ชวนนักช็อปส่งต่อน้ำใจให้ผู้หญิงหลังกำแพงสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373857

ชวนนักช็อปส่งต่อน้ำใจให้ผู้หญิงหลังกำแพงสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมราชทัณฑ์ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ร่วมด้วย บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และกลุ่มธุรกิจในเครือ ซึ่งประกอบด้วย โรบินสัน, เซ็นทรัลพลาซา, ซูเปอร์สปอร์ต , ท็อปส์, พาวเวอร์บาย และ บีทูเอส ผนึกกำลังร่วมแบ่งปันความห่วงใยให้สังคมไทย ผ่านกิจกรรม ภายใต้ชื่อ “Robinson Lingerie Sharing”(โรบินสัน ลองจาเร แชร์ริ่ง) ส่งต่อน้ำใจให้ “ผู้หญิงหลังกำแพงสูง” เพื่อมอบเป็นสวัสดิการด้านสุขอนามัยให้กับผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถานทั่วประเทศ กว่า 40,000 ราย เพียงช็อปสินค้าที่ร่วมรายการตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป รับสิทธิร่วมบริจาคกางเกงชั้นในใหม่ จำนวน 1 ตัว หรือซื้อบริจาคเพิ่มเติมได้ในราคาพิเศษตัวละ 50 บาท ตั้งแต่วันนี้-11 พฤศจิกายน นี้ ที่ โรบินสัน 47 สาขาทั่วไทย

พิมพ์ใจ รุจิตานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินค้าชุดชั้นในสตรี บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าถ้าจะกล่าวถึง ผู้หญิงกับการใส่ใจเรื่องของสุขอนามัย ถือเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงการแบ่งปันน้ำใจเพื่อส่งต่อความห่วงใยสู่ผู้หญิงด้วยกัน ทางโรบินสันจึงได้จัดโครงการ “โรบินสัน ลองจาเร แชร์ริ่ง” ขึ้น เพื่อส่งต่อความห่วงใยให้กับผู้หญิง โดยเฉพาะ “ผู้หญิงหลังกำแพงสูง” ซึ่งเป็นผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกลืมจากสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมอบเป็นสวัสดิการด้านสุขอนามัยให้กับผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถานทั่วประเทศ กว่า 40,000 ราย โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าของโรบินสัน ทั้ง 47 สาขาทั่วประเทศ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลผู้หญิงด้วยกัน

นอกจากนี้ ในวันเปิดตัวโครงการ ยังจัดกิจกรรมเสริมความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้หญิง อาทิ การจัดงานเสวนา “การใส่บราอย่างไร… ให้ห่างไกลมะเร็งเต้านม” เพื่อเผยแพร่ความรู้ในการสวมใส่บราอย่างถูกวิธี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม พร้อมจัดกิจกรรมเย็บเต้านมเทียม กว่า 4000 เต้าเพื่อนำไปส่งมอบให้กับผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมที่ยากไร้ ผ่านโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ

นฤมล รื่นอารมย์ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง ทัณฑสถานหญิงกลาง กรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า “รู้สึกขอบคุณแทนน้องๆ ผู้หญิงที่อยู่หลังกำแพงสูง ที่ยังมีหน่วยงานจากเอกชนอย่างโรบินสัน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญด้านจิตใจและสุขภาพของผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถาน ซึ่งหน่วยงานของเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รับโอกาส รับน้ำใจจากสังคม ทำให้เห็นถึงพลังของผู้หญิงที่ส่งต่อสู่ผู้หญิง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม ถือเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่และสามารถเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยมีความสุขได้”

ในงานยังมีสองเซเลบริตี้ เอ๋-ชินนารี รักปทุม และ โบว์-ณชา จึงกานต์กุล มาร่วมกิจกรรมเย็บเต้านม พร้อมเผยถึงการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากมะเร็งเต้านม เริ่มที่ โบว์-ณชา บอกว่า “การเลือกซื้อบราที่ดี คือการเลือกบราที่เหมาะสมกับเรา ใส่แล้วมั่นใจ โบว์จะเลือกซื้อบราหลากหลายแบบ และเลือกใส่ให้เหมาะสมกับกิจกรรมหรือรูปแบบในการใช้งาน เช่น ใส่ไปออกกำลังกายควรเป็นบราอีกประเภทที่ไม่ได้รัดจนเกินไป บราสำหรับใส่ออกงาน ควรเน้นความเหมาะสมและสีสัน และที่ควรทำเป็นประจำคือ การหมั่นตรวจสุขภาพเต้านมตนเองบ่อยๆ พยายามหลีกเลี่ยงการทานอาหารประเภทของทอด ย่าง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งได้ ซึ่งโบว์ก็ได้ทราบวิธีการตรวจสุขภาพตนเองเบื้องต้นจากการจัดงานเสวนา และยังได้ร่วมกิจกรรมเย็บเต้านมเทียม เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ยากไร้ ผ่านทางโรงพยาบาลต่างๆ ของรัฐทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดีมาก”

อีกหนึ่งเซเลบริตี้รักสุขภาพ เอ๋-ชินนารี บอกว่า “ปกติเป็นคนที่รักสุขภาพมาก เป็นคนช่างเลือก ใส่ใจในการดูแลตัวเองวันนี้ได้มาร่วมฟังเสวนาเรื่องการใส่บราอย่างไรให้ถูกวิธี การดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลจากมะเร็งเต้านม และยังได้รู้วิธีการเลือกซื้อบราที่เหมาะสมกับตัวเอง อีกทั้ง แคมเปญดังกล่าวงานนี้ยังได้รวมช่วยเหลือผู้หญิงที่อยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ กว่า 40,000 คน ให้มีสุขอนามัยที่ดี การให้อภัยถือเป็นสิ่งสำคัญที่สังคมยังต้องการ การให้โอกาสและการช่วยเหลือในสวัสดิการ ถึงแม้เป็นเพียงการช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย ถือว่าเป็นสิ่งที่สังคมควรให้การสนับสนุน ดีใจที่โรบินสันได้เล็งเห็นและให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้หญิงหลังกำแพงสูงเหล่านี้”

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการมอบความห่วงใย ผ่านโครงการ“Robinson Lingerie Sharing” (โรบินสัน ลองจาเร แชร์ริ่ง) ส่งต่อน้ำใจให้ “ผู้หญิงหลังกำแพงสูง” เพียงช็อปสินค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป รับสิทธิร่วมบริจาค “กางเกงชั้นในใหม่” จำนวน 1 ตัว หรือ ซื้อบริจาคเพิ่มเติมได้ในราคา พิเศษตัวละ 50 บาทได้ตั้งแต่วันนี้-11 พฤศจิกายน 61 ณ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน 47 สาขา ทั่วประเทศ โดยทางโรบินสัน จะทำพิธีส่งมอบให้กับกรมราชทัณฑ์ นำไปแบ่งปันให้ผู้ต้องขังหญิง ทั่วประเทศ ในลำดับต่อไป

พิธีรับโล่พระราชทาน รางวัลวรรณศิลป์อุชเชนี ครั้งที่ 2 ก้าวสู่ปีที่ 3 วาระ ‘100 ปี ชาตกาล อุชเชนี กวีของกวีที่เรารัก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373849

พิธีรับโล่พระราชทาน รางวัลวรรณศิลป์อุชเชนี ครั้งที่ 2 ก้าวสู่ปีที่ 3 วาระ ‘100 ปี ชาตกาล อุชเชนี กวีของกวีที่เรารัก’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานในพิธีเปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายความเคารพ หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทศ ร่วมกับ สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย, คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร,กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, กระทรวงวัฒนธรรม และ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย จัดพิธีรับโล่พระราชทานและประกาศผลรางวัลวรรณกรรม “วรรณศิลป์อุชเชนี” ครั้งที่ 2 ประจำปี พ.ศ.2561 หัวข้อ “เพียงแค่เม็ดทราย” ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมโดดเด่นของอุชเชนี โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานโล่รางวัลแก่ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวด โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล พร้อมด้วยคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานคณะกรรมการอำนวยการและประธานจัดงาน, บาทหลวงอนุชา ไชยเดช ผู้อำนวยการสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย และคณะกรรมการรางวัลวรรณศิลป์อุชเชนีร่วมงาน ณ ห้องประชุม 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2561

ผลการตัดสินของคณะกรรมการเป็นดังนี้ ประเภทกลอนสุภาพ ระดับนักเรียน รางวัลชนะเลิศได้รับเงินรางวัล 30,000 บาทพร้อมโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่บทกลอนชื่อ “แสงแห่งทราย” ของ พิริยภูมิ หง่อยกระโทก นามปากกา “แทนชีวา ศรีเสมานคร”จากจังหวัดนครราชสีมา, ประเภทกลอนสุภาพ ระดับประชาชน รางวัลชนะเลิศ รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่บทกลอนชื่อ “เม็ดทราย”ของ ตะวัน กองม่วง นามปากกา “ตะวันขึ้นทุกที่ทุกเวลา” จังหวัดราชบุรี,บทกลอนสุภาพ รางวัลรองชนะเลิศ 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาทพร้อมใบประกาศเกียรติคุณ บทกลอน “อาสาทานตะวัน” ของนรพัลลภ ประณุทนรพาล จากกรุงเทพมหานคร, บทกลอน“ดำเนินทราย” ของ ปาลิตา ผลประดับเพ็ชร์ จากจังหวัดบุรีรัมย์, ประเภทความเรียง ระดับนักเรียน รางวัลชมเชย 2 รางวัล รางวัลละ10,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ ความเรียงชื่อ “ปรัชญาจากเม็ดทราย” ของ กิตติพิชญ์ เชาว์ไวย จากกรุงเทพมหานคร, ความเรียงชื่อ “เม็ดทราย” ของ เด็กหญิงพลอยรุ้ง ละมุลจากจังหวัดสมุทรสาคร, ประเภทความเรียง ระดับประชาชน ความเรียงรางวัลดีเด่น ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ความเรียงชื่อ “เพียงแค่เม็ดทราย” ของ กชกร ชิณะวงศ์ จากจังหวัดเชียงใหม่, ความเรียง รางวัลรองชนะเลิศ 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ ความเรียงชื่อ “เพียงแค่เม็ดทรายบนชายหาดแห่งอนันตกาล” ของ สุวัฒน์ ยวงแก้ว นามปากกา “ดวงใจเดียวกัน” จากจังหวัดสมุทรปราการ, ความเรียงชื่อ “ใช่เพียงแค่เม็ดทราย” ของ ติกขปัญญ์ มณีนุ่ม จากจังหวัดกาญจนบุรี

