รับเงินเดือนหลวง “บิ๊กตู่” ไปไม่ถึงดวงดาว?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/583848

  • วันที่ 20 มี.ค. 2562 เวลา 11:36 น.

รับเงินเดือนหลวง "บิ๊กตู่" ไปไม่ถึงดวงดาว?

หากดูองค์ประกอบของการเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐของตำแหน่งหัวหน้า คสช. ต้องยอมรับว่าปฏิเสธได้ยาก โดยเฉพาะการรับเงินเดือนและการรับค่าตอบแทน

***************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ข้อพิพาทเกี่ยวกับความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งอาจมีผลต่อคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นแคนดิเดตตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แม้ ณ วันนี้อาจจะซาลงไปบ้าง ภายหลังผู้ตรวจการแผ่นดินออกมาวินิจฉัยว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป แต่ในอนาคตยังมีความเป็นไปได้พอสมควรที่เรื่องนี้จะกลับมาร้อนอีกครั้ง หาก พล.อ.ประยุทธ์ ชนะการเลือกตั้งได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกฯ อีกครั้ง

ย้อนกลับมาดูข้อเท็จจริงทั้งหมดจะพบว่ามีความน่าสนใจในแง่มุมทางกฎหมายอยู่พอสมควร

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติให้บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมือง จะต้องไม่มีลัก ษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยหนึ่งในนั้นคือ ต้องไม่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

ด้วยเหตุนี้จึงนำมาซึ่งปัญหาที่ว่าแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ มีความเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ ซึ่งตามข้อเท็จจริง พล.อ.ประยุทธ์ สวมหมวก 2 ใบ ได้แก่ 1.ตำแหน่งนายกฯ และ 2.หัวหน้า คสช.

ในแง่ของตำแหน่งนายกฯ แม้จะมีลักษณะความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐก็จริง แต่สถานะนายกฯ ตามกฎหมายนั้นเป็นตำแหน่งข้าราชการการเมือง ซึ่งได้รับการยกเว้นจากรัฐธรรมนูญที่ให้สามารถลงสมัครเป็นนายกฯ ได้อยู่แล้ว

เหลือแต่เพียงตำแหน่งหัวหน้า คสช.อย่างเดียวที่ต้องมาพิจารณาว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเองยังไม่เคยวินิจฉัยมาก่อนว่าตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่อย่างไร เนื่องจากมีแต่องค์ประกอบของการเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยระบุว่าจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ประการตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 ได้แก่

1.ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย

2.มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ

3.อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ

4.มีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

เมื่อความไม่ชัดเจนในทางกฎหมายเกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดข้อกังขาต่อความชอบด้วยกฎหมายในความเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ พอสมควร

ยอดพล เทพสิทธา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ว่า ความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินยังไม่ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด เพราะถ้าจะให้เกิดความชัดเจนอย่างเป็นทางการ จำเป็นต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เด็ดขาด แต่สำหรับส่วนตัวแล้วคิดว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช.เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ อันเป็นลักษณะต้องห้ามประการหนึ่งของการเป็นแคนดิเดตนายกฯ

ยอดพล อธิบายว่า เมื่อเรานำข้อเท็จจริงในตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ มาพิจารณาไปทีละองค์ประกอบตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2543 จะเห็นได้ว่ามีความเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐครบถ้วน อาทิ การได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย ไปจนถึงการใช้อำนาจออกคำสั่งหรือประกาศโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ที่สำคัญยังรับเงินเดือนตามกฎหมายอีกด้วย ดังนั้นหัวหน้า คสช.ย่อมมีความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอย่างแน่นอน

“ที่ผ่านมามีความพยายามอ้างว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช.ไม่ได้เป็นตำแหน่งประจำ แต่เป็นแค่ตำแหน่งชั่วคราวนั้น คิดว่าประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะตามข้อเท็จจริงจะเห็นว่าหัวหน้า คสช.อยู่ในตำแหน่งดังกล่าวมาเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งนานกว่ารัฐบาลตามระบบปกติ เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจน คิดว่าต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย”ยอดพล กล่าว

ด้าน พัฒนะ เรือนใจดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีมุมมองว่า เชื่อว่าเมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่ กกต.จะมีความเห็นตามนั้น อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินอ้างคำวินิจฉัยมาเป็นบรรทัดฐานเพื่อเทียบเคียงกับกรณีของหัวหน้า คสช. อาจจะไม่ถูกต้องเสียเดียว

พัฒนะ แสดงทัศนะว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 เป็นการวินิจฉัยองค์ประกอบความเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐก็จริง แต่ไม่น่าจะเอามาเทียบเคียงกับกรณีของหัวหน้า คสช.ได้ เนื่องจากคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งที่มีลักษณะใกล้เคียงกับหัวหน้า คสช.แต่ประการใด

ทั้งนี้ ถ้าดูจากองค์ประกอบของการเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐของตำแหน่งหัวหน้า คสช. ต้องยอมรับว่าปฏิเสธได้ยาก โดยเฉพาะการรับเงินเดือนและการรับค่าตอบแทน ซึ่งผ่านขั้นตอนและระเบียบการเบิกจ่ายตามระเบียบและกฎหมาย

นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน สรุปว่า ถ้า กกต.ไม่ทำเรื่องนี้ให้เด็ดขาด หรือไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ คิดว่าจะเกิดปัญหาตามมาภายหลังการเลือกตั้งและการเลือกนายกรัฐมนตรี หากรัฐสภาเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ เพราะอาจจะมีการหาช่องทางเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินก็เป็นไปได้

“ชาติพัฒนา” No Problem ร่วมรัฐบาลได้ทุกขั้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/583551

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 09:28 น.

"ชาติพัฒนา" No Problem ร่วมรัฐบาลได้ทุกขั้ว

“สุวัจน์ ลิปตพัลลภ”ชูสโลแกน “ชาติพัฒนา ไม่มีปัญหา No Problem ทางการเมืองกับขั้วใด” พร้อมร่วมรัฐบาลได้ทุกขั้ว

***********************

โดย…ปริญญา ชูเลขา

โค้งสุดท้ายสู่วันเลือกตั้ง 24 มี.ค.นี้ วันชี้ชะตาอนาคตประเทศไทยจะไปทิศทางใด บุคคลหรือพรรคใดจะได้จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ท่ามกลางการต่อสู้ระหว่างขั้วใหญ่ทางการเมือง

แต่ “ม้านอกสายตา” ที่อาจจะสอดแทรกแซงทางโค้ง “พรรคชาติพัฒนา” ถือธงนำโดย“สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ลุยหาเสียงอย่างหนัก โดยชูสโลแกน ชาติพัฒนา ไม่มีปัญหา No Problem ทางการเมืองกับขั้วใด จึงน่าจับตาว่าหลังเลือกตั้ง “สุวัจน์”  จะแตะมือกับพรรคใด โอกาสนี้หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์สัมภาษณ์พิเศษถึงกลยุทธ์ช่วงโค้งสุดท้ายที่เหลืออยู่

“สุวัจน์” โลดแล่นในวงการเมืองมายาวนานกว่า 30 ปี แต่ยังประเมินไม่ได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคชาติพัฒนาจะได้กี่ที่นั่ง เพราะมีปัจจัยหลายประการซับซ้อน เช่น กติกาการเลือกตั้งแบบใหม่บัตรใบเดียว เทคโนโลยีด้านการสื่อสารหรือโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทสูง หรือคนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ มีพฤติกรรมการเลือกตั้งเป็นอย่างไรไม่อาจคาดการณ์ได้ และสังคมไทยห่างหายจากการเลือกตั้งมานานกว่า 5 ปี จึงประเมินยากว่าแต่ละพรรคจะได้คะแนนเท่าไร

“นับจากนี้ไปการเมืองเริ่มเข้มข้น และคาดการณ์ยากมากว่าแต่ละพรรคจะได้กี่ที่นั่ง เพราะมีตัวแปรด้านคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ 7-8 ล้านคนเข้ามาเป็นตัวแปร คนรุ่นใหม่ตื่นตัวทางการเมืองสูงมากจากกระแสปฏิรูปการเมือง และการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและเทคโนโลยี” สุวัจน์ กล่าว

สุวัจน์ กล่าวอีกว่า หลังการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.นี้ มีความมั่นใจว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งแล้วจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติมาท่องเที่ยวและเข้ามาลงทุนเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน

ไม่ว่าพรรคการเมืองใดเข้ามา จะไม่มีคำว่า แพ้หรือชนะ ซึ่งไม่สำคัญว่าพรรคจะแพ้หรือชนะเช่นกัน แต่ขอให้ประเทศไทยชนะและกลับมาดีเป็นสิ่งสำคัญมากกว่า เมื่อบ้านเมืองมีประชาธิปไตยเป็นสากล ต่างชาติก็จะกลับมาลงทุน ส่วนความขัดแย้งทางการเมือง ทางพรรคชาติพัฒนาไม่มีปัญหาเพราะพรรคทำงานการเมืองเหมือนเล่นกีฬา

เมื่อครั้ง “น้าชาติ” หรือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ทำการเมืองแบบจบเป็นยกๆ แพ้ก็รออีก 4 ปี ต้องเป็นสุภาพบุรุษ และต้องเป็นคนรู้จักแพ้รู้จักชนะ ดังนั้นการเล่นการเมืองไม่ใช่ชนะแล้วต้องไม่เหลิง หรือชนะกันแค่เพียงเสียงเดียวก็พอแล้ว หากเสียงชนะกันด้วยคะแนนสูสี เป็นรัฐบาลผสมทางรัฐบาลกับฝ่ายค้านจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันกว่ารัฐบาลเสียงข้างมาก เพราะรัฐบาลผสมทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลคะแนนเสียงสูสีกัน ฝ่ายค้านเสนอแนะอะไรไปทางรัฐบาลจะรับฟัง หรือเวลาฝ่ายค้านท้วงติงอะไรไปฝ่ายรัฐบาลย่อมนำไปปรับปรุงแก้ไข คือ เกรงใจซึ่งกันและกัน

“พรรคชาติพัฒนา เล่นการเมืองแบบเอาประเทศชาติเป็นหลัก ต้องไม่ใจร้อนในการทำงานต้องฟังเสียงในสภา ถ้าไม่ฟังสภา แล้วออกมาเล่นการเมืองบนท้องถนน แบบนั้นก็ไม่จบย่อมก่อความขัดแย้ง แต่ถ้าเคารพกติการับรองบ้านเมืองไม่มีปัญหา No Problem

พรรคชาติพัฒนา มีความพร้อมทุกบทบาท ทั้งเป็นฝ่ายรัฐบาลที่จะทำตามที่ได้สัญญาไว้ แต่หากเป็นฝ่ายค้าน จดไว้หมดว่าใครสัญญาอะไรไว้จะติดตามตรวจสอบว่ารัฐบาลสัญญาอะไรไว้หากทำไม่ได้ต้องมีการตรวจสอบ

