ยุคใหม่ไอทีสู่ “งานตร.เสมือนจริง” แก้ปัญหาร้องทุกข์ประชาชนค้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/578312

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 11:15 น.

ยุคใหม่ไอทีสู่ "งานตร.เสมือนจริง" แก้ปัญหาร้องทุกข์ประชาชนค้าง

กองบัญชาการตำรวจนครบาลผุด โครงการ “งานตำรวจเสมือนจริง” แก้ปัญหาเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนที่ค้างจำนวนมาก

************************

โดย….เอกชัย จั่นทอง

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตมนุษย์ เหมือนดังเช่นงานของตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้เล็งเห็นช่องทางการอำนวยความสะดวกประชาชน ผ่านเทคโนโลยีทันสมัยผ่านการใช้งานจริง จนเกิดเป็นโครงการ “งานตำรวจเสมือนจริง (Virtual Police : VP) เพื่อแก้ไขปัญหางานจเรตำรวจ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และงานด้านอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ทันเหตุการณ์”

พล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา รองผู้บัญชาการตำรวจ นครบาล กล่าวถึงที่มาโครงการว่า เนื่องจากงานจเรตำรวจ ที่พบว่าข้อมูลร้องทุกข์ ร้องเรียน วินัย และงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สะสมคั่งค้างมานาน ทำให้บางเรื่องไม่สามารถแก้ไขปัญหา หรือหาทางออกได้

ขณะเดียวกันบ่อยครั้งที่ผู้ร้องติดภารกิจเดินทางไปต่างจังหวัดไปต่างพื้นที่ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดต่อสื่อสาร รวมถึงการส่งหมายเรียก แต่ผู้ร้องไม่สะดวกมาพบตำรวจที่สถานี จึงทำให้ไม่สามารถสะสางการทำคดีให้เสร็จสิ้นในระยะเวลาอันสั้นได้

“ในเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา ต้องหาทางออกและตกผลึกสู่ทางออกที่ทำได้ บช.น.จึงทำโครงการดังกล่าวขึ้นมา การใช้ระบบ Virtual ภาพเสมือนที่เป็นจริงมาใช้ในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับเรื่องการร้องทุกข์ ร้องเรียน และวินัย โดยผ่านการใช้เทคโนโลยีระบบออนไลน์ ติดต่อผ่านทางโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟน ทุกวันนี้ตำรวจและประชาชนทุกคนใช้กันอยู่แล้ว สามารถเห็นหน้าโต้ตอบกันได้จริง”

วิธีการทำจะดำเนินการผ่านโปรแกรมวิดีโอคอล ไลน์ สไกป์ วิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ ฯลฯ จะช่วยร่นเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน อีกทั้งยังสามารถโต้ตอบกันได้ระหว่างตำรวจกับผู้ร้องอย่างชัดเจนผ่านระบบสื่อสาร มีการยืนยันตัวตนอย่างชัดเจน นั่นหมายความว่าอาจไม่จำเป็นต้องเดินทางมาโรงพัก เพียงแค่เรานำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมความสะดวกรวดเร็วในการบริการประชาชน และการทำงานของตำรวจให้ทันสมัยตามความเปลี่ยนแปลง”รอง ผบช.น. กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีแบบฟอร์มสอบปากคำผู้ร้อง หรือบันทึกการให้ถ้อยคำของผู้ร้องทุกข์ กล่าวโทษ หรือพยาน จะมีการให้กรอกข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ เพื่อยืนยันเหตุผลขัดข้องที่ไม่สามารถเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีได้ จึงมีความประสงค์ขอให้ถ้อยคำผ่านระบบดังกล่าว โดยผ่านการแนะนำจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

“ทั้งนี้ยังมีการให้พยาน ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ที่สามารถติดต่อได้ แบบฟอร์มนี้ถูกส่งให้กับผู้ร้องเรียนผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ให้กรอกรายละเอียดก่อนส่งกลับมาที่ตำรวจผ่านทางไปรษณีย์ไทย ทั้งหมดจะช่วยให้ตำรวจได้ข้อมูลประกอบ และเป็นการบริการประชาชนอีกทางหนึ่ง” พล.ต.ต.ชัยพร ระบุ

พล.ต.ต.ชัยพร กล่าวว่า การนำระบบดังกล่าวมาใช้นี้ ถือเป็นการออกแบบอนาคตงานของตำรวจอีกรูปแบบหนึ่งว่าจะเดินไปในทิศทางใดที่สามารถเป็นไปได้ และสนองตอบต่อความต้องการของประชาชน ที่รวดเร็ว ฉับไว และใส่ใจให้บริการต่อประชาชนอย่างแท้จริง ด้วยเพราะการติดต่อทันทีหลังมีเรื่องและสนใจสอบถามอธิบายผลการดำเนินการให้ประชาชนได้รับทราบ ประชาชนย่อมเกิดความพึงพอใจในการติดตามงานของตำรวจที่ใส่ใจไถ่ถาม

สำหรับความหวังของโครงการนี้ ต้องการทำให้ผู้ร้องเรียนหรือประชาชน เกิดความพึงพอใจและคิดว่าการร้องทุกข์ร้องเรียนจะไม่ใช่เรื่องสูญเปล่าอีกต่อไป เช่นเดียวกันยังทำให้ประชาชนมีความศรัทธาตำรวจที่ใส่ใจบริการผ่านนวัตกรรมที่ทันสมัย ในรูปแบบ Police 4.0 นั่นเองจะทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้นระหว่างประชาชนกับตำรวจ จากผลดำเนินการที่ค้างอยู่ให้เสร็จสิ้น

เช่นเดียวกันเทคโนโลยีที่นำเข้ามาใช้ หรือ Police 4.0 จะเพิ่มความสะดวกสบายให้กับประชาชน เมื่อประชาชนได้รับสิ่งนี้ภาพลักษณ์ระหว่างประชาชนกับตำรวจจะดีขึ้น การบริการที่ใส่ใจประชาชนสร้างความประทับใจพอใจ เพราะตำรวจรับฟังทุกปัญหา หน้าที่ตำรวจคือต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ

การดำเนินการนั้นจะนำเรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียนที่ค้างอยู่ตั้งแต่ปี 2559-2562 รวมกว่า 8,480 เรื่อง ปัจจุบันคงค้างอยู่ 4,915 เรื่อง นำมาปัดฝุ่นดำเนินการให้เสร็จ โดยส่วนใหญ่เรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ จะเป็นเรื่องตำรวจให้บริการประชาชน แจ้งเบาะแสยาเสพติด การพนัน ปัญหาจราจร ผู้มีอิทธิพล ฯลฯ ซึ่งตำรวจจะเข้าไปแก้ไขปรับปรุงปัญหาเหล่านั้นในทันที

“ขอยืนยันว่าข้อมูลผู้ร้องทุกข์ ร้องเรียน จะถูกปกปิดเป็นความลับแน่นอน เพื่อให้ผู้ร้องเกิดความปลอดภัยและรู้สึกสบายใจว่าจะไม่เกิดเหตุร้ายเมื่อให้ข้อมูลกับตำรวจ หรือร้องเรียนเรื่องใดก็ตาม โครงการนี้คาดว่าจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือน ม.ค.นี้เป็นต้นไป ในสถานีตำรวจนครบาล 88 สถานี ทั่วกรุงเทพมหานคร และจะมีการประเมินผลงานทุกเดือนว่าเป็นอย่างไร” พล.ต.ต.ชัยพร ย้ำเรื่องข้อมูลผู้ร้องเป็นความลับ

รอง ผบช.น. กล่าวว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวได้ตระเวนสร้างความเข้าใจแนวทางการปฏิบัติโครงการดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกกองบังคับการตำรวจนครบาล (บก.) แล้ว ผ่านการประชุมพูดคุยกับทุกสายงานทั้งพนักงานสอบสวน จราจร ป้องกันปราบปราม และฝ่ายสืบสวนให้เข้าใจร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญและมีผลต่อวาระการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ หากไม่ปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมาย หรือมีเรื่องร้องเรียนตกค้างไม่ดำเนินการให้เสร็จสิ้น หรือดำเนินการไม่ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้

“ต้องทำงานหนัก พื้นที่กทม.ยากทุกเขต!” น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/578299

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 10:31 น.

"ต้องทำงานหนัก พื้นที่กทม.ยากทุกเขต!" น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

กรุงเทพฯถือเป็นอีกสมรภูมิการเมืองที่สำคัญ ซึ่งหลายพรรคมุ่งหวังช่วงชิงให้ได้มากที่สุด ด้วยทั้งจำนวนเก้าอี้ที่มากกว่าจังหวัดอื่นและเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีผลในแง่จิตวิทยา

**********************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กรุงเทพมหานครถือเป็นอีกสมรภูมิการเมืองที่สำคัญ ซึ่งหลายพรรคต่างมุ่งหวังช่วงชิงให้ได้มากที่สุด ด้วยทั้งจำนวนเก้าอี้ที่มากกว่าจังหวัดอื่นๆ และยังถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่จะมีผลในแง่จิตวิทยาอันจะช่วยเสริมเสถียรภาพของพรรคการเมืองนั้นๆ ในระยะยาว

จากเดิมที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันกันระหว่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย แต่การเลือกตั้งรอบนี้ปรากฏว่ามีคู่แข่งจากหลายพรรคที่ร่วมลงชิงชัยในสนามนี้จำนวนไม่น้อย ทำให้รูปแบบการแข่งขันและยุทธศาสตร์ที่ใช้ต้องแปรเปลี่ยนไปด้วย

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 จากพื้นที่ กทม.ทั้งหมด 33 เขต เพื่อไทยได้ 10 ที่นั่ง ​แต่การเลือกตั้งรอบนี้เขตเลือกตั้งลดลงเหลือ 30 เขต ซึ่งเป็นผลกระทบทางกายภาพ ซึ่งพรรคจะมีการพูดคุยหารือวางตัวผู้สมัครให้ลงตัวมากที่สุด

“ถามว่ายากขึ้นไหม ต้องบอกว่าการเลือกตั้งทุกครั้งยากทุกครั้ง แต่จะบอกว่ายากกว่าเดิมหรือเปล่า ตรงนี้พูดยาก แต่การเลือกตั้งทุกครั้งยากเหมือนกัน เพราะว่าการเลือกตั้งเป็นการนำเสนอแนวทางในหลายมิติให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้รับทราบข้อมูลและใช้ข้อมูลดังกล่าวตัดสินใจเลือก”

