตบเมกอัพให้เนียน ก็เปลี่ยนหน้าสวยดั่งใจได้ไม่ยาก

ถึงคราวข่าวดีของสาวๆ ที่มีปัญหาฝ้ากระชวนหงุดหงิด แถมบั่นทอนความมั่นใจ แม้จะใช้สารพัดวิธีโบกเมกอัพบนใบหน้า ซึ่งเชื่อว่าทุกคนต่างก็เข้าใจดีว่าปัญหานี้ไม่สามารถกำจัดได้ในระยะเวลาอันสั้นเหมือนกับสิว แต่ต้องใช้เวลานานพอสมควร และบางครั้งเราก็จำเป็นต้องออกไปงานเลี้ยงสังสรรค์หรือพบเจอลูกค้า เพื่อให้มั่นหน้ามั่นใจสาวๆ จึงจำเป็นต้องหาวิธีปกปิดอย่างเร่งด่วน และแล้วการลงเมกอัพจึงกลายทางแก้อันดับต้นๆ ในการปกปิดรอยกระแบบชั่วคราว เพื่อเสริมบุคลิกของสาวๆ ให้ดูดี ดึงความมั่นใจกลับมา ซึ่งขั้นตอนก่อน-หลังและเทคนิคการแต่งหน้าให้เป๊ะปัง มีดังนี้

เลือกใช้รองพื้นสีเข้มเป็นขั้นตอนแรก

สิ่งแรกที่ควรทาลงบนผิวหน้าเพื่อช่วยปกปิดรอยกระที่ปรากฎให้จางลงไป ก็คือการใช้รองพื้น ซึ่งปกติสาวๆ อาจจะเลือกรองพื้นที่สีสว่างกว่าผิวจริงเพื่อทำให้หน้าดูสว่างขึ้น แต่สำหรับการปกปิดกระจะต้องทำแบบตรงกันข้าม นั่นคือการเลือกรองพื้น “สีเข้มกว่าผิว” เพื่อให้ใบหน้าเรียบเนียนดูสม่ำเสมอ โดยเริ่มเกลี่ยจากบริเวณกระแล้วค่อยๆ เบลนด์สีออกมายังส่วนอื่น จนสีรองพื้นเป็นเนื้อเดียวกันกับผิวหน้า แล้วค่อยตามด้วยขั้นตอนต่อไป

ใช้คอนซีลเลอร์เน้นเฉพาะจุด

ถ้าลงรองพื้นไปแล้วยังเห็นรอยกระจางๆ อยู่ก็อย่าเพิ่งกังวลไป เพราสาวๆ สามารถเลือกใช้คอนซีลเลอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเมกอัพช่วยปกปิดเฉพาะจุด แต้มรอยดำหรือรอยแดงที่เห็นจัดให้เนียนกริบได้อย่างเป็นธรรมชาติ แนะนำให้เลือกใช้เป็นเนื้อครีม ซึ่งจะดีกว่าแบบน้ำ โดยเฉพาะในคนที่มีรอยกระเด่นชัด ส่วนการเลือกสีให้เลือกเป็นสีสว่างสีผิวปกติ 1 ระดับ ก็จะช่วยให้รอยเข้มของฝ้าลดเลือนลง จากนั้นเกลี่ยให้กลมกลืนกับพื้นที่ส่วนรอบๆ เป็นอันใช้ได้

ตบแป้งพัฟฟ์เบาๆ ปิดท้าย

หลังจากทำการปกปิดกระเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงขั้นตอนที่จะช่วยเพิ่มความเรียบเนียนให้หน้าดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น นั่นก็คือการลงแป้งเพื่อเกลี่ยให้ผิวดูเป็นโทนสีเดียวกันทั่วทั้งใบหน้า ก่อนจะลงเครื่องสำอางอื่นๆ ตามปกติ แนะนำให้เลือกใช้เป็นแป้งแบบไม่ผสมรองพื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าดูหนาจนมองออกว่าโบ๊ะเครื่องสำอางมาอย่างหนัก ส่วนวิธีการลงแป้งให้ตบเบาๆ ทั่วใบหน้าและลำคอเพื่อให้หน้าดูใสก็เป็นอันเรียบร้อย

There’s no business like the SHOW BUSINESS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/Auto_ADO/30369190

  • The FAST Auto Show Thailand
  • Asadavuth Asasappakij

There’s no business like the SHOW BUSINESS

Auto & Audio May 11, 2019 01:00

By KINGSLEY WIJAYASINHA
THE NATION WEEKEND

2,264 Viewed

THAILAND can be considered the land of motor shows, with a large number of organisers staging auto extravaganzas all year round.

