เมื่อ “ร.9″ ทรงเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แนววินิจฉัย”กษัตริย์อยู่เหนือการเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/582775

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 08:15 น.

เมื่อ "ร.9" ทรงเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แนววินิจฉัย"กษัตริย์อยู่เหนือการเมือง"

ย้อนดูแนวทางการพิจารณาสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในทางการเมือง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเป็นแนวทางเอาไว้เมื่อ 19 ปีก่อน

*************************************

โดย…อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

คดียุบพรรคไทยรักษาชาติมิใช่ครั้งแรกที่มีการนำประเด็นพระมหากษัตริย์กับการเมืองขึ้นสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยในปี 2543 เคยมีการพิจารณาในประเด็นนี้มาแล้ว ซึ่งการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนั้นได้เป็นแนวทางการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองและเป็นฉบับแรกที่กำหนดให้การไปใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นหน้าที่ การไม่ไปใช้สิทธิโดยไม่มีเหตุอันควรจะส่งผลให้ต้องเสียสิทธิทางการเมืองในบางประการ โดยกำหนดไว้ในมาตรา 68

ในการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ในวันที่ 4 มี.ค. 2543 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกระเบียบ กกต.ว่า ด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2542 เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยให้พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไปเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

นอกจากนี้ แบบ สว. 11 ของประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร เรื่องบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา สำหรับหน่วยเลือกตั้งที่ 1 แขวงพระบรมมหาราชวังมีพระปรมาภิไธยของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และพระนาม พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา อยู่ด้วย โดยกำหนดมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นสถานที่เลือกตั้ง

หลังออกระเบียบดังกล่าว กกต.มีปัญหาข้อสงสัยเกิดขึ้นว่า มีบุคคลใดบ้างที่ไม่อยู่ในข่ายหรือได้รับการยกเว้นมิต้องแจ้งเหตุอันควรที่ทำให้มิอาจไปเลือกตั้งได้ จึงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2543

ประเด็นที่ กกต.ขอให้วินิจฉัยคือ บุคคลที่มีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามความในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 นี้ จะใช้กับพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ด้วยหรือไม่

เพียง 4 วันหลังได้รับคำร้องศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยที่ 6/2543 เมื่อวันที่ 29 ก.พ. 2543 ว่า บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ไม่ใช้กับพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์

เนื้อหาในคำวินิจฉัย ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ มีเรื่องเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ว่าควรดำรงอยู่ในฐานะอย่างใดในทางการเมือง ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ประธานกรรมการราษฎรว่า ทรงเห็นด้วยตามความคิดของพระยามโนฯ ที่เห็นว่า พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป ย่อมดำรงอยู่เหนือการเมือง ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 มีบทบัญญัติในมาตรา 11 ว่า “พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป โดยกำเนิดหรือโดยแต่งตั้งก็ตามย่อมดำรงอยู่ในฐานะเหนือการเมือง”

คำวินิจฉัยระบุว่า รัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับรวมทั้งฉบับปัจจุบันมีหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์เป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รับรองสถานะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามคติการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง และทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดกล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้

คำวินิจฉัยระบุอีกว่า เนื่องจากพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย (ผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล) ทรงดำรงอยู่เหนือการเมือง และทรงดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมือง ประกอบกับที่ผ่านมา พระราชินี พระราชโอรส และพระราชธิดา ไม่เคยทรงใช้สิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด หากกำหนดให้พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ ซึ่งควรจะสืบราชสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ซึ่งมีความใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์อยู่เป็นนิจ ทรงมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ย่อมจะก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกันกับหลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมืองและความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์

ประเสริฐ นาสกุล ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ระบุไว้ในคำวินิจฉัยส่วนบุคคลว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ (2540) ใช้บังคับ… จึงเป็นการสมควรใช้ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (มาตรา 7) วินิจฉัยปัญหาที่ กกต.ตั้งเสนอคำร้อง

คำวินิจฉัยส่วนบุคคลของประธานศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า เป็นปัญหาข้อกฎหมายและพยานหลักฐานที่ได้รับมีเพียงพอที่จะวินิจฉัยคำร้องแล้ว ไม่จำเป็นต้องแสวงหาพยานหลักฐานอื่นใดอีก โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาคือ รัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ

ดังนั้น นิติประเพณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนำมาพิจารณาในกรณีนี้ก็คือ บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องในรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา

คำวินิจฉัยส่วนบุคคลของ สุจิต บุญบงการ ระบุว่า “รัฐธรรมนูญมาตรา 3 บัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้” ซึ่งในการใช้อำนาจอธิปไตยดังกล่าวนั้น รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการไว้เป็นการเฉพาะ… ซึ่งถือว่าพระมหากษัตริย์มิต้องทรงรับผิดทางการเมือง ทรงดำรงอยู่เหนือการเมือง และทรงดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมือง นอกจากนั้น เมื่อทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแล้ว จึงไม่ต้องทรงมีหน้าที่ไปเลือกตั้งผู้แทนมาใช้อำนาจนั้นอีก

ในส่วนของพระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ ซึ่งควรจะสืบราชสันตติวงศ์ ตามกฎมณเฑียรบาล ทรงเป็นผู้ใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ และทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์อยู่เป็นนิจ จึงทรงอยู่ในฐานะเหนือการเมืองและทรงดำรงไว้ ซึ่งความเป็นกลางทางการเมืองเช่นกัน”

ขณะที่คำวินิจฉัยส่วนบุคคลของ สุจินดา ยงสุนทร ระบุว่า “การที่ไม่สามารถใช้มาตราดังกล่าวกับพระมหากษัตริย์ จะมีผลครอบคลุมไปถึงบุคคลใดอีกหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า หลักการเดียวกันกับที่ยกเว้นพระมหากษัตริย์ย่อมจะต้องมีผลเช่นเดียวกันกับพระบรมราชวงศ์ที่ทรงอยู่ในอันดับการสืบราชสันตติวงศ์ …รวมทั้งพระบรมราชวงศ์ซึ่งทรงมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระมหากษัตริย์อยู่เป็นนิจ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์ว่าพระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่เหนือการเมือง และทรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริงและโดยเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม แม้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่จะมีมติรับคำร้องไว้พิจารณาและวินิจฉัยออกมาดังกล่าว แต่ ปรีชา เฉลิมวณิชย์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งมีคำวินิจฉัยส่วนบุคคลให้ทำหนังสือตอบข้อหารือของ กกต.เป็นการภายในให้ทราบว่าไม่ควรดำเนินการตามที่ กกต.ได้ดำเนินการมาแล้ว หรือมิฉะนั้นก็เห็นสมควรที่ กกต.จะต้องกราบบังคมทูลขอพระบรมราชวินิจฉัยโดยตรง หากทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างไรก็เป็นที่ยุติ ไม่ต้องมาขอความเห็นหรือปรึกษาศาลรัฐธรรมนูญอีก โดยเห็นว่า

…การตีความรัฐธรรมนูญในกรณีเช่นนี้ จึงเป็นพระราชอำนาจเด็ดขาดของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยด้วยพระองค์เอง เพราะพระมหากษัตริย์ก็เป็นสถาบันหนึ่งในรัฐธรรมนูญ หาใช่ กกต.หรือศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์กรที่มีสถานะต่ำกว่าจะมีอำนาจสอดแทรกเข้าไปเกี่ยวข้อง

ความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ แม้มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญโดยตรงก็ตาม เพราะหากบัญญัติไว้โดยตรงดังเช่นตามรัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช 2475 มาตรา 11 ที่บัญญัติว่า “พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปโดยกำเนิดหรือโดยแต่งตั้งก็ตาม ย่อมดำรงอยู่ในฐานะเหนือการเมือง” อันเป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อการใช้พระราชอำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุลหรือคานอำนาจในทางการเมืองและพระราชอำนาจทางการเมือง 3 ประการ

…แม้ในเวลาต่อมาการบัญญัติรัฐธรรมนูญจะมิได้บัญญัติเช่นนี้อีก โดยปล่อยให้เป็นไปตามพระบรมราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ และตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็ตาม ซึ่งพระมหากษัตริย์มิจำต้องทรงถูกตัดขาดทางการเมือง แต่ยังทรงดำรงพระองค์เป็นกลางทางการเมืองอยู่”

นี่คือแนวทางการพิจารณาสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในทางการเมือง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเป็นแนวทางเอาไว้เมื่อ 19 ปีก่อน และเป็นแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญนำมาใช้ประกอบการพิจารณาอีกครั้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

“โพลเลือกตั้ง” วิชามารเรียกคะแนนปั่นกระแสพรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/582773

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 07:23 น.