นอกจากการประกาศผลการประกวดแล้ว ยังมีการส่งต่องานประกวดวรรณกรรมรางวัลวรรณศิลป์อุชเชนี ปีที่ 3 วาระ “100 ปี ชาตกาล อุชเชนี กวีของกวีที่เรารัก” โดย 3 ศิลปินแห่งชาติ อ่านบทกวีรำลึกถึงอุชเชนี โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, ชมัยภร แสงกระจ่าง (บางคมบาง) และ พิบูลศักดิ์ ละครพล ปิดท้ายงานด้วยความประทับใจอย่างยิ่งอีกด้วย

บุญรอดบริวเวอรี่หนุนเยาวชนดนตรีคลาสสิกรุ่นใหม่ บรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ทรงคุณค่า‘โปร มูสิกา จูเนียร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373879

อาจารย์ผู้ฝึกสอน (ซ้าย) จัน เว โย จากสิงคโปร์, กิตติคุณ สดประเสริฐ, มร.โรลองด์ บาลดินี
จากเวียนนา และ ทัศนา นาควัชระ

บุญรอดบริวเวอรี่หนุนเยาวชนดนตรีคลาสสิกรุ่นใหม่ บรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ทรงคุณค่า‘โปร มูสิกา จูเนียร์’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกในโครงการโปรมูสิกา จูเนียร์ คอนเสิร์ต ปีที่ 5

ประสบความสำเร็จอย่างงดงามเป็นปีที่ 5 เวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนผู้มีความสามารถด้านดนตรีคลาสสิกจากทั่วประเทศ ได้ร่วมฝึกฝนความสามารถด้านดนตรีคลาสสิก และเรียนรู้บทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สำหรับโครงการคีตราชาโปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์ โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยจัดพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่เยาวชนไทย 25 คน ผู้มีความสามารถด้านดนตรีคลาสสิกที่ได้รับการคัดเลือกจากทั่วประเทศ โดยมี วาปี ภิรมย์ภักดีรองประธานกรรมการ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตร

โอกาสนี้เยาวชนจากโครงการ ยังได้ร่วมแสดงบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในโปรมูสิกาจูเนียร์ คอนเสิร์ต ปีที่ 5 ณ หอประชุมใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เมื่อวันที่12 ตุลาคม ที่ผ่านมา และจัดแสดงอีกรอบในวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้ร่วมชื่นชมความสามารถของนักดนตรีเยาวชนรุ่นใหม่ ณ ควอเทียร์ แกลเลอรี่ ชั้นเอ็ม ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์

สำหรับการแสดงดนตรี โปร มูสิกาจูเนียร์ คอนเสิร์ต 2018 ได้เชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์มาจัดแสดงในครั้งนี้ ได้แก่ บทเพลงชุด “กินรี สวีท” ประกอบด้วยเริงวนารมย์ (Nature Waltz), พรานไพร(The Hunter), กินรี (Kinari Waltz) และ ภิรมย์รัก (A Love Story) พร้อมด้วยบทเพลงอาทิตย์อับแสง (Blue Day) และบทเพลงคลาสสิกของโยฮันน์ ซเตราสส์(Johann Strauß) ได้แก่ Die Fledermaus Overture, Pizzicato Polka และ Kaiser Waltz ซึ่งวงดุริยางค์ นีเดอร์ ออสเทอร์ไรซ์โทนคืนสทเลอร์ ออร์เคสตรา (The N.O.Tonkunstler Orchestra) ที่เคยบรรเลงบทเพลงชุดนี้ร่วมกับบทเพลงพระราชนิพนธ์อีกหลายบทเพลง ได้แก่ สายฝน, ยามเย็น, มาร์ชราชนาวิกโยธิน และมาร์ชราชวัลลภ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทอดพระเนตรการแสดงดนตรี ณ คอนเสิร์ตฮอลล์ กรุงเวียนนา เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2507

วาปี ภิรมย์ภักดี รองประธานกรรมการ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เผยถึงโครงการคีตราชา โปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์ ว่าเป็นกิจกรรมที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้พระราชทานบทเพลงพระราชนิพนธ์อันทรงคุณค่าแก่ปวงชนชาวไทยโดยมี อาจารย์ทัศนา นาควัชระ เป็นผู้อำนวยการโครงการ ได้คัดเลือกเยาวชนที่มีความสามารถด้านดนตรีเครื่องสายคลาสสิกจากทั่วประเทศให้ได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมค่ายดนตรีที่กรุงเทพฯ ปีนี้มีเยาวชนจำนวน 25 คน ที่ผ่านการคัดเลือกหลังการร่วมเวิร์กช็อปใน 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ และสงขลา เข้าร่วมโครงการระหว่างวันที่ 5-14 ตุลาคม 2561 เพื่อฝึกฝนความสามารถด้านดนตรีคลาสสิก รวมถึงฝึกฝนบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยได้รับเกียรติจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมถึงนักดนตรีมืออาชีพหลายท่านร่วมเป็นผู้ฝึกสอน เพื่อให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพด้านดนตรีอย่างถูกต้องและสืบทอดบทเพลงพระราชนิพนธ์ให้คนรุ่นใหม่ต่อไป

ณัฐวรรณ ทีปสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จอีกก้าวของโครงการคีตราชา โปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์ ว่า “ตลอดระยะเวลา 5 ปี ของการดำเนินโครงการ นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา คณาจารย์ทางด้านดนตรีได้ร่วมกันมอบความรู้และประสบการณ์ทางด้านดนตรีให้แก่เยาวชนจากทั่วประเทศเป็นจำนวนนับร้อยคน ทั้งนี้ ในปี 2561 นี้ เป็นปีแรกที่บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้มอบทุนการศึกษาสาขาวิชาดนตรีคลาสสิก มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นประเภททุนความสามารถเป็นเลิศให้แก่เยาวชนจำนวน 3 คน ที่เคยเข้าร่วมโครงการ และมีความมุ่งมั่นที่จะศึกษาต่อทางด้านดนตรีในระดับปริญญาตรี เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนที่มีความรู้ความสามารถทางด้านดนตรีให้ได้ศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มความสามารถ”

ด้าน เทวชัย ม่วงสุข นักดนตรีเชลโล วัย 17 ปี จากโรงเรียนปรินส์รอแยลวิทยาลัย หนึ่งในเยาวชนที่ได้เข้าร่วมโครงการคีตราชา โปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์ เผยว่า “ซาบซึ้งในบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจอยากเรียนดนตรีคลาสสิกทุกครั้งที่ได้บรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ จะรู้สึกซาบซึ้งในพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน ที่พระราชนิพนธ์เพลงได้ไพเราะจับใจมาก ที่ผ่านมา พยายามฝึกฝนตัวเองอย่างหนักเพื่อจะได้เข้าร่วมโครงการนี้หลังจากพลาดหวัง ออดิชั่นไม่ผ่านต่อเนื่องมาหลายปี ปีนี้ก็ประสบความสำเร็จได้เข้าร่วมโครงการเป็นครั้งแรก รู้สึกดีใจและภูมิใจในตัวเอง โครงการนี้นอกจากจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านดนตรีแล้ว ยังได้แนวคิดในการทำงานด้านดนตรีในสาขาอื่นๆ รวมทั้งได้สังคมใหม่ๆ ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ที่สำคัญดนตรีคลาสสิกไม่ใช่ดนตรีที่ห่างไกลตัว แต่ถ้าเราลองเปิดใจแล้วจะได้เรียนรู้โลกใหม่ๆ ทั้งสังคม การพัฒนาตัวเอง การทำงานเป็นทีม และหากอยากพัฒนาทักษะด้านดนตรี ก็สามารถเข้ามาศึกษาได้จากคลิปเทคนิคการเล่นดนตรีในแฟนเพจของโครงการและพยายามฝึกฝนฝีมือไว้ ปีหน้าก็ลองมาเวิร์กช็อปและออดิชั่นกันนะครับ”

ส่วนตัวแทนเยาวชนที่เคยเข้าร่วมแคมป์และได้รับทุนการศึกษาสาขาวิชาดนตรีคลาสสิกระดับปริญญาตรี จากบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด น.ส.ธัญชิศาเรื่องลือ นักดนตรีเชลโล่ อายุ 18 ปี จากโรงเรียนสุรนารีวิทยา เข้าร่วมแคมป์ปี 2558, 2559 และ 2560 ถ่ายทอดความรู้สึกที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาว่า “โครงการนี้ถือเป็นแคมป์ดนตรีที่เปิดโอกาสให้ได้ต่อยอดการศึกษาด้านดนตรีให้แก่ตัวเองอย่างมาก เพราะนอกจากได้พัฒนาทักษะด้านดนตรีซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบแล้ว ยังได้รับโอกาสให้ได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีด้านดนตรีตามที่ตั้งใจอีกด้วย จึงพยายามและมีความตั้งใจอย่างมากที่จะเรียนอย่างเต็มที่เพื่อจะนำความรู้ด้านดนตรีที่ร่ำเรียนมาไปพัฒนาความรู้ด้านดนตรีให้กับเด็กๆ ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นบ้านเกิดให้มีมาตรฐานเทียบเท่าในกรุงเทพฯ รวมทั้งมีในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแบบอย่างในเรื่องของการใช้เวลา เพราะแม้ว่าพระองค์จะทรงงานหนักมากเพียงใด แต่พระองค์ท่านก็ทรงแบ่งเวลาเพื่อทุ่มเทให้กับดนตรีได้ด้วยเช่นกัน”

