‘หนักแผ่นดิน’ ชนวนเสี่ยงขัดแย้งรอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/580860

  • วันที่ 20 ก.พ. 2562 เวลา 06:18 น.

'หนักแผ่นดิน' ชนวนเสี่ยงขัดแย้งรอบใหม่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภายหลัง “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาจุดประเด็น “หนักแผ่นดิน” มอบบทเพลงแฝงความนัยหลังถูกผู้สื่อข่าวถามถึงท่าทีของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ที่ประกาศนโยบายปฏิรูปกองทัพ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ลดงบกระทรวงกลาโหม 10% กลายเป็นเชื้อไฟปลุกให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ตัว “บิ๊กแดง” และ “กองทัพ” กลับมาร้อนแรงมากยิ่งขึ้น

เริ่มตั้งแต่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ ซึ่งระบุว่า เรายอมรับความเป็นจริงว่าเมื่อมีการยึดอำนาจทุกครั้ง งบประมาณของกระทรวงกลาโหมก็จะเพิ่มขึ้นทุกครั้ง ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเดือดร้อนของประชาชน

“ถามว่าความอดอยากของประชาชนกับเรือดำน้ำ อันไหนจะมีความสำคัญมากกว่ากัน ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะเลือกนำเงินส่วนนี้ไปแก้ไขปัญหาความยากจนก่อน แต่หลักคิดของ ผู้ยึดอำนาจถือว่าเป็นการลงทุน ก็ต้องไปซื้อ เรือดำน้ำ ซื้ออาวุธก่อน เพราะฉะนั้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น งบในส่วนของกองทัพ ได้เติบโตในสัดส่วนที่มากกว่าในยามบ้านเมืองเป็นปกติ เพราะฉะนั้นใน 4 ปีต่อไปก็ควรจะให้ประชาชนมากบ้าง”

จตุพร กล่าวว่า การจะนำงบประมาณไปก็เพียงเพื่อนำไปแก้ไขปัญหาความยากจน ไม่ใช่เป็นคนหนักแผ่นดิน หลักคิด นี้ไม่ใช่หลักคิดของคนหนักแผ่นดิน แต่มันสอดคล้องกับความเดือดร้อนของประชาชน บรรดาผู้นำเหล่าทัพควรจะมองโลกอย่างกว้างๆ แล้วก็ควรมองโลกด้วยความเป็นจริงว่า ขณะนี้เราไม่มีศึกสงคราม แต่ประชาชนจนจริง เดือดร้อนจริง   จตุพร ยังกล่าวถึงเพลงหนักแผ่นดิน ว่า เป็นเพลงที่แต่งขึ้นและเผยแพร่ในปี 2518 ด้วยเจตนารมณ์สร้างความแตกแยกภายในชาติ ซึ่งแบ่งระหว่างซีกขวาและซ้าย เป็นแนวความคิดขวาพิฆาตซ้าย อันนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ที่มีการจับนักศึกษาแขวนคอ เผาทั้งเป็น ล้อมปราบ ทำให้นักศึกษาจำนวนมากต้องหนีเข้าป่า ไปจับอาวุธร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ เพราะฉะนั้นเพลงนี้นำ ไปสู่ความแตกแยกภายในชาติ

จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า ผบ.ทบ.พูดอย่างนี้ไม่ได้ เพราะเท่ากับแสดงความไม่เป็นกลางทางการเมือง ถือว่าผิดกฎหมาย ผิดระเบียบข้าราชการ โดยข้าราชการจะแสดงความไม่เป็นกลางทางการเมืองไม่ได้ มาพูดให้ร้าย พูดไม่ดีต่อพรรคการเมืองที่เสนอลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม

“ผมอยู่ในเหตุการณ์ตอนปี 2519 ไม่รู้ว่าตอนนั้น ผบ.ทบ.เข้าโรงเรียนเตรียมทหารหรือยัง เพลงนี้เป็นเพลงปลุกระดมให้คนไทยฆ่ากัน ผมฟังหลายเดือนในปี 2519 สุดท้ายจบลงที่รัฐประหาร เกิดการสังหารหมู่นักศึกษา ประชาชน เป็นเหตุการณ์สร้างความเจ็บปวดให้กับสังคมไทย การหยิบเพลงนี้ขึ้นมาทำให้เกิดความแตกแยก อาจจะทำให้คนเข่นฆ่า กัน ผบ.ทบ.ควรปกป้องประเทศ ไม่ใช่สั่งให้คนไปเปิดเพลง จะทำให้คนไทยฆ่ากันเองหรืออย่างไร” จาตุรนต์ กล่าว

ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า พรรคการเมืองมีสิทธิที่จะเสนอนโยบายต่างๆ ส่วนจะมีอะไรเป็นความเห็นที่ไม่ตรงกันก็ให้ว่ากันด้วยเนื้อหาสาระจะดีที่สุด หากจะช่วยกัน ทุกคนมีจุดยืนมีความคิดของตนเองได้ แต่ไม่มีความจำเป็นต้องทำให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้นมา ทุกอย่างเป็นเรื่องของความหลากหลายทางความคิด ถ้าหากไปในทางนั้นประเทศก็เดินหน้าต่อไปได้

“การนำเสนอนโยบายต่างๆ รวมไปถึงเรื่องของกองทัพก็สามารถทำได้ ทางพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีนโยบายเกี่ยวกับกองทัพ เรื่องที่จะมีพลทหารที่สมัครใจ การปรับลดงบประมาณ ปรับแนวทางในการทำงานบางอย่าง แต่ว่าเราก็พยายามนำเสนอในแนวทางที่ไม่นำไปสู่ความ ขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ส่วนทางท่าน ผบ.ทบ. ท่านเองก็เป็นข้าราชการ ก็อยากให้ท่านชัดเจนว่าท่านมีความเป็นกลางทางการเมือง แต่ถ้าหากท่านมีประเด็นอะไรที่ท่านมองว่าเกี่ยวข้องกับองค์กรของท่านที่เป็นข้อเท็จจริง อยากจะชี้แจงก็อยากให้ทำแบบนั้นมากกว่า  แล้วทุกฝ่ายจะได้ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเองไป” อภิสิทธิ์ กล่าว

อภิสิทธิ์ ตอบว่า เรื่องกำลังพลนั้นส่วนตัวมองว่าลดได้ ขณะที่การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์นั้นควรมองถึงเรื่อง ความจำเป็น ซึ่งส่วนนี้มีประเด็นปัญหาที่ผูกพันกับงบประมาณอยู่ ว่าจริงๆ แล้วสามารถปรับลดได้หรือไม่ และในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาก็มีแต่ในยุคของประชาธิปัตย์ที่เคยปรับลดงบประมาณกลาโหมลงได้ ซึ่งเราก็จะดูตามความจำเป็น รวมถึงทุกๆ หน่วยงาน ไม่ใช่แค่เพียงกองทัพ

อีกด้านหนึ่ง สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ระบุว่า ส่วนตัวเคยฟังเพลงหนักแผ่นดิน และชอบ เพราะเป็นเพลงที่เตือนสติคนว่าเวลาที่คุณคิดจะทำอะไร ต้องคิดถึงผลกระทบต่อบ้านเมืองส่วนรวม ว่ามีหรือไม่ ถ้าคิด พูด และประพฤติในสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองเสียหายก็เป็นคนหนักแผ่นดิน ซึ่งก็ธรรมดา ซึ่งส่วนตัวเป็นกำนันอยู่ช่วงที่เพลงนี้ออกมา เขาปลุกให้คนรักชาติรักแผ่นดิน ซึ่งมีเพลงหลายเพลงออกมาพร้อมๆ กัน

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผบ.ทบ.ไม่ได้ลงมาขัดแย้งทางการเมือง ขณะนี้ตนเองเดินทางมามีภารกิจของงานบุญและไม่ได้มาเป็นอย่างอื่น หรือมาหาเสียงทางการเมือง ขอให้ช่วยกันสร้างความปรองดอง ทำให้ประเทศชาติสงบสุข เพราะรัฐบาลทำฝ่ายเดียวไม่ได้ และเมื่อมีการเลือกตั้งขอให้ช่วยกันหาเสียงในทางที่ดี ไม่โจมตีกันไปมา ทำให้ประเทศเสียหาย ประเทศอื่นไม่มีใครทำกัน จะประจานประเทศตัวเองอย่างนี้ไม่ได้

ห้ามสอบเข้าป.1ยังคลุมเครือ ไร้ทิศทาง”เด็กแบกรับกรรม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/580623

  • วันที่ 18 ก.พ. 2562 เวลา 07:24 น.

ห้ามสอบเข้าป.1ยังคลุมเครือ ไร้ทิศทาง"เด็กแบกรับกรรม"

เนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัยยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวังของหลายฝ่าย ทำให้การห้ามสอบเข้าป.1ยังคลุมเครือ

********************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ช่วงเดือน ต.ค. 2561 คณะรัฐมนตรีมีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื้อหากำหนดว่า คณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นผู้กำหนดแนวทางการรับเด็กเข้าเรียนทั้งในระดับ “อนุบาลและประถมศึกษาปีที่ 1 จะไม่มีการสอบ” หากสถานศึกษาใดฝ่าฝืนจะถูกปรับไม่เกิน 5 แสนบาท

ล่าสุด ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เรียบร้อยแล้ว และเตรียมประกาศเป็นกฎหมาย โดยมีการปรับใหม่ตัดการ “ห้ามสอบอนุบาล-ป.1” ออก หลังกฤษฎีกาให้ความเห็นว่า “การกำหนดโทษอาญาปรับเงินไม่ได้” อีกทั้งยังนิยามการสอบไม่ชัดเจน แต่เห็นชอบให้เป็นหน้าที่ของ “คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย” ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นผู้ออกหลักเกณฑ์ในการรับเด็กเข้าเรียนในชั้นอนุบาลและ ป.1 ทั้งนี้ต้องไม่มีผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัย

กรองทอง บุญประคอง ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้และจัดการองค์ความรู้โรงเรียนจิตตเมตต์ ปฐมวัย กล่าวถึง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย หลังผ่าน สนช.ว่า ถือเป็น พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัยฉบับแรกของประเทศไทยถูกผลักดันกลายเป็นกฎหมายแล้ว ส่วนเรื่องประเด็นปัญหาการห้ามสอบนั้น ตอนนี้ถือว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวคุ้มครองการจัดการศึกษาของระดับปฐมวัยไว้ว่า ต้องไม่มุ่งเน้นเรื่องการสอบแข่งขัน ทั้งในศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนสอนพิเศษ จะสอนพัฒนาเด็กเพื่อมุ่งเน้นการแข่งขันไม่ได้ หากใครทำหรือฝ่าฝืนถือว่าผิดกฎหมาย ส่วนนี้คือสิ่งที่ได้จาก พ.ร.บ.ดังกล่าว

ประเด็นการ “ห้ามสอบ” ของโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาต่อการจัดคัดเลือกด้วยวิธีการสอบนั้น ยังต้องรอคณะกรรมการนโยบายพัฒนาเด็กปฐมวัย มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เนื่องจากในมาตรา 14 (7) ของกฎหมายนี้ยังระบุไว้ว่า ให้คณะกรรมการนโยบายฯ พิจารณาหลักเกณฑ์การรับเด็กนักเรียน และการรับเด็กนักเรียนต้องไม่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย ฉะนั้นการฟันธงออกมาเป็นคำพูดยังไม่ชัด แต่ได้ให้แนวทางไว้แล้ว หลังจากนี้ต้องดูว่าจะออกหลักเกณฑ์หรือนโยบายให้มีความชัดเจนเพียงใด

