ผังเมืองใหม่พลิกโฉมกรุงเทพฯ ไร้รอยต่อเชื่อมปริมณฑลปี63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/576824

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 07:16 น.

ผังเมืองใหม่พลิกโฉมกรุงเทพฯ ไร้รอยต่อเชื่อมปริมณฑลปี63

กทม.คาดว่าร่างผังเมืองฉบับใหม่จะประกาศใช้ได้ในปี2563 โดยเน้นให้เมืองมีความกระชับแต่เชื่อมโยงกับปริมณฑลอย่างไร้รอยต่อ

*******************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

กรุงเทพฯ และปริมณฑล หากรวมพื้นที่กันแล้วถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีประชากรเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ หรือประมาณ 20 ล้านคน เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆทั่วโลก ทว่าปัจจุบันระยะห่างระหว่างจังหวัดประมาณ 500-1,000 เมตร ปรากฏว่าการใช้ประโยชน์จากที่ดินแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายควบคุมผังเมืองแตกต่างกัน แยกส่วนการบังคับกฎหมายจึงกลายเป็นต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างพัฒนาไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียว

แสนยากร อุ่นมีศรี รักษาการผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กทม. เปิดเผยว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการเปิดประชาพิจารณ์ผังเมืองกรุงเทพฯ รอบสุดท้ายในอีกไม่นานนี้จะเสนอร่างผังเมืองฉบับใหม่ให้คณะกรรมการกรมโยธาธิการและผังเมืองพิจารณาต่อไป คาดว่าจะประกาศใช้ได้ในปี 2563

โดยรูปแบบการจัดผังเมืองกรุงเทพฯ และปริมณฑล มุ่งเน้นให้เมืองมีความกระชับแต่เชื่อมโยงกับปริมณฑลอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้สอดรับกับการขยายตัวของโครงการรถไฟฟ้าที่เกิดขึ้น 12 เส้นทาง ระยะ 508 กิโลเมตร 318 สถานี สถานีรวม 39 สถานี ส่งผลให้ใช้ประโยชน์ที่ดินได้มากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการพัฒนาผังเมืองที่มีความเชื่อมโยงต้องทำผังเมืองรวมระหว่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อเป็นกรอบใหญ่ในการพัฒนาซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อน มุ่งเน้นยึดหลักการพัฒนาเมืองตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า เพื่อรองรับการเป็นเมืองศูนย์กลางทางธุรกิจในอนาคต

สำหรับผลการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลที่นำมาประกอบการวางและจัดทำผังเมืองรวม มีการวิเคราะห์ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ยุทธศาสตร์กรุงเทพฯ 2580 อาทิ ด้านประชากร คือกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีประชากรเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 17 ล้านคน และในปี 2580 จะเพิ่มเป็น 20 ล้านคน ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ ปัจจุบันมีประชากร 9 ล้านคน ในอนาคตปี 2580 เพิ่มขึ้นเป็น 9.48 ล้านคน

ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ ยังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย จึงต้องวางผังเมืองสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับ นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีจำนวน 60 ล้านคน มีการคาดการณ์ว่าในปี 2580 จะเพิ่มขึ้นเป็น 115 ล้านคน

ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน นับตั้งแต่ปี 2552-2558 กรุงเทพฯ มีการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมเพิ่มขึ้นจาก 510.42 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) และ 72.28 ตร.กม. เป็น 547.70 ตร.กม. และ 90.67 ตร.กม. ส่วนการใช้สอยประโยชน์ที่ดินประเภทเกษตรกรรมและพื้นที่ว่างลดลงจาก 453.09 ตร.กม. และ 398.53 ตร.กม. เป็น 429.94 ตร.กม. และ 365.82 ตร.กม.

แสนยากร กล่าวอีกว่า พื้นที่กรุงเทพฯ มีแนวโน้มการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเปลี่ยนจากบ้านเดี่ยว บ้านแฝด เรือแถว และตึกแถว เป็นอาคารชุดพักอาศัย และอาคารพาณิชย์สำนักงานขนาดใหญ่ตามแนวสายรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ดังนั้นในร่างผังเมืองฉบับใหม่ จึงมีการปรับสาระสำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน โดยปรับระดับการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเมือง คือ พื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย (พื้นที่สีเหลือง) และพื้นที่เกษตรกรรม (พื้นที่สีเขียว) จะปรับการใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (สีส้ม) หรือพื้นที่หนาแน่นมาก (สีน้ำตาล)

ส่วนพื้นที่ที่มีการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น เช่น พื้นที่ย่านฝั่งธนบุรี ปรับจากพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย เป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง อาทิ สวนหลวง บางกะปิ คันนายาว บึงกุ่ม ลาดพร้าว วังทองหลาง และที่อยู่อาศัยหนาแน่นมากย่านใจกลางเมืองพัฒนาเป็นพาณิชยกรรม เช่น เขตพระนคร ป้อมปราบฯ เดิมเป็นสีน้ำตาลเข้มเปลี่ยนเป็นสีแดง เขตวัฒนาจากสีน้ำตาลปรับเป็นสีแดงตามลำดับ

อนึ่ง ได้เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรองรับการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีเหลือง บริเวณฝั่งตะวันออกของ กทม. บริเวณพื้นที่เขตสวนหลวง เปลี่ยนจากพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย เป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก และเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรองรับการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มและสีม่วงบริเวณฝั่งตะวันตกของ กทม. บริเวณเขตราษฎร์บูรณะ เขตจอมทอง และเขตบางขุนเทียน จากพื้นที่เกษตรกรรม เป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย และที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง

“หัวใจสำคัญของผังเมืองฉบับใหม่อยู่ที่ระบบราง จึงทำให้เรื่องของผังเมืองต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย โดยคำนึงถึงศักยภาพบนพื้นฐานของการกระชับเมืองให้ครบครันในทุกด้าน เช่น คมนาคมและขนส่ง สิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภค สาธารณูปการ รวมถึงด้านกฎหมายและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลัก” แสนยากร กล่าว

เปิดใจขุนพลอีสาน ปชป. ระบบใหม่ได้มากกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/576460

  • วันที่ 10 ม.ค. 2562 เวลา 06:51 น.

เปิดใจขุนพลอีสาน ปชป. ระบบใหม่ได้มากกว่าเดิม

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

พื้นที่ภาคอีสานถือเป็นฐานคะแนนสำคัญที่ทุกพรรคต่างให้ความสำคัญทุ่มเข้าไปหาเสียงแข่งขันกันอย่างเต็มที่ ไม่เว้นแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งติดภาพลักษณ์พรรคของคนใต้ จนทำให้พื้นที่ภาคอีสานกลายเป็นจุดอ่อนยากจะเข้าถึง

แต่รอบนี้ วิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคอีสาน แสดงความมั่นใจว่าประชาธิปัตย์จะได้คะแนนเสียงมากกว่าที่ผ่านมา เพราะระบบเลือกตั้งใหม่ทุกคะแนนมีความหมาย ต่างจากระบบเลือกตั้งเดิมที่คะแนนในเขตเลือกตั้งที่แพ้ในระบบเขตไม่มีความหมาย

ทั้งนี้ จากพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด 116 เขต การเลือกตั้งล่าสุด 4-5 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงประมาณ 1 ล้านคะแนน มี สส.เขต 4 คน แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นคะแนนที่แพ้เลือกตั้งไม่มีผล คิดเฉพาะ 4 คนที่ชนะเท่านั้น

