ตลาดสุขใจ รวมพลังรักษ์โลก Kick Off : Go Green

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374062

news_default

ตลาดสุขใจ รวมพลังรักษ์โลก Kick Off : Go Green

วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผู้บริหารสวนสามพรานอรุษ นวราช และผู้ริเริ่มตลาดสุขใจ ประกาศนโยบาย Go Green รณรงค์ งดใช้ถุงหิ้วพลาสติก หลอดดูดพลาสติก แก้วน้ำและขวดพลาสติก จัดกิจกรรม Kick Off : Go Green “ตลาดสุขใจ รวมพลังรักษ์โลก” ขึ้น เสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน เวลา 10.00-12.00 น. ณ บริเวณเรือตลาดสุขใจ ในสวนสามพราน จ.นครปฐม เชิญชวนร่วมกิจกรรม แวะไปช็อปไปชิมสินค้าเกษตรอินทรีย์ ข้าว ผัก ผลไม้ สดจากไร่ ตัดใหม่จากสวน รวมถึงอาหารแปรรูปและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกเปิดให้บริการมายาวนานถึง 8 ปีไม่เฉพาะใส่ใจต่อสุขภาพของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ตลาดสุขใจ หนึ่งในตลาดนัดสีเขียว แหล่งช็อปปิ้งเลื่องชื่อของคนรักสุขภาพ ที่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ ยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เป็นตลาดปลอดโฟม ที่การันตีด้วยรางวัลตลาดนัดน่าซื้อจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี 2558

เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม ที่ผ่านมาอรุษ นวราช ผู้บริหารสวนสามพราน และผู้ริเริ่มตลาดสุขใจ ประกาศนโยบาย Go Green รณรงค์งดใช้ถุงหิ้วพลาสติก หลอดดูดพลาสติก แก้วน้ำและขวดพลาสติก ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมพ่อค้าแม่ค้า ตื่นตัวพร้อมใจกันลุกขึ้นมาช่วยกันคิดหาวิธีนำเอาวัสดุธรรมชาติมาดัดแปลงเป็นบรรจุแบบกิ๊บเก๋ ให้ลูกค้าถือกลับบ้านกันแบบเท่ๆ ฝั่งผู้บริโภคขานรับทันทีเช่นกัน พกถุงผ้า ตะกร้าสานไม้ไผ่ ภาชนะต่างๆ รวมถึงแก้วน้ำ ขวดน้ำ หลอดดูดมาเองมาจากบ้านอย่างพร้อมเพรียงทำให้บรรยากาศในตลาดช่วงนี้แลดู Eco Eco

และเพื่อกระตุ้นให้สังคมเกิดการตื่นตัว และมีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น ในวันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2561 ตลาดสุขใจ จัดให้มีกิจกรรม Kick Off : Go Green “ตลาดสุขใจ รวมพลังรักษ์โลก” ขึ้น เวลา 10.00-12.00 น. ณ บริเวณเรือตลาดสุขใจ ในสวนสามพราน จ.นครปฐม พร้อมเชิญชวนลูกค้าเข้าร่วมกิจกรรม หรือแวะไปช็อปไปชิมสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีทั้งข้าว ผัก ผลไม้สดจากไร่ ตัดใหม่จากสวน รวมถึงอาหารแปรรูปและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก

ตลาดสุขใจ ตั้งอยู่ในสวนสามพรานจ.นครปฐม (ติดถนนเพชรเกษม) เปิดให้บริการกันตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. อย่าลืมพกถุงผ้า แก้วน้ำ ขวดน้ำ หลอดดูดติดตัวมาด้วย ใช้ถุงผ้าหรือตะกร้า 1 ใบ สามารถลดการใช้ถุงหิ้วพลาสติกได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

‘ว๊าว…อีสาน’ ยกระดับผ้าทออีสานสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374067

‘ว๊าว…อีสาน’ ยกระดับผ้าทออีสานสู่สากล

วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปิดฉากลงอย่างสวยงาม สำหรับงาน Thailand Cotton Day โครงการยกระดับผ้าทออีสานสู่สากล“The Wonder of Weaving” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ว๊าว…อีสาน” (W.o.W E-sarn) พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP จำนวน500 ราย จาก 20 จังหวัดทั่วอีสาน เมื่อปลายเดือนตุลาคม ที่ผ่านมาณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

งานนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน และสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ที่เล็งเห็นมนต์เสน่ห์บนผืนผ้าของผ้าทอไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก บวกกับลวดลายการออกแบบบนผืนผ้าที่ทันสมัย กับสีสันงดงามแปลกตาพร้อมกับเอกลักษณ์วัฒนธรรมของชาวอีสาน ยิ่งทำให้ผ้าทออีสานของไทยมีเสน่ห์ที่หาตัวจับได้ยาก จะเห็นได้จากปัจจุบันที่เหล่าดีไซเนอร์แบรนด์ดังระดับโลก ลุยพื้นที่เสาะหาผ้าทอไทยกันถึงหลังบ้านสาวอีสาน เพื่อหาผ้าออกคอลเลคชั่นใหม่ที่ไม่เหมือนใครออกโชว์สู่สายตาชาวโลก

ตอกย้ำจากกระแสตอบรับจากมหานครเมืองเซี่ยงไฮ้ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นปารีสแห่งตะวันออก กรมการพัฒนาชุมชน ยังได้ร่วมกับหอการค้าไทยในจีนนำทัพผู้ประกอบการ OTOP ไปทดสอบตลาด ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี พร้อมได้รับคำชื่นชมจากนักออกแบบชั้นแนวหน้าของประเทศจีนอีกทั้ง ผู้ประกอบการบางรายยังถูกทาบทามให้มาแสดงแฟชั่นโชว์ชั้นสูงของเมืองเซี่ยงไฮ้ ที่เรียกว่าจะเข้าไปสู่เวทีระดับนี้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว

นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่ากรมการพัฒนาชุมชน ได้ให้ความสำคัญกับการใช้กลยุทธ์การตลาดนำการพัฒนา ดังนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ ทางกรมฯได้จัดกิจกรรมทดสอบตลาด ณ มหานครเมืองเซี่ยงไฮ้ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นปารีสแห่งตะวันออก ปรากฏว่าเราได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้ซื้อและตลาดผู้บริโภค บางรายถูกทาบทามให้มาแสดงแฟชั่นโชว์ชั้นสูงของเมืองเซี่ยงไฮ้ พร้อมทั้งผลิตภัณฑ์คอลเลคชั่นใหม่ยังได้รับคำชื่นชมจากนักออกแบบชั้นแนวหน้าของประเทศจีน หยี่ เฉิง(Ji Cheng) ดังนั้น เราจึงภาคภูมิใจและเชื่อมั่นว่า ผลงานของผู้ประกอบการ OTOP ทั้ง 500 แบรนด์ ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้แก่ แฟชั่นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ของใช้ ของตกแต่งบ้าน พร้อมแล้วที่จะรุกไปสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ด้าน สุทธิวรรณ อมาตยกุลผู้จัดการโครงการ ว๊าว…อีสาน (W.o.WE-sarn) เผยว่า จากการสร้างคุณค่าให้ผ้าทอไทยในครั้งนี้ นอกจากจะเพิ่มเสน่ห์ เพิ่มโอกาส และเพิ่มคุณค่าให้ผ้าทอไทยแล้ว ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ฝ้ายไทยสูงขึ้นผ้าฝ้ายไทย Cotton Thailand พร้อมแล้วที่จะมุ่งเป้าหมายสู่ตลาดใหม่ๆ ถึงในระดับสากล ทั้งนี้ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการได้ที่www.wowesarn.com และ http://www.facebook.com/myfaimyway

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดนิทรรศการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374068

news_default

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดนิทรรศการ

วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เสด็จฯ เปิดนิทรรศการ : สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานเปิด นิทรรศการ “ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา” ณ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีคณะกรรมการบริหารพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เฝ้าฯ รับเสด็จโดยนิทรรศการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อระลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในการเสด็จเยือนชวาทั้ง 3 ครั้ง และเพื่อตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่ทรงรวบรวมวิทยาการและศิลปวัฒนธรรมมาปรับใช้ในการวางรากฐานพัฒนาประเทศไทย ทั้งนี้ นิทรรศการดังกล่าวจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2561เป็นต้นไป

ทีเอ็มบีชวนช็อปปิ้งบุญกับเว็บไซต์ปันบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374105

ปิติ ตัณฑเกษม

ทีเอ็มบีชวนช็อปปิ้งบุญกับเว็บไซต์ปันบุญ

วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ซ้าย หมอก้อง-พ.ต.นพ.สรวิชญ์ สุบุญ, กันต์ กันตถาวร, วีระชัย อมรรัตน์, พรรณวลัย อินทราพิเชฐ, ปิติ ตัณฑเกษม, เสนธิป ศรีไพพรรณ, เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา และพีช-พชร จิราธิวัฒน์

เปลี่ยนการบริจาคเงินให้เป็นเรื่องง่ายเหมือนการช็อปปิ้งออนไลน์ แต่เป็นช็อปปิ้งบุญ ง่าย สะดวก บริจาคได้ทุกที่ ทุกเวลา มั่นใจได้ว่าเงินบริจาคส่งถึงมูลนิธิอย่างแน่นอน ทีเอ็มบี โดย ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จัดงาน “ปันบุญ by TMB The Exhibition” แนะนำเว็บไซต์ปันบุญ www.punboon.org ศูนย์รวมมูลนิธิและองค์กรสาธารณกุศลทั่วประเทศ เชื่อมต่อโลกแห่งการแบ่งปันไว้เพียงปลายนิ้วคลิก พร้อมนำเสนอแกลเลอรี่เรื่องราวโครงการเพื่อสังคมจากมูลนิธิและองค์กรสาธารณกุศลรวมกว่า 40 องค์กร และ เชิญชวนคนไทยมาร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันผ่านเว็บไซต์ปันบุญได้ตลอด 24 ชั่วโมง ณ เซ็นทรัล คอร์ท ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ปิติ ตัณฑเกษม เผยว่า “จากปรัชญาของ ทีเอ็มบี Make THE Difference เปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้นและเป็นผู้นำในการทำสิ่งท้าทายที่ให้มากกว่า เมื่อมาถึงโจทย์ของสังคมการบริจาคเงินก็เช่นเดียวกัน ทีเอ็มบี จึงมุ่งมั่นทำสิ่งที่ท้าทายอีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนเรื่องบริจาคเงินให้เป็นเรื่องง่าย สะดวกสบาย บริจาคได้ทุกที่ ทุกเวลา มั่นใจได้ว่า เงินบริจาคส่งถึงองค์กรนั้นๆ และองค์กรเหล่านั้นเชื่อถือได้ เพียงบริจาคผ่านเว็บไซต์ ปันบุญ www.punboon.org ศูนย์รวมมูลนิธิและองค์กรสาธารณกุศลทั่วประเทศ เชื่อมต่อโลกแห่งการแบ่งปันไว้เพียงปลายนิ้วคลิกและยังเป็นการต่อยอดระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ของกรมสรรพากรอีกทางหนึ่ง ซึ่งขณะนี้มีกว่า 40 องค์กรสาธารณกุศลที่เข้าร่วมกับเว็บไซต์ปันบุญ www.punboon.org คาดว่าจะเพิ่มเป็น 200 องค์กรในสิ้นปีนี้อยากเชิญชวนคนไทยมาเป็นฮีโร่ของสังคมกันแบบง่ายๆ เพียงปลายนิ้วคลิก มาร่วมกันสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปกับ ทีเอ็มบี”

นอกจากนี้ ตัวแทนมูลนิธิอย่าง หมอภาคย์-พันโทนายแพทย์ภาคย์ โลหารชุน จากมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในพระบรมราชูปถัมภ์ เผยว่า “คนไทยชอบทำบุญ เพราะเมืองเราเป็นเมืองพุทธ บุญเป็นพลังงานที่สะอาดบริสุทธิ์และทรงพลัง เวลาเราทำบุญจึงรู้สึกสบายใจ จิตใจผ่องใส ซึ่งเว็บไซต์ปันบุญ ช่วยให้เราสามารถทำบุญกันได้ทุกที่ทุกเวลา ที่ต้องการ ผมซึ่งเป็นหมอจะรู้ว่า การช่วย 1 ชีวิตยังรวมถึงอีกหลายๆ ชีวิตที่คนนั้นต้องดูแล หากโรงพยาบาลได้รับการบริจาคมากขึ้นเราจะสามารถจัดหาเครื่องมือที่ทันสมัยมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ที่มาฝึกอบรมได้มีความรู้ความสามารถเท่าทันกับความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่มีการพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อออกไปดูแลรักษาสุขภาพของคนไทยต่อไปได้อีกในอนาคต”