Apart from the two major auto shows – namely the Bangkok International Motor Show in April and the Thailand International Motor Expo in December (with combined sales of almost 100,000 units) – auto exhibition and sales events on a smaller scale are held in between. These shows offer buyers not only new models but also specially crafted sales promotions during the low season.

The FAST Auto Show Thailand is one such popular event that’s held during the midyear period. This year the event takes place from June 26-30 at the Bangkok International Trade and Exhibition Centre (Bitec).

Asadavuth Asasappakij is the vice chairman of the organising committee (which is chaired by his father and well-known auto critic Pattanadesh) responsible for the used-car division. Aside from the 2,000 or so orders that are expected to be placed for new vehicles, a further 1,000 is expected to come from used-car sales.

“Actually our show started off as a used-car show, but over the years our surveys shows that visitors want new cars to be included too, so they can compare which is the better deal,” says Asadavuth, 41.

With his father being an auto critic, Asadavuth often followed his parents to motoring events like test drives and car launches as a youngster.

“I enjoyed it because it was better than staying home alone. I got to go out to nice places all the time, and in many cases I also earned some pocket money, for example by working as an official at rally events,” he says.

Asadavuth continued his studies in Australia, where he obtained a bachelor’s degree in psychology.

“At first my plan was to get a master’s in human resources, but the English-language requirement was a little higher than my average, so I switched over to a middle-of-the-road international business degree,” he says.

Initially, Asadavuth did not plan to return and help run the family business. “I planned on opening a restaurant in Australia, but my mother asked me to come back to help,” he says.

While the proverb “like father, |like son” may come to mind, Asadavuth says there are differences in his case.

“I like cars, too, but not in the same way as my dad – he’s from the old generation and is interested in repairing and maintenance. But for me, I enjoy the technology and I’m more interested in how a car drives, how it handles,” Asadavuth says.

Asadavuth’s family business includes V.A. and Sons Co Ltd (media), Advanced Activity Co Ltd (events), Autocar Magazine Co Ltd (syndicate) and King of Auto Products Co Ltd (joint venture with Inter Media Consultants for organising the FAST Auto Show).

Behind the wheel, there’s one experience in particular that stands out for him. He recalls the time he took a driver’s training session with race driver Natthavude Charoensukawattana after deciding to work in this field full time.

“Prior to that I always thought I was a pretty good driver, everybody does,” he reminisced with a chuckle. “I was driving a Nissan Tiida compact car, and after two laps at the Bira Circuit in Pattaya, Nattavudh told me that I was lucky that I was still alive. He said I had loads of courage, but no skills.”

Blending in with the automotive crowd was super easy for him, though. “As a kid, I was used to being at car events all the time and I knew practically everyone,” he says.

“So when I came back from Australia and entered this field, there were familiar faces to see, including you and others. It’s like working with friends and family.”

Eye candy it isn’t, but Forester is sweet on Performance

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/Auto_ADO/30369185

Eye candy it isn’t, but Forester is sweet on Performance

Auto & Audio May 11, 2019 01:00

By Kingsley Wijayasinha
The Nation

Assembled in Ladkrabang, Subaru’s ES EyeSight crossover offers improved packaging and handling

SUBARU has been gaining ground in the Thai market thanks to a wider range of products that suit the market, such as the Forester Crossover.

What’s more is that the Forester is now assembled in Thailand at the Tan Chong International Limited (TCIL) plant in Ladkrabang, with production of 6,000 units during the first year. Markets in which the Thai-assembled Forester will be sold include Thailand, Malaysia, Cambodia and Vietnam.

The new Forester is priced from Bt1.33 million to Bt1.45 million for the top 2.0i S (ES EyeSight) version I drove during the past weekend.

The 2019 Forester is an all-new model, although when you see one on the road it’s not easy to tell the difference compared to its predecessor. Compared to its rivals such as the Honda CR-V, Mazda CX-5 and the Nissan X-Trail, the Forester might seem a bit bland, but to be frank, exterior design isn’t usually the strong point of Subarus. While older models had pretty unique designs, more recent models have lost that character and started to blend in with the crowd.

The Forester is based on the Subaru Global Platform, boasting a 40 per cent improvement in torsional rigidity, 50 per cent lower vibration plus improved steering precision.

There are LED headlights, LED foglamps (with jet washers) and LED tail lights, as well as roof rails and a rear spoiler. While the ground clearance is a standard 220mm, which allows off-roading, you don’t have to climb up to get into the cabin. Getting in and out is almost as easy as for a normal passenger car.