“จะเป็นคำพูดใดก็ตามขอให้กฎหมายคุ้มครองเด็กนักเรียนอายุระหว่าง 0-6 ปี ไม่ว่าคุณจะรับเด็กนักเรียนด้วยวิธีใดต้องไม่กระทบต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย ต้องรอเพียงคณะกรรมการฯ พิจารณาคำว่าไม่กระทบต่อเด็กปฐมวัยว่า อนุญาตสิ่งใด ไม่อนุญาตอะไรบ้าง” กรองทอง กล่าว

กรองทอง กล่าวว่า เนื้อหาตามกฎหมายฉบับนี้ยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวังของหลายฝ่าย เดิมหวังว่าควรจะมีคำในเชิงกฎหมายที่มีผลต่อการคุ้มครองเด็กในทันที แต่ตอนนี้คำที่ใช้ยังไม่ไปถึงขนาดนั้น ยังทอดเวลาเพื่อให้คณะกรรมการฯ เป็นผู้ออกนโยบาย และยังไม่แน่ใจว่าจะออกเป็นกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องอนาคต สิ่งที่ปรารถนาคือ กฎหมายที่ออกมาต้องคุ้มครองเด็กทันที ในเมื่อยังไม่คุ้มครองทันทีจะต้องหาช่องทางคุ้มครองเด็กให้ได้

สาเหตุสำคัญที่โรงเรียนมีการสอบเพราะโรงเรียนกลัวเจอเด็กพิเศษ อาจกังวลในเรื่องการดูแลเด็กพิเศษในปริมาณมากเกินประสิทธิภาพการดูแลของโรงเรียน ทั้งที่ความจริงส่วนนี้เป็นข้อยกเว้นได้ เช่น โรงเรียนรับนักเรียนได้ 200 คน ให้จับสลาก 300 คน น่าจะพอสัมภาษณ์ผู้ปกครองและดูเรื่องพัฒนาการเด็กได้

การดูพัฒนาการเด็กไม่ใช่ดูเพียงคัดเด็กเก่ง แต่ยังเป็นการดูแลเด็กกลุ่มนี้ในแบบปกติได้ ส่วนเด็กพิเศษ เมื่อรับเข้ามาก็ต้องดูแลด้วยความเข้าใจเป็นพิเศษ หากแยก 2 กลุ่มนี้จะสามารถแยกสัดส่วนการดูแลที่รับไหวได้ ประเด็นคือโรงเรียนกลัวว่า หากมีเด็กพิเศษจำนวนมากเข้ามาจะทำอย่างไร จึงกลายเป็นความคิดว่าการสอบแบบวิชาการจะช่วยคัดเลือกเด็กพิเศษออกได้ระดับหนึ่ง

“ในสถานการณ์สอบเด็กช่วงวัย 5-6 ปี การสัมภาษณ์ถือว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากการสัมภาษณ์กับคนแปลกหน้าในสถานการณ์ที่แปลกไม่ได้วัดเด็กได้จริง เด็กตื่นเต้นก็ไม่พูด ถ้าโรงเรียนมีคุณภาพไม่จำเป็นต้องวัดเด็กในการสอบ แต่นั่นหมายความโรงเรียนนั้นไม่สามารถพัฒนาเด็กช่วงวัยนี้ได้จริงหรือ” กรองทอง กล่าว

เธอระบุด้วยว่า ปัญหาการสอบเกิดขึ้นมานานแล้ว เช่นเดียวกับความพยายามยกเลิกสอบเข้าชั้น ป.1 แต่ไม่สำเร็จ ยอมรับว่าปัญหาการเข้าเรียนชั้น ป.1 เป็นปัญหาหนักหนาสาหัสอย่างมากและหนักขึ้นเรื่อยๆ อดีตเน้นสอบเรื่องของเชาวน์ปัญญาและข้อสอบไม่ได้โหดร้ายเหมือนปัจจุบัน ข้อสอบเด็กเหมือนข้อสอบระดับมหาวิทยาลัย เมื่อผู้ปกครองทราบว่าข้อสอบยากขึ้น จึงให้เด็กไปติวหรือเรียนพิเศษให้เด็กซักซ้อมในสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ ทั้งที่เด็กวัยนี้ไม่ควรรู้เรื่องเหล่านี้

“เวลามีเท่ากันทุกคน 24 ชั่วโมง จะให้เด็กทำอะไร เด็กอยากเล่นก็อดเล่น แต่กลับต้องมาติวหนังสือที่ฝืนธรรมชาติเพื่อหวังผลสอบเข้าโรงเรียนดีๆ ได้ ดังนั้นข้อสอบที่ยากเกินวัยไม่สอดคล้องกับวัยเรียนรู้ตัวเด็กเอง ทั้งยังสร้างความเครียดให้เด็ก นั่นคือการสร้างผลกระทบต่อเด็กโดยตรง”

ขณะเดียวกัน กรองทอง บอกด้วยว่า ยังมีผลกระทบต่อเด็กทั้งเรื่องการขาดโอกาสในการพัฒนา ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สติปัญญา สังคม เด็กถูกยัดเยียด ไม่มีโอกาสได้เล่นกับเพื่อน สังเกตชัดเจนเด็กในปัจจุบันการทำงานเป็นทีมมักทำไม่เป็น เนื่องจากในวัยที่ควรเรียนรู้ถูกใช้ไปกับการติวหนังสือหมด เด็กเหล่านี้จึงซักซ้อมเพียงว่า ใครจะเก่งกว่าใครเท่านั้น แต่ไม่มีการเล่น ยืดหยุ่น ประนีประนอม รักกัน ทำงานเป็นทีมได้ มันหายไปหมด

ที่สำคัญการเรียนพิเศษของเด็กเพื่อการสอบไม่ใช่การเรียนรู้ที่แท้จริงของเด็กที่ไม่เกิดการเรียนรู้ พลังของการเรียนรู้หายไป เพราะเด็กรู้สึกว่าในเมื่อยากขนาดนี้การเรียนรู้มันต้องน่าเบื่อ ทำให้ทัศนคติต่อการเรียนรู้หายไป และยังมีผลกระทบต่างๆ อีกจำนวนมาก โดยมีงานวิจัยรองรับจำนวนมาก

“ไม่ว่าจะสอบแบบใดก็ไม่ควรทำ ทั้งด้านสติปัญญา ความเป็นคนดี ไม่สามารถวัดได้เลย ไม่ว่าโรงเรียนจะรับเด็กนักเรียนด้วยวิธีใดก็รับได้จำนวนเท่าเดิม ในเมื่อโรงเรียนรับเด็กได้เท่าเดิมแล้วจะรับเด็กทำร้ายเด็กไปทำไม โรงเรียนระดับประถมศึกษาน่าจะคิดวิธีการรับที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่วิธีรับที่โรงเรียนสบายใจแล้วเด็กต้องมาแบกรับเคราะห์กรรม” กรองทอง ขยายข้อเสียการสอบเข้า ป.1

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ผู้ที่สนับสนุนให้ยกเลิกการห้ามสอบเข้า ป.1 ยังต้องรอลุ้นและติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดต่อไป

“คดียุบพรรคไทยรักษาชาติ” จุดพลิกผันผลเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/580510

  • วันที่ 17 ก.พ. 2562 เวลา 07:48 น.

"คดียุบพรรคไทยรักษาชาติ" จุดพลิกผันผลเลือกตั้ง

“คดียุบพรรคไทยรักษาชาติ”เป็นอีกตัวแปรสำคัญต่อทิศทางการต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง อันจะมีผลต่อไปถึงจำนวนเก้าอี้ และโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล

************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

คดียุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ถือเป็นอีกตัวแปรสำคัญต่อทิศทางการต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง อันจะมีผลต่อไปถึงจำนวนเก้าอี้ และโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล ที่ต้องติดตามรอดูผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาอย่างไร

สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการผู้ชำนาญการ สถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยมองว่าถือเป็นจุดเปลี่ยนต่อทิศทางการเมืองไทยโดยมีความเป็นไปได้หลายแนวทาง

เริ่มตั้งแต่กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง ก็ต้องดูต่อไปว่าจะมีคำสั่งพ่วงให้ระงับสิทธิการสมัครเลือกตั้งรอบนี้ด้วยหรือไม่ ถ้าระงับ วันศุกร์ที่ 15 ก.พ. กกต.ก็จะไม่ประกาศรับรองผู้สมัครของพรรค ทษช. หรือหากไม่ระงับสิทธิ บัตรเลือกตั้งก็ต้องมีเลขของผู้สมัคร ทษช.

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีคำสั่งอะไรเพิ่มเติม พรรค ทษช.ก็ต้องตัดสินใจเอาเองว่าจะตัดสินใจอย่างไร ทั้งการจะเดินหน้าเลือกตั้งต่อไปแบบเต็มที่ ทั้งหาเสียง ลงพื้นที่เหมือนปกติ หรือจะไม่ทำกิจกรรมเลยแล้วรอให้ถึงการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. โดยรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยยุบพรรคหรือไม่ยุบพรรคออกมาในช่วงจังหวะเวลาใด ซึ่งจังหวะของคำวินิจฉัยที่จะออกมาล้วนแต่มีผลทางการเมืองไม่มากก็น้อย

เริ่มตั้งแต่กรณีแรก ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยก่อนเลือกตั้ง 24 มี.ค. กรณีที่ไม่ยุบพรรค ทุกอย่างก็เดินต่อไปตามปกติ แต่สมมติกรณียุบพรรค ทษช. ก็ต้องมาดูต่อว่าคำสั่งยุบพรรคนั้นเกิดก่อนเลือกตั้งนานแค่ไหน เพียงพอจะปรับแผนให้แก้เกมได้หรือไม่ เพราะหากพอมีเวลาก็อาจจะแอบไปสื่อสารกับกองเชียร์ของตนให้ไปเลือกใคร ซึ่งหากทำแบบเปิดเผยก็อาจมีความผิด ที่จะต้องไปพิจารณากันต่อไป

ส่วนหนึ่งเพราะกฎหมายพรรคการเมืองมีประเด็นเรื่องห้าม “คนนอก” เข้ามาแทรกแซง หรือยินยอมให้คนนอกเข้ามาแทรกแซง ประเด็นคือหากจะไปหาเสียงให้เทคะแนนของ ทษช.ซึ่งถูกยุบแล้วไปพรรคอื่น ก็อาจจะสุ่มเสี่ยงถูกร้องว่ามีความผิด เช่นเดียวกับพรรคที่จะถูกเทคะแนนไปให้ หากไม่ออกมาคัดค้านก็อาจเข้าข่ายยินยอมให้คนนอกเข้ามาแทรกแซงได้อีก ตรงนี้เป็นรายละเอียดยิบย่อยทางข้อกฎหมาย

โดย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 28 ระบุว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม”

ส่วนมาตรา 29 “ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการใดอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม”

“แต่ถามว่าในทางปฏิบัติเขาจะทำไหม ก็มีความเป็นไปได้ที่จะแอบไปทำแบบลับๆ ไม่ให้จับได้ เพราะถ้าคะแนน ทษช.ในกรณีที่ถูกยุบแล้วไม่บริหารจัดการ คะแนนส่วนนี้ก็จะกระจัดกระจาย เพราะความรู้สึกคนเมื่อถูกยุบพรรคก็อาจจะโมโห ออกไปทำบัตรเสีย หรือโหวตโน กลายเป็นคะแนนเสียของ แทนที่จะไปอยู่กับฝั่งที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน”