"โพลเลือกตั้ง" วิชามารเรียกคะแนนปั่นกระแสพรรคการเมือง

มองโพลเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้นผ่านสายตาของนักวิชาการจาก 2 สำนักโพลที่ชี้ว่า เป็นเรื่องของเกมการเมืองเพื่อเรียกคะแนนในพื้นที่

*********************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งหรือเหตุการณ์สำคัญๆ จะได้ยินการพูดถึง หรืออยู่ในความสนใจของผู้คนในวงกว้าง ทุกครั้งเช่นกันที่เราจะได้ยินตามมาด้วยนั่นก็คือเรื่อง “โพล” (Poll) หรือการสํารวจความคิดเห็น ท่าทีของคนทั่วๆ ไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จัดทําขึ้นโดยการส่งทีมงานลงพื้นที่ไปสุ่มหรือสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง

แต่ก็ต้องยอมรับว่า โพลนั้นถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ทิศทางทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง โพลถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2518 โดยโพลที่รู้จักกันดี คือ นิด้าโพล ต่อมามีสถาบันการศึกษาหลายแห่งเปิดสำนักโพลขึ้นเช่นกัน ผลการสำรวจของทุกสำนักมักจะได้รับความสนใจในช่วงเลือกตั้ง ท่ามกลางคำถามสำคัญว่าโพลทั้งหลายนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน เพราะบางครั้งเราก็ได้เห็นผลโพลคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏภายหลังจนมักจะได้เห็นพาดหัวข่าวในวันต่อมาในทำนอง “โพลพลิก หรือแหกโพล”

อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อดีตผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น หรือนิด้าโพล ระบุว่า โพลผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ และมักจะเกิดจากขั้นตอนของการทำโพล หรือเรียกว่าความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการสุ่มตัวอย่าง หรือ Sampling Error เช่น หากสำรวจผลการเลือกตั้ง แต่กลับไปสำรวจมาจากกลุ่มคนที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิลงคะแนนจริงๆ ผลที่ได้ก็ย่อมคลาดเคลื่อนได้ง่าย

“สำนักโพลส่วนใหญ่ยังบกพร่องในเรื่องการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่ตรงตามเป้าหมาย และต้องดูด้วยว่าโพลดังกล่าวตั้งคำถามในการสำรวจแบบไหน คำถามนั้นสำคัญมาก ถามแบบชี้นำก็อาจจะทำให้ได้คำตอบที่ทายผลผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้เช่นกัน ที่กล่าวมาเป็นสองประเด็นหลักที่ทุกสำนักโพลระวังกันมาก

นอกจากนี้ งานวิจัยที่เคยทำ บอกว่าคนไทยนั้นมีนิสัยเลือกผู้ชนะ หมายความว่าหากผลโพลบอกว่าใครชนะ ก็จะกลายเป็นการสร้างแรงโน้มน้าวจิตใจคนอื่นๆ ตามไปด้วย คนไทยเราชอบไก่ชนตัวที่มีแนวโน้มจะเป็นไก่ชนตัวชนะ เพราะเราอยากได้ผลประโยชน์จากผู้ชนะมากกว่ายอมเลือกพรรคหรือนักการเมืองที่ชอบในอุดมการณ์แต่ไม่มีแนวโน้มว่าจะชนะ พรรคการเมืองขนาดใหญ่จึงอาจจะได้เปรียบที่จะมีโอกาสได้รับชัยชนะมากกว่าพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือพรรคโนเนม” อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ นิด้า กล่าว

อดีตผู้อำนวยการนิด้าโพล ระบุด้วยว่ากรณีดังกล่าวนั้นเองที่ส่งผลให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดว่า ห้ามเผยแพร่ผลโพลหรือผลการสำรวจความเห็นสาธารณะก่อนการเลือกตั้ง 7 วัน โดย กกต.ให้เหตุผลว่าผลโพลอาจเป็นการชี้นำประชาชน หรือมีการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือหลอกลวง ข้อนี้สำคัญมาก ผลการวิจัยชี้ชัดว่าหากมั่นใจว่าใครจะชนะ คนไทยมีแนวโน้มจะเฮตามคนชนะได้ ดังนั้นหากไม่ห้ามเผยแพร่ผลโพลก่อนเลือกตั้ง 7 วัน ก็อาจจะมีการใช้โพลเร่งเร้าให้เกิดความคาดหวังว่าจะชนะการเลือกตั้ง ให้คนเทคะแนนเลือกพรรคหรือนักการเมืองที่น่าจะชนะ กรณีนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวัง หากไม่ห้าม อาจจะนับโพลเป็นวิชามารเพื่อโกงการเลือกตั้งได้เลย

สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า โพลนั้นบิดเบี้ยวได้เพราะอคติของคนทำ หรือมีพรรคตัวเองอยู่ในใจ หรือทำโพลแบบตามกระแส

“โพลแบบตามกระแสช่วงเลือกตั้งนั้นคลาดเคลื่อนได้ โดยเฉพาะการสำรวจในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมักจะตอบโพลแบบแห่ตามกัน เพราะกลัวตัวเองเชย แต่เอาเข้าจริงตัวเองก็ไม่ได้ไปลงคะแนนหรือไปลงคะแนนน้อย ทฤษฎีการทำโพลนั้นเป็นทฤษฎีฝรั่งซึ่งประชาชนมีสถานะทางครอบครัวแต่ต่างกันไม่มาก แต่คนไทยแตกต่างกันมาก ลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ทำให้โพลผิดพลาดได้ นอกจากนี้บางช่วงคนอาจจะแอนตี้โพล ก็อาจจะแกล้งตอบผิดๆ ก็ทำให้คลาดเคลื่อน เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2556 ผลโพลแทบทุกสำนักผิดทั้งหมด หรือในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดในภาคใต้ ปี 2548 ผลโพลเกือบทุกสำนักที่ทำโพลก็ผิดพลาดหมด เพราะคนโกหกโพล”

การเลือกตั้งครั้งนี้ก็มีโอกาสที่โพลทั้งหลายจะทายผิดมาก เพราะทุกพรรคการเมืองต่างมีโพลเป็นของตัวเองที่จัดทำขึ้นเพื่อแก้เกมการเมือง ใช้เรียกคะแนนหรือหากรู้ว่าบางพื้นที่ตัวเองแพ้ก็เปลี่ยนกลยุทธ์การหาเสียงเป็นการซื้อเสียงไปเลย หรือเมื่อรู้ว่าตัวเองคะแนนนำในเขตนั้นเขตนี้ก็ตายใจ เพลี่ยงพล้ำให้ฝ่ายตรงข้ามที่เร่งหาเสียงอุดรูรั่ว ปัจจัยที่กล่าวมาต่างมีส่วนที่ทำให้ผลโพลพลิกได้แทบทั้งสิ้น

เปิดรายชื่อ สว.สูตรเบ็ดเสร็จ 3 ป.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/582759

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 16:37 น.

เปิดรายชื่อ สว.สูตรเบ็ดเสร็จ 3 ป.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

รายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็น สว.จำนวน 400 คน ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา สว.นั้น เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคณะกรรมการสรรหาจะส่งให้ คสช.พิจารณาแต่งตั้งเป็น สว.สรรหา 194 คนนัดสุดท้าย ในวันที่ 9 มี.ค.นี้ก่อนจะประกาศรายชื่อ สว.หลังการเลือกตั้ง สส.

ทั้งนี้ มีรายงานว่ารายชื่อ สว.ใหม่ล้วนใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิตร หรือบิ๊กป้อม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา (บิ๊กป๊อก) รมว.มหาดไทย หรือ 3 ป.โดยมีรายชื่อดังนี้

1.กลุ่มคนใกล้ชิดและน้องรัก พล.อ.ประวิตร คาดมีชื่อ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ อดีต สว.สรรหาน้องชาย พล.อ.ประวิตร พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตผู้ช่วย ผบ.ทบ. พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ สมาชิก สนช. พล.อ.รณชัย มัญชุสุนทรกุล อดีตผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก

พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขา สมช.พล.อ.ทวีป เนตรนิยม อดีตเลขา สมช. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล อดีต รมว.แรงงาน สม จาตุศรีพิทักษ์ พล.อ.นพดล อินทปัญญา ที่ปรึกษา คสช. พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ อดีต สว. พล.อ.โสภณ ศีลพิพัฒน์ อดีตที่ปรึกษา รมว.กลาโหม พล.อ.อ.ไพศาล สีตบุตร อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศ

พล.อ.จิรพงศ์ วรรณรัตน์ อดีต ที่ปรึกษากองทัพบก พล.อ.ชยุติ สุวรรณมาศ อดีตหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำ ผบ.ทสส. พล.อ.อ. ชาลี จันทร์เรือง อดีต สว. พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย อดีตรอง ผบ.ทสส. พล.อ. อู้ด เบื้องบน อดีตปลัดกลาโหม พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.ทสส. พล.อ.ธีรเดช มีเพียร อดีตประธานวุฒิสภา พล.อ. พิสิทธิ์ สิทธิสาร อดีตรอง ผบ.ทบ.

กลุ่มที่เคยร่วมงานในกระทรวงกลาโหมและมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท อดีตปลัดกลาโหม พล.อ.คณิต สาพิทักษ์ อดีตประธานคณะที่ปรึกษากลาโหม พล.อ.วลิต โรจนภักดี อดีตรอง ผบ.ทบ. น้องรัก พล.อ.ประวิตร ถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขา สมช. พล.อ.อ.มณฑล สัชฌุกร อดีตโฆษกกองทัพอากาศ

2.กลุ่มเพื่อนร่วมรุ่น คนสนิท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ อดีต สว.ชุมพร พล.อ.อักษรา เกิดผล อดีตหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดน ภาคใต้ พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ อดีตหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร อดีต ผบ.ทสส. พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล คู่เขย พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก พล.อ.สกล ชื่นตระกูล อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานปลัดกลาโหม พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ อดีตปลัดกลาโหม พล.อ.ยุวนัฏ สุริยกุล ณ อยุธยา อดีต สนช. พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิก สนช. พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิก สนช.

3.กลุ่มคนใกล้ชิดพล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยพล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ อดีต ผบ.ทร.พล.อ.ไตรรัตน์ รังคะรัตน อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ อดีต ผบ.ทสส. พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง อดีตรอง ผบ.ทสส. พล.ร.อ.วัลลภ เกิดผล อดีตรอง ผบ.ทสส. พล.อ.ธีระวัฒน์ บุญยะประดับ อดีตรอง ผบ.ทบ.

