บทสะท้อน”อันธพาลวัดสิงห์” นิเวศทางสังคมกำลังป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/582088

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 07:34 น.

บทสะท้อน"อันธพาลวัดสิงห์" นิเวศทางสังคมกำลังป่วย

พฤติกรรมสุดกร่างของกลุ่มอันธพาลที่บุกเข้าทำร้ายครู-นักเรียนในโรงเรียนวัดสิงห์ระหว่างการเข้าสอบ สะท้อนถึงความล้มเหลวของสิ่งแวดล้อมในสังคมที่คนกลุ่มนี้อาศัยอยู่

*******************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ปัญหากลุ่มวัยรุ่นใช้ความรุนแรงนั้นมีสถิติที่เพิ่มขึ้นทุกปี เพราะปัจจัยหลายด้าน ยังเป็นอุปสรรคในการสร้างคุณภาพชีวิต ทั้งปัญหายาเสพติด อบายมุข การทะเลาะวิวาทใช้ความรุนแรง การมั่วสุมทางเพศ ด้านมืดของสังคมออนไลน์ ที่กลายเป็นสิ่งกระตุ้นให้ยิ่งโหมบริโภคทางวัตถุ

ล่าสุดกรณีกลุ่มอันธพาลงานบวชบุกโรงเรียนวัดสิงห์ ทำร้าย รปภ. ครู นักเรียน ระหว่างการเข้าสอบแกตแพต จนได้รับบาดเจ็บ ทำลายข้าวของ และลวนลามนักเรียนหญิง กำลังเข้าสู่กระบวนการเอาผิดตามกฎหมาย แต่เหตุการณ์นี้ก็สร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมไทยตื่นตัว เรื่องด้านมืดของสังคมที่แผ่เข้าไปมีอิทธิพลกับคนกลุ่มหนึ่งให้ก่อเหตุได้อย่างไม่เลือกเวลาและสถานที่ ระบบศีลธรรม ความยับยั้งชั่งใจที่เสื่อมถอยลงจนน่าหวั่นเกรงว่า หากปล่อยให้ลุกลามต่อไป ก็ยากจะคาดเดาถึงผลพวงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

วัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือ “ครูหยุย” ประธานคณะกรรมาธิการการสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มองว่าการใช้ความรุนแรงของกลุ่มอันธพาล ทั้งเยาวชนและผู้ใหญ่ในกลุ่ม ต่างบ่มเพาะความรุนแรงจากอุปนิสัยส่วนตนจากสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว เมื่อผนวกกับองค์ประกอบอื่นๆ อย่างสิ่งเร้าหรือการดื่มสุราที่เป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นให้หมดความยับยั้งชั่งใจ และตกอยู่ในภาวะพวกมากลากไป

ทั้งนี้ เมื่อมีองค์ประกอบที่กล่าวมา ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า คนที่มีนิสัยเกเรจะก่อเหตุรุนแรงต่อคนอื่นได้โดยไม่เลือกเวลาและสถานที่ จึงเป็นเรื่องปกติที่จะก่อเรื่องได้กระทั่งในวัด ในโรงเรียน หรือมักจะปรากฏเป็นข่าวว่า เรื่องเล็กน้อยอย่างตั้งวงนั่งดื่มสุรากันอยู่ แล้วมีคนมาบีบแตรไล่ ก็พร้อมที่จะโกรธ ก่อเรื่องทะเลาะวิวาทได้ทันที

ประธานคณะกรรมาธิการการสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส กล่าวว่า เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ กฎหมายจะต้องเอาผิดอย่างจริงจัง เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าหากก่อเหตุจะได้ผลลัพธ์อะไรบ้าง และเป็นการปรามไม่ให้เกิดพฤติกรรมการลอกเลียนแบบ และแสวงหาการยอมรับจากเพื่อนในกลุ่มหรือเพื่อนรุ่นพี่ ยกตัวอย่างจากกลุ่ม รถซิ่ง เมื่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ เอาจริง ตัวการตัดสินโทษหนัก ถึงขนาดยึดรถของกลางหากผู้ก่อเหตุมีความผิดทั้งจำทั้งปรับ เรื่องนี้ก็บรรเทาลง หากเจ้าหน้าที่หรือกลไกรัฐเอาจริงเอาจังในการเอาผิด คนก่อเหตุจะลดจำนวนลง

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนวัดสิงห์ สะท้อนถึงรากเหง้าของปัญหา ระบบนิเวศในสังคมที่กลุ่มคนดังกล่าวอาศัยอยู่กำลังมีภาวะล้มเหลวในหลายด้าน

“ผู้ก่อเหตุควรจะตระหนักว่าเขตวัด เขตปฏิบัติธรรมของทุกศาสนา เขตสถานศึกษา เขตสถานพยาบาล ล้วนเป็นพื้นที่ที่ทั่วโลกเข้าใจในการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้ในยามสงครามก็เข้าไปใช้ความรุนแรงไม่ได้ เพราะต้องเคารพว่าเป็นแหล่งสร้างคน ซ่อมคน เป็นพื้นที่พิเศษ เป็นพื้นที่ที่ห้ามเข้าไปละเมิดเป็นเขตอภัยทาน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นนับเป็นการกระทำการเกินเลย ขาดการพัฒนาชีวิตและจิตสำนึก การรู้จักละวาง และเป็นเหตุที่ทำให้น่าเชื่อได้ว่าเกิดจากการเห็นความสำคัญ มูลค่าของวัตถุสำคัญกว่าเรื่องอื่นๆ สำคัญกว่าจิตใจ ซึ่งชัดจากกรณีที่เสียค่าเช่าเวที เช่าเครื่องเสียงมาแล้วไม่ได้ใช้งานก็โกรธ คิดว่าต้องได้อะไรกลับมาบ้าง จึงก่อเหตุ คิดอยู่บนฐานของวัตถุนิยมหรือบริโภคนิยม

นพ.สุริยเดว กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาระบบในการพัฒนามนุษย์ โครงการหรือแนวทางความคิดในการพัฒนาคุณภาพพลเมืองในเรื่องจิตใจไม่มีความชัดเจน เราไม่ได้มีพิมพ์เขียวในเรื่องสังคมคุณธรรม และสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาอาศัยอยู่ อาจจะส่งเสริมให้ใช้อารมณ์มากกว่าสติปัญญา ระบบนิเวศของสังคมที่สร้างพวกเขามากำลังป่วย และต้องเร่งหาทางแก้ไข เริ่มจากครอบครัวต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ทำดีให้เด็กซึมซับ มีชุมชนที่เข้มแข็งสร้างกลไกให้กลายเป็นสังคมคุณธรรม

ส่องนโยบายพรรค มัดใจคนกรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/581977

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 06:39 น.

ส่องนโยบายพรรค มัดใจคนกรุงเทพฯ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

นับถอยหลังอีกเพียงไม่ถึงเดือนประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ก็กำลังจะได้ใช้สิทธิเข้าคูหาลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองที่รัก นักการเมืองที่ชอบ ให้เข้ามา บริหารประเทศ ซึ่งหลายพรรคการเมืองต่างงัดนโยบายพร้อมแคมเปญหาเสียง

เพื่อนำมาใช้มัดใจประชาชนโดยเฉพาะชาวกรุงเทพมหานคร หากส่องไปยังนโยบายแต่ละพรรคการเมืองแบบคร่าวๆ เริ่มด้วยน้องใหม่มาแรงอย่าง พลังประชารัฐ ซึ่งชูนโยบาย “แบงค็อกโอเค” โดยเฉพาะปัญหาเรื้อรังในชีวิตคนกรุงเทพฯ คือ เรื่องจราจร

โดย พปชร.ชูจุดเด่นด้วยการจะ นำระบบ AI เข้ามาแก้ไขปัญหา เพื่อให้การเดินทางของคนกรุงเทพฯ มี ความสะดวกไร้รอยต่อ นอกจากนี้ Bangkok SOS ปลอดภัยครบจบแอพเดียว สำหรับ แจ้งเหตุไฟไหม้ อุบัติเหตุ แจ้งเหตุร้าย เหตุด่วนที่จุดเดียวให้ กทม.ปลอดภัย รวมทั้งการติดตั้ง CCTV ทั้วทุกเขต

รวมถึงแอพพลิเคชั่นเชื่อมหมอ ไว้ใกล้มือคุณ ซึ่งเป็นแอพเชื่อมโยงกระทรวงสาธารณสุขให้ประชาชน ไม่ต้องไปโรงพยาบาล เพื่อประหยัด ค่าใช้จ่าย โดยสามารถถ่ายรูปและ บอกอาการเบื้องต้นกับหมอก็จะทำการวินิจฉัยเบื้องต้น

นอกจากนี้ มีถนนคนเดิน 50 เส้น 50 เขต รวมทั้งมีคมนาคมแบบไร้รอยต่อสร้างสวนสาธารณะ 50 สวน 50 เขต และจะนำ Bangkok Card เพิ่มรถไฟฟ้าอีก 7 สาย

ถัดมาเป็นอีกหนึ่งพรรคน่าจับตาไม่น้อย สำหรับ ภูมิใจไทย ที่ครั้งนี้ ได้ส่งผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ ครบทุกเขตเป็นครั้งแรก โดยชูสโลแกน “กรุงเทพฯ สะดวก สบาย” ภายใต้กรอบแนวคิด การแก้ไขจราจรติดขัด อันก่อให้เกิดมลพิษและลดปัญหาค่าใช้จ่ายจากการเดินทาง ที่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ

ทว่า ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชนคือ เรื่องการผลักดันให้ประชาชนสามารถขับแกร็บได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างรายได้รวมถึงลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว อีกประเด็นหนึ่ง Home Office ให้ประชาชนทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ และ 1 วันทำงานอยู่บ้าน ซึ่งถือเป็นการช่วยลดการจราจร

นอกจากนี้ แนวนโยบาย Co-Working Space 1 แขวง 1 ออฟฟิศ เพื่อลดการใช้พื้นที่สำนักงาน ด้วยการจัดสร้างสำนักงาน สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระใช้ประโยชน์ร่วมกัน สนับสนุนให้เอกชน จัดสร้างสำนักงาน Co-Working Space บนที่ดินรัฐ

ขณะที่แชมป์เก่า กทม.อย่างประชาธิปัตย์ งัด 10 นโยบาย อาทิ Smart Bus รถเมล์ไฟฟ้าทั้งระบบไร้ฝุ่นมลพิษ เชื่อมต่อรถไฟฟ้าและเรือ เปลี่ยนรถเมล์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวนร่วม 5,000 คัน Smart Taxi เรียกง่าย ถูกกฎหมาย ทำรถส่วนตัวที่มาให้บริการจากแอพพลิเคชั่นให้ถูกกฎหมาย ทำ ขั้นตอนในการออกใบอนุญาตให้ง่ายขึ้น