อย่างไรก็ตาม ​เนื่องจากเงื่อนไขที่พูดว่าหลายมิตินั้น​ เวลานี้มีบางมิติที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนเพิ่มเติม การเลือกตั้งทุกครั้งเลยยาก ขึ้นอยู่กับบริบทการเลือกตั้งว่ามีเรื่องไหนประชาชนสนใจมากที่สุด และจะได้นำเสนอแนวทางเป็นการแก้ไขปัญหา ตอบโจทย์ในห้วงเวลานั้นได้ดีที่สุด

น.อ.อนุดิษฐ์ มองว่าการที่พื้นที่ กทม.มีผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาเป็นคู่แข่งหน้าใหม่นั้น น่าจะส่งผลต่อรูปแบบและภาพรวมในการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้ง 2554 เป็นการแข่งขันกันระหว่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย แต่เมื่อมีพรรคจำนวนมากอาสาเข้ามาทำหน้าที่ตัวเลือกให้กับประชาชน หลังจากนี้จะเป็นเรื่องการนำเสนอแนวทางนโยบายเป็นตัวเลือก

ส่วนจะมีผลกระทบกับพรรคเพื่อไทยมากน้อยแค่ไหน ทุกคนจะได้ทราบกันในวันลงคะแนน ส่วนถามว่าหนักใจกับคู่แข่งพรรคไหนมากกว่ากันนั้น ขณะนี้พรรคเพื่อไทยน่าจะให้ความสนใจกับการนำเสนอแนวทางของพรรคให้กับพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เราคงไม่ไปกังวลกับการหาเสียงของพรรคอื่น​ แต่ให้ความสำคัญกับแนวนโยบาย การแก้ไขปัญหาเรื่องของความต้องการของพี่น้องประชาชน ซึ่งเพื่อไทยได้คิดและหาแนวทางนำเสนอกับพี่น้องประชาชน

ในแง่ตัวผู้สมัคร สส.กทม.ของพรรคเวลานี้ แทบจะเหมือนกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา คือมีทั้งผู้สมัครเดิมที่เป็นอดีต สส. อดีตผู้สมัคร รวมทั้งมีผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้ามาเป็นผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในครั้งแรก ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ไม่ต่างจากในอดีตเท่าไร

ถามว่าประเมินการเลือกตั้งครั้งนี้จาก 30 เขต เพื่อไทยจะได้กี่เขต น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ​การที่เราจะได้รับการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น​ ปัจจัยสำคัญคือ​พรรคเพื่อไทยจะสามารถนำเสนอแนวทางรับใช้ประชาชนให้ดี ตอบโจทย์ในสิ่งที่พี่น้องประชาชนพอใจหรือเปล่า ถ้าเราทำได้ดีก็เชื่อว่าจะได้รับความไว้วางใจ​ให้เป็น สส.กทม.มากขึ้น

“แต่ตอนนี้เร็วเกินไปที่จะบอกว่าจะได้เท่าไร ขณะนี้ยังไม่ได้เข้าสู่การรณรงค์หาเสียง ยังไม่ได้นำเสนอนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม และในฐานะส่วนตัวที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการเขียนนโยบายด้วย เชื่อมั่นว่าหลายปีหลังรัฐประหารเราทำการบ้านค่อนข้างดี เราลงพื้นที่รับฟังปัญหาพี่น้องประชาชน พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าข้อมูลปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับมานั้น หลังจากได้วิเคราะห์สังเคราะห์มาเป็นอย่างดีจนนำไปสู่การกำหนดนโยบาย จะเป็นแนวทางหลักสำคัญ​ปลดล็อกแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้”

สำหรับนโยบายนั้นปัญหาของคน กทม.อันดับหนึ่งเวลานี้คือเรื่องเศรษฐกิจปัญหาปากท้อง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสังคม อาชญากรรม ยาเสพติด อบายมุข ตรงนี้จะเป็นนโยบายหลักสำคัญในการหาแนวทางยกระดับปัญหาปากท้องของคน กทม.ให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับเรื่องการขับเคลื่อนโยบายด้านสังคม ผู้สูงอายุ สาธารณสุข อาชญากรรม

“นโยบายใหม่ส่วนใหญ่ยึดโยงกับพี่น้องประชาชนและจะต้องแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว อย่างเรื่องปากท้อง การขาดสภาพคล่อง ขาดรายได้ เรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ จะทำให้ประเทศเกิดสภาพคล่อง มีรายได้เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นโจทย์สำคัญ และเพื่อไทยมีประสบการณ์ เราเคยคิดและทำสำเร็จ ​พร้อมทั้งจะนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาประยุกต์”​

ทั้งนี้ กลุ่มคนรุ่นใหม่ถือเป็นอีกกลุ่มที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ เพราะพรรคให้ความสำคัญกับประชาชนทุกกลุ่มรวมถึงคนรุ่นใหม่ กลุ่มเป้า​หมายซึ่งเขาเพิ่งจะได้มีโอกาสใช้สิทธิครั้งแรก ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีความต้องการแตกต่างกัน ส่วนใหญ่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ และสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ พรรคจึงมีนโยบายเพิ่มโอกาสสร้าง “เถ้าแก่ใหม่” ให้เขาสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยีตามความต้องการของคนรุ่นใหม่ ​

ส่วนที่มองกันว่าฐานเสียงของพรรคอนาคตใหม่กับพรรคเพื่อไทยทับซ้อนกันโดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. จนอาจทำให้เพื่อไทยได้ สส.น้อยลงนั้น น.อ.อนุดิษฐ์​ กล่าวว่า การวิเคราะห์ลักษณะนี้อาจยังไม่ครบถ้วน เพราะการมีพรรคการเมืองสร้างคะแนนนิยมให้กับกลุ่มเป้าหมายใหม่เฉพาะกลุ่ม นั้นส่งผลกระทบกับทุกพรรคการเมืองไม่เฉพาะกับพรรคเพื่อไทย และถือเป็นเรื่องดีที่ทุกพรรคจะหันมาเอาใจใส่ดูแลคิดนโยบายที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่จะพบว่าประชาชนตื่นตัวมากกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา เชื่อว่าจะมีประชาชนออกมาลงคะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนพื้นที่เป้าหมายหรือพื้นที่ค่อนข้างยากของพรรคนั้น ต้องบอกว่าทุกพื้นที่มีความยากเหมือนกันทั้งสิ้น ​ตรงนี้เป็นโจทย์สำคัญของเพื่อไทยที่ต้องทำงานหนักและนำเอานโยบายที่คิดว่าเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนนำไปเปรียบเทียบ และตัดสินว่าประชาชนให้ความไว้วางใจพรรคเพื่อไทยอีกหรือเปล่า

“คงต้องขอเข้าสู่โหมดรณรงค์ นำเสนอนโยบายอีกสักพัก ถึงพอจะประเมินสถานะของพรรคได้มากขึ้น แต่ตอนนี้คงต้องตั้งใจนำเสนอบุคลากรและเสนอนโยบาย​ แนวทางการแก้ไขปัญหาประเทศให้พี่น้องประชาชนรับทราบก่อน แต่ถ้ามองตอนนี้ต้องบอกว่ายากเหมือนกันทุกเขต ​แต่หลังจากเปิดตัว ผู้บริหารได้แสดงวิสัยทัศน์ นำเสนอนโยบาย หลังจากนั้นได้ฟังฟีดแบ็กประชาชนคงพอจะเห็นทิศทาง​แต่ตอนนี้คำตอบคือยากทุกเขต”

เวลานี้ในแง่ความเป็นเอกภาพภายในพรรคถือเป็นจุดเด่นที่สำคัญ ดังจะเห็นจากบุคลากร ผู้บริหารมีความเป็นมืออาชีพ ทำงานเป็นทีมแข็งแกร่ง ส่วนกระแสข่าวเรื่องความขัดแย้งของแกนนำเป็นเรื่องของกระแสข่าว ในความเป็นจริงพรรคไม่มีความขัดแย้ง การทำงานราบรื่นสามัคคีทำงานเป็นทีม

ถามว่าเลือกตั้งครั้งนี้หนักใจเรื่องอะไรมากที่สุด น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ​กติกาในการเลือกตั้งครั้งนี้ค่อนข้างมีรายละเอียดเพิ่มเติมจากการเลือกตั้งทุกครั้ง ทั้งการรณรงค์หาเสียงซึ่งผู้สมัครต้องให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองกระทำการอะไรที่เข้าข่ายความผิด ซึ่งมีรายละเอียดเยอะ​และหลายเรื่องทำให้การหาเสียงยากขึ้นทั้งจำนวนป้ายหาเสียงที่ลดลง

“ที่สำคัญคือข้อห้ามปฏิบัติที่ไม่ระบุให้ชัดเจน แต่เป็นการกล่าวในภาพรวม​และเมื่อมีการร้องเรียนว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ชอบเกิดขึ้น ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับการพิจารณาบนดุลพินิจ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังลำบาก เพราะการใช้ดุลพินิจขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะบุคคลหรือบุคคล เราไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งไหนทำได้ไม่ได้ เข้าข่ายหรือไม่เข้าข่าย ทุกอย่างเป็นดุลพินิจ ตรงนี้ยากสุด” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

7 พรรคชูนโยบาย ลดความเหลื่อมล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/578215

  • วันที่ 26 ม.ค. 2562 เวลา 08:49 น.