ส่วน หมอก้อง-พันตรี นายแพทย์สรวิชญ์ สุบุญหนึ่งในผู้สนับสนุนมูลนิธิศุภนิมิต กล่าวว่า “เว็บไซต์ปันบุญ ทำให้ข้อสงสัยและข้ออ้างในการบริจาคเงินหมดไป เพียงแค่ปลายนิ้วคลิก เราก็สามารถส่งต่อความช่วยเหลือให้ถึงผู้รับได้อย่างแน่นอน ผมว่าการบริจาคเป็นเรื่องของทุกคน มูลนิธิเองก็มีหลากหลายและมีจุดประสงค์ที่ชัดเจน แต่ การทำงานของมูลนิธิก็มีข้อจำกัดต่างๆ มีบุคลากร มีงบประมาณที่จำกัด เว็บไซต์ปันบุญ ถือเป็นตัวช่วยที่ดี มีการคัดมูลนิธิและยังช่วยประชาสัมพันธ์มูลนิธิให้คนรู้จักมากขึ้น ช่วยให้ผู้บริจาคได้เห็นผลงานของมูลนิธิ สร้างศรัทธา ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจได้ว่า เงินที่บริจาคถึงมูลนิธินั้นๆ อย่างแน่นอน และหากเราเลือกบริจาคด้วยการชำระเงินผ่านการสแกน QR Code ยังช่วยลดภาระในเรื่องของการเก็บเอกสารในการขอยื่นลดหย่อนภาษีของผู้บริจาคและลดขั้นตอนการทำงานให้กับมูลนิธิอีกทางหนึ่งด้วย”

ผู้ที่มีจิตศรัทธาอยากจะบริจาคหรือองค์กรสาธารณกุศลที่อยากเข้าร่วมเว็บไซต์ปันบุญ http://www.punboon.org สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ ทีเอ็มบี โทร.1558

ปิติ ตัณฑเกษม

ปิติ ตัณฑเกษม

หมอภาคย์-พ.ท.นพ.ภาคย์ โลหารชุน

หมอภาคย์-พ.ท.นพ.ภาคย์ โลหารชุน

หมอก้อง-พ.ต.นพ.สรวิชญ์ สุบุญ

หมอก้อง-พ.ต.นพ.สรวิชญ์ สุบุญ

แกลเลอรี่เรื่องราวโครงการเพื่อสังคมกว่า 40 องค์กรที่เข้าร่วมกับเว็บไซต์ปันบุญ

แกลเลอรี่เรื่องราวโครงการเพื่อสังคมกว่า 40 องค์กรที่เข้าร่วมกับเว็บไซต์ปันบุญ

ประจำเดือนมากผิดปกติ! สัญญาณเตือนของผู้หญิงเสี่ยง’มดลูกโต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374122

news_default

ประจำเดือนมากผิดปกติ! สัญญาณเตือนของผู้หญิงเสี่ยง’มดลูกโต’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.44 น.

1 พ.ย.61 มดลูกโต โรคที่ผู้หญิงหลายคนอาจไม่เคยรู้จัก หลายคนอาจเกิดความสับสนว่าเนื้องอกมดลูกกับมดลูกโตใช่โรคเดียวกันหรือไม่ ความจริงแล้วโรคมดลูกโตกับเนื้องอกมดลูกนั้นเป็นคนละโรคกัน แต่หากประจำเดือนมากผิดปกติและมีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ อาจเป็นสัญญาณของโรคมดลูกโตได้ ที่น่ากังวลใจยิ่งกว่าคือ แม้ตัวโรคไม่มีอาการแสดง แต่ก็มีโอกาสเป็นมดลูกโตได้เช่นกัน

พญ.หยิงฉี หวัง สูติ-นรีแพทย์การผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวถึง ปัจจุบันผู้หญิงป่วยด้วยโรคมดลูกโตกันค่อนข้างมาก มักพบในผู้หญิงที่อายุระหว่าง 30 – 45 ปี โรคมดลูกโตพบได้หลายสาเหตุ ได้แก่ เนื้องอกในมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แต่สาเหตุหลักๆ ที่พบคือ โรคมดลูกโตจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Adenomyosis) คือ การที่เนื้อเยื่อในโพรงมดลูกเจริญหรือแทรกซึมเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกเกิดภาวะอักเสบเรื้อรังจนเกิดพังผืดในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก สุดท้ายมดลูกเกิดการขยายตัวและหนาขึ้น เกิดภาวะมดลูกโต ทำให้เกิดอาการประจำเดือนมามากผิดปกติ และอาการต่างๆ ที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ที่สำคัญคือโรคมดลูกโตนั้นไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หากผู้ป่วยมีกรรมพันธุ์หรือเคยทำการผ่าตัดเกี่ยวกับมดลูกอาจทำให้เป็นโรคมดลูกโตได้ นอกจากนี้การหมุนเวียนของฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายของผู้หญิงที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอาจส่งผลให้เกิดโรคนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นผู้หญิงที่หมดประจำเดือนหรือผู้หญิงที่ตัดมดลูกทิ้งจึงหมดโอกาสเป็นโรคมดลูกโต

อาการมดลูกโตที่สังเกตได้ด้วยตนเอง คือ คลำเจอก้อนที่บริเวณท้องน้อย โดยมากหากคลำเจอนั่นหมายถึงก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ประมาณคนท้องได้ 3 เดือน ซึ่งต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น แต่ถึงแม้ว่าจะคลำไม่เจอ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้เป็นโรคมดลูกโตด้วยอีกเช่นกัน นอกจากนี้ยังอาการร่วมอื่นๆ เช่น ปัสสาวะถี่ ปวดหลัง (ถ้าตำแหน่งของมดลูกโตอยู่บริเวณด้านหน้า ก็จะไปกดกระเพาะปัสสาวะทำให้เกิดอาการปัสสาวะถี่ แต่ถ้ามดลูกโตไปทางด้านหลังก็จะไปกดตำแหน่งที่ทำให้ปวดหลัง) ปวดท้องน้อย ประจำเดือนมามากกว่าปกติ (ต้องมีการเปลี่ยนผ้าอนามัยมากกว่า 2-3 แผ่นต่อวัน) มีอาการปวดท้องประจำเดือนมากผิดปกติและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ออกมาขณะมีประจำเดือน มีอาการคล้ายๆ ตกเลือดขณะมีประจำเดือน ปวดเชิงกรานและช่องท้อง ปวดหน่วงช่องท้อง