แผงลอยสีฟ้า ดีมีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย ทำเลดี มีที่จอด ห้องน้ำสะอาด ศูนย์รวมแผงลอยคุณภาพ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่เกะกะทางเดินเท้า เพิ่มสวน ลดฝุ่น เร่งด่วน เปลี่ยนที่รกร้าง ของราชการเป็นสวนสาธารณะ และเร่งรัด สายไฟทุกประเภทลงดิน ให้เสร็จภายในปี 2565 รวมระยะทาง 191.8 กิโลเมตรสำหรับ อนาคตใหม่ ที่เน้นรวมข้อมูลที่มีอยู่แล้วตามกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ มาอยู่ในฐานข้อมูลเดียวกัน Open Data เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชนสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแอพพลิเคชั่นที่สามารถนำมาร่วมพัฒนาการให้บริการภาครัฐ

การนำข้อมูลมาใช้ในการระบุยืนยันตัวบุคคล (Authentication) ได้แบบ ออนไลน์ ซึ่งในหลายประเทศสามารถดำเนินการได้แล้วผ่าน Smart Device จากการสแกนลายนิ้วมือ สแกนใบหน้า ซึ่งทำให้มีการยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากนี้ กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ให้มีสิทธิในการกำหนดนโยบาย โดยเฉพาะ กับการผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นสมาร์ทซิตี้ เพราะการขับเคลื่อนจำเป็นต้องการการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระดับรัฐบาล หรือการเป็น e-Goverment

ส่วน พรรคเพื่อไทย ยังอุบไต๋นโยบาย กทม.ไว้โค้งสุดท้าย แต่เบื้องต้นจะเน้นหนักไปในเรื่องการใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหา ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา จากการปรับยุทธศาสตร์ทั้งออฟไลน์และออนไลน์

เนื่องจากสังคมเปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยี จึงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีในรูปแบบโซเชียลมีเดียเข้ามาทำนโยบายและดึงประชาชนให้มีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งเพื่อไทยยังเน้นความสำคัญกับปัญหาสังคมและสภาพเศรษฐกิจใน กทม.มาก

ทั้งหมดนี้พรรคไหนจะครองใจ คนกรุงเทพฯ วันที่ 24 มี.ค.รู้กัน

เลือกตั้งสงขลาเดือดรปช.เปิดศึกสายเลือดปชป.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/581760

  • วันที่ 28 ก.พ. 2562 เวลา 06:28 น.

เลือกตั้งสงขลาเดือดรปช.เปิดศึกสายเลือดปชป.

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

สนามเลือกตั้งภาคใต้ส่อเค้าแข่งขันอย่างดุเดือดและมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงจากเดิม โดยเฉพาะสนามเลือกตั้ง จ.สงขลา มีหลายพรรคต่างปูพรมส่งผู้สมัครลงแข่งขันครบทุกเขต ไม่ว่าจะเป็นพรรคเก่าอย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เช่นเดียวกับพรรคใหม่ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ต่างหมายมั่นปั้นมือหวังเปิดศึกแย่งชิงเก้าอี้ สส.ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยึดครองทุกยุคทุกสมัย

สำหรับ จ.สงขลา ถือว่าเป็นพื้นที่ฐานที่มั่นใหญ่และแข็งดุจหินผาของพรรคประชาธิปัตย์ โดยครองที่นั่ง สส.ยกจังหวัด 9 เขต 9 ที่นั่งมาตลอด แต่มาวันนี้ “สนามการเมือง จ.สงขลา” ลดลงเหลือ 8 เขต ทำให้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ระอุและอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์จากหน้าเดิมเป็นไปได้สูง ที่จับตามองเป็นพิเศษว่าพรรค รปช.ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรคนั้นจะผงาดโค่นปชป.ได้หรือไม่

เขตเลือกตั้งที่ 1 ปชป. ส่ง สรรเพชญ บุญญามณี บุตรชายนิพนธ์ บุญญามณี อดีต สส.และรองหัวหน้าพรรค ปชป. และปัจจุบันยังเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ฐานเสียงแน่นปึ้ก ก็ต้องดูว่าจะรักษาไว้ได้หรือไม่ เพราะเจอผู้ท้าชิงอย่าง วันชัย ปริญญาศิริ แห่ง พปชร. ภายใต้ร่มธงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ชื่นชอบคนรากหญ้า ทำให้คะแนนนิยมค่อนข้างดี ส่วนราเดช คำทัปน์ แห่งพรรค ภท. ที่ยึด สจ.มาทุกยุค ฐานเสียงส่วนใหญ่เป็นชาวนา ชาวสวนยางพารา และชาวสวนปาล์มน้ำมัน โอกาสโค่นคู่แข่งได้เช่นกัน

เขตเลือกตั้งที่ 2 มี ภิรพล ลาภาโรจน์กิจ แห่งพรรค ปชป. ต้องเจอคู่ท้าชิงรอบด้าน ทั้ง ชาญธาดา ปวินท์ธนาธรแห่งพรรคเสรีรวมไทย (สร.) และ อัครพล ทองพูน แห่งพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เขตนี้ สร.และ อนค. ซึ่งชาวเมืองหาดใหญ่และคนรุ่นใหม่ชื่นชอบ อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ควรมองข้าม ร.ต. เสรีย์ นวลเพ็ง แห่งพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบ้านพรุ อ.หาดใหญ่ และอดีตนายกสมาคมสันนิบาตแห่งประเทศไทย กลับมาแรงทำเรตติ้งพุ่งขึ้น และยังมีต้นทุนเดิมฐานเสียงเก่ายังไม่เสื่อมคลาย

เขตเลือกตั้งที่ 4 ที่มั่นของ ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว แห่งพรรค ปชป. ว่าจะรักษาฐานเดิมไว้ได้หรือไม่ เพราะคู่แข่งอย่าง สมศักดิ์ แสงประดับ แห่งไทยรักษาชาติ (ทษช.) ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนจนทำคะแนนเบียดขึ้นและโค่นชัยวุฒิ เป็นไปได้ทีเดียวเพราะประชาชนต้องความเปลี่ยนแปลง  เขตเลือกตั้งที่ 5  เดชอิศม์ ขาวทอง แห่ง ปชป. อดีตนายก อบจ.สงขลา เลือกตั้งทุกสมัยไร้คู่แข่งก็ต้องดูว่าผู้สมัครจาก รปช.โค่นลงหรือไม่

เขตเลือกตั้งที่ 6 ถาวร เสนเนียมอดีต สส.ปชป. และอดีต รมช.มหาดไทย คราวนี้เจอศึกหนักต้องปะทะกับอดีตกำนันเหลิม เฉลิม เหล่าสุวรรณ แห่งพรรคชาติไทยพัฒนา (ชพน.) ฐานเสียงส่วนใหญ่มาจากเครือญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงมากมาย และอีกคนที่น่าจับตามอง สัมพันธ์ ละอองจิตต์ อดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมืองแห่ง อนค. คะแนนนิยมกำลังพุ่ง

เขตเลือกตั้งที่ 7 ศิริโชค โสภา อดีต สส.ปชป. คราวนี้จะรักษาพื้นที่ไว้ได้หรือไม่ เมื่อมาเจอกับ อับดุลเล๊าะ หลงนิ แห่งพรรค ประชาชาติ (ปช.) กับ ศุภสัณห์ หนูสวัสดิ์แห่ง พปชร. อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองนาทวี มีฐานเสียงแน่นไม่แพ้กัน เขตเลือกตั้งที่ 7 ยังเป็นความหวังของ ปช. ชูนโยบายเด็ด สังคมพหุวัฒนธรรม อยู่กันอย่างสันติสุข และเขตนี้ก็ยังเป็นความหวังของ พปชร. เช่นกัน

เขตเลือกตั้งที่ 8 เจ้าของพื้นเดิม คือ พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ แห่ง ปชป. อดีตเลขานุการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยซึ่งมีฐานเสียงส่วนใหญ่เป็นพี่น้องชาวไทยมุสลิม แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเจอกับคู่แข่ง คนสำคัญอย่าง ขดดะรี บินเซ็น แห่งพรรคประชาชาติ  ซึ่งประกาศกร้าวว่า จะยึดครองเก้าอี้ให้จงได้และที่สำคัญลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนตลอดมา

สำหรับศึกเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.นี้ คอการเมืองต่างจับตามองว่า ปชป.จะยึดครองเก้าอี้ได้ยกจังหวัดหรือไม่ เพราะผู้สมัครจาก รปช. ปช. ชพน. ทษช. และ พปชร. ต่างก็ขยันลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญประชาชนชาว จ.สงขลา ต้องการความเปลี่ยนแปลง โอกาสที่หลายพรรคการเมืองโค่นแชมป์เก่าก็เป็นไปได้ สำหรับเลือกตั้งสงขลามีผู้สมัคร สส. 8 เขตเลือกตั้งรวม 270 คน จาก 47 พรรค

ศึกเลือกตั้งขอนแก่นเดือด พปชร.ประกาศท้าชนพท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/581642

  • วันที่ 27 ก.พ. 2562 เวลา 07:36 น.

ศึกเลือกตั้งขอนแก่นเดือด พปชร.ประกาศท้าชนพท.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ถือVOTE เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในศึกเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. โดยเฉพาะ จ.ขอนแก่น ที่พรรคการเมืองแต่ละ พรรคลงพื้นที่หาเสียงกันฝุ่นตลบและแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพื่อชิงชัยเก้าอี้ใน 10 เขต ศึกเลือกตั้งครั้งนี้เมืองขอนแก่นยังครองแชมป์ผู้สมัคร สส.มากที่สุดในประเทศ โดยเขตเลือกตั้งที่ 9 ของ จ.ขอนแก่น มีผู้สมัครมากที่สุดในประเทศไทย คือ 27 คน จาก 27 พรรคการเมือง

ย้อนกลับไปเมื่อการเลือกตั้งปี 2554 ถือว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) กวาดคะแนนเสียงถล่มทลาย และกวาดที่นั่ง สส.ยกจังหวัด การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยยังคงมั่นใจว่าจะสามารถกวาดเก้าอี้ที่นั่ง สส.ยกทั้งจังหวัด เพราะหลักฐานที่มั่นยังคงแน่นปึก อย่างไรก็ตามทุกพรรคการเมืองต่างหมายมั่นปั้นมือโค่นพรรคเพื่อไทยกวาดเก้าอี้ที่นั่ง สส. จึงส่งผู้สมัคร สส.ลงทุกเขต