“ครั้งที่แล้วเราจะได้คะแนนเฉพาะเขตที่เราได้ สส. แต่เที่ยวนี้เราสู้ทุกเขต เราเอาจริงทุกเขต ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง เที่ยวนี้โอกาสที่จะได้คะแนนรวมเกิน 1 ล้าน แต่จะเกินเท่าไหร่นั้น ต้องรอวิเคราะห์คู่แข่ง คู่ต่อสู้ว่าเล่นเกมหนักแค่ไหน” วิฑูรย์ กล่าววิฑูรย์ อธิบายว่า ในพื้นที่ภาคอีสานพรรคที่น่าจะได้คะแนนอันดับ 1 น่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยเพราะ สส.เพื่อไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมาส่วนใหญ่ยังอยู่กับเพื่อไทย ถัดมาคือพรรคพลังประชารัฐ ภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ ส่วนพรรค อื่นๆ ก็พอมี แต่โอกาสที่จะได้ สส.นอกจาก 4 พรรคนี้ยังมองไม่เห็น สำหรับประชาธิปัตย์รอบนี้คาดว่าจะได้มากกว่า 10 ที่นั่ง ทั้ง อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ร้อยเอ็ด ส่วนจะได้จริงเท่าไหร่ขึ้นกับฟอร์มของคู่แข่ง

ทั้งนี้ ต้องดูฟอร์มของพลังประชารัฐ ว่าของจริงดีหรือไม่ เพราะจากที่พรรคพลังประชารัฐเปิดตัวกันมาเยอะ ทั้งอดีต สส. อดีตรัฐมนตรี จะเห็นว่าเป็นอดีต สส. ก่อนเลือกตั้งครั้งสุดท้าย ไม่ใช่เป็นอดีต สส. หรืออดีตรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งครั้งสุดท้าย จึงถือว่ายังไม่สด แต่เนื่องจากเขามีอำนาจรัฐ แจกนู่นนี่ ส่วนจะทำให้เสียงดีขึ้นหรือไม่ก็ต้องรอดู

“แต่ใจจริงยังคิดว่าพรรคภูมิใจไทยน่าจะเบียดขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในพื้นที่ภาคอีสาน เพราะประกาศตัวชัดเจนแน่นอน เขาไม่สู้ทุกเขตเลือกตั้ง เขาเลือกสู้เฉพาะเขตเป้าหมาย ถึงจะส่งผู้สมัครครบทุกเขต แต่เขาจะเลือกสู้เฉพาะเขตเป้าหมายของเขา ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ตอนนี้เขาสู้แบบสะเปะสะปะ”

วิฑูรย์ ย้ำว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์จะได้คะแนนมากขึ้น ส่วนเขตที่มีการแข่งขันสูง เช่น โคราช ชัยภูมิ เรามีผู้สมัครดีๆ แต่หลายพรรคสู้กันเยอะ เราเลยไม่ค่อยมั่นใจนัก โดยผู้สมัครรอบนี้ดีกว่ารอบที่แล้วมาก เนื่องจากมีความพร้อม มีเวลาในการเตรียมตัว การจัดการ มีเวลาสรรหามากกว่าครั้งที่ผ่านมาเยอะ หากครั้งที่แล้วเต็ม 100% ครั้งที่แล้วเตรียมตัวได้ประมาณ 10% แต่ครั้งนี้ความพร้อมเตรียมตัวได้ถึง 80%

สำหรับการคัดเลือกผู้สมัครของพรรครอบนี้ มีความหลากหลายทั้งคนเก่า คนรุ่นใหม่ นักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ คนรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งอายุต่ำกว่า 40 ปี มีจำนวนมาก ซึ่งในความเป็นจริงคนรุ่นใหม่ก็อาจมีความเสียเปรียบคนเก่าอยู่บ้าง เพราะคนเก่ามีฐานเสียงเดิมอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว แต่คนรุ่นใหม่ยังไม่มีฐานเสียง และการเลือกตั้งเหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือน สำหรับการลงพื้นที่หาเสียง แต่คนรุ่นใหม่ก็จะมีฐานของคนรุ่นใหม่

หากวิเคราะห์ฐานคะแนนเดิมที่ได้ 1 ล้านคะแนนนั้น บางเขตประชาธิปัตย์ได้เพียงแค่หลักพัน 3,000-5,000 ขณะที่คู่แข่งได้กันหลักหมื่น แต่เมื่อการเลือกตั้งรอบนี้ทุกคะแนนมีความหมาย จึงต้องทำให้ได้คะแนนทุกเขต ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าจะทำอย่างไรให้ได้คะแนนทุกเขตเกินหมื่นขึ้นไป ซึ่งหากรวมทุกเขต 116 เขต จะได้มากกว่า 1 ล้านคะแนนที่เคยได้ ยังไม่รวมกับคะแนนในเขตที่เสียงดี มีความพร้อม ดังนั้นจึงมั่นใจว่าประชาธิปัตย์จะได้คะแนนมากขึ้น

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในแง่นโยบายพรรคที่จะไปใช้หาเสียงในพื้นที่ภาคอีสานนั้น นโยบายที่ประชาชนชื่นชอบนโยบายแรกคือ เรื่องประกันรายได้ ประกันราคา เช่น ชาวนาทำนาสมมติประกันรายได้ตันละ 1.5 หมื่นบาท แต่ราคาขายในตลาดอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นบาท จะมีส่วนต่าง 5,000 บาท เกษตรกรก็จะไปรับกับรัฐ 5,000 บาท แต่ถ้าราคาขายเกิน 1.5 หมื่นบาท ก็ไม่ต้องมารับจากรัฐ นโยบายประกันราคาตรงนี้ดีกว่าการโครงการรับจำนำของรัฐบาลที่ผ่านมา ยุ่งยากต้องเอาข้าวไปเข้าโครงการรับจำนำ ต้องขนส่งยุ่งยาก ทำให้คนไม่ค่อยชอบ แตกต่างจากโครงการประกันรายได้ของประชาธิปัตย์ที่คนชอบมากกว่า

อีกนโยบายที่คนชอบคือเรื่องสวัสดิการที่ประชาธิปัตย์เป็นพรรคแรกที่นำเสนอ และมีหลายพรรคมาทำเลียนแบบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะเป็นเรื่องดี ทั้งสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ ดูแลอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ไปจนถึงเรื่องนโยบายใหม่อย่างเรื่องการกระจาย อำนาจ กระจายความเจริญ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานไปสู่พื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งนโยบายที่บอกไปนี้เชื่อว่าจะจูงใจให้ประชาชนมาเลือกประชาธิปัตย์มากขึ้น

ส่วนบรรยากาศการหาเสียงในพื้นที่ซึ่งเคยเป็นปัญหาในอดีตนั้น วิฑูรย์ กล่าวว่า เที่ยวนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ซึ่งขณะนั้นยังแยกเป็นสีแดง สีเหลือง และพื้นที่อีสานสีแดงแข็งแรง แต่เที่ยวนี้ไม่มีเรื่องสีเสื้อแล้ว จากเดิมครั้งที่แล้วพื้นที่บางพื้นที่ในภาคอีสานเราไปไม่ได้เลยหาเสียงไม่ได้เลย แต่ครั้งนี้หัวหน้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หาเสียงได้ทุกพื้นที่ เพราะฉะนั้นโอกาสดีขึ้น

‘เฉลิม’ฟันธงเลื่อนเลือกตั้งไร้เหตุผลประชาชนลุกฮือแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/576234

  • วันที่ 08 ม.ค. 2562 เวลา 07:09 น.