4.กลุ่มนายทหารที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในปีนี้ พล.อ.วีรชัย อินทุโศภน รอง ผบ.ทสส. พล.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. พล.อ.ธนะเกียรติ ชอบชื่นชม ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา พล.ท.ธรากร ธรรมวินทร แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นต้น

เลือกตั้งพัทลุงเดือดภท.-พท.ประกาศโค่น ปชป.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/582481

  • วันที่ 07 มี.ค. 2562 เวลา 06:42 น.

เลือกตั้งพัทลุงเดือดภท.-พท.ประกาศโค่น ปชป.

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

สนามเลือกตั้ง จ.พัทลุง แบ่งออกเป็น สมรภูมิ 3 เขตเลือกตั้ง มีผู้สมัคร สส.กว่า 100 คน แต่ที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือ เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 ถือว่า เป็นสนามช้างชนช้างระหว่างผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

เขตเลือกตั้งที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง สุพัชรี ธรรมเพชร หรือแหม่ม อดีต สส. และเป็นบุตรสาวของ สุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต สส.หลายสมัยของพรรคประชาธิปัตย์ลงสมัคร ขณะที่พรรคภูมิใจไทยส่ง ภูมิศิษฎ์ คงมี คนดัง ในแวดวงการเมืองท้องที่และท้องถิ่น โดยมีผู้สนับสนุนคับคั่งทั้งคนใหญ่คนโต อีกทั้งยังมีน้ำเลี้ยงและพี่เลี้ยงที่พร้อมสรรพลำเลียงเสบียงหนุน ทั้งยาบำรุงและกำลังเสริมเพิ่มเติมเต็มอัตราศึก

ขณะที่ สุพัชรี อดีต สส.เจ้าของพื้นที่ถือไพ่เหนือคู่แข่งพอสมควร เพราะยังมีคะแนนพรรคชนิดที่เหนียวแน่น และยังได้บารมี ชวน หลีกภัย ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยทีมงานของ สุพัชรี เชื่อมั่นว่าถ้าอดีตนายกรัฐมนตรีชวน ลงพื้นที่หาเสียงด้วยการออดอ้อนชาวบ้านต่อเนื่องฐานที่มั่นรักษาได้ไม่ยาก

ด้าน กู้ชาติ ชายเกตุ พรรคประชาชาติ (ปช.) มั่นใจว่า ยุคสมัย กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป ประวัติศาสตร์มีแนวโน้มซ้ำรอยเดิม คืออดีต สส.เก่าเคยสอบตกมาแล้วทั้ง 3 เขต 3 ที่นั่ง แล้วจะมี สส.หน้าใหม่เข้ามา รอบนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ผู้สมัคร สส.หน้าเก่าจะหายเรียบ แล้วทำให้ ปช.จะกวาดมาทั้ง 3 ที่นั่ง ปช.ชูธงนโยบายพหุสังคมวัฒนธรรม สิทธิที่ทำกิน ฯลฯ

สนามเลือกตั้งเขตที่ 2 เป็นอีกเขตที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดไม่แพ้เขตเลือกตั้งที่ 1 เพราะเขตนี้ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ครองแชมป์มายาวนาน และเจ้าของวลีเด็ดใน จ.พัทลุง “พรรคส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้เป็นผู้แทน” ในสนามเลือกตั้ง แต่ครั้งนี้ นิพิฏฐ์ ได้คู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อต่อการป้องกันแชมป์ นั่นคือ ฉลอง เทิดวีรพงศ์ หรือปลัดหลอง อดีตปลัดจังหวัดพัทลุง ผู้ยอมทิ้งอนาคตที่น่าจะได้ก้าวถึงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อมาสวมสีเสื้อพรรคเพื่อไทย (พท.) ประกาศลั่นจะล้มแชมป์เก่าให้จงได้ โดยไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีความเป็นอดีต สส.พัทลุง 8 สมัยของ นิพิฏฐ์ แต่อย่างใด

สำหรับคู่แข่งจอมอหังการอย่าง ฉลอง นั้นมีพื้นเพเป็นคน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งครั้งนี้ถ้าเปรียบเป็นมวยแบบปอนด์ต่อปอนด์ นับว่าชื่อชั้นดีพอสมควร แถมพรรคที่สังกัดมีพี่เลี้ยงคือ นาที รัชกิจประการ ที่พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยฐานเสียงสำคัญอยู่ที่กลุ่มข้าราชการในพื้นที่ ทำให้ศึกครั้งนี้ปลัดหลองเปรียบเสมือนมวยสดกว่าคู่แข่ง พร้อมจะเดินหน้าปลดแชมป์เก่า 8 สมัยตลอด 5 ยก

สนามเลือกตั้งเขตที่ 3 แม้จะไม่ใช่สนามช้างชนช้าง แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเขตที่ต้องจับตามองไม่แพ้กัน เพราะเขตนี้พรรคประชาธิปัตย์ส่งอดีต สส. นริศ ขำนุรักษ์ ลงป้องกันแชมป์ ส่วนผู้ท้าชิง คือ เขมพล อุ้ยตยะกุล นักการเมืองหน้าใหม่ในสังกัดพรรคภูมิใจไทย แม้จะใหม่แต่ก็ไม่ธรรมดาเพราะเป็นถึงหลานรักของ นาที นาทีนี้ เขมพล ธรรมดาซะที่ไหน นอกจากได้รับแรงหนุนอย่างเต็มที่แล้วยังลงพื้นที่ไม่เคยหยุด แถมยังติดโปสเตอร์หาเสียงทั่วเมืองคู่กับเสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้เป็นหัวหน้าพรรค ทำให้บารมีเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นาที ได้ประกาศไว้แล้วทุกเวทีว่าจะนำทัพพรรคภูมิใจไทยผงาดยึด สส.ให้ได้มากที่สุดในภาคใต้ โดยเฉพาะที่ จ.พัทลุง และสตูล จะต้องปักธงให้ได้ หลังจากผลการเลือกตั้งเมื่อ 8 ปีที่แล้วต้องพ่ายแพ้พรรคประชาธิปัตย์ราบคาบยับเยิน แต่ศึกเลือกตั้งครั้งนี้กงล้อประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมหรือไม่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยวันที่ 24 มี.ค. จะเป็นคำตอบให้กับ นาที

ขณะที่ นิพิฏฐ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแม่ทัพภาคใต้ พูดถึงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังจะสามารถใช้ความได้เปรียบในฐานะเจ้าถิ่นเดิม แถมยังเก๋าเกมทางการเมืองว่าจะรักษาฐานที่มั่นทั้ง 3 เขตของ จ.พัทลุง ไว้ได้หรือไม่ ส่วนบารมีของ ชวน นั้นยังคงมีมนต์ขลังพาลูกทีมเข้าสู่สภาหินอ่อนได้หรือไม่ คำตอบอยู่ที่ชาวพัทลุง

‘อำนาจ-เกียรติกร’มวยถูกคู่ เปิดศึกชิงเก้าอี้สส.เขต1 ปราจีนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/582370

  • วันที่ 06 มี.ค. 2562 เวลา 07:34 น.

'อำนาจ-เกียรติกร'มวยถูกคู่ เปิดศึกชิงเก้าอี้สส.เขต1 ปราจีนบุรี

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

สนามเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.ปราจีนบุรี แบ่งออกเป็น 3 เขตเลือกตั้ง สนามที่ค่อนข้างถูกจับตามองเป็นพิเศษและฮาร์ดคอร์การเมืองต้องไม่กะพริบตา คือ สนามเขตเลือกตั้งที่ 1  ประกอบด้วย อ.เมืองปราจีนบุรี บ้านสร้าง ศรีมโหสถ มีผู้สมัครรวม 16 คน เขตนี้ถือว่าเป็นสนามช้างชนช้างอย่างแท้จริง ระหว่าง อำนาจ วิลาวัลย์ อดีต สส.ปราจีนบุรี ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นเต็ง 1 คู่แข่ง คนสำคัญ เกียรติกร พากเพียรศิลป์ อดีต สส.ปราจีนบุรี ผู้สมัคร สส.พรรค เพื่อไทย (พท.)