7 พรรคชูนโยบาย ลดความเหลื่อมล้ำ

งานสัมมนานโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยภายใต้รัฐบาลเลือกตั้ง ที่จัดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ซึ่งได้เชิญพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ โดยมี สัมพันธ์ แป้นพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา กรณ์ จาติกวณิช ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นฤมล สอาดโฉม กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และพิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคไทยรักษาชาติ

สัมพันธ์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า มองภาพตลาดทุนวันนี้ยังไม่มีความมั่นคง เพราะกลุ่มคนมีเงินถึงจะสามารถมาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ ซึ่งควรหาแนวทางช่วยให้กลุ่มรัฐวิสาหกิจและเอสเอ็มอีสามารถเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้

สุวัจน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ใน 4 ปีข้างหน้า ควรทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแรง เติบโตอย่างมีเสถียรภาพและต่อเนื่อง ซึ่งจุดแข็งของประเทศคือมีอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ถือเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจหลักของประเทศ ให้ความช่วยเหลือภาคเกษตรและเอสเอ็มอี หรือบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดไม่สูงมาก ให้เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

พิชัย คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า ควรแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยไม่เก็บภาษีจากผู้สูงอายุและเปลี่ยนโครงสร้างประเทศไทย เดินหน้าเจรจาลดภาษีทางการค้ากับประเทศคู่ค้า ดึงคนจากภาคเกษตรให้ไปเป็นแรงงานในภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น

กิตติรัตน์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความสำคัญกับการบริหารเศรษฐกิจในอนาคตข้างหน้า คือต้องมีความสมดุลที่มาจาก 3 ประการ คือ การเจริญเติบโต การมีเสถียรภาพ และการกระจายรายได้ โดยหน้าที่ของรัฐบาลในอนาคตไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนก็ตาม เนื่องจากขณะนี้เราเสียสมดุลในการบริหารเศรษฐกิจ เรื่องการกระจายรายได้จะต้องแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเป็นเรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญ

อนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า นโยบายที่สำคัญคือ การลดความเหลื่อมล้ำ ลดอำนาจภาครัฐให้กลับมาสู่สภาพปกติ จัดลำดับความสำคัญการใช้งบประมาณรัฐ ควรหยุดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ก่อน เน้นสิ่งที่เกี่ยวข้องเพื่อทำให้ความสะดวกเกิดขึ้นตามยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ต้องซื้ออาวุธมากมายขนาดนั้น แต่นำเงินทั้งหมดมาพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ ในเวทีสัมมนานโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยภายใต้รัฐบาลเลือกตั้ง ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวถึงกรณีที่กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กำลังจะหมดอายุภายในปีนี้ ซึ่งแต่ละพรรคการเมืองต่างแสดงวิสัยทัศน์ที่ต้องการสานต่อ LTF แต่จะมีการพัฒนาและปรับปรุงให้มีความทันสมัย เพิ่มจำนวนผู้ที่ต้องการออมใน LTF ซึ่งถือเป็นการเสริมแกร่งให้กับตลาดทุนด้วย

เปิด “เส้นทางเลือกตั้ง” ในกำมือกกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/577660

  • วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เปิด "เส้นทางเลือกตั้ง" ในกำมือกกต.

สรุปขั้นตอนต่างๆที่จะเกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ที่คาดกันว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.62

************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณการเลือกตั้งเริ่มชัดเจนขึ้นอีกครั้ง ผ่านท่าทีรัฐบาลเห็นด้วยกับกรรมการการเลือกตั้งน่าจะเป็นวันที่ 24 มี.ค. 2562

หากเป็นเช่นนั้นจริงจะตามมาด้วยขั้นตอนต่างๆ ซึ่งสามารถสรุปจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 และรัฐธรรมนูญได้ดังนี้

1.ภายใน 5 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ กกต.ต้องกำหนดวันเลือกตั้ง

2.ภายใน 25 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ กกต.กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งระยะเวลาของการรับสมัครต้องไม่น้อยกว่า 5 วัน

3.ภายใน 5 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ กกต.มีหน้าที่กำหนดสถานที่ที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ

4.ก่อนปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร สส.แจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองมีมติว่าจะเสนอให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เกิน 3 คน ต่อ กกต. จากนั้น กกต.ต้องประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป

5.ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 25 วัน กกต.ประจำเขตเลือกตั้งต้องจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของแต่ละหน่วยเลือกตั้งและปิดประกาศไว้ ณ ที่เลือกตั้ง และให้แจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในทะเบียนบ้านไปยังเจ้าบ้านด้วย

6.กกต.กำหนดขั้นระยะเวลาในการให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง

7.ภายหลังการเลือกตั้ง กกต.ต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเพื่อให้ สส.จำนวนไม่น้อยกว่า 95% หรือ 475 คน จาก สส.ทั้งหมด 500 คน ทั้งนี้ การประกาศผลดังกล่าวไม่เป็นการตัดหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะดําเนินการสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัย กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำการทุจริต

8.ถ้าต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในบางเขตหรือบางหน่วยเลือกตั้งก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง มิให้นำผลคะแนนการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมาคำนวณหาจำนวน สส.ที่แต่ละพรรคการเมืองพึงมี และจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ

9.ภายใน 1 ปี หลังจากวันเลือกตั้งทั่วไป ถ้าต้องมีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตใหม่ เพราะการเลือกตั้งในเขตนั้นไม่สุจริต ให้คำนวณจำนวน สส.บัญชีรายชื่อใหม่

10.ภายใน 1 ปี หลังจากวันเลือกตั้งทั่วไป หากมีการทุจริตเลือกตั้งและผู้กระทำทุจริตไม่ได้รับเลือกตั้ง ให้คำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองใหม่ โดยไม่นำคะแนนผู้ทุจริตมาคำนวณ ทั้งนี้ เมื่อพ้น 1 ปี นับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป การเลือกตั้ง สส.แทนตำแหน่งที่ว่าง ไม่ว่าด้วยเหตุใด จะไม่มีการคำนวณ สส.ที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นมีรายงานว่า พ.ร.ฎ.เลือกตั้งจะออกภายในวันที่ 23 ม.ค. 2562 เลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. 2562 ส่วนวันรับสมัคร สส. วันที่ 4-8 ก.พ. รวมวันเปิดรับสมัครทั้งหมด 5 วัน โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดประมาณ 51 ล้านคน

“เปิดหลักสูตรแปลก” ทางรอดเฉพาะหน้ามหาวิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/577658

  • วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 07:30 น.

"เปิดหลักสูตรแปลก" ทางรอดเฉพาะหน้ามหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยหลายแห่งเผชิญจำนวนนักศึกษาลดลงทำให้ปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่างเปิดหลักสูตรแปลกๆ ใหม่ๆ

***********************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

สถานะความอยู่รอดของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาจำนวนนักศึกษาลดลงจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมหาวิทยาลัยเอง ทำให้ปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่างเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนแปลกๆ ใหม่ๆ เต็มไปหมด หวังดึงดูดความสนใจให้คนเข้ามาเรียน เช่น วิชาจีบ วิชาโหราศาสตร์ วิชาแพะ ฯลฯ แตกต่างจากชื่อวิชาการเรียนในอดีตอย่างมาก นั่นหมายถึงเทรนด์การศึกษาของโลกในปัจจุบัน

รัฐกรณ์ คิดการ ประธานสภาคณบดีครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ อธิบายว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งพยายามหาจุดขายในส่วนของหลักสูตรแปลกๆ ที่เปิดการสอนนั้น เริ่มต้นมาจากความจำเจการเรียนแบบเดิมหรือการใช้ประโยชน์หลังการเรียนน้อยลง บางคนเรียนไปอาจไม่ได้นำไปใช้ เมื่อเกิดหลักสูตรใหม่ทำให้คนสนใจอยากลองศึกษา ถือเป็นจุดขายอย่างหนึ่ง ถ้าถามว่าเรียนแล้วนำไปประกอบอาชีพทำงานคิดว่าผู้เรียนคงไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น เพราะว่าคงจะหาตำแหน่งงานที่ตรงยากขึ้น

ทั้งนี้ เนื่องจากแนวโน้มของความต้องการใบประกาศนียบัตรหรือใบปริญญามีความสำคัญน้อยลง ด้วยปัจจัยบริบทของโลก เทคโนโลยีต่างๆ ที่เปลี่ยนไป ซึ่งทุกวันนี้ไม่ได้ต้องการใบปริญญาไปทำงาน แต่ต้องการสิ่งแปลกใหม่ ความรู้ วิธีการใหม่ที่ไม่ซ้ำแบบเดิม

“แนวโน้มของโลกและประเทศไทยในตอนนี้เรื่องวุฒิการศึกษาอาจไม่มีความสำคัญเท่ากับความรู้ความสามารถในเฉพาะเรื่อง เฉพาะด้านอีกต่อไป ฉะนั้นหลักสูตรแปลกๆ ที่เกิดขึ้นคือความแปลกใหม่ ท้าทาย ชวนตื่นเต้นให้ผู้เรียนอยากลองศึกษาเท่านั้น เป้าหมายคงเน้นเรียนเพิ่มความรู้ แต่ไม่ได้คาดหวังถึงจบแล้วต้องมีงานทำ” ประธานสภาคณบดีครุศาสตร์ฯ คาดการณ์

รัฐกรณ์ ระบุอีกว่า ปัญหาของมหาวิทยาลัยตอนนี้จำนวนผู้เรียนลดน้อยลง ทำให้ต้องสร้างจุดขายว่ามีหลักสูตรใดแปลกๆ คนรุ่นใหม่ทุกวันนี้ไม่ได้เรียนเอาความรู้จริงจัง เพียงต้องการความตื่นเต้นแปลกใหม่เท่านั้น แนวโน้มถ้าคนสนใจด้านใดก็จะเรียน แต่ไม่ได้ประกอบอาชีพจริง ถือเป็นยุคการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง (Disruption) จะเกิดหลักสูตรรายวิชาแปลกๆ ใหม่ๆ ขึ้นมาอีกจำนวนมาก เชื่อว่านักศึกษาที่เลือกน่าจะชื่นชอบกว่าวิชาเดิม

เรื่องของทฤษฎีเนื้อหาต่างๆ อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป เพราะถ้าหากอยากได้ความรู้นี้เราไม่จำเป็นต้องไปเรียนก็ได้ แต่สามารถเปิดค้นหาจากกูเกิลได้จำนวนมาก แต่ความแปลกใหม่อันนี้คือความท้าทายที่มหาวิทยาลัยเลือกเปิดหลักสูตรวิชาแปลกๆ ขึ้นมาจำนวนมาก

“รูปแบบการสอนแบบบรรยายพูดถึงแต่ทฤษฎี เด็กนักเรียนไม่สนใจไม่ฟัง นี่คือสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างมากว่าตอนนี้ผู้เรียนต้องการสิ่งใด ยิ่งตอนนี้ระยะเวลาการเรียนในชั้นปีจากเดิม 4 ปี อาจปรับลดเหลือ 3 ปี หรือ 2 ปีตามความเหมาะสม ตามเทรนด์การศึกษาจากทั่วโลกในปัจจุบัน ต่อไปปริญญาแทบจะไม่มีความหมาย”

รัฐกรณ์ กล่าวอย่างกังวลใจว่าทุกวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก นั่นหมายความว่าหลักสูตรที่เปิดขึ้นมาใหม่ๆ น่าตื่นเต้นนี้อาจเกิดขึ้นมาเพียงชั่วครู่เท่านั้น อาจวูบวาบขึ้นมาอย่างโดดเด่น แต่ก็พร้อมที่จะปิดตัวลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ถ้าหากหลักสูตรวิชาการเรียนไม่มีคนสนใจ หรือมีผู้เรียนน้อยกว่าเป้าหมายที่กำหนด และก็จะมีหลักสูตรใหม่ขึ้นมาทดแทนตามการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะโลกเปลี่ยนไปรวดเร็ว