ติดตามกิจกรรมต่างๆ ของโครงการคีตราชา โปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์ โดย บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้ทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ https://www.facebook.com/ProMusicaJunior

ณัฐวรรณ ทีปสุวรรณ หนึ่งในผู้บริหาร และ วาปี ภิรมย์ภักดี รองประธานกรรมการ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด

ณัฐวรรณ ทีปสุวรรณ หนึ่งในผู้บริหาร และ วาปี ภิรมย์ภักดี รองประธานกรรมการ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด

อาจารย์ผู้ฝึกสอน (ซ้าย) จัน เว โย จากสิงคโปร์, กิตติคุณ สดประเสริฐ, มร.โรลองด์ บาลดินี จากเวียนนา และ ทัศนา นาควัชระ

อาจารย์ผู้ฝึกสอน (ซ้าย) จัน เว โย จากสิงคโปร์, กิตติคุณ สดประเสริฐ, มร.โรลองด์ บาลดินี จากเวียนนา และ ทัศนา นาควัชระ

เทวชัย ม่วงสุข

เทวชัย ม่วงสุข

ธัญชิศา เรื่องลือ

ธัญชิศา เรื่องลือ

การแสดงบทเพลงพระราชนิพนธ์ โปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์

การแสดงบทเพลงพระราชนิพนธ์ โปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์

การแสดงบทเพลงพระราชนิพนธ์ โปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์

การแสดงบทเพลงพระราชนิพนธ์ โปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์

Local Life & Learn หนุนองค์กรทำ CSR ผ่านการท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373891

หยาดทิพย์ ราชปาล, ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์, ลดาวัลย์ กันทวงศ์, ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าฯ ททท., บอย โกสิยพงษ์,
กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์ และ พิพัฒน์ วิทยาปัญญานนท์

Local Life & Learn หนุนองค์กรทำ CSR ผ่านการท่องเที่ยว

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผู้บริหาร ททท. และผู้แทนหน่วยงาน องค์กรที่ร่วมสนับสนุน โครงการ Local Life & Learn

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จับมือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดตัวโครงการ “Local Life & Learn” หนุนองค์กรธุรกิจเที่ยวชุมชนท้องถิ่นไทย สร้างสัมพันธ์ในหน่วยงานสร้างรายได้และความยั่งยืนสู่ชุมชน ผ่านรูปแบบการท่องเที่ยว CSR ในชุมชนและเมืองรอง ภายใต้แนวคิด TAT 360ํ รู้รอบตัว ใส่ใจรอบด้าน” ตอบโจทย์การเป็นหน่วยงานที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “โครงการ Local Life & Learn เริ่มจากชุมชนซึ่งเป็นหน่วยงานเล็กๆ
ที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม ทั้งวิถีการกิน การใช้ชีวิตอยู่ลักษณะการพึ่งพาอาศัยกันของชุมชนรวมไปถึงสินค้า ตลาด ศิลปะ ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นมนต์เสน่ห์ของแต่ละชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องการผลักดัน รวมทั้งสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างเข้าถึง ผนวกกับแนวคิดและการปฏิบัติเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ขององค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญ ซึ่งการทำ CSR นอกจากปลูกฝังให้พนักงานมีคุณธรรม จริยธรรม มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ในขณะเดียวกันองค์กรก็จะได้รับประโยชน์ที่นอกจากการเป็นองค์กรที่ประสบผลสำเร็จในด้านธุรกิจแล้ว ยังเป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือ ความไว้วางใจ และเป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือ SET มีบริษัทจดทะเบียนกว่า 700 บริษัทล้วนมีนโยบายด้าน CSR ทั้งสิ้น หากบริษัทเหล่านี้นำแคมเปญ Local Life & Learn ไปใช้ซึ่งมีให้เลือกถึง 4 แพ็กเกจที่เหมาะสมกับแต่ละองค์กร ก็จะช่วยสร้างรายได้ความเข้มแข็ง และความยั่งยืนให้กับชุมชนและเมืองรองได้เป็นอย่างดี

ด้าน ลดาวัลย์ กันทวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET นับเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีส่วนในการสนับสนุนผลักดันให้ประเทศไทยเกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ซึ่งความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าเศรษฐกิจชุมชนยังไม่เข้มแข็ง และเราเล็งเห็นว่าการท่องเที่ยวชุมชนมีส่วนสำคัญในการพัฒนาความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน ประกอบกับ SET มีบริษัทจดทะเบียนกว่า 700 บริษัท และทุกบริษัทมีการทำ CSR อยู่แล้ว แต่โครงการแพ็กเกจท่องเที่ยวในโครงการ Local Life & Learn จะช่วยเติมเต็มมากขึ้น ในการสร้างความสัมพันธ์ภายในองค์กรผ่านการท่องเที่ยววิถีชุมชน ซึ่งมีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาท้องถิ่นให้เป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืน คนในชุมชนท้องถิ่นมีความกินดี อยู่ดีนั่นเอง ซึ่ง SET จะได้ส่งเสริมสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมโครงการ Local Life & Learn อย่างเต็มที่

โครงการ Local Life & Learn มี 4 แพ็กเกจให้หน่วยงาน บริษัทต่างๆ ได้เลือกซื้อ ได้แก่ SDGs Education Package แพ็กเกจสำหรับองค์กรเพื่อการพัฒนาและเรียนรู้อย่างยั่งยืน อาทิ เรียนรู้ขจัดความหิวโหย, เรียนรู้ขจัดความยากจน, เรียนรู้การจัดการน้ำและสุขาภิบาล Growing Package แพ็กเกจท่องเที่ยวสำหรับองค์กรที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพ และบุคคลภายในองค์กร อาทิ ภาวะผู้นำ, ทัศนคติในการทำงาน, จิตสาธารณะ และความสามัคคี Village Route แพ็กเกจสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยววิถีชุมชนในทั่วทุกภาคของประเทศไทย และ Homestay แพ็กเกจสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการพักผ่อนแบบสโลว์ไลฟ์ในทั่วทุกภาคของประเทศ โดยบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่เลือกซื้อแพ็กเกจในโครงการนี้ผ่าน http://www.tourismthailand.org/thailandlocalgiving จะสามารถเลือกรับสิทธิพิเศษต่างๆ ของสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการภายในเว็บไซต์ได้ และในขณะเดียวกันฝั่งผู้ขายไม่ว่าจะเป็นบริษัทท่องเที่ยวหรือคณะผู้นำทัวร์ที่เข้าร่วมโครงการ ก็สามารถนำแพ็กเกจท่องเที่ยวมาขึ้นขายบนเว็บไซต์ อันจะเป็นการนำรายได้สู่ชุมชน เป็นการช่วยส่งเสริมและสนับสนุน พัฒนาท้องถิ่นให้เป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อผลลัพธ์ ความกินดี อยู่ดี มีสุขของคนในชุมชนท้องถิ่น

นอกจากนี้ โครงการ Local Life & Learn ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจให้นักท่องเที่ยวได้เข้าร่วมอย่างมากมาย อาทิ Thailand Local Giving (ยิ่งให้ ยิ่งได้) เป็นแคมเปญเพื่อนักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจไม่ว่าชาวไทยหรือชาวต่างชาติที่สนใจแพ็กเกจท่องเที่ยวสไตล์วิถีชุมชน ซึ่งมีให้เลือก 5 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบ้านผารังหมี จ.พิษณุโลก ชุมชนบ้านหนองจิก จ.เพชรบุรี ชุมชนโฮมสเตย์ท้องตมใหญ่ จ.ชุมพร ชุมชนปากน้ำประแสร์ จ.ระยอง และ ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเขมราฐ นาแวง เจียด จ.อุบลราชธานี เมื่อเลือกซื้อชุมชนที่สนใจแล้ว นักท่องเที่ยวจะได้รับ “แต้มสุขใจ” เพื่อมอบให้แก่ชุมชนนั้นๆ เมื่อชุมชนได้รับแต้มสะสมตามที่กำหนด โครงการจะนำสิ่งที่ชุมชนต้องการ อาทิ อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา หรืออุปกรณ์ช่วยชีวิต ไปมอบให้แก่ชุมชน หรือจะเป็นแคมเปญ ขยะให้โชค ไม่ว่าคุณจะไปท่องเที่ยวในสถานที่แห่งใดและนำขยะติดมือกลับมาคัดแยกและนำไปแลกของรางวัลได้ที่ อุโมงค์ขยะ 12 จุด ตามสำนักงาน ททท. ทั่วประเทศ เท่ากับคุณมีส่วนในการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมของชุมชนให้ปลอดขยะ อีกทั้งนำไปสู่การ Up cyclingเพื่อนำขยะกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์

โดยภายในงานเปิดโครงการมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานศิลปะบนถังขยะ ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์ของ ศิลปิน นักวาดภาพ และนักแสดงชื่อดัง จำนวน 10 ผลงาน อาทิโอ่ง-กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์ ศิลปินป๊อปอาร์ตเมืองไทย,หยาด-หยาดทิพย์ ราชปาล และ อาร์ม-พิพัฒน์ วิทยาปัญญานนท์ เพื่อร่วมรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวตระหนักถึงการท่องเที่ยวอย่างใส่ใจสังคม ไม่นำขยะไปทิ้งในแหล่งท่องเที่ยว รู้จักการคัดแยกขยะเพื่อช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

แม้ว่าคุณจะไม่ใช่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่ หรือจะเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดา คุณก็มีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและเมืองรองผ่านการท่องเที่ยวในโครงการ Local Life & Learn ได้เช่นกัน สามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจและเลือกซื้อรูปแบบการท่องเที่ยวที่ตรงกับความต้องการได้ที่ www.tourismthailand.org/thailandlocalgiving

หยาดทิพย์ ราชปาล, ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์, ลดาวัลย์ กันทวงศ์, ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าฯ ททท., บอย โกสิยพงษ์, กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์ และ พิพัฒน์ วิทยาปัญญานนท์