“การเมืองแบบเก่าๆ ต้องหมดไป คือ การไปสัญญาแล้วทำไม่ได้ และการเมืองยุคใหม่ คือ ต้องมีน้ำใจเป็นนักกีฬาเหมือนพรรคชาติพัฒนา ทุกอย่างต้องจบในห้องประชุม ไม่ออกมาเดินเรียกร้องบนท้องถนนสร้างปัญหาให้กับประเทศต้องไม่มีอีก” สุวัจน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการเดินทางไปหาเสียงในหลายๆ พื้นที่ “สุวัจน์” มั่นใจว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเศรษฐกิจและปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ในบ้านเมือง เพราะจากการพูดคุยกับพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ที่ได้ลงไปสัมผัส และฟังเสียงจากปากพี่น้องเกษตรกรและคนยากคนจนในชนบท บอกเหมือนกันว่า ต้องการเห็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และอยากเห็นบ้านเมืองสงบเรียบร้อย หรือ การเมืองนิ่ง นี้คือโจทย์ใหญ่ที่พรรคชาติพัฒนารับไว้เพื่อจะสานต่อให้สำเร็จ

สุวัจน์ย้ำตลอดว่า พรรคได้ยึดแนวทาง “No Problem” ซึ่งเป็นที่มาแนวคิดของ พล.อ.ชาติชาย เมื่อครั้งวันที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เชื่อหรือไม่ การเมืองนิ่ง ไม่มีความขัดแย้งหรือไม่มีการแบ่งแยกสีหรือแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมือง โดยนโยบายเศรษฐกิจ น้าชาติได้แปรสนามรบเป็นสนามการค้า เศรษฐกิจในยุคน้าชาติ ก่อให้เกิดความร่ำรวยแก่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ อีสาน ภาคที่ใครๆ เห็นว่าเป็นภาคที่ยากจนที่สุดกลับมารุ่งเรืองได้

“โคราชเป็นสนามการเมืองใหญ่มากๆ ทุกพรรคการเมืองต่างหมายปอง แต่ถือว่าเป็นเรื่องดีที่พรรคใหญ่ๆ อยากเข้ามาเจาะ เพราะประชาชนจะได้มีทางเลือกเยอะๆ พรรคใดประชาชนคิดว่าดีสามารถเลือกได้ ถ้าเห็นว่าทำประโยชน์ให้คนโคราช สำหรับ พรรคชาติพัฒนา จะแพ้หรือชนะไม่เป็นไร แต่ขอให้ประชาชนกินดีอยู่ดี เพราะสิ่งที่พรรคต้องการทำ คือ สิ่งที่น้าชาติ ได้ทำไว้ ด้วยการทำให้การเมืองต้องนิ่ง และสานต่อนโยบายเศรษฐกิจของโคราช และอีสาน ด้วยสโลแกน No Problem หัวใจของนโยบาย คือ ทำให้พี่น้องประชาชนได้กินดีอยู่ดีขึ้น การเมืองนิ่ง เหมือนที่พรรคชาติพัฒนา และน้าชาติได้ทำมากว่า 20 ปี” สุวัจน์ กล่าว

ในสนามการเมืองทุกพรรคต่างจ้องเจาะสนามโคราช “สุวัจน์” กล่าวอย่างมั่นใจว่า พื้นที่โคราช จะรักษาฐานเสียงเดิมไว้ได้ เพราะประชาชนชื่นชอบนโยบายเศรษฐกิจและการเมือง เพราะพรรคชาติพัฒนาเล่นการเมืองแบบรู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย และสิ่งใดดีต่อประชาชนทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต้องร่วมสนับสนุน และฝ่ายใดได้เสียงข้างมากก็ต้องชนะจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นการเมืองต้องฟังเสียงข้างมาก แม้จะไม่เห็นด้วย แต่ต้องยอมรับและเคารพเสียงข้างมาก คือต้องฟังเสียงประชาชน จึงเป็นที่มาของพรรคชาติพัฒนา No Problem

“ก่อนเลือกตั้ง พล.อ.ชาติชาย เรียกว่า การเมือง เพราะต้องสู้กันให้เต็มที่ แต่พอจบเลือกตั้ง นักการเมืองต้องคุยกัน ท่านจึงเรียกว่า บ้านเมือง เพราะทุกฝ่ายต้องช่วยกันคุยกันเพื่อบ้านเมือง ดังนั้น การเมืองในวันนี้ต้องใช้หลักข้อนี้ คือ ก่อนเลือกตั้งสู้กันให้เต็มที่ แต่หลังเลือกตั้งต้องคิดถึงบ้านเมือง แม้ว่าฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาล อีกฝ่ายเป็นฝ่ายค้าน แต่ต้องคุยกันเพื่อบ้านเมือง” สุวัจน์ กล่าว

“คึกฤทธิ์ ปราโมช” ต้นตำรับพรรคเล็กตั้งรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/583540

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 07:23 น.

"คึกฤทธิ์ ปราโมช" ต้นตำรับพรรคเล็กตั้งรัฐบาล

เหตุการณ์ที่พรรคการเมืองที่ได้จำนวนส.ส.รองลงมาพลิกขึ้นมาเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี2518

**********************

โดย…อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

การเลือกตั้ง สส. ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 1 สัปดาห์ จนถึงขณะนี้กระแสข่าวพรรคที่ได้จำนวน สส.รองลงมาอาจพลิกขึ้นมาเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลก็พูดกันหนาหูมากขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2518 หรือเมื่อ 44 ปีล่วงมาแล้ว

การเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2518 เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ซึ่งมีการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 และประกาศใช้เมื่อเดือน ต.ค. 2517

ผลการเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค ได้รับเลือกตั้งมากเป็นอันดับ 1 มี สส. 72 คน จึงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยร่วมกับพรรคเกษตรสังคม ซึ่งมี สส. 19 คน และพรรคแนวร่วมสังคมนิยม ซึ่งมี สส. 10 คน แต่จำนวน สส.ที่ได้มีเพียง 101 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวน สส.ทั้งสภา ซึ่งต้องมีถึง 135 คน จากจำนวน สส.ทั้งหมด 269 คน ทำให้การแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2518 รัฐบาลไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภา ทำให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2518 ดำรงตำแหน่งได้เพียง 18 วัน จึงต้องพ้นจากตำแหน่งไป

หลังจากนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ซึ่งมีจำนวน สส. เพียง 18 คน มีสถานะเป็นพรรคอันดับ 5 ก็รวบรวมพรรคต่างๆ อีก 12 พรรคจัดตั้งรัฐบาล โดยมีเสียงสนับสนุนถึง 140 เสียง

รัฐบาลชุดนี้มีฉายาว่ารัฐบาลสหพรรคเนื่องจากมีพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลจำนวนมาก ประกอบกับอยู่ในช่วงที่ความตื่นตัวทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ2516 การบริหารประเทศของรัฐบาลผสมที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นผู้นำจึงมิได้ราบรื่น

ขณะเดียวกัน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เองก็ถูกท้าทายจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะกรณีตำรวจบุกบ้านซอยสวนพลูทำลายข้าวของภายในบ้านเมื่อเดือน ส.ค. 2518

มูลเหตุครั้งนั้นมาจากข้าราชการตำรวจออกมาคัดค้านการออกกฎหมายโอนอำนาจการสอบสวนจากตำรวจไปให้กับฝ่ายปกครอง ซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไปว่า หากตำรวจนัดหยุดงานก็จะนำลูกเสือมาทำหน้าที่แทนตำรวจ

ต่อมามีเหตุจับกุมชาวบ้านภาคเหนือ 9 ราย ในคดีเผาป่าและบุกรุกยึดพื้นที่เหมืองแห่งหนึ่ง รวมทั้งก่อเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้ขอประกันตัวผู้ต้องหาด้วยตัวเอง ทำให้ตำรวจไม่พอใจ จึงรวมตัวบุกบ้านซอยสวนพลู แต่ขณะนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ไม่ได้อยู่ในบ้าน โดยไปที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันเพื่อเจรจากับตำรวจอีกกลุ่มหนึ่ง

นโยบายสำคัญในยุครัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี และถือเป็นต้นแบบที่นโยบายประชานิยมในปัจจุบันนำมาปรับใช้คือ นโยบายเงินผัน

โดยหลังจากแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว รัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็ได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยโครงการพัฒนาท้องถิ่น และช่วยประชาชนในชนบทให้มีงานทำในฤดูแล้ง พ.ศ. 2518 เพื่อจัดสรรงบประมาณ 2,500 ล้านบาท ไปสู่ชนบท เพื่อให้ประชาชนมีงานทำในช่วงฤดูแล้ง ก่อนการทำไร่ทำนาในฤดูฝน ลักษณะการดำเนินการคือให้สภาตำบลเสนอความต้องการเกี่ยวกับการปรับปรุง คู คลอง ทำนบ ฝายกั้นน้ำ สะพาน ตลอดจนการซ่อมแซมต่อเติมอาคารสิ่งก่อสร้างสาธารณประโยชน์ เพื่อรัฐบาลจะได้จัดสรรเงินอุดหนุนจ้างแรงงานในท้องถิ่นดำเนินการ แต่นโยบายนี้ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นมุ่งหวังผลทางการเมือง และกระบวนการดำเนินการในระดับพื้นที่ซึ่งไม่โปร่งใส

แม้นโยบายเงินผันจะเป็นที่รู้จักกันดี แต่นโยบายสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการสร้างจุดเปลี่ยน สร้างโอกาสให้กับประเทศไทยในกระแสสงครามอินโดจีน ซึ่งฝ่ายคอมมิวนิสต์กำลังมีชัยเหนือประเทศเพื่อนบ้านทั้งเวียดนาม กัมพูชา และลาว ก็คือ การฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์พบกับเหมาเจ๋อตง

รัฐบาลไทยโดย พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ยศขณะนั้น) รมว.ต่างประเทศ ได้เริ่มกระบวนการฟื้นความสัมพันธ์กับจีน กระทั่งต่อมาในช่วงเดือน ก.ค. 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นายกรัฐมนตรี จึงเดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการพบกับเหมาเจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิสนิสต์จีน ซึ่งถือเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในขณะนั้น

ว่ากันว่า เหมาเจ๋อตง ให้เวลา ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เข้าพบร่วม 1 ชั่วโมง ซึ่งไม่เคยให้เวลาใครเข้าพบนานขนาดนี้มาก่อน และในวันที่ 1 ก.ค. 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน ก็ร่วมลงนามในแถลงการณ์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน สิ่งที่ตามมาคือรัฐบาลไทยเปลี่ยนท่าทีต่อประเทศคอมมิวนิสต์ โดยประกาศรับรองรัฐบาลเขมรแดงที่จีนให้การสนับสนุน

การฟื้นสัมพันธ์กับจีนครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประตูที่สำคัญ ซึ่งส่งผลดีตามมาหลังจากนั้นอีกหลายปี หลังกองทัพเวียดนามบุกกัมพูชา ขับไล่รัฐบาลเขมรแดง และรุกประชิดชายแดนไทย ซึ่งความสัมพันธ์ที่เราเปิดกับจีนเอาไว้แล้ว ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ของประเทศไทยได้อย่างมาก

หลังเผชิญปัญหาการเมืองทั้งในรัฐบาลผสมและกระแสเรียกร้องของกลุ่มมวลชนต่างๆ มาถึง 9 เดือน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็ตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2519

การเลือกตั้งในเดือน เม.ย. 2519 แม้พรรคกิจสังคมของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ จะได้รับเลือกตั้งเพิ่มขึ้น แต่ตัว ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ หัวหน้าพรรคก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้ สอบตกในสนามเลือกตั้ง สส.เป็นครั้งแรก จากการย้ายเขตลงสมัครรับเลือกตั้งของนักการเมืองหนุ่มหน้าใหม่ที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช

สมัครนั้นได้รับเลือกตั้งเป็น สส.ครั้งแรกในปี 2518 ในเขตเลือกตั้งที่ 6 กทม. ซึ่งประกอบด้วยเขตพระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ และบางรัก แต่ครั้งนี้เขาย้ายมาลงเขต 1 ดุสิต ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์

ว่ากันว่าผู้ที่มีบทบาทสำคัญให้สมัครย้ายเขตคือ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา อดีตผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งขัดแย้งกับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ที่ปลด ทวิช กลิ่นประทุม หัวหน้าพรรคธรรมสังคม ออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเชิญให้ พล.อ.กฤษณ์ เข้าร่วมพรรคหลังเกษียณอายุราชการ และต่อมา พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ก็โยกย้ายนายทหารที่ พล.อ.กฤษณ์ วางไว้เป็นทายาทในกองทัพ ส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของ พล.อ.กฤษณ์

เขต 1 ดุสิตนั้นถือเป็นเขตทหารและความปราชัยของปรมาจารย์แห่งซอยสวนพลูก็มาจากปมเงื่อนดังกล่าว

เลือกตั้งเขต 2 ยะลาเดือด อับดุลการิม-ซูการ์โน-ริดวาน แพ้ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/583336

  • วันที่ 15 มี.ค. 2562 เวลา 07:59 น.