สำหรับ อำนาจ อดีต สส.ปราจีนบุรี ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย นั้นเส้นทางการเมืองเริ่มต้นจากการเป็นอดีต สท.เมืองปราจีนบุรี เป็นต่อคู่แข่งอย่าง เกียรติกร ในสนามเลือกตั้งครั้งอยู่หลายขุม เพราะฐานเสียงทางการเมืองสะสมมายาวนาน นอกจากนี้ยังเป็นหลานชายของ “สุนทร วิลาวัลย์” อดีต รมช.สาธารณสุข อดีต สส.ปราจีนบุรี 8 สมัยซ้อน และยังเป็นหลานชายของ บังอร วิลาวัลย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปราจีนบุรี ซึ่งมีฐานเสียงครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งจังหวัด

ขณะเดียวกันในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี อำนาจก็ยังฐานคะแนนเสียงที่แน่นปึ้ก 16 ชุมชน อยู่ในมือของ “อำนาจ” เพราะเป็นอดีตสมาชิกสภาเทศบาลเมืองปราจีนบุรี ลงเล่นการเมืองครั้งแรกปี 2543 ลงสมัคร สท.เมืองปราจีนบุรี ได้รับเลือกตั้งติดต่อกันรวม 2 สมัย มีบุตร 1 คน ก้าวเข้ามาเป็น อดีต สส.ปราจีนบุรี 2 สมัย ขยันลง พื้นที่ไม่ขาด อีกทั้งยังมีเสียงในกลุ่ม นักธุรกิจและภาคเอกชนจำนวนหนึ่ง เนื่องจากเคยคลุกคลีอยู่กับแวดวงธุรกิจ และยังเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ น.ส.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รอง หน.พรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะแพ้ไม่ได้

ด้านคู่แข่งคนสำคัญคือ เกียรติกร  พากเพียรศิลป์ หรือ หรั่ง มีพี่น้องที่ล้วนเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เป็นฐานเสียงสำคัญคือ บุญเกื้อ พากเพียรศิลป์ หรือเล็กน้ำ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองปราจีนบุรี สมดุลย์ พากเพียรศิลป์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลรอบเมือง (อบต.) อ.เมืองปราจีนบุรี

โดยในอดีต เกียรติกร เคยเป็นอดีต สส.ปราจีนบุรี พรรคมัชฌิมาธิปไตย (คะแนน 61,538) (เลือกตั้งใหม่เพราะ สุนทร ถูกใบแดง) (ย้ายมาพรรคประชา ธิปัตย์) ปี 2551 สส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนหน้าเคยเป็นสมาชิกสภา จ.ปราจีนบุรี-รองนายกองค์การบริหารส่วน จ.ปราจีนบุรี อย่างไรก็ตามหลังจากที่คะแนนเป็นรอง เกียรติกร จึงขยันลงพื้นที่เท่าตัว โดยลงพื้นที่เช้า กลางวัน เย็น ไม่ขาด ในการเดินพบประชาชนตามตลาดนัด เคาะประตูบ้าน วิ่งรถกระจายเสียง ไปงานบุญ-งานบวชงานสวดศพ งานแต่ง ไม่ขาด และมีโอกาสพลิกล็อกชนะได้ทุกโอกาส เพราะศึกเลือกตั้งครั้งนี้ผู้ตัดสินคือประชาชนที่เรียกร้องให้มีการแก้ไขภาวะข้าวยากหมากแพงปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม นุกูลกิจ พากเพียรศิลป์ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ผู้สมัครหน้าใหม่ดีกรีไม่ธรรมดา เป็นอดีต สจ.ปราจีนบุรี เขต 1 ลูกชายของ บุญเกื้อ พากเพียรศิลป์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองปราจีนบุรี มาช่วยสู้ แต่อย่าลืมว่าปราจีนบุรีเป็นจังหวัดทหารบก ดังนั้นทั้งอำนาจ และเกียรติกร ประมาทไม่ได้เด็ดขาด

ส่วนผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ ล้วนเป็นแค่ตัวประกอบ เช่น สัมฤทธิ์ น้ำแก้ว พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กฤษณ์กมล แพงศรี พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) อุทัยวดี ตระการเจริญสุข พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) กล้าณรงค์ กรวยทอง พรรคพลังท้องถิ่นไทย และ กิตติ จีนศาสตร์ พรรคเพื่อนไทย

พิจิตรสนามเลือกตั้งเล็กตระกูลใหญ่เปิดศึกแข่งเดือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/582242

  • วันที่ 05 มี.ค. 2562 เวลา 06:54 น.

พิจิตรสนามเลือกตั้งเล็กตระกูลใหญ่เปิดศึกแข่งเดือด

โดย…สิทธิพจน์  เกบุ้ย

พิจิตรเมืองเล็กแต่ศึกเลือกตั้งเข้มข้นดุเดือดไม่แพ้จังหวัดอื่น แบ่งเขตเลือกตั้ง 3 เขต เมื่อเข้าสู่โหมดเดือนแห่งการ หาเสียงและการชิงไหวชิงพริบ มองอดีต ทำนายอนาคต ซึ่งถ้าพูดถึงนักการเมืองที่ถูกยกให้เป็นพญาชาละวันของการเลือกตั้งที่ฟาดหัวฟาดหาง ชี้เป็นชี้ตาย ต้องยกให้ 4 อดีตผู้ยิ่งใหญ่ คือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ หรือ “เสธ.หนั่น” คู่ฟัดคู่เหวี่ยงกับ พ.ต.ท.อดุลย์ บุญเสรฐ แต่ได้เสียชีวิตลงแล้ว แต่ยังมีดาวค้างฟ้าหลืออีก 2 ดวง คือ ไพฑูรย์ แก้วทอง และ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ แต่ได้วางมือทางการเมืองปล่อยให้ลูกชายและน้องชายสืบทอดเจตนารมณ์ต่อ

เขตเลือกตั้งที่ 1 ประกอบด้วย อ.เมืองพิจิตร สามง่าม วชิรบารมี มี ผู้สมัคร 27 คน ตัวเต็ง วินัย ภัทรประสิทธิ์ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เพราะมีฐานเสียงจากลุ่มน้ำน่าน สมัยที่ ประดิษฐ์ สร้างเอาไว้บวกกับฐานเสียงจากลุ่มน้ำยมของ สุณีย์ เหลืองวิจิตร สร้างเอาไว้ได้รวมกันเทมาให้วินัย ทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง อย่าง อาวุธ เดชอุปการ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คนใกล้ชิดของ ไพฑูรย์-นราพัฒน์ แก้วทอง อดีตเคยเป็น สจ.พิจิตร ที่สร้างบารมีเอาไว้ในลุ่มน้ำพิจิตรอย่างเหนียวแน่นและมั่นคง ส่วน พรชัย อินทร์สุข พรรค พลังประชารัฐ (พปชร.) ผู้สมัครดาวรุ่งอีกคนที่น่าจับตามอง แรงหนุนล้น และนโยบายของพรรคก็ไม่ได้แพ้ใครตัวสอดแทรกมองข้ามไม่ได้ อาดิษฐ์ กัลยาณมิตร พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีกองเชียร์ที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นมีฐานคะแนนจากคนฐานรากแน่นหนา

เขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วย อ.ตะพานหิน ทับคล้อ  ดงเจริญ วังทรายพูน อ.สากเหล็ก มีผู้สมัคร 30 คน พื้นที่นี้ต้องบอกเลยว่าปัจจุบันถูกผ่าแบ่งเขตแบบใหม่จึงไม่ใช่ Red Zone หรือ Yellow Zone ดาวเด่นดวงแรกที่โคจรใกล้ หลักชัยมากที่สุดก็คงต้องจับตามองไปที่ ปุณยวัจน์ เหลืองวิจิตร พรรค ไทยรักษาชาติ มีดีกรีเป็นอดีต สจ.พิจิตร และเป็นน้องชายของสุณีย์ รองหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ จุดแข็งก็คือมี มวลชนและกองเชียร์ที่เป็นฐานเสียงเดิม รวมถึงมีนักการเมืองท้องถิ่นแห่ มาอยู่ค่ายเดียวกันเพียบ จึงทำให้มีความแข็งแกร่งไม่น่าจะแพ้ใคร คู่แข่งที่น่าจับตา คือ ณริยา บุญเสรฐ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ซึ่งเป็นภรรยาของ นาวิน บุญเสรฐ อดีต สส.ของพรรคเพื่อไทย ลูกชายของ พ.ต.ท.อดุลย์  ส่วนคู่แข่งที่น่าจะเป็นม้ามืด ภูดิท อินสุวรรณ์ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งก็เคยเป็นอดีต สจ.พิจิตร เช่นเดียวกับ บุญชอบ สากูต พรรคประชาธิปัตย์

เขตเลือกตั้งที่ 3 จัดได้ว่าเป็นพื้นที่แข่งขันกันดุเดือดที่สุด เพราะเป็นความหวังเดียวของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย พื้นที่ประกอบด้วย อ.โพทะเล  บางมูลนาก บึงนาราง โพธิ์ ประทับช้าง มีผู้สมัครทั้งสิ้น 28 คน ผู้สมัคร 4 คนล้วนเป็นดาวเด่น ดวงแรก สุรชาติ ศรีบุศกร “สจ.ไก่” พรรค พลังประชารัฐ ดวงที่ 2 วิชัย ด่านรุ่งโรจน์ พรรคภูมิใจไทย ดวงที่ 3  มิ่งขวัญ พุกเปี่ยม “เจ๊หนิง” และดวงที่ 4 ณรงค์ จักขุจันทร์ พรรคประชาธิปัตย์ เขตนี้เต็ง 1 ยกให้สุรชาติ เป็นคนในพื้นที่มี พี่น้อง และวงศ์ตระกูลล้วนเป็นช่างปั้น ที่ผ่านมาปั้นคนเป็นนักการเมืองมาแล้วหลายยุคหลายสมัย

อย่างไรก็ตาม ยังมีดาวสตรีที่ แสงส่องประกายที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ คือ มิ่งขวัญ ประธานชมรม โรงสีข้าวจังหวัดพิจิตร พรรคไทยรักษาชาติ ที่มีจุดแข็งชูนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องราคาข้าวเปลือกที่เคยทำมาแล้วและทำได้จริง ไม่ได้โม้ ซึ่งตอนนี้ขยันออกเดินหาเสียงเจาะคะแนนไปหลายกระบุงโกย ส่วนเรื่องของความพร้อมคะแนนนิยมของพรรคไม่แพ้ใคร ดังนั้นถ้า 7 มี.ค.นี้ หมดทุกข์หมดโศก รอดพ้นอุบัติเหตุทางการเมืองไปได้ ดาวเด่นหรือดาวดวงใหญ่คงต้องหลีกทางให้ดาวอิสตรีที่มีแสงสีแดงดวงนี้โคจรแซงหน้าเข้าเส้นชัยไปอย่างฉิวเฉียดแน่นอน ส่วนณรงค์พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอดีตเป็นกำนันตำบลทุ่งใหญ่ก็คงเป็นดาวประดับท้องฟ้าที่ส่องแสงระยิบระยับเท่านั้น

เลือกตั้งนครพนมเดือด! 4เขตล้วนศึกช้างชนช้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/582229

  • วันที่ 04 มี.ค. 2562 เวลา 20:27 น.