'เฉลิม'ฟันธงเลื่อนเลือกตั้งไร้เหตุผลประชาชนลุกฮือแน่

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองอันอึมครึม เลื่อนหรือไม่มีเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่มั่นใจเกินร้อยว่าชนะเลือกตั้งครั้งนี้แน่ๆ นำโดย “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง จึงต้องออกโรงมาเคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขยับและกล้าประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจนเสียทีว่าจะเลื่อนไปถึงเมื่อไร

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ต้องไม่ควรเกิน 7 วัน หลังจากนี้ กกต.ควรกำหนดวันเลือกตั้ง ถ้าไม่ชัดเจนแสดงว่ามีพรรค การเมืองบางพรรคไม่พร้อมเลือกตั้ง เพราะพรรคนี้มีแต่อดีต สส. หรือ อดีตผู้นำท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นสมาชิกพรรค และเป็นพรรคที่เพิ่งตั้งใหม่ แต่จากการลง พื้นที่พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าชนะถล่มทลาย เพราะประชาชนต้องการให้เข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยนโยบายลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ขยายโอกาส หรือนโยบายสำคัญๆ อาทิ นโยบาย 30 บาทรักษา ทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน หรือนโยบายหนึ่งทุนหนึ่งอำเภอ ขณะที่นโยบายบัตรคนจนก็ว่ากันไป เพราะไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่เป็นเงินภาษีของประชาชน

“วันนี้อยากถามว่าความยากจนเกิดจากอะไร เกิดจากบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ต่างชาติไม่เชื่อถือ อย่างโครงการลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี รัฐบาลพูดไปเท่าไรก็ไม่มีชาติไหนเชื่อ หรือนโยบาย 4.0 ก็ไม่มีความชัดเจนและไม่เข้าใจ”  ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า กกต.ต้อง ตัดสินใจประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจนโดยเร็ว โดยต้องให้คำตอบแก่พี่น้องประชาชนภายใน 7 วัน ว่าประเทศไทยจะมี การเลือกตั้งเมื่อไร จะเป็นวันที่ 10 มี.ค. หรือวันที่ 24 มี.ค. รับได้ทั้งสิ้น เพราะ ได้ข่าวว่าขณะนี้มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่เพิ่งตั้งขึ้นมีความต้องการให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน เพราะไม่มีความพร้อม ในการแข่งขันลงเลือกตั้ง เพราะถึงจะลงเลือกตั้งจริงๆ ก็ไม่สามารถชนะพรรคเพื่อไทยได้ ซึ่งมั่นใจว่าจะได้ สส.เกิน 300 ที่นั่งแน่นอน

“ผมมั่นใจพรรคเพื่อไทยและเครือข่าย ได้ สส.ใกล้ๆ 300 ที่นั่งแน่นอน อยากบอก พรรคการเมืองบางพรรค ถ้าคุณได้ สส. ไม่ถึง 250 ที่นั่ง หรือได้น้อยกว่านั้น แล้วหวังจะเอาวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้ง มาลงคะแนนโหวตให้เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีที่ตัวเองเสนอ นายกรัฐมนตรี คนนั้นจะสง่าราศีได้อย่างไร เพราะประชาชนส่วนใหญ่เลือกไปแล้ว ลองคิดดูหาก วันแรกประชุมสภาเลือกประธานสภา โดยทางพรรคเพื่อไทยมีมติเลือกประธานสภาได้แล้วก็ต้องไปประชุมอีกวันเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี หากได้นายกรัฐมนตรี เสียงข้างน้อยมาจริงๆ ทางวุฒิสภาก็กลับไปที่เก่าแล้ว รัฐบาลจะบริหารประเทศชาติได้อย่างไร” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เหตุผลที่พรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งและคะแนนเสียงชนะทุกพรรค ทั้งพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่ดี 3 ด้าน คือ การแก้ปัญหาความยากจนด้วยนโยบายการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส เช่น กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือหนึ่งทุนหนึ่งตำบล ฯลฯ ซึ่งเหตุผลที่เศรษฐกิจไม่ดีอยู่ในทุกวันนี้เพราะบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ต่างประเทศไม่ให้ความเชื่อถือจึงไม่เข้ามา ลงทุน อีกนโยบาย คือ นโยบายปราบปราม ยาเสพติดที่ประสบความสำเร็จเมื่อครั้งพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน และนโยบายแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่ใช่แก้เฉพาะรายมาตรา เช่น มาตรา 272 ที่มาวุฒิสมาชิกเลือกนายกรัฐมนตรีได้ถึง 2 สมัย เป็นไปได้อย่างไร อยากถามว่าคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จงฟังให้ดี การปฏิรูปประเทศหรือปฏิรูปการเมือง ได้อย่างไร เพราะเป็นการนำรัฐธรรมนูญปี 2522 มาใช้ชัดๆ คือนายกรัฐมนตรีไม่ต้อง มาจากการเลือกตั้ง จำเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อปี 2535 ได้หรือไม่ วุฒิสภา มีสิทธิลงคะแนน ที่เลือก พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี “หากเลื่อนเลือกตั้งไปไม่มีกำหนด หรือเลื่อนไปเรื่อยๆ จะเกิดเรื่องรุนแรงอีกครั้ง ผมไม่ใช่โหร แต่ผมก็ไม่เชื่อหมอดู แต่ผมสัมผัสได้ว่าประชาชนไม่ยอมแน่นอน ขออย่าให้มีเรื่องเลย พรรคการเมืองเหมือนนักมวย ถ้าแพ้ก็กลับไปซ้อมใหม่แล้วกลับมาชกใหม่ จะหวังให้ชนะอย่างเดียวไม่ได้ ที่ผ่านมา 4 ปี 7 เดือน ประชาชนรอ รอมานานแล้ว หากไม่มีเลือกตั้งจะเกิดการเรียกร้อง ประชาธิปไตย ดังนั้นอย่าไปหมิ่นน้ำใจประชาชน” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ประธานคณะกรรมการรณรงค์ หาเสียงเลือกตั้ง กล่าวอีกว่า มั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐไม่ได้สักที่นั่ง หรือไม่มีทางถึง 125 ที่นั่งด้วยซ้ำ เช่น ภาคอีสานตอนบน ไม่มีทางได้ สส.แม้แต่ คนเดียว หรือที่ จ.เชียงใหม่ หรือพะเยา ก็ตาม ไม่มีทางได้ สส.สักคน จะแพ้ทุกเขต อาจจะได้ สส.บางพื้นที่ เช่น จ.สุโขทัย พื้นที่ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต สส. พรรคเพื่อไทย หรือในภาคกลางอาจจะได้ สส.บ้างเล็กน้อย ซึ่งประเมินว่าพรรคพลังประชารัฐ น่าจะได้ประมาณ 25 ที่นั่ง หากเป็นเช่นนั้นถามว่าจะให้ สว.แต่งตั้งมาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเสียงข้างน้อย ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้เกินกว่า 300 ที่นั่ง สามารถเลือกประธานสภาได้ ดังนั้นรัฐบาลเสียงข้างน้อยของพรรคพลังประชารัฐ จะบริหารประเทศไปได้อย่างไร เพราะที่มา ของนายกรัฐมนตรีไม่สง่างาม และจะ ถูกฝ่ายค้านยื่นกระทู้ทุกสัปดาห์จนบริหารประเทศไม่ได้

“วันนี้มีพวกนกรู้ จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากรอบเวลาจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน รวมวันประกาศผลด้วยหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้จะให้ศาลวินิจฉัยได้อย่างไร เพราะปัญหายัง ไม่ได้เกิด แต่คนคนนี้ก็มาอวดรู้ตลอด ทั้งที่ ส่วนตัวก็ชอบกันดี แต่ขออย่ามาชักใบให้เรือเสีย ควรอยู่เฉยๆ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้ยังแทงกั๊กไม่ประกาศสนับสนุนฝ่ายใด แต่เราพรรคเพื่อไทยฝ่ายประชาธิปไตยอยู่แล้ว และในวันที่ 15  ม.ค.นี้ เวลา 17.00  น.  จะเปิดเวทีอภิปราย ชำแหละพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะ ซึ่งจะเปิดเผยความจริงทั้งหมด ตั้งแต่เหตุการณ์วิกฤตทางการเมืองเมื่อปี 2552 ที่มีพรรคการเมืองบางพรรคเปิดทางให้เกิดการปฏิวัติ แต่พรรคตัวเองไม่ได้ตั้งรัฐบาล แต่กลายเป็นว่าเปิดประตูให้ทหารเข้ามาปฏิวัติแล้วเข้ามาตั้งรัฐบาลเสียเอง

ส่อง “ทุนการเมือง” สู้ศึกเลือกตั้ง62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575969

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 09:01 น.