เลือกตั้งเขต 2 ยะลาเดือด อับดุลการิม-ซูการ์โน-ริดวาน แพ้ไม่ได้

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

จ.ยะลา มีเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 3 เขต มีผู้สมัคร สส.ทั้งหมดรวม 105 คน จาก 40 พรรคการเมือง ประกอบด้วย ชาติไทยพัฒนา ประชาชาติ ประชาภิวัฒน์ พลังประชารัฐ อนาคตใหม่ ภูมิใจไทย เพื่อธรรม ประชาธิปัตย์ พลังท้องถิ่นไท ไทยรักษาชาติ เพื่อคนไทย รวมพลังประชาชาติไทย สยามพัฒนา เสรีรวมไทย ชาติพัฒนา เพื่อชาติ รักษ์ผืนป่าประเทศไทย ประชาชนปฏิรูป ถิ่นกาขาวชาววิไล พลังชาติไทย คลองไทย เศรษฐกิจใหม่ ครูไทยเพื่อประชาชน พลังปวงชนไทย ประชาธิปไตยใหม่ ภราดรภาพ พลังสหกรณ์ กรีน พลังไทยรักชาติ พลังสังคม พลเมืองไทย พลังไทยรักไทย พลังไทสร้างชาติ ภูมิพลังเกษตรกรไทย มหาชน ไทรักธรรม พลังประชาธิปไตย ทางเลือกใหม่ ประชาธรรมไทย และพรรคแผ่นดินธรรม

ทั้งนี้ รวมผู้สมัคร สส.ยะลา จำนวน 105 ราย เขต 1 จำนวน 37 ราย เขต 2 จำนวน 34 ราย และเขต 3 จำนวน 34 ราย สำหรับ จ.ยะลา มี 8 อำเภอ 58 ตำบล 380 หมู่บ้าน 577 หน่วยเลือกตั้ง มี 3 เขตเลือกตั้ง แบ่งเป็น เขต 1 อ.เมือง อ.ยะหา เขต 2 อ.ยะหา อ.รามัน อ.กาบัง และ อ.เมืองยะลา บางส่วน เขต 3 อ.ธารโต อ.เบตง อ.กรงปินัง เขตเลือกตั้งทั้ง 3 เขต มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเฉลี่ยเขตละกว่า 1.2 แสนคน

สนามเลือกตั้ง สส.ของ จ.ยะลา แม้มี 3 เขตเลือกตั้ง แต่การแข่งขันดุเดือดไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ แกนนำแต่ละพรรคต่างลงพื้นที่หาเสียงให้กับผู้สมัครอย่างเต็มที่ หวังเก็บชัยในช่วงโค้งสุดท้าย พร้อมชูนโยบายเอาใจประชาชน ทำให้เขตนี้เป็นที่เฝ้าจับตามองเป็นพิเศษ ชนิดห้ามกะพริบตา ต้องดูในเขตเลือกตั้ง ที่ 2 ประกอบด้วย อ.เมืองยะลา (เฉพาะ ต.บุดี เปาะเส้ง และ ต.บันนังสาเรง) อ.รามัน ยะหา (ยกเว้นต.ยะหา ตาชี และ ต.บาโงยซิแน) อ.กาบัง

สำหรับผู้สมัครเลือกตั้งเขตที่ 2 คือ อับดุลการิม เด็งระกีนา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คราวนี้ลงสนามพร้อมกับสวมเสื้อพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) จบการศึกษาปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์ เป็นทนายความในพื้นที่ จ.ยะลา มีฐานคะแนนเสียงแน่นปึ้กจากคนฐานรากในพื้นที่เป็นจำนวนมาก คู่แข่งคนสำคัญ คือ ซูการ์โน มะทาจากพรรคประชาชาติ (ปช.) น้องชาย วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ นักการเมืองมุสลิม และ แกนนำ “กลุ่มวาดะห์” ซึ่งตัวซูการ์โนเคยเป็นผู้ช่วย สส. เป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ยะลา 2 สมัย เคยเป็น สส.สังกัดพรรคพลังประชาชน ในการเลือกตั้งปี 2550 และได้รับเลือกตั้งเป็น สส.คนเดียวของพรรคในพื้นที่ ภาคใต้ โดยปี 2554 ซูการ์โนได้ลงสมัครในสังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) เขตเลือกตั้งที่ 2 แต่พ่ายให้กับ อับดุลการิม เด็งระกีนา จากพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น

อย่างไรก็ตาม ยังมองข้ามผู้สมัครน้องใหม่มาแรงอีกคนหนึ่งที่ลงสมัคร สส.ในเขตนี้ นั่นคือ ริดวาน มะเต๊ะ จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีดีกรีเป็นอดีต ส.อบจ.เขต อ.รามัน และมีบิดาชื่อ มะโซ๊ะ มะเต๊ะ เป็นอดีตกำนันคนดังแห่ง ต.ตะโละหะลอ อ.รามัน ปัจจุบันเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตะโละหะลอ และในอดีตยังเป็นหัวคะแนนให้กับ อดีต สส.ในพื้นที่มาแล้ว

แต่เมื่อส่งลูกชายลงสนาม จึงต้อง จัดหนักจัดเต็ม หวังให้คะแนนท่วมท้นชนะคู่ต่อสู้ให้ได้ ยิ่งในพื้นที่ อ.รามัน ถือเป็นพื้นที่หลักที่ทุกคนจะต้องเอาชนะให้ได้ หากมีคะแนนจาก อ.รามัน ชนะแบบท่วมท้น การได้นั่งเก้าอี้ สส.แบบ “นอนมา” เป็นไปได้อย่างแน่นอน สนามเลือกตั้งยะลา เขต 2 ถือเป็นศึกช้างชนช้าง ผู้สมัคร สส.แต่ละคนต้องลุ้นกันสุดตัวในวันที่ 24 มี.ค.นี้ว่าใครจะเข้าป้าย ต้องลุ้นจนนาทีสุดท้าย เพราะแต่ละคนมีฐานเสียงคะแนนดีไม่แพ้กัน

ขณะที่คอการเมืองต่างก็จับตามองว่ากลุ่มวาดะห์ที่นำโดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ประกาศคว้าชัยทั้ง 3 เขตในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ได้หรือไม่ หลังจากลงพื้นที่ปราศัยใหญ่ที่สนามช้างเผือก อ.เมือง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยชูนโยบายหาเสียงหากได้เป็นฝ่ายรัฐบาลปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องยกไปเป็นปัญหาระดับชาติแล้ว เพราะว่าได้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ใช้งบประมาณจำนวนมาก มีคนเสียชีวิต และทรัพย์สินเสียหายจำนวนมหาศาล ถึงเวลาแล้วที่ใครมาเป็นรัฐบาลต้องปรับแนวทางในการแก้ปัญหา ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่ต่อไปนี้จะผิดไม่ได้แล้วเราจะต้องสร้างให้เกิดความสงบสุขขึ้นอย่างยั่งยืนโดยเร็วๆ

เลือกตั้งตรังร้อนแรง ปชป.เสี่ยงเสียแชมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/583202

  • วันที่ 14 มี.ค. 2562 เวลา 07:54 น.

เลือกตั้งตรังร้อนแรง ปชป.เสี่ยงเสียแชมป์

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

เมืองตรัง ซึ่งในทางการเมืองมองเป็น เสมือนกับ “เมืองหลวง” ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สำหรับการเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้ถือได้ว่าร้อนแรงยิ่งกว่าครั้งใด นอกจากถูกหั่นเหลือ 3 เขต จาก 4 เขต แล้วแชมป์เก่ามีโอกาสที่จะสูญเสียเก้าอี้ไปได้ ถึงแม้ในอดีตบางพื้นที่จะได้คะแนนสูงนับแสนติดอันดับประเทศก็ตาม แต่กระแสของผู้คนบางกลุ่มที่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆ บ้าง และอยากให้บ้านเมืองเกิดการพัฒนามากกว่านี้ ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อต้องเจอแม่ทัพอย่าง “ชวน หลีกภัย” อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย และอดีตหัวหน้าพรรค 3 สมัย ที่ครองพื้นที่มายาวนาน

สนามเลือกตั้งเขตที่ 1 สมัยล่าสุดนั้น “สุกิจ อัถโถปกรณ์” จากพรรคประชาธิปัตย์นั่งเก้าอี้ตัวนี้มาถึง 3 ครั้งแล้ว ดังนั้น เจ้าตัวจึงเชื่อมั่นว่าจะได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาอีกครั้ง แม้จะมีกระแสออกมาโจมตีว่า ไม่มีผลงานบ้าง หรือบอกให้เปลี่ยนตัวผู้แทนบ้าง แต่เมื่อเข้าไปอธิบาย ทุกคนก็เกิดความเข้าใจ และให้การสนับสนุนอยู่เหมือนเดิม ซึ่งเจ้าของพื้นที่บอกว่า เป็นแนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่น และทำเสมอมาทุกสมัยของการเลือกตั้ง ถึงแม้ครั้งนี้จะมีผู้ลงสมัครแข่งขันเป็นจำนวนมากมายเพียงใดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เขตนี้ก็มีคู่แข่งที่น่าสนใจอยู่หลายคนและอาจมีโอกาสเข้าวินได้เหมือนกันนับตั้งแต่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ส่ง “นิพันธ์ ศิริธร” อดีตรอง ผวจ.ตรัง และก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นทั้งปลัดจังหวัดตรัง และนายอำเภอเมืองตรัง ส่วนพรรคพลังท้องถิ่นไท (พทท.) ส่ง “ชาลี กางอิ่ม” อดีตนายกเทศมนตรีนครตรังหลายสมัย รวมทั้งพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ส่ง “จิโรจน์ พีระเกียรติขจร” อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง

สนามเลือกตั้งเขตที่ 2 สส.สมัยล่าสุดคือ “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นมาแล้วถึง 5 สมัย มั่นใจว่าจะรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้ อีกทั้ง จ.ตรัง ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่อการได้เป็นรัฐบาลในครั้งนี้ด้วย

แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ยึดเมืองตรังได้ทุกยุคทุกสมัย แต่เลือกตั้งครั้งนี้คงเหนื่อยไม่น้อยทีเดียว เพราะมีคู่ต่อกรหลายคนที่ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะพรรคพลังท้องถิ่นไท ที่ส่ง “โชคดี คีรีกิ้น” อดีต สจ. 5 สมัย รวมทั้งยังเคยเป็นรองนายก อบจ.ตรัง และประธานสภา อบจ.ตรัง มาแล้วด้วย ส่วนพรรคพลังประชารัฐก็ไม่ธรรมดา เพราะส่ง “วิโรจน์ ทองโอเอี่ยม” คุณหมอใจบุญที่รักษาผู้คนราคาถูก แถมยังได้รับการสนับสนุนจาก “ทวี สุระบาล” อดีต สส.ตรัง หลายสมัย ก่อนหน้านั้นก็เคยอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ จึงมีฐานเสียงหนาแน่น แต่เที่ยวนี้ได้มาลงระบบบัญชีรายชื่อแทน

สนามเลือกตั้งเขตที่ 3 แชมป์เก่าคือ “สมชาย โล่สถาพรพิพิธ” จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นมาแล้ว 4 สมัย แต่ได้วางมือทางการเมือง แล้วผลักดันทายาทรุ่นใหม่ “สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ” ลงสู้ศึกแทน โดยชูจุดเด่นด้านการศึกษาที่จบทั้งเนติบัณฑิตไทยและปริญญาโทถึง 2 ใบ จากประเทศอังกฤษ หรือด้านการเมืองท้องถิ่น ที่เคยเป็นเลขานุการนายก อบจ.ตรัง และยังเป็นหนึ่งใน ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม NEW DEM คนรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ สิ่งสำคัญ ก็คือ ได้แรงสนับสนุนจากตระกูลที่กว้างขวาง และทำงานการเมืองทุกระดับมาตลอด

แต่กระนั้นเขตนี้ก็มีคู่แข่งที่จับตามองอยู่หลายคน โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ที่ส่ง “ดิษฐ์ธนิน ภาคย์อิชณน์” หลานแท้ๆ ของตระกูล โล่สถาพรพิพิธ และเคยทำงานการเมืองระดับชาติมาแล้ว ทั้งผู้ช่วย สส. และ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ส่วนพรรคประชาชาติ (ปช.) ส่ง “เนติวิทย์ ขาวดี” อดีตปลัดอำเภอชื่อดังของตรัง ที่เคยลงสมัครมาแล้วทั้ง สว. และ สส. แถมยังมีฐานเสียงหลักในกลุ่มมุสลิม รวมทั้งพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ซึ่งส่ง “ยศวัฒน์ ธีรัตน์วัฒนากุล” ที่เพิ่งถูกแกล้งจับในคดีค้างเก่าที่เคลียร์จบไปตั้งนานแล้ว

เที่ยวนี้พรรคประชาธิปัตย์แชมป์เก่า จึงต้องลุ้นจนถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ

แรกหวานหลังกล้ำกลืน “กองทัพกับการเมือง” จากสายตานักข่าวสายทหารรุ่นเก๋า “ป้าแจ๋ว-อนุกูล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/583175

  • วันที่ 13 มี.ค. 2562 เวลา 18:18 น.

แรกหวานหลังกล้ำกลืน "กองทัพกับการเมือง" จากสายตานักข่าวสายทหารรุ่นเก๋า "ป้าแจ๋ว-อนุกูล"

เผยชีวิตมุมมองและประสบการณ์ทำงานในเหล่าทัพของ “อนุกูล วงษ์บัวทอง” นักข่าวสายทหารวัย 84 ปีผู้ผ่านเหตุการณ์ปฏิวัติและความขัดแย้งมาอย่างโชกโชน

**********************************

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

บรรยากาศการเมืองไทยกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังเงียบเหงามาเกือบ 5 ปี โดยเกมชิงอำนาจเพื่อก้าวสู่รัฐสภา ยิ่งใกล้ถึงช่วงโค้งสุดท้ายก็ทวีความดุเดือดขึ้นมาก

ทว่าหากมองผู้สมัครครั้งนี้ มีทั้งนักการเมืองหน้าเก่าและใหม่ บางคนเป็นคนรุ่นใหม่จริงๆ อีกส่วนก็เป็นอดีตข้าราชการทหาร-ตำรวจที่ลงสนามการเมืองเพื่อหวังเป็นตัวแทนประชาชนมามีอำนาจบริหารประเทศชาติ แต่เกิดคำถามขึ้นว่าการที่อดีตทหาร-ตำรวจ มาเล่นการเมืองจะเป็นอย่างไรหากเปลี่ยนหัวโขนจากผู้นำเหล่าทัพ มาเป็นผู้นำประชาชน

อนุกูล วงษ์บัวทอง (ป้าแจ๋ว) นักข่าวอาวุโส วัย 84 ปี บุคคลที่คุ้นเคยคลุกคลีวงการชุดพรางและสีกากีอย่างยาวนานจะมาถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตและมุมองการทำงานในสนามการเมืองและวงการกองทัพกว่า 40 ปี รวมถึงแนะนำผู้เคยมีบารมี ถ้าหากคิดลงสนามอำนาจควรทำตัวอย่างไรเพื่อให้ได้ใจประชาชน

เข้ากันหรือไม่…ทหาร Vs การเมือง

อนุกูล ถ่ายทอดประสบการณ์ที่สัมผัสแวดวงทหารมากว่า 40 ปีว่า ในอดีตทหารส่วนใหญ่เป็นทหารอาชีพไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองมุ่งมั่นสนใจแต่การรบป้องกันผืนแผ่นดินเพียงอย่างเดียว แต่สมัยนี้โดยเฉพาะทหารบกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากขึ้น เป็นมาตั้งแต่สมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เพื่อเข้าสู่สนามการเมือง

นักข่าวอาวุโสวัย 84 มองว่า การที่ทหารมาเล่นการเมืองส่วนใหญ่สุดท้ายมักไปไม่รอดอยู่ได้ไม่นานเดี๋ยวก็จบ เพราะทหารไม่เก่งเชี่ยวชาญเรื่องการเมือง เนื่องจากไม่ได้เรียนโดยตรงมาด้านเศรษฐศาสตร์ การบริหารประเทศ แต่เรียนด้านยุทธวิธีวิธีจับอาวุธรบป้องกันประเทศ

“เข้ามาช่วงแรกแม้ได้รับเสียงฮือฮา แต่ไม่นานประชาชนเขาก็เบื่อ ถ้าอยากช่วยประชาชนจริงๆ ต้องจำไว้ว่า ถ้าสัญญาอะไรกับประชาชนต้องทำให้ได้ ข้อสำคัญควรดูแลคนรากหญ้าให้มีชีวิตดีและทั่วถึง เพราะถ้าประเทศไม่มีปัญหาเรื่องปากท้อง คนเขาก็ไม่หันไปทำเรื่องไม่ดี ปัญหาต่างๆก็ไม่เกิด”

นักข่าวรุ่นใหญ่สายทหาร ย้ำว่าฝากถึงนายทหารผู้ใหญ่ถ้าคิดลงสนามการเมือง ต้องดูแลประชาชนคนรากหญ้าให้ดี อย่าเชื่อใจลูกน้องมากจนเกินไป ถ้าหากอะไรไม่เห็นด้วยตาไม่ควรเชื่อ

ต้นเหตุ-ทางแก้การ “ปฏิวัติ”

ประเทศไทยจะมี “ปฏิวัติ” อีกหรือไม่..? เพราะหลัง พ.ศ.2475 มีการรัฐประหารมาแล้ว 13 ครั้ง

นักข่าวสายทหารวัย 84 เล่าว่าการปฏิวัติในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก เมื่อก่อนการทำรัฐประหารจะใช้อาวุธปืน รถถังยิงต่อสู้ประหัตประหารเข่นฆ่ากันจริงๆ แต่ปัจจุบันเน้นปฏิวัติเงียบไม่ใช้อาวุธ พร้อมยกตัวอย่างปี 2557 การยึดอำนาจครั้งที่ผ่านมา ก็ไม่เกิดความวุ่นวายประชาชนไม่ตกใจแม้แต่นิด

“เมื่อก่อนปฏิวัติทีรถถังวิ่งกันเต็มถนน เสียงปืนใหญ่ ปืนกลดังสนั่น น่ากลัวมาก แต่สมัยนี้ไม่มีแล้ว เขาปฏิวัติเงียบยึดอำนาจคนก็ไม่ค่อยสนใจ ก็ยึดอำนาจเฉยๆ มันหมดยุคเขาไม่ใช้อาวุธกันแล้ว”

ส่วนเหตุแห่งการปฏิวัติเกิดจากต่างฝ่ายต่างๆอยากมีอำนาจช่วงชิงความเป็นใหญ่ เพราะถึงแม้เป็นญาติหรือเพื่อนสนิทก็ไม่อาจยอมได้ “คล้ายๆว่ารู้ใจกันไม่ได้ คือ อยากใหญ่ไง”

ป้าแจ๋ว มองว่าวาทกรรมปฏิวัติเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะเหตุแท้จริงเกิดจากความขัดแย้งของคนแต่ละกลุ่มๆพวกใครพวกมัน และจากประสบการณ์ไม่เคยเห็นว่า การรัฐประหารครั้งใดสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งตามที่กล่าวอ้างได้สักครั้ง

“ตั้งแต่เกิดมาจนป่านนี้อายุ 80 กว่า ไม่เห็นว่าการปฏิวัติจะแก้ปัญหาอะไรได้เลย รวมถึงตอนนี้ก็ยังไม่ทำให้ความปรองดองเกิดขึ้นได้ปัญหาก็ยังสะสมอยู่”

อนุกูล มองว่าทางแก้ปัญหาความขัดแย้งสร้างการปรองดองให้สำเร็จ ผู้นำต้องใจกว้างพร้อมย้อมรับ “เราคนไทยจะไปทะเลาะกันทำไม ตอนนี้เมื่อใกล้เลือกตั้งทุกฝ่ายควรจับมือไม่สร้างความขัดแย้ง ยศถาบรรดาศักดิ์ตายก็เอาไปไม่ได้ ทุกคนต้องขึ้นเมรุด้วยกันทั้งนั้น ป้าว่าเราควรรักสามัคคีกัน”

ถามว่าการปฏิวัติจะมีอีกไม่? นักข่าวสายทหารวัย 84 ไม่ฟันธงเพียงแต่บอกว่า ตราบใดทหารยังมีอาวุธอยู่ในมือ ก็อาจเกิดการปฏิวัติได้ แม้จะมีกฎหมายหรือทหารออกมาพูดรองรับก็ไม่สามารถเชื่อได้ เพราะถึงอย่างไรทหารยังคุมอาวุธ