สติธร กล่าวต่อว่า กรณีที่สองคือคำวินิจฉัยออกหลัง 24 มี.ค. หากไม่ยุบพรรคก็เดินไปตามปกติ แต่หากยุบพรรคก็มี 2 เงื่อนไขที่ต้องติดตามคือ ยุบพรรคก่อนประกาศผลเลือกตั้ง กรณีนี้จะคล้ายกับยุบก่อนเลือกตั้ง เพราะคะแนนเปลี่ยนอะไรไม่ได้ กับเงื่อนไขที่สองคือ ยุบพรรคหลังประกาศผลแล้ว หากเขตไหน ทษช.ชนะก็จะต้องจัดเลือกตั้งใหม่ ส่วนหากเขตไหน ทษช.แพ้ก็ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ แต่คะแนนที่ ทษช.ได้ ไม่ว่าจะที่ 2 3 4 5 ก็จะไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นสัดส่วนบัญชีรายชื่อ

ส่วนกรณีที่มีคำสั่งยุบพรรคหลังประกาศรับรองผลเลือกตั้งแล้ว สำหรับกรณีที่ สส.ของ ทษช.ชนะเลือกตั้งประกาศผลแล้ว สส.ก็จะสามารถย้ายพรรคได้ตามเวลาที่กฎหมายกำหนด หากยังหาพรรคสังกัดไม่ได้ก็จะสิ้นสภาพไปเหมือนกัน

ยังไม่รวมกับกรณีมีเรื่องร้องเรียนในภายหลังในระยะเวลา 1 ปี หรือที่เรียกว่ารับรองก่อนแล้วสอยทีหลัง ซึ่งจะเกิดความวุ่นวายกรณีได้ใบดำใบแดงแล้วมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งหนึ่งบัตรจะนำมาคำนวณ 2 ระบบ ทำให้สัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการผู้ชำนาญการ สถาบันพระปกเกล้

สติธร มองต่อไปว่า กรณียุบพรรค ทษช.ย่อมกระทบยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันแน่นอน เพราะหากคำนวณจากฐานคะแนนเลือกตั้งเมื่อปี 2554 หากพิจารณาจากการส่งผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย และ ทษช. มีส่วนที่ไม่ทับซ้อนกัน 100 เขต คือ เพื่อไทยส่ง ทษช.ไม่ส่ง หรือกลับกัน ทษช.ส่ง และเพื่อไทยไม่ส่ง ขณะที่มีพื้นที่ทับซ้อนที่ส่งด้วยกันสองพรรค 50 เขต ดังนั้นจึงต้องมียุทธศาสตร์วางแผน เพราะการจะถูกยุบหรือไม่ถูกยุบ ไปจนยุบเร็ว ยุบช้า มีผลที่ต่างกัน

ทั้งนี้ หากเทียบจากฐานเลือกตั้ง 2554 คะแนนของ ทษช.จะมีประมาณ 40 ที่นั่ง หากตัดสินใจผิดคะแนนตรงนี้จะกลายเป็นศูนย์ และไปเพิ่มให้ฝั่งอื่น เพราะคำนวณจำนวนประชาชน 35 ล้านคน หารด้วย 500 เขต สส.พึงมี 1 คน จะต้องได้เสียงสนับสนุน 7 หมื่นคะแนน ดังนั้นคะแนนหายไป 3 ล้านเสียง ยอมรวมจะเหลือ 32 ล้านเสียง หารแล้วจากเสียงสนับสนุน 7 หมื่นคน จะเหลือ 6.4 หมื่นคน

ดังนั้น เมื่อนำฐาน 6.4 หมื่นคน กลับไปหารคะแนนของแต่ละพรค ดังนั้นพรรคที่เคยได้ สส.บัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งก็จะได้เพิ่มแน่นอน ยกตัวอย่างพรรคตรงข้ามพรรรคหนึ่งเคยมี 7 ล้านเสียง หารตอนแรกได้ 100 ที่นั่ง แต่เมื่อเปลี่ยนตัวหารจาก 7 หมื่น เป็น 6.4 หมื่น จำนวนที่นั่งก็จะเพิ่มขึ้นมาอีก 4-5 ที่นั่ง

“กรณีเช่นนี้ไม่เป็นผลดีกับพรรคเพื่อไทยแน่นอน เพราะแม้จะเปลี่ยนตัวหารคะแนนของพรรคเพื่อไทยก็จะไม่เพิ่ม หรือเพิ่มน้อยกว่าพรรคอื่นๆ คำนวณคร่าวๆ 250 เดิมได้เขตละ 5 หมื่น รวม 12.5 ล้านคะแนน หากหาร 7 หมื่นคะแนนรอบแรก ได้ สส.พึงมี 180 คน ซึ่งหากได้ สส.เขตประมาณนี้ก็แทบจะเต็มเพดานไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่อ ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนตัวหารเป็น 6.4 หมื่น อาจได้ สส.พึงมี 190 คน ซึ่งก็แทบเต็มเพดานจนอาจไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่อเพิ่ม เพราะเมื่อแตกคะแนนเพื่อสู้กับระบบ เมื่อระบบย้อนกลับมาตีคืนเขาจะไม่ได้ประโยชน์อยู่ดี”

สติธร กล่าวว่า เวลานี้ทาง ทษช.ต้องคิดหนัก ต้องประเมินว่าเสี่ยงแล้วจะไปต่อหรือจะถอยตอนนี้เลยดีกว่าเพื่อให้ 40 ที่นั่งไม่เสียของ เพราะ 40 คะแนนตรงนี้มีผลต่อการจับขั้วทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ตามยุทธศาสตร์เดิมฝั่งเพื่อไทยที่ประเมินจะได้ 180-190 เสียง หากได้เสียงจากตรงนี้ 40 เสียงแล้ว หากอีกนิดเดียวก็ได้ 250 ตั้งรัฐบาล หรือยันไม่ให้พรรคอื่นตั้งรัฐบาลได้

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่หาก ทษช.ถูกยุบ และต้องการจะนำคะแนนในส่วนนี้ให้ย้อนกลับมายังของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าฝั่งประชาธิปไตย ก็ต้องมาไล่ดูทีละพรรค ซึ่งในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้นมีพื้นที่ที่ผู้สมัครเพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัครในพื้นที่ที่ ทษช.ส่งผู้สมัคร 100 เขต ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถได้คะแนนในส่วนนี้ จะเหลือเพียงแค่ 50 เขต ที่เพื่อไทยส่งผู้สมัครในพื้นที่ที่ ทษช.ไม่ส่งผู้สมัคร

ดังนั้น ต้องย้อนกลับมาดูว่า 100 เขตที่ไม่มีเพื่อไทยจะทำอย่างไร หากอยากได้คะแนนตรงนี้ก็ต้องทำให้คะแนนย้อนกลับไปยังพรรคพันธมิตร ซึ่งเท่าที่ดูก็มีหลายพรรคที่ส่งผู้สมัครในหลายเขต ทั้งพรรคอนาคตใหม่ พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย ฯลฯ ซึ่งหากจะเทคะแนนไปก็ต้องไปพิจารณาว่าจะเทไปพรรคใดพรรคหนึ่งให้หมดหรือจะแยกดูเป็นรายเขต

“ถามว่าวิธีเหล่านี้ต่างกันไหม ก็ต่างกันหน่อย เพราะตัวเลือกอย่างพรรคเพื่อชาติก็ดูใกล้ชิด อาจจะพูดคุยกันง่ายหน่อย แต่ถามว่ามีจุดขายมากน้อยแค่ไหน จะได้แค่คะแนนจัดตั้งถึงหรือไม่ถึง 40 ที่นั่งหรือไม่ เพราะคะแนนก่อนหน้านี้มีทั้งกระแสพรรค กระแสนายกรัฐมนตรีผู้หญิง พวกนี้เป็นคะแนนสวิงโหวต หากมาชูพรรคเพื่อชาติอาจได้คะแนนสวิงโหวตได้ยาก”

อีกด้านหนึ่งสมมติเลือกพรรคอนาคตใหม่ นอกจากคะแนนจัดตั้งแล้วอาจยังสามารถปลุกกระแสเพิ่มเติม และมีแนวโน้มจะเกิดคะแนนสวิงโหวตตามมาได้มากขึ้น แต่ปัญหาอยู่ตรงที่เรื่องความใกล้ชิดที่ไม่ใช่ว่าจะสั่งให้ยกมือตามได้ทุกเรื่อง เพราะเขาเป็นตัวของตัวเอง

หรืออย่างกรณีพรรคเพื่อชาติส่วนใหญ่วางตัวผู้สมัครเจาะจงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ อาจจะทำให้ขายภาพทั่วประเทศได้ลำบาก ไม่ต่างจากพรรคเสรีรวมไทยซึ่งมีจุดขายคือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเพียงคนเดียว ดังนั้นการจะหวังกระแสสวิงโหวตให้ได้คะแนนเยอะอาจทำได้ยาก

สติธร กล่าวสรุปว่า คดียุบพรรค ทษช. จึงถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการเลือกตั้ง ตลอดจนทิศทางการเมืองไทยต่อไปในอนาคต อยู่ที่ว่าสุดท้ายแล้วผลของคดีนี้จะออกมาอย่างไร และในช่วงเวลาใด รวมทั้งการวางยุทธศาสตร์ของแต่ละฝ่ายเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ปฐมบทรัฐธรรมนูญ “กษัตริย์อยู่เหนือการเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/580509

  • วันที่ 17 ก.พ. 2562 เวลา 07:35 น.

ปฐมบทรัฐธรรมนูญ "กษัตริย์อยู่เหนือการเมือง"

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2475 ถือเป็นหลักเริ่มต้นของประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

********************************

โดย…อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

การปกครองของไทยในอดีตสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสิทธิขาดในการปกครองประเทศ ถือเป็นประเพณีการปกครองมายาวนานหลายร้อยปี

กระทั่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง ทำให้ต้องบัญญัติหลักเกณฑ์กำหนดโครงสร้าง แนวทางการปกครอง การใช้อำนาจ โดยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นกฎเกณฑ์ กติกาสูงสุด ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม หรือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 ถือเป็นหลักเริ่มต้นของประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ประธานคณะกรรมการราษฎร และประธานอนุกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงอธิบายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2475 ว่า “เราจะตั้งรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ไม่มีประเพณีที่จะบังคับเรา” ซึ่งหมายความว่า ก่อนนั้นการปกครองยังคงเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สำหรับประเทศไทยยังไม่เคยมีแนวทางหรือประเพณีปฏิบัติมาก่อน จึงต้องยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นหลัก ดังคำปรารภในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 ว่า

“โปรดเกล้าฯ ให้สภาผู้แทนราษฎรปรึกษากันร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญ อันจะพึงตรึงเป็นหลักถาวรแห่งประศาสนวิธีต่อไป”

เนื้อหาสาระสำคัญประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือการกำหนดสถานะ บทบาท และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ซึ่งก่อนจะมีผลบังคับใช้ ก็ผ่านการอภิปรายแสดงเหตุผลกันอย่างกว้างขวาง ครอบคลุม

ถ้อยคำการอภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งสืบค้นได้จากรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 34-44/2475 ระหว่างวันที่ 16 พ.ย.-3 ธ.ค. 2475 สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดหลักการหลากที่ที่นำมาหารือกัน อันเป็นการวางแนวทางนิติประเพณีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสืบต่อมา

ในประเด็นที่มาของอำนาจอธิปไตย มาตรา 2 บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชนชาวสยาม พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นแต่โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

พระยามโนปกรณ์ฯ ประธานอนุกรรมการยกร่างฯ แถลงอธิบายบทบัญญัตินี้ว่า เป็นการยกเอาประเพณีโบราณขึ้นกล่าวซ้ำ ตามขนบธรรมเนียมราชประเพณีราชาภิเษก จะปรากฏว่าความตอนหนึ่งในพระนามพระเจ้าแผ่นดินนั้นมีว่า “อเนกนิกรสโมสรสมมต” และในพิธีบรมราชาภิเษกก็มีพราหมณ์ และข้าราชการผู้ใหญ่ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงว่าพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติด้วยประชาชนอัญเชิญเสด็จขึ้น หาได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติโดยพระราชอำนาจที่มาจากสวรรค์อย่างต่างประเทศบางแห่งเข้าใจไม่ ทั้งนี้ก็เป็นการแสดงว่าอำนาจอธิปไตยนั้นมาแต่ปวงชน