อนาคตมันอาจจะไม่มีวิชาการที่เป็น“วิชาการล้วน” แต่จะเป็น “สหวิชาการ”จะไม่มีวิชาการยืนอยู่ด้วยตัวมันเอง เพียงจะเปลี่ยนไปสู่การบูรณาร่วมกัน อาจารย์ผู้สอนจึงมีความจำเป็นต้องมีความรู้หลากหลาย โดยสามารถเชื่อมโยงบูรณาร่วมกันได้ จะมาสอนรูปแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้นอาจารย์และมหาวิทยาลัยต้องเร่งปรับตัวมาก

สอดคล้องกับ สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ให้ความเห็นว่าการตั้งชื่อหลักสูตรวิชาการเรียนการสอนในแบบแปลกๆ มันขึ้นอยู่กับผู้สนใจเรียนมากกว่าว่าจะเลือกเรียนในแบบใด ส่วนชื่อหลักสูตรคิดว่าคงมีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ไม่ใช่จะตั้งขึ้นมาเพื่อให้คนอยากเรียนเท่านั้น แต่ต้องสามารถตอบโจทย์การเรียนได้จริง เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถออกมาเป็นหลักสูตรการเรียนได้อย่างแน่นอน

สุขุม กล่าวว่า เชื่อว่ามหาวิทยาลัยพยายามปรับเปลี่ยนชื่อให้ดูน่าสนใจดึงดูดการเรียนมากขึ้น ภายใต้บนพื้นฐานการเรียนการสอนที่คงเป็นวิชาการเช่นเดิม นอกจากนี้ยังคิดว่าทางมหาวิทยาลัยเองคงมั่น ใจแล้วว่าจะมีผู้สนใจการเรียนในสาขาวิชาหรือหลักสูตรการเรียนนั้นแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่ตั้งชื่อหลักสูตรการเรียนขึ้นมาอย่างแน่นอน และต้องมีผู้เรียนรองรับอยู่แล้วหรือบางคนอาจมองเป็นเรื่องการตลาดก็แล้วแต่จะคิดกันไป

ตัวอย่างเช่น หลักสูตรการสอนวิชาโหราศาสตร์ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่คนไทยนิยมและเชื่อกันมานาน เพียงแต่อาจมีการปรับประยุกต์ให้เข้ากับการเรียนในปัจจุบันอย่างเหมาะสมจนลงตัว โดยผ่านการผสมผสานกับเรื่องของดาราศาสตร์ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับดวงดาวต่างๆก็สามารถนำมาใช้ในวิชาเรียนได้เช่นกัน ทุกวันนี้มีคนศึกษาในศาสตร์เหล่านี้อยู่จำนวนมาก จนเกิดเป็นหลักสูตรในการเรียนการสอน หรือเป็นวิชาเลือกของนักศึกษาได้ บนพื้นฐานการยอมรับของนักศึกษาเอง” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ระบุ

สุขุม กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายหลักสูตรวิชาในมหาวิทยาลัยบางครั้งแทบไม่มีนักศึกษาไปเรียนหรือสนใจ ทำให้ต้องปิดตัวลงไปก็มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน ยอมรับว่าส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาหรือคัดค้านกับชื่อของหลักสูตรการเรียน เรื่องการตั้งชื่อหลักสูตรที่ดูแปลกใหม่นั้นอาจเป็นเรื่องของศาสตร์การเรียนการสอนอย่างหนึ่งของการศึกษาที่ต้องปรับตัวต่อไป

ปชป.หวังครองใจคนกรุง มั่นใจคว้าชัยเลือกตั้ง 24 เขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/577558

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 07:44 น.

ปชป.หวังครองใจคนกรุง มั่นใจคว้าชัยเลือกตั้ง 24 เขต

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

พื้นที่กรุงเทพมหานครถือเป็นอีกฐานเสียงที่ เข้มแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดแข็งคือการผนึกกำลังระหว่าง สส. สก. สข. ในพื้นที่ แต่ทว่าการเลือกตั้งรอบนี้หลายพื้นที่ถูกกระแสดูด ทั้งอดีต สส. และ สก.บางส่วนย้ายไปสังกัดพรรคอื่น จนคาดการณ์กันว่าอาจส่งผลต่อเก้าอี้โดยรวม

สรรเสริญ สมะลาภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ กทม. ประเมินว่า การที่ สส. สก.ของพรรคย้ายออกไปนั้นย่อมมีผล กระทบต่อการเลือกตั้งบ้างแต่ไม่มาก ส่วนหนึ่งอดีต สส.ที่ย้ายออกไปก็ไม่กลับมาลงเลือกตั้ง ขณะที่ สก.ที่ย้ายไปแล้วมาลงแข่งก็เป็นไปได้ว่าจะตัดคะแนนบ้างแต่ไม่เยอะ

“สก.ที่ย้ายไปพรรคอื่นแล้วกลับมาลงแข่งกับอดีต สส.ของประชาธิปัตย์นั้น จะเห็นว่าช่วงที่อยู่ในตำแหน่งทั้งคู่ก็ทำงานและมีผลงานร่วมกัน ซึ่งก็เป็นผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องยอมรับว่า สก.ที่เขาย้ายไป เขาทำงานในพื้นที่เพราะมีพรรคหนุนหลัง ไม่อย่างงั้นก็ทำงานไม่ได้ ต่อให้ย้ายพรรคไปก็ไม่ใช่ผลงานส่วนบุคคล ดังนั้นอาจจะตัดคะแนนเราบ้าง แต่ไม่ได้ดึงไปเยอะจนทำให้เราแพ้”

รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ มั่นใจว่า ในส่วนของพื้นที่เดิม ซึ่งเป็นเขตของอดีต สส.ของพรรคอยู่นั้นจะสามารถเอาชนะในการเลือกตั้งได้ทุกเขต เพราะหากพิจารณาจากช่องว่างความห่างของคะแนนอย่างเขตที่เคยชนะพรรคเพื่อไทย 5,000 คะแนน ก็น่าจะยังพอรับมือไหว

สำหรับ สก.ที่ย้ายไปพรรคอื่นมีทั้งหมด 13 คน  ส่วนใหญ่ย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ จำนวน 5 คน ภูมิใจไทย 4 คน เพื่อไทย 1 คน รวมพลังประชาชาติไทย 1 คน พลังท้องถิ่นไท 1 คน ส่วนอีกหนึ่งคน พีรพล กนกวลัย สก.เขตพญาไท ลาออกจากพรรคไปแล้ว แต่ยังไม่มีข่าวว่าไปอยู่พรรคไหน

ทั้งนี้ หากพิจารณาเป็นรายเขตจะพบว่า เขตที่ สก.ย้ายออกไปพรรคประชาธิปัตย์ก็ยัง น่าจะชนะ ทั้งเขตที่ สก.ย้ายไปพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นเขตที่ประชาธิปัตย์แข็งแรง เช่น เขตพระนคร หรือในส่วนที่ สก.ย้ายไปพรรคภูมิใจไทยก็ไม่น่าแพ้

สรรเสริญ มองว่า จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา 33 เขต ประชาธิปัตย์ชนะ 23 เขต แต่ครั้งนี้เขตเลือกตั้งลดลงเหลือ 30 เขต ประเมินแล้วประชาธิปัตย์ไม่น่าจะได้น้อยกว่า 24 เขต ซึ่งหากดูเผินๆ อาจจะเห็นว่าได้เพิ่ม สส.แค่คนเดียว แต่จริงๆ ไม่ใช่ เพราะหากมองจากจำนวนเขตที่แพ้ คราวที่แล้วแพ้ 10 เขต คราวนี้น่าจะแพ้เหลือเพียงแค่ 6 เขต

แม้การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาธิปัตย์จะ ส่งผู้สมัครหน้าใหม่ลงแข่งหลายเขต แต่ก็ เชื่อว่ามีโอกาส เพราะปัจจัยที่จะชี้ขาดแพ้ชนะ ไม่ได้ดูแค่หน้าเก่า หน้าใหม่อย่างเดียว แต่จะ ต้องดูแรงสนับสนุนในพื้นที่ หมายถึงคะแนนเก่าที่มีอยู่ กระแสพรรค กระแสหัวหน้าพรรค นโยบายพรรค ตัวผู้สมัครก็มีผลเยอะ ถ้าเขามีความมุ่งมั่นตั้งใจ แสดงให้เห็นว่ามีความสามารถจะมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้ก็ได้รับเลือกตั้ง

“พูดง่ายๆ ว่ามันมีหลายตลาด ไม่ใช่เรื่องของพรรคอย่างเดียว หัวหน้าพรรคอย่างเดียว หรือนโยบาย ตัวผู้สมัคร การทำประโยชน์ให้ประชาชนในพื้นที่ก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย แต่อีกด้านการส่งผู้สมัครหน้าใหม่ที่ยังไม่มีผลงานก็ต้องทำงาน หนักให้ประชาชนมั่นใจว่าเขามาทำประโยชน์ให้ได้ มีเหตุผลที่ประชาชนฟังแล้วน่าเชื่อถือ”

ยกตัวอย่าง เขต หมอเอ้ก-คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ ซึ่งเป็นพื้นที่เขตบางซื่อเต็มและดุสิตครึ่งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเขตที่ยากด้วยหลายปัจจัย ทั้งเป็นพื้นที่ของ ชัชวาลย์ คงอุดม หรือ ชัช เตาปูน และ ชื่นชอบ คงอุดม ลูกชายที่เคยเป็นอดีต สส.ของพรรคก็ย้ายออกไป แม้ครั้งนี้ จะไม่ลงสมัคร แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในเขตที่ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้

ประเมินแล้ว 4 เขตที่ถือว่ายากที่สุดในพื้นที่ กทม.สำหรับประชาธิปัตย์ ได้แก่ ดอนเมือง สายไหม บางเขน และลาดกระบัง ซึ่งยุทธศาสตร์จะต้องช่วยกันระดมคนในพรรคไปลงพื้นที่หาเสียง จากประสบการณ์การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา ทั้งเขตดอนเมือง ของ แทนคุณ จิตต์อิสระ และบึงกุ่ม ของ พนิช วิกิตเศรษฐ์ ซึ่งตอนแรกประชาธิปัตย์ไม่ชนะ แต่เมื่อระดมคนไปช่วยสุดท้ายก็กลับมาเอาชนะได้