นักข่าวสายทหาร มองว่าทางออกของประเทศตอนนี้ต้องสู้กันด้วยเศรษฐกิจ “ถ้าประชาชนอยู่ดีกินดี เขาก็ไม่อยากทะเลาะกัน ฉะนั้นผู้นำประเทศต้องดูแลเศรษฐกิจปากท้องประชาชนเป็นหลัก อย่าสนใจเอาแต่พักพวกเข้ามาในการเมือง รัฐบาลควรนึกถึงปากท้องประชาชนเป็นหลัก เมื่อรากหญ้ายังยากจนก็ต้องดูแล แต่เมื่อไหร่คนอยู่ดีกินดีทุกอย่างก็ราบรื่น ประเทศก็เดินไปได้อย่างสวยงาม”

พิราบเหล็กแห่งเหล่าทัพไทย

อนุกูล ปัจจุบันอายุ 84 ปี ยังคงทำงานสื่อมวลชนที่รักและผูกพันมานานกว่า 40  ปี ตอนนี้เป็นบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์สายกลาง ทุกวันยังคงเดินทางออกจากย่านลาดพร้าว เพื่อมานั่งประจำอยู่กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน หรือตระเวนหาข่าวแวดวงกองทัพในกระทรวงกลาโหม

ชีวิตพิราบเหล็กคนนี้เกิดในรั้วทหาร พ่อเป็นอดีตทหารประจำการกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน 4) ย่านถนนเกียกกาย แม่เป็นอดีตเจ้าหน้าที่กรมสรรพาวุธทหารบก เป็นลูกสาวและพี่คนโตจากน้องทั้งหมด 6 คน แต่ชีวิตต้องพลิกผันหลังพ่อเสียตอนเรียนชั้นประถม จากเดิมมีหน้าที่เรียนอย่างเดียว ต้องเพิ่มบทบาทเป็นหัวหน้าครอบครัวรองจากแม่ที่ต้องเปลี่ยนบทบาทจากแม่บ้านกลายเป็นแม่ค้าดอกไม้ย่านปากคลองตลาด ตั้งแต่นั้นจึงทำให้อนุกูลเป็นคนแข็งแกร่งเพราะต้องคอยช่วยครอบครัว

ชีวิตการศึกษาจบชั้นมัธยมโรงเรียนราชินีบน จบปริญญามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนักศึกษารุ่นแรกของคณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชน ช่วงชีวิตนักศึกษามักคอยรับงานจัดรายการวิทยุเพื่อหารายได้ช่วยครอบครัว หลังเรียนจบปริญญาได้งานเป็นบรรณารักษ์โรงเรียนราชินีบนประมาณ 2 ปี จากนั้นเพื่อนชักชวนกลับมาทำงานสื่อมวลชน ตอนแรกทำงานอยู่หนังสือพิมพ์ตะวันสายได้ 3 ปี จากนั้นย้ายมาทำหนังสือพิมพ์สายกลางจวบจนถึงปัจจุบัน

การทำงานข่าวช่วงแรก อนุกูลเป็นนักข่าวประจำเกือบทุกสาย อาทิ ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร แต่มาประจำสายทหารสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 (ช่วงปี 2517) ก่อนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 23

ป้าแจ๋ว เล่าว่าชีวิตการทำงานเมื่อก่อนนักข่าวกับทหารมีความใกล้ชิดสนิทสนมเหมือนพี่น้อง ซึ่งทหารที่ตนเคารพรักและสนิทสุดคือ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) บิดา พล.อ.อภิรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก คนปัจจุบัน

สมัยก่อนนั้นตนและ พล.อ.สุนทร มักชอบพูดคุยสังสรรค์กันเป็นประจำโดยมีเพื่อนร่วมก๊วนอีก 2 คน คือ พล.อ.ชวลิต กับ ขจรศักดิ์ ทิพย์ทัศน์ อดีตผู้สื่อข่าวอาวุโส มักร่วมตัวพูดคุยกันที่บ้าน พล.อ.ชวลิต แต่ความสนิทกับสหายกลุ่มนี้ลดลงไปหลัง พล.อ.สุนทร เสียชีวิต และนั่นจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลทำให้ตนหยุดดื่มสุราตั้งแต่นั้นมาถึงปัจจุบัน

ชีวิตการทำงานได้สัมผัสผู้บัญชาการเหล่าทัพมาหลายยุค แต่ละคนก็มีบุคลิกส่วนตัวและการทำงานแตกต่างกัน พร้อมยกตัวอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นิสัยเป็นคนสบายๆโกรธง่ายหายเร็วบางครั้งมีอารมณ์ขันแอบตลก ส่วนการทำงานตอนสมัยเป็น ผบ.ทบ.เป็นคนเข็งแข็งพูดดุดันลุยงานเกือบทุกอย่าง คล้ายกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ส่วนผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบัน พล.อ.อภิรัตน์ บุคลิกดูสง่าน่านับถือ มีสัมมาคารวะดี มุ่งมั่น นิสัยคล้ายบิดา พล.สุนทร แต่เรื่องการทำงานถึงอย่างไรยังต้องติดตามต่อไป

นักข่าวอาวุโสสายทหาร ทิ้งท้ายว่าตลอดการทำงานกว่า 40 ปีบนเส้นทางนี้ ทุกช่วงมีความสำคัญและประทับใจทุกเหตุการณ์ เพราะรู้สึกสนุกและมีความสุขทุกครั้งที่ออกไปหาข่าวเพื่อนำข้อมูลมานำเสนอให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งส่วนตัวตั้งปณิธานว่าจะทำหน้าที่นี้จนกว่าจะหมดแรงเพราะมันคือชีวิต

เลือกตั้งโคราชโค้งสุดท้ายเดือด พท.-พปชร.-ชพ.-ภท.แย่งเก้าอี้ 14 เขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/583074

  • วันที่ 13 มี.ค. 2562 เวลา 07:50 น.

เลือกตั้งโคราชโค้งสุดท้ายเดือด พท.-พปชร.-ชพ.-ภท.แย่งเก้าอี้ 14 เขต

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

นครราชสีมา หรือโคราช ประตูสู่อีสานVOTE เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากที่สุดในไทยถึง 20,493.964 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ จำนวน 2,639,226 คน แบ่งการปกครองออกเป็น 32 อำเภอ มีเขตเลือกตั้ง จำนวน 14 เขต มีจำนวน สส. 14 คน ในแต่ละเขตเลือกตั้งมีการแข่งขันดุเดือดตั้งแต่โค้งแรกจนถึงโค้งสุดท้ายของการ หาเสียง แต่สนามเลือกตั้ง จ.นครราชสีมา จะเป็นการชิงเก้าอี้ระหว่างผู้สมัครจาก 4 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคชาติพัฒนา (ชพ.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

เขตเลือกตั้งที่ 1 เขตนี้เดิมเป็นเมืองหลวงหรือเป็นเขตหัวใจของพรรคชาติพัฒนา แชมป์เก่าจากการนำของ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา โดยศึกเลือกตั้งครั้งนี้ “สุวัจน์” ได้ปรับกลยุทธ์หวังจะรักษาเมืองหลวงของพรรคเอาไว้ โดยดึงเอา “ธงชัย ลืออดุลย์” อดีต ผวจ.นครราชสีมา ผู้ซึ่งมีผลงานโดดเด่นในการรื้อถอนร้านอาหารบริเวณ “มอปลาย่าง” ที่รุกล้ำเขื่อน ลำตะคอง อ.สีคิ้ว และปล่อยสิ่งปฏิกูลลงเขื่อนมานาน จนได้รับคำชื่นชมจากคนโคราช รวมทั้งมีผลงานผลักดันให้มีการผันน้ำจากเขื่อนลำแชะ อ.ครบุรี มาใช้ผลิตประปาในเขตเทศบาลนครนครราชสีมาเป็นผลสำเร็จ มาลงรักษาเก้าอี้แทน “นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล” และ “เทวัญ ลิปตพัลลภ”

ขณะที่พรรคเพื่อไทย “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” และ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” ได้ส่ง “ร.ต.อ.สุปชัย อินทรักษา” หรือ นายกหลี อดีตรองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมาและอดีตนายกเทศมนตรีตำบลปรุใหญ่ อ.เมืองนครราชสีมา และยังเคยเป็นอดีตเลขานุการของ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” อีกด้วย ส่วนพรรคพลังประชารัฐ “วิรัช รัตนเศรษฐ” แกนนำโคราช ส่ง “เกษม ศุภรานนท์”อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา ลงสู้ศึก คู่แข่งจากภูมิใจไทยส่ง อดุลย์ อยู่ยืน

เขตเลือกตั้งที่ 2 เป็นฐานเสียงเดิมของพรรคชาติพัฒนา “วัชรพล โตมรศักดิ์”แชมป์เก่าจากชาติพัฒนา ซึ่งมีผลงานและสร้างชื่อเสียงทางด้านกีฬามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นทีมฟุตบอลนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี หรือ สวาทแคท และทีมวอลเลย์บอลนครราชสีมาทั้งชายและหญิงที่ดึงผู้เล่นทีมชาติมาอยู่ในทีมครบครัน ล้วนเป็นผลงานของ “วัชรพล” ทั้งสิ้น ประกอบกับเจ้าตัวมีบุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอต้นเสมอปลาย เป็นนักประสานสิบทิศเข้าได้กับทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน พรรคชาติพัฒนา จึงมั่นใจว่า “วัชรพล” จะรักษาเก้าอี้ไว้ได้อีกสมัย โดยมี “สุธรรม พรสันเทียะ” นักธุรกิจบ้านจัดสรรจากเพื่อไทย และ “ประพิศ นวมโคกสูง “อดีตครูโรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา จากพรรคพลังประชารัฐ และ “ลบพาล ธีระบุตร” นักธุรกิจบ้านจัดสรรจากภูมิใจไทย ลงสนามท้าชิงเก้าอี้

เขตเลือกตั้งที่ 3 เขตนี้เดิม “ประเสริฐ บุญชัยสุข” อดีต รมว.อุตสาหกรรม และอดีตเลขาธิการพรรคชาติพัฒนา เป็นแชมป์เก่ามีฐานเสียงหลักใน อ.ขามทะเลสอ และ อ.สูงเนิน แต่ศึกเลือกตั้งครั้งนี้หลังมีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” ได้รับผลกระทบเต็มๆ เพราะ อ.สีคิ้ว ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” มาตลอด ถูกผ่าออกเป็น 2 เขตเลือกตั้ง ทำให้ “ประเสริฐ” ต้องผันตัวเองมาลงสมัครในเขตเลือกตั้งที่ 3 แทน ต้องแข่งขันกับพรรคพลังประชารัฐที่ส่ง “จันทิมา โกสินทร์รักษา” อดีตนายก อบต.หนองตะไก้ อ.สูงเนิน ส่วนพรรคภูมิใจไทยส่ง “รักชาติ กิริวัฒนศักดิ์” อดีตนายก อบจ.นครราชสีมา และอดีต สจ.เขต  อ.สูงเนิน ลงสู้ศึก จึงถือได้ว่าสนามเลือกตั้งเขต 3 นี้ เป็นศึกช้างชนช้างโดยแท้ของ จ.นครราชสีมา เพราะทั้งชาติพัฒนา โดย “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ประกาศชัดเจนว่า สนามนี้ชาติพัฒนาเป็นแชมป์เก่าแพ้ไม่ได้เด็ดขาด

ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 10 ถือเป็นสนามช้างชนช้างของ จ.นครราชสีมา อย่างแท้จริง เดิม “สัมภาษณ์ อัตถาวงศ์” พี่ชาย “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” แรมโบ้อีสาน จากเพื่อไทยเป็นแชมป์เก่า แต่เลือกตั้งครั้งนี้ “สุภรณ์” และ “สัมภาษณ์ อัตถาวงศ์” ย้ายไปอยู่พลังประชารัฐ โดย “สุภรณ์” ลงสมัครแทนพี่ชายและต้องพบศึกหนักเมื่อ “วีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” กำนันป้อ อดีต สว.นครราชสีมา เจ้าของโรงแป้งมันสำปะหลังเอี่ยมเฮง เสิงสาง และปัจจุบันเป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทย ส่ง “พรชัย อำนวยทรัพย์” อดีต สจ.เขต อ.เสิงสาง ลงชิงเก้าอี้ โดย “วีระศักดิ์” ทำการบ้านวางแผนกักตุนคะแนนเสียงมานานอย่างต่อเนื่อง โดยฐานเสียงหลักเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ อ.เสิงสาง และ  อ.ครบุรี ขณะเดียวกัน “สุภรณ์” แรมโบ้อีสาน จากพลังประชารัฐก็ขยันลงพื้นที่ เป็นขวัญใจชาวบ้านมาตลอด ส่วน พรรคเพื่อไทยส่ง “พ.ต.อ.ปฏิวัติ นาคำ” อดีตนายตำรวจที่ลาออกมาลงสนาม ท้าชิงเก้าอี้ สส.เขตนี้ คอการเมืองฟันธง เขตนี้ “พรชัย” และ “สุภรณ์” จะสู้กันแบบดุเดือด ถือเป็นสนามช้างชนช้างอีกแห่งของเมืองโคราชเพราะต่างคนต่างมีลูกพี่คอยส่งเสบียงสนับสนุนในสนามรบเต็มที่ ผลแพ้ชนะน่าจะเฉือนกันแบบเฉียดฉิว

สรุปแล้วสนามเลือกตั้ง จ.นครราชสีมา ที่มี สส.ทั้งหมด 14 ที่นั่ง คาดว่า พรรคเพื่อไทย น่าจะได้ไป 5 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ 5 ที่นั่ง พรรคชาติพัฒนา 3 ที่นั่ง และภูมิใจไทย 1 ที่นั่ง

อุดรธานีแดงเดือด! พปชร.-ภท.ลั่นโค่นเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/582847

  • วันที่ 11 มี.ค. 2562 เวลา 08:05 น.

อุดรธานีแดงเดือด! พปชร.-ภท.ลั่นโค่นเพื่อไทย

สนามเลือกตั้งอุดรธานี ที่ได้ชื่อว่าเป็นถิ่นของคนเสื้อแดง กำลังแข่งขันอย่างดุเดือด เพราะอดีต “คนกันเอง” ต้องห้ำหั่นช่วงชิงความได้เปรียบเพื่อคว้าเก้าอี้ สส.ในสภา

สนามการเลือกตั้ง จ.อุดรธานี แบ่งออกเป็น 8 เขตเลือกตั้ง จากเดิม 9 เขตเลือกตั้ง ผู้สมัคร สส.จากพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังคงเป็นต่อคู่แข่งหลายขุมในทุกเขตเพราะเป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดง แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีพรรคการเมืองใหม่ๆ แห่ส่งผู้สมัครลงสนามชิงชัยเป็นจำนวนมาก แต่โอกาสจะสร้างปาฏิหาริย์พลิกล็อกมโหฬารยากเต็มทน เพราะกระแสคนเสื้อแดงยังแรง ประกอบกับกระแสคนรักทักษิณเองก็ยังไม่เสื่อมคลาย ทำให้ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยหายใจคล่องคอกว่าพรรคอื่นๆ

สนามเลือกตั้งที่ถือว่าเป็นเขตศึกช้างชนช้าง อยู่ที่เขต 4 ประกอบด้วย อ.หนองหาน ประจักษ์ศิลปาคม และเมืองอุดรธานี (บางตำบล) เจ้าของแชมป์เขตนี้คือ ทองดี มนิสสาร อดีต สส.พรรคเพื่อไทย แต่เสียชีวิตไปเมื่อเดือน ก.ย. 2557 ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องเลือก อาภรณ์ สาราคำ ภรรยา ขวัญชัย สาราคำ ประธานชมรมคนรักอุดร

ขณะที่คู่แข่งจากพรรคภูมิใจไทย คือ “อุทัย แสนแก้ว” อดีต สจ.และอดีตแกนนำมวลชน น้องชาย “ธีระชัย แสนแก้ว” หรืออีโต้อีสาน อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์

อุทัย แสนแก้ว

ในช่วงปี 2550 ทั้งขวัญชัย และอุทัย เคยทำงานร่วมกันในนาม “คนรักทักษิณ” โดยออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จนเกิดเหตุปะทะกัน ขณะที่ในเวลานั้น “ธีระชัย” เป็นมือขวาของ เนวิน ชิดชอบในการจัดทัพมวลชนสนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร

อย่างไรก็ตาม ปี 2561 อีโต้อีสาน “ธีระชัย” เลือกเดินตามกลุ่ม “นายใหญ่แห่งบุรีรัมย์” โดยเดินออกจากค่าย “นายใหญ่ชินวัตร” มาตั้งพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ช่วงรัฐบาล คสช. ฐานคะแนนเสียงมาจากกลุ่มคนฐานราก เพราะ “อีโต้อีสาน” เคยทำงานกับชาวไร่อ้อย และชาวสวนยางพารา โดยมีตำแหน่งเป็นประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดทั้งประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)

ปลายปี 2561 ที่ผ่านมา “ธีระชัย” ในฐานะแม่ทัพภูมิใจไทย สาขาอุดรธานี ได้เปิดตัวผู้สมัคร สส.ครบทั้ง 8 เขต ที่สนามมวยอีโต้อีสาน จึงมีการโชว์พลังความพร้อมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องคว้าชัยชนะเลือกตั้งทั้ง 8 เขต หรือยกจังหวัดให้จงได้

นพ.วิชัย ชัยจิตวณิชกุล

ช่วงโค้งสุดท้ายศึกการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.ถือว่าเป็นการแข่งขันกันอย่างดุเดือดเต็มไปด้วยความเข้มข้น เพราะเป็นการพบกันระหว่าง “อาภรณ์” ภรรยาคู่ชีวิตของขวัญชัย กับ “อุทัย” น้องชายสุดเลิฟของอีโต้อีสาน ศึกครั้งนี้เหมือนการรีเทิร์นแมตช์อดีต “คนกันเอง” แต่กลับต้องมาห้ำหั่นช่วงชิงความได้เปรียบเพื่อคว้าเก้าอี้ สส.ปูทางเข้าสภา

ดังนั้น ศึกนี้ต้องมีผู้แพ้ ผู้ชนะ น้องอีโต้อีสาน ดูแล้วอาจเป็นรองในด้านกระแสพรรค แต่มีลูกตื๊อลูกตามลงพื้นที่ต่อเนื่อง แถมยังได้กำลังภายในจากพี่ชายที่มีฐานเสียงแน่นปึ้กไม่แพ้กัน คงมีลุ้นจนถึงคืนสุดท้าย ส่วนพรรคพลังประชาชารัฐ (พปชร.) ส่งผู้สมัครครบทั้ง 8 เขตซึ่ง นพ.วิชัย ชัยจิตวณิชกุล อดีต สส.หลายสมัยที่ลงสมัครเลือกตั้งเขต 2 มั่นใจชนะยกจังหวัดเพราะกระแสมาแรงต่อเนื่อง

ปิดเทอมใหญ่ระวังเด็กจมน้ำ รณรงค์ตั้งเป้าตายให้เป็นศูนย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/582846

  • วันที่ 11 มี.ค. 2562 เวลา 07:40 น.

ปิดเทอมใหญ่ระวังเด็กจมน้ำ รณรงค์ตั้งเป้าตายให้เป็นศูนย์

“เด็กจมน้ำเสียชีวิต” เหตุสลดที่มักเกิดขึ้นให้เห็นทุกปีในช่วงปิดเทอมใหญ่ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า15ปีเสียชีวิตสูงสุดเป็นอันดับ1

********************************

โดย….เอกชัย จั่นทอง

ทุกปีช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค.นับเป็นเวลาแห่งความสุขของเด็กทั้งประเทศ เพราะคือการหยุดพักผ่อนของการปิดเทอมใหญ่หรือปิดภาคเรียนการศึกษา แต่อันตรายจากการปิดเทอมที่แฝงมากับเด็กคือ ปัญหาการ “จมน้ำเสียชีวิต” ยิ่งพื้นที่ต่างจังหวัดเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์บ่อยครั้ง แม้ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้วันเสาร์แรกของเดือน มี.ค.ของทุกปีเป็นวันรณรงค์ป้องกันเด็กจมน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเสียชีวิตสูงเป็นอันดับหนึ่ง มากกว่าโรคติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ

อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า ภาวะปัญหาเด็กจมน้ำเป็นปัญหาของเด็กเยาวชนไทย ในกลุ่มอายุต่ำกว่า 15 ปี ถือว่ามีตัวเลขการเสียชีวิตจากการจมน้ำสูงที่สุด ที่สำคัญจุดเกิดเหตุมักพบอยู่ในบริเวณตามแหล่งน้ำธรรมชาติ มากกว่าตามสระน้ำต่างๆ เช่น แหล่งน้ำตามการเกษตร เป็นต้น นับว่าเป็นจุดเกิดเหตุการณ์เสียชีวิตมากที่สุด ฉะนั้นเด็กไม่ควรแอบไปเล่นน้ำ

“ส่วนในพื้นที่ที่พบว่ามีเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำส่วนใหญ่พบในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาเป็นภาคใต้ ส่วนใหญ่กรณีปัญหาจมน้ำเป็นลักษณะเด็กชวนกันแอบไปเล่นน้ำ หรือไปเล่นน้ำตามแหล่งที่นอกเหนือจากการควบคุมของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ดังนั้นผู้ปกครองต้องช่วยกันตรวจตราคอยเตือนบุตรหลานของตัวเองอยู่เสมอ ที่สำคัญช่วงนี้เข้าสู่ฤดูร้อน เด็กกับน้ำมักเป็นของคู่กัน” อัษฎางค์ ระบุ

รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล อบต.ที่มีแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่ในพื้นที่ของตนเอง ต้องพยายามควบคุมพื้นที่เสี่ยงเหล่านี้ เช่น การหาเครื่องมือมาป้องกัน อุปกรณ์ในการช่วยชีวิตเมื่อเกิดเหตุ อาทิ ถังน้ำ ไม้ยาว เชือก ฯลฯ ยื่นให้คนตกน้ำจะเป็นตัวช่วยให้คนบนฝั่งช่วยเหลือผู้อยู่ในน้ำได้ ตรงนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก

ถัดมาขอให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญต่อเรื่องการว่ายน้ำเอง ให้มีพื้นฐานการเอาตัวรอดขณะตกน้ำ ดังนั้นหากผู้ปกครองสามารถที่จะให้บุตรหลานฝึกว่ายน้ำต้องช่วยกันรณรงค์ให้เกิดการฝึก จะเป็นตัวช่วยอย่างดีหากเกิดเหตุการณ์จมน้ำขึ้น