และสาระสำคัญที่โดดเด่นที่สุดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือ บทบัญญัติในหมวด 1 พระมหากษัตริย์ ในมาตรา 11 บัญญัติว่า “พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป โดยกำเนิดหรือโดยแต่งตั้งก็ตาม ย่อมดำรงอยู่ในฐานะเหนือการเมือง” ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพียงฉบับเดียว โดยไม่มีการบัญญัติไว้อีกเลยในรัฐธรรมนูญฉบับต่อมา

พระยาอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์ (ม.ร.ว.ประยูร อิศรศักดิ์) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมิใช่คณะราษฎรถามว่า จะตัดสิทธิเจ้าซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน ดูไม่เหมาะ และหมวดที่ 2 มาตรา 12 ยังบัญญัติว่าบุคคลย่อมเสมอกัน ฉะนั้นทำไมจึ่งตัดสิทธิเจ้าเสีย

ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญตอบว่า ไม่ใช่กันด้วยความริษยาหรือเอาออกเสียเพราะไม่ใช่คนไทย ด้วยความตั้งใจที่จะให้เจ้าคงเป็นเจ้าอยู่ ตั้งใจให้พระเจ้าแผ่นดินคงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และลูกหลานเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ซึ่งเป็นความตั้งใจดีต่างหาก

มังกร สามเสน สส.จากตัวแทนกลุ่มพ่อค้าไทย ถามว่า หม่อมเจ้าบางพระองศ์มีความรู้ในการเมืองดี ไม่ถือเกียรติยศเป็นเจ้าก็มีมาก เพื่อจะให้โอกาสได้เข้าในวงการเมืองได้ ควรมีข้อยกเว้น ถ้าหม่อมเจ้าพระองค์ใดยอมสละฐานันดรศักดิ์เป็นสามัญชนแล้ว ควรให้เข้าในวงการเมืองได้ เจ้าหญิงมีตัวอย่าง ยอมสละสิทธิเดิมไปทำการสมรสได้ ส่วนเจ้าผู้ชายจะสละสิทธิเข้าวงการเมืองจะไม่ได้หรือ เห็นว่าควรให้โอกาสหม่อมเจ้าที่ยอมสละฐานันดรศักดิ์เข้าในวงการเมืองได้

สงวน ตุลารักษ์ คณะราษฎรสายพลเรือน อภิปรายโต้มังกรว่า เรื่องเจ้านั้นควรระลึกถึงนักการเมืองขณะไปทำ Election Campaign เมื่อต่างฝ่ายไปพูดเพื่อประสงค์เป็นผู้แทนย่อมมีการว่ากล่าวเสียดสี ในที่ประชุมถ้าเจ้าท่านเข้ามาด้วยจะเป็นภัยหรือไม่ จะทำให้เสื่อมเสียเกียรติยศของเจ้าหรือไม่

พระยามานวราชเสวี อธิบดีกรมอัยการ และดิเรก ชัยนาม คณะราษฎรสายพลเรือน มีความเห็นในแนวทางเดียวกันว่า เจ้าเป็นฐานะตามกำเนิด แม้ลาออกมาอยู่ในวงการเมืองย่อมให้โทษ ส่วนเจ้าหญิงที่สละฐานันดรศักดิ์สมรสกับสามัญชนก็มักจะยังเรียกว่าเจ้า

พระยานิติศาสตร์ไพศาล อดีตอธิบดีกรมอาลักษณ์ ซึ่งรับใช้ใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าโดยกำเนิดนั้นไม่มีปัญหา แต่ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งขึ้นจากราษฎรสามัญเป็นเจ้าแล้วลาออกจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองได้หรือไม่ ชาวต่างประเทศที่แปลงชาติเป็นคนไทยแล้ว ยังมีสิทธิที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองได้ ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าแล้วลาออกเป็นคนไทยจึ่งควรอนุญาต

พระยาศรีวิสารวาจา ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศ เนติบัณฑิตอังกฤษ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มอบหมายให้ร่วมกับเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ และเรมอนต์ บี สตีเวนส์ ยกร่างรัฐธรรมนูญถวาย ก่อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แถลงว่า เมื่อมีการปกครองแบบราชาธิปไตยอำนาจจำกัดแล้ว พระมหากษัตริย์ย่อมอยู่เหนือเป็นที่เคารพสักการะ และพระองค์ท่านเองก็ดำรงอยู่เหนือการเมือง เพราะฉะนั้นพระบรมวงศานุวงศ์ย่อมต้องดำรงฐานะเช่นนั้นด้วยกัน ถ้าให้พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ แต่ยอมให้พระบรมวงศานุวงศ์เกี่ยวข้องแก่การเมืองแล้ว ก็ต้องมีการโต้แย้งซึ่งกันและกัน ซึ่งอาจพลาดไปถึงพระองค์ท่านได้ซึ่งเป็นการขัดกันในตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ก่อนการอภิปรายในมาตรานี้ พระยามโนปกรณ์ฯ ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขามาว่า

“กล่าวโดยหลักการพระบรมวงศานุวงศ์ย่อมดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพเหนือความที่จะพึงถูกติเตียน ไม่ควรแก่ตำแหน่งการเมืองซึ่งเป็นการงานที่นำมาทั้งในทางพระเดชและพระคุณย่อมอยู่ในวงอันจะต้องถูกติถูกชม อีกเหตุหนึ่งจะนำมาซึ่งความขมขื่นในเมื่อเวลาทำ Electoral Campaign อันเป็นเวลาที่ต่างฝ่ายหาโอกาส Attrack ซึ่งกันและกัน พระยามโนฯ เห็นว่า เพื่อความสงบเรียบร้อยสมัครสมานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในระหว่างเจ้านายกับราษฎรควรถือเสียว่าพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปย่อมดำรงอยู่เหนือการเมืองทั้งหลาย ส่วนในทางที่เจ้านายจะช่วยทะนุบำรุงประเทศบ้านเมืองก็ย่อมมีโอกาสบริบูรณ์ในทางตำแหน่งประจำและตำแหน่งอันเกี่ยวแก่วิชชาเป็นพิเศษอยู่แล้ว จึ่งหารือมานั้น ฉันเห็นด้วยตามความคิดของพระยามโนฯ ทุกประการ”

จะเห็นได้ว่า ทั้งกรรมการยกร่างๆ และสภาผู้แทนราษฎรที่อภิปรายล้วนเป็นนักกฎหมายแห่งยุค ซึ่งกอปรรวมจากทุกฝ่ายทั้งคณะราษฎรและมิใช่คณะราษฎร เพื่อให้ได้ความเห็น ข้อสรุปที่อยู่บนหลักการอันถูกต้องเพื่อเป็นแนวทางในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขต่อไป

หลังการอภิปรายกันมาพอสมควร ประกอบกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาเห็นชอบกับแนวทางของคณะอนุกรรมการยกร่าง ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรในสมัยนั้นก็เห็นชอบกับบทบัญญัติในมาตรานี้ เป็นหลักของประเพณีการปกครองสืบต่อมา

เขต 1 สระแก้วระอุ ตระกูลเทียนทองเปิดศึกแย่งเก้าอี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/580174

  • วันที่ 13 ก.พ. 2562 เวลา 07:53 น.

เขต 1 สระแก้วระอุ ตระกูลเทียนทองเปิดศึกแย่งเก้าอี้

โดย…สวาท เกตุงาม

หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 23 ม.ค. แต่ละพรรค และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันรับสมัคร ระหว่างวันที่ 4-8 ก.พ.ที่ผ่านมา มีผู้สมัคร สส.จำนวน 65 คน จาก 22 พรรค มี 3 เขตเลือกตั้ง แต่ที่แข่งขันดุเดือด ช้างชนช้างคือ เขต 1

สำหรับผู้สมัคร สส.สระแก้ว สนามเลือกตั้งเขต 1 มี ตระกูลเทียนทอง แตกเป็น 2 ขั้ว 2 พรรค ชิงกันเอง มี ฐานิสร์ เทียนทอง อดีต สส.สระแก้ว คว้าเก้าอี้ทุกสมัย ส่วนหลานชาย เสนาะ เทียนทอง หนีจากพรรคเพื่อไทย (พท.) หันมาซบพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ทำให้พรรคเพื่อไทยเขต 1 ว่างลง เสนาะ จึงดึง สนธิเดช เทียนทอง รองนายกเทศบาลตำบลวัฒนานคร หลานชาย เช่นเดียวกัน มาอยู่พรรคเพื่อไทย ชิงเก้าอี้ สส.สระแก้ว เขต 1 ทำให้เกิดศึกตระกูลเทียนทอง ชิงกันเอง ซึ่งชาวสระแก้วต่างรู้สึกงงไปตามๆ กันว่า เกิดอะไรขึ้นกับ “ตระกูลเทียนทอง”

ดังนั้น ศึกชิงเก้าอี้ สส.เขต 1 สระแก้ว ระหว่าง ฐานิสร์ เบอร์ 1 พรรคพลังประชารัฐ อาจจะได้เปรียบ เนื่องจาก ฐานิสร์ ได้วางฐานคะแนนเสียงไว้อย่างเหนียวแน่นมาทุกสมัย ด้วยเหตุนี้โอกาสที่จะได้นั่งเก้าอี้ สส.สระแก้ว เขต 1 ค่อนข้างสูงหากไม่การพลิกล็อก ส่วน สนธิเดช เบอร์ 10 พรรคเพื่อไทย รองนายกเทศบาลตำบลวัฒนานคร ยังไม่เคยลงเล่นการเมืองระดับประเทศมาก่อน แต่ด้วยบารมีของ เสนาะ ที่สังกัดเพื่อไทย ทำโอกาสที่ได้นั่งเก้าอี้ สส.เขต 1 นั้นค่อนข้างสูงเช่นกัน

สำหรับ อาทิติ งามวงษ์ หรือครูสมควร เบอร์ 4 อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หลังจากเกษียณอายุราชการ ได้คลุกคลีอยู่กับกลุ่มจิตอาสา ทำความดีมาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป โอกาสที่จะทำคะแนนตีตื้น หรือพลิกล็อก ได้นั่งเก้าอี้ สส.สระแก้ว เขต 1 ก็เป็นได้

ขณะที่ ภัทรพล มานะสร้าง เบอร์ 12 ข้าราชการเกษียณ เป็นนักจิตอาสา เป็นนักพูด นักจัดรายการ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และยังทำกิจกรรมทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่รู้จักของคนสระแก้ว เขต 1 มิใช่น้อย โอกาสที่จะได้คะแนนพลิกล็อกเป็น สส.เขต 1 เช่นเดียวกัน ส่วน สุทธิรักษ์ วันเพ็ญ เบอร์ 8 พรรคเสรีรวมไทย อดีตผู้สมัคร สส.สระแก้ว สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ มาหลายสมัย แต่ต้องพ่ายแพ้ตระกูลเทียนทอง มาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม การชิงเก้าอี้ สส. ครั้งนี้ ด้วยความมั่นใจในนโยบายของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และเป็นจุดยืนในการหาเสียง จึงเชื่อได้ว่าไม่ด้อยไปกว่า ผู้สมัคร สส.คนอื่น จึงมั่นใจว่าสส.สระแก้ว เขต 1 ต้องมาแน่แต่ก็ประมาท สุระพง ธรรม วรางกูร เบอร์ 13 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไม่ได้ เพราะเคยเป็นทั้งนักพูด นักจัดรายการวิทยุ และเป็นวิทยากรในงานต่างๆ มาอย่างโชกโชน จึงเป็นผู้กว้างขวาง เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป โอกาสที่จะได้นั่งเก้าอี้ สส.ก็มีมากเช่นกัน