ส่อง "ทุนการเมือง" สู้ศึกเลือกตั้ง62

ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ใครจะแพ้ ใครจะชนะ วัดกันตรง “ทุน” ที่วางอยู่หน้าตักของแต่ละพรรคการเมือง

****************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคใดจะแพ้ หรือชนะ วัดกันตรง “ทุน” ที่วางอยู่หน้าตักทุกพรรค พรรคใดทุนหนาย่อมมีความได้เปรียบกว่าพรรคทุนน้อย

ส่องดูพรรคที่ถูกการกล่าวขานมากที่สุด หนีไม่พ้น พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีนายทุนขาใหญ่สุดในพรรค คือ กลุ่มสามมิตร “สมศักดิ์ เทพสุทิน” อดีต สส.สุโขทัย นักการเมืองรุ่นเก๋ามากประสบการณ์ และเส้นสายการเมืองที่พกพา “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย อดีต สส.ชัยนาท ประธานสโมสรฟุตบอลชัยนาทเอฟซี มาผนึกกำลังกับ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” นักธุรกิจและนักการเมืองชื่อดังระดับหมื่นล้าน ที่ขนอดีต สส.ดังๆ เข้าพรรคกว่าร้อยชีวิต แต่ละคนค่าตัวเกินเจ็ดหลักทั้งสิ้น

“สุริยะ” เป็นถุงเงินใหญ่ของพรรค เพราะได้พา “พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ”ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท ซัมมิท ไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ คลับ มารับตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคด้วย แต่ใน พปชร.ยังมีก๊วนการเมืองย่อยๆ แต่ละก๊วนทุนหนาไม่เบา อาทิ กลุ่มชลบุรี อดีตพรรคพลังชล นำโดย “สนธยา คุณปลื้ม” อดีตรัฐมนตรี และอดีต สส.ชลบุรี ทุนใหญ่ตระกูล “คุณปลื้ม” ผู้กว้างขวางภาคตะวันออก

หรือก๊วนอุบลฯ ของ “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ก๊วนโคราช ของ “วิรัช รัตนเศรษฐ” อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ และอดีต สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ก๊วนกาญจนบุรี ของ “ธรรมวิชญ์” และ “อัฎฐพล” โพธิพิพิธ บุตรชายของ “ประชา โพธิพิพิธ” หรือกำนันเซี๊ยะ อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งหมดล้วนเป็นเศรษฐีภูธร

แถมยังได้ผนึกนายทุนใหญ่ที่ย้ายมาจากพรรคเก่าแก่ อาทิ กลุ่มเมโทรแมชีนเนอรี่ ของ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” อดีต สส.กทม. ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรค เป็นแม่งานใหญ่ในการจัดโต๊ะจีนระดมทุนเข้าพรรคล่าสุดทะลุ 600 ล้านบาท

แต่ที่สุดแห่งนายทุนพรรค คือ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” 1 ใน 3 มิตร กำลังสำคัญในการตั้งพรรคมี 4 รัฐมนตรี “อุตตม สาวนายน” รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรค, “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์ ในฐานะเลขาธิการ, สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ค่อยเป็นมือไม้ในการประสานงาน ดังนั้น “สมคิด” จึงเป็นแม่เหล็กพลังสูงดึงดูดเงินจากภาคธุรกิจมาสนับสนุนพรรคได้อย่างมากมายอย่างน่าทึ่ง

และยังได้แรงเสริมจากทุนยักษ์ใหญ่วงการสื่อสารมวลชน “มาดามเดียร์” วทันยา วงษ์โอภาสี นายทุนกลุ่มธุรกิจสื่อชื่อดังย่านวิภาวดีรังสิต ครอบครองสื่อทุกแพลตฟอร์ม ผนึกกับ “วิเชฐ ตันติวานิช” อดีตรองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ และอดีตผู้บริหาร Money Channel มากประสบการณ์ด้านสื่อมาช่วยหนุนเสริม ทั้งหมดคือขุมกำลังของพรรคพลังประชารัฐที่เพียบพร้อมทั้งกำลังคนและเสบียง กระสุนดินดำครบครัน พร้อมรบทุกด้าน

ต่างจากพรรคเก่าแก่ที่ค่อนข้างเงียบเหงา เพราะนายทุนใหญ่ที่หาเงินเข้าพรรคตีจากไปหลายคน “พรรคประชาธิปัตย์” นำโดย“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มทุนหน้าเดิมๆ ส่วนใหญ่เป็นคนตระกูลดัง หรือนักธุรกิจ ที่ล้วนมีสายสัมพันธ์กับการก่อตั้งพรรค ผู้บริหาร หรือ สส.ในพรรค อาทิ ตระกูลโสภณพนิช หรือกลุ่มนักธุรกิจที่สนับสนุนในรูปแบบเงินบริจาค เช่น เบญจจินดา โฮลดิ้ง, ยิบอินซอย, อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสิร์ช คอร์ปอเรชั่น, เสริมสงวน กรุงธนเอนยิเนียร์, สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (ไทยแลนด์) สงขลาฟินิชชิ่ง อาจรวมถึงเครือดุสิตธานี คอนเนกชั่นผ่านทาง “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ในฐานะเขยดุสิตฯ หรือกลุ่มทุนขาประจำที่มักสนับสนุนทุกข้างไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ชนะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ แต่ระยะหลังๆ นี้กร่อยมาก เพราะกลุ่มทุนใหญ่ภายในพรรคย้ายข้างไปซบ พปชร.กันเยอะ ส่วนกลุ่มทุนหน้าใหม่ๆ ก็ไม่วิ่งเข้ามาอีก ถุงเงินสนับสนุน ปชป.จึงดูแฟบๆ

ฟาก “พรรคเพื่อไทย” ยังคงเป็น “ทักษิณ ชินวัตร” ตระกูลชินวัตร นายทุนใหญ่ตลอดกาล ซูเปอร์แม่เหล็กดึงดูดทุนเข้ามาสนับสนุนพรรค แต่ตอนนี้แตกสาขาสอง คือ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ทำให้นายทุนใหญ่เดิมที่เคยอุดหนุนพรรคเพื่อไทย ย้ายไปกองอยู่ “ทษช.” กันเยอะมาก จึงทำให้ทุนสนับสนุนพรรคแยกเป็นสองกอง อาทิ “พิชัย นริพทะพันธุ์” อดีต รมว.พลังงาน “องอาจ เอื้ออภิญญกุล” พี่ชาย “วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล” เจ้าของธุรกิจกลุ่มบ้านปู และบริษัท เฉลิมโลก ของ “วิรุฬ เตชะไพบูลย์” อดีต รมช.พาณิชย์ สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช รวมถึง “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย สมาชิกบ้านเลขที่ 111 หรือ “สงคราม กิจเลิศไพโรจน์” อดีตเหรัญญิกพรรคพลังประชาชน ล้วนย้ายมาอยู่ “ทษช.” กันหมด ทำให้ทุนใหญ่ในพรรคเพื่อไทย ตกอยู่ในกำมือของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรค

ส่วนพรรคระดับกลางที่พาวเวอร์ด้านกำลังทุนไม่แพ้พรรคใดๆ “พรรคภูมิใจไทย”แกนนำเบอร์หนึ่ง คือ “เนวิน ชิดชอบ” พรรคนี้นายทุนใหญ่เพียบ รวยอันดับต้นๆ ของประเทศ อาทิ เจ้าสัวรับเหมาก่อสร้างแห่งบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ของ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” ซึ่งมีทายาทอย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” หรือ “เสี่ยหนู” หัวหน้าพรรคคอยสั่งการรองจากเนวิน อีกทุนใหญ่ คือ ตระกูลศรีรักอักษร ที่แม้วันนี้ “เสี่ยวิชัย” ได้เสียชีวิตไปแล้วแต่ทายาทของอาณาจักรคิง เพาเวอร์ ยังคงให้การสนับสนุนไม่เปลี่ยนแปลง