หากจะวัดกระแส บารมี และตัวผู้สมัคร ที่แต่ละพรรคการเมืองได้ส่งตัวผู้สมัครมาแล้วนั้นไม่ทิ้งห่างกันมากนัก เริ่มจากเขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งเขตนี้ถือว่าเป็นการแข่งขันกันระหว่าง “เสี่ยเต๋า” จักริน พัฒน์ดำรงจิตร อดีต สส.พรรคเพื่อไทย เจ้าของพื้นที่เดิมที่ยึดครองหลายสมัย คู่ต่อกรคงหนีไม่พ้น ลักษณา แกล้วกล้าหาญ จากพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และ ภพธร แก้วขัน จากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ตัวสอดแทรกที่ประมาทไม่ได้ เขตเลือกตั้งที่ 2 ต้องยอมรับว่า กระแสของ “เสี่ยต้อม” วัฒนา ช่างเหลา จากพรรคพลังประชารัฐ ลูกชายคนโตของ เอกราช ช่างเหลา แกนนำพรรคพลังประชารัฐภาคอีสานนั้นมาแรงอย่างมาก อีกทั้งยังคงเดินหน้าลงพื้นที่หาเสียงทุกวันอย่างไม่มีเหน็ด เหนื่อย โดยคู่ต่อกรมีเพียง อรอนงค์ สาระผล จากพรรคเพื่อไทย เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ รวมทั้ง ศุภฤกษ์ พุทธโพธิ์ศรี จากพรรคพลังท้องถิ่นไท และ สุดใจ ทุยบึงฉิม จากพรรคเพื่อชาติเขตเลือกตั้งที่ 3 พื้นที่เดิมของ จตุพร เจริญเชื้อ จากพรรคเพื่อไทย วันนี้ยังคงลงสมัครรับการเลือกตั้งอีกครั้ง เพื่อหวังครองที่นั่งเดิมต่อไปอีกสมัย คู่ต่อกรนั้นยอมรับว่าแต่ละคนนั้นมีดีกรีที่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น กิตติ คำแก่นคูณ จากพรรคพลังประชารัฐ และ ชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง จากพรรคอนาคตใหม่

เขตเลือกตั้งที่ 4 มุกดา พงษ์สมบัติ อดีต สส.เดิมเจ้าของพื้นที่จากพรรคเพื่อไทย ขวัญใจกลุ่มสตรีในพื้นที่ ที่ยังคงลงสมัครรับการเลือกตั้งอีกครั้ง

คู่แข่งที่น่ากลัว ฉัตรชัย ข้อยุ่น จากพรรคภูมิใจไทย พิชิต สุรพล จากพรรคพลังประชารัฐ และ อลงกรณ์ ศิลปดอนบม จากพรรคอนาคตใหม่เขตเลือกตั้งที่ 5 พรรคเพื่อไทยส่งผู้สมัครหน้าใหม่ ซึ่งเป็นอดีต ส.อบจ.ในพื้นที่ คือ “เสี่ยซัน” ภาควัต ศรีสุรพลลงสมัครสนามใหญ่แทนบิดา คือ สุชาย ศรีสุรพล อดีต สส.เดิมเจ้าของพื้นที่ ที่มีผลงานในการทำงานร่วมกับชุมชนมาอย่างโดดเด่น คู่แข่งที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้น วุฒิพงศ์ ศุภรมย์ จากพรรคประชาธิปัตย์ วิบูลย์ เรืองประเสริฐกุล จากพรรคพลังประชารัฐ และ ด.ต.พิชิต ศรีวิไล จากพรรคเพื่อชาติเขตเลือกตั้งที่ 6 พรรคเพื่อไทยส่ง สิงหภณ ดีนาง ลงสนามการเมืองระดับชาติเป็นครั้งแรก แต่ต้องต่อกรกับ สมพงษ์ ปู่เพ็ง จากพรรคพลังประชารัฐ เท่านั้นยังไม่พอยังคงมี พ.ต.อ.อุดร ชาญนุวงศ์ จากพรรคเพื่อชาติ ซึ่ง เป็นแกนนำ นปช.ชื่อดังในพื้นที่ที่ ตัดสินใจลงสมัครรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย เขตนี้ถือว่าเป็นศึกช้างชนช้างเลยทีเดียว

เขตเลือกตั้งที่ 7 เป็นอีก 1 เขตเลือกตั้งที่น่าจับตามองเช่นกัน สมศักดิ์ คุณเงิน จากพรรคพลังประชารัฐ ประกาศสู้ “เสี่ยเต๊าะ” นวัธ เตาะเจริญสุข จากพรรคเพื่อไทย มีตัวสอดแทรกอย่างภรณ์ทิพย์ ศรีภาพ จากพรรคพลังท้องถิ่นไท ใครเป็นใคร 24 มี.ค.รู้กัน

เขตเลือกตั้งที่ 8 พรรคเพื่อไทยส่ง สรัสนันท์ อรรณนพพร ลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ โดยมีกูรูทางการเมืองจอมเก๋า อย่าง คงฤทธิ์ อัศวพัฒนากูล จากพรรคพลังประชารัฐ ประกาศขอสู้ในเขตเลือกตั้งนี้ แต่ก็ไม่ควรประมาท สมพร ศรีวงษ์ จากพรรคพลังท้องถิ่นไท เช่นกัน

เขตเลือกตั้งที่ 9 พื้นที่เดิมของ เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีต รมช.มหาดไทย และ ว่าที่ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) แต่การเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะเป็นการแข่งขันกันระหว่าง จารุวัฒน์ ศิริวัจนพร จากพรรคภูมิใจไทย กับ วันนิวัติ สมบูรณ์ จากพรรคเพื่อไทย โดยมี วาสนา ไชยศึก จากพรรคพลังประชารัฐ และ พานุห์ ประทุมชัย จากพรรคอนาคตใหม่ ที่พร้อมสอดแทรกได้ ทุกเวลา

สุดท้าย คือ เขตเลือกตั้งที่ 10 ที่เรียกได้ว่าเขตเลือกตั้งนี้สนุกไม่แพ้เขตเลือกตั้งอื่น เพราะเมื่อกูรูด้านแวดวงการเมืองท้องถิ่น คือ เจริญ แซ่เต็ง ผู้นำท้องถิ่นขวัญใจประชาชน ที่วันนี้ขออาสารับใช้ประชาชนในสนามการเมืองใหญ่ ในนามพรรคพลังประชารัฐ โดยมีคู่ต่อกรที่ประกาศสู้ประกอบด้วย บัลลังก์ อรรณนพพร จากพรรคเพื่อไทย “เสี่ยแม็ค” องอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ จากพรรคภูมิใจไทย และ “เสี่ยจ่อย” เดชคำรณ สิงคลีบุตร จากพรรคเพื่อชาติ เขตนี้ยอมรับว่าสู้กันเลือดสาดเลยทีเดียว

เลือกตั้งบุรีรัมย์ร้อนระอุ พท.-ปชป.-พปชร.เปิดศึกโค่นภท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/581504

  • วันที่ 26 ก.พ. 2562 เวลา 07:22 น.
 

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

เมื่อพูดถึง จ.บุรีรัมย์ทุกคนต้องนึกถึง ตระกูล “ชิดชอบ” แต่การเลือกตั้งที่จะมาถึงในไม่ช้านี้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ใช้ จ.บุรีรัมย์2562 เลือกตั้ง เป็นฐานที่มั่นของพรรค ถึงกับย้ายชื่อมาเป็นคนบุรีรัมย์ โดยอนุทินคาดหมายว่า พรรคภูมิใจไทย จะยึด สส.บุรีรัมย์ ให้ได้ทั้ง 8 คน และกวาด สส.ทั่วประเทศ 50 ที่นั่งขึ้นไป ทั้งระบบเขต และบัญชีรายชื่อ ซึ่งอนุทินยังคงเป็นตัวหลัก ในการคัดเลือกผู้สมัคร สส.พรรค ภูมิใจไทย เช่นเคยอีกทั้งยังเป็นแกนนำหลักสำคัญในการทำศึก แต่จะเป็นไปอย่างที่คาดหมายหรือไม่ คนบุรีรัมย์จะเป็นผู้ตัดสิน

สนามเลือกตั้ง จ.บุรีรัมย์ มีนัก การเมืองพรรคภูมิใจไทย ในสาย “ตระกูลชิดชอบ” เป็นตัวยืน ขณะที่บรรดา ผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ อาทิ พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคอนาคตใหม่ (อ.น.ค.) พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ลงพื้นที่หาเสียงคึกคัก สำหรับ จ.บุรีรัมย์ มี 23 อำเภอ มี ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,229,260 คน มี สส.ได้ 8 คน แบ่งออกเป็น 8 เขตเลือกตั้ง

เขตเลือกตั้งที่ 1 มีผู้สมัคร 31 คน เดิมทีเขตนี้มี สนอง เทพอักษรณรงค์อดีต สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทยหลายสมัยเป็นเจ้าของพื้นที่ ขยันลงพื้นที่คลุกคลีประชาชนมาตลอด มีฐานเสียงแน่นเกือบทุกหมู่บ้าน หากคิดจะโค่นค่อนข้างยากพอสมควร แต่คราวนี้สนองต้องเจอพรรคพลังประชารัฐ ที่ส่ง นภดล อังคสุภณ อดีตที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ คอยเป็นตัวสอดแทรกหวังล้มช้างเช่นกัน

เขตเลือกตั้งที่ 2 มีผู้สมัคร 31 คน แชมป์เก่า คือ รังสิกร ทิมาตฤกะหรือ “เสี่ยหนุ่ม” พรรคภูมิใจไทย อดีต สส.บุรีรัมย์หลายสมัย และยังก็ได้รับความไว้วางใจจาก “ตระกูลชิดชอบ” ให้ดำรงตำแหน่งรองนายก อบจ.บุรีรัมย์ ช่วยบริหารงาน ร่วมกับ กรุณา ชิดชอบ นายก อบจ.บุรีรัมย์ การเลือกตั้งคราวนี้ จึงเป็นที่คาดหมายว่าจะรักษาแชมป์ได้อีกสมัย

เขตเลือกตั้งที่ 3 มีผู้สมัคร 32 คน ปณวัตร เลี้ยงผ่องพันธุ์ อดีต สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย มาคราวนี้ไม่ได้ลงเลือกตั้ง เพราะถูกตัดสิทธิ โดยพรรคเพื่อไทย ส่ง พีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์ หรือ “เฮียน้อย” อดีต สส.บุรีรัมย์ มีฐานคะแนนเสียงเดิมของพรรคเพื่อไทย บวกกับฐานการเมืองกลุ่มของ ปณวัตร สนับสนุน ส่วนคู่แข่งเขตนี้ พรรคภูมิใจไทยส่ง สมบูรณ์ ซารัมย์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงาน ส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จ.ขอนแก่น พี่ชายของโสภณ ลงสมัครแทนในเขตนี้เป็นการต่อกรระหว่าง พีระพงษ์ กับ สมบูรณ์