สนามเลือกตั้งเขต 2 มีผู้สมัคร สส. ประกอบด้วย พล.อ.ชวลิต สาลีติ๊ด พรรคประชาธิปัตย์ เป็นนักการเมืองน้องใหม่ ยังไม่เคยเล่นการเมืองมาก่อน แต่ได้เปรียบที่ได้ปฏิบัติกิจกรรมทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ลง พื้นที่มาโดยตลอด และเข้าถึงชาวบ้านอีกด้วยตลอดระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น การเข้าถึงประชาชนจึงได้เปรียบ ส่วน พ.ต.อ.พายัพ ทองชื่น พรรคเพื่อไทย อดีต สว.สระแก้ว คนสนิท เสนาะ เป็นที่รู้จักของชาวสระแก้วทั้งจังหวัดเป็นอย่างดี เนื่องจากเคยได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภามาแล้ว

แต่ยังมี ตรีนุช เทียนทอง อดีต สส.สระแก้ว ทุกสมัย หลานเสนาะ หนีจากพรรคเพื่อไทย มาซบพรรคพลังประชารัฐ ยังมีฐานคะแนนเสียงอย่างคับคั่ง ดังนั้นโอกาสที่จะได้คะแนนมาอันดับ 1 ค่อนข้างสูงเช่นกัน

สนามเลือกตั้งเขต 3 มี สรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย บุตรชาย เสนาะ อดีต สส.สระแก้ว ทุกสมัย ลงพื้นที่ทำกิจกรรมทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน โอกาสจะได้รับชูมือเป็น สส.สระแก้ว ก็เป็นได้สูง ส่วน สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ อดีตสมาชิก อบจ.สระแก้ว และ สท.หลายสมัย พรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้กว้างขวางในพื้นที่ เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

ประกอบกับมีน้องชายเป็นถึง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว ถึงแม้จะมีกฎระเบียบห้ามข้าราชการหาเสียง หรือห้ามมีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง แต่โดยลักษณะนิสัยของคนไทยจะมีความเกรงใจ และเป็นระบบอุปถัมภ์อยู่ อาจได้รับเลือกเป็น สส.สระแก้ว ได้เช่นกัน

ด้าน พรพล เอกอรรถพร อดีตผู้สมัคร สส.สระแก้ว ทุกสมัย พรรคประชาธิปัตย์ แต่ต้องพ่ายแพ้ให้กับตระกูลเทียนทองทุกครั้ง เป็นอีกคนหนึ่งที่ต่อสู้บนเส้นทางการเมืองมาโดยตลอด โดยไม่ย่อท้อ และมีคะแนนตีตื้นมาโดยตลอดเช่นกัน

การเลือกตั้ง สส.ในยุคสื่อสารไร้พรมแดน โอกาสพลิกล็อกทางการเมืองสามารถเกิดขึ้นตลอดเวลา ต้องจับตาดูให้ดี พรพลอาจเป็นผู้หนึ่งที่พลิกเกมการเมืองก็เป็นได้

สมการใหม่หากยุบทษช. อยู่ที่’เพื่อไทย’จะแก้เกม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/580010

  • วันที่ 12 ก.พ. 2562 เวลา 06:41 น.

สมการใหม่หากยุบทษช. อยู่ที่'เพื่อไทย'จะแก้เกม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จุดเปลี่ยนสำคัญหากมีการยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) อันเนื่องจากกระทำการที่ไม่บังควร อาจทำให้เครือข่ายระบอบทักษิณได้รับผลกระทบในการเลือกตั้ง แต่กรณีนี้คนทางไกลอาจแก้เกมได้ เพราะมีพรรคเพื่อไทยเป็น “พรรคสำรอง” รองรับจำนวน สส.ที่อาจสูญเสียไปได้

เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า กรณีพรรคการเมืองใดทำผิดกฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 92 (2) เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหลักฐานอันควรเชื่อว่าการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น โดยกฎหมายกำหนดไว้ในวงเล็บสองที่ระบุว่า “การ กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

เจษฎ์ กล่าวว่า สิ่งที่หมายถึง “อาจ” ก็ต้องเข้าไปดูในประกาศพระราชโองการสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ระบุไว้ว่า “การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติ ถือเป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” ส่วนนี้อาจตีความได้ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสำนักงาน กกต.ต้องพิจารณาดำเนินการ ส่วนจะดำเนินการอย่างไรขึ้นอยู่กับทาง กกต.ต่อไป

“เขาให้นายทะเบียนก็คือเลขาธิการ กกต. จากนั้นส่งต่อให้กับทางคณะกรรมการ กกต.ชุดใหญ่เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นแล้วว่ายุบก็คือยุบ ไม่ยุบก็คือไม่ยุบ ทั้งนี้ควรเป็นการพิจารณาก่อนการเลือกตั้งดีที่สุด” นักวิชาการด้านกฎหมายฯ กล่าว

สำหรับจุดเปลี่ยนทางการเมืองหลังจากนี้ยังไม่สามารถบอกได้ แต่ว่าจุดเปลี่ยนของพรรค ทษช.มีอยู่แน่นอน ต้องดูว่าถ้า ทษช.ยังเดินต่อไป คะแนนที่ประชาชนจะเลือกอาจลดน้อยลงไปหรือไม่  โดยแยกวิเคราะห์ได้ 2 ทาง 1.อาจมีคะแนนตีกลับความรู้สึกของประชาชนที่สนับสนุน ทษช.ที่รู้สึกว่าอาจผิดหวัง 2.มีความรู้สึกว่ายิ่งต้องสนับสนุนพรรคต่อไป ซึ่งนั่นมีโอกาสเป็นไปได้ทั้งสองทางในกรณีที่ ทษช.ยังอยู่

นักวิชาการด้านกฎหมายฯ กล่าวว่า ส่วนกรณีหากพรรค ทษช.ถูกยุบก็ไม่ต้อง พูดถึงพรรคนี้แล้ว ประชาชนอาจเบนทิศทางไปพูดถึงพรรคการเมืองอื่นที่เป็นเครือข่ายของพรรคเดิมว่าจะเป็นอย่างไร อาจเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือประชาชนไม่เอา ไม่ให้การสนับสนุนแล้วเมื่อเกิดกรณีเช่นนี้ และอีกทางคือแบบนี้ยิ่งต้องสู้ต้องให้คะแนนพรรคการเมืองนี้ โอกาสเป็นไปได้ทั้งสองทางเช่นกัน เพราะเมื่อเลือกพรรค ทษช.ไม่ได้ ก็ต้องไปเลือกพรรคการเมืองในกลุ่มเครือข่ายแทนได้

สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการ ผู้ชำนาญการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า จากก่อนหน้านี้ที่มีชื่อของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ทษช. ทำให้กระแสของพรรคดีขึ้นเห็นได้จากการส่งผู้สมัคร สส.เพิ่มจาก 150 คน เป็น 175 คน แต่พอหลังมีพระราชโองการกระแสก็ลดลง และเมื่อไม่มีการเสนอชื่อนายกฯ ก็จะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชน ยังไม่รวมกับสถานภาพความไม่แน่นอนของพรรคที่สุ่มเสี่ยงจะถูกยุบพรรคอีก

อย่างไรก็ตาม ในกรณีการไม่มีอยู่ของพรรค ทษช.ย่อมส่งผลต่อทิศทางการเมืองและการจับขั้วกันในอนาคตโดยเฉพาะกับ 100 เขตของพรรค ทษช.ที่พรรคเพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัคร หากคำนวณดูจากเลือกตั้ง 2554 จะเป็นฐานเดิมของเพื่อไทย 3 ล้านคะแนน หรือ 40-50 ที่นั่ง ซึ่งเชื่อว่าจะกระจายไปยังฝั่งตรงข้ามอย่างพรรคพลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์น้อยกว่าฝั่งกลุ่มที่เรียกตัวเองฝ่ายประชาธิปไตย อย่างเสรีรวมไทย เพื่อชาติ อนาคตใหม่

สติธร กล่าวว่า ในแง่ของความเสี่ยงที่อาจเป็นเหตุให้ยุบพรรค ทษช.ได้นั้น หากพรรคยังเลือกที่จะสู้เต็มตัวแล้วในอนาคตเกิดไปถูกยุบทีหลัง ก็อาจกระทบกับคะแนนที่ได้ไม่ว่ากรณีชนะได้ที่หนึ่งในเขตเลือกตั้งหรือได้ที่สองที่สาม ซึ่งจะทำให้คะแนนตรงนั้นสูญหมด ซึ่งไม่เป็นผลดีกับขั้วการเมืองที่ตัวเองสนับสนุน ดังนั้นอาจต้องยอมเสียสละเพื่อประโยชน์ มองเป้าหมายถอนตัวเองออกไป

ศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กรณีสมมติหากมีการยุบพรรค ทษช. ย่อมทำให้ตัวแสดงในการแข่งขันหายไปร้อยกว่าคน ขณะที่พรรคที่หายไปก็จะกระทบกับพรรคพันธมิตร รวมไปถึงการจัดตั้งรัฐบาล และการต่อรองทางการเมือง ซึ่งจะทำให้พรรคเพื่อไทยต้องอ่อนกำลังลงไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ส่วนจะทำให้เกิดกระแสตีกลับคนหันไปเลือกพรรคเพื่อไทยมากขึ้นหรือไม่ ตรงนี้อาจต้องไปดูต่อว่าคำอธิบายเรื่องการยุบพรรคนั้นสมเหตุสมผลแค่ไหน รวมทั้งต้องดูจังหวะเวลาของการยุบพรรค ถ้ายุบก่อนเลือกตั้งก็อาจเกิดกระแสตีกลับได้ แต่ถ้ายุบหลังเลือกตั้งก็คงจะไม่เกิดกระแสเห็นใจ แต่คนที่ปวดหัวก็คือ กกต. เพราะคะแนนที่ประชาชนลงคะแนนแล้วจะคิดอย่างไร

ศ.ไชยันต์ กล่าวว่า กรณีการยุบพรรคก็อาจทำให้ฝ่ายเพื่อไทยได้คะแนนน้อยลงและทำให้ฝั่งตรงข้ามได้คะแนนมากขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยว่าจะแก้เกมอย่างไรให้ดึงคะแนนส่วนนั้นกลับมาได้ ไม่กระจายไปยังฝั่งตรงข้าม เพราะกรณีพรรคที่ถูกยุบไปนั้นแต่คะแนนเสียงของ ทษช.ในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็ยังอยู่ อยู่ที่ว่าจะดึงกลับมาได้แค่ไหน เพราะคนกลุ่มนี้ก็คงไม่หันไปเลือกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

“สนามเลือกตั้งตาก” พปชร.-พท.-ภท. เดิมพันล้มแชมป์เก่าปชป.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/580001

  • วันที่ 11 ก.พ. 2562 เวลา 20:39 น.

"สนามเลือกตั้งตาก" พปชร.-พท.-ภท. เดิมพันล้มแชมป์เก่าปชป.