อีกพรรคแม้ขนาดจิ๋วแต่แจ๋วน่าจับตามอง “พรรคพลังท้องถิ่นไท” ที่มี “ชัชวาลย์ คงอุดม” เจ้าของธุรกิจสื่อชื่อดังบนถนนราชดำเนินที่รู้จักกันดีว่ามีอิทธิพลสูงในวงการธุรกิจสีเทาท่อน้ำเลี้ยงดีไม่ใช่น้อย ที่สำคัญสนิทแนบแน่นกับ “สมคิด” เบอร์หนึ่งทุนใหญ่แห่งพรรค พปชร.อีกต่างหาก

สำหรับพรรคเก่าแก่อย่าง “พรรคชาติไทยพัฒนา” ที่สิ้นบุญ “บรรหาร ศิลปอาชา” ตกทอดมาสู่รุ่นลูก “หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา ทายาทมังกรเติ้ง เป็นหัวหน้าพรรค โดยมี “ประภัตร โพธสุธน” เลขาธิการพรรค ยังใช้แนวทางเดิมๆ สมัยคุณพ่อเติ้ง ที่ถนัดหากระสุนดินดำแบบเงียบๆ

ปิดท้าย พรรครวมพลังประชาชาติไทย หรือ “รปช.” ที่มี “ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล” เป็นหัวหน้าพรรค แต่บุคคลที่คอยจัดหากระสุนดินปืนไว้สู้ศึกเลือกตั้งคราวนี้ คือ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ นายหนังตะลุงผู้กำกับอยู่ข้างหลัง

ล่าสุดจัดงานระดมทุนตุนท่อน้ำเลี้ยงไป 234 ล้านบาท ซึ่งรับรู้กันดีว่าล้วนเป็นกลุ่มทุนเดิมๆ ที่เคยหนุนครั้งการชุมนุมของ กปปส.ในอดีต อาทิ กลุ่มพ่อค้าเชื้อสายอินเดีย นายหัวเศรษฐีปักษ์ใต้ กาแฟยี่ห้อดังใน จ.ชุมพร กลุ่มธุรกิจประกัน กลุ่มทุนธุรกิจน้ำตาล หรือกลุ่มธุรกิจเหล้าเบียร์มาช่วยลงขัน เป็นต้น เพราะมั่นใจในศักยภาพ “สุเทพ” อดีตผู้จัดตั้งรัฐบาลมาหลายสมัย บรรดากลุ่มทุนจึงเชื่อมั่นว่าครั้งนี้คงไม่พลาดได้ร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน งานนี้ “สุเทพ” จึงยอมทุ่มหมดหน้าตัก

เปิดกติกาหาเสียงออนไลน์ งดโชว์ภาพนอมินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575867

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 07:29 น.

เปิดกติกาหาเสียงออนไลน์ งดโชว์ภาพนอมินี

เปิดสาระสำคัญร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง สส. 2561 คุมเข้มการหาเสียงออนไลน์

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้การกำหนดวันเลือกตั้งมีความจำเป็นต้องเลื่อนจากวันที่ 24 ก.พ. 2562 ไปเป็นช่วงเดือน มี.ค. 2562 แต่ในด้านการเตรียมพร้อมรับมือการเลือกตั้งไม่อาจหยุดนิ่ง ล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง สส. 2561 ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สาระสำคัญของระเบียบดังกล่าว กำหนดเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติ ข้อห้ามไม่ให้ปฏิบัติสำหรับผู้สมัคร พรรคการเมือง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น โดยสามารถแจกเอกสาร วีดิทัศน์ที่เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งในเขตชุมชน สถานที่ งานพิธีต่างๆ ได้ รวมทั้งจัดรถหาเสียงและเวทีหาเสียง ใช้เครื่องขยายเสียงช่วยหาเสียงได้

“ทั้งนี้สามารถนำภาพของผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ หัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรค ลงโฆษณาหาเสียงได้เท่านั้น”

โดยการดำเนินการในส่วนของรถหาเสียงและเวทีหาเสียง ให้นับรวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง หาเสียงผ่านจดหมาย สิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ทำเอกสารที่มีการกากบาทในช่องคะแนนเลือกตั้งให้กับตนเองได้ แต่เอกสารต้องไม่มีลักษณะหรือสีคล้ายกับบัตรเลือกตั้ง

นอกจากนี้ สามารถตั้งผู้ช่วยหาเสียงได้ โดยผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีผู้ช่วยหาเสียงในเขตได้ไม่เกิน 20 คน/เขต ส่วนของพรรคที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ มีผู้ช่วยหาเสียงได้ไม่เกิน 10 เท่าของจำนวนเขตที่พรรคนั้นส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต

ส่วนการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น กำหนดให้ผู้สมัคร พรรคการเมือง สามารถหาเสียงด้วยตนเองหรือว่าจ้างบุคคล นิติบุคคลดำเนินการได้ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท ทั้งยูทูบ เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น อีเมล เอสเอ็มเอส โดยผู้สมัครต้องแจ้งวิธีการรายละเอียดช่องทางระยะเวลาการหาเสียง รวมถึงหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้ผู้อำนวยการ กกต.ประจำจังหวัดทราบตั้งแต่วันสมัครหรือก่อนหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้สมัครหรือสมาชิกพรรค หากต้องการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้สมัครพรรคการเมืองใด ต้องแจ้งชื่อ-สกุล นิติบุคคล หรือเครื่องหมายใดๆ ที่สามารถเจาะจงตัวบุคคลที่ดำเนินการได้ โดยค่าใช้จ่ายในการหาเสียงส่วนนี้หากเกินกว่า 1 หมื่นบาท ต้องแจ้งให้ผู้สมัครพรรคการเมืองทราบ และให้แจ้งต่อผู้อำนวยการ กกต.จังหวัด และเลขาฯ กกต.ทราบ และการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ให้นับรวมเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัครพรรคการเมืองนั้น

กรณี กกต.พบว่ามีการใช้ถ้อยคำรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้อง สามารถสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง ลบข้อมูลนั้น หากผู้สมัครพรรคการเมืองไม่ดำเนินการในเวลาที่กำหนด เลขาฯ กกต. สามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการ ดำเนินการ โดยผู้สมัครพรรคการเมืองต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ลบข้อมูล ไม่สามารถลบล้างความผิดที่ได้กระทำสำเร็จแล้วได้ ซึ่ง กกต.สามารถนำมาสืบสวนและวินิจฉัยได้

ส่วนข้อห้ามไม่ควรปฏิบัติในการหาเสียงนั้นกำหนดไว้กว้างๆ คือ ห้ามผู้สมัครพรรคการเมืองหรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียง ห้ามผู้สมัครพรรคการเมืองหรือผู้ใด ให้ผู้ประกอบอาชีพเจ้าของกิจการวิทยุโทรทัศน์ สื่อมวลชน สื่อโฆษณา หรือนักแสดง นักดนตรีพิธีกร ใช้ความสามารถทางวิชาชีพเอื้อประโยชน์ในการหาเสียงให้แก่ตน แต่ถ้าผู้สมัครมีความรู้ความสามารถทางศิลปะเป็นของตนเอง สามารถใช้หาเสียงให้กับตัวเองได้ แต่ต้องไม่ใช้อุปกรณ์ในการแสดง

นอกจากนี้ ยังห้ามไม่ให้มีการแจกจ่ายเอกสารที่เกี่ยวกับการหาเสียงโดยใช้วิธีการวาง หรือโปรยในที่สาธารณะ ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือปลุกระดม และไม่ช่วยเหลือเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ให้แก่ผู้ใดตามประเพณี

“เฟกนิวส์และเฮตสปีช” วิชามารของฤดูเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575680

  • วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 07:14 น.