การตรวจวินิจฉัยมดลูกโตทำได้โดย สูติ-นรีแพทย์จะทำการซักประวัติโดยละเอียด แพทย์ตรวจภายใน อัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดหรือทวารหนักในกรณีที่ผู้ป่วยยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ตรวจ MRI ช่องท้องส่วนล่าง (MRI Lower Abdomen) ในกรณีที่ต้องการยืนยันและหรือประเมินความรุนแรงของโรคว่าเกิดพังผืดต่ออวัยวะข้างเคียงหรือไม่ การดูแลรักษามดลูกโต สูติ-นรีแพทย์จะทำการรักษาตามอาการและความรุนแรงของโรคเป็นสำคัญ ได้แก่ รับประทานยาพอนสแตน (Ponstan) และหรือ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เพื่อช่วยให้อาการปวดและการอักเสบดีขึ้น ใช้ Progestin Only Hormone และหรือยาคุมกำเนิดเพื่อลดอาการปวด และช่วยให้ปริมาณรอบเดือนมาน้อยลง ชะลอการเติบโตของพังผืดในกล้ามเนื้อมดลูก หากมีอาการรุนแรงสูติ-นรีแพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดมดลูก ซึ่งส่วนใหญ่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ซึ่งปัจจุบันการผ่าตัดส่องกล้องแบบแผลเล็ก (MIS –  Advanced Minimal Invasive Surgery) ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง แผลมีขนาดเล็ก 5 – 10 มม. เสียเลือดน้อย ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนหรือติดเชื้อ ฟื้นตัวเร็วใน 1 – 2 วัน และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ภายใน 1 สัปดาห์ ลดความกังวลและเพิ่มความมั่นใจในการเข้ารับการรักษาได้เป็นอย่างดี

ป้องกันมดลูกโตโดยการดูแล ควบคุมน้ำหนักให้ไม่เกินเกณฑ์ ใส่ใจตรวจร่างกายและตรวจภายในกับสูติ-นรีแพทย์เป็นประจำทุกปี รวมทั้งเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกตามวัยที่เหมาะสมและตามคำแนะนำของสูติ-นรีแพทย์ ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงความผิดปกติและรับมือได้ทันท่วงที ดังนั้นการหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายตนเองอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร.1719

บี.กริม-เมอร์ค รวมพลังปลูกชีวิตให้ป่าชายเลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373856

บี.กริม-เมอร์ค รวมพลังปลูกชีวิตให้ป่าชายเลน

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บี.กริม เข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ประจำปี 2561 “Together We Grow 2018 : Help Grow Mangrove Forest Life-ปลูกชีวิตให้ป่าชายเลน”หนึ่งในโครงการปลูกป่า ที่ เมอร์ค ประเทศไทย จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อคืนความสมดุลให้กับระบบนิเวศทางธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและปลูกจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่ดีให้กับพนักงาน ตอบแทนสังคมไทยที่เราอาศัยอยู่ โดยมีพันธมิตรอื่นๆ เข้าร่วมกิจกรรม กว่า 300 คน ร่วมกันปลูกต้นไม้จำนวน 5,000 ต้น ให้กับป่าชายเลน ณ กองสถานพักผ่อนกรมพลาธิการทหารบก สถานตากอากาศบางปู

กิจกรรมปลูกป่าชายเลน ประจำปี 2561 “TogetherWe Grow 2018 : Help Grow Mangrove Forest Life-ปลูกชีวิตให้ป่าชายเลน” เป็นโครงการปลูกป่าปีที่ 12 ของ เมอร์ค ประเทศไทย ซึ่งในปีนี้ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของป่าชายเลนที่ช่วยปรับสมดุลให้ธรรมชาติ รักษาระบบนิเวศ เป็นสถานอนุบาลสัตว์น้ำ และป้องกันการถูกกัดเซาะของชายฝั่งจากคลื่นลมและพายุ โดย จิรพันธ์หล่อตระกูลชัย ผู้ดูแลโครงการ ได้กล่าวย้ำถึงเจตนารมณ์ที่ได้ดำเนินงานร่วมกับทีมงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทั้งหมดว่า ได้มองเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อ ชุมชน สังคม และโลกที่พวกเราอาศัยอยู่ การปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อโลกและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย หรือการเพิ่มเติมส่วนที่ขาดหายหรือเสียหายไปให้กลับคืนมา จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่พวกเราต้องใส่ใจและร่วมมือร่วมใจกัน ในฐานะหัวหน้าโครงการปลูกป่าชายเลนของเมอร์ค ประเทศไทยในครั้งนี้ ขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนช่วยเหลือกิจกรรมนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้เป็นอย่างดี

ซึ่งตรงกับ บี.กริม ที่ยึดหลักหลักปรัชญา “การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี สร้างความศิวิไลซ์ภายใต้ความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ” การให้ความช่วยเหลือและพัฒนาสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชุมชนโดยรอบ ตามปรัชญาองค์กรในการช่วยรักษาความสมดุลในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร จึงเป็นปีที่ทั้ง บี.กริม และ บี.กริม เรียลเอสเตท ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ร่วมกับ เมอร์ค ประเทศไทย โดยมีพนักงานจิตอาสาของบริษัท และพันธมิตรอื่นๆ เข้าร่วมกิจกรรมอย่างอบอุ่น เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติและปลูกฝังแนวคิดนี้ให้กับทุกคนที่มีส่วนร่วมในการดูแลและรักษาธรรมชาติต่อไป