จังหวัดตากเป็นอีกสนามเลือกตั้งที่น่าจับตาว่า “ประชาธิปัตย์” จะสามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้อีกสมัยหรือไม่

**********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

สนามเลือกตั้ง จ.ตาก ที่เคยเป็นเขตยึดครองของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ทั้ง 3 เขต ไม่เคยมีพรรคอื่นสามารถเบียดแทรกได้มาหลายสมัย แต่ศึกเลือกตั้งครั้งนี้หลายพรรคต่างส่งผู้สมัครลงทุกเขต ต้องจับตาว่า ปชป.จะสามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้อีกสมัยหรือไม่ ทำให้สนามเลือกตั้งจ.ตาก แข่งขันอย่างดุเดือดแน่ โดยเฉพาะเขต 1 และ เขต 3 ถึงขั้นชิงดำเลยทีเดียว

สนามเลือกตั้งเขตที่ 1 ประกอบด้วย อ.เมือง กิ่ง อ.วังเจ้า และ อ.บ้านตาก (ยกเว้น ต.เกาะตะเภา ต.ท้องฟ้า) ถือว่าเป็นเขตช้างชนช้าง และมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดอย่างแน่นอน เพราะมี นพ.เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เบอร์ 2 แชมป์เก่าว่า จะสามารถป้องกันแชมป์ได้หรือไม่ เนื่องจาก ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เบอร์ 10 ซึ่งเป็น อดีต สส.เก่า เมื่อปี 2548 และเป็นบุตรชายคนโตของ ณัฐวุฒิ ทวีเกื้อกูลกิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตาก ทำคะแนนไล่บี้ ถึงหายใจรดต้นคอแล้ว เพียงแค่ช่วงแรกของการออกสตาร์ทเท่านั้นกระแสความนิยมเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง แถมยังมี ณพล ชยานนท์ภักดี พรรคเพื่อชาติ (พช.) เบอร์ 3 ประสงค์ นามเสถียร พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เบอร์ 8 กำลังทำคะแนนตามมาติดๆ ซึ่งเขตมีแนวโน้มถึงขั้นชิงดำ ใครเข้าวินนั้นอยู่ที่ว่าลงทำคะแนนเสียงได้ดีแค่ไหนและนโยบายพรรคถูกใจประชาชนมากน้อยแค่ไหน

สนามเลือกตั้งเขตที่ 2 ประกอบด้วย อ.แม่สอด (ยกเว้น ต.แม่กาษา) พบพระ และ อ.อุ้มผาง มี ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 4 เป็นต่อคู่แข่งรายอื่นๆ อยู่หลายขุมทีเดียว ตั้งแต่เปิดตัวลงสมัคร สส.เขตนี้ ชัยวุฒิน่าจะแบเบอร์ เพราะด้วยประสบการณ์อยู่บนถนนการเมืองมายาวนาน ชื่อเสียงบารมีล้นหลามและเป็นอดีต สส.ทุกสมัย ที่สำคัญเคยดำรงตำแหน่งอดีต รมว.อุตสาหกรรม แต่ก็ประมาท ฑีฆะพล ทวีเกื้อกูลกิจ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เบอร์ 5 ไม่ได้ นอกจากเป็นบุตรชายคนเล็กของ ณัฐวุฒิ ทวีเกื้อกูลกิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตากที่มีฐานเสียงแน่นจากคนฐานรากแล้วยังเป็นคนรุ่นใหม่จบดีกรีระดับดอกเตอร์ที่ชาวตากต้องการความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ดังนั้น เขตนี้โอกาสฝ่ายตรงข้ามล้มแชมป์เก่าก็เป็นไปได้สูงทีเดียว

ส่วน ณัฐวัฒน์ ชัยสงค์ พรรคพลังท้องถิ่นไทย เบอร์ 10 รวมทั้งผู้สมัครจากกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชาวม้ง เป็นได้แค่ไม้ประดับ ทั้ง ชัยวุฒิ และ ฑีฆะพล ฝ่ายไหนจะกำชัยชนะครั้งนี้ต้องรอลุ้นหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย

สนามเลือกตั้งเขตที่ 3 ประกอบด้วย อ.สามเงา บ้านตาก (ยกเว้น ต.เกาะตะเภา ท้องฟ้า) อ.แม่ระมาด ท่าสองยาง และแม่สอด (ยกเว้น ต.แม่กาษา) ส่อเค้าแข่งขันกันดุเดือดรุนแรงแน่ แชมป์เก่า ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 8 ซึ่งเป็นบุตรชายคนเล็กของ เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ฐานเสียงแน่นและแรงหนุนปึ้ก แต่ผู้ท้าชิง ภาคภูมิ บูลย์ประมุข พรรค พลังประชารัฐ เบอร์ 3 ซึ่งเป็นอดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตาก ฐานเสียงแน่นไม่แพ้กัน คู่นี้ถือว่าเป็นมวยถูกคู่ แพ้ชนะอยู่ที่ช่วงจังหวะออกหมัดว่าจะเข้าเป้ามากน้อยแค่ไหน

ส่วน ชัยณรงค์ มะเดชะ พรรคเพื่อไทย เบอร์ 9 ดีกรีไม่ธรรมดาเคยเป็นถึงอดีตนายกเทศมนตรี ต.แม่ระมาด เช่นเดียวกับ อมรเทพ นันตาสาย พรรคเพื่อชาติ เบอร์ 5 อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่กาษา และ สุกัลยา โชคบำรุง พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 7 ตัวสอดแทรกที่มองข้ามไม่ได้เพราะแต่ละคนกำลังโกยคะแนนเสียงไล่ตามมาแบบหายใจรดต้นคอ

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูภาพรวมของสนามเลือกตั้งทั้ง 3 เขต จ.ตาก คงจะเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย ต่างก็มีฐานเสียงแข็งแกร่ง แต่ที่น่าจับตาดูเป็นอย่างยิ่งว่า ศึกเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.นี้ พรรคประชาธิปัตย์จะยังคงรักษาฐานที่มั่นไว้ได้ทั้ง 3 เขตหรือไม่

ยาแรงวงการ “แป๊ะเจี๊ยะ” พลิกสารพัดวิธีติดสินบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/579918

  • วันที่ 11 ก.พ. 2562 เวลา 07:26 น.

ยาแรงวงการ "แป๊ะเจี๊ยะ" พลิกสารพัดวิธีติดสินบน

เมื่อมีนโยบายมีกฎหมายที่ชัดเจน สังคมไทยจะเกิดการรับรู้ว่าแป๊ะเจี๊ยะคือสิ่งที่ไม่ถูกและต้องกำจัดไป

**********************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

มาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับเงินหรือประโยชน์ เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา สังกัด สพฐ.คงต้องเปลี่ยนแปลงไป หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบข้อเสนอคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เสนอให้ยกเลิกเกณฑ์การรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ 7 ข้อ เช่น บุตรข้าราชการครู รับนักเรียนที่ทำคุณประโยชน์ให้โรงเรียนต่อเนื่อง รับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษตามข้อตกลงในการจัดตั้งโรงเรียน ฯลฯ เนื่องจากเป็นต้นตอให้เกิดปัญหาการทุจริตขึ้นในวงการศึกษา

สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยอมรับว่า ปีที่ผ่านมาเราไม่ได้เห็นข่าวเรื่องการรับเงินหรือแป๊ะเจี๊ยะในสถานศึกษา หลัง ป.ป.ช.เข้าไปมีส่วนร่วมแก้ไข ถือว่าเห็นผลทันทีในเรื่องการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะหยุดชะงักลงทันที การที่ ป.ป.ช.เข้าไปแทรกแซงถือว่ามีข้อดี เพราะมีคำหลายคำที่หลังจากนี้คนจ่ายเงินหรือจ่ายแป๊ะเจี๊ยะต้องระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากการจ่ายเงิน “เท่ากับติดสินบนแล้ว” อีกทั้งยังมีความผิดทางคดีอาญา

“วัฒนธรรมเรื่องการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะมันอาจจำเป็นต้องใช้ยาแรงขึ้น เชื่อว่าในระยะเวลา 3-4 ปีจากนี้เรื่องจ่ายแป๊ะเจี๊ยะต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะหลังมีประกาศคณะรัฐมนตรีรับทราบแล้ว มีข้อเสนอแนะหลายเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องพิจารณา เช่น เรื่องกรณี 7 ข้อพิเศษพิจารณาเข้าเรียนควรยกเลิกหรือไม่ ทาง สพฐ.อาจต้องทบทวนพิจารณาใหม่ เนื่องจากมันคือจุดอ่อนที่เปิดช่องโหว่”

ในมุมมองส่วนตัว สมพงษ์เห็นว่ากฎหมายใหม่ที่ออกมานี้ดูดีขึ้นทันกับสถานการณ์ อาจทำให้กระบวนการจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยะในสถานศึกษาหยุดไปชั่วคราว และรูปแบบการให้แป๊ะเจี๊ยะจะอยู่ได้อีกประมาณ 2-3 ปี

สมพงษ์ กล่าวว่า แต่บางเรื่องที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องจะทำอย่างไรให้โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดกลางที่มีอยู่ให้มีคุณภาพดีขึ้นกว่าเดิม ได้รับเงินงบประมาณเพิ่มขึ้น ในสถานการณ์ปัจจุบันเรื่องความแตกต่างของโรงเรียน เรื่องความเหลื่อมล้ำสูงขนาดไหน ส่วนนี้น่าคิดว่าต้องทำอย่างไรให้คุณภาพของโรงเรียนเกิดความใกล้เคียงกันมากที่สุด

“กรณีการจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยะส่วนตัวยังมองว่ามีปัญหาอยู่ โดยโรงเรียนที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จะรับนำกฎหมายนี้ไปปฏิบัติหรือไม่ หากรับแล้วจะปฏิบัติตามที่ ป.ป.ช.เสนอหรือไม่ ขณะเดียวกันสิ่งที่เห็นช่องว่างอยู่คือการตีความเรื่องแป๊ะเจี๊ยะเป็นการจ่ายสินบน จะมีบทลงโทษเด็ดขาดจริงจังแค่ไหน ตรงนี้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน” สมพงษ์ ระบุ

นักวิชาการครุศาสตร์ คาดการณ์ว่า อีก 2-3 ปี จะเห็นรูปแบบแป๊ะเจี๊ยะในวิธีอื่น เช่น การจองโรงเรียนกันตั้งแต่เกิด ย้ายทะเบียนบ้านใกล้โรงเรียนดัง จ่ายแป๊ะเจี๊ยะที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น รถประจำตำแหน่ง พาครูไปศึกษาดูงานต่างประเทศ ทั้งโรงเรียน ซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์ แอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า จ้างครูสอนภาษาอังกฤษ ฯลฯ ต่อไปรูปแบบนี้สังคมไทยได้เห็นอย่างแน่นอน นั่นหมายความว่ารูปแบบเดิมจะปรับเปลี่ยนจากเงินไปสู่การจ่ายแบบวัตถุสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ และใช้กับเด็กนักเรียนทุกคนมากขึ้น ที่สำคัญยังสร้างขวัญกำลังใจให้กับครู และเป็นโปรแกรมพิเศษๆ ทำให้โรงเรียนเป็นที่ยอมรับ

“มันจะไม่ใช่รูปแบบตัวเงินอีกต่อไป เพราะถ้าโจ๋งครึ่มจะถือเป็นความผิดตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นสินบน ต่อไปคงมีหลายรูปแบบอื่นเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่เรื่องการจ่ายเงินเหมือนเดิม ทั้งนี้ ระเบียบ ป.ป.ช.ที่เกิดขึ้นมาถือเป็น ยาแรงจะช่วยลดปัญหาเรื่องแป๊ะเจี๊ยะลงได้ระดับหนึ่ง ทุกข้อเสนอแนะในทุกประเด็นมีข้อดีหมด เพียงแต่จะได้รับการนำไปปฏิบัติทุกข้อหรือไม่ขึ้นอยู่กับหน่วยงานต้นสังกัดมากกว่า โดยเฉพาะ สพฐ.” สมพงษ์ กล่าว

มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) มองว่า การศึกษาต้องเปิดโอกาสให้เท่าเทียมกันสำหรับคนไทยทุกคน แต่ว่ากลุ่มคนที่มีศักยภาพที่สามารถจ่ายเงินจำวนมากได้ก็ต้องมีทางเลือกของกลุ่มคนเหล่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นโรงเรียนเอกชน โปรแกรมการศึกษาพิเศษ ไม่เป็นการปิดกั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการดำเนินการของ ป.ป.ช.มาถูกทางแล้ว เนื่องจากการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นของประเทศไทยต้องออกมาตรการเป็นชุดๆ ในรูปแบบเฉพาะเรื่องเฉพาะราว

“อนาคตเรื่องการแต่งตั้งเฉพาะเรื่อง เช่น การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การซื้อขายตำแหน่งในวงการตำรวจ เป็นต้น ก็ต้องมีการออกกฎหมายเฉพาะเพิ่มเติมออกมา ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่จะไปกวาดเหมารวมไม่สามารถไปทำประโยชน์อะไรได้ วิธีการเฉพาะเจาะจงเป็นประโยชน์มากกว่า”

เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เชื่อว่า เรื่องการรับแป๊ะเจี๊ยะจะเปลี่ยนไปแน่นอน เพียงแต่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะสั้นและทั้งหมด แต่จะดีขึ้น ระบบจะไปอย่างถูกต้องเท่าเทียม ส่วนคนที่จะทุจริตจะหาช่องทาง หาโอกาสต่อไปเรื่อยๆ

“เชื่อว่าอีกสักระยะถ้าเราพยายามทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับเด็กยากจน เด็กบ้านใกล้โรงเรียนมีโอกาสได้เรียนโรงเรียนดีมีคุณภาพ นั่นคือสิ่งที่สังคมต้องการเห็นมากที่สุด เด็กจะได้รับโอกาสเพิ่ม”

แต่จะสกัดการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะหรือสินบน แต่มานะเชื่อว่ายังมีผู้ปกครองบางคน ผู้บริหารสถานศึกษาพยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดช่องทางช่องโหว่ในการเรียกรับเงินในรูปแบบต่างๆ ซึ่งต้องพยายามปิดกั้นช่องทางเหล่านั้นให้ได้ โดยต้องครอบคลุมทุกคำ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า แป๊ะเจี๊ยะ บริจาค ฯลฯ ต้องดูวิเคราะห์อย่างรัดกุม ซึ่งต้องใช้เวลาอีกสักระยะ แต่ถือว่าเห็นเป็นรูปธรรมรอบคอบมากขึ้น

มานะ กล่าวทิ้งท้ายว่า ต่อไปหลังจากนี้สังคมจะเกิดการรับรู้ว่าแป๊ะเจี๊ยะคือสิ่งที่ไม่ถูกและต้องกำจัดไป คนให้และคนรับเงินล้วนแต่เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เมื่อมีนโยบายมีกฎหมายที่ชัดเจนเท่ากับการตีตราในระบบว่าเรื่องแหล่านี้ไม่ถูกต้อง ใครที่พูดว่า “ใครเขาก็ทำกัน ในระบบมีอยู่” จะเป็นคำอธิบายที่จะไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป ดังนั้นเรื่องทัศนคติ ค่านิยมของสังคมจึงเป็นเรื่องจำเป็น

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” แม่ทัพใหญ่พลังประชารัฐวางกลยุทธ์พิชิตเมืองกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/579896

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 17:44 น.

"ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ" แม่ทัพใหญ่พลังประชารัฐวางกลยุทธ์พิชิตเมืองกรุง

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐกับบทบาทแม่ทัพใหญ่นำผู้สมัครกว่า 30ชีวิตสู้ศึกเลือกตั้งกรุงเทพฯ

**********************

โดย…ปริญญา ชูเลขา

กรุงเทพมหานครนับเป็นสมรภูมิเลือกตั้งที่ดุเดือดที่สุดที่ทุกพรรคต้องการคว้าชัยเช่นเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มี “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รองหัวหน้าพรรคเป็นแม่ทัพใหญ่ ผู้นำในการพาผู้สมัครกว่าสามสิบชีวิต ลงสู้ศึกสมรภูมินี้ โอกาสนี้โพสต์ทูเดย์สัมภาษณ์พิเศษถึงยุทธศาสตร์และกลยุทธ์คว้าชัยชนะเหนือคู่แข่งทางการเมือง

ณัฏฐพล ในฐานะศิษย์เก่าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการพรรค กล่าวว่า แม้จะยากสำหรับพรรคใหม่อย่าง พลังประชารัฐ เพราะต้องสู้กับเจ้าของพื้นที่เดิม คือ ประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยที่มีอดีต สส.หลายสมัย แต่สำหรับกลยุทธ์ของพลังประชารัฐ คือ การผสมผสานระหว่างนักการเมืองท้องถิ่นที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน กับคนรุ่นใหม่ทางการเมืองที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจมาเป็นตัวเลือกให้กับประชาชน

เหตุผลที่เลือกคนรุ่นใหม่ลงแข่งขัน เพราะคนเหล่านี้ต่างมีประสบการณ์ทางธุรกิจที่สามารถนำความสำเร็จตรงนั้นมาปฏิบัติใช้ในการแก้ปัญหาหนี้สินให้กับประชาชน นโยบายสธุรกิจสตาร์ทอัพ ธุรกิจเอสเอ็มอี หรือการให้ทุนคนรุ่นใหม่ในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างชีวิตตัวเองและครอบครัว

“สิ่งที่เราคิด คือ ผู้ที่จะมาทำนโยบายแก้ปัญหาความยากจนได้ต้องประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ทั้งชีวิตครอบครัวและการงานที่เข้าใจการวางแผนครอบครัวทั้งด้านการศึกษาและการลงทุนให้คนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตขึ้นมา จึงเลือกบุคลากรที่มีคุณลักษณะนี้มากกว่า และไม่เน้นส่งคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบเพราะขาดประสบการณ์ชีวิตและการงาน”ณัฏฐพล กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการคัดเลือกพื้นที่ที่จะนำคนรุ่นใหม่ลงแข่งขัน จะมีนักการเมืองท้องถิ่นในระดับ สก.หรือ สข.ที่ทำงานติดพื้นที่เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงทางการเมืองให้กับคนรุ่นใหม่ โดยเน้นพื้นที่ กทม.ด้านในเป็นหลัก ส่วนพื้นที่รอบนอก กทม.จะเน้นเป็นนักการเมืองเจ้าของพื้นที่ตัวเองมีความคุ้นเคยกับท้องถิ่นและชุมชนอยู่แล้ว เพราะพื้นที่รอบนอกมีการแข่งขันสูงกับเจ้าถิ่นเดิมทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ขณะที่คนรุ่นใหม่จะใช้สื่อโซเชียลมีเดียเพื่อทำให้ประชาชนได้รู้จัก เช่น เนวิน ภัชริน คนหนึ่งเป็นสถาปนิก โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนที่อยู่ในเมืองเพราะคนกรุงเทพฯ นิยมบริโภคสื่อผ่านโซเชียลมีเดีย

ณัฏฐพล กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์โซเชียลมีเดียจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ กระแสว่าที่นายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านมีโซเชียลมีเดียของตัวเองอยู่แล้ว จึงสามารถเชื่อมต่อกันได้ กระแสพรรคซึ่งต้องใช้เวลาในการพัฒนาเพื่อให้ประชาชนได้รู้จักมากที่สุด และกระแสตัวผู้สมัคร ทั้งอดีตนักการเมืองท้องถิ่นหรือคนรุ่นใหม่ ทุกคนมีพลังในตัวเองที่จะไปแสดงภาพลักษณ์และศักยภาพให้ประชาชนได้รู้จัก

“พื้นที่ที่คิดว่าน่าจะได้แน่นอน แต่ก็ไม่ได้ประมาท เช่น หนองจอก ลาดกระบัง คลองสามวา มีนบุรี คลองเตย บางแค ทุ่งครุ พญาไท เป็นพื้นที่ที่ผู้สมัครของพลังประชารัฐมีพลังในตัวเองสูงมั่นใจว่าจะต่อสู้ได้” ณัฏฐพล กล่าว

ในฐานะศิษย์เก่าประชาธิปัตย์ “ณัฏฐพล” ได้สะท้อนความคิดว่ามอง ปชป.เป็นเจ้าถิ่นที่ล้มยาก แต่คิดว่าคนกรุงเทพฯ ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง และต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยต่อเนื่อง นี่คือจุดแข็งของพรรค เพราะว่าใน กทม.คือ พื้นที่เศรษฐกิจและธุรกิจของประเทศ ซึ่งประชาชนต้องการความมั่นใจและความเชื่อมั่นจากนักลงทุนหรือนักธุรกิจ เพราะคนกลุ่มนี้มีความหวั่นไหวสูง ดังนั้นนี่คือจุดขาย คือ การสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนให้ต่อเนื่อง สำหรับเพื่อไทยมีจุดแข็งในพื้นที่รอบนอก ที่พรรคจะต้องแข่งขันการเข้าถึงประชาชนและชุมชน จึงบอกผู้สมัครทุกคนต้องลุยไปหาประชาชนแบบเคาะประตูถึงหน้าบ้าน เพราะบางพื้นที่ ปชป.ยังชนะ พท.ไม่ได้ เช่น สายไหม ดอนเมือง หรือบางเขน ฯลฯ โดยผู้สมัครจะต้องแข็งแรงในตัวเองในการปกป้องพื้นที่

“ผมเคยอยู่ ปชป.มาเคยคิดว่า ปชป.กวาดที่นั่งได้ทั้งหมด แต่กวาดในบางพื้นที่ของ พท.ไม่ได้ ดังนั้นผู้สมัครที่จะชนะ พท.ได้ต้องแข็งแรงจริงๆ และยุทธศาสตร์ของพลังประชารัฐ คือ ต้องเข้าใจปัญหาและความต้องการของประชาชน ผู้สมัครทุกคนต้องเดินไปเคาะตามประตูบ้าน ที่สำคัญดึงทีมงานของทั้งอดีต สส.ประชาธิปัตย์ หรืออดีตเพื่อไทยมาช่วยอย่างหนองจอก ลาดกระบัง มีนบุรี และคลองเตย ดังนั้นเมื่อดึงมือทำงานการเมืองมาแล้วเราหวังว่าจะสู้ได้แน่นอน”ณัฏฐพล กล่าว

ช่วงวิกฤตการณ์การเมือง 2557 “ณัฏฐพล” ลาออกจากการเป็น สส.ประชาธิปัตย์ เพื่อเข้าร่วมเป็นแกนนำในการชุมนุมของ กปปส. ซึ่งสนิทกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ในฐานะแกนนำ “ณัฏฐพล” มองว่าพรรคของท่านสุเทพวางภาพรวมเอาไว้ในการเลือกตั้ง คือ เพื่อหวังกระแส กปปส. และกระแสที่ไม่เอา ทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี ยังมีอยู่ ในภารกิจตรงนั้นการติดตามยังเหมือนเดิมหรือไม่ คงต้องพิสูจน์หลังเลือกตั้งและท่านเน้นเจาะบางเขตหลักๆ เช่น บึงกุ่มและคันนายาว เพราะเป็นพื้นที่ที่วางเป้าหมายกระแสของพรรคท่าน แตกต่างจากพื้นที่การเลือกตั้งในต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ เน้นสร้างความคุ้นเคยกับประชาชน เพราะต้องใช้เวลาในการสร้างความรู้จักหรือคุ้นเคย ให้ประชาชนเปลี่ยนมารักหรือชอบพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