เขตเลือกตั้งที่ 4 มีผู้สมัคร 33 คน เมื่อ โสภณ ซารัมย์ อดีต รมว.คมนาคม แกนนำพรรคภูมิใจไทย โยกตัวมา ลงสมัครเอง โดยมีฐานคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้นำท้องถิ่น กลุ่มสตรี และ อสม. แต่ต้องพบศึกหนักเมื่อพรรคเพื่อไทย ส่ง ประกิจ พลเดช อดีต สส.บุรีรัมย์ ลงชิงชัย แม้จะไม่ใช่พื้นที่หาเสียงเดิม แต่ก็ได้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่เปิดตัวให้ช่วงลงพื้นที่หาเสียงมีกระแสตอบรับที่ดี พรรค พลังประชารัฐ ส่ง ยุทธนา ตีระมาศวณิชอดีตนายกเทศมนตรีตำบลทะเมนชัย อ.ลำปลายมาศ ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง ปริวัชร มณีเติม ลงสมัคร เขตนี้ จะเป็นการแข่งขันระหว่างภูมิใจไทย กับเพื่อไทย โดยมีพรรคพลังประชารัฐตามมาห่างๆ

 

เขตเลือกตั้งที่ 5 มีผู้สมัคร 32 คน เป็นเขตฐานเสียงของ ตระกูลชิดชอบ แน่นที่สุด ส่ง อดิพงษ์ ฐิติพิทยา อดีตนายกเทศมนตรีตำบลอุดมธรรม อ.กระสัง จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นตัวแทนของศักดิ์สยาม ชิดชอบ ลงพื้นที่พบปะประชาชนแบบถึงลูกถึงคนอยู่เป็นประจำ ขณะที่พรรคไทยรักษาชาติ ส่ง เสนาะ พรหมสวัสดิ์  ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ส่ง สุประดิษฐ์ แสนทวีสุข ซึ่งหลายพรรคหวังลึกๆ โค่นพรรคภูมิใจไทย

เขตเลือกตั้งที่ 6 วัดกันปอนด์ต่อปอนด์ หากใครจะเข้าป้ายคงต้องทำการเมืองอย่างหนัก เนื่องจากเขตเลือกตั้งนี้แม้จะแบ่งใหม่ แต่ฐานนิยมส่วนตัวของ พรชัย ศรีสุริยันโยธิน อดีต สส.บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย ยังเหนียวแน่นเกือบเต็มพื้นที่ คู่แข่งที่น่ากลัว ไตรเทพ งามกมลอดีตรองนายก อบจ.บุรีรัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย รวมทั้ง พีรวัส พันธุ์สัมฤทธิ์อดีต ส.อบจ.เขต อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ จากพรรคพลังประชารัฐ

เขตเลือกตั้งที่ 7 มีผู้สมัคร 29 คน เขตนี้ตระกูลทองศรี ครองมาตลอด แต่หลายพรรคการเมืองต่างขยันลง พื้นที่ต่อเนื่องหวังโค่น จักรกฤษณ์ ทองศรี อดีต สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย และเขตเลือกตั้งที่ 8 มีผู้สมัคร 34 คน เขตนี้ถือเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีช้างชนช้าง โดยพรรคภูมิใจไทย ส่ง รุ่งโรจน์ ทองศรี น้องชายของ ทรงศักดิ์ ลูกพี่ลูกน้อง ของ เนวิน ชิดชอบ ลงสมัคร ขยันลง พื้นที่ทำงานการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง แม้คราวที่แล้วจะพลาดเก้าอี้ สส. แต่มีฐานคะแนนเสียงแน่นในพื้นที่ อ.ละหาน ทราย และโนนดินแดง ส่วนพรรค ไทยรักษาชาติส่ง วิธันพัศ เฮงวาณิชย์ถิรธนา อดีต สส.บุรีรัมย์ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ส่ง ประชารัฐ กองพร อดีตนายกเทศมนตรีโคกมะม่วง อ.ปะคำ พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง สันติ โรจน์สุกิจ ลงชิงชัยสนามนี้ด้วย

ศึกเลือกตั้งในครั้งนี้ จะเป็นการ วัดฝีมือของ “อนุทิน” ว่าจะกวาด สส.บุรีรัมย์ได้ทั้ง 8 เขตหรือไม่ และ ค่ายกลอำนาจเก่าของ “ตระกูลชิดชอบ” จะถูกเพื่อไทย ไทยรักษาชาติ และ พลังประชารัฐ ตีแตกหรือไม่คงจะมี คำตอบในอีกไม่ช้านี้

เผยโฉมหนังสือ “ประชารัฐ สร้างชาติ” เปิดปูม “ลุงตู่” บุรุษที่ใช่สู่การเมือง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/581450

  • วันที่ 25 ก.พ. 2562 เวลา 13:33 น.

เผยโฉมหนังสือ "ประชารัฐ สร้างชาติ" เปิดปูม "ลุงตู่" บุรุษที่ใช่สู่การเมือง!

พลิกอ่านหนังสือ “ประชารัฐ สร้างชาติ” เปิดปูมเบื้องหลัง” ลุงตู่” บุรุษที่ใช่สู่การเมือง แจกทั่วประเทศ

***************************

โดยทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2562 นายสุวิทย์ เมษิน ทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)​ เปิดเผย ว่า วันที่ 25 ก.พ.เวลา 11.00 น. ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ พรรคจะแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ “ประชารัฐ สร้างชาติ”

นายสุิวทย์ กล่าวว่า ภายในหนังสือจะพบกับมุมของ”ลุงตู่” ที่หลายคนไม่เคยสัมผัส เส้นทางชีวิต ความเป็นมา คู่ชีวิต และชีวิตที่กล้าสละ เพื่อการปกป้องรักษาแผ่นดิน แต่ทำไม”ลุงตู่” ถึงต้องก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง และคำตอบว่าทำไมพรรคพลังประชารัฐจึงเสนอชื่อ”ลุงตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคำตอบสุดท้ายของบ้านเมืองในปัจจุบันนั้น รวมถึง 4 ปีที่ผ่านมาการบริหารประเทศของรัฐบาล”ลุงตู่” ถือว่าเสียของจริงหรือ

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามหนังสือเล่มดังกล่าว พบว่า จัดพิมพ์เป็นลักษณะพ็อคเก็ตบุ๊คขนาดกระชับมือ มีจำนวน 160 หน้า โดยภายในเล่ม ประกอบด้วยเรื่องราวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)​ แต่ทำไมถึงต้องเข้ามายุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง พร้อมกับเดินหน้าบริหารบ้านเมืองท่ามกลางการดูถูกเหยียดหยาม ท้าทาย แต่ในที่สุดก็ได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชนนำพาความสงบสุขกลับคืนสู่แผ่นดินมาตลอดสี่ปี

พร้อมกันนั้น สร้างผลงานมากมายเป็นที่พึงพอใจให้กับประชาชน ที่สำคัญต่างประเทศให้ความเชื่อมั่น โดย ปรากฎจากข้อมูลองค์การต่างประเทศ สื่อมวลชนต่างประเทศ กลุ่มสหภาพยุโรป ยกระดับไทยอยู่แถวหน้าทั้งด้านการท่องเที่ยว ประเทศน่าลงทุน การขับเคลื่อนโครงการรถไฟฟ้า ระบบรางได้อย่างรวดเร็ว

ข้อมูลต่างๆเหล่านี้ มีการนำเสนอด้วยภาพสี่สีสวยงามอาร์ตมัน ผสมผสานด้วยการออกแบบอินโฟกราฟฟิคสมัยใหม่ เข้าใจง่าย ผ่อนคลายเบาๆไม่ตึงเครียด เหมาะสำหรับเก็บไว้อ่านศึกษาบุคคลที่นำพาความสำเร็จให้กับประเทศ

ทั้งนี้มีการจัดพิมพ์ 10,000 เล่ม เพื่อแจกจ่ายให้ผู้สมัคร ส.ส. 350 เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค รวมทั้งทีมงานผู้สมัคร ส.ส.เพื่อใช้รณรงค์หาเสียง‬

ภายในเล่มมี การถ่ายทอดเบื้องหลังคำพูดของ”ลุงตู่” ในสถานการณ์ต่างๆ คัดสรรประโยคกินใจ มีความหมายลึกซึ้งสะท้อนมุมมองวิสัยทัศน์ และยังมีเสียงสะท้อนจากคนใกล้ตัว ครูอาจารย์ หรือแม้แต่สื่อมวลชนอาวุโสที่บอกถึงตัวตนพล.อ.ประยุทธ์อย่างตรงไปตรงมาอีกด้วย

หนังสือ” ประชารัฐ สร้างชาติ” แบ่งเป็น 5 บทด้วยกัน

เริ่มตั้งแต่บทแรก ชื่อ “ล้มลุกคลุกคลาน” เป็นการฉายภาพประเทศไทยก่อน 22 พ.ค.2557 ตกอยู่ในสภาพวุ่นวาย สับสน ความขัดแย้งทางการเมืองฉุดประเทศไทยให้ถดถอย เศรษฐกิจชลอตัว นักลงทุนเผ่นหนี นักท่องเที่ยวหดหาย

บทที่2 ” ยืนหยัดอย่างมั่นคง” นำเสนอเรื่องราวหลังเหตุการณ์วันที่ 22 พ.ค.2557 ทันที่ที่”ลุงตู่” ตัดสินใจเสียสละเข้ามาบริหารประเทศ สถานการณ์บ้านพลิกโฉมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทั้งด้านความสงบ เศรษฐกิจฟื้นตัว วางโครงสร้างกำหนดทิศทางประเทศระยะยาว จนได้รับการยอมรับ

บทที่ 3 “บุรุษที่ใช่” เป็นการปอกเปลือกตัวตน”ลุงตู่” ทั้งนิสัยใจคอ บุคลิกภาพที่แม้ดูแข็งกร้าวแต่กลับกลายเป็นที่รักของผู้คนทุกเพศทุกวัย และยังบอกเล่าภารกิจไม่เหน็ดเหนื่อยด้วยการ เดินทางมอบความสุขไปทั่วทุกพื้นที่ตารางกิโลเมตรเมตรประเทศไทย พร้อมกับเป็นผู้นำเนื้อหอม เนื่องจาก ผู้นำหลายชาติ เอเชียยุโรปอเมริกาต่างเชื้อเชิญต้อนรับให้มาเยือน