นายพงษ์ศักดิ์ เรืองปฏิกรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.กริม เรียลเอสเตท จำกัด กล่าวว่าป่าชายเลนยังเป็นแหล่งพลังงานและอาหาร เป็นที่อยู่อาศัยของพืชสัตว์ตามธรรมชาติ ป่าชายเลนมีส่วนช่วยลดผลกระทบของภัยทางธรรมชาติต่อผู้คนที่อาศัยใกล้ชายฝั่งจากกระแสลมและคลื่นพายุ รวมถึงเป็นแหล่งที่จะมีการสังเคราะห์แสงของพืชสูงมาก ซึ่งจะช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ที่สำคัญการอนุรักษ์ให้สิ่งแวดล้อมดีเป็นหนึ่งในปัจจัยต่อความเป็นอยู่ที่ดี อันจะก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพความเป็นอยู่ของคนในสังคมเช่นกัน

ด้าน นางสุกัญญา นิยมธรรมกิจ รองประธานอาวุโส บี.กริม เฮลท์แคร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้เป็นปีที่สำคัญสำหรับทั้งสองบริษัท ในขณะที่เมอร์ค ครบรอบ 350 ปี ส่วนบี.กริม ฉลองครบ 140 ปี ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งทั้งสองบริษัทมีเจตนารมณ์เดียวกันที่จะตอกย้ำและถ่ายทอดจิตสำนึกที่ดีในการรักและหวงแหนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบข้างให้ผ่องถ่ายไปสู่ผู้คนในสังคม รวมถึงการได้ลงมือทำในสิ่งที่เราพอจะสามารถช่วยรักษาธรรมชาติให้ดำรงคงอยู่อย่างยั่งยืนไปจนกระทั่งถึงคนรุ่นหลังได้บ้าง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเพื่อสังคมอีกมากมายที่ดำเนินควบคู่ไปกับธุรกิจของ บี.กริม พร้อมกับเจตนารมณ์ในการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีให้เติบโตควบคู่กันไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อันส่งผลให้เกิดการพัฒนาและการส่งเสริมด้าน
ศาสนา การศึกษา สิ่งแวดล้อม กีฬา ดนตรี ศิลปะ รวมถึงโครงการเพื่อสังคมที่ทางบริษัทฯ ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องอันได้แก่ โครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย, โครงการการศึกษาทวิภาคีไทย-เยอรมันร่วมกับกรมอาชีวศึกษา, โครงการปลูกป่าชายเลน และ โครงการ IT สัญจร เป็นต้น

ลด‘หวาน มัน เค็ม’ 3 ตัวร้ายก่อโรคNCDs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373861

ลด‘หวาน มัน เค็ม’ 3 ตัวร้ายก่อโรคNCDs

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อาหาร “หวาน มัน เค็ม” หนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิดโรคร้าย ที่เรียกว่า “NCDs” (Non-Communicable Diseases) หรือกลุ่มโรค
ไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งได้แก่ โรคเบาหวาน กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคมะเร็ง โรคถุงลมโป่งพอง โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลงพุงในปัจจุบัน กลุ่มโรคเหล่านี้คือสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของคนไทย

ตัวการหลักๆ ในอาหารแสนอร่อยที่ก่อให้เกิดโรค NCDs นั้น ไม่ว่าจะเป็นในอาหารแปรรูป ขนม หรือเครื่องดื่มต่างๆ ก็คือน้ำตาล ไขมัน และโซเดียม ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันมาดูแลสุขภาพของตัวเองและครอบครัวอย่างจริงจัง เพื่อลดความเสี่ยงจากโรค “NCDs” ลง เริ่มง่ายๆ โดยลดเจ้า 3 ตัวร้าย “หวาน มัน เค็ม” ดังนั้นก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจว่า หวาน มัน เค็ม ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง และปริมาณน้ำตาล ไขมัน และโซเดียม ที่ร่างกายควรได้รับอย่างเหมาะสมในแต่ละวัน มันคือเท่าไรกันแน่

หวาน – ไม่ได้นับแค่ปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติในอาหาร แต่รวมถึงน้ำตาลที่อยู่ในอาหาร ขนม และเครื่องดื่มต่างๆ การกินน้ำตาลมากเกินไป ทำให้อ้วนง่ายขึ้น เพราะโดยปกติแล้ว ร่างกายจะนำพลังงานจากน้ำตาลมาใช้ในกระบวนการเผาผลาญ หากกินมากเกินไป ร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็นไขมันสะสม ทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวาน การกินหวานที่เหมาะสมนั้น ผู้ใหญ่ควรบริโภคน้ำตาลที่เติมลงในอาหารหรือเครื่องดื่มไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน (หรือ 24 กรัม) ส่วนเด็กไม่เกิน 4 ช้อนชาต่อวัน (หรือ 16 กรัม) โดย 1 ช้อนชาเท่ากับ 4 กรัม เพราะนอกจากน้ำตาลจะทำให้เสี่ยงเป็นโรคแล้ว ยังทำให้แก่เร็วอีกด้วย เนื่องจากปริมาณน้ำตาลที่สูงเกินไปจะเข้าไปทำลายคอลลาเจนในผิวหนัง

มัน – หมายถึงศัตรูตัวร้ายหากได้รับมากเกินไปอย่าง “ไขมัน” นั่นเอง ซึ่งมาจากปริมาณน้ำมันในการประกอบอาหาร รวมถึงไขมันที่อยู่ในขนมขบเคี้ยวแสนอร่อยทั้งหลาย อาหารประเภททอด และอาหารแปรรูปต่างๆ ที่มีไขมันแฝงตัวอยู่ อาทิ ไส้กรอก ทูน่ากระป๋อง ขนมเค้ก ของหวานน้ำกะทิ เบเกอรี่ เป็นต้น ปริมาณไขมันที่สูงเกินไปจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและความดันโลหิตสูง ควรบริโภคไขมันไม่เกิน 65 กรัมต่อวัน หรือใช้น้ำมันประกอบอาหารไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน

เค็ม – โซเดียม คืออีกหนึ่งภัยอันตรายต่อสุขภาพ การกินเค็มมากเกินไปทำให้เสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงและโรคไต ควรบริโภคโซเดียมไม่เกินวันละ 1 ช้อนชาต่อวัน (หรือ 2,000 มิลลิกรัม) นอกจากต้องระวังเรื่องของเกลือแล้ว ต้องไม่ลืมว่าแหล่งที่มาของโซเดียม ไม่ใช่แค่เกลืออย่างเดียว แต่ยังรวมถึงโซเดียมแฝงในอาหาร อาทิ อาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูปขนมขบเคี้ยว อาหารหมักดอง และที่สำคัญ คือ เครื่องปรุงรสนานาชนิดที่เรานิยมใช้ปรุงแต่งรสชาติอาหารให้อร่อย ดังนั้น เราจึงควรชิมก่อนปรุง และปรุงรสชาติอาหารแต่พอเหมาะ