“วิเคราะห์ภาพรวมกระแสคนกรุง เป็นกลุ่มคนที่เสพข้อมูลและรับข้อมูลในทุกรูปแบบหลังจากนั้นจะไปกลั่นกรองเอาว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร ในการเลือกอาจจะกรองไปจนถึง 3 วันสุดท้าย ดังนั้นทั้งกระแสว่าที่นายกรัฐมนตรีและนโยบายพรรคต้องผสมผสานกัน เพราะถ้าตัวว่าที่นายกฯ น่าสนใจแต่นโยบายไม่ดี และไม่เข้าใจการแก้ปัญหาจริงๆ ของคน กทม.อาจไม่เลือก ผมว่าทุกพรรคมีนโยบายที่ดี เช่น พรรคเล็กๆ พรรคหนึ่งเสนอให้เรียนฟรีถึง ป.โท แต่ก็ไม่ชนะ เพราะคน กทม.มองถึงความเป็นไปได้จริงของนโยบาย ดังนั้นนโยบายพลังประชารัฐ ที่นำเสนอ เรียกว่ามีความเป็นไปได้ เพราะเป็นแผนต่อยอดจากรัฐบาลนี้ได้ทำ” ณัฏฐพล กล่าว

ณัฏฐพล กล่าวว่า สำหรับนโยบายของกรุงเทพฯ พรรคได้นำเสนอนโยบายแก้ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ โครงการตั้งกองทุนรถแท็กซี่โดยได้เป็นเจ้าของรถ ไม่ต้องเช่า โครงการขยายเครือข่ายซูเปอร์ไว-ไฟให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่ว กทม. โครงการจัดตั้งตลาดสะอาดเขตละ 1 แห่ง โครงการขยายเครือข่ายรถไฟฟ้าทั่ว กทม.เพิ่มเติมจากปัจจุบัน โครงการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้แก้ปัญหาจราจร โครงการขยายสวนสาธารณะอย่างน้อยเขตละ 1 แห่ง โครงการนำรถยนต์เก่ามาใช้เป็นส่วนลดแลกซื้อรถไฟฟ้าได้คันละแสน โครงการสนับสนุนให้ใช้น้ำมันดีเซล บี20, โครงการก่อสร้างหอฟอกอากาศเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองทั่ว กทม. โครงการจัดตั้งจักรยานยนต์กู้ชีพเขตละ 50 คน เป็นต้น

นับเป็นการสานต่อนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันโดยเฉพาะปัญหาหนี้สิน ที่ต้องการดูแลค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยได้ลืมตาอ้าปากโดยจะสานต่อนโยบายของรัฐบาลเป็นการวางแผนเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงโอกาสด้วยการสำรวจเอกสารสิทธิต่างๆ ให้นำมาใช้ประโยชน์เป็นเรื่องที่สำคัญในอนาคตด้านการวางแผนผังเมือง และการลงทุนจากเอกสารสิทธิที่ประชาชนครอบครองอยู่ได้นำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

“ความเป็นไปได้จริงของนโยบายทางพรรคทำได้จริง เช่น แก้ปัญหามลภาวะสนับสนุนการปรับเปลี่ยนระบบขนส่งมวลชนเป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมด อาทิ รถเมล์เป็นรถไฟฟ้า รถแท็กซี่เป็นรถไฟฟ้า หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างควรหันมาใช้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าด้วย ลองคิดดูหากรถขนส่งสาธารณะนับแสนคันเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าจะทำให้อากาศ กทม.ดีขึ้นขนาดไหน รวมถึงการสร้างสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวใน 50 เขต ซึ่งแต่ละพื้นที่มีที่ว่างอยู่แล้ว เพียงแต่อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายใด สิ่งสำคัญคือต้องมีการประสานระหว่างรัฐบาลกับ กทม. ถือเป็นนโยบายสำคัญในการคำนึงถึงการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและอากาศที่บริสุทธิ์ ด้วยการทำที่ว่างทุกพื้นที่ให้เป็นพื้นที่สีเขียวคืนอากาศบริสุทธิ์แก่คนกรุง”ณัฏฐพล กล่าว

ณัฏฐพล กล่าวปิดท้ายว่า การชนะเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ไม่ใช่การปราศรัยหาเสียง แต่การชนะเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ได้ คือ การลงพื้นที่ให้ประชาชนได้รู้จักมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นการทำให้ประชาชนรู้จักผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ หรือโซเชียลมีเดีย และการเดินไปพบปะพี่น้องประชาชนด้วยตัวเองต่างหากที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำคะแนนการเลือกตั้ง ดังนั้นจะสู้อย่างเต็มที่เพราะทุกคะแนนจากประชาชนมีความสำคัญทุกคะแนนเสียง

“เปิดหลักสูตรเอง” แก้ปมคุณภาพนักศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/579838

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 07:51 น.

"เปิดหลักสูตรเอง" แก้ปมคุณภาพนักศึกษา

มหาวิทยาลัยต้องสอนเฉพาะทางแก้ปัญหาคุณภาพนักศึกษาไม่ตรงตามความต้องการ ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ ขาดคุณสมบัติ

*********************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

วิกฤตจำนวนผู้เรียนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากที่นั่งเรียนซึ่งเหลือจากการสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาหรือทีเคส ถึง 1.2 แสนที่ และอีกปัญหาหนึ่งที่รุมเร้ามหาวิทยาลัยหลายแห่ง นั่นก็คือเรื่องของปัญหาคุณภาพผู้จบการศึกษา

ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย ต้องแก้ปัญหานี้หลังจากพบว่ารับนักศึกษาใหม่เข้าทำงานแล้วทำงานไม่ได้ ด้วยการจัดอบรมพนักงานใหม่หรือปฏิเสธที่จะรับตั้งแต่ขั้นตอนสัมภาษณ์เข้าทำงาน หรือแม้กระทั่งบางแห่งถึงกับสร้างหลักสูตรขึ้นเองสำหรับการสมัครทำงานหรือทำข้อตกลงรับเข้าทำงาน และติดต่อกับบริษัทใหญ่ๆ ให้พร้อมจะพิจารณารับผู้ที่จบหลักสูตรดังกล่าวเข้าทำงาน

ณรงค์ศักดิ์ ภูมิศรีสอาด รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ และผู้แทนผู้รับใบอนุญาตวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ระบุว่า ก่อนหน้านี้บริษัทเคยรับนักศึกษาเข้ามาทำงานแล้วพบปัญหาไม่สามารถใช้งานนักศึกษาตามจุดประสงค์ที่ต้องการได้ ต้องจัดให้มีการอบรมเรียนรู้อีกหลายด้าน จึงมองว่าเป็นความสูญเปล่าของทรัพยากรบุคคลของประเทศ

“เมื่อเห็นแบบนั้นก็มีแนวคิดที่จะสร้างสถานศึกษาที่เรียนวิชาการไปด้วยและฝึกงานภาคปฏิบัติอาชีพไปด้วย และมองว่าบริษัทของเรามีความพร้อม จากนั้นก็เปิดศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์เปิดสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาธุรกิจค้าปลีก เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้มีความรู้ในด้านการค้าปลีกอย่างครอบคลุม และครบวงจรของการบริหารธุรกิจ เป็นการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมและความสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว วิชาที่สอนในหลักสูตรนี้จึงครอบคลุมในหลายๆ ด้าน เช่น บัญชี การขาย ธุรกิจค้าปลีก คอมพิวเตอร์เพื่องานอาชีพ ศิลปการขายการจัดแสดงสินค้า การบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิต” ณรงค์ศักดิ์ กล่าวและเล่าอีกว่า

การเรียนการสอนทางไกลของศูนย์เป็นแบบ 2 ทาง มีอาจารย์สอนจากส่วนกลางผ่าน ระบบ Video Conference ไปยังสถานศึกษา โดยอาจารย์และผู้เรียนสามารถคุยโต้ตอบกันได้ตลอดเวลาและเรียนภาคปฏิบัติจริงในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

นอกจากนั้น ยังได้เปิดสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ซึ่งนอกจากจะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางที่เน้นการศึกษาและวิจัยทางด้านธุรกิจค้าปลีกแล้ว ยังเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรที่ขาดแคลนทั้งคณะที่เปิดสอนด้านการเกษตร คณะที่เปิดสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงเปิดสอนหลักสูตรด้านการบิน

“เราเชื่อว่าแนวทางในการจัดการศึกษาของเรา สามารถตอบโจทย์การเรียนรู้และการทำงานยุคใหม่อย่างเท่าทันเป็นปัจจุบันได้ เพราะความรู้จากเทคโนโลยีที่นำมาสอนนั้นได้รับการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา และซอฟต์แวร์ที่ถูกคิดค้นขึ้น 80% ของทั้งหมดนั้นถูกใช้ในแวดวงของการค้าปลีก เราจึงทันโลกที่เปลี่ยนไปทุกนาทีเหมือนเรา และมีนักเรียนมาเรียนกับเราเพิ่มขึ้นทุกปี”

แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ จ๊อบไทย ระบุว่า พฤติกรรมของผู้ประกอบการในความต้องการรับคนเข้าทำงานในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต องค์กรต่างๆ เริ่มปรับตัว บางสายไม่เน้นไปที่ผู้จบการศึกษาจากศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งโดยตรงอีกต่อไป

“เทคโนโลยียุคใหม่เปิดโอกาสให้สามารถทำงานข้ามศาสตร์ได้มากขึ้น จึงหมายความว่าความรู้เฉพาะในห้องเรียนอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการทำงานยุคปัจจุบัน ต้องมีการอัพเดทความรู้เรื่องเทคโนโลยีตลอดเวลา ขณะเดียวกันหลายคนก็ใช้ศักยภาพที่มีทำงานอิสระ หรืองานฟรีแลนซ์มากขึ้น เพราะมองว่างานฟรีแลนซ์นั้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้มากกว่า”

หัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ จ๊อบไทย กล่าวอีกว่า เคยสำรวจพบว่า คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการทำงานประจำ และบางส่วนเลือกงาน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนคนที่ทำงานฟรีแลนซ์จากการเก็บตัวเลขของจ๊อบไทย มีอัตราอยู่ 4.36% เมื่อเทียบกับคนทำงานประจำ แบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มคน Gen X (คนที่มีอายุ 43 ปีขึ้นไป) = 6.62% จากคนที่สนใจทำงานฟรีแลนซ์ทั้งหมด Gen Y (คนที่มีอายุ 25-42 ปี) = 78.65% จากคนที่สนใจทำงานฟรีแลนซ์ทั้งหมด และ Gen Z (คนที่มีอายุไม่เกิน 24 ปี) = 14.74% จากคนที่สนใจทำงานฟรีแลนซ์ทั้งหมด โดยแนวโน้มความสนใจงานอิสระยังคงเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่จะกลับเข้าทำงานประจำ หากมีปัจจัยที่สนองตอบความต้องการดีพอ

สำหรับตัวเลขจากการสำรวจของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า สัดส่วนของคนทำงานอิสระหรือฟรีแลนซ์ต่อคนวัยทำงานทั้งหมด อยู่ที่ 30% จากผู้ตอบแบบสอบถาม 9,387 คน โดย 1 ใน 3 นั้นประกอบอาชีพเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัว และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

“เราเคยมีการสำรวจพบด้วยว่า นอกจากการสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานแล้ว สถานประกอบการบางแห่งใช้วิธีเฟ้นหาคุณสมบัติของผู้สมัครงานให้ตรงตามความต้องการ โดยการเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่เข้าค่ายกิจกรรม เปิดเวิร์กช็อปเก็บตัวให้มาอยู่ร่วมกัน ให้โจทย์ในการทำงาน นำเสนอรูปแบบธุรกิจจำลอง เพื่อสังเกตทัศนคติ ความคิด ตัวตนของแต่ละคนว่ามีคุณสมบัติตรงตามความต้องการหรือไม่” แสงเดือน กล่าว