หยาดทิพย์ ราชปาล, ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์, ลดาวัลย์ กันทวงศ์, ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าฯ ททท., บอย โกสิยพงษ์, กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์ และ พิพัฒน์ วิทยาปัญญานนท์

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าฯ ททท. และ ผรณเดช พูนศิริวงศ์ กรรมการผู้จัดการ นสพ.แนวหน้า

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าฯ ททท. และ ผรณเดช พูนศิริวงศ์ กรรมการผู้จัดการ นสพ.แนวหน้า

ผลงานศิลปะบนถังขยะฝีมือนักวาดภาพและนักแสดงชื่อดัง

ผลงานศิลปะบนถังขยะฝีมือนักวาดภาพและนักแสดงชื่อดัง

คุณแหน : 1 พฤศจิกายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373890

คุณแหน : 1 พฤศจิกายน 2561

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ll สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ตามที่ พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ขอพระราชทานไปทอดถวาย ณ วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์โดยมี สุมนา อภินรเศรษฐ์ รองประธานวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ในพระองค์ฯ พร้อม กก.ต้อนรับ 10 พ.ย. 13.00  น. …

ll หลังจากพล.ต.ต.ภาณุรัตน์ มีเพียร ไม่ต้องไปประชุมที่ประเทศญี่ปุ่น “มาดามแป้น”กุลยา มีเพียร  ก็รีบเตรียมการจัดงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิด 5 พ.ย. ให้กับ “ผู้การติ่ง”ที่ ห้องธาราเทพ ชั้น 2 โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถึงแม้กะทันหันแต่รับรองว่าอบอุ่นอบอวลด้วยความรักทั้งผู้จัดและผู้ร่วมงาน…

llเข้าออกทัณฑสถานทุกเดือน ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน ไปเป็นครูสอนสัคคสาสมาธิ สายหลวงพ่อวิริยังค์ หลักสูตรสำหรับผู้ต้องขัง จัดขึ้นที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางและเรือนจำกลางคลองเปรม เจ้าตัวปลื้มใจมาก เพราะนักศึกษาทุกคนมีความตั้งใจดีมาก..ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ…

ll เพื่อนๆสายบุญ โปรดทราบขณะนี้ นพ.ชำนิ จิตตรีประเสริฐ ได้โยกย้ายไปเป็น ผอ.รพ.สงฆ์ เรียบร้อยแล้ว ใครอยากทำบุญ หรือถวายอาหารพระสงฆ์อาพาธ เชิญติดต่อ “คุณหมอนิ” ได้เลย…

llคุณหญิงสุภรณ์ วิจิตรานุช ผู้ที่ตลอดชีวิตไม่เคยเป็นประธานทอดกฐินเลย แต่เมื่อครูโยคะของคุณหญิงขอให้ช่วยรับกฐินตกค้างในระยะกระชั้นชิดที่วัดหัวนา ต.หัวนาอ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี คุณหญิงและพล.อ.สรนาท วิจิตรานุช จึงรับไว้และบอกบุญมายังญาติธรรมเพื่อสมทบทุนสร้างศาลาการเปรียญ 4 พ.ย. 10.00 น. ร่วมกุศลได้ที่บัญชี “กฐินสามัคคีวัดหัวนา จ.สุพรรณบุรี”ธ.กรุงเทพ เลขที่ 935-7-00276-6…

ll ขยันผุดโปรเจกท์ดีๆ ออกมาอยู่ตลอด รุ่งนิภา ศรีวิริยะเลิศกุล เปิดโซน “Gift Of Thailand” รวมสินค้าสวยๆ ที่มาในลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ อาทิ ผ้าพันคอลายยักษ์ กระเป๋าลายนางสีดา หมวกลายรถตุ๊กตุ๊ก ฯลฯ ที่เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่ามาจากเมืองไทย เพื่อให้ลูกค้าเซ็นทรัลได้ซื้อเป็นของฝาก หรือจะซื้อไว้ใช้เองเก๋ๆ ก็ดูดีมีสไตล์…

ll พล.อ.พูลศักดิ์ นาคพัฒน์ เป็นประธานฉลองสมรส สุภาวัลย์ บุตรสาวสุรพล-รุ่งนภา คงพิสุทธิ์ไพศาล กับดร.กิตติวัฒน์ บุตร  สมศักดิ์-วนิดาวัชระชัชวาลย์ 11 พ.ย. รร.มิลเลนเนียมฮิลตัน กรุงเทพ…

ll รมิดา รัสเซลล์ มณีเสถียร กก.บริหาร และผอ.ฝ่ายบูติคสตรี บมจ. ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมด้วย นนทิยา จิวบางป่า, สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานคณะกก.อำนวยการโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษาฯ จ.ลำพูน และหนึ่ง-จักรวาล ร่วมแถลงข่าวคอนเสิร์ตการกุศล “เพื่อนรัก นักร้อง เพื่อน้องรัก” 9 พ.ย. 13.30 น. Pacific city clubอาคาร ทู แปซิฟิค เพลส (ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส นานา)…ll

น้อง

การเมืองพลิกโฉม ล้มช้างครั้งประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/584441

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 06:59 น.

การเมืองพลิกโฉม ล้มช้างครั้งประวัติศาสตร์

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

กทม.ถือเป็นพื้นที่ซึ่งเกิดความ เปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยพรรคประชาธิปัตย์แชมป์เก่าสูญเสียที่นั่งเกือบทั้งหมดทุกเขต

ว่าที่ สส.หน้าใหม่ของ กทม. ซึ่ง น่าสนใจ อาทิ เขต 1 ดุสิต (ยกเว้นแขวงถนนนครไชยศรี) ป้อมปราบศัตรูพ่าย พระนคร และสัมพันธวงศ์ ธเนษฐ เศรษฐาวาณิช พรรคพลังท้องถิ่นไท เขตเลือกตั้งที่ 3 บางคอแหลมและยานนาวา ม.ล. อภิมงคล โสณกุล พรรคประชาธิปัตย์ เสียเก้าอี้ให้กับ วรรณวรี ตะล่อมสิน พรรคอนาคตใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 6 จตุจักร (เฉพาะแขวงจอมพล แขวงจตุจักร) พญาไทและราชเทวี คริส โปตระนันทน์ พรรคอนาคตใหม่ ล้ม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี แชมป์เก่าพรรคประชาธิปัตย์ เขตเลือกตั้งที่ 8 ลาดพร้าว วังทองหลาง (ยกเว้นแขวงพลับพลา) สรรเสริญ สมะลาภา แชมป์เก่า พ่ายแพ้แก่ กษิดิ์เดช ชุติมันต์ พรรคพลังประชารัฐ

เขตเลือกตั้งที่ 9 จตุจักร (ยกเว้นแขวงจอมพล แขวงจตุจักร) และหลักสี่ พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครหน้าใหม่ แต่ชื่อชั้นน่าจะเรียกคะแนนนิยมได้มากอย่าง พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ หรือมือปราบ หูดำ แต่ก็ต้องพ่ายแพ้แก่ สิระ เจนจาคะ พรรคพลังประชารัฐ เขตเลือกตั้งที่ 13 เขตบางกะปิและวังทองหลาง (เฉพาะแขวงพลับพลา) พรรคประชาธิปัตย์ ส่งคนรุ่นใหม่ พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม หลานชายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็พ่ายแพ้แก่ ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ พรรคพลังประชารัฐ

เขตเลือกตั้งที่ 19 เขตประเวศ (ยกเว้นแขวงหนองบอน แขวงดอกไม้) และสะพานสูง นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ หรืออดีตนักแสดง นาถยา แดงบุหงา พรรคประชาธิปัตย์ เสียเก้าอี้ให้กับ ประสิทธิ์ มะหะหมัด พรรคพลังประชารัฐ

เขตเลือกตั้งที่ 22 คลองสานและธนบุรี (ยกเว้นแขวงบุคคโล แขวงดาวคะนอง แขวงสำเหร่) บางกอกใหญ่ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร พรรคอนาคตใหม่ อดีตผู้ต้องหาลักลอบผลิตคราฟต์เบียร์ ได้เข้าสภาเป็น สส.ครั้งแรก เขต 26 บางบอน หนองแขม (เฉพาะแขวงหนองแขม) วัน อยู่บำรุง พรรคเพื่อไทย ล้มแชมป์เก่า พ.ต.อ.สามารถ ม่วงศิริ ลงได้สำเร็จ

เขตเลือกตั้งที่ 27 เขตตลิ่งชัน (เฉพาะแขวงฉิมพลี แขวงตลิ่งชัน) ทวีวัฒนา และหนองแขม (ยกเว้นแขวงหนองแขม) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ พ่ายให้กับผู้สมัครหน้าใหม่ จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ แห่งพรรคอนาคตใหม่ คะแนนทิ้งห่างนับหมื่นคะแนน

เขตเลือกตั้งที่ 30 เขตบางกอกน้อยและบางพลัด รัชดา ธนาดิเรก แชมป์เก่า เสียที่นั่งให้กับ จักรพันธ์ พรนิมิตร พรรคพลังประชารัฐ

ภาคใต้ ที่มั่นอีกแห่งของพรรคประชาธิปัตย์ จ.ภูเก็ต 2 เขตเลือกตั้ง เขต 1 สุทา ประทีป ณ ถลาง พรรคพลังประชารัฐ เขต 2 นัทธี ถิ่นสาคู พรรคพลังประชารัฐ มีคะแนนนำแชมป์เก่าจากพรรคประชาธิปัตย์

เขตเลือกตั้งที่ 2 จ.กระบี่ สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทย ล้มแชมป์เก่า สุชีน เอ่งฉ้วน พรรคประชาธิปัตย์