อย่างไรก็ตาม ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่และสังคมเมืองที่ขยายตัว มีชีวิตที่เร่งรีบในแต่ละวัน รวมทั้งช่วงวันหยุดที่หลายคนก็ยังคงใช้ชีวิตกินดื่มเที่ยวกันอย่างเต็มที่ เราจึงอาจเพลิดเพลินกับรสชาติความอร่อยของอาหารรสจัดจ้านที่มีภัย “หวาน มัน เค็ม” แฝงตัวอยู่ วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้เรามีพฤติกรรมการกินที่ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คือ การเลือกรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับการรับรองสัญลักษณ์โภชนาการ“ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่าผลิตภัณฑ์อาหารนั้นได้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาแล้วว่ามีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และเกลือ (โซเดียม) ที่เหมาะสม ไม่เกินปริมาณที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน

ศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารศึกษา คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ และอาจารย์ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice) ว่า “มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานทางวิชาการร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้สัญลักษณ์โภชนาการเป็นเครื่องมือในการสื่อสารข้อมูลโภชนาการที่ลดความซับซ้อนลง ซึ่งจากเดิมข้อมูลทางโภชนาการจะอยู่ด้านหลังผลิตภัณฑ์ สังเกตเห็นได้ยาก มาปรากฏอยู่ด้านหน้าของผลิตภัณฑ์ ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มให้มีโภชนาการเหมาะสมและเกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ยังมีส่วนให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโภชนาการมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ลดการบริโภคอาหารรสหวานจัด เค็มจัด อาหารที่มีไขมันสูง ทำอาหารผัดและทอดน้อยลงและเพิ่มการบริโภคผักผลไม้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมโภชนาการเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืน

กนกทิพย์ ปริญญานุสสรณ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและสื่อสารโภชนาการเพื่อสุขภาพ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรามุ่งมั่น
พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมและอร่อยถูกใจ จนมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์และได้รับสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” มากที่สุดในประเทศไทยประจำปี 2561 ถึง 44 รายการ (ข้อมูลจากโครงการสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2561) เช่น ผลิตภัณฑ์ เนสกาแฟ อเมริกาโน่ เนสกาแฟ แบล็ค ไอซ์ ไมโล ทรีอินวัน สูตรน้ำตาลน้อย เนสวิต้า นมตราหมี ยูเอชทีรสจืดรวมถึง 14 ผลิตภัณฑ์ของไอศกรีมเนสท์เล่ภายใต้แบรนด์เอสกิโม ไมโล และลาฟรุ๊ตต้า ”

นอกจากความสมดุลในการกินอาหาร การเลือกกินหวาน มัน เค็มอย่างรอบคอบและชาญฉลาดด้วยการสังเกตสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ
ให้ห่างไกลโรคแล้ว เพื่อให้สุขภาพดีอย่างสมบูรณ์แบบ เราควรออกกำลังกายพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำสะอาดมากๆ ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ และตรวจเช็คสุขภาพประจำปีเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

อาร์ ยู เลดี้ ทู เช้นจ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373854

news_default

อาร์ ยู เลดี้ ทู เช้นจ์

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

1-7 พฤศจิกายน นี้ Gourmet Market ชวนคุณมา #Change เปิดเผยตัวตนในแบบคุณภายในงาน “R U Lady to #Change” (อาร์ ยู เลดี้ ทู เช้นจ์) งานเดียวที่จะรวมทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมตอบทุกโจทย์ความต้องการของผู้หญิงและแฟชั่นนิสต้าให้สาวๆ ขาช็อปได้ เปลี่ยนลุค ที่สุดของโลกแห่งการช็อปปิ้งผลิตภัณฑ์ความงามตั้งแต่ผม หน้า และผิวกาย ด้วยโปรโมชั่นแรงสุดส่งท้ายปี 2018 ที่ทุกคนจะได้สัมผัสสีสันและทุกกิจกรรมที่จะมาเซอร์ไพรส์แบบจัดเต็ม โดยแบรนด์ชั้นนำมากมาย ยกขบวนสินค้ามาทั้งลด แลก แจก แถม ในรูปแบบ “one stop shopping” และในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ พบกับ เมย์-พิชญ์นาฏ สาขากร เจ้าแม่ไอคอนแห่งความงาม สวยสุดสตรอง ในทุกๆ ด้าน ร่วมเดินแฟชั่นโชว์และระเบิดตัวตนไปกับจังหวะมันส์ๆ สุดฮิปกับ กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ และ แก้ม-วิชญาณี ที่ Grand Hall ชั้น G The Mall บางแค

‘เวลเนส โซน’ใส่ใจสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติบำบัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373858

‘เวลเนส โซน’ใส่ใจสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติบำบัด

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ด้วยวิถีชีวิตของคนเมืองในปัจจุบันที่มีความเร่งรีบเคร่งเครียด และพักผ่อนไม่เพียงพอนั้น ทำให้ 6 ใน 10 ของคนเมืองมีภาวะเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพ หากสะสมเป็นเวลานานจะก่อให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ อาทิ อาการออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome), คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม และโรคสมาธิสั้นจากการทำงาน คนส่วนมากมักจะเลือกการรักษาที่ปลายเหตุ นั่นก็คือ การทานยา หรือกายภาพบำบัด แต่มักหลงลืมวิเคราะห์หาสาเหตุ การรักษาอย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันการกลับมาของอาการดังกล่าวก็ด้วยการฟื้นฟูสุขภาพกาย-ใจให้กลับสู่สภาวะสมดุล ปราศจากความเครียด รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ

“ธัญ” (THANN) ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติผสานเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อการดูแลสุขภาพผิว และเส้นผม โดยปัจจุบันมีกว่า 90 สาขา รวมถึงสปาอีก 15 แห่งใน 4 ทวีป ได้เปิดตัวบริการใหม่ล่าสุด “เวลเนส โซน”(Wellness zone) ที่ช่วยฟื้นฟูสุขภาพให้กับร่างกาย และคืนสมดุลให้กับจิตใจ นอกเหนือจากสปาทรีทเมนท์ เพื่อความสมบูรณ์แบบในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่THANN Flagship store สาขาใหม่ล่าสุด สุขุมวิท 47

สวิตา สุดสวาท ผู้อำนวยการสปา ธัญ แซงชัวรี่ (THANN Sanctuary) กล่าวถึง “เวลเนส โซน” (Wellness zone) ว่า “จากผลตอบรับที่ดีของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา“ธัญ แซงชัวรี่” (THANN Sanctuary) จึงได้เปิดสาขาใหม่บนถนนสุขุมวิท บริเวณปากซอยสุขุมวิท 47 นอกจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิวและเส้นผมแล้ว ยังมีส่วนให้บริการนวดผ่อนคลายซึ่งประกอบด้วยห้องสปาทรีทเมนท์ที่มีขนาดใหญ่กว่าสาขาอื่น และบริเวณพื้นที่ชั้น 3 ของอาคารยังถูกออกแบบให้เป็น “เวลเนส โซน” (Wellness zone) ที่มาพร้อม 4 บริการล่าสุด ช่วยฟื้นฟูสุขภาพให้กับร่างกาย และคืนสมดุลให้กับจิตใจ โดยนำศาสตร์การบำบัดด้วยวิถีธรรมชาติผสานเข้ากับเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อความสมบูรณ์แบบในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่ต้องการดูแลสุขภาพทุกเพศและทุกช่วงวัย หรือแม้แต่ผู้หญิงตั้งครรภ์ก็สามารถเข้าใช้บริการได้ โดยขอแนะนำว่าอายุครรภ์ตั้งแต่ระยะ 3 เดือนขึ้นไป และควรหลีกเลี่ยงบริการบางอย่าง อาทิ ห้องอโรม่าเธอราพี สตีม บาธ ที่มีแรงดันไอน้ำสูง และการกดจุดฝ่าเท้าซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมประสาท”

บริการต่างๆ ของ “เวลเนส โซน” (Wellness zone) ประกอบด้วย “ซอลท์ เธอราพี ทรีทเม้นท์” (Salt therapy treatment) ศาสตร์การบำบัดด้วยเกลือ ที่ได้รับความนิยมในประเทศแถบยุโรป ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัส กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงแก้ปัญหาโรคผิวหนัง หรือผื่นแพ้ต่างๆ “ออกซิเจน เธอราพีทรีทเม้นท์” (Oxygen therapy treatment) อีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้หายใจสะดวก และหายใจได้ลึกขึ้นเหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย โดยเป็นการทำงานแบบผสมผสานระหว่างการสร้างอากาศบริสุทธิ์ และการปล่อยโอโซนโมเลกุลขนาดเล็ก ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของก๊าซออกซิเจน (Active Oxygen) ไปจับโมเลกุลของสารปนเปื้อน แล้วทำการสลายด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างสารนั้น หลังจากการทำปฏิกิริยา โอโซนจะแปรสภาพกลับไปเป็นก๊าซออกซิเจนโดยไม่เป็นอันตราย และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บรรยากาศภายในห้องจึงยังคงความสดชื่น เย็นสบาย นอกจากนี้ยังบรรเทาอาการภูมิแพ้อากาศ และฟื้นฟูความแข็งแรงของร่างกาย “แอคคูเพรสเชอร์ ฟุตบาธ”(Acupressure footbath) เหมาะสำหรับการบำบัดสุขภาพ (Medical benefit) กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้หัวใจและหลอดเลือดทำงานได้มีประสิทธิภาพช่วยผ่อนคลายความเครียด และทำให้นอนหลับสบาย ด้วยการแช่เท้าในน้ำเกลือที่อุณหภูมิ 42°C (เทียบเท่าการแช่ในบ่อน้ำพุร้อนของญี่ปุ่น) พร้อมเพลิดเพลินกับการเดินบนหินบริเวณกลางบ่อ เป็นการนำเอาศาสตร์การกดจุดสะท้อนฝ่าเท้า (Foot reflexology) มาใช้เพื่อกระตุ้นจุดศูนย์รวมประสาทบนฝ่าเท้าที่สัมพันธ์กับทุกส่วนของร่างกายในบรรยากาศแบบใกล้ชิดธรรมชาติ “อโรม่าเธอราพี สตีม บาธ” (Aromatherapy steam bath) การปรนนิบัติผิวให้ผ่อนคลายด้วยไอน้ำที่อุณหภูมิประมาณ 40-45°C ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนของโลหิต ผสานศาสตร์การใช้กลิ่นบำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหย (Aromatherapy) เพื่อบำบัดฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ

สัมผัสประสบการณ์ความผ่อนคลายแห่งใหม่ใจกลางเมืองกับ THANN Flagship store สาขาใหม่ล่าสุด สุขุมวิท47 (ใกล้ Rainhill) เปิดบริการทุกวันเวลา 10.00-21.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 02-0117104

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปาฐกถาพิเศษ‘ตามรอยพระราชา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373884

(ซ้าย) ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ร่วมเสวนาหัวข้อ “ตามรอยพระราชา” พร้อมด้วย นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ และ วิชชุดา ไตรธรรม

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปาฐกถาพิเศษ‘ตามรอยพระราชา’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ร่วมปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ตามรอยพระราชา” ในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “หนังสือเดินทางตามรอยพระราชา” ท่องเที่ยวแหล่งเรียนรู้พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 เผยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่นอกจากจะทรงด้วยทศพิธราชธรรมแล้ว ยังเป็นพระราชาที่เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตและการทำงานแก่พสกนิกรของพระองค์และนานาประเทศ ด้วยหลักการทรงงาน 23 ประการ

ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 23 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี และมูลนิธิธรรมดี ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “หนังสือเดินทางตามรอยพระราชา”ท่องเที่ยวแหล่งเรียนรู้พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9 บนดินแดนการเรียนรู้“ตามรอยพระราชา” ด้วย “ศาสตร์พระราชา”โดยจัดทำเป็นหนังสือเดินทางตามรอยพระราชา (The King’s Journey Learning Passport) ให้คนไทยได้สัมผัสประสบการณ์จริงเหนือจินตนาการที่ร้อยเรียงผ่านตัวอักษรในหนังสือ สู่สุดยอดทริปพัฒนาทักษะชีวิตตามรอยพระราชา พร้อมทั้งได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล  ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เป็นองค์ปาฐก ในหัวข้อ“ตามรอยพระราชา” อีกทั้งยังได้มอบชุดหนังสือมรดกแห่งแผ่นดินให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนรักการอ่าน สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทยมีความศรัทธา ความจงรักภักดี และความกตัญญูต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตจากพวกเราไป 2 ปีแล้ว แต่พระองค์ท่านยังประทับสถิตเสถียรอยู่ในดวงใจของประชาชนคนไทยทั้งแผ่นดินตราบจนวันนี้ จึงอยากให้ลูกหลานเยาวชนไทยช่วยกันน้อมนำพระราชกระแสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ในการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 ด้วยการรู้รัก สามัคคี มีความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาในการประกอบทางด้านการศึกษา ด้วยความตั้งใจ ความเพียร ความซื่อสัตย์ สุจริต มีวิริยะอุตสาหะ ตลอดครูบาอาจารย์ ให้รู้จักหน้าที่ของตัวเองมีความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง ดูแลคุณพ่อ คุณแม่ ตราบจนแก่ จนเฒ่า ให้เขามีอายุมั่นขวัญยืน สร้างสรรค์สังคมไทย ให้เป็นสังคมของความรัก ให้เกิดความเป็นปึกแผ่นเป็นประชาชนชาวไทยให้จนได้

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่นอกจากจะทรงด้วยทศพิธราชธรรมแล้ว ยังเป็นพระราชาที่เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต และการทำงานแก่พสกนิกรของพระองค์และนานาประเทศอีกด้วย โดยมีหลักในการทรงงาน อยู่ 23 ประการ คือ จะทำอะไรต้องศึกษาข้อมูลให้เป็นระบบ, ระเบิดจากภายใน, แก้ปัญหาจากจุดเล็ก, ทำตามลำดับขั้น, ภูมิสังคม ภูมิศาสตร์ สังคมศาสตร์, ทำงานแบบองค์รวม, ไม่ติดตำรา, รู้จักประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด, ทำให้ง่าย, การมีส่วนร่วม,ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม, บริการที่จุดเดียว,ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ, ใช้อธรรมปราบอธรรม, ปลูกป่าในใจคน, ขาดทุนคือกำไร, การพึ่งพาตนเอง, พออยู่พอกิน,เศรษฐกิจพอเพียง, ความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจต่อกัน, ทำงานอย่างมีความสุข, ความเพียร และรู้ รัก สามัคคี ซึ่งถ้าพวกเราปฏิบัติตามได้เป็นบางข้อ หรือหลายข้อได้ ก็จะเกิดความดีงาม และเกิดความภาคภูมิใจแก่ตัวเอง และเป็นเกียรติยศแก่ครอบครัวอีกด้วย

ด้าน ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี กล่าวว่า ตลอดรัชสมัย 70 ปี แห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรพระองค์ทรงสร้างโครงการในพระราชดำริมากกว่า 4,700 โครงการ อันสร้างคุณูประโยชน์ให้กับประชาชนชาวไทยอย่างยิ่งก่อเกิดเป็น “ศาสตร์พระราชา” ที่ไม่มีวันล้าสมัย เพื่อเป็นการสานต่อพระราชปณิธาน ทางสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) มูลนิธิชัยพัฒนา ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรเพื่อสังคมอื่นๆ จึงสร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้จัดทำเป็น หนังสือเดินทางตามรอยพระราชา (The King’s Journey LearningPassport) คัดเลือก โครงการในพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 กว่า 4,700 โครงการ เหลือ 81 โครงการ แบ่งเป็น 9 เส้นทาง ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เป็นโรดแมปให้ไปศึกษาตามเส้นทางของศาสตร์กษัตริย์ เป็นเครื่องมือเหมือนมีไกด์คอยอธิบายให้พ่อแม่ลูกได้เรียนรู้พร้อมกัน เข้าใจกัน ตรวจสอบลงมือปฏิบัติบนฐานความสามัคคี จะเป็นเครื่องช่วยอย่างดีให้ทุกคนได้แง่คิด และแรงบันดาลใจเพื่อประโยชน์สุขของทุกคน

“เพื่อให้โครงการหนังสือเดินทางตามรอยพระราชา ก่อเกิดประโยชน์ต่อสาธารณชนในวงกว้าง ทางสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ได้จัดทำโครงการ “ตามรอยพระราชา”เพื่อพาเด็กนักเรียน และกลุ่มองค์กรที่สร้างสรรค์สังคมต่างๆ ร่วมเดินทางตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นแบบอย่างอันเป็นที่รักและศรัทธายิ่งของชาวไทยและทั่วโลก พาลงพื้นที่เรียนรู้โครงการพระราชดำริทั้งยังมีกิจกรรมเสริมทักษะภายในพื้นที่โครงการต่างๆ ทั้งด้านกายและจิต เพื่อพัฒนาให้เด็กและเยาวชน มีคุณธรรม 4.0 คือ พอเพียงวินัย สุจริต จิตอาสา เป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้แก่เด็กและเยาวชน ได้เรียนรู้ ได้สัมผัสสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทย”

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมวัฒนธรรมด้านการอ่านและการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ โดยการสนับสนุนหนังสือชุดมรดกแห่งแผ่นดินให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้ครูและนักเรียนได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ ส่งเสริมวัฒนธรรมด้านการอ่าน ร่วมภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ชาติไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นรากฐานดีงามในการสร้างคุณค่า คุณประโยชน์ต่อสังคมไทย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร.02-6852255, 080-2362956 หรือwww.facebook.com/DMGBooksFanclub

(ซ้าย) ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ร่วมเสวนาหัวข้อ “ตามรอยพระราชา” พร้อมด้วย นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ และ วิชชุดา ไตรธรรม

(ซ้าย) ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ร่วมเสวนาหัวข้อ “ตามรอยพระราชา” พร้อมด้วย นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ และ วิชชุดา ไตรธรรม

หนังสือเดินทางตามรอยพระราชา

หนังสือเดินทางตามรอยพระราชา