เลือกตั้งนครพนมเดือด! 4เขตล้วนศึกช้างชนช้าง

ส่องสนามเลือกตั้ง จังหวัดนครพนมที่ถูกหั่นเขตเลือกตั้งจาก 5 เขตเหลือเพียง 4 เขต ที่เรียกได้ว่าเป็นศึกช้างชนช้าง

*******************************

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

สนามเลือกตั้ง จ.นครพนม ในอดีตแบ่งเขตเลือกตั้งมีทั้งหมด 5 เขต ปัจจุบันถูกหั่นเหลือเพียง 4 เขต มียอดผู้สมัครรวม 129 คน จาก 34 พรรคการเมือง แต่ที่แข่งขันจริงๆ มีไม่ถึง 5 พรรค อาทิ พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ยึดเก้าอี้ยกจังหวัด แต่ครั้งนี้ต้องต่อสู้กับพรรคน้องใหม่ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่กระแสมาแรงมีสิทธิแซงโค้ง ตามด้วยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อคนไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ชาว จ.นครพนม อย่าง วิทยา อินาลา อดีต สว.เป็นผู้ก่อตั้ง

ศึกเลือกตั้งทั้ง 4 เขตครั้งนี้แข่งขันอย่างดุเดือดเพราะแต่ละพรรคต่างส่งผู้สมัครระดับหัวกะทิ ถือว่าทุกเขตล้วนเป็นศึกช้างชนช้าง ทำให้แกนนำแต่ละพรรคลุยลงพื้นที่หาเสียงให้ลูกพรรคทุกรูปแบบเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ เริ่มจากเขตเลือกตั้งที่ 1 มีการชิงชัยกันถึง 3 พรรค ระหว่าง ยุทธจักร เรืองวรบูรณ์ อดีตกำนันตำบลศรีสงคราม อ.ศรีสงคราม ลูกชายของ “กำนันโป้ย” อิทธิพล เรืองวรบูรณ์ อดีต สว. นอกจากพรรคเพื่อไทยจะป้องกันแชมป์ พรรคภูมิใจไทยที่ส่ง ศุภชัย โพธิ์สุ หรือครูแก้ว อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์แล้ว ยังมีพรรคพลังประชารัฐ ที่ส่ง ธงทิพย์ชลิต แห่สถิตย์ อดีตประธานสภา อบจ.นครพนม ที่เคยเป็นเด็กในคาถาของครูแก้ว เป็นตัวสอดแทรกอีกคน เขตนี้ยุทธจักรเรตติ้งยังไม่ตก ตรงกันข้ามครูแก้วกับธงทิพย์ชลิตทั้งคู่หืดจับ

เขตเลือกตั้งที่ 2 แนวโน้มคะแนนออกมาสูสีไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ แชมป์เก่า มนพร เจริญศรี หรือเดือน เป็น สส.ครั้งแรก ปี 2554 เพราะชื่อเสียงพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก แต่คู่แข่งยังเป็นหน้าเดิม อารมณ์ เวียงด้าน หรือครูไก่ พรรคภูมิใจไทย

ส่วนคู่แข่งอีกรายคือ ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ หรือผึ้ง พรรคพลังประชารัฐ หลานสาวคนสวยของพ่อใหญ่จิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ โอกาสที่น้องผึ้งโค่นแชมป์เก่ามีโอกาสสูงทีเดียว ขยันลงพื้นที่ต่อเนื่อง และยังมีฐานคะแนนเสียงของ สมชอบ นิติพจน์ นายก อบจ. อดีตเป็นคู่แข่งขับเคี่ยวกันในเวทีท้องถิ่น แต่คราวนี้หันมาสนับสนุนน้องผึ้งเพราะเห็นว่าขยันลงพื้นที่หาเสียงตลอดระยะเวลา 7 ปี ส่องกล้องแล้วน้องผึ้งมีโอกาสสูงที่จะได้เข้านั่งสภา

เขตเลือกตั้งที่ 3 แชมป์ผูกขาดถึง 10 สมัย ไพจิต ศรีวรขาน พรรคเพื่อไทย คู่แข่งคนสำคัญ สุมาลี พูลศิริกุล พรรคภูมิใจไทย คราวนี้เจอผู้ท้าชิงกระดูกแข็งโป๊กคือ นพ.อลงกต มณีกาศ พรรคพลังประชารัฐ อดีต สส.เขต 4 ที่ย้ายจากพรรคเพื่อแผ่นดิน โดยย้ายจากเขต 4 มาห้ำหั่นกับ ไพจิต ในเขต 3 สาเหตุ อลงกต ย้ายจากเขต 4 มาลงเขต 3 เพราะเปิดคลินิกรักษาผู้ป่วยถึง 3 แห่ง เช่น อ.ธาตุพนม ปลาปาก และเรณูนคร มีผู้ป่วยไปให้ตรวจรักษามากกว่าหมอคนไหนใน จ.นครพนม เพราะมีเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ทันสมัย ราคาไม่แพง ทำให้ฐานเสียงแน่นปึ้ก เขตนี้ถือว่าเป็นมวยถูกคู่ วัดปอนด์ต่อปอนด์สูสีดู๋ดี๋ชนะกันช่วงปลายยกสุดท้าย

เขตเลือกตั้ง 4 ชูกัน กุลวงษา ศิษย์รักของ ไพจิต ผู้ผลักดันให้ลงในสนามใหญ่ เมื่อปี 2554 เข้าป้ายในสีเสื้อพรรคเพื่อไทย เฉือนหมออลงกตแชมป์เก่าหวุดหวิด ครั้งนี้ ชูกัน ย้ายจากเพื่อไทยไปซบพลังประชารัฐ ส่วนพรรคเพื่อไทยส่ง ชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ลงประชันขันแข่ง ซึ่ง ชวลิต ไม่เคยลงพื้นที่เขต 4 มาก่อน ประกอบกับชาวบ้านไม่รู้จักชื่อชวลิตเท่าที่ควร เหตุที่กล้าชนกับแชมป์เก่า เพราะชื่อพรรคของคนเสื้อแดงยังขายได้

ขณะที่ ชูกัน ลงพื้นที่คลุกคลีกับชาวบ้านสม่ำเสมอ ดังนั้นสนามนี้ ชวลิต จะได้คะแนนจากชื่อพรรคเป็นหลัก แต่คะแนนส่วนตัวสู้ ชูกัน ไม่ได้ ใครจะได้นั่งเก้าอี้ในสภานั้นชูกันมีโอกาสสูงกว่า

กฎหมายไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ดูดีแบบแปลกประหลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/582157

  • วันที่ 04 มี.ค. 2562 เวลา 07:12 น.

กฎหมายไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ดูดีแบบแปลกประหลาด

ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ แม้ดูดีมีประโยชน์ในแง่ของการตรวจสอบ แต่ก็ถือเป็นกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพประชาชน

*************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. … ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมาย กลายเป็นที่ถกเถียงถึงความไม่ปลอดภัยในสิทธิส่วนบุคคล กระนั้นผู้ร่างกฎหมาย ยืนยันว่า นี่เป็นกฎหมายที่มีควาวก้าวหน้า คุ้มครองดูแลเครือข่ายสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค บริการทางการเงิน และความมั่นคงของรัฐ

คณาธิป ทองรวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ระบุว่า โดยหลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้ หรือ “ไซเบอร์ซีเคียวริตี้” ดูดีมีประโยชน์สามารถตรวจสอบก่อนเกิดเหตุได้ ถึงแม้ยังไม่เกิดภัยคุกคาม แต่ก็ให้อำนาจคณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) เข้ามาตรวจสอบได้

สำหรับคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) ซึ่งมีหน้าที่กำหนดนโยบายให้หน่วยงานของรัฐได้ให้อำนาจในกรณีภัยคุกคามไซเบอร์กว้างมากเกินไป เปิดโอกาสให้ กกม.ใช้อำนาจ จนทำให้กฎหมายไซเบอร์ฉบับนี้มีความแปลกมาก

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ ยังให้อำนาจตรวจสอบโดยไม่ต้องใช้หมายศาลได้เหมือนเดิม แม้จะอ้างว่าปรับปรุงแล้ว เพียงแค่แบ่งเกรดภัยคุกคามเป็น 3 ระดับ 1.ไม่ร้ายแรง 2.ร้ายแรง และ 3.วิกฤต ในหลักการระดับ 1-2 ต้องขอหมายศาล ส่วนระดับ 3 ไม่ต้องขอหมายศาล นั่นทำให้ พ.ร.บ.ไซเบอร์ เต็มไปด้วยมุมมืดคลุมเครือ การพิจารณาตรวจสอบทั้ง 3 ระดับ จึงอยู่แค่เพียงความน่าจะเป็นเท่านั้น ถือว่ากฎหมายนี้น่ากังวลอย่างยิ่ง

หากมองใกล้ตัว กฎหมายฉบับนี้นอกเหนือจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพประชาชนแล้ว ยังบั่นทอนก่อผลเสียต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้ประกอบการธุรกิจไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะเข้ามาสอดส่องข้อมูลเมื่อใด ทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นต่อการลงทุนเศรษฐกิจ