การลงพื้นที่ก็ต้องขอความร่วมมือแฟนคลับ ประชาชนที่ศรัทธาในพรรค ไม่ใช่แค่ขอคะแนนเฉยๆ แต่ต้องให้เขาไปบอกต่อข้างบ้าน ข้างซอย คนที่ทำงาน ให้ช่วยกระจายอีกทางหนึ่งด้วย ส่วนตัวผู้สมัครก็ต้องขยันพบพี่น้องประชาชน พูดให้เขาเชื่อว่าตัวเขาและพรรคจะทำประโยชน์ให้ พี่น้องประชาชนได้ยังไง

โดยพื้นที่ดอนเมืองครั้งนี้ได้ ธัญญ์นิธิ ชวรัตน์นิธิโชติ ผู้สมัครหน้าใหม่ แต่ลงพื้นที่ทำความคุ้นเคยกับชาวบ้านมา 3 ปี ถือเป็นคนใจถึง พึ่งได้ของชาวบ้านอย่างเต็มที่ ซึ่งแม้จะเป็นเขตที่ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะชนะไม่ได้ ส่วนเขตที่ยากน้อยลงมาก็เช่นเขตหลักสี่เต็มเขตและจตุจักรครึ่งหนึ่ง ก็ส่ง พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ลงสมัคร ซึ่งต้องลงพื้นที่ทุกวันเช้ายันเย็น เคาะประตูทุกบ้าน

สรรเสริญ อธิบายว่า การหาเสียงในปัจจุบันต้องใช้หลายอย่างประกอบกัน บางคนเสพ โซเชียลมีเดีย บางคนดูหนังสือพิมพ์ บางคนดูทีวี บางคนดูว่าคนนี้มีผลงานอะไรในเขต บางคนขอให้มีความคุ้นเคยกับผู้สมัคร ซึ่งต้องใช้หลายปัจจัย ส่วนโซเชียลมีเดียที่ว่ากันว่าจะเป็นช่องทางสื่อสารสำคัญในการหาเสียงครั้งนี้ จะใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นฐาน โดยมีคนติดตามเวลานี้ 1 ล้านคน เฉพาะ กทม.ประมาณ 6 แสนคน

“ผมก็จะแชร์เพจว่าที่ผู้สมัครของ กทม.ทุกคนออกไป และจะมีเฟซบุ๊กพรรค คอยมอนิเตอร์ถ้าโพสต์ไหนเป็นที่นิยมก็จะเอาไปแชร์ต่ออีกรอบ ใช้เฟซบุ๊กเป็นหลัก ส่วนโซเชียลอย่างอื่นก็เป็นยุทธวิธีของแต่ละคนอย่าง ดร.รัชดา ธนาดิเรก เขาก็เปิดไลน์กรุ๊ปของเขา หรือบางคนอาจจะบอกว่าลงพื้นที่ไม่มีเวลาตอบคอมเมนต์ในเฟซบุ๊ก ก็เป็นสิทธิของเขา”

ที่ผ่านมาอย่างนโยบายพรรคที่สำคัญก็ลองทดสอบนำไปโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวก็เห็นว่ามีกระแสตอบรับ หรือช่องทางอื่นอย่างป้ายหาเสียงก็มีดีไซน์ใหม่ ทันสมัย มีออปชั่นให้เลือก มีรูปหัวหน้าหรือไม่มีรูปหัวหน้า ขณะที่เพลงก็มีการปรับเปลี่ยน มีหลายเวอร์ชั่นสำหรับแฟนพันธุ์แท้หรือคนรุ่นใหม่ เพราะการเลือกตั้งมีหลายตลาด ต้องจับให้ได้ทุกตลาด

ในแง่นโยบายของพรรค สำหรับคน กทม. เวลานี้กำลังดูจังหวะในการประกาศให้ออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยจะเป็นนโยบายที่เข้าใจชีวิตคน กทม. เพราะเรากลั่นกรองมาจากอดีต สส.หลายคน อาจจะดูไม่ไฮเทค ไม่หวือหวา แต่นี่คือชีวิตจริงของคน กทม.  ซึ่งจะแบ่งเป็นส่วนแรก แพ็กเกจใหญ่ 4 ด้าน และจะมีรายละเอียดปลีกย่อยรวมประมาณ 10 ข้อ

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ตอนนี้ยังหาเสียงได้ไม่เต็มที่ ทำได้แค่ไปแนะนำตัว ซึ่งทุกพรรคก็ประสบปัญหาตรงนี้เหมือนกันหมด แต่หากไม่กำหนดวันเลือกตั้งให้เร็ว ยิ่งช้าเท่าไร พรรครัฐบาล พรรคทหารจะยิ่งแย่ เพราะชาวบ้านเขาก็จะมองว่าเล่นเกมอะไรกัน  อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งอะไรก็มีโอกาสทั้งนั้น  เพราะจริงๆ แล้วไม่สามารถพูดแทนประชาชนทุกคน แต่พูดได้จากข้อมูลสถิติในอดีต และลงสนามเลือกตั้งกี่ครั้งก็ต้องไม่ประมาท เป็นธรรมชาติของเราอยู่แล้ว แม้จะเป็น สส.มากี่สมัย แต่ลงสมัครรับเลือกตั้ง หาเสียงก็เทกันหมดตัว หมดแรงทุกคน

สรรเสริญ อธิบายถึงการเตรียมตัวของ ผู้สมัครหน้าใหม่ว่า ที่ผ่านมาได้เรียกเฉพาะผู้สมัครใหม่เข้ามาพูดคุย เพราะเขาจะมีคำถามเยอะ โดยเฉพาะอะไรทำได้ ไม่ได้ รวมไปถึงอธิบายการฟอร์มทีมหาเสียงพบประชาชนว่าทำยังไงให้ได้คะแนน แต่ละเขตจะมีพี่เลี้ยงคอยช่วย เช่น เขตของ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ “ลูกนัท” จะมี องอาจ  คล้ามไพบูลย์ และ ชนินทร์ รุ่งแสง ช่วยดู

เขต ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ ส่วนตัวก็จะไปช่วยดูเพราะเป็นเขตเก่าในบางส่วน และมี สก.ช่วยดูอีกด้วย ส่วนเขตหมอเอ้ก มี พ.อ.เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา และ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นพี่เลี้ยง  เขตของ พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ก็มี พนิช วิกิตเศรษฐ์ บิดา ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมช่วยดูแล  หรือ รัฐพงศ์ ระหงษ์ ที่ลงเขตบางเขน ก็มี น.ต.สุธรรม ระหงษ์ บิดา ช่วยดู

“เวลาไปอธิบายให้ผู้สมัครใหม่ฟัง หลักๆ ก็คือผมจะทำให้ทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์หมด เอาแผนที่เขตมากางพล็อตตรงไหนเป็นอะไร ตรงนี้ชุมชน ตรงนี้หมู่บ้าน ตรงนี้ตึกแถว ตรงนี้ออฟฟิศ ยุทธวิธี เราจะใช้อะไรในกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ คอนโดเจอเขายากก็ต้องเอาสื่อไปเสียบ ตึกแถว เดินพบ หมู่บ้านก็ต้องใช้รถแห่ ทำเป็นวิทยาศาสตร์หมด ครอบคลุมทุกพื้นที่ ส่วนวิธีการพบประชาชนก็เป็นแนวทางให้เขา แต่ละคนก็จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้เขาเอาแนวทางไปแอพพลายของเขาเอง”

สรรเสริญ กล่าวว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ก็คอยดูอยู่ อย่างเวลาไปช่วยหาเสียงกับผู้สมัครใหม่ ก็จะคอยบอกว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร อันไหนชม อันไหนต้องปรับ ซึ่งหัวหน้าพรรคเป็นคนละเอียดมาก สังเกตสไตล์การหาเสียงของผู้สมัครแต่ละคน

ส่วนฐานเสียงของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเลือกตั้งครั้งนี้จะมีถึง 7 ล้านคนทั่วประเทศ เฉพาะ กทม. 1 ล้านคน หากคำนวณต่อเขตก็ตกประมาณเขตละ 3 หมื่นคน ตรงนี้จะมีทีมพิเศษไปคอยเจาะเฉพาะวัยรุ่น  อย่างอดีต สส.บางคนที่เดิม ไม่ได้สัมผัสกับวัยรุ่นเลยก็ต้องปรับตัว ต้องเจอวัยรุ่นบ้าง อย่างตนเองก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้น เพราะอายุ 50 ปีแล้ว

แต่โดยหลักๆ เลย จะมีทีมจรยุทธ์เป็นทีม New Dem ไปตามจุดต่างๆ ซึ่งเขาจะรู้แหล่ง วัยรุ่นไปที่ไหนกันเยอะพวกเราก็จะรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ส่วนตัวคิดว่าคนที่นำทีมได้ดีที่สุดคือ ปลื้ม-สุรบถ หลีกภัย ลูกชายท่านชวน หลีกภัย ซึ่งการสื่อสารของเขากับวัยรุ่นทำได้ดี ต่อไปก็จะไปกำหนดจุดว่าจะไปจุดไหน อย่างไร

“ทั้งหมดเชื่อว่าเลือกตั้งในพื้นที่ กทม.ครั้งนี้ ประชาธิปัตย์น่าจะได้อย่างน้อย 24 เขตขึ้นไป ส่วนอีก 6 เขต ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ แต่ต้องทำงานหนักขึ้น” สรรเสริญ กล่าว

ชงทำงานที่บ้าน-งดเดินทางหนีฝุ่นพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/577276

  • วันที่ 17 ม.ค. 2562 เวลา 11:10 น.