"เฟกนิวส์และเฮตสปีช" วิชามารของฤดูเลือกตั้ง

ข่าวปลอม และ ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง กำลังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างภัยทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง

*****************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ผู้ที่ท่องโลกออนไลน์เป็นประจำ ย่อมเคยสัมผัสกับ เฟกนิวส์ (Fake News) หรือข่าวปลอม และเฮตสปีช (Hate Speech) หรือการใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง ไม่มากก็น้อย

แม้ความสนใจของผู้คนในทั้งสองสิ่งในโลกออนไลน์ อาจจะมีอยู่ในระยะสั้นๆ เหมือนความสนใจในข่าวสารทั่วๆ ไป แต่ผลลัพธ์ที่ทั้งสองสิ่งฝากไว้นั้นชัดเจน ว่าใครที่เคยตกเป็นเหยื่อของทั้งสองสิ่งที่กล่าว ย่อมรู้ถึงพิษสงแห่งการทำร้ายทำลายดี และเมื่อทั้งสองสิ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง ทั้งสองสิ่งก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือ สร้างภัยทางการเมืองอย่างแน่นอน

สมชัย ศรีสุทธิยากร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า ที่ผ่านมาทั้งเฟกนิวส์ และเฮตสปีช ได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นแล้วว่า ถือเป็นภัยของสังคมยุคใหม่ โดยปกติโลกออนไลน์นั้น สามารถใช้เป็นทั้งทางบวกทางลบได้ ซึ่งทางบวกคือใช้สื่อสารกับประชาชน

ขณะที่ในเชิงลบมักจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า เป็นวิชามาร ก็คือการเผยแพร่สิ่งที่เป็นข้อมูลเท็จหรือข้อความที่ทำให้เกิดความรู้สึกเกลียดชัง กับกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง

“วิธีการดังกล่าวก็สามารถกระทำได้โดยง่ายและจับมือใครดมไม่ค่อยได้ เพราะผู้เผยแพร่ข่าวมักจะเป็นแหล่งที่ไม่เปิดเผยไม่สามารถตรวจสอบกลับไปได้ว่าเป็นใคร แม้กระทั่งการโพสต์ในเฟซบุ๊ก บางครั้งก็ไม่สามารถตรวจสอบกลับไปได้ว่าใครเป็นผู้โพสต์ เพราะว่าไม่ได้ใช้ชื่อจริง หรือไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าโพสต์จากที่ไหนในโลก นี่คือปัญหาที่จะจัดการกับแหล่งข่าวที่เป็นแหล่งข่าวเท็จหรือแหล่งข่าวที่มุ่งให้เกิดความเกลียดชัง” อดีต กกต.กล่าว

สมชัย ระบุอีกว่า ในช่วงใกล้การเลือกตั้งจะมีปรากฏการณ์จากทั้งสองสิ่งเกิดขึ้นมากมาย เพราะว่าคนก็จะรักชอบพรรคการเมืองและนักการเมืองแตกต่างกัน รักก็จะเชียร์ ไม่ชอบก็เขียนข้อความที่ใส่ร้ายและทำให้เกิดผลเสียกับนักการเมืองนั้นหรือผู้สมัครคนนั้น

ขณะเดียวกัน ก็เชื่อว่า กกต.จะไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์จากสองสิ่งได้ เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้เองว่าใครเป็นผู้เผยแพร่ข่าว สิ่งที่สามารถทำได้ก็คือการห้ามบุคคลที่จะแชร์ต่อ เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดก็เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการกระจายข่าวสารออกไปและจำกัดวงของความเสียหายไม่ให้แพร่กระจายออกไป

“ทีนี้ก็จะมีกฎหมายที่จะไปปรามผู้แชร์ เพียงแต่ว่าการจะดำเนินการทางกฎหมายดังกล่าว ก็ต้องกระทำอย่างไม่เลือกข้าง ไม่ใช่มุ่งไปจัดการแต่คนที่แชร์ข่าวที่เป็นผลเสียต่อพรรคหนึ่งแต่ก็ไม่ได้จัดการกับอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นการจัดการก็ต้องจัดการอย่างเท่าเทียมและถ้วนหน้า

ในต่างประเทศก็กำลังเกิดปัญหา ไม่สามารถป้องกันทั้งสองสิ่งได้ หลายต่อหลายครั้งก็ทำให้ผลของการเลือกตั้งเปลี่ยนไปในอีกทิศทางหนึ่ง โดยกลับมาเสียใจกันภายหลังว่าไม่น่าเชื่อข่าวปลอม ยกตัวอย่างเช่น การแยกตัวจากอียูของประเทศอังกฤษ หรือที่เรียกว่า เบร็กซิต ที่มีเฟกนิวส์ออกมามากมายและทำให้คนอังกฤษโหวตออกมาว่าต้องแยกจากอียู แล้วความจริงต่างๆ มาถูกเปิดเผยว่า หลายเรื่องไม่เป็นจริง ก็ทำให้คนอังกฤษรู้ว่าการลงคะแนนเสียงภายใต้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เราเองก็ต้องเรียนรู้เรื่องนี้” สมชัย กล่าว

สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้น กกต.จะมีบทบาทสำคัญมากในการรับมือกับ เฟกนิวส์ และเฮตสปีช ขณะที่สื่อทั้งหลายก็จะมีบทบาทมากเช่นกัน แต่ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวสื่อหลัก เพราะมีตัวตนผู้รับผิดชอบและมีโทษที่ค่อนข้างชัดเจน

“ความแยบยล เฟกนิวส์ และเฮตสปีช ที่ถูกส่งผ่านทางความเป็นสังคมออนไลน์นั้นน่ากลัวตรงที่ เหมือนคุณไปดูรองเท้ายี่ห้อหนึ่ง แล้วระบบก็จดจำพฤติกรรมการท่องโลกออนไลน์ของคุณ หลังจากนั้นคุณไปอ่านเรื่องอื่นๆ ก็จะเห็นโฆษณารองเท้าโผล่ออกมาข้างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นในสื่อแบบโบราณที่เป็นกระดาษ และเมื่อมันเป็นแบบนี้ เราก็ต้องระวัง เพราะกฎหมายที่ใช้จัดการเรื่องนี้ มีอยู่ก็แค่เพียงพอรับมือกับปัญหาในระดับหนึ่ง ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับปัจจุบันเพราะปัญหาเริ่มแยบยลกว่าวิธีกำกับดูแล

อย่างในสหรัฐอเมริกาที่ชื่นชมประชาธิปไตยนี่พอมีคนใช้วิธีนี้มาเป็นประธานาธิบดีแล้วมันไม่ได้เอาลงกันได้ง่ายๆ มันต้องมีการสอบสวน ตามหลักนิติรัฐหรือนิติธรรม พิสูจน์ข้อเท็จจริงออกมา กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผู้ที่ชนะการเลือกตั้งก็ดำรงตำแหน่งไปเกินครึ่งสมัยแล้ว” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ กล่าว

สุรัตน์ กล่าวอีกว่า เฟกนิวส์ และเฮตสปีชนั้น ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือที่แยบยลจนสามารถทำให้คนเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้จริงๆ และผลิตซ้ำเนื้อหาตอกย้ำ การรับรู้อย่างสุดขั้ว จนที่ผ่านมาสามารถทำให้สังคมแตกแยกให้เห็นแล้วทั่วโลก และต้องไม่ลืมว่า นักการเมืองจำนวนไม่น้อยก็แสดงให้เห็นแล้วว่า สามารถใช้ประโยชน์จากปรากฏการณ์ ข่าวปลอม และวาทะความเกลียดชัง จนทำให้ได้มาซึ่งอำนาจ ขณะที่ประชาชนเองก็ไม่ทันฉุกคิดว่า ประชาธิปไตยที่คิดว่าจะได้มาแล้ว ท่ามกลางกลไกของสองสิ่งนี้ อาจจะถูกบิดเบือนไปจากเจตจำนงเดิมอย่างแนบเนียน n

“กระบวนการต้องสำคัญกว่า แพ้ชนะการเลือกตั้ง” ไชยันต์ ไชยพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575576

  • วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 07:13 น.