คณาธิป ทองรวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัลฯ พินิจพิเคราะห์แล้วว่า ใน พ.ร.บ.ไซเบอร์ฉบับนี้เขียนกำกับด้วยว่าเจ้าหน้าที่รัฐสามารถเรียกดูขอข้อมูลผู้ประกอบการธุรกิจได้ ถ้าหากไม่ให้ถือว่ามีความผิด ถ้าผู้ประกอบการธุรกิจให้ข้อมูลรัฐจะคุ้มครองผู้ประกอบการธุรกิจไม่ให้มีความผิดตามสัญญาหรือการละเมิด ส่วนนี้หมายความว่าจะกระทบต่อการลงทุนและข้อมูลสิทธิส่วนบุคคลอย่างมาก

“กฎหมายไซเบอร์ให้อำนาจสอดส่องและให้ขอข้อมูลผู้ประกอบการธุรกิจได้ หากผู้ประกอบการให้ข้อมูลลูกค้าจะไม่เอาผิด นั่นเท่ากับไปทำลายระบบกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล ยกตัวอย่างเช่น เจ้าหน้าที่จะขอเข้ามาดูการสนทนาในมือถือ โดยหลักแล้วหากค่ายมือถือยอมเปิดเผยข้อมูลถือว่าผิดสัญญา แต่ถ้า กกม.สั่งถือว่ายกเว้นความผิด นั่นเท่ากับว่าเราไปยกเว้นกฎหมายสัญญากับการละเมิด” คณาธิป ระบุ

คณาธิป กล่าวอีกว่า ปกติการใช้บริการจะเขียนสัญญาผูกพันระบุชัดว่า ห้ามผู้ให้บริการเผยข้อมูลลับกับคนอื่น แต่กฎหมายนี้กลับไปส่งเสริมให้ผู้ประกอบการผิดสัญญา ทั้งกฎหมายยังช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ผิดสัญญากับลูกค้า ถือเป็นกฎหมาย “บิ๊กบอส” ขนาดใหญ่มาก ขณะเดียวกันยังทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจต่างชาติกังวลใจ แม้ว่าจะยกเว้นความผิดในกฎหมายไทย แต่อาจผิดต่อกฎหมายสัญญาอื่นนอกเหนือจากสัญญาในประเทศไทยต่อลูกค้าต่างชาติได้

“ฉะนั้นการลงทุนจะกระทบเกิดข้อกังวล อาจต้องเสี่ยงกับการตรวจสอบ แม้ไม่ทุกราย แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ‘อาจจะเกิด เชื่อว่าน่าจะเกิด’ ภัยคุกคามรัฐก็พร้อมเข้ามาดูตลอด หลักการนี้จะไปย้อนแย้งกับร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. … ที่จะออกมาเช่นกัน นอกจากนี้ พ.ร.บ.ไซเบอร์ ยังอาจถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองหรืออาจเกี่ยวข้องสามารถเกิดขึ้นได้ แม้ในกฎหมายไม่เขียนไว้โดยตรง แต่อย่าลืมว่าคนใช้กฎหมายนี้คือรัฐบาล” คณาธิป ระบุ

ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัลฯ ย้ำข้อเสียมากกว่าดีว่า กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของเอกชน เช่น โทรคมนาคม การขนส่ง อินเทอร์เน็ต ฯลฯ มีความเสี่ยงอาจต้องถูกประกาศให้ขึ้นทะเบียนให้อยู่ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ที่สุดเมื่อตัวกฎหมายที่เขียนใน พ.ร.บ.ไซเบอร์ ไม่มีความชัดเจน แล้วให้อำนาจ กกม.อย่างเต็มที่ จึงถือเป็นความน่ากลัวอย่างหนึ่ง

อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า ข้อดีของ พ.ร.บ.ไซเบอร์ จะช่วยควบคุมเรื่องการใช้สื่อออนไลน์ในทางผิดกฎหมาย ส่วนข้อกังวลคือเรื่องการให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ตรงนี้เป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไป เพราะสามารถใช้ดุลพินิจได้ว่าเป็นกรณีฉุกเฉินหรือวิกฤต ดังนั้นตรงนี้จึงบอกไม่ได้ว่าจะทำอย่างไร เนื่องจากเป็นเรื่องของการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นภัยไม่ร้ายแรง ภัยระดับวิกฤต

ในกรณีภัยระดับวิกฤตนั้นจะให้อำนาจสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอหมายจากศาล แต่ถ้าภัยในระดับไม่ร้ายแรงต้องขอหมายศาลก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องการขอหมายศาลมันเกี่ยวข้องกับเรื่องหลักนิติธรรม การถ่วงดุลอำนาจ เรื่องนี้ถือว่ามีความน่าห่วงอย่างมาก เพราะหากจะแก้กฎหมายใหม่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก5 ปี

อังคณา กล่าวอีกว่า ส่วนตัวคิดว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่มีอยู่แล้วหากใช้ให้เต็มที่น่าจะมีประสิทธิภาพเพียงพออยู่แล้ว จึงไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องมีการออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา อีกประการคือในหลายประเทศที่มีกฎหมาย พ.ร.บ.ไซเบอร์ เพราะมีเรื่องการก่อการร้าย กลับกันในประเทศไทยไม่มีเรื่องก่อการร้ายแบบสากล ที่ผ่านมาประเทศไทยมีกฎหมายหลายตัวที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้

85 ปี “ราชันผู้สละราชย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/582096

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 10:07 น.

85 ปี "ราชันผู้สละราชย์"

85 ปีเต็มล่วงมาแล้ว เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2477 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ

**********************************

โดย…อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

85 ปีเต็มล่วงมาแล้ว เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2477 เวลา 13.45 น. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่พระตำหนักโนล กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทรงลงพระปรมาภิไธยท้ายพระราชหัตถเลขา พระราชทานให้กับเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลไปเข้าเฝ้าฯ

เนื้อหาในพระราชหัตถเลขานั้นทรงประกาศสละราชสมบัติ ความตอนหนึ่งว่า

“…บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือหรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์ แต่บัดนี้เป็นต้นไป”

การที่รัฐบาลส่งเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ เป็นผู้แทนไปกราบบังคมทูลเชิญกลับประเทศ ก็เนื่องจากทรงมีพระราชดำริจะสละราชสมบัติมาเป็นระยะ จากความไม่ลงรอยกับแนวทางการเมืองการปกครองของคณะราษฎร อาทิ เค้าโครงเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีลักษณะเป็นสังคมนิยม เกิดความแตกแยกในสภา นำไปสู่การบีบบังคับให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีลาออก และพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน

กรณีกบฏบวรเดช มีการจับกุมปฏิปักษ์ของคณะราษฎรเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้รัฐบาลได้ตราพรบ.จัดการป้องกันรักษารัฐธรรมนูญ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่เห็นด้วย โดยทรงเห็นว่า การป้องกันมิให้เกิดกบฏนั้น ต้องดำเนินการปกครองอย่างดีและขจัดความไม่พอใจต่างๆ มิใช่การปราบปราม

รวมทั้งการที่คณะราษฎรแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 โดยทรงเห็นว่าการเลือกแต่พวกที่อยู่ในคณะผู้ก่อการเป็นส่วนมากนั้นเป็น “สมบูรณาญาสิทธิของคณะ”

ระหว่างนั้นมีพระราชประสงค์จะรักษาอาการพระเนตรในต่างประเทศ จึงเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2476 ถึงแม้ว่าจะประทับอยู่นอกแผ่นดินสยาม แต่ปัญหาขัดแย้งก็ยังไม่คลี่คลาย

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในพระราชบันทึกถึงรัฐบาล เมื่อเดือน ธ.ค. 2477 ทรงรับสั่งถึงกรณีการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 นี้ว่า

“ข้าพเจ้าได้พูดไว้นานแล้วว่า ข้าพเจ้ายอมสละอำนาจของข้าพเจ้าให้แก่ราษฎรทั้งปวง แต่ไม่สมัครที่จะสละอำนาจให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือคณะใดคณะหนึ่ง เว้นแต่จะรู้แน่ว่าเป็นความประสงค์ของประชาชนอันแท้จริงเช่นนั้น”

พระราชกระแสรับสั่งดังกล่าว ปรากฏขึ้นอีกครั้งในพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ อีก 3 เดือนต่อมา ซึ่งเป็นข้อความที่เราคุ้นเคยกันดีว่า

“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิเด็ดขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

เป็นการประกาศสละราชสมบัติขณะประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อทรงเห็นว่าจุดยืนของพระองค์และคณะราษฎร ไม่อาจสอดคล้องกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติได้ รวมระยะเวลาที่เสด็จฯออกจากประเทศไทย กระทั่งถึงการสละราชสมบัติ เป็นระยะเวลา 14 เดือน (ตามการนับศักราชแบบเก่าก่อน พ.ศ. 2484)

ภายหลังสละราชสมบัติ ทรงกลับไปใช้พระราชอิสริยยศเดิม คือ สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักโนล ชานกรุงลอนดอน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี และพระประยูรญาติ ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย เมื่อรัฐบาลสั่งให้ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จฯ กลับประเทศไทย จึงทรงซื้อพระตำหนักใหม่ที่เล็กลง พระราชทานชื่อว่า พระตำหนักเกล็นเพ็มเมินต์ Glen Pammant ซึ่งทรงสลับอักษรจากคำว่า “ตามเพลงมัน” หรือ Tam Pleng Man หมายถึงยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทรงพบกับความโทมนัสอีกครั้ง ในปี 2482 เมื่อรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แบ่งแยกทรัพย์สินส่วนพระองค์ออกจากกรมพระคลังข้างที่ และฟ้องร้องเรียกเงินกว่า 6 ล้านบาท ที่พระองค์ได้โอนย้ายไปตั้งเป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นการฟ้องคดีย้อนหลังก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ คดีนี้ศาลพิพากษาให้ยึดวังสุโขทัยซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์เพื่อชดใช้