ชงทำงานที่บ้าน-งดเดินทางหนีฝุ่นพิษ

อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษเสนอขอความร่วมมือรัฐ-เอกชน ให้ข้าราชการ-พนักงานทำงานที่บ้านเพื่อเลี่ยงฝุ่นละออง

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาฝุ่นละอองปกคลุมในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ยังคงร่วมประชุมเพื่อทบทวนและออกมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง

สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ต้นเหตุสำคัญของฝุ่น PM2.5 มาจากการจราจรที่ติดขัดและปล่อยควันดำออกมา จึงมีข้อเสนอจากนักวิชาการให้มีกำหนดการใช้รถเป็นวันเลขคู่เลขคี่ตามเลขทะเบียนรถ เพื่อลดจำนวนการใช้รถยนต์ แต่ถ้ามีผลบังคับใช้ทันทีก็ย่อมมีคนท้วงติง เพราะกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำได้ทันทีโดยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน คือ ให้ข้าราชการ พนักงาน ทำงานที่บ้าน เพราะบางงานไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่ทำงานก็สามารถส่งงานผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ให้เหมือนเป็นยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยเรื่องดังกล่าวจะมีการเสนอต่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในการประชุมแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองต่อไป

สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ช่วง 1-2 วันจากนี้ ฝุ่นละอองจะลดลง แต่จะต้องเฝ้าระวังอีกครั้งวันที่ 18 ม.ค. เพราะจะมีความกดอากาศสูงเข้ามา ส่งผลให้อากาศมีความชื้น ฝุ่นจะกลับมาอีก

วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ ในฐานะเป็นประธานการประชุม กล่าวว่า ฝุ่น PM2.5 มาจากการจราจรเป็นหลัก โดยเป็นรถยนต์ดีเซลที่ปล่อยควันดำเพราะการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งมลพิษเหล่านี้มีเท่าเดิม แต่ในช่วงนี้อากาศไม่เอื้ออำนวยทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นจนเกินมาตรฐาน อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งปัญหาดังกล่าว ทส.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมหารือกันตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 2561 โดยดำเนินการมาตรการป้องกันและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

ประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า อยากให้ประชาชนติดตามข้อมูลสถานการณ์ฝุ่นละอองผ่านเว็บไซด์ http://www.air4thai.pcd.go.th และแอพพลิเคชั่น Air4Thai นอกจากนี้ยังประสานไปยัง กทม. เพื่อเพิ่มความถี่ในการกวาดล้างทำความสะอาดถนนและฉีดพ่นน้ำในอากาศ รวมทั้งมีการกำชับในพื้นที่กรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑลห้ามเผาในที่โล่งโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนนี้

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ฝุ่นอยู่ในระดับสีส้ม คือ เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ หลายๆ คนจึงหาหน้ากาก N95 มาใช้ แม้จะป้องกันได้ 90% แต่ต้องใส่ให้แน่นมากจะอึดอัด ถ้าใส่แล้วสบายดีแสดงว่าไม่ถูกวิธี บางคนใส่ไม่เกิน 20 นาทีก็ทนไม่ไหว สุดท้ายต้องถอดออก ดังนั้นการใช้ N95 ประชาชนต้องศึกษาการใช้งานอย่างถูกวิธี หรือเลือกใส่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น การเดินอยู่ริมถนน เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วหน้ากากอนามัยแบบธรรมดาสามารถนำมาใช้ได้ เพียงแต่ใส่ทิชชู่ไปอีก 2-3 ชั้นก็มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการตรวจสอบสถิติผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ถุงลมโป่งพอง เส้นเลือดตีบ ไม่พบว่ามีผู้ป่วยมากขึ้นกว่าปีก่อน และบางโรคมีผู้ป่วยจำนวนลดลง ซึ่งสถานการณ์ฝุ่นละอองในขณะนี้จึงยังไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการกองบังคับการตำรวจจราจร กล่าวว่า การตั้งด่านสามารถจับรถควันดำเกินมาตรฐานได้ 651 คัน สำหรับรถเล็กจะติดสติ๊กเกอร์ห้ามใช้ชั่วคราว 30 วัน ส่วนรถบรรทุก 6 ล้อจะฉีดสเปรย์ข้างรถ โดยรถที่ผิดกฎหมายจะต้องปรับเปลี่ยนและผ่านการตรวจวัดสภาพอีกครั้งจึงจะสามารถนำมาใช้ได้ตามปกติ นอกจากนี้จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ห้ามจอดรถยนต์ในถนนสายหลัก 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะตามร้านอาหารข้างทางที่มักจะมีรถยนต์จอดเป็นประจำ

“ลดใช้รถส่วนตัว” ไม่เสี่ยงฝุ่นพิษ เลี่ยงปัญหาสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/577182

  • วันที่ 16 ม.ค. 2562 เวลา 11:47 น.

"ลดใช้รถส่วนตัว" ไม่เสี่ยงฝุ่นพิษ เลี่ยงปัญหาสุขภาพ

นักวิชาการแนะการลดใช้รถยนต์ในเมืองหลวงเป็นอีกหนึ่งทางออกสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก

***************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

จากปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน เริ่มทำลายสุขภาพประชาชนและกำลังขยายวงกว้างกระทบกับสุขภาพคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนกำลังแก้ปัญหา จนมาสู่เวที “จุฬาฯ ฝ่าวิกฤต รับมือฝุ่น PM 2.5” เพื่อหาทางออกปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก

ศิริมา ปัญญาเมธีกุล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มี 2 ปัจจัยที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 หรือฝุ่นจิ๋ว คือ 1.การเผาไหม้ เช่น คมนาคม ภาคการขนส่ง อุตสาหกรรม ฯลฯ และ 2.ปัจจัยธรรมชาติ ถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้และกำลังส่งผลกระทบต่อประชาชน

สำหรับปัจจัยธรรมชาติ คือเรื่องของ “สภาพอากาศปิด” ที่เราไม่สามารถควบคุมจัดการได้ รวมถึงสภาพอากาศที่ปิดจึงเกิดเป็นวิกฤต ทำให้ไม่สามารถระบายในทิศทางแนวดิ่งได้ เนื่องจากสภาพเมืองที่มีตึกสูงจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ทำให้การระบายของอากาศไม่สะดวก

ยอมรับว่าเรื่องของค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็นเรื่องเกิดขึ้นมานานแล้วสาเหตุจราจร เผาไหม้ สภาพอากาศปิด แต่เราเพิ่งมาให้ความสนใจกับปัญหานี้ ผนวกกับหลักฐานในการตรวจเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เราตื่นตัวกับปัญหาฝุ่นละอองขึ้นมา มาตรการทางออกควรมีมาตรการล่วงหน้า เนื่องจากต้องใช้เวลานาน ถ้ารถยนต์ 10 ล้านคันออกจากกรุงเทพฯ ปัญหาฝุ่นละอองอาจลดลงรวดเร็วเหมือนช่วงปีใหม่”ศิริมา กล่าว

ศิริมา ระบุด้วยว่า การทำฝนเทียมสามารถช่วยได้แต่ต้องอาศัยความชื้น ส่วนการใช้เครื่องฉีดน้ำต้องฉีดให้เป็นละอองฝอยที่เล็กกว่าฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอน ทั้งนี้หากต้องการให้ฝุ่น 60 ไมครอนลดลงเหลือ 50 ไมครอน ในพื้นที่กรุงเทพฯ 50 เขต ต้องใช้เครื่องฉีดน้ำ 3 หมื่นตัวพร้อมกันจึงจะลดปริมาณฝุ่นละอองลงได้

กุลยศ อุดมวงศ์เสรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ อธิบายว่า ข้อถกเถียงที่ว่าโรงไฟฟ้าเป็นต้นกำเนิดฝุ่นละอองอาจไม่ใช่ขนาดนั้นทั้งหมด ทั้งนี้ กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีการผลิตไฟฟ้าประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ ใช้กระบวนการเชื้อเพลิงธรรมชาติเป็นหลัก มีผลกระทบเรื่องฝุ่นละอองไม่มาก ต่างจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่พบมากและอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาอยู่ที่กลุ่ม “โรงไฟฟ้าชีวมวล” ที่ดำเนินการโดยการเผาไหม้ ตั้งกระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ภาคกลาง ตรงนี้น่าเป็นห่วงมากควรมีการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่กระจายอยู่จำนวนมากต้องมีการเข้าไปตรวจสอบว่ามีการดักจับฝุ่นด้วยหรือไม่

มาโนช โลหเตปานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาฯ ระบุว่า ภาคการขนส่งมีผลกระทบต่อปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กมาตลอดอยู่แล้ว เพียงแต่บรรยากาศช่วงนี้ตรงกับช่วงสภาพอากาศปิด ผสมกับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเก่ามาก ยิ่งเฉพาะกลุ่มรถเครื่องยนต์ดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ทำให้เกิดฝุ่นละอองได้

การแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น เช่น ในยุโรป ที่พยายามยกมาตรฐานให้สูงขึ้น ถึงน้ำมันยูโร 5-6 แต่ประเทศไทยอยู่ที่ ยูโร 4 เท่านั้น คาดว่าต้องใช้เวลานานพอสมควรในการเปลี่ยนแปลงเหมือนยุโรป แต่สิ่งที่ภาครัฐทำได้คือรณรงค์ให้ประชาชนเดิน ขี่รถจักรยาน ส่งเสริมการใช้รถสาธารณะ โดยสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ออกมาตรการที่ส่งเสริมเกิดการใช้ เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อเข้าสู่เดือน ธ.ค.-ม.ค.ของทุกปีจะเกิดปัญหาแบบเดิม

ผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาฯ กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายกับรถควันดำไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอย่างจริงจัง แม้จะจับปรับ แต่ยังไม่มีมาตรการระยะยาวมาแก้ไข เรื่องการลดใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพื่อลดปัญหาการเผาไหม้ลงได้ก็ไม่คืบหน้า แล้วเราจะทำอย่างไร ปัจจุบันการรณรงค์เรื่องการใช้บริการระบบรางที่มีอยู่อาจยังไม่สมบูรณ์ต้องเชื่อมโยงให้ครอบคลุม ส่วนระบบขนส่งทางรถเมล์พบว่ายังไม่น่าใช้บริการ ที่สำคัญรถเมล์ก็มีปัญหาเรื่องการเผาไหม้อย่างมาก ต้นตอทำให้เกิดฝุ่นละออง ทั้งนี้ มาตรการให้หยุดเรียนถือว่าน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเด็กวัยเรียน

นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม รองอธิการบดีด้านวิจัย จุฬาฯ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงผลกระทบทางสุขภาพว่า ระยะสั้นจะเกิดอาการแสบ เคือง แดง ผื่น คัน เจ็บคอ ไอ ระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กต่ำกว่า 5 ขวบ เสี่ยงต่อปอดอักเสบอย่างมาก ฝุ่นจะเข้าไปทำลายระบบภูมิป้องกันของทางเดินหายใจ ทำลายสายพันธุกรรมของเซลล์ หากระบบซ่อมแซมผิดพลาดจะเกิดเป็นมะเร็งได้ ที่น่าห่วงคือกลุ่มทารกในครรภ์มีความเสี่ยงต่อเรื่องการพัฒนาการทางสมอง ปอด ของทารกได้เช่นกัน

“หมอธี” กวาดบ้านกระทรวง ศธ.ยุคนี้ขาวสะอาดที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/576926

  • วันที่ 14 ม.ค. 2562 เวลา 07:24 น.