"กระบวนการต้องสำคัญกว่า แพ้ชนะการเลือกตั้ง" ไชยันต์ ไชยพร

วิเคราะห์การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนก.พ.62 ผ่านสายตาของ ศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

*******************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นถูกตั้งความหวังว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญนำพาประเทศกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ แต่ทว่ารายละเอียดระหว่างทางกลับพบประเด็นปัญหาที่บั่นทอนความเชื่อมั่น จนอาจกลายเป็นชนวนความวุ่นวายรอบใหม่ ซ้ำเติมปัญหาการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

“ถามว่าหลังเลือกตั้งจะเป็นยังไง จะนำไปสู่ประชาธิปไตยได้ไหม ต้องรอดูก่อนว่าผลการเลือกตั้งคนจะยอมรับได้แค่ไหน ตรงนี้คือปัญหา พรรคการเมืองบางพรรคซึ่งดูเหมือนมีคนของรัฐบาลเข้าไปจัดตั้งนั้นมีความได้เปรียบหลายเรื่อง ทั้งเรื่องหาเสียง หรือบัตรเลือกตั้งที่มีปัญหา อันอาจทำให้การเลือกตั้งไม่ลงเอยด้วยดี ไม่ต้องพูดถึงการเปิดประชุมสภาจัดตั้งรัฐบาลที่จะเป็นไปด้วยความยุ่งเหยิง” ศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

ศ.ไชยันต์ ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. ว่า แม้กฎหมายจะผ่านกระบวนการต่างๆ เรียบร้อย แต่ถ้านักการเมืองเห็นว่ายังเป็นกติกาที่ไม่เหมาะสมเป็นธรรมก็ควรออกมาร้องเรียน ไม่ใช่หิวเลือกตั้งแล้วจะเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งทั้งที่ยังเห็นว่าไม่เหมาะสม เพื่อไปลุ้นว่าเพื่อตัวเองจะชนะ หากแพ้เลือกตั้งค่อยออกมาโวยวาย ซึ่งจะทำให้ถูกมองว่าเป็นขี้แพ้ชวนตีหรือเปล่า รวมทั้งประชาชนที่เห็นว่าอะไรไม่ถูกไม่ควรเกี่ยวกับการเลือกตั้งก็ควรจะร้องเรียน

อีกทั้งถ้าจำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้ง เพื่อไปดำเนินการให้เกิดความถูกต้องชอบธรรมสำหรับทุกฝ่ายที่เข้าสู่การแข่งขันก็ต้องทำ ดีกว่าปล่อยให้เลือกตั้งแล้วมีปัญหามาตีกันทีหลัง ซึ่งมีรายละเอียดต่างๆ ทั้ง บัตรเลือกตั้ง ป้ายหาเสียง โซเชียลมีเดีย งบประมาณหาเสียง ขณะที่บางพรรคการเมืองที่ได้ชื่อรัฐบาล มีความได้เปรียบเพราะหาเสียงมานานแล้วในฐานะรัฐบาล ถือเป็นการตีกินแบบอ้อมๆ ซึ่งไม่ควรทำตัวเป็นศรีธนญชัย

นอกจากนี้ กกต.ชุดปัจจุบันซึ่งได้ชื่อว่ากลั่นกรองมาเป็นอย่างดี เวลานี้มีบางพรรคใหม่ๆ ที่ได้ชื่อว่ามีส่วนร่วมกับรัฐบาล ถ้าทำผิดกฎกติกาแล้วถึงขั้นต้องยุบพรรคก็ต้องยุบ ประชาชนก็จะสรรเสริญการทำหน้าที่ว่าไม่เลือกปฏิบัติ หรือถ้าสมมติยุบพรรคพลังประชารัฐก็จะทำให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไปเยอะ โดยจะเหลือพรรคที่เป็นพรรคซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการสืบทอดอำนาจ

“แต่ถ้าสังคมเห็นถึงความผิดพลาดของนักการเมืองชัดเจน แล้ว กกต.ไม่ทำอะไร หลังเลือกตั้งเละแน่ ไม่ต้องพูดไปไกล ถึงจะนำไปสู่ประชาธิปไตยและมีเสถียรภาพ แค่ผลเลือกตั้งก็ยังจะไม่เป็นที่ยอมรับ ดังนั้นจึงอยากเตือนพรรคการเมืองว่าอย่าไปหวังลุ้นว่าเผื่อจะได้คะแนนเสียง โดยไม่สนใจกระบวนการเลือกตั้งจะเป็นธรรมแค่ไหน ตอนนี้หากจำเป็นต้องร้องเรียนก็ต้องร้องเรียน หรือจำเป็นต้องบอยคอตก็ต้องบอยคอต”

ศ.ไชยันต์ ประเมินว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นศึกหนักที่พรรคการเมืองจะต้องแข่งกันเอง แข่งกับการสืบทอดอำนาจ งานนี้สนุกตรงที่คาดเดาอะไรไม่ได้ การที่เราคาดผลการเลือกตั้งไม่ได้ด้านหนึ่งก็แฟร์ ไม่เหมือนที่ผ่านมาที่พอมองได้ว่าพรรคไหนจะชนะ อังกฤษถึงเบื่อเลือกตั้ง เพราะไม่ว่ายังไงสุดท้ายก็ยังเป็นพรรคเลเบอร์ หรือพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ส่วนอเมริกาไม่ใช่พรรคเดโมแครตก็รีพับลิกัน คนจึงเบื่อไม่อยากเลือก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักการเมืองหรือพรรคการเมือง ทั้งเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ฯลฯ ต้องคิดว่าที่ผ่านมาปัญหาการเมืองนั้น นักการเมืองถูกกล่าวหาโจมตีว่าเป็นตัวปัญหา ถ้าคราวนี้นักการเมืองมารวมกันคิดว่าทำไงให้ 500 คนที่เป็น สส. รวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล 376 เสียงโดยไม่ต้องรวมเสียง สว. 250 เสียง

“ถ้านักการเมืองตกลงจูบปากกันได้ก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่จะพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยเร็วขึ้น ไม่ต้องรอ 5 ปี เพราะบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ สว.เฉพาะกาลอยู่ได้ 5 ปี สูตรนี้เป็นสูตรที่ดีที่สุด พล.อ.ประยุทธ์เอง หรือ คสช.เองก็ควรจะเห็นว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่พรรคการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้งสามารถร่วมมือทำงานกันได้”

ศ.ไชยันต์ กล่าวว่า หากพรรคพลังประชารัฐได้คะแนนเกิน 124 คะแนน การจัดตัั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองฝั่งที่ไม่ใช่พรรคสืบทอดอำนาจก็จะทำไม่ได้เลย เพราะหากไปรวมกับเสียง สว.250 เสียง และหาเพิ่มอีกไม่มากก็จะได้ 376 เสียง ตัวเลข 124 เสียงจึงสำคัญที่จะตัดโอกาสพรรคการเมืองอื่นๆ

อีกประเด็นที่สำคัญคือกรณีพรรคพลังประชารัฐได้ 124 เสียงแล้ว มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ถ้ามีก็จัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ถ้าไม่มีชื่อและเกิดสมมติได้เสียงออกมาเท่านี้ก็ไม่รู้ว่าใครจะเป็นนายกฯ และสมมติไม่มีพรรคไหนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นายกฯ คนในก็ไม่ได้ นายกฯ คนนอกก็ไม่ได้ ก็จะกลายเป็นปัญหา และนำไปสู่การใช้ประเพณีการปกครองมาตรา 5

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงประเด็นในส่วนของพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อถึงทางตันทางการเมืองก็มีทางออกคือการยุบสภา หรือตั้งนายกฯ เสียงข้างน้อย กรณีการยุบสภาหากนายกฯ ที่มาจากรัฐประหารต้องไปยุบสภาที่มาจากการเลือกตั้ง สส.ก็คงไม่ยอม ดังนั้นคงจะมีการดึงดันจัดตั้งรัฐบาลบีบให้ สว.เทเสียงให้เขา บีบให้ สว.เทเสียงให้ได้ 376 เสียง เป็นนายกฯ ที่เป็น สส.