ม.จ.การวิก จักรพันธุ์ ราชเลขานุการในพระองค์ขณะนั้น เล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงนี้ว่า

“เวลามีเรื่องร้ายที่นำความทุกข์โศกหรือความเดือดร้อนมาสู่พระองค์ท่าน ก็ทรงอดทนทุกอย่าง แม้ภายหลังที่ทรงสละราชย์แล้ว คนไทยในต่างประเทศยังวางตัวไม่ถูกเมื่อพบกับพระองค์ท่าน เพราะสถานการณ์ตอนนั้นปั่นป่วนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร หากถวายความเคารพ หรือคบค้าสมาคมกับพระองค์ท่าน อาจมีภัยถึงตัวและครอบครัวหรือไม่ จนถึงกับเคยรับสั่งด้วยความเสียพระทัยว่า เรามันหมาหัวเน่า คนเห็นก็หนีหมด ตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่ง เสด็จฯ ไปเสวยพระกระยาหารที่ภัตตาคารจีน พอเสด็จฯ เข้าไป คนไทยหลายคนที่นั่งกันอยู่ ซึ่งก็รู้จักพระองค์ท่านอยู่แล้ว ต่างก้มหน้ามองจานกันหมด ทอดพระเนตรปั๊บ ก็ไม่ทรงทราบว่าจะทำอย่างไร และทรงเห็นใจที่เขาทำตัวไม่ถูก”

ศิริน โรจนสโรช หัวหน้าหน่วยสนเทศสุโขทัยศึกษา สำนักบรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เขียนไว้ในหนังสือ “120 ปี ผ่านฟ้าประชาธิปก” ว่า หนังสือส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีป้ายบรรณสิทธิ์แสดงความเป็นเจ้าของหนังสือติดไว้ที่ด้านหลังของปกหน้าหรือที่ใบรองปก โดยมี 3 แบบ ซึ่งมีความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่เกี่ยวกับช่วงพระชนม์ชีพ โดยแบบที่ 1 เมื่อยังมิได้ทรงครองราชย์ แบบที่ 2 ช่วงที่ครองราชย์ และแบบที่ 3 ในช่วงหลังสละราชสมบัติ

ป้ายบรรณสิทธิ์

ความน่าสนใจของป้ายบรรณสิทธิ์หนังสือส่วนพระองค์ คือป้ายในแบบที่ 3 ช่วงหลังสละราชสมบัติ โดยมีบทกวีภาษาอังกฤษ ซึ่งทรงตัดตอนมาจากบทกวี A nook and a book ประพันธ์โดย William Freeland กวีชาวสกอตแลนด์ ซึ่ง ม.ร.ว.พฤทธิสาณ ชุมพล อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระโอรส ม.จ.กมลีสาณ ชุมพล ข้าราชบริพารในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แปลเป็นไทยเอาไว้ ความว่า

“ฉันขอเพียงมุมหนึ่งกับหนังสือเล่มหนึ่ง,

และปล่อยให้โลกแห่งความโอหังหมุนไป;

เพื่อไขว่คว้าเกาะเกี่ยวด้วยเล่ห์กล

เพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียง

ฉันขอเพียงหนังสือเล่มหนึ่งกับมุมหนึ่ง

ห่างไกลจากแสงแพรวพราวและความขัดแย้งอลหม่าน;

ขอไม้เท้ากับไม้ปลายขออย่างละด้าม,

อีกความสงบและความหอมหวานของชีวิต;

โอ้ โลกที่ช่างโอ้อวดเอ๋ย จงปล่อยให้ฉันได้ครองมุมของฉัน,

ราชาแห่งอาณาจักรนี้, หนังสือของฉัน,

อาณาบริเวณที่สมัยนิยมได้ทอดทิ้งไป;

จงผ่านฉันไป, บรรดาท่านนักเสี่ยงโชคเพียงเพื่อความรุ่งโรจน์เอ๋ย,

ขออย่าได้มาขัดจังหวะทำนองอันไพเราะแห่งเรื่องราวของฉันเลย!”

กวีบทนี้อาจสะท้อนถึงความในพระราชหฤทัยที่ปราถนาชีวิตสงบสุข เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่ทรงปฏิเสธการระดมกองทัพหัวเมืองต่อต้านคณะราษฎร เพราะไม่ต้องการประทับอยู่บนบัลลังก์ที่เปื้อนเลือด ทรงยอมเป็นพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ รับมือกับกระแสความเปลี่ยนแปลงด้วยพระราชหฤทัยเปี่ยมขันติธรรม เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติและประชาชน

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระอาการประชวรด้วยโรคพระหทัยพิการก็กำเริบขึ้น ทรงย้ายมาประทับที่พระตำหนักคอมพ์ตัน ในเดือน เม.ย. 2484 พระอาการหนักขึ้นทำให้ทรงอ่อนเพลียต้องจ้างพยาบาลดูแลพระอาการอย่างใกล้ชิด

กลางเดือน พ.ค. 2484 พระอาการมีแนวโน้มดีขึ้น ทรงลุกขึ้นเสด็จพระราชดำเนินได้ ครั้นวันที่ 30 พ.ค. หลังตื่นบรรทม ทรงเสด็จพระราชดำเนินไป
ตามระเบียงพระตำหนัก ทอดพระเนตรดอกทิวลิปที่ทรงปลูก หลังเสวยพระกระยาหารเช้าทรงบรรทมต่อ ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จพระราชดำเนินด้วยรถยนต์พระที่นั่งออกไปเก็บของยังพระตำหนักเก่า

ช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. ทรงกดกริ่งเรียกพยาบาล เมื่อพยาบาลขึ้นไปถึงพบว่าทรงบรรทมหงายเหยียด พระเนตรทั้งสองข้างปิดสนิท พยาบาลรีบแจ้งแพทย์แต่ก็หมดหนทาง เสด็จสวรรคตไปเสียแล้วด้วยพระชนมายุ 48 พรรษา 6 เดือน 23 วัน ยังความโศกเศร้าแก่พสกนิกร ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ “ธรรมราชา” ผู้ทรงเมตตาใช้ขันติธรรมเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงอันสำคัญในประเทศชาตินั้นดำเนินไปอย่างสันติ

พระตำหนักโนล สถานที่ทรงพระราขหัตถเลขาสละราชสมบัติ

**************************************

หมายเหตุ : เดือนและปีที่ใช้ในบทความนี้นับแบบศักราชเก่า ก่อนพ.ศ. 2484 ซึ่งเดือนแรกของปีคือเดือน เม.ย. และเดือนสุดท้ายคือเดือน มี.ค.

นโยบายหาเสียง ขายฝันทุกพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/582094

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 09:32 น.

นโยบายหาเสียง ขายฝันทุกพรรค

“ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ” อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาฯ ฟันธงนโยบายพรรคการเมืองล้วนขายฝัน เพราะต่างนำเสนอนโยบายแบบสวยหรู และไม่สามารถชี้แจงถึงแหล่งที่มาของเงินงบประมาณเพื่อทำให้ได้จริง

**************************************

โดย…ปริญญา ชูเลขา

การหาเสียงเลือกตั้งเดินทางมาช่วงใกล้โค้งสุดท้าย พรรคการเมืองต่างชูนโยบายกันสุดลิ่มทิ่มประตู มีทั้งรัฐสวัสดิการ สวัสดิการแห่งรัฐ ประชานิยม เพื่อพยายามโน้มน้าวคะแนนนิยมจากประชาชนเพื่อให้ไปหย่อนบัตรเลือกตั้งเลือกว่าที่นายกรัฐมนตรี พรรค หรือผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อและเขต ในวันที่ 24 มี.ค.นี้

นโยบายของบรรดาพรรคการเมืองที่นำเสนอในครั้งนี้ แท้ที่จริงแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน หรือจะเป็นเพียงกุศโลบายของพรรคการเมือง “ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ” อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินว่า นโยบายพรรคการเมืองล้วนขายฝันเพราะทุกพรรค เพราะต่างนำเสนอนโยบายแบบสวยหรูไม่ต่างกันและไม่สามารถชี้แจงถึงแหล่งที่มาของเงินงบประมาณมาสนับสนุนว่าจะนำงบประมาณมาจากไหนเพื่อทำให้ได้จริงตามที่สัญญาไว้กับประชาชน

ณรงค์ อธิบายว่า ทุกพรรคการเมืองนำเสนอนโยบายไม่ต่างกันและสิ่งที่ทำเหมือนกัน คือ ไม่มีพรรคใดกล้าพูดว่าจะนำเงินงบประมาณมาจากไหนเพื่อสนับสนุนนโยบายพรรคตัวเอง และไม่มีพรรคใดเสนอนโยบายมาตรการทางภาษีมารองรับนโยบายที่พรรคตัวเองประกาศไว้ โดยเฉพาะพรรคที่โปรโมทนโยบายรัฐสวัสดิการ เพราะแท้จริงรัฐสวัสดิการไม่ว่าในรูปแบบใด เช่น สิทธิถ้วนหน้า ประกันสังคมถ้วนหน้า หรือนโยบายแจกเงินคนจนแบบถ้วนหน้า ต้องใช้เงินภาษีแผ่นดินทั้งสิ้น แต่ไม่มีพรรคใดประกาศนโยบายมาตรการทางภาษีที่เป็นแหล่งงบประมาณในการสร้างรัฐสวัสดิการ