"หมอธี" กวาดบ้านกระทรวง ศธ.ยุคนี้ขาวสะอาดที่สุด

เปิดใจ “หมอธี” นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กับเป้าหมายในการสะสางปัญหาทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ

******************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ข่าวการทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตามที่คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริต ศธ.ได้ออกมาสรุปตัวเลขการแก้ไขปัญหาทุจริต 10 หน่วยงานในสังกัด ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างเดือน ส.ค. 2558-พ.ย. 2561 มีคดีทุจริตรวม 631 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 365 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 266 เรื่อง

ตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจทำให้เกิดคำถามในสังคมมากมาย ว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระทรวงครู หน่วยงานที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นด่านแรกในการชี้เป็นชี้ตายอนาคตของชาติในฐานะที่ให้ความรู้สั่งสอนเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงในรั้วมหาวิทยาลัย

โพสต์ทูเดย์มีโอกาสได้พูดคุยกับ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ.และในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริต ศธ. เพื่อไขความกระจ่างในเรื่องนี้

เมื่อเริ่มต้นด้วยคำถามสั้นๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นใน ศธ.ในยุคนี้กันแน่ รมว.ศธ.ท่านนี้ก็เล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดีว่า โดยสถิติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว ศธ.มักจะมีตัวเลขร้องเรียนเรื่องทุจริตไม่โปร่งใสเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ตัวเลขที่เป็นข่าวส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่งเกิดในช่วงประมาณ 2 ปี ที่ได้มารับตำแหน่ง

“เมื่อมาเอาจริงเอาจังช่วงนี้ เรื่องจึงโผล่ขึ้นมาเยอะ เช่น กรณีกองทุนเสมาที่หลังจากสอบสวนตอนนี้เสร็จแล้วก็ทราบว่าโกงโดยบุคคลแค่ไม่กี่คนที่อยู่ระดับล่าง โกงกันมานานนับ 10 ปี แต่ก็เพิ่งมาจับได้ แล้วดำเนินการเด็ดขาดและรวดเร็วในช่วงนี้ เรื่องอินเทอร์เน็ตเด็กที่ไม่มีความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งก็กินเวลานับ 10 ปีเช่นกัน หลายเรื่องก็ยังค้างอยู่ เรื่องที่เป็นที่ติดตามอย่างโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา ที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรืออควาเรียมหอยสังข์ ก็เช่นกัน

…ที่พบว่า เกิดในยุคนี้มีแต่เรื่องเล็กๆ เช่น อาหารกลางวัน เรื่องเด็กผีที่ทำกันมานาน ทุกวันนี้อาจจะมีคนแอบทำอยู่แต่คิดว่าคงจะไม่ค่อยกล้า เพราะว่าพวกฝ่ายตรวจสอบในระดับนโยบายและพวกที่ลงไปตรวจสอบและประชาชนเขาไม่เอาด้วย ข่าวเรื่องทุจริตจึงเป็นเรื่องที่ผมดีใจที่มีประชาชนสนใจ แต่จะบอกว่าอย่าตกใจ อยากให้มองใหม่ว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลและพวกผมเอาจริงเอาจัง” รมว.ศธ. กล่าว

ปัญหาการทุจริตใน ศธ. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ ใหม่หรือเก่า ต่างก็เป็นเรื่องร้ายแรง เพราะนอกจากนับเป็นการปล้นประเทศแล้ว ยังถือว่าเป็นการทำลายโอกาสเด็ก อย่างกรณีโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ศธ. หรือ MOENet ที่พบความไม่ชอบมาพากล เรื่องค่าบริการแพง แต่ประสิทธิภาพของการใช้งานค่อนข้างต่ำ จนมีการสั่งยกเลิกโครงข่ายดังกล่าวไปแล้วและหันไปใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของเอกชนที่ใช้งบประมาณเพียง 1 ใน 3 ของโครงข่ายเดิม

“ทั้งหมดที่จะบอกคือการที่ฝ่ายบริหารไม่เอาจริงเอาจัง เพราะไม่ใช่ว่ากฎเกณฑ์ไม่ดี แต่ตรวจสอบแล้วลูบหน้าปะจมูกใช้เวลาตรวจสอบกันนานเหลือเกินในแต่ละเรื่อง อย่างเรื่องอควาเรียมนี่ใครๆ ก็รู้ว่ามันมีปัญหาแต่ไม่มีใครเข้าไปตรวจสอบจริงๆ เรื่องฟุตซอลนี่สืบข้อเท็จจริงกันมา 5 ปีมาเสร็จยุคผม ตอนผมเข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ เคยถามว่าทำกันไปได้แค่ไหน ก็ได้คำตอบว่าเสร็จ 5% จนต้องแซวว่า ถ้า 5 ปีเสร็จ 5% ถ้าจะให้เสร็จ 100% ต้องใช้เวลากี่ปี อันนี้สืบนะ เรื่องพวกนี้มันจะมีขั้นตอนการสืบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้วค่อยสอบวินัย แต่ละขั้นตอนเมื่อก่อนใช้เวลาเป็นปี ยื้อกันดึงกันไป เพราะฉะนั้นปัญหาทั้งหมดของประเทศเราก็คือการที่คนไม่ทำหน้าที่” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้การสะสางเรื่องทุจริตใน ศธ.ดำเนินการไปได้อย่างรวดเร็วก็คือ ความร่วมมือจากทุกฝ่าย

“ผมคิดว่าเราทำได้มากกว่ายุคอื่นๆ เพราะตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรี ระดับรัฐมนตรีและทีมงาน ทำงานเข้าขากันได้ดี ในอดีตทีมงานและรัฐมนตรีอาจจะไม่เข้าขากัน แต่ทีมงานผมนี่ชัดเจนอย่าง พล.อ.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศธ. ลงพื้นที่เต็มที่ ม.ล.ปริยดา ดิศกุล เลขานุการ รมว.ศธ. ก็มีสายสืบเยอะ

ฉะนั้นทีมงานเราเข้มแข็ง ถ้าเราดำเนินการทางกฎหมายมันก็จะเดินหน้า และต้องไม่ลูบหน้าปะจมูก ผิดก็ว่าไปตามผิด ถ้าเมื่อก่อนหัวหน้าเขาไม่เอากับเราด้วย ช่วยลูกน้องแล้วยื้อหรือบางทีก็เอาด้วยกับลูกน้องนี่เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมทำในวันนี้คือทำให้นิติธรรม ธรรมาภิบาลเกิดขึ้น โดยที่ทุกคนเข้าร่วม พอประชาชนมั่นใจขึ้น ทุกวันนี้ผมแทบไม่ต้องทำอะไรเลย พอมีสักเคสดังขึ้นมา ก็มีคนร้องเรียน แจ้งเบาะแสมากมาย”

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ทุกวันนี้ใช้สำนักงานปลัด ซึ่งเป็นกลางพอสมควร เพราะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในผลประโยชน์มากนัก แต่ถ้านิติกรอยู่ในองค์กรบางทีเราไม่รู้ว่าใครเป็นพวกใคร ใครช่วยใครอยู่ ดังนั้น ต้องทำทุกอย่างตามกฎหมาย ฝ่ายถูกกล่าวหาก็ต้องมีโอกาสชี้แจง ตอนนี้สำนักนิติการของ ศธ.ทำงานกันหนักมาก ปลัด ศธ.ก็หาคนมาให้อีก 8 คน โดยโอนจากตำแหน่งอื่นมาก็เรียกว่าเป็นดีเอสไอประจำกระทรวง เพราะจะได้มีอำนาจเข้าไปสอบกรณีต่างๆ ของแต่ละหน่วยงาน

“2 ปีที่ผมเป็นรัฐมนตรี มีเงินเหลือจ่ายแต่ละปีหลายพันล้านซึ่งปกติเงินเหลือจ่ายอยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี แต่ผมไม่มีโครงการอะไรที่จะนำงบประมาณที่เหลือไปใช้เลย คืนให้ครูหมด ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมสาธารณูปโภค จ่ายค่าสาธารณูปโภค ซ่อมบ้านพักครู คูปองครู ก็มาจากเงินเหลือจ่ายนี่แหละ ผมจึงมองว่านโยบายปราบทุจริตของเราเดินมาถูกทางแล้ว

ในอนาคตคนจะได้เห็นผลจากความเปลี่ยนแปลงจากที่เราได้ทำอยู่ มันจะออกดอกผลกว่าไปถึงลูกหลาน โรงเรียนมีความทันสมัยจะดีขึ้นนี่ใช้เวลา แต่ด้วยความภูมิใจ ผมสามารถบอกได้ว่า หลายอย่างมันเปลี่ยนไปจริงๆ เอาตั้งแต่เริ่มต้น ลองถามข้าราชการตั้งแต่เรื่องการบริหารบุคคลว่า รู้สึกว่าเปลี่ยนไปหรือไม่ ผมมั่นใจได้เลยว่ายุคนี้ขาวสะอาดที่สุดไม่มีใครวิ่งเต้นขึ้นตำแหน่งสูงๆ ไม่มีการต้องใช้เงิน ถ้าใช้ก็คือระดับล่างไปติดสินบนกันเอง คนทำงานมีความสุข ไม่มีนักการเมืองไปสั่งให้ทำโครงการต่างๆ” รมว.ศธ. กล่าว

กกต.ขอทุกคนหวงสิทธิ ออกมาลงคะแนนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/576826

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 07:28 น.