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสงสัยคือกรณีที่ไม่มีพรรคได้คะแนนเสียงเกิน 250 เสียง พรรคที่ได้อันดับหนึ่งก็จะต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเวลานี้พรรคเพื่อไทยแตกออกเป็นอย่างน้อย 3 พรรค คะแนนก็อาจจะไม่ได้อันดับหนึ่ง ขณะที่พลังประชารัฐก็ยังเดาไม่ถูกว่าจะมาได้เยอะแค่ไหน หรือประชาธิปัตย์ที่ซึ่งไม่ได้แตกตัวเป็นพรรคอื่น แต่มีย้ายไปพรรคอื่นบ้าง ก็ยังมีแฟนคลับที่เหนียวแน่น ดังนั้นก็ยังมีโอกาสได้คะแนนอันดับหนึ่งแม้จะไม่เยอะ ซึ่งต้องไปดูต่อไปว่าจะสามารถจูบปากใครตั้งรัฐบาลได้

รวมทั้งรอบนี้ต้องจับตาไปยัง “งูเห่า” ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยจากฝั่งไทยรักไทยย้ายเข้ามายังพลังประชารัฐ หากพูดแบบสุภาพก็คือเสรีชน แต่หากพูดแบบไม่ดีก็คือ “งูเห่า” ซึ่งยังอยากทำวิจัยเลยว่างูเห่าเป็นปัจจัยที่ดีหรือไม่ดีสำหรับประชาธิปไตยของไทย เพราะบางครั้งก็ทำให้เราสามารถก้าวข้ามทางตัน บางครั้งก็นำไปสู่วิกฤตก็ได้ รอบนี้กลุ่มงูเห่าก็ยังคงมีความสำคัญ

Thanachart Bank pushes hire-purchase loans for 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/Auto_ADO/30370049

Thanachart Bank pushes hire-purchase loans for 2019

Auto & Audio May 27, 2019 14:28

By The Nation

Under its new “Drive Your Progress” campaign, Thanachart Bank aims to approve new hire-purchase loans worth up to Bt190 billion in 2019 by launching its latest campaign, the bank’s executive vice president Pompet Rasanon said on Monday.

He added that the bank had met its first-quarter target for increased approval of hire-purchase loans, and is optimistic that the year-end target of Bt450 for all outstanding hire-purchase loans would be met.

Currently, the bank has a 30-per cent share for hire-purchase loan values in the marketplace, Pompet said.

Huawei eyes keeping ties with Google despite US ban

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/Startup_and_IT/30370007

Zhu
Zhu

Huawei eyes keeping ties with Google despite US ban

Tech May 27, 2019 01:00

By Khine Kyaw
The Nation
Yangon

3,273 Viewed

In a bid to meet the wish of endusers to continue using Google services on their smart phones, China’s Huawei Technologies Co is currently negotiating with the US firm to find an appropriate solution amid Washington’s ban on its businesses and activities.

Bob Zhu, deputy general manager of Huawei Myanmar, told The Nation on Friday the firm would try its best to continue cooperating with Google, while preparing for the implementation of its own operating system as Plan B.

“We will keep  discussing with Google to find a proper solution for  our users to continue using Andriod systems. Once we have reached an agreement, we will continue our cooperation  with them,” he said.

“We do not want to use 100 per cent Huawei’s parts in our products. We always choose to cooperate with other partners so we can grow together. We will try our best to avoid using Huawei’s own parts in our mobile phones.”

Zhu insisted that Huawei preferred to choose Google, even if its own operating system is better than that of the US firm.

“We are trying to develop  our own operating system. But, Google Android is still our priority. If we can reach an agreement with Google, we will continue to install their systems in our products,” he said.

According to Zhu, Huawei users do not have to worry about losing access to Google services and related applications, as all Huawei phones and tablets already sold as well as those still in the market will not be affected by the US ban.

“For all products manufactured before the US ban, end users will get the same functions and services as before. These include Huawei products currently in the stock or in the market,” he said.

“We are still negotiating with Google. Whatever happens, that will only affect  new products and solutions to be produced in the future. Likewise, the current Huawei chipsets will not be affected because we have  been given  full authorisation.”

Zhu guaranteed that  all  products are safe to buy, as they will feature the same services as before. In this respect, Zhu is sure of  Huawei’s capability to maintain its leadership position in the Myanmar market.

“We are fully confident that the US ban will not affect our growth momentum. Like in many other countries, Myanmar people love to use Huawei smartphones, and the trend will go on,” he said.

“Amid the widespread rumours about Huawei, some people may hesitate to buy our products at this point. It is usual, but they will  regain their confidence in our products after our clarification. We believe people who like Huawei will continue to buy our products in the future.”

Plan B in place

With Huawei products and solutions covering nearly all aspects of the ICT era, the firm has long prepared  a Plan B, he said.

“We are well-prepared to drive our sustainable growth, even in time of  challenges. We do have a Plan B in place to offset any action that may affect our services and products. Plan B is designed to overcome a  bad situation.”

According to Zhu, Huawei has the capability to produce its own chips in the event the firm can no longer buy necessary parts from US companies.

“Our business is still growing, and we do not worry about the US ban and its impacts. But, we are still committed to cooperating with our partner companies all over the world,” he said.

Zhu said the news of some Japanese companies having joined the US  ban on Huawei was just a rumour.

“Panasonic and Toshiba have officially announced that they would keep  business cooperation with Huawei. There will be adverse effect from  the US ban,” he said.

“ As the US ban set in, rumours follow. But we just have to shrug them off and keep going.”

At the briefing, Zhu stressed the importance of Huawei’s commitment to cyber security, as more than one third of the world’s population use Huawei products to make phone calls and access to the internet. He said the US government does not have any evidence to prove that Huawei had breached its  cyber security standards.

“From the technology side, we will keep providing high security solutions and products, and we don’t have any major issue so far,” he said.

“We hope the US government considers cyber security as a technical problem, not a political problem.”

He said Huawei is not willing to get involved in the political conflicts between China and the US, with  both vying for the super power status.

“What we care is our business . We don’t want Huawei to be involved in politics,” he said.

Property developer Villa Kunalai prepares for IPO

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/Real_Estate/30370039

Praweerat
Praweerat

Property developer Villa Kunalai prepares for IPO

Real Estate May 27, 2019 11:27

By The Nation

Property firm Villa Kunalai Plc or KUN has filed a prospectus with the Securities and Exchange Commission’s Market for Alternative Investment (mai) as it prepares to list its shares with an IPO of 75 million shares or 25 per cent of total share capital and a par value of Bt1 per share.

The IPO aims to raise capital for additional land purchase in Bang Bua Thong District, Nonthaburi Province as well as for business expansion, Piyapa Chongsathein, Managing Director of S14 Advisory Co Ltd, who has been appointed as the company’s financial advisor, said on Monday.

At present, the company’s registered capital of Bt300 million consists of 300 million common shares, and the paid-up capital of the Company is equal to Bt225 million. After the IPO, the Company’s paid-up capital will increase to Bt300 million.

KUN’s chief executive officer Praweerat Dheva-Aksorn said that the company plans to launch another 3 new projects worth a total of approximately Bt2.82 billion this year to boost its presales for the year.

The group of companies reported total revenue from 2016 to 2018 of Bt297.50 million, Bt450.38 million, and Bt447.09 million and a net profit of Bt5.94 million, Bt10.80 million, and Bt11.56 million respectively.