บทที่ 4 ” คืนความสุข” นำเสนอผลงานหลังจากพล.อ.ประยุทธ์แถลงนโยบายต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)​ด้วยวรรคทอง”ทำก่อน ทำจริง ทำทันที” ซึ่งไม่ใช่คำโฆษณาโอ้อวด แต่กลับกลายเป็นผลงานจับต้องได้ จนโพลทุกสำนักเทคะแนนความนิยม มาเป็นอันดับหนึ่งทุกครั้ง เช่น ผลงานแก้หนี้นอกระบบ คืนโฉนดจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลให้ประชาชนสำเร็จ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เป็นมากกว่าบัตรอภินิหารแก้จน แต่สามารถสร้างงานสร้างอาชีพให้ผู้มีรายได้น้อย การผลักดันบ้านล้านหลัง ร้านธงฟ้าประชารัฐ โครงการสานพลังประชารัฐให้ทุกภาคส่วนร่วมมือสร้างประเทศ การเดินหน้าโครงการอีอีซีซีกลายเป็น พื้นที่ทองคำทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังมีผลงานอีกมากมายโดยได้ทำการสรุปแบบกระชับให้เข้าใจง่าย ทั้งกรณีไอเคโอปลดธงแดง มาตรฐานการบิน อียูยกเลิกใบเหลืองทำประมง การผลักดันโครงการรถไฟฟ้าหลายเส้นทางในระยะเวลาอันรวดเร็วซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านๆมา แม้แต่การเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่ออินโดจีน รวมถึงแนวทางการเชื่อมเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจากสนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ -​ อู่ตะเภา เป็นต้น

บทที่5 ” เปิดปูมชีวิตสู่ความสำเร็จ” เป็นการถ่ายทอดประวัติ ดช.ตู่สู่นายกรัฐมนตรีคนที่29 ของประเทศไทย นำเสนอด้วยอินโฟกราฟฟิค เหมาะแก่การเก็บไว้ศึกษาเป็นคู่มือผู้นำไทยที่ควรยกย่อง และยังได้บอกเล่าบุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ”ลุงตู่” รวมถึงเสียงสะท้อนจากบุคคลใกล้ชิด คณาจารย์ที่อบรมสอนสั่งและมุมมองสื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาลที่มีต่อนายกฯรายนี้

หน้าท้ายๆ สามารถสร้างรอยยิ้มให้ผู้อ่าน เมื่อมีการนำเสนอภาพอิริยาบท”ลุงตู่” ชนิดที่คนไทยไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก ในหัวข้อ “มุมสบายๆสไตล์ลุงตู่” เช่น การรับประทานอาหารกับ ศรีภรรยา อาจารย์น้อง อย่างอบอุ่น หรือการใช้เวลาว่างอ่านหนังสือ ดูแลสุนัขพันธ์ุบางแก้วตัวโปรด หรือแม้แต่การเป็นนักขับมอเตอร์ไซค์ทางเรียบ ปั่นจักรยาน รำมวยไทเก็ก ร่วมกับประชาชนอย่างมีความสุข

บทส่งท้าย ยังได้เล่าถึงความเป็นไปของบ้านเมืองที่สงบสุข นับตั้งแต่” ลุงตู่”บริหารประเทศมากว่า 4 ปี ทว่าประเทศไทยกำลังมีการเลือกตั้ง 24 มี.ค.62 ทำให้หลายคนเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองนับจากนี้ ที่สำคัญจะมีใครเหมาะสมมาสานต่อภารกิจ”ลุงตู่” ที่ตอกเสาเข็มเพื่อให้ประเทศไทยยั่งยืน มั่นคง มั่งคั่ง

เมื่อการสร้างบ้านแปลงเมืองไว้ยังไม่แล้วเสร็จ จึงมีเสียงเรียกร้องให้”ลุงตู่”เข้ามาสานต่อ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นคำตอบของคำถามทำไมพล.อ.ประยุทธ์ถึงตอบตกลงพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)​ให้เสนอชื่อตนเองเป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อต้องการ สานต่อ”พลังประชารัฐสร้างชาติ” ยั่งยืนไปด้วยกัน นั่นเอง

เมื่อรัฐธรรมนูญเปิดทาง พระบรมวงศานุวงศ์เข้าสู่การเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/581322

  • วันที่ 24 ก.พ. 2562 เวลา 09:42 น.

เมื่อรัฐธรรมนูญเปิดทาง พระบรมวงศานุวงศ์เข้าสู่การเมือง

การเข้าสู่การเมืองของเจ้านายราชสกุลมิได้เป็นไปโดยไร้หลักเกณฑ์ แต่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

**********************

โดย…อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเป็นหลักแนวทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลังจากใช้มาร่วม 14 ปี ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ มากมาย กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หลุดจากอำนาจ คณะราษฎรสายพลเรือน ซึ่งมี ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำก็ขึ้นมามีอำนาจแทน โดยปรีดีได้ดำริที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นความพยายามของกลุ่มปรีดีที่จะหาทางประนีประนอม ลดข้อขัดแย้งกับทุกฝ่าย อาทิ กลุ่มเจ้านาย ขุนนางเก่ากับคณะราษฎร หรือแม้แต่สายทหารและพลเรือนภายในคณะราษฎรเอง

นอกจากการกำหนดให้มีพฤฒสภา ซึ่งถือเป็นวุฒิสภาชุดแรกของไทย จำนวน 80 คน ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ กลั่นกรอง ให้คำแนะนำปรึกษา และยับยั้งการใช้อำนาจของสภาผู้แทนโดยเฉพาะในด้านนิติบัญญัติ และควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญที่โดดเด่นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว

ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 นี้คือ ในบทเฉพาะกาลมาตรา 90 และ 91 เกี่ยวกับคุณสมบัติของสมาชิกพฤฒสภาและ สส. ระบุว่า ให้ยกเว้นข้อห้ามตามมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475

มาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า“พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปโดยกำเนิดหรือโดยแต่งตั้งก็ตาม ย่อมดำรงอยู่ในฐานะเหนือการเมือง”

พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 22/2489 วาระการพิจารณาร่างพระราชบัญัติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2489 วันที่ 12 เม.ย. 2489 ว่า

“…เหตุว่าเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ ก็ย่อมจะมีการกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา เหตุผลที่ให้ในกรรมาธิการรัฐธรรมนูญนั้น ก็คือ การที่ไม่มีมาตรา 11 ไว้ จะเป็นการทำให้เจ้านายทรงเล่นการเมือง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการกระทบกระเทือนไปสู่องค์พระมหากษัตริย์ได้ นั่นเป็นเหตุผลครั้งกระโน้น ต่อมาเหตุผลก็คล้ายๆ กันและได้คลายความสำคัญลงไปเป็นลำดับ”

“…เพราะฉะนั้นในการที่เราจะเสนอเหตุผลที่จะอ้างว่า การที่จะเอามาตรานี้ไว้เพื่อป้องกันพระเกียรติยศของเจ้านายก็คลายความสำคัญลงไป และก็เป็นความดำริของเจ้านายแต่ละองค์ที่จะทรงคิดเองว่าจะทรงเล่นการเมืองหรือไม่ เมื่อเล่นแล้วจะมีการกระทบกระเทือนประการใดก็เป็นไปตามวิธีทางการเมือง และเหตุผลประการสำคัญก็คือว่า หลักในเรื่องเสรีภาพในทางการเมือง ซึ่งไม่เป็นการสมควรที่จะเขียนบังคับเอาไว้ เพราะเหตุว่าบรรดาเจ้านายต่างๆ นั้นก็เป็นประชาชนชาวไทยเหมือนกัน ด้วยเหตุผลหลายประการดังที่ได้แจ้งมานี้ คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่าไม่สมควรที่จะมีบทบัญญัติในทำนองมาตรา 11 นี้ไว้ จะจำกัดไว้ในมาตราใดก็ตาม แต่เห็นว่าไม่สมควรไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่นี้อีกต่อไป”

การยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าวทำให้ข้อห้ามพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีอยู่แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 เพียงฉบับเดียวเท่านั้น

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ / ภาพ กรมศิลปากร

หลังการยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร (ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนอิสริยยศเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกพฤฒสภาชุดแรกเมื่อเดือน พ.ค. 2489

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า เหตุที่พระองค์วรรณดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ก็เนื่องจากเป็นอิสริยยศในพระอนุวงศ์ เป็นหม่อมเจ้าแต่กำเนิด แต่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เลื่อนอิสริยยศเป็นพระองค์เจ้าในภายหลัง ไม่ใช่พระบรมวงศ์ ซึ่งเป็นพระญาติใกล้ชิดของพระมหากษัตริย์ ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวก็มีส่วนถูกต้อง เพียงแต่หลักสำคัญซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติ คือไม่มีข้อห้ามในรัฐธรรมนูญเช่นก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกัน ในการเลือกตั้งซ่อมสส.พระนครศรีอยุธยา เดือน ส.ค. 2489 ม.จ.นิตยากร วรวรรณ ก็ได้รับเลือกตั้งแทน ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งลาออก ขณะที่ ม.จ.นนทิยาวัด สวัสดิวัตน์ สส.ชลบุรี ได้รับแต่งตั้งเป็น รมช.ต่างประเทศในรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ช่วงเดือน ส.ค. 2489-พ.ค. 2490

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ / ภาพจาก princechak.com

 

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย / ภาพ wikipedia

หลังรัฐธรรมนูญ 2489 รัฐธรรมนูญฉบับต่อมาคือฉบับชั่วคราวปี 2490 ในบทเฉพาะกาลมาตรา 97 ก็บัญญัติให้ยกเว้นการห้ามตามมาตรา 11 รัฐธรรมนูญ 2475 ด้วยเช่นกัน โดยพระบรมวงศานุวงศ์ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา ประกอบด้วย ม.จ.เฉลิมศรีจันทรทัต จันทรทัต ม.จ.ชัชวลิต เกษมสันต์ ม.จ.วัฒยากร เกษมศรี พล.ท.ม.จ.เสรฐศิริ กฤดากร ม.จ.วิวัฒนไชย ไชยันต์ พล.ต.ม.จ.ปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล ม.จ.ดิศานุวัตร ดิศกุล ม.จ.สฤษดิ์เดช ชยางกูร ม.จ.พรปรีชา กมลาศน์ และ ม.จ.อุปลีสาณ ชุมพล ต่อมาเมื่อดำรงตำแหน่งครบ 3 ปี ก็มีการจับสลากออกครึ่งหนึ่ง โดย ม.จ.วิมวาทิตย์ รพีพัฒน์ ได้รับแต่งตั้งเพิ่มอีก 1 ตำแหน่ง

ในส่วนของคณะรัฐมนตรี ม.จ.วิวัฒนไชย ไชยันต์ (ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนอิสริยยศเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย) ได้รับแต่งตั้งเป็น รมว.คลังต่อเนื่องในช่วงปี 2490-2494

ม.จ.สิทธิพร กฤดากร เป็น รมว.เกษตราธิการ ช่วงปี 2490-2491

พล.ต.ม.จ.ปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล เป็น รมว.ต่างประเทศ ช่วงปี 2491-2492

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร เป็น รมว.ต่างประเทศ ช่วงปี 2495-2500 และเป็น รองนายกรัฐมนตรีช่วงปี 2502-2512

และ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ (ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนอิสริยยศเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ) เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ ช่วง พ.ค. 2517-ก.พ. 2518

จะเห็นได้ว่าการเข้าสู่การเมืองของเจ้านายราชสกุลมิได้เป็นไปโดยไร้หลักเกณฑ์ แต่เป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมายอย่างเคร่งครัด แม้เหตุผลการบัญญัติตัวบทจะเป็นไปตามเหตุปัจจัยแห่งยุคสมัย ตามสภาพแวดล้อมทางสังคมการเมืองที่เปลี่ยนแปลง แต่หลักปฏิบัติคือการยึดตามกฎหมาย เพื่อธำรงไว้ซึ่งประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งหลักสำคัญที่บัญญัติไว้ในช่วงเวลากว่า 80 ปีที่ผ่านมาโดยไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย นั่นคือ “พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้

พล.ต.ม.จ.ปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล / ภาพ wikipedia

คดียุบพรรค”ไทยรักษาชาติ” ฝ่ายประชาธิปไตยไม่สะดุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/581313

  • วันที่ 24 ก.พ. 2562 เวลา 07:30 น.