กกต.ขอทุกคนหวงสิทธิ ออกมาลงคะแนนเลือกตั้ง

“อิทธิพร บุญประคอง” ประธาน กกต. ขอให้ทุกคนหวงสิทธิ ออกมาลงคะแนนเลือกตั้ง นำประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้วันเลือกตั้งตามโรดแมปเบื้องต้นซึ่งถูกกำหนดไว้ให้เป็นวันที่ 24 ก.พ. 2562 จะยังไม่ชัดเจนแน่นอนหน่วยงานที่ถูกจับจ้องในประเด็นนี้อย่างเลี่ยงไม่พ้น คือ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะความพร้อมต่อการจัดการเลือกตั้ง

“อิทธิพร บุญประคอง” ประธาน กกต. ยืนยันผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า กกต.เตรียมการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชุดที่แล้ว เพราะถ้าจะนับกันจริงๆ ต้องถอยไปตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลใช้บังคับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. รวมถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ประกาศออกมา

อิทธิพร กล่าวต่อว่า จึงเป็นหน้าที่อัตโนมัติต้องรีบดำเนินการและเตรียมการเบื้องต้น เพื่อนำไปสู่วันเลือกตั้งในที่สุดที่จะมีขึ้น ดังนั้นเมื่อเวลาเหลือสั้น กกต.ทั้งชุดก่อนและปัจจุบันจึงเน้นเตรียมการในเรื่องของบุคลากร วัสดุ อุปกรณ์ ร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งใกล้ครบถ้วนเหลือเพียงระเบียบอีกไม่กี่ฉบับ

สำหรับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น การให้ข้อมูลประชาชน ซึ่งจากผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนช่วงที่ผ่านมา ปรากฏว่ายังไม่เข้าใจเรื่องของบัตรเลือกตั้ง ฉะนั้นจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นผ่านทุกช่องทาง ไม่ว่าการให้สัมภาษณ์สื่อหรือโฆษณาผ่านทางโทรทัศน์

ขณะเดียวกันจะใช้เครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่ง กกต.ชุดที่ผ่านมาทำไว้ เพื่อช่วยกระจายข่าวไปสู่ระดับชุมชนให้ได้มากที่สุด เพราะผลสำรวจเข้าใจว่าเป็นการทำในระดับเขตเมือง แต่เขตชนบทอาจจะมีความรู้กับการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มาก หรืออาจมากในระดับหนึ่ง

“เรามีเครือข่ายระดับรากหญ้าจำนวนไม่น้อย และมีหน่วยงานศูนย์ส่งเสริมประชาธิปไตยระดับตำบล เรามีหมดทุกตำบล 7,000 กว่าหน่วย ซึ่งมีหน้าที่ให้ข้อมูลการเลือกตั้ง เพื่อเตรียมประชาชนให้เข้าสู่การเลือกตั้ง และยอมรับว่าการประชาสัมพันธ์สำคัญที่สุดว่าทำอย่างไรให้เข้าใจถูกต้อง”

ส่วนพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่โดยตรงของ กกต.ในการให้ข้อมูล ชี้แจง สนับสนุนการดำเนินการใดๆ ของพรรคการเมือง เพื่อพัฒนาตนเองเป็นสถาบันการเมืองที่มีคุณค่า ซึ่งถือเป็นภาพใหญ่ แต่กฎหมายปัจจุบันต้องทำอย่างไรบ้าง เพราะเขียนเช่นนี้ในทางปฏิบัติตีความออกมาจะทำได้หรือไม่

“เราทำมาตั้งแต่ กกต.ชุดที่แล้ว คือ จัดประชุมชี้แจงข้อมูลให้กับพรรคการเมืองชุดก่อน 1 ครั้ง และชุดใหม่ 2 ครั้ง และจะมีอีก 1 ครั้งก่อนการเลือกตั้ง แต่จะดูว่ามีประเด็นอะไรต่างๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก เพื่อให้ข้อมูลชัดเจนแก่พรรคการเมือง ได้ปฏิบัติถูกต้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน”

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าทุกอย่าง กกต.ทำโดยเรียงลำดับความสำคัญเร่งด่วน เพื่อออกระเบียบต่างๆ ของ กกต. ทั้งว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง การสนับสนุนของรัฐให้พรรคการเมืองในการเลือกตั้ง การหาเสียงลักษณะต้องห้ามในการหาเสียง รวมถึงการหาเสียงอิเล็กทรอนิกส์ ต้องรีบออก และสิ่งที่ กกต.ทำขณะนี้คือ ร่างที่ต้องทำให้เสร็จอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 11 ฉบับ รวมถึงการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง

สำหรับเรื่องการหาเสียงอิเล็กทรอนิกส์ อิทธิพร อธิบายคร่าวๆ ว่าต้องแจ้ง ไม่ได้ห้าม ไม่ได้ควบคุม แต่ถ้าจะใช้ต้องบอกว่าใช้เมื่อไหร่ ช่องทางไหน เพื่อ กกต.จะได้รู้ว่าสมมติ พรรค ก. ใช้ช่วงนี้ ช่องทางนี้ อะไรก็ตามที่มาอ้างว่า พรรค ก. ใช้ ไม่ใช่พรรค ก. อาจเป็นพวกปลอม หรือเรื่องหาเสียงห้ามเลยเวลา 18.00 น. ก่อนวันเลือกตั้ง ทั้งหมดจะหารือกับหน่วยงานเกี่ยวข้องรวมถึงแพลตฟอร์มต่างๆ ว่าทำได้อย่างไรบ้าง

ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของพรรคการเมืองต่อ กกต. โดยเฉพาะเวลาเรียกประชุมแต่เหมือนไม่ได้รับคำตอบใดๆ นั้น อิทธิพรยอมรับว่าที่ไม่ตอบทันที เพราะหากผิดพลาดไปอาจมีการอ้างกันผิดๆ ซึ่งการตอบคำถามที่ถูกต้องจริงๆ คือคำถามที่ตอบโดยตามมติ กกต. ส่วนเรื่องที่ทราบกันดีในการปฏิบัติหรือมติก่อนๆ กกต.ก็สามารถตอบชัดได้ แต่หลายเรื่องไม่สามารถตอบตามที่คิดได้ เพราะเป็นกฎหมายใหม่

“กกต.ก็เปรียบเสมือนนิติและตุลาการในตัวเอง หากตอบอะไรโดยไม่ศึกษาครบขั้นตอน ก็ไม่เป็นผลดีต่อการเลือกตั้ง การเมือง จึงต้องถี่ถ้วนรอบคอบ มันมีมาตราที่เขียนไว้ใน พ.ร.ป.กกต. ว่ามีหน้าที่ต้องตอบคำถามพรรคการเมืองภายใน 30 วัน หากไม่แล้วถือว่าจงใจฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทำให้ไม่อยากตอบอะไรไปจนเกิดความไขว้เขวและสับสน”

อิทธิพร มองว่า การเลือกตั้ง สส.ถือว่ามีความเข้มข้น เพราะเป็นสนามใหญ่และกว้างดังนั้นจะมีการจับสลากผู้ตรวจการเลือกตั้ง 606 คน ในช่วงเลือก สว. ให้ทำงานเลือกตั้ง สส. โดยเขย่าใหม่ เนื่องจากวิธีการเลือก สว.กับ สส.ต่างกัน จึงต้องจับชุดใหม่เพื่อมาฝึกอบรม

ประธาน กกต.ไม่ได้กังวลต่อการเลือกตั้งดุเดือด รวมถึงการถูกเชื่อมโยงว่าเอื้อต่อบางพรรค ถือเป็นเรื่องที่สาธารณะสามารถมีความเห็นได้ การชี้แจงพึงกระทำได้ก็กระทำ แต่ว่าการแก้ตัวหรือออกมาพูดโดยไม่จำเป็น เป็นสิ่งที่พยายามหลีกเลี่ยง เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องรับฟังความเห็น ไม่ว่าจะเป็นเชิงอะไรก็ตาม

“หน้าที่สำคัญเมื่อมาทำงานตรงนี้และตระหนักดีถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์อาจจะเป็นอย่างนี้ในขณะนี้ ก็ต้องทำให้เห็นว่าการทำงานของ กกต.แต่ละเรื่องยึดถือความเป็นกลาง ความเป็นองค์กรอิสระ การทำหน้าที่ของ 7 ท่าน แม้การตัดสินใจจะออกมาหลากหลาย หรือเป็นเอกฉันท์ แต่ไม่ได้เป็นการตัดสินใจโดยอำเภอใจ

หากตัดสินใจโดยไม่สามารถอธิบายได้ว่า ผมว่าปัญหาจะตกหนักอยู่กับเรา และเสียงวิพากษ์วิจารณ์เราคงไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือการใช้กฎหมายต้องเป็นธรรม ซึ่งเป็นหลักสากล แม้สิ่งที่ทำไปอาจจะไม่เป็นที่พอใจของทุกภาคส่วน การตัดสินใจอย่างไรก็อาจกระทบต่อภาคใดภาคหนึ่ง แต่การตัดสินใจ ที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นกลาง พื้นฐานกฎหมาย มันจะเป็นเกราะคุ้มครองเราในที่สุด”

ส่วนเรื่องบัตรเลือกตั้งที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจพิมพ์ไม่ทันหากกระชั้นชิด อิทธิพร ยกตัวอย่าง เหมือนการพิมพ์ธนบัตร คงไม่สามารถให้ทุกโรงพิมพ์ทำได้ มีบางแห่งเท่านั้นที่พิมพ์แบบพิเศษ ป้องกันการโกง การทำปลอม และโรงพิมพ์ต่างๆเท่าที่ได้ตรวจสอบ มีไม่เกิน 5 โรงพิมพ์ซึ่งมีศักยภาพทำได้

“เราเลือกเฉยๆ ไม่ได้ เพราะติดในเรื่องเงื่อนเวลา เพราะถ้าต้องออกบัตรแต่ละเขตไม่เหมือนกันเลย แต่ละเขตมีชื่อพรรค โลโก้ ไม่เหมือนกัน โรงพิมพ์ทำทันหรือไม่ หลายโรงพิมพ์ไม่มีศักยภาพ บางที่มีศักยภาพแต่ว่าใช้เวลานาน จำเป็นต้องตัดออก แต่ทั้งหมดอยู่ระหว่างพิจารณา และยืนยันว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้”

สำหรับการใช้สิทธินั้น อิทธิพร ยอมรับไม่อยากตั้งเป้า แต่ที่ตั้งไว้ 80% เพราะครั้งที่แล้วมาใช้สิทธิถึง 70% กว่า แต่เวลานี้มีปัจจัยคือไม่ได้เลือกตั้งมาระยะหนึ่ง ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อายุ 18 ปี บวก5 ปี มี 7-8 ล้านคนตามตัวเลข เป็นปัจจัยให้เด็กรุ่นใหม่อยากมาใช้สิทธิ

“เราอยากเชิญชวนให้ออกมา เพราะเป็นอีกโอกาสในการนำประเทศไทยกลับไปสู่การเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้ง อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจของประชาชน ผมอยากเน้นจุดนี้ อย่าเบื่อก่อน จึงอยากให้ใช้วิจารณญาณเพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นโอกาสนำประเทศไทยไปสู่ทิศทางใหม่ แล้วคนนำเป็นประชาชน จึงอยากให้ทุกคนหวงแหนสิทธิตรงนี้แล้วออกมาใช้สิทธิ”