จ.สงขลา 8 เขตเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์รักษาที่มั่นไว้ได้เพียง 3 เขต จากเขต 5 เดชอิศม์ ขาวทอง เขต 6 ถาวร เสนเนียม และเขต 8 พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ส่วนที่เหลือเป็นของพรรคพลังประชารัฐ 4 เขต ประกอบด้วย เขต 1 วันชัย ปริญญาศิริ เขต 2 ศาสตรา ศรีปาน เขต 3 พนม พรหมเพชร และเขต 4 ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี ส่วนเขต 7 ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ พรรคภูมิใจไทย มีคะแนนนำ ศิริโชค โสภา จากพรรคประชาธิปัตย์

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งตระกูล เทือกสุบรรณ ย้ายสังกัดเข้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ โดยพรรคประชาธิปัตย์แชมป์เก่า รักษาที่มั่นไว้ได้ทั้งหมด ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีนักการเมืองในตระกูลเทือกสุบรรณเข้าสภาได้เลยแม้แต่คนเดียว

จ.ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 6 จรัส คุ้มไข่น้ำ พรรคอนาคตใหม่ มีคะแนนนำ อิทธิพล คุณปลื้ม พรรคพลังประชารัฐ

และเขตที่ถูกจับตามาก นั่นคือเขต 3 สุพรรณบุรี ผลปรากฏว่า ประภัตร โพธสุธน พรรคชาติไทยพัฒนา ชนะ จองชัย เที่ยงธรรม ที่ย้ายสังกัดเข้าพรรคภูมิใจไทยได้สำเร็จ

ส่วนการเลือกตั้ง สส.ตราด ก็ส่อพลิก เมื่อ ศักดินัย นุ่มหนู พรรคอนาคตใหม่ คะแนนทิ้ง ธีระ สลักเพชร สส.ตราด 5 สมัย กว่า 5,000 คะแนน

ขณะเดียวกัน ปดิพัทธ์ สันติภาดา พรรคอนาคตใหม่ คะแนนนำแชมป์เก่า วรงค์ เดชกิจวิกรม จากพรรคประชาธิปัตย์

ที่ จ.นครราชสีมา เขต 3 ประเสริฐ จันทรรวงทอง พรรคพลังประชารัฐ ล้มแชมป์ ประเสริฐ บุญชัยสุข พรรคเพื่อไทย เขต 10 สุภรณ์ อัตถาวงศ์ พรรคพลังประชารัฐ พ่าย พรชัย อำนวยทรัพย์ พรรคภูมิใจไทย ส่วนเขต 2 วัชรพล โตมรศักดิ์ แชมป์เก่าจากพรรคชาติพัฒนา พ่าย สุธรรม พรสันเทียะ พรรคเพื่อไทย ที่ จ.สุรินทร์ เขต 2 ณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ พรรคพลังประชารัฐ ทลายฐานที่มั่น ชูชัย มุ่งเจริญพร พรรคเพื่อไทย ได้สำเร็จ

“สส.ชุดแรกของไทย” เลือกตั้งท่ามกลางควันปืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/584340

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 13:26 น.

"สส.ชุดแรกของไทย" เลือกตั้งท่ามกลางควันปืน

ย้อนประวัติศาสตร์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของไทยในปี 2476 ที่เป็นการเลือกตั้งท่ามกลางความรุนแรงและความวุ่นวายทางการเมือง

********************************

โดย…อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

การเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. 2562 นี้ จะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 28 ซึ่งอีกไม่นานจากนี้ก็คงจะทราบผลการเลือกตั้ง และเห็นเค้าโครงของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีคนใหม่

การเลือกตั้งครั้งนี้ กล่าวได้ว่ามีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารจากผู้สมัคร จากพรรคการเมืองต่างๆ ไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

สมรภูมิการเมืองในโซเชียลมีเดียครั้งนี้จึงดุเดือดเข้มข้นอย่างยิ่ง

ความเข้มข้นของสถานการณ์การเมืองในครั้งนี้ ชวนให้ย้อนหวนรำลึกถึงการเลือกตั้ง สส.ครั้งแรกของไทย เมื่อปี 2476 ซึ่งมีเหตุรุนแรงจากกบฏบวรเดชแทรกซ้อนขึ้นในระหว่างการจัดการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2476 เป็นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 จากการเลือกตั้งของราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม 2475 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2475

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการเลือกตั้ง สส.ทางอ้อมครั้งแรกและครั้งเดียวของประเทศไทย โดยกำหนดให้ สส.ประเภทที่ 1 จำนวน 78 คน เฉลี่ยจังหวัดละ 1 คน ยกเว้น จ.เชียงใหม่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม นครราชสีมา มี สส.ได้จังหวัดละ 2 คน ขณะที่พระนครหรือ กทม.และ จ.อุบลราชธานี มี สส.ได้ 3 คน มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ 4.2 ล้านคน ประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 1.7 ล้านคน คิดเป็น 41.45% จังหวัดที่มีผู้ใช้สิทธิมากที่สุดคือ จ.เพชรบุรี

การเลือกตั้งแยกเป็น 2 ขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเลือกผู้แทนตำบล จากนั้นผู้แทนตำบลจึงเป็นผู้เลือกตั้ง สส.ต่อไป

การเลือกตั้งผู้แทนตำบลทั่วประเทศนั้นดำเนินไปในช่วงวันที่ 1 ต.ค.-15 พ.ย. 2476 แต่ในระหว่างนั้นก็เกิดวิกฤตการณ์สำคัญทางการเมือง นั่นคือกบฏบวรเดช โดย พล.อ.พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เรียกตัวเองว่า “คณะกู้บ้านกู้เมือง” นำกำลังทหารจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นรถไฟเคลื่อนกำลังเข้ามาถึงชานพระนคร โดยอ้างถึงการที่รัฐบาลปล่อยให้มีผู้ฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนเหตุวุ่นวายทางการเมืองจากการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของ ปรีดี พนมยงค์

เกิดการสู้รบกับฝ่ายรัฐบาลที่มี พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างหนักหน่วง ตั้งแต่สถานีรถไฟบางเขน หลักสี่ ต่อเนื่องไปจนถึง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ต่อเนื่องกันระหว่างวันที่ 11-28 ต.ค. 2476

กำลังทหารจากหัวเมืองภาคอีสานของคณะกู้บ้านกู้เมือง ไม่อาจต้านรับการบุกโจมตีของฝ่ายรัฐบาลที่มี พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม (ยศในขณะนั้น) เป็นผู้บัญชาการ แกนนำคนสำคัญของคณะกู้บ้านกู้เมือง คือ พ.อ.พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) เสียชีวิตในการรบ กำลังทหารของคณะกู้บ้านกู้เมืองถูกฝ่ายรัฐบาลจับกุมเป็นเชลยได้จำนวนมาก ทั้งฝ่ายรัฐบาลและคณะกู้บ้านกู้เมือง สูญเสียรวมกันทั้งหมด 17 ราย

ในที่สุด พระองค์เจ้าบวรเดช หลบหนีไปยังอินโดจีนของฝรั่งเศส การสู้รบที่ยืดเยื้อมาครึ่งเดือนจึงยุติลง แต่ผลที่ตามมานั้นก่อให้เกิดความแตกแยกในชาติอย่างรุนแรง รัฐบาลคณะราษฎรจับกุมปฏิปักษ์ทางการเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะการจับกุม ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ นายทหารรักษาวัง พระเชษฐาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และปฏิเสธที่จะอภัยโทษแก่กลุ่มกบฏ แม้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงขอก็ตาม

ขณะเดียวกัน ในการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 นั้น รัฐบาลคณะราษฎรก็แต่งตั้งคนของฝ่ายตัวเองเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานคำทัดทาน โดยทรงเห็นว่าเป็น “สมบูรณาญาสิทธิของคณะ”

ผลพวงความแตกต่างที่เกิดขึ้นตามมาหลังกบฏบวรเดช เป็นสาเหตุหนึ่งของการกระทบกระทั่ง กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นำมาซึ่งการประกาศสละราชสมบัติในอีก 1 ปีต่อมา

ในระหว่างเกิดเหตุการณ์กบฏบวรเดชนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปประทับอยู่ที่ จ.สงขลา ภายหลังเหตุการณ์กบฏบวรเดชยุติลงแล้ว จนสามารถจัดการเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย รัฐบาลได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จนิวัติพระนครเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และทรงประกอบรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมสภา

ทหารรัฐบาลขึ้นรถไฟไปปราบกบฏบวรเดช

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความรุนแรงและความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ก็ได้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชนชาวไทยต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยประชาชนจำนวนมากร่วมบริจาคเงิน สิ่งของ อาหาร ทรัพย์สิน แม้แต่แหวนแต่งงาน รวมทั้งอาสาสมัครช่วยเหลืองานต่างๆ เพื่อช่วยเหลือรัฐบาลในการปราบปรามฝ่ายกบฏ

หลังการเลือกตั้ง สส.ประเภทที่ 1 และแต่งตั้ง สส.ประเภทที่ 2 เสร็จสิ้น สส.ทั้งสองประเภท รวม 156 คน ได้เลือก เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยสภาชุดที่ 1 นี้ ดำรงตำแหน่งอยู่จนครบวาระ 4 ปี เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2480

สส.ในสภาชุดนี้ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี อาทิ พล.ท.พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) หัวหน้าคณะทูตทหารไทยที่เข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.ประเภทที่ 1 จ.พระนคร ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และเลียง ไชยกาล สส.ประเภทที่ 1 จาก จ.อุบลราชธานี

ทองอินทร์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัย ในรัฐบาล ปรีดี พนมยงค์ ส่วนเลียง ได้ชื่อว่าเป็นรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อประชาชนชาวอีสาน และเป็น 1 ใน 4 รัฐมนตรีอีสานที่ถูกสังหารที่ทุ่งบางเขนเมื่อปี 2492 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ส่วนเลียงก็มีโอกาสดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัยเช่นกัน

นี่คือเรื่องราวจากอดีตการเลือกตั้งครั้งแรก เมื่อเริ่มต้นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยซึ่งผ่านมาถึง 86 ปี ถึงปัจจุบันนี้การเมืองไทยก็ยังไปไม่พ้นวังวนของความขัดแย้งวุ่นวาย แต่อย่างน้อย 1 สิทธิ 1 เสียง ของประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็จะเป็นการประกาศเจตจำนงถึงการเมืองที่เราคาดหวังและต้องการ

เลือกตั้งสะท้อนความตื่นตัว แต่ความน่ากลัวอยู่หลังจัดตั้งรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/584283

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 07:40 น.