คดียุบพรรค"ไทยรักษาชาติ" ฝ่ายประชาธิปไตยไม่สะดุด

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ประเมินสถานการณ์การเลือกตั้งว่าเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกในช่วงการเลือกตั้งที่ยังมีการใช้อำนาจในการดำเนินการกับพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม

**********************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

เข้าสู่ช่วง 30 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 24 มี.ค. ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่อึมครึมและมีปัจจัยร้อนต่างๆ อันล้วนแต่มีผลต่อทิศทางการลงคะแนนและการจับขั้วหลังเลือกตั้ง

ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย มองว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือเรื่องการประชาสัมพันธ์ เพราะการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ใช้กติกาที่เปลี่ยนแปลงเยอะมาก โดยเฉพาะบัตรใบเดียวเลือกทั้ง สส.เขตและบัญชีรายชื่อ หรือบัญชีนายกฯ ซึ่งการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ยังน้อย

รวมไปถึงเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ที่หลายส่วนผิดแผกไปจากเดิม ซึ่งความไม่ชัดเจน ความสับสน จะเป็นปัญหา ดังนั้นสิ่งที่อยากเห็นคือการประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจให้ประชาชนรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง การลงคะแนนในบัตรเลือกตั้ง การดำเนินการในกฎกติกาต่างๆ อีกทั้งการลงทะเบียนเพื่อลงคะแนนเสียงล่วงหน้า ก็ไม่ได้มีการเตรียมการเพียงพอจนเกิดเว็บล่ม มีผู้ไม่สามารถใช้สิทธิล่วงหน้า ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สิทธิหายไปจำนวนหนึ่ง

“การหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ ระเบียบกติกาหยุมหยิมค่อนข้างมาก แต่ละคน แต่ละส่วน ที่จะดำเนินการต้องระมัดระวัง ทำให้เป็นการเลือกตั้งที่ผิดแผกแตกต่างไปจากเดิม ที่พรรคการเมืองมีอิสระในการสามารถคิดค้นวางยุทธศาสตร์ทำได้ยากลำบากกว่าเดิม อันนี้เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต่างๆ ต้องเผชิญกันถ้วนหน้า โดยรู้สึกว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ค่อยราบรื่นคล่องตัว หรือสามารถสื่อสารกับประชาชนได้มากที่สุด”

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ประเมินว่า องค์กรที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการเรื่องนี้ยังเข้าใจปรัชญาการดำเนินการเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง ความจริงแล้วการเลือกตั้งควรจะเป็นการเลือกตั้งที่ทำให้ทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลได้มากที่สุด รับรู้ข้อมูลข่าวสารพรรคการเมืองต่างๆ ได้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้คิดตัดสินใจเลือกอนาคตตัวเองได้ดีที่สุด

ส่วนบรรยากาศในช่วงเวลานี้ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองว่าฝ่ายที่มีอำนาจปัจจุบัน ซึ่งยึดอำนาจ 5 ปี มีความตั้งใจจะคืนอำนาจอย่างแท้จริงหรือไม่ เพราะบรรยากาศไม่เหมือนกับบรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไป รัฐบาลยังทำหน้าที่เต็มพิกัด เต็มขีดความสามารถตัวเอง และยังจะกำหนดชะตากรรมอนาคตข้างหน้า แทนที่จะปล่อยให้เกิดบรรยากาศเสรีในการหาเสียงอย่างกว้างขวางเป็นธรรม

ทั้งนี้ การปฏิบัติต่างๆ ที่ผ่านมาเห็นปัญหาในการให้โอกาสทุกฝ่ายไม่เท่ากัน รัฐบาลมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ใช้งบประมาณลงไปดำเนินการ นายกฯ เองมีพรรคที่สนับสนุนชื่นชอบให้มาลงแคนดิเดตนายกฯ ในพรรค แต่ยังทำหน้าที่เสมือนเป็นรัฐบาล ไม่ใช่รักษาการอย่างที่ระบอบประชาธิปไตยเขาทำกัน ยังมีโอกาสใช้สื่อมากกว่าคนอื่น ขณะที่พรรคอื่นใช้สื่อค่อนข้างลำบาก

“วันนี้ไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทยที่ต้องเผชิญกับสภาพนี้ แต่ทุกพรรคที่กระโดดเข้ามาแข่งขันภายใต้ระบอบประชาธิปไตยก็ต้องประสบปัญหาหนักเท่ากัน เพราะว่าขณะนี้มีฝ่ายหนึ่งอยู่ในอำนาจปัจจุบัน มีโอกาส ศักยภาพมากกว่าคนอื่น ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ ในระบอบประชาธิปไตยต้องเผชิญกับข้อระเบียบต่างๆ เริ่มต้นยังไงก็ไม่ค่อยยุติธรรมอยู่แล้ว”

ภูมิธรรม ระบุว่า ผู้มีอำนาจในปัจจุบันเป็นผู้ที่กำหนดกลไก องค์ประกอบ หรือคนที่จะเขียนกติกาใหม่ทั้งหมด แต่ตอนนี้อาสาตัวเองกระโดดเข้ามาเป็นหนึ่งในแคนดิเดตของพรรคการเมืองที่เข้ามาร่วมการแข่งขัน ดังนั้นก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าคนที่มีอำนาจเดิมมีโอกาสเข้ามาควบคุมกลไกต่างๆ เข้ามาต่อสู้กับพรรคการเมืองต่างๆ แต่เชื่อว่าประชาชนตรวจสอบได้ว่า 4-5 ปี ที่อยู่กับรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จแบบนี้ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาในชีวิตเป็นอย่างไร

ส่วนเรื่องกระแสข่าว “ปฏิวัติซ้อน” ที่ออกมาในช่วงนี้ ภูมิธรรม เห็นว่า เรื่องข่าวลือจะไปโทษใครก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่บรรยากาศอย่างนี้ยิ่งทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำว่า จะยังมีการเลือกตั้งอยู่ไหม ทั้งที่เหลือเวลาหาเสียงอีกแค่ 30 วัน ถามผู้สื่อข่าวทุกสำนัก ถามนักการเมืองทุกคน ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่มี หรือจะมีรัฐบาลเฉพาะกาลนู่นนี่

“เป็นการเลือกตั้งในบรรยากาศที่แปลก ไม่เคยเห็นในบรรยากาศประชาธิปไตยไทย มันก็ทำให้แต่ละฝ่าย เอ๊ะ ยังจะลงแรงไปเช่นนั้นหรือไม่ คนที่กังวล มึน งง ก็คอยระมัดระวังตัว ทำงานไม่ถนัด ไม่เป็นธรรมชาติจริงๆ ซึ่งไม่เอื้อต่อระบอบประชาธิปไตย ความจริงบรรยากาศการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ทั่วโลกคงจะคึกคักมาก ทุกคนออกมาแสดงความคิดความเห็นเต็มที่ คนเห็นเหมือนเห็นต่างก็ออกมาถกเถียงกันได้เต็มที่ การสร้างสรรค์สติปัญญาทำให้เกิดการหาทางออก ทางเลือกของชีวิตแต่ละส่วนกันกว้างขวางมากขึ้น ทำให้คนเห็นทางเลือก แต่สังคมไทยไม่เกิดสิ่งเหล่านั้น ยังอึมครึม ใช้กฎระเบียบ สภาพบังคับ กำหนดทิศทางการหาเสียงอย่างยากลำบาก”

ส่วนคดียุบพรรคไทยรักษาชาติที่อาจจะเป็นตัวแปรในการลงคะแนนเลือกตั้งนั้น ภูมิธรรม กล่าวว่า แทนที่บรรยากาศจะเอื้อให้ทุกฝ่ายได้พูดแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ เพื่อให้ประชาชนได้มีสิทธิตัดสินใจและเลือก กลายเป็นต้องมาห่วงว่าทำไอ้นั่นผิดตรงนั้นหรือเปล่า ทำตรงนี้ผิดหรือเปล่า จะถูกยุบตรงนั้น ตรงนี้ สร้างความหวาดระแวงหวาดกลัว มากกว่าการส่งเสริมการใช้สติปัญญาคิดแสวงหาทางออกทางเลือกให้ประชาชน

ถามว่าคดียุบพรรคไทยรักษาชาติจะกระทบกับยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อยมากน้อยแค่ไหน เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มันไม่มีกลุ่มหรือยุทธศาสตร์แบงก์พันแบงก์ร้อย เป็นเรื่องที่คนคิดกันไปเอง ไม่มีพรรคการเมืองไหนเคยประกาศแบบนั้น แต่วันนี้พรรคฝั่งที่เป็นประชาธิปไตยไม่พึงพอใจกับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร และรณรงค์หาทางแก้ไข พรรคไทยรักษาชาติก็เป็นหนึ่งในพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ถ้าหากเขามีปัญหาก็กระทบกับพรรคฝั่งประชาธิปไตยบ้าง แต่เชื่อว่าพรรคฝั่งประชาธิปไตยดำเนินการต่อไปได้ และประชาชนตัดสินใจโดยไม่ได้เลือกอยู่กับพรรคใดพรรคหนึ่ง