“เมื่อพบเห็นคนที่จมน้ำ วิธีการช่วยคือ การตะโกน โยน ยื่น ในกรณีที่ว่ายน้ำไม่เป็นแต่เผอิญเจอเหตุ โดยการโยนสิ่งของไปเพื่อให้ผู้อยู่ในน้ำลอยเกาะได้ ส่วนการยื่น เช่น ยื่นไม้ที่ยาว สามารถนำตัวเข้าสู่ชายฝั่งได้ สุดท้ายถ้าหากช่วยเหลือผู้จมน้ำขึ้นมาบนฝั่งได้แล้วควรนำไปพลาดบ่ากระแทกให้น้ำออกจากช่องท้อง และรีบโทรไปที่หมายเลข 1669 ทันที” รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แนะวิธีช่วยเหลือ

อัษฎางค์ กล่าวว่า เป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ ลดปัญหาเด็กจมน้ำเสียชีวิตในช่วงปิดเทอมการศึกษาให้เป็นศูนย์ ตัวเลขสถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอัตราตัวเลขการเสียชีวิตของเด็กลดลงกว่า 50% ถึงแม้ว่าจะลดลงจำนวนดังกล่าว แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่หลักร้อยอยู่ จึงตั้งเป้าหมายให้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศร่วมมือกันให้เป็นศูนย์ลดความสูญเสียให้ได้ ถือว่าเด็กเหล่านั้นคือบุตรหลานของเราทุกคนและไม่ต้องการเห็นภาพการเสียชีวิตจากการจมน้ำในช่วงปิดเทอมใหญ่ แม้อาจลดเป็นศูนย์ไม่ได้โดยเร็วแต่ก็พยายามรณรงค์อย่างเต็มที่

 

การอบรมให้ความรู้ ในการช่วยเหลือตนเอง และผู้อื่นในกรณีอุบัติเหตุทางน้ำแก่เด็กๆที่ จ.สุรินทร์

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ระบุว่า ทาง สพฉ.ดูแลงานเกี่ยวกับอุบัติเหตุทุกอย่างครอบคลุมถึงเรื่องปัญหาเด็กจมน้ำ ทาง สพฉ.มีมาตรการป้องกันในกระบวนการวิธีการ เช่น สพฉ.จัดฝึกอบรมเรื่องของการลอยตัวในน้ำ มีศูนย์วิชาการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ออกไปสอนให้คำแนะนำในกลุ่มต่างๆ เช่น นักเรียน โรงเรียน ผู้ปกครอง ฯลฯ ผ่านการทำงานร่วมกันกับภาคีเครือข่าย อาทิ ชมรมกู้ชีพทางน้ำประเทศไทย กรมควบคุมโรคท้องถิ่น มูลนิธิ ฯลฯ จะเป็นภาคีเครือข่ายด้านการป้องกันเด็กจมน้ำเสียชีวิต

โดยกิจกรรมความร่วมมือนี้ สพฉ.เริ่มต้นทำมาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งมีการพัฒนาหลักสูตรการกู้ชีพทางน้ำ โดยเฉพาะการช่วยชีวิต มีการอบรมแพทย์ พยาบาล และบุคลากร เพื่อตอบสนองช่วยชีวิตผู้ป่วยจากการจมน้ำ วิชาเหล่านี้ยังขยายผลไปถึงกลุ่มเด็กให้มีทักษะการลอยตัวในน้ำได้ รวมถึงการขอความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ

เลขาธิการ สพฉ. กล่าวว่า ความพร้อมต่อเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นภายใต้หมายเลขสายด่วน 1669 มีเครือข่ายบริการประชาชนทั่วประเทศ ขณะเดียวกันมีศูนย์รับแจ้งเหตุ 80 ศูนย์ หน่วยฉุกเฉินพร้อมบริการ 8,500 หน่วยทั่วประเทศ ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่สุดต้องเน้นเรื่องการป้องกันให้ความรู้เด็ก ช่วยเหลือตัวเองได้ขณะเกิดเหตุ ขอฝากถึงผู้ปกครองในช่วงปิดภาคเรียนนี้ในพื้นที่กรุงเทพมหานครอาจไม่น่าห่วง เพราะมีแหล่งน้ำธรรมชาติน้อย ส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัดมีความน่าห่วงมากกว่า เนื่องจากมีบ่อน้ำชุมชน เด็กอาจชวนกันไปเล่น ดังนั้นผู้ปกครองต้องให้คำชี้แนะลูกหลาน หรือมีผู้ใหญ่ไปดูแลความปลอดภัยด้วย

“สิ่งที่น่าห่วง คือเมื่อเวลาเกิดเหตุประชาชนอาจตื่นตระหนก ขาดสติ ทำให้การช่วยเหลือล่าช้ายากลำบาก หรือลืมโทรเรียกให้เจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ สพฉ.เราเป็นห่วงประชาชนในส่วนนี้มาก อีกประเด็นสำคัญประชาชนไม่ทราบเบอร์สายด่วน ดังนั้นขอให้พี่น้องประชาชนนึกถึงหมายเลข 1669 ไว้เสมอ ไม่ว่าจะเหตุทางน้ำ เหตุใดก็แล้วแต่สามารถโทรเรียกเจ้าหน้าที่ได้ทันที โทรฟรีและไม่มีค่าใช้จ่าย” ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าว

เลขาธิการ สพฉ. ย้ำว่า สำหรับความพร้อมของ สพฉ.นั้น มีความพร้อมให้บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ทุกเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถโทรไปยังเบอร์สายด่วน 1669 ได้ตลอดเวลา จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในความพร้อมบริการของเจ้าหน้าที่

เดินรอยตาม “บรรหาร” ชาติไทยพัฒนาไม่เป็นศัตรูใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/582777

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 08:40 น.

เดินรอยตาม "บรรหาร" ชาติไทยพัฒนาไม่เป็นศัตรูใคร

เปิดใจ “กัญจนา ศิลปอาชา” ในวันที่ต้องทำหน้าที่ “หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา” สู้ศึกเลือกตั้ง สืบทอดเจตนารมณ์ของ “บรรหาร” ผู้ล่วงลับ

********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บนเวทีปราศรัยทุกจังหวัดที่ “กัญจนา-วราวุธ” ศิลปอาชา เดินทางไปหาเสียง คำพูดที่ 2 พี่น้องจากเมืองสุพรรณบุรีมักพูดอยู่เสมอคือ “ลูกพ่อบรรหาร”

ไม่ใช่แค่บารมีของเตี่ยที่แม้จะเสียชีวิตไปเกือบ 2 ปีที่ยังคงเป็นใบเบิกทางให้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงความเป็น “มังกรเติ้ง” ที่ยังอยู่ในใจของประชาชนในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทย ผู้ซึ่งทำให้ จ.สุพรรณบุรี ขึ้นชื่อลือชาเรื่อง “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี” จนมีคำกล่าวว่า เมื่อนั่งรถเข้า จ.สุพรรณบุรี แล้วรู้สึกได้ถึงความเจริญที่น่าตื่นตะลึง

ในวันที่พรรคชาติไทย กลายมาเป็น พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) โดยมีหัวหน้าพรรคชื่อ “กัญจนา ศิลปอาชา” หรือ “หนูนา” ต้องลงสนามการเมืองแข่งขันการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่ขาดพ่อผู้เป็นเสาหลักและมังกรการเมืองคอยชี้แนะ ภาระอันหนักอึ้งจึงมาตกอยู่ที่ลูกสาวคนโตอย่าง “หนูนา”

กัญจนา ยอมรับว่าช่วงชีวิตที่พ่อเป็นนายกรัฐมนตรี กับวันนี้ที่เธอเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา มีความแตกต่าง มีหน้าที่ที่ต้องทำโดยเฉพาะการลงพื้นที่ขอคะแนนเสียงจากประชาชน

“ตอนพ่อเป็นนายกฯ แน่นอนว่าพ่ออยู่ในที่สูง มรสุมการเมืองมีมากมาย คนที่เป็นครอบครัวต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พอดีว่าช่วงนั้นเราก็เป็น สส.สมัยแรกด้วย สิ่งที่เราทำตอนนั้นก็คือเป็นเงาเคียงข้างพ่อตลอด ติดตามพ่อ คอยให้กำลังใจพ่อ ประเด็นที่พ่อถูกโจมตีแล้วเราชี้แจงได้เราจะทำทันทีทั้งในสภาและนอกสภา

นั่นคือชีวิตของเราตอนที่พ่อเป็นนายกฯ แต่ตอนนี้เราไม่มีพ่อแล้ว เราต้องมาเป็นผู้นำเอง ความแตกต่างก็คือเราไม่มีใครมาปกป้องเราแล้ว แต่อย่างหนึ่งคือเราไม่ได้เป็นตัวเด่น เราเป็นคนธรรมดา พรรคเราไม่ได้ใหญ่ เราไม่ได้ตกเป็นเป้าโจมตีมาก แต่เราไม่มีเกราะแล้วเราต้องอยู่ด้วยตัวเราเอง

ตอนนี้ไม่มีใครชี้แนะอะไรให้เราอีกแล้ว ต้องอาศัยประสบการณ์ต่างๆ ที่เราสะสมมาในการกำหนดก้าวเดินแต่ละก้าวของเราต่อไป และก็ต้องระมัดระวังให้ดีเพราะว่าเราต้องคุ้มครองตัวเราเองและสมาชิกพรรคทุกคน แต่ไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไรนะ เพราะอย่างที่บอกว่าเราไม่คิดว่าใครเป็นศัตรู พอเราไม่คิดว่าใครเป็นศัตรูมันก็เป็นการกำหนดพฤติกรรมของเราออกมาไม่สร้างศัตรู พอเราไม่สร้างศัตรูก็คงไม่มีใครอยากจะมาเป็นศัตรูอะไรกับเรา เพราะฉะนั้นพฤติกรรมที่เราไม่สร้างศัตรูก็เป็นเกราะป้องกันตัวเราเองโดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรมาก”

แต่ถึงชีวิตจะต้องเปลี่ยนแปลงไป ความเป็นลูกสาวมังกรจึงไม่ได้คิดเรื่องความกดดันจากผลงานที่พ่อได้สร้างไว้

“จริงๆ ไม่กดดันอะไรเลย เพราะว่าเป็นคนที่ทำอะไรก็พยายามทำอย่างเต็มที่ แล้วก็ไม่ได้หวังผลเพราะว่าผลมันเกิดจากเหตุและปัจจัยหลายอย่างนอกจากความสามารถของเรา หน้าที่ของเราคือทำให้เต็มที่และเต็มศักยภาพ ส่วนผลให้วางไว้ ไม่ต้องไปคิด ไม่ต้องไปหวัง ตอบได้เลยว่าไม่เกิดความกดดันอะไรทั้งสิ้น

ตราบใดที่เราไม่ประมาท และพยายามเต็มที่ โดยใช้บทเรียนที่พ่อได้เคยสอนเรา คือ วิธีสอนของพ่อ พ่อไม่เคยมานั่งบอกว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่บุคลิกของนายบรรหาร แต่พ่อจะทำให้ดู แล้วเราก็เห็นจากที่พ่อทำ เราก็จดจำสิ่งที่พ่อทำ บุคลิกความเป็นพ่อ จุดยืนของพ่อ แนวคิดของพ่อ เราจดจำเป็นบทเรียนมาสืบสานต่อ จุดยืนของเราคือสานต่อในสิ่งที่พ่อทำไว้เท่าที่ความเป็นลูกจะทำได้”