สำหรับมาตรการทางภาษีที่พรรคการเมืองควรดำเนินการ ณรงค์ บอกว่า ควรมีดังนี้ 1.ภาษีอัตราก้าวหน้าของธุรกิจ เช่น ในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียเก็บภาษีหรือแวต 20-28% หรือ 2.ภาษีบุคคลธรรมดาเป็นอัตราก้าวหน้าเช่นกัน คือ รายได้สูงย่อมต้องจ่ายภาษีสูงด้วยประมาณ 17-18% นับรายได้ตั้งแต่ 1 ล้านบาทแรกขึ้นไป จนถึง 100 ล้านบาทเก็บภาษีแบบอัตราก้าว คือ ยิ่งรายได้สูงยิ่งต้องจ่ายภาษีสูงตามไปด้วย และ 3.ภาษีทรัพย์สินหรือภาษีมรดกย่อมเก็บภาษีแพงมากเช่นกัน เช่น ประเทศสวีเดน บ้านหลังที่สองจะถูกเก็บภาษีแพงยิ่งกว่าราคาบ้านเป็นเท่าตัว

“สังคมใดที่ต้องการเป็นรัฐสวัสดิการแบบรัฐบาลแจกเงินถ้วนหน้าให้กับคนจนคนมีรายได้น้อยหมดทุกคน รัฐบาลนั้นต้องเก็บภาษีสูงสำหรับผู้มีรายได้สูงหรือคนรวย แต่ประเทศไทยกลับลดภาษีสำหรับคนรวยในภาคธุรกิจจาก 30% เหลือ 19% คนที่รวยอยู่แล้วก็ยิ่งรวยเข้าไปอีก คำถาม คือ ภาษีคนรวยไม่เก็บ แต่กลับจะเอาเงินภาษีแผ่นดินไปแจกคนจน คำถาม คือ รัฐบาลจะเอาเงินมาจากไหน”

ณรงค์ ยังได้มองถึงอนาคตประเทศไทยอีกว่า จะเผชิญวิกฤตภาคแรงงานที่ถือว่าเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญที่สุดในระบบเศรษฐกิจไทย เพราะปัจจุบันเราเข้าสู่ยุคดิจิทัลกระบวนการผลิตสินค้าและบริการต่างพึ่งพาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี (Technology Advance) มาแทนแรงงานมนุษย์ ผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมในตลาดแรงงานจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก กล่าวคือ เกิดการว่างงานจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด (Disruptive Technology) คาดการณ์ว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า จะเกิดอัตราการว่างงานจากการปลดคนงานแล้วนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และหุ่นยนต์ มาแทนผู้ใช้แรงงานราวๆ 40-50%

“ปัญหาคนตกงานจะหนักขึ้น เพราะภาครัฐสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนให้ผู้ประกอบการนำเอไอและหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อเข้ามาทดแทนแรงงานคนโดยไม่มีมาตรการรองรับปัญหาการว่างงานและไม่มีพรรคการเมืองใดนำเสนอแนวทางในการรับมือคนตกงานจากความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีในภาคแรงงาน”

ณรงค์ ระบุอีกว่า ขณะที่เครื่องจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ การบริโภค การลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออก แต่เกินครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี คือ ภาคการบริโภค ซึ่งเม็ดเงินหรือรายได้จากการบริโภคเกือบทั้งหมดมาจากรายได้ประชาชาติ และรายได้ประชาชาติมาจาก “ค่าจ้าง” ดังนั้นหากผู้ใช้แรงงานตกงานย่อมส่งผลกระทบให้การบริโภคจะลดต่ำลง คำถามตามมา คือ เศรษฐกิจในภาพรวมจะเป็นอย่างไร หากผู้ใช้แรงงานตกงานจากการนำเอไอหรือหุ่นยนต์เข้ามาแทนแรงงานมนุษย์ ถึงเวลานั้นวิกฤตเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง

ทั้งนี้ สถานการณ์ยิ่งซ้ำร้ายเข้าไปอีก เมื่อระบบเศรษฐกิจตลาดเสรีในปัจจุบันประชาชนระดับล่างที่หาเช้ากินค่ำหาบเร่แผงลอยประสบปัญหาความไม่เป็นธรรมจากระบบตลาดเสรี ที่ภาครัฐเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนใหญ่ให้ฮุบระบบตลาดเสรีและเอารัดเอาเปรียบกลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อยหรือธุรกิจรายย่อยๆ ไม่อาจทำมาค้าขายได้ ปัจจุบันยอดขายของธุรกิจขนาดเล็กตกลงไปไม่ต่ำกว่า 60-70% เพราะตลาดเศรษฐกิจการค้าการขายตกอยู่ในมือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ยิ่งภาครัฐสนับสนุนและสร้างให้กลุ่มทุนใหญ่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ขาย ยิ่งส่งเสริมการผูกขาดระบบตลาดเสรีภายในประเทศให้ใหญ่โตมากขึ้น

“ตลาดค้าขายในประเทศคนตัวเล็กตัวน้อยต้องแข่งกับทุนใหญ่ ที่ฮุบทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศโดยที่คนเหล่านี้ เช่น ร้านค้าโชห่วยต่างๆ ก็ไม่ได้รับการดูแลจากภาครัฐใครอยู่ได้สู้ได้ก็อยู่ไปจึงสู้ได้แค่ขายคุ้มทุนเท่านั้นเอง”

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาภาคแรงงานพยายามเสนอแนวคิด “ธนาคารแรงงาน” ด้วยการกู้ยืมแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ เช่น ประกันสังคมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือในลักษณะออกเป็นพันธบัตรย่อมทำได้ เพื่อนำมาส่งเสริมสนับสนุนให้แก่ผู้ใช้แรงงานได้เข้าถึงแหล่งทุน ด้านการศึกษา หรือประกอบอาชีพ แต่ภาครัฐกลับไม่สนับสนุน แต่กลับไปสนับสนุนฟิโกไฟแนนซ์ ถามว่าสามารถแก้หนี้นอกระบบแก่ผู้ใช้แรงงานได้จริงหรือไม่ เพราะปัจจุบันผู้ใช้แรงงานหรือชาวบ้านทั่วไปยังไปกู้หนี้นอกระบบดอกเบี้ยโหด ดังนั้นรัฐบาลคือตัวการสร้างความเหลื่อมล้ำแทน

“ในทางการเมืองเหตุผลที่บรรดาพรรคการเมืองไม่นำเสนอนโยบายที่ช่วยเหลือหรือสนับสนุนคนจนหรือคนงาน เพราะทุกพรรคการเมืองต้องพึ่งกลุ่มทุน จึงไม่มองต้นต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ ด้วยการไม่ส่งเสริมคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม”

ยิ่งการเมืองภาคประชาชน ในระบบการเลือกตั้งระเบียบหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่ได้สนับสนุนหรือเอื้อประโยชน์ให้ประชาชนได้ตั้งพรรคการเมือง พรรคการเมืองขนาดเล็กไม่สามารถตั้งพรรคได้ เพราะไม่มีทางพรรคของประชาชนจริงๆ จะส่งผู้สมัครได้ทุกเขตที่ทุกคะแนนไม่ตกน้ำ ไม่มีทางเป็นจริงได้ เพราะปัจจุบันพรรคการเมืองต่่างเป็นตัวแทน “พรรคทหาร” “พรรคธุรกิจ” และ “พรรคราชการ” เท่านั้น ดังนั้นอำนาจประชาชนมีเพียงเสี้ยววินาทีในการหย่อนบัตรลงคะแนนในวันเลือกตั้ง แต่หลังจากนั้นอำนาจจะตกอยู่ในกลุ่มทุนทหาร ธุรกิจ และราชการ ดังนั้นจึงไม่เห็นนโยบายพรรคไหนนำเสนอนโยบายที่ลดความเหลื่อมล้ำจริงๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูประบบการเมืองได้จริง

“ไม่ได้มีการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง ที่ผ่านมาเป็นเพียง “ปฏิกิริยาการเมือง” เท่านั้น ที่เห็นชัดเจน คือ นโยบายแจกเงินเด็ก คนแก่ หรือสตรีมีครรภ์ 500 หรือ 1,000 บาทแก่คนนับล้าน แต่เม็ดเงินเหล่านั้นกลับทำให้กลุ่มทุนภาคธุรกิจได้ประโยชน์มหาศาล นับหมื่นนับพันล้านบาท เพราะระบบตลาดเสรีตกอยู่ในมือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ จึงไม่ได้เป็นนโยบายลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง พิสูจน์ได้จากตัวเลขความเหลื่อมล้ำ ปีก่อน 58% ปัจจุบันเพิ่มเป็น 68% ดังนั้นยุคนี้ความเหลื่อมล้ำไม่ได้ลดลง”

ณรงค์ กล่าวปิดท้ายว่า นโยบายแจกเงินไม่ว่ารัฐบาลไหนเป็นแค่เศษเงินหรือแค่เศษกระดูกที่โยนมาให้คนจน แต่เม็ดเงินเหล่านั้นกลับไปพอกพูนความร่ำรวยแก่กลุ่มทุนที่สะสมทุนอย่างมหาศาล แถมยังลดภาษีให้อีก แล้วแบบนี้จะเรียกว่าลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร เพราะการลดความเหลื่อมล้ำต้องลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน คือ ทรัพย์สิน สิทธิ โอกาส และอำนาจ ทุกคนต้องเท่าเทียมกันไม่ใช่ไปเพิ่มทรัพย์สินและอำนาจแก่กลุ่มทุนแล้วหลงลืมคนยากคนจน