นอกจากนี้ พรรคไทยรักษาชาติจะถูกยุบหรือไม่ถูกยุบไม่อาจสรุปได้ชัดเจน เรายังไม่รู้ว่าพรรคไทยรักษาชาติจะถูกยุบไหม และกระบวนการพิจารณาจะใช้เวลานานเท่าไร ถ้าตัดสินก่อนการเลือกตั้ง ผลก็อย่างหนึ่ง ถ้าตัดสินใจหลังลงคะแนนเลือกตั้ง ผลก็อีกอย่างหนึ่ง หรือตัดสินหลังประกาศรับรองผลแล้วก็อีกอย่างหนึ่ง ไม่มีใครบอกได้ว่าผลจะออกมาอย่างไร

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการตัดสินยุบพรรค ไม่ว่าจะพรรคไทยรักษาชาติ อนาคตใหม่ หรือพรรคอื่น ต้องได้รับสิทธิในวิธีการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส กว้างขวาง ทั่วถึง ให้เขาได้ปกป้องชี้แจงเหตุผล ปกป้องตัวเอง ตามระบบปกติ ในส่วนของไทยรักษาชาติเขาแค่กำลัง “สะดุด” แต่ยังเห็นหาเสียงเดินหน้า คนที่มีปัญหากรรมการบริหารพรรคก็สู้กันไป แต่สมาชิกที่ลงสมัครเลือกตั้งก็เดินหน้าหาเสียงต่อ

ส่วนที่มองกันว่าเวลานี้เพื่อไทยเปิดหน้าชนกับกองทัพจนเกิดวิวาทะพาดพิงกันไปมานั้น ภูมิธรรม ชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพื่อไทยไม่ได้มองกองทัพเป็นปฏิปักษ์ แนวคิดเรื่องการปรับลดงบประมาณกองทัพก็เป็นหนึ่งในนโยบายเพื่อหาทางทำให้กองทัพมีประสิทธิภาพในการดูแลกำลังพล เพิ่มประสิทธิภาพ ศักยภาพกองทัพ และชีวิตความเป็นอยู่ของกำลังพลชั้นผู้น้อย

ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่การจัดสรรงบของกองทัพอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณทั้งระบบ เพื่อดึงงบประมาณจากส่วนไหนมาจัดสรรงบประมาณในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อรองรับความยากจนของประชาชนที่ประสบปัญหารุนแรง และรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี มีคนตกงานมากขึ้น รองรับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สตาร์ทอัพให้ตั้งตัว พัฒนาเศรษฐกิจประเทศ

การจัดสรรงบประมาณกองทัพในความเห็นเรา ก็เหมือนกับหลายคนที่เสนอความคิดของแต่ละพรรค ซึ่งไม่อยากให้คนมองหรือกองทัพรู้สึกว่าสิ่งที่เสนอกระทบ คุกคาม เพราะการเสนอความเห็นเป็นรูปแบบการจัดการทรัพยากรที่มีจำกัด ไปบริการคนในสังคม ซึ่งมีช่องทางเลือกพัฒนาเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ ความยากจนให้ดีขึ้น

ถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นการแข่งขันของสองขั้วอยู่หรือไม่ ภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นมาตั้งแต่แรก คือกลุ่มอำนาจเดิมที่ได้อำนาจมาจากวิธีพิเศษและอยู่ในอำนาจต่อไป ซึ่งต้องไปตรวจสอบว่าชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นหรือไม่หลังกลุ่มนี้เข้ามามีอำนาจ กับอีกขั้วที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งมองว่าจะต้องกระจายอำนาจ ไม่รวมศูนย์ เปิดสิทธิเสรีภาพให้ประชาชนมากขึ้น ซึ่งประชาชนจะได้เลือกสองแบบ คืออำนาจแบบปัจจุบัน หรือประชาธิปไตยแบบใหม่

สำหรับโค้งสุดท้ายกับประมาณ 30 วันที่เหลือก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย มองว่า พรรคเพื่อไทยยังอยู่ในหัวใจประชาชน ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้พี่น้องประชาชนเห็นแล้วว่า พรรคเพื่อไทยพูดได้และทำได้จริง และทำได้จริงมากกว่าที่พูด มีนโยบายแก้ปัญหาให้ประชาชนก็สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง จากการพูดคุยเราเห็นประเด็นปัญหา ทำให้การแก้ปัญหาตรงประเด็นในการหยิบนโยบายมาบริหารประเทศ การเลือกตั้ง 20 ปีที่ผ่านมา เพื่อไทยประสบความสำเร็จได้ที่หนึ่งมาตลอด เพราะมีผลงาน มีนักบริหารมืออาชีพ

“วันนี้ไม่ว่าจะต้องเผชิญปัญหาอุปสรรค ความยากลำบากอะไร ที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางการเลือกตั้งไม่ราบรื่น เราเชื่อว่าประชาชนจะยังเลือกและฝากอนาคต ความหวังกับพรรคการเมืองที่บริหารงานแบบมืออาชีพ เข้าใจปัญหาประชาชน เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะประสบชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้” ภูมิธรรม กล่าว

นโยบาย’พท.-พปชร.’ ใครประชานิยมกว่ากัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/581210

  • วันที่ 23 ก.พ. 2562 เวลา 08:56 น.

นโยบาย'พท.-พปชร.' ใครประชานิยมกว่ากัน

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การหาเสียงเลือกตั้งเดินมาครึ่งทาง ซึ่งทุกพรรคต่างขับเคี่ยวกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะพรรคใหญ่ๆ ต่างงัดนโยบายมาประชันกันเต็มกำลัง ท่ามกลางข้อครหาพรรคนั้นลอกนโยบายพรรคนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ซึ่งแต่ละพรรคเกทับ บลัฟกันแหลก โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่ชู “ประชานิยม” กับพรรคพลังประชารัฐ ที่งัด “รัฐสวัสดิการ” มาสู้ ส่วนนโยบายของทั้งสองพรรคมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

พรรคเพื่อไทย

* ชูเพิ่มพลังให้คนไทย 7 ด้าน

1.เพิ่มพลังเกษตรกร ด้วยการเพิ่ม ราคาข้าวเปลือก ยางพารา ปรับโครงสร้าง หนี้ ปรับโครงสร้างรายได้ พลิกฟื้นหน้าดิน เปลี่ยนกัญชาเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ยุคใหม่ 2.เพิ่มพลังเอสเอ็มอี พลิกฟื้นเศรษฐกิจให้ค้าขายคล่อง เป็นคู่ค้ากับ หน่วยงานรัฐ เพิ่มธนาคารส่งเสริม ขจัด อุปสรรคการส่งออก พอไปบุกตลาดต่างประเทศ 3.เพิ่มพลังผู้ส่งออก เจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้า ทลายอุปสรรคด้านภาษี ใบอนุญาต พิธีการศุลกากร พัฒนา “จุดบริการครบวงจร” ให้ผู้ส่งออกทุกระดับ 4.เพิ่มพลังการท่องเที่ยว ฟื้นความเชื่อมั่น ส่งเสริมแหล่งเงินทุนแก่รายย่อย สนับสนุน โฮมสเตย์ชุมชน ร้านอาหารท้องถิ่น และ ของฝากตำบล 5.เพิ่มพลังพนักงานบริษัทและคนรุ่นใหม่ พัฒนาทักษะ สร้างงาน และสร้างธุรกิจให้ผู้ถูกเลิกจ้าง ด้วยกองทุนคนเปลี่ยนงาน 6.เพิ่มพลัง ผู้สูงอายุ เพิ่มเบี้ยยังชีพ สร้างงาน แปลง ประสบการณ์เป็นทุน ตั้งหวยออมทรัพย์ มีเงินออมพร้อมลุ้นรางวัล 7.เพิ่มพลัง สตรี เพิ่มประสิทธิภาพกองทุน สร้าง อาชีพ ให้ค่าตอบแทนคณะกรรมการสตรี หมู่บ้าน

* สร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทย 5 ด้าน

1.30 บาทยุคใหม่ สร้างสุขดีถ้วนหน้า “แข็งแรงก่อนแก่ ดูแลก่อนป่วย มีอายุยืนแบบสุขภาพดี” เช่น ได้สิทธิดูแลสุขภาพก่อนป่วย ยาดี รักษาดี คุณภาพดี ไม่ต้องรอคิว ใส่ใจบุคลากร

2.ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต เช่น เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคม สร้างเมืองน่าอยู่ พัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ พัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ต

3.พัฒนาคนไทยเป็น “พลเมืองโลก” มีทักษะทำงานที่ทันสมัย คว้าโอกาสจากโลกยุคใหม่ เป็นนายของหุ่นยนต์ เช่น คืนโรงเรียนให้ครอบครัว เรียนฟรี จริง 15 ปี 8 ปี ชี้ทางชีวิต ยกเลิกผู้ค้ำประกัน กยศ. โรงเรียนออนไลน์ 1 วันวิชาอนาคต

4.ทลายอุปสรรคทางกฎหมายที่ ขวางกั้นโอกาสของประชาชน เช่น ยกเลิก การขอใบอนุญาต ปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้ทันสมัย ปรับระบบรัฐราชการ เป็นรัฐ ประชาชน

5.ดูแลสิ่งแวดล้อม สร้าง Green Evolution (5G) Green Policy Green Growth Green Development Green City Green Society

พลังประชารัฐ

ชู “นโยบายสร้างชาติ เพิ่มพลังเศรษฐกิจ” “นโยบาย 7-7-7” ประกอบด้วย 3 พันธกิจ ได้แก่ 7 สวัสดิการประชารัฐ, 7 สังคมประชารัฐ และ 7 เศรษฐกิจ ประชารัฐ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้าง สังคมเข้มแข็ง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างโอกาสที่เท่าเทียมและสร้างความสามารถให้แข่งขันกับโลก

* 7 สวัสดิการประชารัฐ

1.บัตรประชารัฐ ต่อยอดมาจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สร้างหลักประกันทางสังคมให้กับผู้มีรายได้น้อย 2.สวัสดิการรายกลุ่ม ตามความต้องการหรือความจำเป็นพื้นฐานที่แตกต่างกัน ได้แก่ กลุ่มผู้สูงวัย กลุ่มผู้พิการ กลุ่มสตรี กลุ่ม ผู้ใช้แรงงาน และกลุ่มอาชีพรับจ้าง 3.สวัสดิการคนเมือง เพราะคนเมืองผู้มี รายได้น้อยต้องเผชิญกับการแบกรับ ภาระค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็น ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าเล่าเรียนบุตร 4.หมดหนี้มีเงินออม ช่วยทุเลาภาระหนี้ให้กับ 6 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ ผู้ใช้แรงงาน ชาวนา ข้าราชการ SMEs ครู และนักศึกษา 5.โครงการบ้านล้านหลัง ให้ประชาชน มีบ้านเป็นของตัวเอง 6.บ้านสุขใจวัยเกษียณ เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคม ผู้สูงวัย 7.สิทธิที่ดินทำกินให้เกษตรกร

* 7 สังคมประชารัฐ

1.การศึกษา 4.0 พัฒนาคน เตรียมความพร้อมให้ทุกคนมีโอกาส ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงคนทำงาน 2.กระจายศูนย์กลางความเจริญสู่ภูมิภาค เช่น EEC และ ต่อยอดไปยังภูมิภาคอื่นๆ โดยให้แต่ละภูมิภาคเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ CLMV 3.สร้างเมืองน่าอยู่ ใกล้บ้าน มีงานทำ 4.ชุมชนประชารัฐ ร่วมพัฒนาบ้านเกิด โดยจะมี “กองทุนพัฒนาชุมชนประชารัฐ” มีแหล่งน้ำชุมชน โครงการ ป่าไม้มีค่า และสร้างวิสาหกิจชุมชน

5.เมืองอัจฉริยะสีเขียว โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ ของคน 6.สังคมประชารัฐสีขาว ปลอดภัย ปลอดโรค ปลอดยา 7.Bangkok 5.0 ผุด 9 ย่านนวัตกรรม พัฒนาย่านการค้า คืนคลองสวยน้ำใสให้คนกรุง สร้างเครือข่ายคมนาคมที่สมบูรณ์ ผ่านเทคโนโลยี 5จี

ปรับขุนพลสู้เลือกตั้ง เสริมแกร่งเก็บชัยชนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/581093

  • วันที่ 22 ก.พ. 2562 เวลา 06:14 น.