เลือกตั้งสะท้อนความตื่นตัว แต่ความน่ากลัวอยู่หลังจัดตั้งรัฐบาล

“อรรถสิทธิ์ พานแก้ว” นักวิชาการ ย่านธรรมศาสตร์ ผู้คร่ำหวอดงานวิจัยกระบวนการเลือกตั้ง ฉายภาพประชาธิปไตยผ่านการหย่อนบัตรที่ต้องติดตามนับจากนี้

****************************

โดย….ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปอย่างเป็นทางการในวันนี้ 24 มี.ค. 2562 เป็นอีกภาพการเมืองที่ต้องจดจารึกในประวัติศาสตร์การเมืองที่ประชาชนผู้มีสิทธิตามกฎหมายจะออกมาใช้สิทธิลงคะแนน ยิ่งหากย้อนกลับไปถึงการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 17 มี.ค. จะเห็นความตื่นตัวของประชาชนมาใช้สิทธิกันกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนที่ลงทะเบียนใช้สิทธิกันไว้ 2.6 ล้านคน ซึ่งจากวันนี้ไปจนถึงหลังเลือกตั้งทิศทางประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

“อรรถสิทธิ์ พานแก้ว” รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพปรากฏการณ์เลือกตั้งล่วงหน้า ก่อนมาถึงวันนี้ ผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า หากถามว่าประชาชนตื่นตัวหรือไม่ ต้องบอกว่าใช่ อย่างไรก็ตาม อยากให้ถอยออกมาก้าวหนึ่ง และอย่าลืมว่าคนลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า คือคนอยากไปเลือกตั้งอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะรู้ว่าวันที่ 24 มี.ค. อาจไม่สะดวก

อรรถสิทธิ์ มองว่าเป็นความตั้งใจคูณสอง แล้วก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์เลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร แม้จะมีภาพยุ่งยาก ล่าช้า ทว่าคนก็เตรียมใจ และเมื่อไปเจออุปสรรคในวันจริง มันอดทน ต่างจากครั้งก่อนๆ ไปเลือกตั้งปกติ รถติดก็ไม่ไป เพราะเลือกตั้งจุดเดียว แต่ครั้งนี้ต่อให้รถติดคนก็ยังตื่นตัวไป

ทั้งนี้ หากถามว่าวันที่ 24 มี.ค. จะเป็นอย่างไร ต้องบอกว่าประเทศไทยประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นจำนวนมาก เฉลี่ย 70% ชนะประเทศที่พัฒนาทางอุตสาหกรรม หรือประเทศที่มีประชาธิปไตยเยอะๆ ประเทศอื่นใช้สิทธิเพียง 50-60% เท่านั้น ประเทศไทย 70% บางจังหวัด 80-90% และมุมมองส่วนตัวครั้งนี้เพิ่มขึ้น 80% หากจะให้ถึง 90% เลยคงยาก แล้วจะโหวตให้ใครนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งต้องดูหลังปิดหีบ

ส่วนภาพการเมืองในวันที่ 24 มี.ค. ปกติคนออกไปเลือก 70% และมีคนอีก 30% ที่ไม่ไปเลือก ถ้าครั้งนี้ออกไปเลือก 80% แสดงว่าเพิ่ม 10% แต่เป็น 10% ที่มาจาก New Voter หรือมาจาก 30% นี้ แสดงว่าการเพิ่มขึ้น มันอาจจะเลือกจากคนใหม่ที่เข้ามาในทางการเมือง มากกว่าคนที่ไม่สนใจการเมืองอยู่แล้ว

“ผมกำลังจะบอกว่าบางทีพฤติกรรมการโหวตของคนอาจจะไม่เปลี่ยน เพราะ 30% ที่เป็นพลังเงียบแท้จริงยังไม่ออก และคนรุ่นใหม่ที่ออกไปใช้สิทธิ 10% อาจจะทั้งหมดก็ได้ แต่ 70% ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปทั้งหมด คนรุ่นใหม่หากถามว่าจะเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองเลยหรือไม่ มันอาจจะไม่ได้เยอะ เวลาเลือกตั้งต้องดู Momentum จุดเปลี่ยนในการเลือกตั้งช่วงนั้น แต่เชื่อว่าจะไม่มีพรรคไหนที่คนไทยเฮโลอยู่หลังพรรคนี้ มันยังเป็นแต่ละพรรคยึดกุมฐานเสียงของตัวเองได้ และอาจกินฐานเสียงใหม่ได้นิดหน่อย”

อรรถสิทธิ์ ระบุเหตุผลสำคัญ อย่าลืมว่าระบบเลือกตั้งถูกออกแบบไม่ให้ใครสามารถได้คะแนนเสียงมากสุด เมื่อก่อนเข้าใจว่าเลือกพรรคไหนเยอะที่สุด พรรคนั้นได้เป็นรัฐบาล ได้นายกรัฐมนตรี แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ต้องมานั่งคิดคะแนนและคำนวณกันใหม่ ไม่ใช่ชนะแล้วได้เลย ชนะไว้ก่อน แต่ต้องมาดูปาร์ตี้ลิสต์อีก ยิ่งประชาชนออกไปเยอะ โอกาสของพรรคขนาดเล็ก ขนาดกลาง จะได้คะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์ยิ่งน้อยลง

อย่างไรก็ตาม คนรุ่นใหม่ก็ยังไม่ใช่ตัวเปลี่ยนทางการเมือง แต่แค่เพิ่มจำนวน เพราะคนไม่เคยไป 30% ก็ยังไม่ไป ที่สำคัญอย่ามองคนรุ่นใหม่เป็นก้อนเดียว คนรุ่นใหม่คืออายุ 18-30 ปี ต้องแยกคนที่อยู่ในระบบการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย อาชีวะ ซึ่งคนในระบบการศึกษากับนอกระบบการศึกษา มีความสนใจและทุ่มเททางการเมืองแตกต่างกัน

อรรถสิทธิ์ กล่าวว่า เนื่องจากคนในระบบการศึกษา คือ เรียนหนังสือ จะอยู่ในวงของการรับข้อมูลข่าวสาร การตื่นตัว แต่ไม่ได้บอกว่าคนนอกวงการศึกษาไม่ตื่นตัว เพียงแต่จะมีโฟกัสอย่างอื่นก่อน เช่น ทำงาน ดังนั้นคนเรียนหนังสือก็จะนึกถึงแต่เรียนหนังสือ แต่คนทำงาน ก็ต้องนึกถึงการทำงาน จึงทำให้พฤติกรรม 2 กลุ่มนี้แตกต่างกัน

“แม้เป็น First Time Voter ก็จริง แต่ไม่ใช่คนจะมีแนวคิดเหมือนกันทั้งก้อน ถ้าเราบอกว่าคนรุ่นใหม่มีอยู่ 7 ล้านคน แต่คนที่อยู่ในระบบการศึกษาประมาณ 1 ล้านคน แต่ที่เหลือไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งโฟกัสอาจไม่ได้อยู่ที่การเมือง ไม่ได้บอกว่าไม่สนใจการเมือง แต่โฟกัสการเมืองจะมองไม่เหมือนกัน คนเหล่านี้อาจไม่ได้มองหาพรรคการเมืองใหม่ แต่อาจมองพรรคที่จะทำเศรษฐกิจอย่างไรให้มันดี”

อย่างไรก็ดี ทุกคนอยากเห็นประเทศในทางที่ดี แต่ไม่ใช่ต้องเปลี่ยนเป็นแบบนั้นแบบนี้ ที่สำคัญนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละพรรคมีความคล้ายกัน เว้นเพียงหีบห่อที่ต่างกัน ทุกคนให้ค่าแรง ให้เงินเดือนเพิ่มขึ้น หรือลดภาษี ซึ่งเหมือนกัน แต่ในที่สุดจะเลือกเพราะอะไร ซึ่งการมีส่วนร่วมทางการเมืองอาศัย 3 อย่าง คือ เงิน เวลา และทักษะ ไม่ว่าชนชั้นนั้นถ้ามี 3 อย่างนี้ มันจะไป แต่คนที่ยังต้องทำมาหากิน ก็ต้องเอาเวลาไปทำเรื่องนี้ก่อน ดังนั้นการมองคนรุ่นใหม่เป็นตัวกำหนดอนาคต มันเป็นการตีขลุมเกินไป

อรรถสิทธิ์ ขยายความต่อว่า นอกจากนโยบายเป็นตัวกำหนดในการเลือกแล้ว ประการต่อมา คือ ความชอบ ซึ่งจากงานวิจัยที่เคยทำ คือ ชอบพรรคนั้น ชอบหัวหน้าพรรคคนนี้ ทุกคนคิดว่าเวลาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ทุกคนมีเหตุมีผล แต่จริงๆ ไม่ใช่เสมอไป ความเป็นเหตุเป็นผล หมายความว่า ต้องเอานโยบายทุกอย่างมา แล้วใส่ตาราง วิเคราะห์ วิจารณ์ แล้วให้คะแนน จึงเลือกพรรคนี้

ทว่า แต่ทุกคนคือ ตกลงเลือกใครดี ถามจากคนรู้จัก หรือชอบใคร การลงคะแนนเสียงจริงๆ มันไม่ได้เป็นเหตุเป็นผล แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องของอารมณ์เพียงอย่างเดียว ดังนั้นนโยบายดี ไปครึ่งหนึ่ง ที่เหลือชอบหรือไม่ และอย่าลืมว่าระบบการเลือกตั้งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคน

“เมื่อก่อนเรามีบัตร 2 ใบ เลือกคนที่รัก พรรคที่ชอบ ตอนนี้ต้องเลือกคนที่ชอบ พรรคที่ใช่ นายกฯ ที่รัก แล้วคนจะเลือกอะไรในบัตรใบเดียว เรามองว่าคนจะโหวตเพื่อความต้องการทางการเมืองหรือหมายถึงอุดมการณ์ จุดยืนทางการเมือง แล้วมองข้ามว่าพรุ่งนี้มีปัญหาในพื้นที่ ต้องการใช้ สส.ไหม อีกครั้งที่ไปมองว่าคนทุกคนมีความคิดคล้ายๆ กัน และลืมแบ่งคนออกเป็นส่วนๆ ที่ต้องการสัมพันธ์กับ สส. แต่คนในเมืองไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับ สส. ก็จะเป็นอีกแบบ คิดว่าถ้าวันเลือกตั้งไปแล้วมีปัญหาจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปบ้าน สส.เพื่อคุยปัญหาได้ไหม”

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าพฤติกรรมกับความคิดต้องแยก จะบอกว่าภูมิทัศน์การเมืองไทยต่างไปแล้ว คนส่วนใหญ่ของประเทศสนใจการเมืองมากขึ้นกว่าเก่า แต่อย่าลืมว่าความสนใจจะเปลี่ยนความต้องการทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งไม่ได้ไปด้วยกัน เพราะคนยังเลือก สส.เพราะนโยบายและความสัมพันธ์บุคคลเชิงใกล้ชิด ดังนั้นภูมิทัศน์การเมืองเปลี่ยนไป แต่ความคิดทางการเมืองของคนยังไม่เปลี่ยน

สำหรับเรื่องที่หลายฝ่ายจับตาหลังเลือกตั้งเนื่องจากรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการให้มีนายกฯ อรรถสิทธิ์ ระบุว่า ต้องพูด 2 แบบ ถามว่าใช้เวลานานแปลกหรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่แปลก ไม่ผิด เพราะระบบการเลือกตั้งทำให้ได้รัฐบาลผสม และโดยปกติทั่วโลก การผสมแล้วต้องไปด้วยกันได้ ต่างประเทศเวลาผสมจะมี Stagement ออกมาให้ประชาชนดูว่า ตกลงเรื่องอะไรบ้าง เพราะการผสมต้องมีพรรคแตกต่างกัน

“ของประเทศไทยไม่เคยมีการบอกไปผสมกันได้อย่างไร จากที่เคยหาเสียง แล้วเมื่อต้องมารวมมันทำไม่ได้ แต่จะพบกันตรงนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องมีข้อตกลงในการเป็นรัฐบาลผสม แต่ไม่เคยมีการเรียกหา ดังนั้นกลายเป็นว่าผสมกันไป แต่ต่างประเทศกว่าจะตกลงกันได้มันนาน คนยอมรับ

แต่ประเทศไทยการรวมกันได้เร็ว ไม่ได้ตกลงแบบนั้น ครั้งนี้ถ้ายาวเพราะอะไร แต่ถ้าจะใช้เวลานานมันก็เป็นเรื่องปกติ เพราะตกลงกันไม่ได้เนื่องจากคนมีความแตกต่างกัน แต่จริงๆ อีกมุมแล้วไม่ควรยาว เพราะไม่ได้แตกต่างในเรื่องนโยบาย หรือแทบเหมือนกันทั้งนั้น”

อรรถสิทธิ์ มองถึงข้อกังวลว่า การเลือกตั้งเป็นวงจร คือ ก่อนเลือกตั้ง วันเลือกตั้ง และหลังวันเลือกตั้ง แต่ความน่ากลัวอยู่หลังวันเลือกตั้ง ก่อนและวันเลือกตั้ง ทำอย่างไรก็ได้ให้การแข่งขันเท่าเทียม เป็นธรรม ใช้สิทธิใช้เสียงอย่างเสรีภาพ แต่หลัง คนจะยอมรับผลการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งสำคัญ

ทั้งนี้ หากคนไม่ยอมรับผล การเลือกตั้งก็ไม่ใช่คำตอบ ประเทศอื่นเลือกตั้งแพ้ไม่เป็นไร จะรอ 4 ปีแล้วเลือกใหม่ แต่คนไทยเริ่มมีกระแส ถ้าไม่ได้จะเกิดม็อบหรือปฏิวัติ ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้น แต่พอมีความคิดแบบนี้ แสดงว่าเลือกตั้งไม่ได้จบ คนไม่ยอมรับจากเสียงเลือกตั้ง

อรรถสิทธิ์ ยกตัวอย่าง ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลนาน แต่ไม่มีใครพูดเลยเรื่องการประชุมอาเซียนซัมมิต ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และจะเกิดขึ้นในสิ้นเดือน มิ.ย. ซึ่งต่างชาติ นักการทูต หรือสื่อต่างชาติ มักจะถามเรื่องนี้เสมอ แล้วใครจะไปจัด ถ้ายึดอาเซียนซัมมิต ดังนั้นรัฐบาลต้องมีความสง่างาม มีนายกฯ มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ แต่นี่เป็นการเมืองภายใน ถ้ายังไม่ได้ก็อย่าเพิ่งไปเร่ง คำถามนานเท่าไหร่ รัฐบาลรักษาการต่อๆ ไป สามารถทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นหรือเปล่า

“ที่ผ่านมาบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี พอมีเลือกตั้งแล้วจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ถ้าเศรษฐกิจดีจะนาน 3-6 เดือน ก็อาจเป็นไปได้ แต่เศรษฐกิจต้องดีจริงและการเมืองอย่าน้ำเน่า แต่ถ้านานเพราะเป็นการตกลงผลประโยชน์ตัวเองไม่ลงตัว ตรงนี้สังคมจะกดดัน แต่ถ้านานเพื่อทำนโยบายร่วมกันให้ลงตัวในการพัฒนาประเทศ อย่างนี้คนเข้าใจได้”

เรื่องน่ารู้ “ไม่ไปเลือกตั้ง” เจอตัดสิทธิอะไรบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/584282

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 07:29 น.

เรื่องน่ารู้ "ไม่ไปเลือกตั้ง" เจอตัดสิทธิอะไรบ้าง

ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากไม่ไปเลือกตั้งจะถูกจำกัดสิทธิด้านการเมืองเป็นเวลา 2 ปี

*************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

วันนี้ (24 มี.ค. 2562) ถือว่ามีความสำคัญยิ่งต่อคนไทยทั้งชาติ เพราะได้ออกไปใช้สิทธิใช้เสียง กำหนดอนาคตผ่านการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งเสนอตัวขอมาทำหน้าที่บริหารประเทศแทนประชาชน และแน่นอนว่าถ้าอยากเห็นโฉมหน้าประเทศเป็นไปในทิศทางใดก็ต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ทว่า หากไม่ไปใช้สิทธิจะเกิดผลอะไรตามมาต่อประชาชนที่นอนหลับทับสิทธิ เมื่อส่องเนื้อหาใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 กรณีไม่ไปใช้สิทธิตามมาตรา 35 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่ เหตุอันสมควร ผู้นั้นถูกจำกัดสิทธิ ดังนี้

1.ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง สส.

2.สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็น สว.

3.สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องถิ่น

4.ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา

5.ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ทั้งนี้ การจำกัดสิทธิให้มีกำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และหากในการเลือกตั้งครั้งต่อไปผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอีก ให้นับเวลาการจำกัดสิทธิ ครั้งหลังนี้โดยนับจากวันที่มิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งใหม่ หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใด ให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง

ขณะเดียวกันถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ โดย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ได้ระบุวิธีการป้องกันไม่ให้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง มาตรา 33 ในการเลือกตั้งครั้งใด ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้เนื่องจากมีเหตุอันสมควร

ทั้งนี้ ให้แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งไว้ในแต่ละเขตเลือกตั้งภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง หรือภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง แต่ถ้ามีเหตุไม่สามารถอาจแจ้งได้ภายใน 7 วันก่อนเลือกตั้ง ให้ดําเนินการแจ้งตามที่คณะกรรมการกําหนด

อย่างไรก็ตาม การแจ้งเหตุดังกล่าวไม่เป็นการตัดสิทธิที่ผู้นั้นจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในการแจ้งเหตุ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทําหนังสือหรือวิธีการอื่นเพื่อชี้แจงเหตุดังกล่าว โดยอาจมอบหมายให้บุคคลใดไปยื่นต่อบุคคล ซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งแทน หรือจัดส่งหนังสือชี้แจงเหตุทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือแจ้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้

สำหรับกรณีบุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแจ้งนั้นมิใช่เหตุอันสมควร ให้แจ้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งทราบภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้รับแจ้งมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดภายใน 30 วัน นับแต่วันเลือกตั้ง

ส่วนการแจ้งเหตุ วิธีการแจ้งเหตุทางอิเล็กทรอนิกส์ บุคคลที่จะรับแจ้งเหตุ สถานที่รับแจ้งเหตุ การพิจารณาการแจ้งเหตุ และการอุทธรณ์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกําหนด โดยในการกําหนดให้คํานึงถึงการอํานวยความสะดวกแก่ประชาชนด้วย และในการนี้ให้คณะกรรมการกําหนดรายละเอียดของเหตุที่ทําให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาของบุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งด้วย

อย่างไรก็ดี ประชาชนสามารถดาวน์โหลดหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หัวข้อ บริการข้อมูล จากนั้นเลื่อนไป หัวข้อที่ 7 แบบฟอร์มแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น (ส.ถ./ผ.ถ.31) เพื่อกรอกและนำไปใช้ยื่นรักษาสิทธิทางการเมืองต่อไป http://www2.ect.go.th/download-file.php?Action=download&DataID=8843

นอกจากนี้ ยังมี 11 ข้อพึงระวังกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง คือ

1.ผู้ใดซึ่งรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน พยายามออกเสียงลงคะแนน หรือออกเสียงลงคะแนนโดยแสดงหลักฐานที่ไม่ใช่ตนเอง