The interior looks modern enough and the slim A-pillar offers good visibility, but also feels very Japanese. There are control buttons everywhere, which needs some getting used to (the dozens on the steering wheel are just the beginning), but I like the shape and size of the sporty steering wheel. The seats are pretty sporty, not the comfy type like in the CR-V. Apart from the usual air vents, rear passengers get two USB ports and 3-zone seatback pockets good for smartphones and gadgets.

There is 520 litres of luggage space as well as enough width to store a golf bag across it. There are hooks for keeping stuff in place, as well as switches for folding the back seat. The tailgate is powered, which makes life easier.

The centre console has a special display on top for the time, air-con settings and various vehicle information, while the eight-inch touchscreen below comes with Apple CarPlay and Android Auto, plus navigation (which didn’t work well compared to Google Maps on my smartphone).

While other markets get the 2.5-litre engine with 185hp and 239Nm, Asean markets get the 2.0-litre engine capable of producing 156hp and 196Nm offering lower fuel economy. But you can expect a hybrid version in the near future.

Engine performance is pretty mediocre even with the CVT (Continuously Variable Transmission), and you hear a strange and nagging whine during hard acceleration – it sounds like an aircraft before take-off. Not much audible enjoyment from the boxer (horizontally-opposed) engine here.

What the Forester does well is handling. While rivals come with automatic all-wheel-drive, which means that they normally run with front-wheel-drive, the Forester gets a full-time 50-50 symmetrical all-wheel-drive system. In tough conditions, particularly while off-roading, the Forester will have an edge over the competition too. The Special X-Mode system offers driving configurations for snow (sand), mud and dirt.

The suspension (front strut and rear double wishbone) and steering setup, in addition to full-time all-wheel-drive, provides for a nice road performance, although there is a lot of noise when going over ruts and other undulations. Brakes are vented discs both front and rear.

The EyeSight active safety system uses two cameras with functions such as automatic emergency braking (front and reverse), lane-keeping assist and variable cruise control.

The new, locally assembled Subaru Forester might not appeal to everyone due to its design, but surely more people will be interested thanks to the improved packaging and performance.

Subaru Forester 2.0i S ES (EyeSight)

Engine: 4-cylinder DOHC 16-valve

Displacement: 1,995cc

Bore and stroke: n/a

Compression ratio: n/a

Max power: 156ps/6,000rpm

Max torque: 196Nm/4,000rpm

Transmission: CVT

Ratios: n/a

Final drive ratio: n/a

Average fuel economy: 12.6km/litre

Average CO2: 183g/km

Suspension (f/r): McPherson strut/double wishbones

Steering: powered rack-and-pinion

Turning circle: n/a

Brakes (f/r): Vented disc/vented disc

Dimensions (mm)

Length: 4,625

Width: 1,815

Height: 1,730

Wheelbase: 2,670

Track (f/r): n/a

Weight: 1,545kg

Wheels: 18-inch alloys

Tyres: 225/55 R16

Ground clearance: 220mm

Fuel tank capacity: 63 litres

Price: Bt1.45 million

CP Group in automotive production and marketing tie-up with China’s Foton Motor

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/Auto_ADO/30369162

CP Group in automotive production and marketing tie-up with China’s Foton Motor

Auto & Audio May 10, 2019 16:28

By The Nation

Charoen Phokpand Group (CP Group) and Foton Motor Group of China have set up a joint venture to produce and market automotive products and technologies in Thailand and the Asean region.

According to a recent press release, the new company aims, in the long term, to support the Thai automobile industry, while contributing to the economy under the government’s “Thailand 4.0” policy.

The official announcement was made at the “2nd Belt and Road Forum for International Cooperation” held on April 25 in Beijing, which drew more than 40 heads of state, while over 5,000 representatives from 150 countries and 90 organisations were also present.

Gong Yue Qiong, president of Foton Motor Group, and Noppadol Chearavanont, vice president for Industrial Businesses at CP Group, signed the contract to set up a joint-venture company for production, sales and marketing automotive technologies.

“The new joint-venture company will receive support from Foton Motor in terms of commercial sales, automotive energy products and production technology, as well as onboard communications systems technology,” Noppadol said.

“Meanwhile, CP Group will be responsible for establishing customer relations, financing and creating an impressive experience for target customers regarding midsized trucks, heavy trucks, light-duty trucks, buses and modern passenger cars,” he added.

Both companies will contribute to further investment in the production of various Foton models such as the Auman and Aumark, and AUV buses for the Asean market.