ปรับขุนพลสู้เลือกตั้ง เสริมแกร่งเก็บชัยชนะ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปิดรับสมัคร สส.ทั้งแบบแบ่งเขต เลือกตั้ง และบัญชีรายชื่อ รวมถึงเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้ได้เห็นโฉมหน้าค่าตาของผู้สมัครของแต่พรรคการเมืองหากเทียบกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

เมื่อย้อนดูปี 2554 กทม. พรรค เพื่อไทย ส่งผู้สมัครครบ 33 เขต อาทิ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ เภกะนันทน์ ม.ล.ณัฏฐพลเทวกุล พงษ์พิสุทธิ์ จินตโสภณ รพงษ์ ตันติเวชยานนท์ ลีลาวดี วัชโรบล กวี ณ ลำปาง อนุตตมา อมรวิวัฒน์ สิงห์ทอง บัวชุม วิลาวัลย์ ธรรมชาติ เฉลิมชัย จีนะวิจารณะ สุรชาติ เทียนทอง การุณ โหสกุล น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อนุสรณ์ ปั้นทอง ภักดีหาญส์ หิมะทองคำ พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ

ทว่า ในการเลือกตั้งนี้มีเปลี่ยนตัว ผู้สมัครใหม่เป็น ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ประพนธ์ เนตรรังษี ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส วิตต์ ก้องธรนินทร์ ธวัชชัย ทองสิมา พ.ต.ท.วันชัย ฟักเอี้ยง วัฒนา เมืองสุข สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา แทนบางส่วนได้ลาออกไป เช่น ภักดีหาญส์ ย้ายไปสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา สุวัฒน์ ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย และ อนุตตมา ย้ายไปพรรคไทยรักษาชาติ

เชียงราย ปี 2554 ส่ง สามารถ แก้วมีชัย สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ อิทธิเดช แก้วหลวง ละออง ติยะไพรัช รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน แต่การเลือกตั้งรอบนี้ยังคงผู้สมัครเดิมไว้ เปลี่ยนเพียงผู้สมัคร 2 คน จากสุรสิทธิ์ และ วิสาระดี เป็น วิสิษฐ์ และวิสาร เตชะธีราวัฒน์

เชียงใหม่ อาทิ ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ กฤษดาภรณ์ เสียมภักดี ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ วิทยา ทรงคำ ประสิทธิ์ วุฒินันชัย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และบุญทรง เตริยาภิรมย์ ก็ยังคงผู้สมัครเดิมเปลี่ยนเพียง จักรพล ตั้งสุทธิธรรม และสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ แทน ชินณิชา ซึ่งถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี และบุญทรง ถูกตัดสินจำคุกคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ และ กฤษดาภรณ์ หายไปเนื่องจากเขต ลดลง

นครราชสีมา อาทิ สมโภชน์ ประสาทไทย สุธรรม พรสันเทียะ ลินดา เชิดชัย ทัศนียา รัตนเศรษฐ โกศล ปัทมะ สุชาติ ภิญโญ อธิรัฐ รัตนเศรษฐ จรูญพงศ์ พันธุ์ศรีนคร อภิชา เลิศพชรกมล ซ้าย ผลกระโทก และ สัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ ปัจจุบันเปลี่ยนผู้สมัครใหม่บางส่วน เป็น ร.ต.อ.สุปชัย อินทรักษา จักรกฤช ผาสุขมูล โกศล ปัทมะ สมชาย ภิญโญ อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด พ.ต.อ.ปฏิวัติ นาคำ ประชาธิปไตย คำสิงห์นอก และ วรพล บวรลัทธพล

นครศรีธรรมราช ส่ง นิภาภูเบศวร์ ฝั่งชลจิตต์ นพรุจ วรชิตวุฒิกุล สมศักดิ์ เลิศไพบูลย์ ประกอบ แต้มสีทอง อุดมเกียรติ ปานมี นิติ จิตรัตน์ ภูมิพัฒน์ สรณ์วิโรจน์ อดุลย์ อะหลี วริศ ญาณแก้ว แต่รอบนี้กลับไม่ส่งแม้แต่เขตเดียว

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2554 กทม. ส่ง อาทิ เจิมมาศ จึงเลิศศิริ อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ ม.ล.อภิมงคล โสณกุล อนุชา บูรพชัยศรี จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ธนา ชีรวินิจ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สรรเสริญ สมะลาภา อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ชื่นชอบ คงอุดม สกลธี ภัททิยกุล แทนคุณ จิตต์อิสระ ก้องศักดิ์ ยอดมณี วิทเยนทร์ มุตตามระ ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน พนิช วิกิตเศรษฐ์

แต่การเลือกตั้งปี 2562 ได้เปลี่ยนตัวผู้สมัครเป็น คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ธัญญ์นิธิ ชวรัตน์นิธิโชติ  สมชาย เวสารัชตระกูล รัฐพงศ์ ระหงษ์ พริษฐ์ วัชรสินธุ พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ฮูวัยดีย๊ะ พิศสุวรรณ อุเซ็ง เบญญาภา เกษประดิษฐ์ อนันต์ ฤกษ์ดี สุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ สุรันต์ จันทร์พิทักษ์ นันทพร วีรกุลสุนทร สาทร ม่วงศิริ

โดย พุทธิพงษ์ และณัฏฐพล ลาออกเพื่อไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ชื่นชอบ ย้ายไปสังกัดพรรคพลังท้องถิ่นไท สกลธี ลาออกเพื่อไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. ขณะที่ พนิช จิตภัสร์ และณัฏฐ์ ย้ายไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ

เชียงราย สมพงค์ อันพาพรม ชัยธวัช สิทธิสม ประดิษฐ์ ศรีอ้วน เกียรติศักดิ์ อุดขา มิรันตี บุญแก้ว ธวัชชัย อภิวงค์ ชูเกียรติ กันทะรส แต่รอบนี้มีการเปลี่ยนตัวผู้สมัครบางส่วน เป็น ธวัชชัย อภิวงค์ กฤษฎิ์ฏิพงษ์ นามวงศ์ ทินกร แกล้วกล้า สุภาพ ยาปะโลหิต นำชัย อนันท์เดชา

เชียงใหม่ วิภาวัลย์ วรพุฒิพงค์ พรชัย จิตรนวเสถียร วีระวุฒิ เทพเรือง โสภณ โกชุม พรเลิศ ก๋าวินจันทร์ ยงยุทธ สุวภาพ เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ สุทัศน์ สุทัศนรักษ์ เกรียงกมล ศรีมา นรพล ตันติมนตรี ซึ่งเปลี่ยนใหม่หมดเว้นเพียง พรเลิศ และพรชัย ขณะที่ เดือนเต็มดวง ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ

นครราชสีมา การุณ ชุมรักษ์ จุรีพร ประภาพิทยาพงษ์ จำนงค์ กันสำโรง จรัญ เสาวกุล สิทธิชัย เจริญใจ บุญเอื้อ ประถมพงษ์ ธนชาติ พรรคเจริญ ธีราภรณ์ กลางพิมาย ประดิษฐ์ เวียงสีมา สมใจ มันกระโทก กาญจนา บุญมีศิริทิพงศ์ สายัณห์ สำนักโนน ฉัตรธบรรจง เพ็ชรจีนพะเนา รังษี จีระมะกร ดารา เกตกะโกมล ซึ่งรอบนี้เปลี่ยนใหม่เกือบหมดเว้นเพียง ฉัตรธบรรจง และจำนงค์

นครศรีธรรมราช อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นริศา อดิเทพวรพันธุ์ วิทยา แก้วภราดัย อภิชาต การิกาญจน์ ประกอบ รัตนพันธ์ เทพไท เสนพงศ์ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ซึ่งผู้สมัครหายไป 2 คน เนื่องจากเขตหายไปตามรัฐธรรมนูญใหม่ และให้ ชัยชนะ เดชเดโช ลงแทน

ส่วนพรรคพลังประชารัฐแม้เป็นน้องใหม่แต่ส่ง สส.ครบทุกเขตในการเลือกตั้งครั้งนี้ กทม. อาทิ กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สิระ เจนจาคะ ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ และวิสูตร สำเร็จวาณิชย์

เชียงราย รัตนา จงสุทธานามณี พ.ต.อ.รัฐพล น้อยช่างคิด บุญถิ่น นวลใหม่ เสงี่ยม แสนพิช บัวสอน ประชามอญ ศักดิ์ชัย จงสุทธนามณี ผจญ ใจกล้า เชียงใหม่ พจนารถ ศรียารัณย ศรีพรรณ เขียวทอง พรชัย อรรถปรียางกูร กิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่ เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ สันติ ตันสุหัช บดินทร์ กินาวงศ์ นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ นรพล ตันติมนตรี

นครราชสีมา เกษม ศุภรานนท์ ประพิศ นวมโคกสูง จันทิมา โกสินทร์รักษา ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ อรทัย พลวิเศษ อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ทัศนียา รัตนเศรษฐ ทัศนาพร เกษเมธีการุณ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ สมศักดิ์ พันธ์เกษม อัฏฐกร อินทร์ศร จำลอง ครุฑขุนทด พจน์ เจริญสันเทียะ

นครศรีธรรมราช รงค์ บุญสวยขวัญ สัณหพจน์ สุขศรีเมือง อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ภูมิไท ดีเป็นแก้ว คมเดช มัชฌิมวงศ์ มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล สายัณห์ ยุติธรรม จักรกฤช บริรักษ์