2.ผู้ใดจงใจกระทำด้วยประการใดๆ ให้บัตรเลือกตั้งชำรุด หรือเสียหาย หรือให้เป็นบัตรเสีย หรือกระทำด้วยประการใดๆ แก่บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้

3.ผู้ใดมิได้มีสัญชาติไทยเข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการหาเสียง

4.ผู้ใดเล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใดๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง

5.ผู้ใดหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการใดไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง นับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน จนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง

6.ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว 7.ผู้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตเลือกตั้งในระหว่างเวลา 18.00 น. ของก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันเลือกตั้ง + วันเลือกตั้งล่วงหน้า

8.ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเรียกรับ หรือยอมที่จะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อลงคะแนนหรืองดเว้นไม่ลงคะแนน

9.ผู้ใดกระทำการอันเป็นเท็จให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง หรือเพื่อจะแกล้งให้ผู้สมัครผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง

10.ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง

11.ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง

ทั้งนี้หากพบการทุจริตเลือกตั้ง สามารถแจ้งได้ที่สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดทุกจังหวัด หน่วยปฏิบัติการข่าว โทร. 02-141-8045-51 สายด่วน กกต. โทร. 1444 กด 2 หรือเว็บไซต์ กกต. https://www.ect.go.th/ect_th/report_corruption.php โดยข้อมูลต่างๆ จะถูกเก็บเป็นความลับ

เปิดใจ”ยงยุทธ ติยะไพรัช” พรรคเพื่อชาติขอเป็นเกาะกลาง-พา”ทักษิณ”กลับบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/583964

  • วันที่ 21 มี.ค. 2562 เวลา 10:53 น.

เปิดใจ"ยงยุทธ ติยะไพรัช" พรรคเพื่อชาติขอเป็นเกาะกลาง-พา"ทักษิณ"กลับบ้าน

เปิดใจ”ยงยุทธ ติยะไพรัช” กับภารกิจพรรคเพื่อชาติและการประกาศ “พาทักษิณกลับบ้าน”ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง

*******************************

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเด็น “พาทักษิณกลับบ้าน” ถูกพูดถึงมาหลายต่อหลายครั้ง โดยแกนนำฝ่ายการเมืองหลายต่อหลายคน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่พูดทุกครั้ง เปิดประเด็นนี้ออกมาทุกครั้ง ก็จะถูกตีโต้กลับ ถูกดิสเครดิต จนปัจจุบันหลายพรรค การเมืองที่ว่ากันว่าเป็นพรรคเครือข่ายของทักษิณ ชินวัตร ก็แทบไม่มีพรรคไหนกล้าพูดถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา

แต่ล่าสุดในช่วงหาเสียงโค้งสุดท้าย “ยงยุทธ ติยะไพรัช” กองเชียร์คนสำคัญของพรรคเพื่อชาติกลับประกาศแบบหมดเวลาเกรงใจว่า พรรคเพื่อชาติในฐานะพรรคเกาะกลาง จะขอมติจากประชาชนพาทักษิณกลับบ้าน

อะไรที่ทำให้ยงยุทธกล้าประกาศแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อน…..

ยงยุทธ บอกว่า การประกาศจะพาทักษิณกลับบ้านนั้น พรรคเพื่อชาติไม่ได้เพิ่งประกาศ แต่เป็นผลจากนโยบายที่เป็นเกาะกลาง หรือ Talking Area เพื่อที่จะได้ให้คนทุกฝ่ายได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุยกัน ถ้ายืนอยู่คนละข้าง มองแต่ปัญหาความขัดแย้งนั้น ผลดังกล่าวนี้จะส่งถึงลูกหลานในวันข้างหน้าก็จะทำให้ประเทศชาติอ่อนแอ

ทั้งนี้ การพาทักษิณกลับบ้านก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นการยกโทษ หรือนิรโทษกรรมเหมือนกับคณะรัฐประหารหรือฝ่ายเผด็จการที่ยึดอานาจแล้วก็นิรโทษกรรมให้ตัวเองแล้วตัวเองไม่ผิด แท้ที่จริงแล้วการฉีกรัฐธรรมนูญก็ผิด แต่กรณีของอดีตนายกฯ ทักษิณนั้น เมื่อถูกยึดอำนาจ ก็มีการตั้งข้อกล่าวหา ไม่มีเผด็จการหรือผู้มีอำนาจคนไหนที่จะบอกว่า เหุตที่ตัวเองยึดอำนาจมานั้นเพราะรัฐบาลเป็นคนดี ดังนั้นการพูดคุยกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ยงยุทธ บอกอีกว่า การเสนอเรื่องการนำอดีตนายกฯ ทักษิณกลับไทยนั้น รู้อยู่แล้วว่าจะทำให้ฝ่ายที่หากินกับการปลุกผีคุณทักษิณนำไปขยายผลในการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่หวั่นไหว เพราะตั้งใจจะให้บ้านเมืองเกิดความสงบ ไม่ใช่มาปลุกระดมสร้างความหวาดระแวงต่อกัน ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองก็เดินหน้าไม่ได้

“เหตุที่คุณสุเทพ (เทือกสุบรรณ) ประกาศเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ถ้าเป็นสมัยก่อนหน้านั้น ยุคสงครามเย็นก็จะอ้างว่า ทักษิณเป็นคอมมิวนิสต์ก็พูดได้ วันนี้ไม่มีเงื่อนไขอะไรที่เขาจะไปประกาศสู้ เขาไม่กล้าประกาศว่าเขาอยู่ฝั่งตรงข้ามคุณประยุทธ์ เพราะคุณประยุทธ์สามารถให้คุณให้โทษกับเขาได้ เขาเป็นแค่เพียงคนเอาตัวรอดในเหตุการณ์ต่างๆ และเขาก็รู้ดีว่าสิ่งที่อุปโลกน์ขึ้นมาว่า ทักษิณเป็นปฏิปักษ์ต่อนั่นต่อนี่ ก็เป็นข้อกล่าวหาทั้งนั้น คนที่น่าจะออกไปอยู่ต่างประเทศ น่าจะเป็นคุณสุเทพ มากกว่า เพราะบ้านเมืองจะได้สงบเสียที”

สำหรับการประกาศบุคลิกภาพของพรรคเพื่อชาติในการเป็นพรรคเกาะกลางที่ให้มีการพูดคุยกันนั้น “ยงยุทธ” อธิบายว่า เป็นการแสดงให้เห็นว่าคนเราเห็นต่างกันได้ ทะเลาะกันได้ แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปสู้รบปรบมือกัน และปัญหาหลักวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่า ประชาธิปไตยดีหรือไม่ดี แต่ประชาธิปไตยนั้นทำให้คนทั้งหลายอยู่ร่วมกันได้

อีกนโยบายที่สำคัญของพรรคเพื่อชาติ คือ การยกเลิกทุนผูกขาด การผูกขาดตัดตอนสัมปทานทั้งหลายที่เอารัดเอาเปรียบคนยากคนจนโดยอาศัยความสนิทสนมกับผู้มีอำนาจทั้งหลายแล้วก็ให้สัมปทานกันนั้นเป็นการดูดเอาทรัพยากรของประเทศและโอกาสของคนยากคนจนทั้งหลายไปอยู่ในมือตัวเองจนล้นเหลือ

“วันนี้อะไรก็ตามที่เป็นปัญหากับชาติบ้านเมืองนั้น เราต้องเลิกเด็ดขาด เราต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ คนรวยก็รวยล้นฟ้า คนจนก็จนไม่มีอะไรจะกิน ความเหลื่อมล้ำมีมาก”

นอกจากนี้ พรรคก็ชูนโยบายยกระดับสถานีอนามัยให้เป็นโรงพยาบาลตำบลที่มีความทันสมัย นโยบาย 1 ตำบล 1 นักศึกษาแพทย์ รองรับการยกระดับอนามัยตำบลเป็นโรงพยาบาล นโยบายราคาพืชผลทางการเกษตร โดยกำหนดราคาสินค้าทางการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด พร้อมแนะแนวทางยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ตั้งรับกระแสการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro ไtourism) โดยจัดบ้านเป็นโฮมสเตย์ พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ นโยบายโฉนดใบเดียวทั้งแผ่นดิน คือ การยกเลิกเอกสารสิทธิทุกประเภท อาทิ สปก. นส.2 นส.3 และอื่นๆ ให้เหลือเพียงโฉนดเท่านั้น รวมถึงจะใช้มาตราส่วนเดียวกันในโฉนดทุกประเภท ลดปัญหาความขัดแย้ง และเพิ่มความเท่าเทียมกัน ให้กับเจ้าของโฉนดทุกคน

สำหรับเสียงตอบรับจากประชาชนจากการลงพื้นที่หาเสียงถึงโค้งสุดท้าย “ยงยุทธ” กล่าวอย่างมั่นใจว่า ประชาชนโดยเฉพาะชาวรากหญ้าทั้งหลายนั้น ตอบรับกลับมาว่า พรรคเพื่อชาติคือพรรคของคนจน เป็นพรรคของพวกเขา ไม่ต้องกังวลใจ ไม่ต้องไปรับเงินนายทุนที่ไหนมา ขอให้ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาพืชผลทางการเกษตร การเอารัดเอาเปรียบจากการได้รับสัมปทาน เขาก็พึงพอใจแล้ว

“สตางค์นั้นเขาก็จะรับจากฝั่งเผด็จการพวกที่โกงบ้านกินเมืองมา ส่วนไปกาบัตรลงคะแนนเขาจะกาให้พรรคเพื่อชาติ คณะกรรมการบริหารพรรคทุกคนยืนยันว่า เพียงแค่เราเป็นพรรคเกาะกลาง มีคน เดินลงมาอย่างเช่น จตุพร พรหมพันธุ์ (ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) คุณอำนวย สุวรรณคีรี (อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.สงขลา) ก็เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่า คนไทยเราพร้อมที่จะก้าวเดินและแก้ปัญหาไปด้วยกัน”ยงยุทธ ระบุ