การสูญเสีย “บรรหาร” หัวเรือหลักอาจทำให้อดีต สส.หลายคนไม่มั่นใจ และย้ายไปพรรคอื่น กัญจนา มองปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาทางการเมือง เพราะการย้ายพรรคขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคน มีย้ายออกไปก็มีจากพรรคอื่นย้ายเข้ามาเหมือนกัน ดังนั้นเรื่องการย้ายพรรคของ สส.เป็นเรื่องปกติในการเมือง

“ก็ต้องดูผลงานหลังจากการเลือกตั้งครั้งนี้แล้วเราได้เป็นผู้แทนราษฎรได้มีบทบาททางการเมือง เพราะว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไม่มีพ่อบรรหาร เป็นการพิสูจน์บทบาทของศิลปอาชาในยามที่ไม่มีพ่อบรรหาร ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะดีกว่า เอาแค่ว่าสามารถทำได้ใกล้ๆ ที่พ่อเคยทำไว้ก็เก่งมากแล้ว แต่จะแย่กว่าหรืออะไรอย่าเพิ่งตัดสินเลย ให้ดูผลงานหลังจากนี้ก่อน” กัญจนา กล่าว

ไม่เฉพาะแค่การเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเพื่อลงเลือกตั้งเท่านั้น ในการหาเสียงแต่ละจังหวัด “กัญจนา” จะเดินทางไปพบปะประชาชนเพื่อขอคะแนนเองทุกครั้ง ซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อเดินทางลงพื้นที่ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี รถทีมงานถูกข่มขู่ ถูกยิงลูกแก้วใส่กระจกหน้ารถตู้ เธอมองโลกในแง่ดีว่าเป็นอุบัติเหตุ

“ถ้าเป็นอุบัติเหตุก็สามารถเกิดได้กับรถทุกประเภท ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นรถของพรรคการเมืองในการหาเสียง ไม่กังวลใจ เพราะเกิดขึ้นได้บนท้องถนน เป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน เราต้องมีสติประคับประคองเพื่อรองรับเหตุการณ์นั้นให้ได้ ไม่กังวลอะไร”

หรือแม้แต่การที่มีตำรวจนอกเครื่องแบบและทหาร มาคอยตามเฝ้าดูการลงพื้นที่ “กัญจนา” ก็ไม่ได้โวยวาย

“อบอุ่นดีค่ะ จะได้ช่วยดูแลอะไรต่างๆ (หัวเราะ) บางทีขึ้นเวทีปราศรัยก็จะขอบคุณด้วยซ้ำ เพราะเขาต้องมาทำตามหน้าที่ เขาก็เป็นประชาชนคนหนึ่งอุตส่าห์เสียสละกำลังพลมาดูแล เราก็รู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำไป ส่วนตัวแล้วยินดีมาก”

เมื่อถามถึงเรื่องการเมืองซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง “กัญจนา” กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า ทุกพรรคคงเร่งออกพื้นที่หนักขึ้น ถี่ขึ้น ถ้ามีนโยบายอะไรที่คิดว่าเด็ดๆ เก๋าๆ โค้งสุดท้ายนี้ก็คงจะปล่อยออกมากันเต็มเม็ดเต็มหน่วยในทุกพรรค

“ส่วนตัวเองก็รู้สึกขำนิดหนึ่งที่หลายคนบอกว่าช่วงหาเสียงโค้งสุดท้ายสิ่งที่ไม่คิดว่านักการเมืองจะทำได้ก็จะทำกันในหลายๆ พรรค ซึ่งก็จะเห็นกันได้ในหน้าหนังสือพิมพ์ ตัวกัญจนาเองก็อาจจะต้องทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนคราวนี้ แต่ก็เป็นอะไรที่มองแล้วเป็นสีสันการเมือง โค้งสุดท้ายก็คงจะต้องเต็มที่ในทุกพรรคการเมือง”

ส่วนหลังเลือกตั้งแล้วนั้น “หนูนา” ออกตัวว่าพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ใช่พรรคใหญ่ และคงต้องเฝ้าดูการเลือกตั้ง แล้วก็ลุ้นว่าจะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าสู่สภาในนามพรรคมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน

“คือเราไม่ใช่พรรคใหญ่ ก็ต้องดูว่าพรรคใหญ่ที่เขาได้อันดับ 1 และอันดับ 2 เขาจะเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกันอย่างไร เราก็ต้องคอยเฝ้าดู เป็นบทบาทของเราหลังการเลือกตั้ง”

บางเวทีที่ขึ้นปราศรัย กัญจนา เคยประกาศกับประชาชนที่มารับฟังนโยบายของพรรคว่า ไม่มีพรรคการเมืองไหนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อจะมาเป็นฝ่ายค้าน เพราะการเป็นรัฐบาลสามารถนำนโยบายที่ทางพรรคหาเสียงกับประชาชนไปปฏิบัติ สามารถนำความเดือดร้อนของชาวบ้านไปแก้ไข

ถ้ามองข้ามช็อตไปหลังเลือกตั้ง หลายคนจึงเชื่อว่ามีแนวโน้มที่พรรคชาติไทยพัฒนา มีโอกาสสูงที่จะร่วมรัฐบาล ถามถึงกระทรวงที่ทางพรรคมองไว้ “กัญจนา” ตอบทันทีว่า

“อย่างที่บอกว่าเราเป็นพรรคที่ขนาดไม่ใหญ่ไม่กล้าไปคิดถึงกระทรวงอะไรใดๆ ทั้งสิ้น ตอนนี้คิดถึงแค่ว่าตอนนี้จะรณรงค์หาเสียงอย่างไรให้เป็นที่ประทับใจพี่น้องประชาชนแล้วเลือกผู้สมัครของพรรคเราให้มากที่สุด ยังไม่มองไปถึงจุดนั้นเลย คือการจะมองไปถึงกระทรวงอะไรหมายความว่าเราต้องได้รับการติดต่อให้ไปร่วมรัฐบาล ซึ่งยังไม่กล้ามองไปถึงตรงนั้น ถ้าให้ตอบก็คือ ยังไม่คิด”

แต่ถ้าถามถึง จ.สุพรรณบุรี น้ำเสียงของกัญจนา ขึงขังในทันที “ปกติเป็นคนที่ไม่ตอบอะไรที่รู้สึกเกินตัว แต่สำหรับสุพรรณบุรีเป็นบ้านเกิดแล้วก็เป็นจังหวัดที่พ่อบรรหารในนามพรรคชาติไทยพัฒนาดูแลและทำให้เกิดความเจริญต่อเนื่องยาวนานมา 40 กว่าปี ซึ่งผลงานทั้งหลายอยู่ในใจคนสุพรรณทั้งหมด เพราะฉะนั้นขอตอบว่าค่อนข้างมั่นใจจะได้ สส.ทั้งหมดครบทั้ง 4 เขต เพราะพรรคอื่นจะเข้ามาในสุพรรณบุรีไม่ใช่ง่าย”

นอกจาก จ.สุพรรณบุรี แล้ว ในการลงพื้นที่หาเสียงมีประชาชนให้การต้อนรับพรรคชาติไทยพัฒนาอย่างอบอุ่น กัญจนา วิเคราะห์เหตุผลจากเสียงตอบรับนี้ว่า อย่างแรกคือน่าจะเป็นที่ตัวผู้สมัคร ซึ่งพรรคได้คัดเลือกในแต่ละพื้นที่ว่าเป็นบุคคลที่มีความนิยมในพื้นที่พอสมควร มีความตั้งใจจริงที่อยากจะทำงานแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่นั้น เป็นที่รู้จัก และยอมรับ คือน่าจะเป็นที่ผู้สมัครที่ได้คัดเลือกว่าเป็นที่ได้รับความนิยมพอสมควรในพื้นที่นั้น

ขณะที่เหตุผลถัดไปก็น่าจะเป็นจุดยืนของพรรคที่ไม่เป็นศัตรูกับใคร เวลาให้สัมภาษณ์ บุคคลในพรรคให้สัมภาษณ์หรือเวลาปราศรัยอะไร ก็ไม่เคยว่าใคร หรือก่อให้เกิดความขัดแย้งใดๆ ในสังคมจะออกไปในเชิงอ่อนน้อมเป็นหลัก เป็นบุคลิกของพรรคมาแต่ไหนแต่ไรก็น่าจะเป็นเหตุผลอีกอันหนึ่ง

อีกประเด็นคือน่าจะเป็นนโยบายของพรรคเราที่เกิดจากการได้พบปะกับประชาชนในทุกกลุ่มอาชีพเพื่อรับฟังปัญหาความต้องการแล้วนำมากลั่นกรองเป็นนโยบายไปนำเสนอเขา ก็น่าจะได้รับการตอบรับในเรื่องนโยบายของพรรคพอสมควร

ถัดไปก็น่าจะเป็นเรื่องในช่วงระยะเวลาเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา เราไม่มีการเลือกตั้งเลย บรรยากาศที่มีผู้สมัครของพรรคการเมืองไปหาเสียงมันขาดหายไปนาน ประชาชนในพื้นที่ก็เลยค่อนข้างต้อนรับกิจกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากที่หายไปนานเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าไม่ใช่แค่พรรคชาติไทยพัฒนาเท่านั้น แต่หลายพรรคการเมืองก็ได้รับการต้อนรับจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้นๆ เป็นอย่างดี คงเป็นเพราะว่ามันขาดหายบรรยากาศแบบนี้มานาน

“ส่วนหนึ่งต้องขอยึดโยงว่าเป็นความผูกพันที่พ่อบรรหารมีในตัวเราและในพรรคของเรา จะเห็นได้ว่าเวลาเราลงพื้นที่หลายพื้นที่มาก ประชาชนจะถามถึงพ่อ นี่คือลูกพ่อบรรหาร ก็น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ทั้งหมดนี้ก็น่าจะเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงได้รับการต้อนรับอย่างดีพอควรในพื้นที่ต่างๆ ที่เราลง”

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศโค้งสุดท้ายก่อนจะถึงเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์รายวัน หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา คาดหวังว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อประโยชน์จะได้ตกอยู่กับประชาชน

“หวังว่าเราจะได้รัฐบาลและได้ฝ่ายค้านที่มีการถ่วงดุลกันอย่างเหมาะสม หวังว่า พรรคชาติไทยพัฒนาจะได้ สส.เข้าสภาในนามของพรรคในจำนวนที่น่าพอใจ แล้วก็สามารถนำเอานโยบายของพรรคที่ได้หาเสียงไปทำเป็นภาคปฏิบัติแก้ไขปัญหาให้ประชาชนที่ช่วงหาเสียงเราได้ไปพบเจอเขา ไปบอกนโยบายกับเขา หวังว่าจะได้นำนโยบายของเราไปทำเป็นภาคปฏิบัติได้สัมฤทธิผล ก็หวังว่าบ้านเมืองจะเรียบร้อยก้าวข้ามความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวงไปได้อย่างสงบสุข มีนโยบายที่แก้ไขปัญหาประชาชนได้อย่างแท้จริง มีฝ่ายค้านที่คอยตรวจสอบรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก่อนอื่นคือต้องหวังว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นที่ยอมรับก่อน” กัญจนา กล่าวทิ้งท้าย